Thursday, 23 July 2026

David Bowie: ชีวประวัติ 15 นาที


 

David Bowie: ชายผู้ใช้ชีวิตเหมือนตู้เสื้อผ้าที่มีทางออกไปอีกจักรวาล

คืนวันที่ 3 กรกฎาคม 1973 ที่ Hammersmith Odeon ในลอนดอน David Bowie ยืนอยู่บนเวทีในสภาพที่ดูเหมือนมนุษย์ต่างดาวเพิ่งค้นพบเครื่องสำอาง ก่อนจะพบมนุษยชาติ ผมของเขาแดงจัด เสื้อผ้าดูไม่เหมาะกับการขึ้นรถประจำทาง และชื่อของเขาในคืนนั้นไม่ใช่ David Bowie แต่คือ Ziggy Stardust—ร็อกสตาร์จากนอกโลก ผู้เดินทางมาช่วยมนุษย์ด้วยดนตรี ทั้งที่มนุษย์ไม่เคยร้องขอความช่วยเหลือ และจากพฤติกรรมของมนุษย์ก็คงไม่สมควรได้รับเท่าไรนัก

หลังเพลงสุดท้าย Bowie ประกาศว่า นี่ไม่เพียงเป็นคอนเสิร์ตสุดท้ายของทัวร์ แต่เป็นคอนเสิร์ตสุดท้ายที่ “พวกเรา” จะเล่นด้วยกัน

ผู้ชมตกใจ สมาชิกบางคนในวงก็ตกใจ เพราะเพิ่งทราบว่าตัวเองกำลังตกงานพร้อมกับคนดู Bowie สร้างตัวละครที่โลกหลงรัก แล้วสังหารมันกลางเวทีโดยไม่แจ้งฝ่ายบุคคลล่วงหน้า

นี่อาจเป็นฉากที่อธิบาย David Bowie ได้ดีที่สุด เขาไม่เพียงเปลี่ยนทรงผมบ่อย หรือมีเสื้อผ้าที่คนทั่วไปใส่แล้วอาจถูกขอให้ออกจากร้านอาหาร แต่เขาเชื่อว่าศิลปินไม่จำเป็นต้องใช้ตัวตนเดียวตลอดชีวิต ในโลกที่คนส่วนใหญ่ใช้เวลาหลายสิบปีพยายามตอบคำถามว่า “ฉันเป็นใคร” Bowie ดูเหมือนจะตอบว่า “เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน วันนี้ฉันเป็นมนุษย์ต่างดาว”

เด็กชาย Jones และบ้านที่มีทั้งดนตรีกับเงามืด

David Robert Jones เกิดวันที่ 8 มกราคม 1947 ที่ Brixton ทางใต้ของลอนดอน พ่อของเขา Haywood Stenton Jones หรือ John ทำงานประชาสัมพันธ์ให้มูลนิธิเด็ก ส่วนแม่ Margaret Mary Burns หรือ Peggy เป็นพนักงานเสิร์ฟ ครอบครัวของเขาไม่ได้เป็นราชวงศ์ศิลปะ ไม่มีใครตื่นเช้ามาถกเถียงเรื่อง Picasso ระหว่างทาแยมบนขนมปัง แต่ในบ้านมีดนตรี ภาพยนตร์ ความทะเยอทะยาน และความรู้สึกบางอย่างว่าโลกภายนอกน่าจะมีอะไรน่าสนใจกว่าห้องนั่งเล่น

คนสำคัญในชีวิตวัยเด็กของเขาคือ Terry Burns พี่ชายต่างมารดา ผู้พา David ไปรู้จักดนตรีแจ๊ซ วรรณกรรม Beat และความคิดที่อยู่นอกเขตปลอดภัยของคนธรรมดา Terry ทำให้เขาเห็นว่าโลกไม่ได้มีเพียงโรงเรียน งานประจำ และการตัดผมทรงสุภาพ หากยังมีบทกวี แซกโซโฟน การตั้งคำถาม และหนทางอีกหลายสายที่พ่อแม่คงไม่ชอบ

แต่ Terry ต้องเผชิญปัญหาสุขภาพจิตอย่างรุนแรง เงาของความเจ็บป่วยนี้ติดตาม Bowie ไปตลอดชีวิต ความกลัวว่าจิตใจอาจแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดในเพลงของเขา แต่มันอยู่ใกล้ตัว อยู่ในครอบครัว และอาจอยู่ในตัวเขาเองด้วย

ความสัมพันธ์ระหว่างความหลงใหลในศิลปะกับความหวาดกลัวต่อการสูญเสียการควบคุม จึงกลายเป็นวัตถุดิบที่ Bowie นำกลับมาใช้ซ้ำ เขาเขียนถึงมนุษย์ที่แยกตัวจากโลก ตัวตนที่แตกร้าว นักบินอวกาศที่ลอยหาย คนดังที่ถูกชื่อเสียงกิน และขุนนางเย็นชาที่ดูเหมือนเดินออกมาจากงานเลี้ยงซึ่งไม่มีใครกล้าถามว่าเขารับประทานอะไรมาบ้าง

วัยรุ่น David Jones เติบโตที่ Bromley เขาหลงรัก Little Richard, Elvis Presley และแซกโซโฟนแจ๊ซ หรือพูดอีกอย่างคือเขาชอบทุกสิ่งที่ให้ความรู้สึกว่าชีวิตไม่จำเป็นต้องเหมือนชายอังกฤษในชุดสูทสีเทาที่ยืนรอรถไฟเวลาเดิมทุกเช้า

เขาเรียนแซกโซโฟนกับ Ronnie Ross และเริ่มเล่นดนตรีกับวงเล็ก ๆ หลายวง ได้แก่ The Konrads, The King Bees, The Manish Boys และ The Lower Third ชื่อวงเหล่านี้ฟังเหมือนกลุ่มวัยรุ่นที่อาจทะเลาะกันหน้าร้านขายปลาและมันฝรั่งทอด แต่ทั้งหมดเป็นขั้นตอนสำคัญในช่วงที่ Bowie ยังไม่มีชื่อเสียง

เขาออกซิงเกิลหลายเพลงและล้มเหลวหลายครั้ง เขาพยายามเป็นนักร้อง rhythm and blues เป็นหนุ่ม mod เป็นนักร้องโฟล์กประหลาด เป็นนักแสดง mime และเป็นนักแต่งเพลงป๊อปที่ดูเหมือนเพิ่งอ่านหนังสือปรัชญามากเกินไปก่อนเข้าห้องอัด บางคนอาจเรียกสิ่งนี้ว่าไม่มีทิศทาง แต่ Bowie น่าจะเรียกมันว่าการทดลองโดยไม่มีกำหนดส่ง

ปัญหาอีกอย่างคือชื่อ David Jones เพราะ Davy Jones แห่ง The Monkees โด่งดังอยู่แล้ว การมีนักร้องสองคนชื่อใกล้กันอาจทำให้คนซื้อแผ่นเสียงผิด และในวงการเพลง ความสับสนถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงรองจากการออกอัลบั้มไม่ทันเทศกาลคริสต์มาส

David จึงเปลี่ยนนามสกุลเป็น Bowie โดยยืมชื่อจาก Bowie knife มีดที่โด่งดังเรื่องความคม การเลือกชื่ออาวุธเป็นนามสกุลอาจดูรุนแรงไปเล็กน้อย แต่ก็มีประสิทธิภาพกว่า “David Spoon” อย่างเห็นได้ชัด

จากนั้นเขาไม่ใช่เด็กหนุ่มชื่อ Jones อีกต่อไป เขาเริ่มกลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ของตัวเอง

เมื่อการยืนบนเวทีไม่ใช่แค่ยืน

ก่อนมีชื่อเสียง Bowie ไปเรียนศิลปะ mime และการเคลื่อนไหวกับ Lindsay Kemp นักแสดงและครูผู้มีอิทธิพลต่อเขาอย่างมาก Kemp ทำให้ Bowie เข้าใจว่าการแสดงไม่ใช่เพียงการร้องเพลงให้ตรงคีย์แล้วเดินกลับเข้าหลังเวที แต่คือการควบคุมร่างกาย สายตา เงา ความเงียบ เครื่องแต่งกาย และระยะห่างระหว่างตนเองกับผู้ชม

นั่นทำให้งานของ Bowie ไม่เคยเป็น “ดนตรีอย่างเดียว” เพลงของเขามีภาพอยู่ข้างใน ภาพลักษณ์ของเขามีเรื่องเล่าอยู่ข้างหลัง และเสื้อผ้าของเขามักมีแนวคิดมากกว่าเสื้อผ้าของคนทั้งอาคารรวมกัน

เขาไม่ได้เพียงแต่งเพลง แต่กำกับการปรากฏตัวของตัวเอง ทุกครั้งที่ออกสู่สาธารณะ เขาดูเหมือนคนที่คิดไว้แล้วว่าแสงจะตกกระทบกระดูกโหนกแก้มด้านใด ซึ่งเป็นความสามารถที่พวกเราส่วนใหญ่ไม่มี แม้กระทั่งเวลาถ่ายรูปทำบัตรประชาชน

Major Tom ลอยออกจากโลก

ปี 1969 “Space Oddity” กลายเป็นประตูบานแรกของ Bowie เพลงเล่าเรื่อง Major Tom นักบินอวกาศผู้เดินทางออกจากโลก ก่อนจะขาดการติดต่อและลอยหายไปในความเวิ้งว้าง เพลงออกมาใกล้ช่วงภารกิจ Apollo 11 จึงถูกเชื่อมโยงเข้ากับความคลั่งไคล้อวกาศของยุคนั้นทันที

คนทั่วไปกำลังมองดวงจันทร์ด้วยความหวังว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์จะก้าวสู่อนาคต ส่วน Bowie เขียนเพลงเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่ออกไปแล้วกลับไม่ได้ นี่อาจเป็นความแตกต่างระหว่างนักวิทยาศาสตร์กับศิลปิน นักวิทยาศาสตร์เห็นจรวดแล้วคิดถึงความก้าวหน้า ศิลปินเห็นจรวดแล้วสงสัยว่าผู้โดยสารจะโดดเดี่ยวเพียงใดเมื่อวิทยุเสีย

“Space Oddity” ประสบความสำเร็จ แต่ไม่ได้ทำให้ Bowie กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ในชั่วข้ามคืน ชื่อเสียงของเขายังมาเป็นระยะ ๆ คล้ายรถประจำทางวันฝนตก—มองเห็นอยู่ไกล ๆ แต่ไม่แน่ใจว่าจะมาถึงจริงหรือไม่

อัลบั้ม The Man Who Sold the World ในปี 1970 เผยด้านที่หนัก มืด และไม่ปลอดภัยกว่าเดิม Tony Visconti และ Mick Ronson มีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะ Ronson ผู้ช่วยเปลี่ยน Bowie จากนักแต่งเพลงประหลาดที่มีแซกโซโฟน ให้กลายเป็นร็อกสตาร์ที่สามารถยืนหน้ากำแพงกีตาร์ได้โดยไม่ถูกเสียงกลืนหาย

จากนั้น Hunky Dory ในปี 1971 ก็แสดงให้เห็นว่า Bowie เริ่มพบภาษาของตัวเอง “Changes” เป็นทั้งเพลงและคำประกาศว่าเขาจะไม่หยุดเปลี่ยนแปลง “Life on Mars?” ฟังเหมือนภาพยนตร์สี่นาทีที่ผู้กำกับมีงบประมาณไม่จำกัด แต่กลับใช้เพียงเปียโน เสียงร้อง และความสับสนของโลกสมัยใหม่ ส่วน “Oh! You Pretty Things” มองคนรุ่นใหม่ราวกับพวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังรอแทนที่พ่อแม่

อัลบั้มนี้ทำให้เห็นชัดว่า Bowie เป็นนักแต่งเพลงชั้นสูง แต่เขายังต้องการมากกว่านั้น เขาไม่ได้อยากมีเพียงเพลงดี ๆ เขาต้องการตำนาน

Ziggy Stardust มาถึงโลก และฝ่ายทรัพยากรบุคคลเริ่มกังวล

ตำนานนั้นมาถึงในปี 1972 กับ The Rise and Fall of Ziggy Stardust and the Spiders from Mars

Ziggy เป็นเอเลียนร็อกสตาร์ผู้ลงมายังโลกเพื่อช่วยมนุษย์ผ่านดนตรี ก่อนถูกชื่อเสียง ความปรารถนา และการบูชาทำลาย มันเป็นแนวคิดที่ฟังดูโอ่อ่า แต่จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนดังแทบทุกยุค เพียงแต่ส่วนใหญ่ไม่ได้มีผมสีแดงหรือวงดนตรีชื่อ Spiders from Mars

Bowie ประกอบ Ziggy จากหลายแหล่ง ทั้ง glam rock, kabuki, นิยายวิทยาศาสตร์, Iggy Pop, Lou Reed, Vince Taylor และความคิดที่ว่าร็อกสตาร์ทุกคนกำลังแสดงบทบาทบางอย่างอยู่แล้ว เพียงแต่บางคนแกล้งทำเป็นไม่รู้ตัว

Mick Ronson มอบเสียงกีตาร์ที่ทั้งแข็ง คม และเศร้า Trevor Bolder กับ Mick Woodmansey ทำให้ Spiders from Mars เป็นวงร็อกที่มีเลือดเนื้อ ไม่ใช่เพียงฉากประกอบให้นักร้องยืนเด่นอยู่ตรงกลาง เพลงอย่าง “Starman,” “Moonage Daydream,” “Ziggy Stardust” และ “Rock ’n’ Roll Suicide” ส่งสารสำคัญไปถึงเด็กหนุ่มสาวที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เข้ากับโลกว่า พวกเขาไม่ได้อยู่คนเดียว

สิ่งน่าทึ่งคือ Bowie ไม่ได้เพียง “รับบท” Ziggy เขาสร้างระบบความเชื่อทั้งหมดรอบตัวละครนี้ ตั้งแต่ผมแดง เสื้อผ้าออกแบบโดย Kansai Yamamoto ท่วงท่ากำกวมทางเพศ ไปจนถึงการให้สัมภาษณ์ที่ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง David กับ Ziggy เลือนราง

ในยุคก่อนสื่อสังคมออนไลน์ เขาทำสิ่งที่ปัจจุบันอาจต้องใช้ทีมสร้างแบรนด์ นักวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ดูแลบัญชีหลายแพลตฟอร์ม และเด็กฝึกงานที่ไม่เคยได้นอน Bowie ทำทั้งหมดด้วยการสร้างภาพจำที่ทรงพลังพอ ๆ กับบทเพลง

ปัญหาคือเมื่อทุกคนเชื่อใน Ziggy มากขึ้น Bowie ก็เริ่มรู้สึกว่าตัวละครนั้นอาจกลืนเจ้าของเข้าไปจริง ๆ ทางออกของเขาจึงเรียบง่ายและสุภาพมาก คือยุบวงและฆ่า Ziggy บนเวทีต่อหน้าทุกคน

Ziggy ไปอเมริกา แล้วกลับมาพร้อมอาการประสาท

หลังความสำเร็จของ Ziggy Bowie ออก Aladdin Sane ในปี 1973 เขาเคยอธิบายเป็นนัยว่าอัลบั้มนี้คือ “Ziggy ไปอเมริกา” ซึ่งน่าจะเป็นประโยคเตือนภัยด้านการท่องเที่ยวที่ดีพอ ๆ กับประโยคใด ๆ

เสียงเปียโนของ Mike Garson ในเพลง “Aladdin Sane” ฟังเหมือนเปียโนกำลังมีอาการทางประสาท แต่ยังรักษาความเป็นมืออาชีพพอที่จะเล่นจนจบ เพลงอย่าง “The Jean Genie” และ “Drive-In Saturday” สะท้อนความตื่นตา ความวุ่นวาย และความแตกสลายจากการทัวร์สหรัฐอเมริกา

จากนั้น Diamond Dogs ในปี 1974 พา Bowie เข้าไปในโลกหลังหายนะซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก 1984 ของ George Orwell เดิมทีเขาต้องการทำละครเพลงจากนิยาย แต่ไม่ได้รับสิทธิ์ คนทั่วไปเมื่อถูกปฏิเสธอาจกลับบ้านและเขียนจดหมายร้องเรียน Bowie กลับสร้างโลกใหม่ขึ้นเอง

โลกนั้นคือ Hunger City เมืองเสื่อมโทรมที่มี Halloween Jack ตัวละครกึ่งโจร กึ่งร็อกสตาร์ เดินไปมาตามหลังคา ส่วน “Rebel Rebel” กลายเป็นเพลงอำลากลามร็อกด้วยริฟฟ์กีตาร์ที่จำง่ายจนแม้แต่คนที่เล่นกีตาร์ไม่เป็นก็ยังทำท่าเหมือนเล่นได้

Plastic Soul และชายผอมซีดในลอสแอนเจลิส

ปี 1975 Bowie หันไปหาดนตรี soul, Philly sound และ R&B อย่างเต็มตัวในอัลบั้ม Young Americans เขาเรียกดนตรีของตัวเองว่า “plastic soul” ราวกับจะวิจารณ์ตนเองก่อนที่นักวิจารณ์คนอื่นจะได้เริ่มงาน แต่ความจริงคือเขาทำมันด้วยความหลงใหลอย่างจริงจัง

เพลง “Fame” ซึ่งเขาเขียนร่วมกับ John Lennon และ Carlos Alomar กลายเป็นเพลงอันดับหนึ่งเพลงแรกของ Bowie ในสหรัฐอเมริกา มันพูดถึงชื่อเสียงไม่ใช่ในฐานะรางวัล แต่ในฐานะเครื่องจักรที่ค่อย ๆ บิดมนุษย์ให้เสียรูป

เป็นมุมมองที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะในเวลานั้น Bowie กำลังอาศัยอยู่ใน Los Angeles ท่ามกลางโคเคน ความหวาดระแวง และสภาพร่างกายที่ผอมจนดูเหมือนเสื้อผ้าของเขาแขวนอยู่บนความตั้งใจล้วน ๆ

จากช่วงนี้เกิดตัวละคร Thin White Duke ในอัลบั้ม Station to Station ปี 1976 Duke สวมเสื้อขาว กางเกงดำ ท่าทางสง่างาม เย็นชา และอันตราย เขาดูเหมือนขุนนางที่มาถึงงานเลี้ยงสาย แล้วทำให้ทุกคนสงสัยว่าควรซ่อนเครื่องเงินหรือไม่

Station to Station เป็นหนึ่งในอัลบั้มสำคัญที่สุดของ Bowie เพราะเชื่อม soul, funk, ภาพลึกลับทางไสยศาสตร์ ดนตรีอิเล็กทรอนิกยุโรป และความหนาวเย็นแบบเยอรมันเข้าด้วยกัน เพลงชื่อเดียวกันยาวกว่าสิบนาที เริ่มต้นเหมือนรถไฟเคลื่อนจากสถานี ก่อนเปลี่ยนเป็นพิธีกรรมไฟฟ้า

เรื่องน่าตกใจคือ Bowie จำช่วงบันทึกเสียงอัลบั้มนี้ได้ไม่ชัด เพราะใช้ยาเสพติดอย่างหนัก แต่ผลงานกลับแม่นยำ ซับซ้อน และมีวิสัยทัศน์อย่างยิ่ง มันเหมือนมีคนตื่นขึ้นมาพบว่าตนเองเขียนวิทยานิพนธ์ยอดเยี่ยมไว้เมื่อคืน ทั้งที่จำได้เพียงว่ากำลังคุยกับตู้เย็น

ความสำเร็จทางศิลปะไม่อาจปิดบังความจริงที่ว่า Bowie กำลังพัง เขาจึงตัดสินใจหนี Los Angeles ไปยุโรป ไม่ใช่เพื่อหาแรงบันดาลใจเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อเอาชีวิตคืนมา

เบอร์ลิน เมืองที่ช่วยชายคนหนึ่งไว้ด้วยความหม่น

ช่วงปลายทศวรรษ 1970 เบอร์ลินกลายเป็นสถานที่ฟื้นฟูชีวิตของ Bowie เขาใช้ชีวิตที่นั่นร่วมกับ Iggy Pop ในบางช่วง ทำงานกับ Brian Eno, Tony Visconti, Carlos Alomar, Dennis Davis และ George Murray พร้อมรับอิทธิพลจากศิลปินเยอรมันอย่าง Kraftwerk, Neu! และ Cluster

ก่อนหน้านั้น Bowie ช่วย Iggy Pop สร้างอัลบั้ม The Idiot และ Lust for Life ในปี 1977 งานเหล่านี้ช่วยฟื้นอาชีพของ Iggy และทำหน้าที่เป็นห้องทดลองให้ Bowie ไปพร้อมกัน ราวกับเพื่อนสองคนช่วยกันซ่อมชีวิต โดยใช้อุปกรณ์ที่พบในสตูดิโอและเสียงกลองที่ดังมาก

Low ในปี 1977 เป็นการระเบิดอย่างเงียบงัน ด้านแรกประกอบด้วยเพลงสั้น แตกหัก เหมือนชิ้นส่วนเพลงป๊อปที่ถูกตัดแล้วนำมาต่อใหม่ “Sound and Vision” ฟังติดหู แต่มีความรู้สึกแปลกแยกซ่อนอยู่ ส่วนด้านสองเต็มไปด้วยบทบรรเลงหม่น ๆ ราวกับเดินอยู่ในเมืองที่เพิ่งผ่านสงครามและยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มซ่อมตรงไหนก่อน

Brian Eno ช่วยเปิดพื้นที่ทดลอง ขณะที่ Tony Visconti ใช้ Eventide Harmonizer กับเสียงกลองจนเกิดมิติใหม่ Visconti เคยอธิบายเทคโนโลยีนี้ในทำนองว่า มันรบกวนโครงสร้างของเวลา ซึ่งเป็นคำอธิบายที่ฟังดูน่าประทับใจกว่า “เครื่องทำเสียงกลองประหลาด” มาก

ปีเดียวกัน “Heroes” ตามมา เพลงชื่อเดียวกันบันทึกที่ Hansa Studio ใกล้กำแพงเบอร์ลิน และกลายเป็นเพลงแห่งความหวังท่ามกลางโลกที่ถูกแบ่งแยก แม้อัลบั้มโดยรวมจะไม่ได้ปลอบประโลมผู้ฟังอย่างง่ายดาย มันเต็มไปด้วยเสียงอุตสาหกรรม ความโดดเดี่ยว และความโรแมนติกที่ต้องยืนอยู่ในอากาศหนาว

Lodger ในปี 1979 ปิดสิ่งที่มักเรียกว่า Berlin Trilogy แม้อัลบั้มนี้จะบันทึกนอกเบอร์ลินมากกว่าที่ชื่อเรียกทำให้คนเข้าใจ มันเปิดรับจังหวะและอิทธิพลข้ามวัฒนธรรม เพลงอย่าง “Fantastic Voyage,” “Boys Keep Swinging” และ “DJ” แสดงว่า Bowie ไม่ยอมตั้งบ้านถาวรในห้องทดลองแห่งใด แม้ห้องนั้นจะได้รับคำชมมากเพียงใด

จากนั้น Scary Monsters (and Super Creeps) ในปี 1980 ก็เข้ามาสรุปทศวรรษ “Ashes to Ashes” พา Major Tom กลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่ใช่นักบินอวกาศผู้กล้าหาญ หากเป็นภาพหลอนของอดีต ถูกยาเสพติดและความทรงจำกัดกิน

สิบกว่าปีก่อน Major Tom ลอยหายไปในอวกาศ ตอนนี้ Bowie เรียกเขากลับมาเพียงเพื่อบอกว่า เขาไม่เคยเป็นวีรบุรุษอย่างที่พวกเราคิด อดีตในโลกของ Bowie ไม่เคยกลับมาเพื่อรับดอกไม้ มันกลับมาเพื่อยื่นใบแจ้งหนี้

เมื่อ Bowie เต้น และคนทั้งโลกยอมเต้นตาม

ปี 1981 Bowie ร่วมงานกับ Queen ใน “Under Pressure” เพลงที่เกิดจากการแจมในสตูดิโอ และกลายเป็นหนึ่งในผลงานร่วมมือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของร็อก มันมีทั้งเสียงของ Freddie Mercury, เสียงของ Bowie และเบสไลน์ที่โด่งดังจนคนอื่นนำไปใช้แล้วหวังว่าเราจะไม่สังเกต

ปี 1983 Bowie ทำงานกับ Nile Rodgers แห่ง Chic ในอัลบั้ม Let’s Dance Rodgers เข้าใจโจทย์สำคัญว่า จะทำให้ Bowie เต้นได้อย่างไรโดยไม่ทำให้เขาดูเหมือนนักร้องทั่วไปในรายการโทรทัศน์คืนวันเสาร์

ผลลัพธ์คือ “Let’s Dance,” “Modern Love” และ “China Girl” ซึ่งทำให้ Bowie กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับสนามกีฬา อัลบั้มนี้ยังเปิดพื้นที่ให้ Stevie Ray Vaughan แสดงฝีมือกีตาร์ต่อผู้ฟังวงกว้าง

แต่ความสำเร็จระดับมหาชนมีราคาของมัน Bowie เริ่มติดอยู่ในภาพป๊อปสตาร์ที่ใหญ่เกินควบคุม ผู้ชมจำนวนมากต้องการให้เขาทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ ซึ่งสำหรับ Bowie คงน่ากลัวพอ ๆ กับการถูกบังคับให้อาศัยอยู่ในห้องที่มีวอลเปเปอร์ลายเดียวตลอดชีวิต

Tonight และ Never Let Me Down ถูกวิจารณ์อย่างหนัก แม้ยังมีเพลงที่ผู้ฟังรัก Bowie จึงหนีชื่อ “David Bowie” อีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้สร้างตัวละครใหม่ เขาเข้าไปอยู่ในวง Tin Machine กับ Reeves Gabrels และพี่น้อง Sales

Tin Machine ดิบ แข็ง เสียงดัง และตั้งใจทำลายภาพหรูหราจากยุค Let’s Dance หลายคนไม่ชอบวงนี้ ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมาย Bowie ต้องการกลับไปเสี่ยง ต้องการเป็นสมาชิกวง ไม่ใช่อนุสาวรีย์ที่มีผู้ช่วยคอยเช็ดฝุ่น

ศิลปินรุ่นใหญ่ที่ปฏิเสธจะนั่งนิ่ง

ในทศวรรษ 1990 Bowie กลับมาเป็นนักทดลองอย่างเต็มตัว Black Tie White Noise ปี 1993 ได้แรงบันดาลใจจากการแต่งงานกับ Iman รวมถึงบรรยากาศของ soul, jazz และ club music

Outside ปี 1995 เป็นงานร่วมกับ Brian Eno ที่มืด ซับซ้อน และเต็มไปด้วยเรื่องราวอาชญากรรมศิลปะในโลกอนาคต ฟังดูเหมือนแฟ้มคดีที่ตำรวจไม่อยากรับผิดชอบเพราะผู้ต้องสงสัยทุกคนมีนามแฝงและพูดเป็นบทกวี

Earthling ปี 1997 รับอิทธิพลจาก drum and bass และ jungle Bowie ดูเหมือนศิลปินรุ่นใหญ่ที่ยังเดินเข้าไปในคลับใต้ดินเพื่อฟังว่าคนรุ่นใหม่กำลังทำอะไร แทนที่จะนั่งอยู่บ้านรอให้พวกเขามาสรรเสริญผลงานเก่า

เขายังมองเห็นศักยภาพของอินเทอร์เน็ตเร็วกว่าศิลปินร่วมรุ่นจำนวนมาก BowieNet เปิดตัวในปี 1998 เป็นทั้งเว็บไซต์ ชุมชนแฟนเพลง และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ในยุคที่หลายคนยังคิดว่าเสียงโมเด็มเป็นสัญญาณเตือนจากเครื่องใช้ไฟฟ้า

Bowie เข้าใจว่าโลกออนไลน์จะเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินกับผู้ชม เขาไม่ได้มองอินเทอร์เน็ตเป็นเพียงป้ายโฆษณาใหม่ แต่เป็นพื้นที่ซึ่งตัวตน ผลงาน และชุมชนสามารถเปลี่ยนรูปไปพร้อมกัน

มนุษย์ต่างดาว ราชาก็อบลิน และ Nikola Tesla

Bowie ไม่ได้จำกัดตัวเองไว้ในดนตรี เขาแสดงภาพยนตร์เรื่อง The Man Who Fell to Earth ปี 1976 รับบทมนุษย์ต่างดาวที่มาติดอยู่บนโลก การแสดงของเขาดูเป็นธรรมชาติจนน่าสงสัยว่าเขาได้รับบทจากการคัดเลือกนักแสดง หรือเพียงถูกพบขณะเดินอยู่ข้างถนน

เขาปรากฏตัวใน Merry Christmas, Mr. Lawrence, The Hunger และ Labyrinth ซึ่งทำให้คนอีกรุ่นหนึ่งรู้จักเขาในฐานะ Jareth ราชาก็อบลิน ผู้มีทรงผม เสื้อผ้า และความมั่นใจชนิดที่ทำให้เนื้อเรื่องส่วนอื่นแทบหมดความสำคัญ

นอกจากนี้ยังมีบทเล็กแต่จดจำได้ใน The Last Temptation of Christ, Twin Peaks: Fire Walk with Me และ The Prestige ซึ่งเขารับบท Nikola Tesla เพราะเมื่อภาพยนตร์ต้องการคนที่ดูเหมือนนักประดิษฐ์ผู้เข้าใจไฟฟ้าและอาจเดินทางข้ามมิติได้ David Bowie ย่อมเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผล

เขายังสะสมศิลปะ วาดภาพ เขียน และติดตามศิลปะร่วมสมัยอย่างจริงจัง สำหรับ Bowie แฟชั่นไม่ใช่ของตกแต่งดนตรี เสื้อผ้าไม่ใช่สิ่งที่ใส่หลังแต่งเพลงเสร็จ แต่มันเป็นอีกประโยคหนึ่งในงานชิ้นเดียวกัน

ชีวิตครอบครัวของชายที่ไม่อยากเป็นตัวละครตลอดเวลา

ชีวิตส่วนตัวของ Bowie มีทั้งความเปิดเผยและความพยายามปกป้องพื้นที่ของตนเอง เขาแต่งงานกับ Angela Barnett ในปี 1970 และมีลูกชาย Duncan Jones ซึ่งต่อมากลายเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ทั้งคู่หย่ากันในปี 1980

ปี 1992 Bowie แต่งงานกับ Iman นางแบบชาวโซมาเลียผู้มีชื่อเสียงระดับโลก ความสัมพันธ์นี้ดูเหมือนทำให้เขาพบความสงบหลังชีวิตที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนบทบาท ทั้งคู่มีลูกสาวชื่อ Alexandria “Lexi” Jones ในปี 2000

Bowie ในช่วงหลังเลือกนิวยอร์กเป็นบ้าน เขาใช้ชีวิตเงียบขึ้น เดินตามถนน อ่านหนังสือ ไปแกลเลอรี และพยายามเป็นสามีกับพ่อมากกว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตจากอวกาศตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

น่าจะเหนื่อยไม่น้อยที่ต้องเป็นตำนานทุกครั้งเมื่อลงไปซื้อกาแฟ

การหายตัวไป และการกลับมาโดยไม่ส่งข่าว

หลัง Heathen ปี 2002 และ Reality ปี 2003 Bowie ออกทัวร์ครั้งใหญ่ แต่ในปี 2004 เขามีปัญหาหัวใจระหว่างทัวร์และต้องเข้ารับการรักษา หลังจากนั้นเขาค่อย ๆ หายไปจากวงการ

การหายไปยาวนานจนหลายคนคิดว่าเขาเกษียณแล้ว Bowie ไม่ให้สัมภาษณ์ ไม่จัดงานแถลงข่าว และไม่ปรากฏตัวเพื่อยืนยันว่าเขายังเป็น Bowie อยู่หรือไม่ ในยุคที่คนดังรายงานอาหารเช้าของตัวเองให้สาธารณชนทราบ การเงียบเช่นนี้เกือบถือเป็นการกบฏ

วันที่ 8 มกราคม 2013 ซึ่งเป็นวันเกิดปีที่ 66 เขาปล่อยเพลง “Where Are We Now?” ออกมาโดยแทบไม่มีสัญญาณเตือน ตามด้วยอัลบั้ม The Next Day

ปกอัลบั้มนำภาพปก “Heroes” มาปิดด้วยสี่เหลี่ยมสีขาว เหมือน Bowie กำลังเดินกลับไปหาอดีต แล้ววางกระดาษทับหน้ามัน เขาไม่ได้ปฏิเสธอดีต แต่ไม่ยอมให้มันพูดแทนปัจจุบัน

การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ใช่การรำลึกวันเก่า หากเป็นการกลับมาของชายที่ยังมีคำถาม และไม่เห็นเหตุผลว่าจะต้องจัดแถลงข่าวก่อนถาม

Blackstar และฉากสุดท้าย

อัลบั้ม Blackstar ออกวันที่ 8 มกราคม 2016 วันเกิดปีที่ 69 ของ Bowie เขาทำงานกับนักดนตรีแจ๊ซรุ่นใหม่ในนิวยอร์ก ได้แก่ Donny McCaslin, Mark Guiliana, Jason Lindner และ Tim Lefebvre

เสียงของอัลบั้มผสม art rock, jazz, electronics และความมืดแบบพิธีกรรม เพลง “Blackstar” และ “Lazarus” เต็มไปด้วยภาพของความตาย การเปลี่ยนร่าง การจากลา และสิ่งที่อยู่พ้นจากความเข้าใจ

สองวันหลังอัลบั้มวางจำหน่าย Bowie เสียชีวิตในวันที่ 10 มกราคม 2016 หลังต่อสู้กับมะเร็งนาน 18 เดือน โดยเก็บเรื่องนี้เป็นส่วนตัวเกือบทั้งหมด

ทันใดนั้นโลกจึงเข้าใจว่าอัลบั้มที่เพิ่งได้ฟังไม่ใช่เพียงผลงานชุดใหม่ แต่มันเป็นจดหมายลา เป็นฉากสุดท้ายที่ศิลปินผู้นี้จัดแสง กำหนดจังหวะ และเลือกเวลาปล่อยออกมาด้วยตัวเอง

แม้แต่ความตาย Bowie ก็ไม่ยอมมอบหน้าที่กำกับให้คนอื่น

หลังเขาเสียชีวิต แฟนเพลงรวมตัวกันที่ Brixton, Berlin, New York และเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก ศิลปินจากร็อก ป๊อป อิเล็กทรอนิก ฮิปฮอป แฟชั่น และภาพยนตร์กล่าวถึงเขาในฐานะผู้เปิดประตูให้คนรุ่นหลัง

ปี 2017 Blackstar คว้ารางวัล Grammy ครบทั้งห้าสาขาที่ได้รับการเสนอชื่อ ยืนยันว่าบทสุดท้ายของ Bowie ไม่ได้ทรงพลังเพียงเพราะเขาจากไป แต่มันเป็นผลงานที่งดงาม กล้าหาญ และสมบูรณ์ด้วยตัวเอง

เมื่อชีวิตของคนคนหนึ่งกลายเป็นหอจดหมายเหตุ

หลังปี 2016 มรดกของ Bowie ยังคงขยายตัว สารคดี Moonage Daydream ของ Brett Morgen ออกฉายในปี 2022 และเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากผู้ดูแลมรดกของ Bowie

ชุดบันทึกอย่าง Divine Symmetry ขุดค้นเส้นทางสู่ Hunky Dory ส่วน Rock ’n’ Roll Star! ในปี 2024 สำรวจการสร้าง Ziggy Stardust ขณะที่ I Can’t Give Everything Away (2002–2016) ในปี 2025 รวบรวมผลงานช่วงท้ายของชีวิต

David Bowie Centre ที่ V&A East Storehouse ในลอนดอนเปิดในปี 2025 กลายเป็นบ้านถาวรของคลังข้อมูล Bowie มากกว่า 90,000 ชิ้น ทั้งเสื้อผ้า เนื้อเพลง เครื่องดนตรี จดหมาย ภาพร่าง และโครงการที่ไม่เคยเสร็จสมบูรณ์

นี่อาจเป็นชะตากรรมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับชายผู้ใช้ชีวิตด้วยการเปลี่ยนตัวเอง เขาทิ้งร่องรอยไว้มากเสียจนกระบวนการคิดของเขากลายเป็นสถาบันศึกษาได้

คนทั่วไปเสียชีวิตแล้วทิ้งกล่องใบหนึ่งให้ญาติค้น พบใบเสร็จเก่า สายชาร์จที่ไม่รู้ว่าใช้กับอะไร และรูปถ่ายซึ่งไม่มีใครจำชื่อคนในภาพได้ Bowie ทิ้งวัตถุไว้เก้าหมื่นชิ้น เพราะแม้แต่การจัดของหลังความตาย เขาก็ยังทำในระดับที่ไม่เหมือนคนอื่น

ชายผู้ทำให้ความแปลกกลายเป็นพื้นที่อยู่อาศัย

อิทธิพลของ Bowie ไม่ได้วัดจากจำนวนอัลบั้ม ยอดขาย หรือตัวละครที่เขาสร้างเท่านั้น แต่อยู่ที่วิธีคิดของเขา

เขาสอนวงการป๊อปว่าภาพลักษณ์ไม่จำเป็นต้องเป็นของปลอม มันอาจเป็นเครื่องมือค้นหาความจริง การแต่งหน้า การแต่งตัว หรือการสร้างตัวละครอาจไม่ใช่การซ่อนตัวเอง แต่อาจเป็นวิธีเปิดเผยสิ่งที่ตัวตนธรรมดาพูดออกมาไม่ได้

เขาเปิดพื้นที่ให้ความกำกวมทางเพศ การข้ามกรอบการแต่งกาย ความเป็นคนนอก และการสร้างตัวตนใหม่ กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษาหลักในวัฒนธรรมป๊อป

ศิลปินอย่าง Madonna, Prince, Lady Gaga, Trent Reznor, Arcade Fire, St. Vincent, Janelle Monáe และ The Weeknd ตลอดจนศิลปิน queer และ art-pop รุ่นใหม่ ล้วนมีเงาของ Bowie อยู่ไม่มากก็น้อย ไม่ใช่เพราะพวกเขาเลียนแบบเสียงของเขา แต่เพราะเขาพิสูจน์ว่าป๊อปสตาร์สามารถเป็นนักทดลอง นักแสดง นักออกแบบ นักคิด และคนที่กำลังหลบหนีออกจากตัวตนเดิมได้พร้อมกัน

David Bowie จึงไม่ใช่เพียงนักร้องที่เปลี่ยนทรงผมเก่ง หรือชายที่สวมชุดรัดรูปแล้วทำให้ผู้ใหญ่ในอังกฤษเป็นกังวล เขาเปลี่ยนความหมายของคำว่า “ป๊อปสตาร์” จากคนที่ขายเพลง ให้กลายเป็นคนที่สร้างโลก

เขากล้าทิ้งสิ่งที่ประสบความสำเร็จ เพื่อออกตามหาสิ่งที่ยังไม่แน่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ เขาทำให้ความแปลกกลายเป็นภาษาส่วนกลาง ทำให้ความไม่แน่ใจในตัวเองกลายเป็นพลังสร้างสรรค์ และทำให้ผู้คนเชื่อว่าตัวตนไม่จำเป็นต้องเป็นกรง

มันอาจเป็นเสื้อผ้าชุดหนึ่งที่เราสวมอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนถอดออก แขวนไว้ แล้วเดินต่อไปในฐานะใครอีกคน

ท้ายที่สุด Bowie ไม่ได้จากไปด้วยการปิดไฟ เขาจากไปเหมือนผู้กำกับที่จัดฉากสุดท้ายไว้ครบแล้ว วางเครื่องหมายทุกชิ้น ปล่อยเพลงสุดท้าย และเดินออกทางหลังเวทีอย่างเงียบเชียบ

คล้ายคืนที่เขาฆ่า Ziggy Stardust ต่อหน้าผู้ชม เพียงแต่ครั้งนี้ไม่มีสมาชิกวงยืนงุนงงอยู่ข้างหลัง และไม่มีใครรอให้เขากลับมาอธิบายว่าประโยคเมื่อครู่หมายถึงอะไร

เขาทิ้งบทเรียนสุดท้ายไว้ว่า ศิลปะไม่ใช่การยืนอยู่ในรูปเดิมให้คนจดจำได้นานที่สุด แต่คือการเปลี่ยนแปลงอย่างมีความหมาย

จนถึงจุดที่แม้ร่างกายหยุดลง ตัวตนต่าง ๆ ที่เราสร้างไว้ยังคงเดินทางต่อไป—บางครั้งในเพลง บางครั้งในเสื้อผ้า บางครั้งในเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ตามลำพัง รู้สึกว่าตนเองไม่เข้ากับโลก แล้วได้ยินเสียงจากแผ่นเสียงบอกว่า เขาไม่ได้อยู่คนเดียว

Wednesday, 22 July 2026

Eurythmics: ชีวประวัติ 5 นาที

 


Eurythmics: เลิกราในชีวิต แต่ทางดนตรียังเป็นคู่คิด

การเลิกรากันโดยทั่วไปมีขั้นตอนมาตรฐานอยู่ไม่กี่อย่าง คุณคืนเสื้อกันหนาวให้อีกฝ่าย ลบหมายเลขโทรศัพท์ ย้ายร้านกาแฟประจำ และใช้เวลาหลายเดือนพูดกับเพื่อนว่า “จริง ๆ เราจบกันด้วยดี” จนเพื่อนเริ่มสงสัยว่าเหตุใดคนที่จบกันด้วยดีจึงต้องพูดประโยคนี้สัปดาห์ละห้าครั้ง

Annie Lennox กับ Dave Stewart เลือกวิธีที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย หลังจากเลิกเป็นคนรักกัน พวกเขาตัดสินใจตั้งวงดนตรีร่วมกัน ซื้อเครื่องบันทึกเสียงมือสอง และสร้างเพลงป๊อปเกี่ยวกับความเจ็บปวด ความระแวง และความสัมพันธ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ จากนั้นก็ขายเพลงเหล่านั้นได้หลายสิบล้านแผ่น

นี่อาจไม่ใช่วิธีที่นักบำบัดคู่รักแนะนำ แต่สำหรับ Eurythmics มันได้ผลอย่างน่าตกใจ

คนส่วนใหญ่รู้จักพวกเขาจาก “Sweet Dreams (Are Made of This)” เพลงที่เปิดมาราวกับมีตู้เย็นอุตสาหกรรมเริ่มเดินเครื่องอยู่ในห้องใต้ดิน จังหวะสังเคราะห์เคลื่อนเข้ามาอย่างไร้ความปรานี ก่อนที่เสียงของ Annie Lennox จะประกาศว่า ทุกคนกำลังมองหาอะไรบางอย่าง บางคนต้องการใช้คุณ บางคนต้องการถูกใช้ และบางคนอาจเพียงลืมกินมื้อเช้า แต่เพลงไม่ได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ข้อสุดท้าย

ในมิวสิกวิดีโอ Lennox ปรากฏตัวด้วยผมสั้นสีส้ม ใบหน้าเรียบเฉย และชุดสูทที่ทำให้ผู้ชายเกือบทุกคนในสำนักงานประกันภัยดูแต่งตัวไม่เรียบร้อยขึ้นมาทันที เธอไม่ได้มองกล้องแบบนักร้องหญิงที่กำลังขอให้ผู้ชมรัก เธอมองเหมือนผู้จัดการธนาคารที่เพิ่งตรวจพบว่าคุณกรอกเอกสารกู้เงินไม่ครบ และจะปล่อยให้คุณนั่งสำนึกผิดอยู่ตรงนั้นสักครู่

ภาพดังกล่าวทำให้ Eurythmics แตกต่างจากศิลปินป๊อปจำนวนมากในยุค 1980 ซึ่งเป็นยุคที่ทรงผมดูเหมือนต้องได้รับอนุญาตจากฝ่ายควบคุมการบินก่อนออกจากบ้าน Lennox ไม่ได้พยายามทำตัวน่ารัก ไม่ได้ยิ้มเพื่อให้ใครสบายใจ และไม่ได้แสดงความเป็นหญิงตามแบบที่วงการบันเทิงเคยกำหนดไว้ เธอดูทั้งสง่างาม เย็นชา เปราะบาง และพร้อมจะพาคุณไปสอบสวนในห้องที่ไม่มีหน้าต่าง

ก่อนหน้าที่โลกจะรู้จักเธอในลักษณะนี้ Annie Lennox เป็นเด็กหญิงจาก Aberdeen ประเทศสกอตแลนด์ เกิดในปี 1954 และได้รับการฝึกดนตรีอย่างจริงจัง เธอเรียนเปียโน ฟลูต และดนตรีคลาสสิก ซึ่งเป็นการเตรียมตัวที่ดีสำหรับอาชีพนักดนตรี เพราะอย่างน้อยคุณจะรู้ว่าความทุกข์ทรมานสามารถเขียนลงบนบรรทัดห้าเส้นได้

เธอเข้าเรียนที่ Royal Academy of Music ในลอนดอน แต่ชีวิตนักศึกษาดนตรีไม่ได้เปลี่ยนเธอให้เป็นนักฟลูตในวงออร์เคสตราอย่างที่อาจคาดหวัง ตรงกันข้าม เธอเริ่มมองหาสิ่งที่มีชีวิตชีวา แปลกประหลาด และอาจส่งเสียงดังพอจะทำให้เพื่อนบ้านเขียนจดหมายร้องเรียน

Dave Stewart เกิดที่ Sunderland ในปี 1952 เขาเป็นนักกีตาร์ นักแต่งเพลง และมนุษย์ประเภทที่มองเครื่องบันทึกเสียงแล้วคิดว่า “เราน่าจะถอดมันออกเป็นชิ้น ๆ ดูว่ามันทำอะไรได้อีก” ขณะที่ Lennox มีพื้นฐานแบบนักดนตรีคลาสสิก Stewart มีสัญชาตญาณแบบนักประดิษฐ์ซึ่งไม่ค่อยสนใจคู่มือการใช้งาน เขาไม่ได้ถามเพียงว่าเพลงควรมีคอร์ดอะไร แต่ถามว่าเพลงควรฟังเหมือนเมืองร้าง เครื่องยนต์ หรือฝันร้ายที่ตกแต่งอย่างมีรสนิยมได้หรือไม่

ทั้งคู่พบกันในลอนดอนช่วงกลางทศวรรษ 1970 และกลายเป็นทั้งคู่รักและเพื่อนร่วมงาน ซึ่งฟังดูประหยัดเวลา แต่โดยทั่วไปทำให้การประชุมเรื่องงานมีความซับซ้อนขึ้นมาก พวกเขาร่วมงานในวง The Tourists วงป๊อปนิวเวฟที่ประสบความสำเร็จจากเพลง “I Only Want to Be with You” ซึ่งเดิมโด่งดังจาก Dusty Springfield

ชื่อเพลงอาจฟังโรแมนติก แต่ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ว่า การร้องว่า “ฉันเพียงอยากอยู่กับคุณ” ต่อหน้าผู้ชมจำนวนมากไม่ได้รับประกันว่าผู้ร้องทั้งสองจะยังอยากอยู่ในห้องเดียวกันเมื่อทัวร์จบลง

The Tourists ยุบวงในปี 1980 และความสัมพันธ์ของ Lennox กับ Stewart ก็สิ้นสุดลงในช่วงใกล้เคียงกัน สำหรับคนทั่วไป นี่น่าจะเป็นสัญญาณให้แยกย้ายกันไปใช้ชีวิตใหม่ แต่ทั้งสองกลับพบว่า แม้จะไม่เหมาะจะเป็นคู่รัก พวกเขายังเหมาะอย่างยิ่งที่จะสร้างเพลงร่วมกัน บางทีการไม่ต้องแสร้งทำเป็นมีความสุขอาจช่วยประหยัดพลังงานที่จำเป็นสำหรับการแต่งเพลงได้มาก

พวกเขาตั้งชื่อโครงการใหม่ว่า Eurythmics ซึ่งมาจากคำที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้จังหวะและการเคลื่อนไหว เป็นชื่อที่ฟังดูคล้ายวิชาเลือกในโรงเรียนซึ่งเด็กทุกคนพยายามหลีกเลี่ยง แต่ก็เหมาะกับวงที่สนใจการผสมผสานร่างกาย อารมณ์ และเครื่องจักรเข้าด้วยกัน

อัลบั้มแรก In the Garden ออกในปี 1981 บันทึกเสียงในเยอรมนี และมีนักดนตรีจากแวดวง krautrock กับ post-punk มาร่วมงานหลายคน นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ฟังดูดีมากเมื่อเล่าย้อนหลัง เพราะคำว่า “บันทึกเสียงในเยอรมนีกับสมาชิกวงทดลองระดับตำนาน” ทำให้ทุกสิ่งดูสำคัญ แต่ในเวลานั้น อัลบั้มไม่ได้ขายดี และ Eurythmics แทบไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้

ทั้งคู่เดินทางด้วยรถยนต์เก่า เล่นตามสถานที่เล็ก ๆ และพยายามอธิบายให้ค่ายเพลงฟังว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งเป็นงานยาก เพราะค่ายเพลงมักต้องการคำตอบประเภท “เหมือนวงที่กำลังดัง แต่ราคาถูกกว่า” ขณะที่ Eurythmics กำลังสร้างดนตรีที่ฟังเหมือนความวิตกกังวลได้รับเครื่องสังเคราะห์เสียงเป็นของขวัญวันเกิด

หลังจากความล้มเหลวของอัลบั้มแรก พวกเขาไม่ได้ตัดสินใจทำเพลงให้ง่ายหรือปลอดภัยขึ้น แต่ยืมเงินประมาณ 5,000 ปอนด์ ซื้ออุปกรณ์มือสอง และตั้งสตูดิโอแปดแทร็กเล็ก ๆ อยู่เหนือร้านทำกรอบรูปในย่าน Chalk Farm

ผมชอบรายละเอียดเรื่องร้านทำกรอบรูปเป็นพิเศษ เพราะมันทำให้กำเนิดของเพลงป๊อประดับโลกดูเหมือนเกิดขึ้นระหว่างชายคนหนึ่งกำลังตัดกระจกกับหญิงอีกคนกำลังเลือกว่า ภาพสุนัขของเธอควรใช้กรอบไม้โอ๊กหรือไม้สน

ในห้องเล็ก ๆ นั้น Stewart ทดลองกับเครื่องตีกลองและซินธิไซเซอร์ ส่วน Lennox เขียนทำนองและเนื้อร้องที่ไม่ได้พยายามปกปิดความสิ้นหวังมากนัก คืนหนึ่ง Stewart พบลำดับเสียงสังเคราะห์ที่หมุนซ้ำอย่างสะกดจิต Lennox ได้ยินแล้วเริ่มเล่นทำนองอีกส่วนทับลงไป จากนั้นคำว่า “Sweet dreams are made of this” ก็ปรากฏขึ้น

เพลงไม่ได้เกิดจากสูตรสำเร็จของบริษัท ไม่ได้บันทึกในสตูดิโอหรู และไม่มีใครในห้องเสนอให้เพิ่มนักแซ็กโซโฟนเพราะ “ตลาดกำลังต้องการความเซ็กซี่” มันถูกสร้างขึ้นด้วยอุปกรณ์ราคาถูก ความดื้อ และความรู้สึกว่าทั้งสองอาจไม่มีอะไรเหลือให้เสียมากนัก

เมื่อออกเป็นซิงเกิลในปี 1983 “Sweet Dreams” ขึ้นอันดับหนึ่งในสหรัฐอเมริกา และทำให้ Eurythmics กลายเป็นชื่อระดับโลก อุตสาหกรรมเพลงซึ่งก่อนหน้านี้ไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรกับพวกเขา เริ่มแสดงพฤติกรรมแบบญาติที่ไม่เคยโทรหา แต่ปรากฏตัวทันทีหลังคุณถูกลอตเตอรี่

ความสำเร็จครั้งนี้อาจทำให้วงอื่นใช้เวลาสิบปีผลิตเพลงเดิมซ้ำโดยเปลี่ยนชื่อ แต่ Eurythmics ไม่ได้สนใจจะอยู่ในกล่องเดิมนานนัก อัลบั้ม Touch ซึ่งออกในปีเดียวกัน ขยายโลกของพวกเขาให้ละเอียดและโรแมนติกขึ้น “Here Comes the Rain Again” ใช้เครื่องสายจริงกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จนฟังเหมือนฝนตกในเมืองที่ทุกคนแต่งตัวดีกว่าคุณ ส่วน “Who’s That Girl?” เล่นกับความหึงหวง การปลอมตัว และคำถามว่าใครกำลังเป็นใคร ซึ่งในกรณีของ Lennox อาจตอบได้หลายอย่างภายในมิวสิกวิดีโอเดียว

ต่อมา พวกเขาทำเพลงประกอบภาพยนตร์ 1984 จากนวนิยายของ George Orwell ผลงานนี้มืด อึดอัด และเต็มไปด้วยเสียงแบบอุตสาหกรรม เหมาะกับเรื่องราวของรัฐเผด็จการที่เฝ้ามองประชาชนตลอดเวลา หรืออย่างน้อยก็เหมาะกับสิ่งที่โทรศัพท์ของเราทำในปัจจุบันโดยแลกกับคูปองส่วนลดร้านกาแฟ

จากนั้น ในปี 1985 ทั้งคู่เปลี่ยนทิศทางอีกครั้ง อัลบั้ม Be Yourself Tonight นำกีตาร์ วงดนตรีเต็มรูปแบบ โซล และอาร์แอนด์บีเข้ามาแทนที่ความเย็นของซินธิไซเซอร์ เพลง “Would I Lie to You?” พุ่งออกมาด้วยแรงของคนที่ถามคำถามนี้ทั้งที่ทุกฝ่ายรู้คำตอบอยู่แล้ว

“There Must Be an Angel (Playing with My Heart)” มี Stevie Wonder เล่นฮาร์โมนิกา ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งในการรับรองคุณภาพเพลงที่มีประสิทธิภาพกว่าการติดสติกเกอร์ห้าดาวบนปก ส่วน “Sisters Are Doin’ It for Themselves” ทำให้ Lennox ร้องคู่กับ Aretha Franklin นักร้องที่สามารถทำให้คำสั่งซื้ออาหารกลางวันฟังเหมือนพันธสัญญาแห่งอารยธรรมมนุษย์

การที่ Eurythmics ยืนเคียงข้าง Stevie Wonder และ Aretha Franklin ได้อย่างน่าเชื่อถือพิสูจน์ว่า วงไม่เคยมีหัวใจเป็นเครื่องจักรจริง ๆ เครื่องตีกลองและซินธิไซเซอร์เป็นเพียงเสื้อผ้าที่พวกเขาสวม สิ่งที่อยู่ข้างในคือโซล ความโกรธ ความเปราะบาง และเสียงของ Lennox ซึ่งสามารถเปลี่ยนจากกระซิบเป็นคำพิพากษาได้ภายในไม่กี่วินาที

อัลบั้ม Revenge ปี 1986 ทำให้พวกเขากลายเป็นวงร็อกขนาดใหญ่ “Missionary Man” หนักและหยาบขึ้นจนคว้ารางวัลแกรมมี่ ส่วน “Thorn in My Side” เป็นเพลงเกี่ยวกับคนที่สร้างความรำคาญอย่างต่อเนื่อง ซึ่งน่าจะทำให้มันเป็นเพลงประจำตัวของทุกครอบครัวในช่วงเทศกาล

พวกเขาออกทัวร์ในสนามกีฬา มีวงแบ็กอัปเต็มรูปแบบ และดูเหมือนจะห่างไกลจากสตูดิโอเหนือร้านทำกรอบรูปอย่างสิ้นเชิง แต่แทนที่จะดำเนินไปในทิศทางใหญ่โตต่อไป อัลบั้ม Savage ปี 1987 กลับเย็น แปลก และทดลองอีกครั้ง Lennox ใช้มิวสิกวิดีโอสำรวจบุคลิกหลายแบบ ตั้งแต่แม่บ้านผู้เรียบร้อยไปจนถึงหญิงที่ดูพร้อมจะทำลายบ้านทั้งหลังแล้วส่งใบแจ้งหนี้ให้เจ้าของเดิม

We Too Are One ในปี 1989 ขึ้นอันดับหนึ่งในอังกฤษ แต่หลังจากทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้นมานานเกือบทศวรรษ ทั้งคู่ก็หยุดพัก ไม่มีการแถลงข่าวว่าพวกเขาเกลียดกัน ไม่มีใครโยนโทรทัศน์ออกจากหน้าต่างโรงแรม อย่างน้อยก็ไม่มีหลักฐานที่จำเป็นต้องบันทึก พวกเขาเพียงเหนื่อย และต้องการพื้นที่ซึ่งเป็นคำที่ผู้ใหญ่ใช้เมื่อไม่อยากอธิบายทุกอย่างให้คนแปลกหน้าฟัง

Annie Lennox เริ่มงานเดี่ยวด้วยอัลบั้ม Diva ในปี 1992 และประสบความสำเร็จอย่างมาก เพลงอย่าง “Why” และ “Walking on Broken Glass” แสดงว่าเธอไม่จำเป็นต้องมีโลโก้ Eurythmics อยู่ข้างชื่อเพื่อทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าชีวิตรักของตนเป็นโศกนาฏกรรมที่ควรมีวงเครื่องสายประกอบ

เธอยังทำงานรณรงค์ด้าน HIV/AIDS สิทธิสตรี และมนุษยธรรมอย่างจริงจัง ขณะที่ Dave Stewart กลายเป็นโปรดิวเซอร์ นักแต่งเพลง และผู้ร่วมงานกับศิลปินมากมาย รวมถึง Tom Petty, Mick Jagger และ Ringo Starr เขาดูเหมือนคนที่ไม่สามารถเดินผ่านห้องอัดเสียงโดยไม่เริ่มโครงการใหม่ และอาจมองการพักผ่อนเป็นอาการที่ต้องได้รับการรักษา

ในปี 1999 ทั้งคู่กลับมารวมตัวทำอัลบั้ม Peace มีเพลง “I Saved the World Today” ซึ่งเป็นชื่อเพลงที่เหมาะกับคนทำงานทั่วไปตอนห้าโมงเย็น หลังจากตอบอีเมลสามฉบับและนำขยะออกไปทิ้ง การกลับมาครั้งนี้เชื่อมโยงกับกิจกรรมเพื่อสันติภาพและสิทธิมนุษยชน แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะกลับมาใช้ชีวิตแบบวงดนตรีถาวรอีกครั้ง

ต่อจากนั้น Lennox กับ Stewart ปรากฏตัวร่วมกันเป็นครั้งคราว คล้ายญาติที่เข้ากันได้ดีในงานแต่งงาน ตราบใดที่ไม่มีใครเสนอให้พวกเขาเช่าบ้านอยู่ด้วยกัน พวกเขาได้รับการยกย่องจาก BRIT Awards เข้าสู่ Songwriters Hall of Fame และในปี 2022 ได้รับการบรรจุชื่อใน Rock & Roll Hall of Fame

ในพิธีนั้น พวกเขาขึ้นเล่น “Would I Lie to You?,” “Missionary Man” และ “Sweet Dreams” เพลงที่เคยถือกำเนิดจากเครื่องมือมือสองและเงินยืมในห้องเล็ก ๆ เหนือร้านทำกรอบรูป บัดนี้กลายเป็นผลงานของศิลปินระดับหอเกียรติยศ หนึ่งปีต่อมา “Sweet Dreams” ยังได้รับเลือกเข้าสู่ National Recording Registry ของสหรัฐอเมริกา เท่ากับว่ารัฐบาลอเมริกันเห็นพ้องว่าเสียงซินธิไซเซอร์ซึ่งครั้งหนึ่งทำให้ผู้บริหารค่ายเพลงสับสน สมควรได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรม

ณ ปี 2026 ยังไม่มีการประกาศอัลบั้มหรือทัวร์ใหม่ของ Eurythmics อย่างเป็นทางการ Lennox ยังไม่ได้ประกาศเกษียณ แต่ไม่สนใจการทัวร์ยาว ๆ อีกต่อไป เธอเลือกปรากฏตัวในงานที่สัมพันธ์กับประเด็นซึ่งเธอให้ความสำคัญ ส่วน Stewart ยังคงแต่งเพลง ผลิตงาน และนำเพลงของ Eurythmics ไปแสดงในโครงการของตน

ดังนั้น Eurythmics จึงไม่ได้ยุบวงอย่างเด็ดขาด และก็ไม่ได้กลับมาอย่างแท้จริง พวกเขาอยู่ในสถานะคล้ายร้านอาหารที่ยังมีป้ายแขวนอยู่ แต่เปิดเฉพาะวันที่เจ้าของรู้สึกอยากทำอาหาร ซึ่งอาจเป็นสถานะที่สง่างามที่สุดสำหรับวงดนตรีซึ่งไม่เคยชอบทำตามตารางของคนอื่นอยู่แล้ว

มรดกของ Eurythmics ไม่ได้อยู่เพียงในริฟฟ์ซินธิไซเซอร์ของ “Sweet Dreams” หรือผมสีส้มของ Annie Lennox แต่อยู่ในสิ่งที่เธอกับ Dave Stewart ทำกับความสัมพันธ์ของตน พวกเขานำความผิดหวัง ความหึงหวง ความเปราะบาง และความทรงจำของความรักที่จบลงแล้วมาใช้เป็นวัสดุสร้างงาน แทนที่จะใช้มันเขียนข้อความยาวสามหน้าส่งให้อีกฝ่ายตอนตีสอง

พวกเขาพิสูจน์ว่าเครื่องจักรสามารถมีหัวใจได้ และหัวใจก็สามารถทำงานอย่างเป็นระบบราวกับเครื่องจักร ความเย็นกับความร้อน ความเป็นชายกับความเป็นหญิง ความรักกับความไม่ไว้วางใจ ไม่จำเป็นต้องแยกออกจากกันเสมอไป บางครั้งสิ่งตรงข้ามเหล่านี้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างงดงาม อย่างน้อยก็ภายในเพลงยาวสามนาทีครึ่ง

ส่วนในชีวิตจริง การทำให้มันอยู่ร่วมกันได้นานกว่านั้นอาจต้องใช้ซินธิไซเซอร์ เงินยืม 5,000 ปอนด์ และความสามารถอันหาได้ยากในการเลิกกับใครสักคนโดยไม่เลิกฟังว่าเขากำลังเล่นคอร์ดอะไร

The Catcher In The Rye (Chapter 2)

 


The Catcher in the Rye

บทที่ 2

สองคนนั้นแยกห้องนอนกันคนละห้อง อะไรทำนองนั้น ทั้งคู่คงอายุราวเจ็ดสิบ หรืออาจมากกว่านั้นด้วยซ้ำ แต่พวกแกก็ยังรู้จักสนุกกับอะไรต่าง ๆ อยู่บ้างหรอก—ถึงจะเป็นความสนุกแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ก็เถอะ ผมรู้ว่าพูดอย่างนี้ฟังดูใจร้าย แต่ผมไม่ได้ตั้งใจจะใจร้ายนะ ผมแค่หมายความว่า เมื่อก่อนผมคิดถึงครูสเปนเซอร์แกอยู่บ่อย ๆ แล้วถ้าคุณคิดถึงแกมากเกินไป คุณก็จะเริ่มสงสัยว่าป่านนี้แกยังมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไรกันแน่ ผมหมายถึง หลังแกงองุ้ม ท่าทางก็แย่มาก เวลาอยู่ในห้องเรียนแล้วแกทำชอล์กตกตรงกระดาน นักเรียนแถวหน้าจะต้องลุกขึ้นเก็บแล้วยื่นคืนให้แกทุกครั้ง ผมว่าเรื่องแบบนั้นมันน่าหดหู่จะตาย แต่ถ้าคุณคิดถึงแกแค่พอดี ๆ ไม่ได้คิดมากเกินไป คุณก็พอจะมองออกว่า ชีวิตแกไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น

อย่างวันอาทิตย์วันหนึ่ง ผมกับเด็กคนอื่นอีกสองสามคนมาดื่มช็อกโกแลตร้อนที่บ้านแก ครูสเปนเซอร์เอาผ้าห่มนาวาโฮเก่า ๆ ขาด ๆ ผืนหนึ่งมาอวด เป็นผ้าที่แกกับคุณนายสเปนเซอร์ซื้อจากอินเดียนคนหนึ่งในอุทยานเยลโลว์สโตน คุณดูออกเลยว่าแกดีใจเหลือเกินที่ได้ซื้อมันมา นี่แหละที่ผมหมายถึง คุณเอาคนที่แก่จะตายอย่างครูสเปนเซอร์มา แล้วคนแก่ขนาดนั้นก็ยังดีใจแทบตายได้เพราะซื้อผ้าห่มมาผืนหนึ่ง

ประตูห้องแกเปิดอยู่ แต่ผมก็เคาะอยู่ดี แบบว่าทำตามมารยาทอะไรพวกนั้น ผมมองเห็นแกนั่งอยู่ แกนั่งในเก้าอี้หนังตัวใหญ่ ห่มผ้าผืนที่ผมเพิ่งเล่าให้คุณฟังจนมิด พอผมเคาะ แกก็หันมามอง

“ใครน่ะ” แกตะโกน “คอลฟิลด์หรือ เข้ามาสิ พ่อหนุ่ม”

เวลาอยู่นอกห้องเรียน แกชอบตะโกนตลอด บางครั้งก็ทำให้คุณรำคาญเหมือนกัน ทันทีที่เข้าไป ผมก็เริ่มเสียใจที่มาเยี่ยมแก ครูสเปนเซอร์กำลังอ่านนิตยสาร Atlantic Monthly รอบตัวมีทั้งยาเม็ด ยาน้ำ และอะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด ทั้งห้องเหม็นกลิ่นยาหยอดจมูกวิกส์ บรรยากาศหดหู่ชะมัด ปกติผมก็ไม่ได้ชอบอยู่ใกล้คนป่วยอยู่แล้ว ที่ยิ่งทำให้หดหู่เข้าไปอีกคือครูสเปนเซอร์สวมเสื้อคลุมอาบน้ำเก่า ๆ ขาดลุ่ย ดูเศร้าเหลือเกิน แกอาจจะใส่มันมาตั้งแต่เกิดก็ได้ ผมไม่ค่อยชอบเห็นคนแก่ใส่ชุดนอนกับเสื้อคลุมอาบน้ำอยู่แล้ว หน้าอกแก่ ๆ ที่เป็นปุ่มเป็นปมของพวกแกชอบโผล่ออกมาให้เห็น แล้วก็ขาด้วย ขาของคนแก่ตามชายหาดหรือตามที่ต่าง ๆ มักขาวจั๊วะ ไม่มีขนสักเส้น

“สวัสดีครับครู” ผมพูด “ผมได้รับข้อความแล้วครับ ขอบคุณมาก” แกเขียนข้อความมาหาผม ขอให้แวะมาลาก่อนปิดเทอม เพราะผมจะไม่ได้กลับมาอีก “ครูไม่ต้องลำบากเขียนมาก็ได้ครับ ยังไงผมก็ตั้งใจจะมาลาอยู่แล้ว”

“นั่งตรงนั้นสิ พ่อหนุ่ม” ครูสเปนเซอร์บอก

แกหมายถึงบนเตียง ผมนั่งลง “ไข้หวัดเป็นยังไงบ้างครับ”

“เจ้าหนู ถ้าฉันรู้สึกดีกว่านี้อีกนิด คงต้องเรียกหมอมาแล้วละ” ครูสเปนเซอร์ตอบ

แกชอบมุกของตัวเองมาก ขำคิกคักเหมือนคนเสียสติอยู่พักใหญ่ สุดท้ายจึงตั้งตัวได้แล้วถามว่า “ทำไมเธอไม่ลงไปดูการแข่งขันล่ะ ฉันนึกว่าวันนี้เป็นวันแข่งนัดใหญ่เสียอีก”

“ใช่ครับ ผมไปมาแล้ว เพียงแต่เพิ่งกลับจากนิวยอร์กพร้อมทีมฟันดาบ”

ให้ตายเถอะ เตียงแกแข็งเหมือนก้อนหิน แกเริ่มทำหน้าจริงจังขึ้นมาทันที ผมรู้อยู่แล้วว่าแกต้องเป็นแบบนั้น

“แปลว่าเธอกำลังจะจากเราไปสินะ” แกพูด

“ครับ ผมคงต้องไปแล้ว”

แล้วแกก็เริ่มพยักหน้าแบบของแก คุณไม่มีวันได้เห็นใครพยักหน้ามากเท่าครูสเปนเซอร์หรอก คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแกพยักหน้าเพราะกำลังคิดอะไรอยู่ หรือเพราะแกเป็นตาแก่ใจดีที่ไม่รู้เหนือรู้ใต้กันแน่

“ดอกเตอร์เธอร์เมอร์พูดอะไรกับเธอบ้าง เจ้าหนู ฉันได้ยินมาว่าพวกเธอคุยกันเสียนานทีเดียว”

“ครับ นานจริง ๆ ผมอยู่ในห้องทำงานของแกประมาณสองชั่วโมงเห็นจะได้”

“แล้วเขาพูดอะไรกับเธอ”

“ก็…เรื่องชีวิตเป็นเหมือนเกม อะไรทำนองนั้นครับ แล้วเราก็ควรเล่นตามกติกา แกพูดกับผมดีทีเดียวครับ ผมหมายถึง แกไม่ได้โมโหจนหลังคาเปิดหรืออะไร แค่เอาแต่พูดว่าชีวิตเป็นเกม แล้วก็อะไรพวกนั้น ครูคงเข้าใจ”

“ชีวิตเป็นเกมนะ เจ้าหนู ชีวิตเป็นเกมที่เราต้องเล่นตามกติกา”

“ครับ ผมรู้ครับ ผมรู้”

เกมกับผีน่ะสิ เกมบ้าบออะไร ถ้าคุณอยู่ฝ่ายที่มีแต่พวกเก่ง ๆ คนสำคัญ ๆ อยู่เต็มไปหมด มันก็เป็นเกมอยู่หรอก—ผมยอมรับก็ได้ แต่ถ้าคุณอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายที่ไม่มีคนเก่ง ไม่มีคนสำคัญเลย แล้วตรงไหนของมันที่เรียกว่าเกม ไม่มีสักอย่าง ไม่ใช่เกมด้วยซ้ำ

“ดอกเตอร์เธอร์เมอร์เขียนจดหมายถึงพ่อแม่เธอแล้วหรือยัง” ครูสเปนเซอร์ถาม

“แกบอกว่าจะเขียนวันจันทร์ครับ”

“แล้วตัวเธอเองได้ติดต่อพวกเขาบ้างหรือยัง”

“ยังครับ ผมยังไม่ได้ติดต่อ เพราะยังไงคืนวันพุธผมก็คงได้เจอพวกเขาตอนกลับถึงบ้าน”

“แล้วเธอคิดว่าพวกเขาจะรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ข่าว”

“ก็…คงหงุดหงิดน่าดูครับ” ผมตอบ “หงุดหงิดจริง ๆ นั่นแหละ โรงเรียนนี้น่าจะเป็นโรงเรียนที่สี่ของผมแล้ว”

ผมส่ายหน้า ผมส่ายหน้าบ่อยมาก “ให้ตายสิ” ผมพูด ผมพูดคำว่า “ให้ตายสิ” บ่อยมากเหมือนกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผมมีคลังคำศัพท์ห่วยแตก อีกส่วนเป็นเพราะบางครั้งผมทำตัวเด็กกว่าอายุจริงมาก ตอนนั้นผมอายุสิบหก เดี๋ยวนี้สิบเจ็ดแล้ว แต่บางครั้งผมทำตัวเหมือนเด็กอายุสิบสาม เรื่องนี้ตลกดี เพราะผมสูงหกฟุตสองนิ้วครึ่ง แถมยังมีผมหงอกด้วย ผมมีจริง ๆ นะ ผมด้านขวาทั้งด้านเต็มไปด้วยผมหงอกเป็นล้านเส้น ผมหงอกมาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น บางครั้งผมยังทำตัวเหมือนเด็กอายุสักสิบสอง ทุกคนพูดแบบนั้น โดยเฉพาะพ่อผม

มันก็จริงอยู่ส่วนหนึ่ง แต่ไม่ได้จริงทั้งหมด คนเราชอบคิดว่าอะไรสักอย่างต้องจริงไปทั้งหมดเสมอ ผมไม่สนใจหรอก เพียงแต่บางครั้งมันน่าเบื่อเวลาคนอื่นชอบบอกให้ผมทำตัวให้สมวัย บางครั้งผมทำตัวโตกว่าอายุมากนะ ผมทำจริง ๆ แต่ไม่เคยมีใครสังเกตเห็น คนเราไม่เคยสังเกตอะไรเลย

ครูสเปนเซอร์เริ่มพยักหน้าอีกครั้ง แล้วก็เริ่มแคะจมูก แกแกล้งทำเหมือนแค่บีบจมูก แต่จริง ๆ เอานิ้วโป้งล้วงเข้าไปเต็ม ๆ ผมเดาว่าแกคงคิดว่าทำได้ไม่เป็นไร เพราะในห้องมีแค่ผม ผมก็ไม่ได้สนใจหรอก เพียงแต่การนั่งดูใครแคะจมูกมันน่าขยะแขยงพอสมควร

จากนั้นแกก็พูดว่า “ฉันมีโอกาสได้พบพ่อกับแม่ของเธอ ตอนที่พวกเขามาพูดคุยกับดอกเตอร์เธอร์เมอร์เมื่อสองสามสัปดาห์ก่อน พวกเขาเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมมาก”

“ครับ พวกเขาเป็นคนดีมาก”

ยอดเยี่ยม ผมเกลียดคำนี้จริง ๆ ฟังดูเสแสร้งเป็นบ้า ได้ยินทีไรผมแทบอยากอ้วกทุกครั้ง

ทันใดนั้น ครูสเปนเซอร์ทำหน้าเหมือนนึกคำพูดเด็ด ๆ ขึ้นมาได้ คำพูดคมกริบชนิดแทงทะลุคุณได้เลย แกยืดตัวขึ้นในเก้าอี้ แล้วก็ขยับไปขยับมา แต่เป็นสัญญาณหลอก สิ่งเดียวที่แกทำคือยกนิตยสาร Atlantic Monthly ออกจากตัก แล้วพยายามโยนมันลงบนเตียงข้างตัวผม แกโยนไม่ถึง มันอยู่ห่างไปแค่ประมาณสองนิ้ว แต่แกก็ยังโยนไม่ถึงอยู่ดี ผมต้องลุกขึ้นไปเก็บแล้ววางไว้บนเตียง

จู่ ๆ ผมก็อยากเผ่นออกจากห้องนั้นให้เร็วที่สุด ผมรู้สึกได้เลยว่าคำเทศนาชุดใหญ่กำลังมา ผมไม่ได้รังเกียจการโดนเทศน์อะไรนักหรอก แต่ผมไม่อยากนั่งฟังคำเทศน์ไป สูดกลิ่นยาหยอดจมูกวิกส์ไป แล้วก็มองครูสเปนเซอร์ในชุดนอนกับเสื้อคลุมอาบน้ำไปพร้อมกัน ผมไม่อยากจริง ๆ แล้วมันก็เริ่มจนได้

“เธอเป็นอะไรของเธอ เจ้าหนู” ครูสเปนเซอร์พูด สำหรับแกแล้ว น้ำเสียงนั้นถือว่าแข็งทีเดียว “เทอมนี้เธอลงเรียนกี่วิชา”

“ห้าวิชาครับ”

“ห้าวิชา แล้วสอบตกกี่วิชา”

“สี่ครับ”

ผมขยับก้นบนเตียงเล็กน้อย มันเป็นเตียงที่แข็งที่สุดเท่าที่ผมเคยนั่งมา “วิชาภาษาอังกฤษผมผ่านดีครับ เพราะผมเคยเรียนเรื่อง เบวูล์ฟ กับ ลอร์ดแรนดัล มายซัน อะไรพวกนั้นมาแล้วตอนอยู่โรงเรียนวูตตัน ผมหมายถึง ผมแทบไม่ต้องทำอะไรในวิชาภาษาอังกฤษเลย นอกจากเขียนเรียงความเป็นครั้งคราว”

แกไม่ได้ฟังผมด้วยซ้ำ คนอย่างแกแทบไม่เคยฟังเวลาคุณพูดอะไรเลย

“ฉันให้เธอตกวิชาประวัติศาสตร์ เพราะเธอไม่รู้อะไรเลยแม้แต่นิดเดียว”

“ผมทราบครับครู ให้ตายสิ ผมรู้จริง ๆ ครูช่วยอะไรไม่ได้หรอกครับ”

“ไม่รู้อะไรเลย” แกพูดซ้ำ

ผมเกลียดเรื่องแบบนั้นแทบบ้า เวลาคนพูดอะไรซ้ำอีกครั้ง ทั้งที่คุณยอมรับตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว จากนั้นแกก็พูดเป็นครั้งที่สาม

“ไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ ฉันสงสัยมากว่าเธอเคยเปิดตำราเรียนแม้แต่ครั้งเดียวตลอดทั้งเทอมหรือเปล่า เคยไหม บอกความจริงมา เจ้าหนู”

“ผมก็เปิดผ่าน ๆ อยู่สองสามครั้งครับ” ผมตอบ

ผมไม่อยากทำร้ายความรู้สึกแก แกคลั่งวิชาประวัติศาสตร์จะตาย

“เปิดผ่าน ๆ อย่างนั้นหรือ” แกพูด ประชดเต็มที่ “กระดาษคำตอบข้อสอบของเธออยู่ตรงนั้น บนตู้ลิ้นชักของฉัน อยู่บนสุดของกอง หยิบมาให้ฉันหน่อย”

เป็นลูกไม้ที่สกปรกมาก แต่ผมก็เดินไปหยิบมาให้แก ผมไม่มีทางเลือกหรืออะไรทั้งนั้น จากนั้นก็นั่งลงบนเตียงปูนซีเมนต์ของแกอีกครั้ง ให้ตายสิ คุณนึกไม่ออกหรอกว่าผมเริ่มเสียใจแค่ไหนที่แวะมาลาแก ครูสเปนเซอร์จับกระดาษคำตอบของผมเหมือนมันเป็นก้อนขี้หรืออะไรสักอย่าง

“เราเรียนเรื่องชาวอียิปต์ตั้งแต่วันที่สี่พฤศจิกายนถึงวันที่สองธันวาคม” แกพูด “เธอเลือกเขียนเรื่องพวกเขาในคำถามเรียงความข้อเลือก เธออยากฟังไหมว่าตัวเองเขียนอะไรไว้”

“ไม่ค่อยอยากครับครู” ผมตอบ

แต่แกอ่านอยู่ดี คุณห้ามครูไม่ได้หรอก เวลาพวกเขาต้องการทำอะไร พวกเขาก็จะทำมัน

ชาวอียิปต์เป็นชนเผ่าคอเคเชียนโบราณ ซึ่งอาศัยอยู่ทางตอนเหนือส่วนหนึ่งของทวีปแอฟริกา ทวีปดังกล่าวอย่างที่พวกเราทุกคนทราบกันดี เป็นทวีปที่ใหญ่ที่สุดในซีกโลกตะวันออก

ผมต้องนั่งอยู่ตรงนั้นแล้วฟังขยะพวกนั้น เป็นลูกไม้ที่สกปรกจริง ๆ

ชาวอียิปต์เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับพวกเราในปัจจุบันด้วยเหตุผลหลายประการ วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ยังคงต้องการทราบว่าส่วนผสมลับที่ชาวอียิปต์ใช้ห่อศพคนตาย เพื่อทำให้ใบหน้าของคนตายไม่เน่าเปื่อยเป็นเวลานับศตวรรษนั้นคืออะไร ปริศนาอันน่าสนใจนี้ยังคงเป็นความท้าทายอย่างมากต่อวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ในศตวรรษที่ยี่สิบ

แกหยุดอ่านแล้ววางกระดาษลง ผมเริ่มเกลียดแกขึ้นมานิด ๆ แล้ว

“เราอาจกล่าวได้ว่าเรียงความของเธอจบลงเพียงเท่านี้” แกพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันสุด ๆ คุณคงไม่นึกว่าคนแก่ขนาดนั้นจะประชดประชันได้ถึงเพียงนี้ “แต่เธอเขียนข้อความเล็ก ๆ ทิ้งไว้ให้ฉันที่ด้านล่างของหน้ากระดาษด้วย”

“ผมทราบครับ” ผมรีบพูด

ผมพูดเร็วมาก เพราะอยากหยุดแกก่อนที่จะเริ่มอ่านข้อความนั้นออกเสียง แต่คุณหยุดแกไม่ได้ แกกำลังคึกอย่างกับประทัดติดไฟ

เรียน คุณครูสเปนเซอร์

นี่คือทั้งหมดที่ผมรู้เกี่ยวกับชาวอียิปต์ ดูเหมือนว่าผมจะไม่สามารถสนใจพวกเขาได้มากนัก แม้ว่าการบรรยายของครูจะน่าสนใจมากก็ตาม ครูจะให้ผมสอบตกก็ไม่เป็นไร เพราะยังไงผมก็กำลังสอบตกทุกวิชายกเว้นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว

ขอแสดงความนับถือ
โฮลเดน คอลฟิลด์

แล้วแกก็วางกระดาษคำตอบบ้า ๆ ของผมลง มองหน้าผมเหมือนเพิ่งตบผมเสียยับเยินในการเล่นปิงปองหรืออะไรสักอย่าง ผมไม่คิดว่าตัวเองจะให้อภัยแกได้เลย ที่เอาขยะชิ้นนั้นมาอ่านออกเสียงให้ผมฟัง ถ้าแกเป็นคนเขียน ผมไม่มีวันอ่านมันออกเสียงให้แกฟังหรอก ผมไม่ทำจริง ๆ ก่อนอื่นเลย เหตุผลเดียวที่ผมเขียนข้อความบ้านั่น ก็เพื่อไม่ให้แกรู้สึกแย่เกินไปที่ต้องให้ผมสอบตก

“เธอโทษฉันไหมที่ให้เธอตก เจ้าหนู” แกถาม

“ไม่ครับ ผมไม่โทษแน่นอน” ผมตอบ

ผมอยากให้แกเลิกเรียกผมว่า “เจ้าหนู” ตลอดเวลาเสียที หลังจากอ่านเสร็จ แกพยายามโยนกระดาษคำตอบของผมลงบนเตียง แต่แน่นอนว่าโยนไม่ถึงอีกตามเคย ผมต้องลุกขึ้นอีกครั้ง ไปเก็บมัน แล้ววางไว้บนนิตยสาร Atlantic Monthly การต้องทำแบบนี้ทุกสองนาทีมันน่าเบื่อจะตาย

“ถ้าเธอเป็นฉัน เธอจะทำอย่างไร” แกถาม “บอกความจริงมา เจ้าหนู”

คุณมองออกว่าแกเองก็รู้สึกแย่มากที่ต้องให้ผมตก ผมจึงนั่งพล่ามเรื่องเหลวไหลให้แกฟังอยู่พักหนึ่ง บอกว่าผมเป็นไอ้งั่งจริง ๆ อะไรพวกนั้น บอกว่าถ้าผมเป็นแก ผมก็จะทำแบบเดียวกัน แล้วก็พูดว่าคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจหรอกว่าการเป็นครูมันยากแค่ไหน เรื่องทำนองนั้น เรื่องโกหกแบบเดิม ๆ

แต่ที่ตลกคือ ระหว่างที่ผมพล่ามโกหกแก ผมกำลังคิดถึงเรื่องอื่นอยู่ ผมอาศัยอยู่ในนิวยอร์ก และตอนนั้นผมกำลังคิดถึงบึงในเซ็นทรัลพาร์ก ตรงแถวเซ็นทรัลพาร์กเซาท์ ผมสงสัยว่าตอนกลับถึงบ้าน บึงจะแข็งเป็นน้ำแข็งหรือยัง แล้วถ้ามันแข็ง พวกเป็ดจะไปอยู่ที่ไหน ผมสงสัยว่าพวกเป็ดหายไปไหน เวลาบึงกลายเป็นน้ำแข็งไปหมด จะมีผู้ชายขับรถบรรทุกมาจับพวกมันไปไว้ที่สวนสัตว์หรืออะไรทำนองนั้นหรือเปล่า หรือว่าพวกมันแค่บินหนีไปเอง

แต่ผมก็โชคดีนะ ผมหมายถึง ผมสามารถนั่งพล่ามเรื่องเหลวไหลให้ครูสเปนเซอร์ฟัง แล้วคิดถึงเป็ดพวกนั้นไปพร้อมกันได้ ตลกดี คุณไม่ต้องใช้ความคิดมากนักหรอกเวลาคุยกับครู แต่จู่ ๆ แกก็ขัดผมขึ้นมาระหว่างที่ผมกำลังพล่าม แกชอบขัดเวลาคุณพูดอยู่เรื่อย

“เธอรู้สึกอย่างไรกับเรื่องทั้งหมดนี้ เจ้าหนู ฉันสนใจอยากรู้มาก สนใจจริง ๆ”

“ครูหมายถึงเรื่องที่ผมถูกไล่ออกจากเพนซีย์กับอะไรพวกนั้นหรือครับ”

ผมอยากให้แกปิดหน้าอกเป็นปุ่มเป็นปมของแกเสียหน่อย มันไม่ใช่ภาพที่สวยงามอะไรนัก

“ถ้าฉันจำไม่ผิด ฉันเชื่อว่าเธอเคยประสบปัญหาที่โรงเรียนวูตตันและเอลก์ตันฮิลส์ด้วย”

แกไม่ได้พูดแค่ประชด แต่ฟังดูร้าย ๆ อยู่เหมือนกัน

“ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรมากนักที่เอลก์ตันฮิลส์ครับ” ผมบอก “ผมไม่ได้ถูกไล่ออกหรืออะไร ผมแค่ลาออกเอง ประมาณนั้น”

“เพราะอะไร ฉันขอถามได้ไหม”

“เพราะอะไรหรือครับ ก็…เรื่องมันยาวครับ ผมหมายถึง มันค่อนข้างซับซ้อน”

ผมไม่อยากเล่าเรื่องทั้งหมดให้แกฟัง ยังไงแกก็คงไม่เข้าใจ มันไม่ใช่เรื่องที่แกจะเข้าใจได้เลย เหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่ผมออกจากเอลก์ตันฮิลส์ คือรอบตัวผมเต็มไปด้วยพวกเสแสร้ง แค่นั้นแหละ พวกมันแทบจะปีนเข้ามาทางหน้าต่างเลยด้วยซ้ำ

อย่างครูใหญ่ของโรงเรียนนั้น มิสเตอร์ฮาส หมอนั่นเป็นไอ้จอมปลอมที่สุดเท่าที่ผมเคยพบมาในชีวิต หนักกว่าตาเธอร์เมอร์สิบเท่า อย่างทุกวันอาทิตย์ มิสเตอร์ฮาสจะเดินไปจับมือกับพ่อแม่ของนักเรียนทุกคนที่ขับรถมาโรงเรียน แกจะทำตัวมีเสน่ห์เสียเหลือเกิน อะไรทำนองนั้น ยกเว้นในกรณีที่เด็กคนนั้นมีพ่อแม่หน้าตาประหลาด ๆ คุณควรได้เห็นวิธีที่แกปฏิบัติกับพ่อแม่ของเพื่อนร่วมห้องผม ผมหมายถึง ถ้าแม่ของเด็กคนไหนค่อนข้างอ้วน หรือแต่งตัวเชย ๆ หรือถ้าพ่อของใครเป็นผู้ชายประเภทที่ใส่สูทไหล่ใหญ่ ๆ กับรองเท้าขาวดำเชย ๆ มิสเตอร์ฮาสก็จะแค่จับมือพวกเขา ส่งยิ้มปลอม ๆ ให้ แล้วรีบเดินไปคุยกับพ่อแม่ของเด็กคนอื่นเป็นเวลาสักครึ่งชั่วโมง

ผมทนเรื่องแบบนั้นไม่ได้ มันทำให้ผมแทบบ้า มันทำให้ผมหดหู่เสียจนแทบบ้า ผมเกลียดเอลก์ตันฮิลส์เฮงซวยนั่น

ครูสเปนเซอร์ถามอะไรบางอย่าง แต่ผมไม่ได้ยิน ผมกำลังคิดถึงตาฮาสอยู่

“อะไรนะครับครู” ผมถาม

“เธอมีความกังวลใจเป็นพิเศษบ้างไหมที่ต้องออกจากเพนซีย์”

“ก็มีอยู่บ้างครับ แน่นอน…แต่ไม่มากนัก อย่างน้อยก็ตอนนี้ ผมเดาว่าเรื่องนี้คงยังไม่กระทบผมจริง ๆ เวลามีอะไรเกิดขึ้น มันต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะกระทบถึงผม ตอนนี้สิ่งเดียวที่ผมคิดคือการกลับบ้านวันพุธ ผมมันไอ้งั่ง”

“เธอไม่รู้สึกเป็นห่วงอนาคตของตัวเองเลยหรือ เจ้าหนู”

“เป็นห่วงอยู่ครับ แน่นอน ผมเป็นห่วง” ผมคิดอยู่ครู่หนึ่ง “แต่คงไม่มากนัก ไม่มากเท่าไหร่”

“เธอจะเป็นห่วง” ครูสเปนเซอร์พูด “เธอจะเป็นห่วง เจ้าหนู เธอจะเป็นห่วงเมื่อมันสายเกินไปแล้ว”

ผมไม่ชอบฟังแกพูดแบบนั้น มันทำให้ผมฟังดูเหมือนตายไปแล้วหรืออะไรสักอย่าง หดหู่ชะมัด

“ก็คงเป็นอย่างนั้นครับ” ผมตอบ

“ฉันอยากใส่สติปัญญาลงไปในหัวเธอบ้าง เจ้าหนู ฉันกำลังพยายามช่วยเธอ ฉันกำลังพยายามช่วยเธอ เท่าที่ฉันจะช่วยได้”

แกพยายามช่วยจริง ๆ คุณดูออก เพียงแต่เราสองคนอยู่กันคนละขั้วเกินไป แค่นั้นเอง

“ผมทราบครับครู” ผมพูด “ขอบคุณมาก พูดจริง ๆ นะครับ ผมซาบซึ้งจริง ๆ”

จากนั้นผมก็ลุกขึ้นจากเตียง ให้ตายสิ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ผมก็นั่งอยู่ตรงนั้นต่ออีกสิบนาทีไม่ได้

“แต่ผมต้องไปแล้วครับ ผมมีอุปกรณ์อยู่ที่โรงยิมอีกหลายอย่าง ต้องไปเอากลับบ้านด้วย จริง ๆ ครับ”

แกเงยหน้ามองผม แล้วเริ่มพยักหน้าอีกครั้ง สีหน้าจริงจังเหลือเกิน จู่ ๆ ผมก็สงสารแกจับใจ แต่ผมทนอยู่ต่อไปไม่ได้จริง ๆ เพราะเราสองคนอยู่คนละขั้วกันเหลือเกิน เพราะทุกครั้งที่แกโยนอะไรลงเตียง แกจะโยนไม่ถึง เพราะเสื้อคลุมอาบน้ำเก่า ๆ เศร้า ๆ ของแกเปิดจนเห็นหน้าอก แล้วก็เพราะกลิ่นไข้หวัดผสมยาหยอดจมูกวิกส์ที่คลุ้งอยู่ทั่วห้อง

“ฟังนะครับครู ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก” ผมพูด “ผมพูดจริง ๆ ผมจะไม่เป็นไร ตอนนี้ผมแค่กำลังผ่านช่วงหนึ่งของชีวิตเท่านั้น ทุกคนต้องเคยผ่านช่วงแบบนี้กันบ้างไม่ใช่หรือครับ”

“ฉันไม่รู้หรอก เจ้าหนู ฉันไม่รู้”

ผมเกลียดเวลาคนตอบแบบนั้น

“ต้องเคยสิครับ ต้องเคยแน่ ๆ” ผมพูด “ผมพูดจริง ๆ นะครับ อย่าห่วงผมเลย”

ผมเอามือแตะไหล่แกเบา ๆ “ตกลงไหมครับ”

“เธอไม่อยากดื่มช็อกโกแลตร้อนสักถ้วยก่อนกลับหรือ คุณนายสเปนเซอร์คงจะ—”

“ผมอยากครับ อยากจริง ๆ แต่ผมต้องไปแล้ว ผมต้องตรงไปโรงยิมเลย ขอบคุณนะครับ ขอบคุณมากจริง ๆ”

จากนั้นเราก็จับมือกัน แล้วก็พิธีรีตองเหลวไหลอะไรพวกนั้น แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ทำให้ผมเศร้าจับใจ

“ผมจะเขียนจดหมายมาหาครูครับ รักษาไข้หวัดด้วยนะครับ”

“ลาก่อน เจ้าหนู”

หลังจากผมปิดประตู แล้วเริ่มเดินกลับไปทางห้องรับแขก แกก็ตะโกนอะไรบางอย่างตามหลังมา แต่ผมได้ยินไม่ชัด ผมค่อนข้างแน่ใจว่าแกตะโกนว่า “ขอให้โชคดี!”

ผมหวังว่าไม่ใช่ หวังแทบตายว่าไม่ใช่ ผมไม่มีวันตะโกนบอกใครว่า “ขอให้โชคดี!” หรอก ลองคิดดูดี ๆ สิ มันฟังดูแย่จะตาย

The Catcher In The Rye (Chapter 1)

 


The Catcher in the Rye

บทที่ 1

ถ้าคุณอยากฟังเรื่องนี้จริง ๆ อย่างแรกที่คุณคงอยากรู้ก็คือผมเกิดที่ไหน ชีวิตวัยเด็กห่วย ๆ ของผมเป็นยังไง พ่อแม่ผมทำอะไรกันอยู่ก่อนมีผม แล้วก็เรื่องเหลวไหลแบบ David Copperfield อะไรพวกนั้น แต่พูดตามตรงนะ ผมไม่อยากเล่า อย่างแรกเลย เรื่องพวกนั้นทำผมเบื่อจะตาย อย่างที่สอง พ่อแม่ผมคงเส้นเลือดแตกกันคนละสองรอบ ถ้าผมเอาเรื่องส่วนตัวของพวกเขามาเล่าให้ใครฟัง พวกเขาแพ้เรื่องแบบนั้นมาก โดยเฉพาะพ่อ

พวกเขาก็เป็นคนดีอะไรทำนองนั้น—ผมไม่ได้บอกว่าไม่ดีนะ—แต่แตะเรื่องส่วนตัวนิดเดียวก็ไม่ได้แล้ว อีกอย่าง ผมไม่ได้ตั้งใจจะเล่าอัตชีวประวัติบ้า ๆ ของผมให้คุณฟังทั้งหมดหรอก ผมจะเล่าแค่เรื่องบ้าบอที่เกิดขึ้นกับผมช่วงคริสต์มาสปีที่แล้ว ก่อนที่ผมจะโทรมหนักจนต้องมาอยู่ที่นี่เพื่อพักเสียหน่อย แค่นั้นแหละที่ผมเล่าให้ดี.บี.ฟัง ทั้งที่เขาเป็นพี่ชายผมแท้ ๆ ด้วยซ้ำ

ตอนนี้เขาอยู่ฮอลลีวูด ซึ่งก็ไม่ไกลจากสถานที่ห่วย ๆ แห่งนี้เท่าไหร่ เขาแวะมาเยี่ยมผมแทบทุกสุดสัปดาห์ บางทีเดือนหน้า ตอนผมกลับบ้าน เขาอาจจะขับรถมารับผมด้วย เขาเพิ่งซื้อจากัวร์มา เป็นรถอังกฤษคันเล็ก ๆ ที่วิ่งได้เกือบสองร้อยไมล์ต่อชั่วโมงนั่นแหละ ราคาปาเข้าไปเกือบสี่พันดอลลาร์ เดี๋ยวนี้เขามีเงินเยอะ เมื่อก่อนไม่ได้มีหรอก ตอนยังอยู่บ้าน เขาเป็นแค่นักเขียนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง เขาเคยเขียนรวมเรื่องสั้นที่ยอดเยี่ยมมากชื่อ The Secret Goldfish เผื่อคุณไม่เคยได้ยินชื่อเขา เรื่องที่ดีที่สุดในเล่มก็คือ “The Secret Goldfish” มันเป็นเรื่องของเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่ไม่ยอมให้ใครดูปลาทองของตัวเอง เพราะเขาซื้อมันมาด้วยเงินของเขาเอง ผมชอบเรื่องนั้นแทบตาย

แต่ตอนนี้ดี.บี.ไปขายตัวอยู่ฮอลลีวูดแล้ว ถ้ามีอะไรสักอย่างที่ผมเกลียดจริง ๆ ก็คือหนัง อย่าเอ่ยเรื่องหนังต่อหน้าผมเชียว

เรื่องที่ผมอยากเริ่มเล่าจริง ๆ คือวันที่ผมออกจากเพนซีย์ เพร็พ เพนซีย์ เพร็พเป็นโรงเรียนอยู่ที่เอเกอร์สทาวน์ รัฐเพนซิลเวเนีย คุณคงเคยได้ยินชื่อ หรืออย่างน้อยก็คงเคยเห็นโฆษณา โรงเรียนลงโฆษณาในนิตยสารเป็นพัน ๆ ฉบับ แล้วก็ชอบเอารูปไอ้หนุ่มท่าทางใหญ่โตขี่ม้ากระโดดข้ามรั้วมาลง เหมือนกับว่าสิ่งเดียวที่นักเรียนเพนซีย์ทำกันทั้งวันคือเล่นโปโล ผมอยู่ที่นั่นมาตั้งนาน ไม่เคยเห็นม้าสักตัวอยู่ใกล้โรงเรียนเลยด้วยซ้ำ

ใต้รูปผู้ชายขี่ม้า เขาจะเขียนไว้ตลอดว่า

“ตั้งแต่ปี 1888 เราหล่อหลอมเด็กชายให้เติบโตเป็นชายหนุ่มผู้สง่างามและมีความคิดแจ่มชัด”

ฟังดูดีตายล่ะ

เพนซีย์ไม่ได้หล่อหลอมใครมากไปกว่าโรงเรียนอื่นสักนิด แล้วผมก็ไม่รู้จักใครที่นั่นที่สง่างามและมีความคิดแจ่มชัดอะไรนั่นด้วย อาจจะมีสักสองคน ถ้าจะมีถึงขนาดนั้นนะ และสองคนนั้นก็คงเป็นแบบนั้นมาก่อนเข้าเพนซีย์อยู่แล้ว

เอาเป็นว่า วันนั้นเป็นวันเสาร์ มีการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลกับแซกซันฮอลล์ เกมกับแซกซันฮอลล์ถือเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับคนที่เพนซีย์ เป็นนัดสุดท้ายของปี และถ้าเพนซีย์แพ้ คุณก็คงต้องฆ่าตัวตายหรือทำอะไรสักอย่างประมาณนั้น

ผมจำได้ว่าตอนบ่ายราวสามโมง ผมยืนอยู่สูงลิบลิ่วบนยอดเนินทอมเซน ข้าง ๆ ปืนใหญ่บ้า ๆ กระบอกหนึ่งที่เคยใช้ในสงครามปฏิวัติอเมริกา จากตรงนั้นมองเห็นสนามทั้งหมด เห็นผู้เล่นสองทีมวิ่งชนกันกระเด็นไปทั่ว มองอัฒจันทร์ไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ แต่ได้ยินเสียงตะโกนลั่น ฝั่งเพนซีย์เสียงหนาแน่นและดังสนั่น เพราะแทบทั้งโรงเรียนไปอยู่ที่นั่นกันหมด ยกเว้นผม ส่วนฝั่งแซกซันฮอลล์เสียงบางโหรงเหรง ปวกเปียกน่าดู เพราะทีมเยือนแทบไม่เคยพาคนเชียร์มาด้วยมากนัก

การแข่งขันฟุตบอลไม่ค่อยมีผู้หญิงมาดูเท่าไหร่ มีแต่นักเรียนชั้นปีสุดท้ายเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้พาผู้หญิงมาได้ เป็นโรงเรียนที่แย่ชะมัด ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ผมชอบอยู่ในที่ที่อย่างน้อยก็ได้เห็นผู้หญิงเดินไปเดินมาบ้างเป็นครั้งคราว ต่อให้พวกเธอเอาแต่เกาแขน สั่งน้ำมูก หรือยืนหัวเราะคิกคักอะไรก็ยังดี

เซลมา เธอร์เมอร์—ลูกสาวครูใหญ่—มาดูการแข่งขันค่อนข้างบ่อย แต่เธอไม่ใช่ผู้หญิงประเภทที่เห็นแล้วทำให้คุณคลั่งด้วยความปรารถนาอะไรหรอก ถึงอย่างนั้นเธอก็เป็นคนนิสัยดี ผมเคยนั่งข้างเธอบนรถโดยสารจากเอเกอร์สทาวน์ครั้งหนึ่ง แล้วเราก็คุยกันนิดหน่อย ผมชอบเธอ เธอจมูกใหญ่ กัดเล็บจนกุดและแดงเหมือนมีเลือดซึม แถมยังใส่เสื้อชั้นในเสริมทรงบ้า ๆ ที่ชี้ไปคนละทิศคนละทาง แต่คุณเห็นแล้วก็อดสงสารเธอไม่ได้

สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับเธอคือ เธอไม่เคยเอาขี้ม้ามากรอกหูผมว่าพ่อของเธอเป็นผู้ชายที่วิเศษเลิศเลอแค่ไหน เธอคงรู้อยู่แล้วว่าพ่อของตัวเองเป็นไอ้คนวางท่าจอมปลอมขนาดไหน

สาเหตุที่ผมยืนอยู่สูงถึงยอดเนินทอมเซน แทนที่จะลงไปดูการแข่งขัน ก็เพราะผมเพิ่งกลับจากนิวยอร์กพร้อมทีมฟันดาบ ผมเป็นผู้จัดการทีมฟันดาบบ้า ๆ นั่น ตำแหน่งใหญ่โตเหลือเกิน

เช้าวันนั้นเราเข้าไปนิวยอร์กเพื่อแข่งฟันดาบกับโรงเรียนแม็กเบอร์นีย์ แต่สุดท้ายเราไม่ได้แข่ง ผมลืมดาบฟอยล์ อุปกรณ์ แล้วก็ของทั้งหมดไว้บนรถไฟใต้ดินบ้าเอ๊ย มันไม่ใช่ความผิดของผมทั้งหมดหรอก ผมต้องลุกไปดูแผนที่อยู่เรื่อย ๆ จะได้รู้ว่าพวกเราต้องลงที่ไหน เพราะอย่างนั้นเราจึงกลับถึงเพนซีย์ราวบ่ายสองโมงครึ่ง แทนที่จะเป็นตอนเย็นใกล้เวลาอาหารค่ำ

ตลอดทางกลับบนรถไฟ สมาชิกทั้งทีมพร้อมใจกันทำเหมือนผมไม่มีตัวตน ก็ขำดีเหมือนกัน ในแง่หนึ่งนะ

อีกเหตุผลที่ผมไม่ได้อยู่ในสนามก็คือ ผมกำลังจะไปบอกลาครูสเปนเซอร์ ครูสอนประวัติศาสตร์ของผม แกเป็นไข้หวัดอยู่ และผมคิดว่าคงไม่ได้เจอแกอีกจนกว่าจะเริ่มปิดเทอมคริสต์มาส แกเขียนข้อความมาหาผม บอกว่าอยากเจอผมก่อนผมกลับบ้าน แกรู้ว่าผมจะไม่ได้กลับมาเรียนที่เพนซีย์อีกแล้ว

ผมลืมบอกเรื่องนั้นไป

พวกเขาไล่ผมออก

หลังปิดเทอมคริสต์มาสผมไม่ต้องกลับมาอีก เพราะผมสอบตกอยู่สี่วิชา แล้วก็ไม่ยอมตั้งใจเรียนอะไรทำนองนั้น พวกเขาเตือนผมบ่อยมากว่าให้เริ่มเอาจริงเอาจังเสียที โดยเฉพาะช่วงสอบกลางภาค ตอนพ่อแม่ผมขึ้นมาประชุมกับตาเธอร์เมอร์ แต่ผมก็ไม่ได้ทำ

เพราะงั้นผมจึงโดนเฉดหัว

เพนซีย์เฉดหัวนักเรียนออกค่อนข้างบ่อย โรงเรียนนี้มีชื่อเสียงด้านวิชาการดีมากนะ ดีจริง ๆ

เอาเป็นว่า ตอนนั้นเป็นเดือนธันวาคม อากาศหนาวฉิบหาย โดยเฉพาะบนยอดเนินปัญญาอ่อนนั่น ผมมีแค่แจ็กเก็ตกลับด้านใส่ได้ตัวหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้สวมถุงมือหรืออะไรเลย อาทิตย์ก่อนหน้านั้นมีใครบางคนขโมยเสื้อโค้ตขนอูฐไปจากห้องผม ทั้งที่ถุงมือบุขนของผมยังอยู่ในกระเป๋าเสื้อด้วย เพนซีย์มีแต่หัวขโมย นักเรียนจำนวนไม่น้อยมาจากครอบครัวร่ำรวยมาก แต่ถึงอย่างนั้นโรงเรียนก็ยังเต็มไปด้วยหัวขโมยอยู่ดี โรงเรียนยิ่งแพงเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีขโมยมากเท่านั้น ผมไม่ได้ล้อเล่นนะ

ผมยืนอยู่ข้างปืนใหญ่บ้า ๆ กระบอกนั้นต่อไป มองลงไปยังการแข่งขัน และหนาวจนก้นแทบแข็ง แต่ผมก็ไม่ได้ดูการแข่งขันมากนักหรอก สิ่งที่ผมยืนอ้อยอิ่งอยู่ตรงนั้นจริง ๆ คือ ผมกำลังพยายามทำให้ตัวเองรู้สึกถึงการบอกลาอะไรสักอย่าง

ผมหมายถึง ผมเคยออกจากโรงเรียน จากสถานที่ต่าง ๆ โดยไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังจากมันมา ผมเกลียดเรื่องแบบนั้น ผมไม่สนหรอกว่าจะเป็นการลาที่เศร้าหรือการลาที่เลวร้าย แต่เวลาออกจากสถานที่แห่งหนึ่ง ผมอยากรู้ตัวว่ากำลังจากมันไป ถ้าคุณไม่รู้ตัว คุณจะยิ่งรู้สึกแย่กว่าเดิม

ผมโชคดี จู่ ๆ ผมก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ซึ่งช่วยให้ผมรู้ว่าผมกำลังจะไปจากที่ห่วย ๆ แห่งนี้จริง ๆ

ผมนึกถึงวันหนึ่งราวเดือนตุลาคม ตอนที่ผม โรเบิร์ต ทิเชเนอร์ และพอล แคมป์เบลล์กำลังโยนลูกอเมริกันฟุตบอลเล่นกันอยู่หน้าอาคารเรียน พวกเขาเป็นคนดี โดยเฉพาะทิเชเนอร์ ตอนนั้นใกล้เวลาอาหารเย็นแล้ว ท้องฟ้าก็มืดลงเรื่อย ๆ แต่เรายังโยนลูกบอลกันต่อไป มันมืดลงทุกทีจนเราแทบมองไม่เห็นลูกบอลแล้ว แต่พวกเราก็ยังไม่อยากหยุดทำสิ่งที่กำลังทำอยู่

สุดท้ายก็จำเป็นต้องหยุด ครูสอนชีววิทยาชื่อมิสเตอร์แซมเบซีโผล่หัวออกมาจากหน้าต่างอาคารเรียน แล้วบอกให้เรากลับหอไปเตรียมตัวรับประทานอาหารเย็น

เวลาผมนึกเรื่องทำนองนั้นขึ้นมาได้ ผมก็จะรู้สึกว่าตัวเองได้บอกลาเสียทีในตอนที่จำเป็นต้องลา อย่างน้อยส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนั้น

พอได้ความรู้สึกนั้นแล้ว ผมก็หันหลัง วิ่งลงเนินอีกด้านหนึ่ง มุ่งหน้าไปบ้านครูสเปนเซอร์ แกไม่ได้อาศัยอยู่ในเขตโรงเรียน แกอยู่บนถนนแอนโทนี เวย์น

ผมวิ่งไปจนถึงประตูใหญ่ แล้วหยุดอยู่ครู่หนึ่งเพื่อหายใจ ผมไม่มีแรงปอดเลย พูดตามตรงนะ อย่างแรกคือผมสูบบุหรี่จัดมาก—หมายถึงเมื่อก่อนน่ะ พวกเขาบังคับให้ผมเลิก อีกอย่าง ปีที่แล้วผมสูงขึ้นตั้งหกนิ้วครึ่ง นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมเกือบเป็นวัณโรค แล้วต้องมาอยู่ที่นี่เพื่อตรวจบ้า ๆ พวกนี้ทั้งหมด

แต่จริง ๆ แล้วผมสุขภาพดีนะ

พอหายใจคล่องขึ้น ผมก็วิ่งข้ามทางหลวงหมายเลข 204 ถนนเป็นน้ำแข็งลื่นฉิบหาย ผมเกือบล้มลงไป ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะวิ่งทำไมเหมือนกัน คงเพราะอยากวิ่งขึ้นมาเฉย ๆ

พอข้ามถนนไปแล้ว ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเลือนหายไป มันเป็นช่วงบ่ายบ้า ๆ แบบนั้น อากาศหนาวเหลือเกิน ไม่มีแสงแดดหรืออะไรสักอย่าง และทุกครั้งที่คุณข้ามถนน คุณจะรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเลือนหายไป

ให้ตายเถอะ พอไปถึงบ้านครูสเปนเซอร์ ผมกดกริ่งรัวเร็วมาก ผมหนาวจนแทบแข็ง หูเจ็บไปหมด แล้วก็งอนิ้วแทบไม่ได้

“เร็วเข้า เร็วเข้าสิ” ผมเกือบตะโกนออกมาดัง ๆ “ใครก็ได้เปิดประตูที”

ในที่สุดคุณนายสเปนเซอร์ก็มาเปิด พวกเขาไม่มีคนรับใช้หรืออะไร และมักต้องมาเปิดประตูกันเอง พวกเขาไม่ได้มีเงินมากนัก

“โฮลเดน!” คุณนายสเปนเซอร์ร้อง “ดีจริง ๆ ที่ได้เจอเธอ เข้ามาสิจ๊ะ! หนาวจนจะแข็งตายแล้วหรือเปล่า”

ผมคิดว่าแกดีใจที่ได้เจอผม แกชอบผม อย่างน้อยผมก็คิดว่าแกชอบ

ให้ตายเถอะ ผมรีบพุ่งเข้าไปในบ้านอย่างเร็ว

“สบายดีหรือครับ คุณนายสเปนเซอร์” ผมถาม “ครูสเปนเซอร์เป็นยังไงบ้างครับ”

“เอาเสื้อมาให้ฉันเถอะจ้ะ” แกบอก

แกไม่ได้ยินที่ผมถามเรื่องครูสเปนเซอร์ แกหูตึงนิดหน่อย

แกเอาเสื้อผมไปแขวนไว้ในตู้ตรงโถงทางเข้า ส่วนผมใช้มือลูบผมไปด้านหลัง ผมตัดผมสั้นเกรียนอยู่บ่อย ๆ เลยแทบไม่ต้องหวีมากนัก

“ช่วงนี้สบายดีหรือครับ คุณนายสเปนเซอร์” ผมถามอีกครั้ง คราวนี้พูดเสียงดังขึ้นเพื่อให้แกได้ยิน

“ฉันสบายดีจ้ะ โฮลเดน” แกปิดประตูตู้เสื้อผ้า “แล้วเธอล่ะ เป็นยังไงบ้าง”

แค่ฟังวิธีที่แกถาม ผมก็รู้ทันทีว่าครูสเปนเซอร์เล่าให้แกฟังแล้วว่าผมถูกไล่ออก

“สบายดีครับ” ผมตอบ “ครูสเปนเซอร์เป็นยังไงบ้าง หายจากไข้หวัดหรือยังครับ”

“หายน่ะหรือ! โฮลเดน ตอนนี้เขาทำตัวเหมือนกับ—ฉันก็ไม่รู้จะเปรียบกับอะไรแล้ว… เขาอยู่ในห้องจ้ะ เข้าไปหาได้เลย”

Tuesday, 21 July 2026

George Michael and Wham!: ชีวประวัติ 5 นาที

 




ในปี 1992 George Michael เดินขึ้นเวทีคอนเสิร์ตรำลึกถึง Freddie Mercury ที่ Wembley Stadium เพื่อร้อง “Somebody to Love” ต่อหน้า Queen ผู้ชมหลายหมื่นคน และแฟนเพลงทั่วโลกอีกจำนวนมหาศาล ซึ่งน่าจะเป็นสถานการณ์ที่ทำให้คนธรรมดาส่วนใหญ่ลืมแม้กระทั่งชื่อตัวเอง

แต่ George ไม่ได้ดูเหมือนคนที่กำลังขออนุญาตร้องเพลงของ Freddie เขาดูเหมือนคนที่มาตรวจรับงานหลังช่างรายก่อนเสียชีวิตอย่างกะทันหัน เขาร้องได้ทั้งทรงพลัง อ่อนโยน และมั่นใจเสียจนสมาชิก Queen เองยังดูเหมือนกำลังคิดว่า บางทีพวกเขาน่าจะล็อกประตูหลังเวทีไว้ก่อน

การแสดงครั้งนั้นยืนยันสิ่งที่ผู้คนเริ่มเข้าใจกันมาหลายปีแล้วว่า George Michael ไม่ได้เป็นเพียงอดีตเด็กหนุ่มผมฟูจาก Wham! ผู้เคยสวมกางเกงขาสั้นจนดูเหมือนกำลังจะไปเล่นเทนนิสหรือถูกไล่ออกจากชมรมเทนนิส เขาเป็นนักร้องชั้นยอด นักแต่งเพลงที่จริงจัง และชายคนหนึ่งที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตพยายามหลบหนีจากภาพที่ตัวเองเคยช่วยสร้างขึ้นมาอย่างขยันขันแข็ง

ก่อนจะกลายเป็น George Michael เขามีชื่อว่า Georgios Kyriacos Panayiotou ซึ่งเป็นชื่อที่ฟังดูเหมือนต้องใช้เวลาประกาศก่อนเครื่องบินขึ้นมากกว่าจะเหมาะกับหน้าปกซิงเกิลป๊อป เขาเกิดวันที่ 25 มิถุนายน 1963 ที่ East Finchley ทางเหนือของลอนดอน พ่อของเขา Kyriacos หรือ “Jack” เป็นชาวกรีกไซปรัสและทำงานในธุรกิจร้านอาหาร ส่วนแม่ Lesley เป็นหญิงชาวอังกฤษที่เคยเป็นนักเต้น

George เติบโตใน Kingsbury และต่อมาที่ Radlett เขาเป็นเด็กค่อนข้างเงียบ ขี้อาย และหมกมุ่นอยู่กับดนตรี นี่เป็นคุณสมบัติที่คนในครอบครัวมักเห็นว่าน่ารักอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะเริ่มสงสัยว่าทำไมเด็กคนนั้นไม่ลงมารับประทานอาหารหรือพูดเรื่องอื่นนอกจากแผ่นเสียง

เขาไม่ได้แค่อยากเป็นนักร้องดัง เขาอยากเขียนเพลง ผลิตเพลง และควบคุมทุกอย่างเอง นี่เป็นความทะเยอทะยานที่น่าประทับใจมากสำหรับวัยรุ่น เพราะวัยรุ่นส่วนใหญ่ยังควบคุมไม่ได้ด้วยซ้ำว่าจะตื่นกี่โมงหรือควรใช้ผลิตภัณฑ์อะไรกับสิว

ที่ Bushey Meads School เขาพบ Andrew Ridgeley เด็กหนุ่มที่มีบุคลิกมั่นใจ เข้าสังคมเก่ง และดูเหมือนรู้ว่าควรเดินเข้าไปในห้องอย่างไรโดยไม่ขอโทษเฟอร์นิเจอร์ ทั้งสองสนิทกันอย่างรวดเร็ว พวกเขามีความเชื่อแบบวัยรุ่นที่ทั้งงดงามและอันตรายว่า ดนตรีป๊อปสามารถเปลี่ยนชีวิตได้ และที่สำคัญกว่านั้นคือ อาจช่วยให้พวกเขาไม่ต้องทำงานธรรมดา

ก่อน Wham! ทั้งคู่เคยตั้งวงสกาชื่อ The Executive ซึ่งไม่ได้ไปไกลนัก ชื่อวงฟังเหมือนกลุ่มผู้จัดการระดับกลางที่ออกไปดื่มหลังประชุมยอดขาย แต่ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้พวกเขารู้ว่าต้องการอะไร หรืออย่างน้อยก็รู้ว่าไม่ต้องการอะไร

เมื่อ Wham! ก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1980 George เป็นคนแต่งเพลง ร้องนำ และค่อย ๆ รับผิดชอบการผลิตมากขึ้น ส่วน Andrew ช่วยกำหนดบุคลิก ภาพลักษณ์ พลังบนเวที และความรู้สึกว่าวงนี้ประกอบด้วยชายหนุ่มสองคนที่ออกไปสนุกด้วยกันจริง ๆ ไม่ใช่นักแต่งเพลงอัจฉริยะหนึ่งคนกับมนุษย์ที่ค่ายเพลงวางไว้ข้าง ๆ เพื่อไม่ให้ภาพดูโล่งเกินไป

บทบาทของ Andrew จึงสำคัญกว่าที่ผู้คนมักพูดถึง เขาเป็นคนผลักดันความมั่นใจของ George ช่วยให้เพื่อนขี้อายของเขากลายเป็นดาวป๊อป และทำให้ Wham! มีเสน่ห์แบบเพื่อนสนิทที่ดูเหมือนเพิ่งหนีออกจากงานเลี้ยงของผู้ใหญ่พร้อมกับขโมยแชมเปญมาหนึ่งขวด

เพลงแรก ๆ อย่าง “Wham Rap! (Enjoy What You Do)” และ “Young Guns (Go for It!)” ไม่ได้มีเพียงสีสัน เสื้อยืด และท่าเต้นที่ดูเหมือนมนุษย์กำลังต่อรองกับแรงโน้มถ่วง เพลงเหล่านั้นพูดถึงการทำงาน เงิน ความกดดัน และสิทธิของคนหนุ่มสาวที่จะไม่ใช้ชีวิตตามแผนที่คนรุ่นก่อนจัดเตรียมไว้ให้

อัลบั้ม Fantastic ในปี 1983 ทำให้ Wham! แจ้งเกิดในอังกฤษ ก่อนที่ Make It Big ในปีต่อมาจะทำตามชื่ออัลบั้มอย่างตรงไปตรงมาจนน่าหมั่นไส้

“Wake Me Up Before You Go-Go” คือเพลงป๊อปสีลูกกวาดที่มีพลังราวกับน้ำอัดลมถูกบังคับให้เต้นแอโรบิก “Freedom” นำกลิ่นอาย Motown มาทำความสะอาด ขัดเงา และแต่งตัวแบบอังกฤษ ส่วน “Everything She Wants” ซ่อนความเหนื่อยหน่ายของชายหนุ่มที่รู้สึกว่าความรักกำลังกลายเป็นระบบผ่อนชำระไว้ใต้จังหวะที่เหมาะสำหรับฟลอร์เต้นรำ

แล้วก็มี “Careless Whisper” เพลงที่ทำให้แซกโซโฟนกลายเป็นเสียงประกอบอย่างเป็นทางการของการนอกใจ การเสียใจ และร้านอาหารที่ลดไฟลงหลังสองทุ่ม

George กับ Andrew เขียนเพลงนี้ด้วยกันตั้งแต่วัยรุ่น แต่ในอังกฤษมันออกในชื่อ George Michael เดี่ยว บอกเป็นนัยอย่างสุภาพว่าชายคนนี้กำลังจะเดินออกจากปาร์ตี้ของ Wham! ไปยังห้องที่มืดกว่า แพงกว่า และมีผ้าม่านกำมะหยี่

ความสำเร็จของ Wham! ขยายไปไกลกว่ายุโรปและสหรัฐอเมริกา ในปี 1985 พวกเขาเดินทางไปแสดงที่จีน กลายเป็นศิลปินป๊อปตะวันตกกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับอนุญาตให้เปิดคอนเสิร์ตที่นั่น

ภาพชายหนุ่มอังกฤษสองคนในเสื้อผ้าสีสดเต้นต่อหน้าผู้ชมชาวจีนยุคหลังเริ่มเปิดประเทศดูคล้ายการทดลองทางมานุษยวิทยาที่มีงบประมาณสูง ไม่มีใครแน่ใจนักว่าควรปรบมือเมื่อไร เต้นได้หรือไม่ หรือเหตุใดชายสองคนบนเวทีจึงดูร่าเริงขนาดนั้น แต่ในเชิงสัญลักษณ์ การเดินทางครั้งนี้มีความสำคัญมาก มันคือช่วงเวลาที่ป๊อปตะวันตกแทรกตัวผ่านประตูที่เพิ่งเปิดออกเพียงเล็กน้อย พร้อมเครื่องสังเคราะห์เสียง รอยยิ้ม และเสื้อยืดตัวใหญ่เกินความจำเป็น

ถึงอย่างนั้น Wham! ก็เป็นสิ่งที่มีวันหมดอายุติดอยู่ตั้งแต่ต้น เพียงแต่ไม่มีใครพิมพ์วันที่ไว้บนบรรจุภัณฑ์

George ต้องการเขียนเพลงที่ซับซ้อน เป็นผู้ใหญ่ และมืดขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ภาพลักษณ์ของ Wham! ยังทำให้ผู้คนคาดหวังว่าเขาจะกระโดดโลดเต้นอยู่ข้างสระว่ายน้ำตลอดไป Andrew เข้าใจดีว่าเพื่อนของเขาต้องก้าวต่อไป และแทนที่ทั้งคู่จะทะเลาะกันกลางหน้าหนังสือพิมพ์เหมือนวงป๊อปที่เคารพธรรมเนียม พวกเขากลับเลือกจบเรื่องอย่างสง่างาม

Wham! อำลาด้วยคอนเสิร์ต “The Final” ที่ Wembley Stadium วันที่ 28 มิถุนายน 1986 George มีอายุเพียง 23 ปี ซึ่งเป็นวัยที่คนส่วนใหญ่ยังลังเลว่าจะเก็บใบเสร็จค่าไฟไว้ที่ไหน แต่เขากำลังยุติหนึ่งในวงป๊อปที่ดังที่สุดในโลกเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เขาจะต้องรับผิดชอบทุกอย่างด้วยตัวเอง

ปี 1987 เขาออกอัลบั้ม Faith และสร้าง George Michael เวอร์ชันใหม่ขึ้นมา ชายผมสั้นสวมแว่นดำ เสื้อหนัง กางเกงยีนส์ ต่างหูรูปไม้กางเขน และมีตอหนวดในปริมาณที่ผ่านการคำนวณมาอย่างละเอียด เขาถือกีตาร์ทั้งที่ผู้ฟังจำนวนมากแทบจำไม่ได้ว่าได้ยินมันในเพลงไหน ภาพทั้งหมดประกาศว่าเขาไม่ใช่เด็กจาก Wham! อีกแล้ว เขาเป็นผู้ชายเต็มตัว และผู้ชายเต็มตัวในทศวรรษ 1980 จำเป็นต้องมีกางเกงยีนส์รัดอย่างน้อยหนึ่งตัวเพื่อพิสูจน์เรื่องนี้

แต่ Faith ไม่ได้สำเร็จเพราะเครื่องแต่งกาย George เขียนและผลิตผลงานส่วนใหญ่เอง เพลงชื่อเดียวกับอัลบั้มใช้จังหวะร็อกอะบิลลีอย่างประหยัด “Father Figure” ทั้งเย้ายวน ลึกลับ และคล้ายคำสัญญาจากคนที่คุณไม่ควรให้กุญแจบ้าน “I Want Your Sex” ท้าทายความเคร่งศีลธรรมของยุคนั้น ขณะที่ “One More Try” เป็นเพลงกอสเปลโซลที่เขาร้องเหมือนคนกำลังสารภาพบาปต่อพระเจ้าผู้มีความอดทนเหลือเฟือ

“Kissing a Fool” แสดงให้เห็นว่าเขาเข้าใจแจ๊ซป๊อปและเพลงรักแบบคลาสสิก ไม่ได้มีเพียงความสามารถในการเขียนท่อนฮุกที่ทำให้คนทั้งโลกจำได้ขณะกำลังเลือกซื้อผงซักฟอก

Faith ขายได้มหาศาลและคว้า Grammy สาขา Album of the Year George กลายเป็นนักร้อง นักแต่งเพลง และโปรดิวเซอร์ระดับโลก แต่ความสำเร็จมีนิสัยเสียอย่างหนึ่ง คือเมื่อคุณได้มันมาแล้ว ทุกคนจะขอให้คุณทำสิ่งเดิมอีกครั้ง เพียงแต่ต้องใหญ่กว่า แพงกว่า และยิ้มให้มากกว่าเดิม

George เริ่มเกลียดภาพที่ตัวเองสร้างขึ้น เขารู้สึกว่าผู้คนไม่ได้ฟังเพลง แต่กำลังจ้องแจ็กเก็ตหนัง ตอหนวด และสะโพกของเขา ซึ่งอาจฟังดูเป็นปัญหาที่น่าอิจฉา จนกว่าคุณจะต้องใช้ชีวิตอยู่ภายในโปสเตอร์ของตัวเองตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

Listen Without Prejudice Vol. 1 ในปี 1990 จึงเป็นทั้งอัลบั้มและคำขอร้อง เขาไม่ขึ้นปก ไม่ปรากฏตัวในวิดีโอแบบเดิม และอยากให้คนสนใจเพลงมากกว่าหน้าตาของเขา นี่เป็นความคิดที่กล้าหาญมากในอุตสาหกรรมที่เชื่อว่าดนตรีเป็นเพียงสิ่งรบกวนระหว่างการถ่ายภาพประชาสัมพันธ์

ในวิดีโอ “Freedom! ’90” George ไม่ปรากฏตัว แต่ให้นางแบบระดับซูเปอร์โมเดลมาร้องแทน พร้อมเผาแจ็กเก็ตหนังและกีตาร์จากยุค Faith มันเป็นวิธีประกาศว่าตนเองเป็นอิสระโดยใช้นางแบบที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลก ซึ่งพิสูจน์ว่าแม้การปฏิวัติก็จำเป็นต้องมีฝ่ายจัดหานักแสดงที่มีประสิทธิภาพ

ความขัดแย้งกับ Sony Music ที่ตามมาเกี่ยวข้องกับสัญญา การตลาด และการควบคุมชีวิตสร้างสรรค์ของเขา George มองว่าค่ายกำลังปฏิบัติต่อเขาเหมือนทรัพย์สิน ค่ายคงมองว่าเขาเป็นทรัพย์สินที่เริ่มพูดมากเกินไป เขาฟ้องร้องเพื่อหลุดจากสัญญาและแพ้คดี แต่การต่อสู้ทำให้เขากลายเป็นสัญลักษณ์ของศิลปินที่กล้าท้าทายระบบ แม้ระบบจะมีทนายมากกว่าและดูเหมือนจะไม่ต้องนอน

ช่วงกลางทศวรรษ 1990 ชีวิตของ George เปลี่ยนไปอย่างลึกซึ้ง เมื่อ Anselmo Feleppa คนรักของเขาเสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวข้องกับเอดส์ในปี 1993 ความสูญเสียครั้งนี้กลายเป็นหัวใจของอัลบั้ม Older

“Jesus to a Child” เป็นบทไว้อาลัยที่สง่างามจนแทบรู้สึกว่าไม่ควรส่งเสียงขณะฟัง ส่วน “Fastlove” มีจังหวะที่ทำให้ร่างกายอยากเต้น แต่เนื้อในกลับเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยว มันเป็นเพลงของคนที่ออกไปหาความสัมพันธ์ชั่วคราว เพราะความสัมพันธ์ถาวรเคยทำให้เขาเจ็บเกินกว่าจะเสี่ยงอีก

Older ฟังสุขุม เศร้า และเรียบหรู มีทั้งแจ๊ซ โซล และป๊อปสำหรับผู้ใหญ่ นี่ไม่ใช่อัลบั้มของชายหนุ่มที่อยากครองโลก แต่เป็นงานของคนที่รู้แล้วว่า ต่อให้คุณครองโลกได้ โลกก็ไม่ได้ช่วยรับโทรศัพท์ในคืนที่คุณคิดถึงใครสักคน

เรื่องเพศวิถีของ George ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างโหดร้ายในปี 1998 หลังเขาถูกจับในห้องน้ำสาธารณะที่ Beverly Hills เหตุการณ์ซึ่งควรเป็นเรื่องส่วนตัวกลายเป็นอาหารของสื่อแท็บลอยด์ทันที เพราะแท็บลอยด์มีหลักศีลธรรมที่น่าสนใจ คือยินดีทำลายชีวิตคนเพื่อเตือนสังคมว่าคนอื่นทำสิ่งไม่เหมาะสม

George อาจเลือกหลบซ่อนหรือขอโทษด้วยสีหน้าสำนึกผิด แต่เขาตอบกลับด้วยเพลง “Outside” และมิวสิกวิดีโอที่เปลี่ยนห้องน้ำสาธารณะให้กลายเป็นดิสโก้ เขาล้อเลียนตำรวจ ล้อเลียนความอับอาย และเปลี่ยนเหตุการณ์ที่ถูกใช้เป็นอาวุธทำร้ายเขาให้กลายเป็นการแสดงอิสรภาพ

นี่อาจเป็นคุณสมบัติเด่นที่สุดของ George Michael เขาไม่ได้ไม่เคยอับอายหรือไม่เคยเจ็บ เขาเพียงมีพรสวรรค์ในการนำความเจ็บนั้นเข้าไปในห้องอัด เติมจังหวะเบส แล้วส่งกลับออกมาเป็นเพลงที่คนอื่นใช้เต้น

ชีวิตในช่วงหลังมีทั้งอัลบั้ม Patience การทัวร์ Symphonica ปัญหาสุขภาพ อุบัติเหตุ และคดีความหลายครั้ง บางช่วงเขาดูเหมือนชายที่มีความสามารถเกือบทุกอย่าง ยกเว้นการใช้ชีวิตโดยไม่ตกเป็นข่าว

เรื่องเหล่านี้มักถูกเล่าอย่างสนุกสนานเกินไป เพราะความทุกข์ของคนดังทำให้คนทั่วไปสบายใจขึ้นเล็กน้อย เราอาจไม่มีเสียงร้องแบบ George Michael แต่เช้าวันหนึ่งอย่างน้อยเราก็ตื่นมาโดยไม่พบว่าตัวเองอยู่บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์

เบื้องหลังภาพชีวิตที่ยุ่งเหยิง George บริจาคเงินให้องค์กรการกุศลอย่างต่อเนื่อง เขามอบรายได้ค่าลิขสิทธิ์ให้ Childline สนับสนุนงานด้านเอชไอวีและเอดส์ รวมถึง Project Angel Food และช่วยเหลือผู้คนอีกหลายรายเป็นการส่วนตัว เรื่องจำนวนมากเพิ่งถูกเปิดเผยหลังเขาเสียชีวิต เพราะเขาไม่ได้ต้องการให้ความใจบุญกลายเป็นแผนประชาสัมพันธ์

นี่เป็นพฤติกรรมที่ผิดปกติสำหรับคนดัง เพราะโดยทั่วไปการบริจาคเงินจำนวนหนึ่งมักต้องมาพร้อมภาพถ่ายขนาดใหญ่กว่าจำนวนเงิน แต่ George ช่วยเหลือผู้คนเงียบ ๆ ราวกับเข้าใจว่าความดีไม่จำเป็นต้องมีมิวสิกวิดีโอ

วันที่ 25 ธันวาคม 2016 George Michael เสียชีวิตที่บ้านใน Oxfordshire ขณะมีอายุ 53 ปี เจ้าหน้าที่ชันสูตรระบุภายหลังว่าเขาเสียชีวิตตามธรรมชาติจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขยาย ร่วมกับกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและไขมันพอกตับ

การเสียชีวิตในวันคริสต์มาสทำให้ “Last Christmas” ได้รับเงาเศร้าที่ไม่มีใครร้องขอ เพลงซึ่งเคยเป็นเรื่องของการมอบหัวใจให้ผิดคน กลายเป็นเสียงจากใครบางคนที่จากไปในวันที่เพลงนั้นดังอยู่แทบทุกห้าง ร้านอาหาร รถแท็กซี่ และบ้านที่มีลำโพงอย่างน้อยหนึ่งตัว

หลังเขาเสียชีวิต ผู้คนเริ่มประเมิน George Michael ใหม่ สารคดี George Michael Freedom Uncut และ WHAM! ช่วยให้คนรุ่นหลังเห็นว่า เบื้องหลังเพลงป๊อปที่ฟังดูง่าย มีชายคนหนึ่งทำงานหนัก ควบคุมรายละเอียดอย่างจริงจัง และต่อสู้กับภาพลักษณ์ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยต้องการมันมากที่สุด

ในปี 2023 เขาได้รับการบรรจุเข้าสู่ Rock & Roll Hall of Fame ขณะที่ “Last Christmas” ขึ้นอันดับหนึ่งช่วงคริสต์มาสในอังกฤษในปีเดียวกัน และทำได้อีกครั้งในปี 2024 ดูเหมือนแม้แต่ความตายก็ยังไม่ช่วยให้ George หลุดพ้นจากการแข่งขันบนชาร์ตเพลงเดือนธันวาคม

แต่มรดกของเขาใหญ่กว่าเพลงคริสต์มาสหรือยอดขาย George Michael เป็นศิลปินที่ทำให้เพลงป๊อปรองรับสิ่งหลายอย่างพร้อมกันได้ ทั้งความสุข ความใคร่ ความละอาย ความสูญเสีย การต่อต้าน และความต้องการได้รับความรัก

เขาเริ่มต้นจากเด็กชายขี้อายที่อยากเป็นป๊อปสตาร์ จากนั้นก็กลายเป็นป๊อปสตาร์ที่อยากให้ผู้คนเลิกมองเขาเหมือนป๊อปสตาร์ ชีวิตส่วนใหญ่ของเขาจึงคล้ายการพยายามหนีออกจากห้องที่ตัวเองเคยตื่นเต้นมากเมื่อได้รับกุญแจ

สุดท้ายเขาอาจไม่เคยเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ ไม่มีใครเป็น แต่เมื่อ George Michael ร้องคำว่า “Freedom” เราเชื่อเขา ไม่ใช่เพราะเขาพบเสรีภาพแล้ว หากเพราะเขารู้ดีว่าการต้องการมันอย่างสิ้นหวังนั้นรู้สึกอย่างไร

และบางทีนั่นคือเหตุผลที่เสียงของเขายังดังอยู่ในคลับ ในวิทยุ ในรถยนต์ ในเดือนธันวาคม และในห้องเงียบ ๆ ของคนที่เพิ่งมอบหัวใจให้ผิดคนอีกครั้ง