Tuesday, 7 April 2026

THE GREAT BEYOND


 

ได้เลยนักเรียน วันนี้อ.แคร์เลสจะพาเข้าโหมด อังกฤษสายจักรวาล งงนิด เหงาหน่อย ตลกร้ายเบา ๆ และพยายามหาคำตอบจากที่ที่ไกลเกินเอื้อม กับเพลง The Great Beyond ของ R.E.M. เพลงนี้ไม่ใช่เพลงรักหวาน ไม่ใช่เพลงเศร้าตรง ๆ และไม่ใช่เพลงปรัชญาที่นั่งชี้นิ้วสอนคนฟัง แต่มันเป็นเพลงของคนที่มองโลกแล้วรู้สึกว่า

ชีวิตนี่ทั้งแปลก ทั้งหนัก ทั้ง absurd แต่เราก็ยังอยากได้คำตอบอยู่ดี

โอ๊ย เพลงนี้ดีมาก เพราะภาษามันง่ายกว่าที่ภาพมันทำให้รู้สึกเยอะ คือฟังเหมือนเหนือจริง แต่ grammar ใช้ได้จริงเพียบ

เรียนภาษาอังกฤษกับเพลง R.E.M.: The Great Beyond


1. ชื่อเพลงก่อน: The Great Beyond คืออะไร

คำว่า beyond แปลว่า

  • เลยออกไปจาก
  • ไกลกว่านั้น
  • พ้นจากขอบเขตที่เรารู้จัก

ส่วน the great beyond เป็นวลีที่มักใช้ในความหมายประมาณ

  • โลกหลังความตาย
  • พื้นที่ลึกลับเหนือการรับรู้
  • ที่ไกลโพ้นเชิงจิตวิญญาณ
  • สิ่งที่มนุษย์ยังเอื้อมไม่ถึง

ดังนั้นชื่อเพลงนี้ประมาณว่า
ห้วงไกลโพ้นอันยิ่งใหญ่
หรือ
ดินแดนคำตอบที่อยู่นอกโลกที่เราจับต้องได้

พูดแบบอ.แคร์เลสก็คือ
มันคือที่ที่คนชอบเงยหน้ามองเวลาโลกนี้ตอบอะไรเราไม่ได้


2. เปิดเพลงมาก็สวยและเจ็บ

I've watched the stars fall silent from your eyes

แปล

ฉันเฝ้ามองดวงดาวค่อย ๆ เงียบดับลงจากดวงตาของเธอ

โอ๊ย บรรทัดนี้สวยมาก

Grammar 1: Present Perfect

I’ve watched = I have watched

โครงสร้าง: Subject + have/has + V3

ใช้พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากอดีตมาถึงตอนนี้ หรือสิ่งที่ผู้พูดยังมีผลกระทบอยู่ในปัจจุบัน

เช่น

  • I’ve seen enough.
  • I’ve waited too long.
  • I’ve watched the stars fall silent...

ความหมาย

คำว่า stars in your eyes ปกติมักสื่อถึงประกาย ความหวัง ความฝัน หรือความมีชีวิตชีวา
พอเพลงบอกว่า
the stars fall silent from your eyes
มันเหมือนพูดว่า
ประกายในตัวเธอดับลง
ความตื่นเต้นหายไป
ไฟในใจเธอค่อย ๆ เงียบลง

ไม่ใช่แค่เศร้านะ
แต่เป็นความเศร้าแบบเงียบและสวย


3. All the sights that I have seen / I can't believe that I believed I wished / That you could see

อันนี้คือประโยคที่เหมือนสมองกับหัวใจเดินชนกันเอง แต่ดีมาก

แปลแบบจับอารมณ์

จากทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันได้เห็นมา
ฉันยังไม่อยากเชื่อเลยว่าฉันเคยเชื่อ เคยหวัง
ว่าเธอจะมองเห็นมันได้

Grammar 2: ซ้อน tense แบบคนสับสนจริง

  • I have seen = Present Perfect
  • I can’t believe = Present Simple
  • I believed = Past Simple
  • I wished = Past Simple
  • you could see = modal in past form

นี่คือภาษาของคนที่กำลังย้อนทบทวนตัวเอง
เหมือนพูดว่า
“ฉันเคยหวังว่าเธอจะเข้าใจ จะเห็น จะรับรู้สิ่งเดียวกับที่ฉันเห็น
แต่ตอนนี้ฉันไม่แน่ใจแล้วว่าฉันเคยเชื่ออะไรอยู่”

จุดเด่น

คำว่า see ในเพลงไม่ได้แปลว่า “มองเห็นด้วยตา” อย่างเดียว
แต่มันหมายถึง

  • เข้าใจ
  • มองทะลุ
  • รับรู้ความจริงบางอย่าง

4. There's a new planet in the solar system / There is nothing up my sleeve

โอเค อยู่ ๆ ก็มีดาวเคราะห์ใหม่ แล้วตามด้วยแขนเสื้อของนักมายากล เพลงนี้ชอบทำแบบนี้แหละ

แปล

มีดาวเคราะห์ดวงใหม่ในระบบสุริยะ
และฉันก็ไม่ได้ซ่อนอะไรไว้ในแขนเสื้อ

Grammar 3: There is / There’s

  • There’s a new planet...
  • There is nothing...

โครงสร้างนี้ใช้บอกว่ามีอะไรบางอย่าง “อยู่” ใช้จริงมากในชีวิต

คำศัพท์

  • solar system = ระบบสุริยะ
  • nothing up my sleeve = ไม่ได้มีอะไรแอบซ่อนไว้ / ไม่มีลูกเล่นลับ

Idiom สำคัญ

nothing up my sleeve เป็นสำนวนมาจากโลกนักมายากล
แปลว่า
ฉันไม่ได้โกงนะ ไม่มีอะไรแอบซ่อน ฉันเล่นเปิดหน้า

ดังนั้นพอวางคู่กับ “new planet” มันให้ฟีลแบบ
โลกนี้ยังมีอะไรเหลือเชื่ออีกเยอะ
แต่ฉันไม่ได้แกล้งทำให้พิศวงนะ มันพิศวงเอง


5. Chorus แบบหลุดโลกแต่จำง่ายมาก

I'm pushing an elephant up the stairs

แปล

ฉันกำลังดันช้างขึ้นบันได

Grammar 4: Present Continuous

I’m pushing

โครงสร้าง: Subject + am/is/are + V-ing

ใช้พูดถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น หรือภาพที่กำลังดำเนินอยู่

ความหมาย

แน่นอน ไม่มีใครดันช้างขึ้นบันไดในชีวิตประจำวัน
นี่คือ metaphor ของสิ่งที่

  • ยาก absurd
  • ฝืนธรรมชาติ
  • เหนื่อยเกินเหตุ
  • แทบเป็นไปไม่ได้

พูดง่าย ๆ คือ
ชีวิตตอนนี้มันหนักแบบผลักช้างขึ้นตึก


6. I'm tossing up punch lines that were never there

แปล

ฉันกำลังโยนมุกตลกที่ไม่เคยมีอยู่จริงขึ้นมา

คำศัพท์

  • tossing up = โยนขึ้น / ปล่อยขึ้น
  • punch line = มุกตอนจบ / ประโยคฮาในเรื่องตลก

ความหมาย

นี่คือภาพของคนที่พยายามหาความหมายหรืออารมณ์ขันจากสิ่งที่ว่างเปล่า
พยายามจะให้มัน funny
ทั้งที่มันไม่ได้ funny ตั้งแต่แรก

อารมณ์แบบ
พยายามเล่นมุกกับชีวิต แต่ชีวิตไม่ส่งมุกกลับมาเลย


7. Over my shoulder a piano falls / Crashing to the ground

แปล

ข้ามไหล่ฉันไป เปียโนตัวหนึ่งตกลงมา
กระแทกพื้นอย่างแรง

ภาพแบบ cartoon-surreal

เพลงนี้ชอบใช้ภาพเกินจริงเหมือนการ์ตูนหรือหนังเงียบ
คือของใหญ่ ๆ หนัก ๆ ตกลงมาแบบไม่มีเหตุผล

คำศัพท์

  • over my shoulder = ข้ามไหล่ฉันไป / ด้านหลังฉัน
  • crash to the ground = หล่นกระแทกพื้นเสียงดัง

ความหมาย

โลกในเพลงนี้รู้สึกเหมือน

  • ควบคุมไม่ได้
  • แปลก
  • พร้อมจะถล่มลงมาเป็นชิ้น ๆ

8. In all this talk of time / Talk is fine / But I don't want to stay around

แปล

ท่ามกลางการพูดถึงเวลาเหล่านี้ทั้งหมด
จะพูดกันก็ได้
แต่ฉันไม่อยากอยู่แถวนี้ต่อ

จุดเด่น

นี่คือเพลงที่จู่ ๆ เหนือจริง แล้วจู่ ๆ ก็พูดตรงมาก

คำศัพท์

  • talk of time = การพูดเรื่องเวลา ชีวิต ความเปลี่ยนแปลง
  • stay around = อยู่แถวนี้ต่อ / ยังวนอยู่ตรงนี้

ความหมาย

ผู้พูดเหมือนเริ่มเบื่อคำพูดเปล่า ๆ
แบบ
“โอเค พูดกันได้ วิเคราะห์กันได้
แต่ฉันไม่อยากแช่อยู่ในวงสนทนาที่ไม่พาอะไรไปไหน”


9. Why can't we pantomime, just close our eyes / And sleep sweet dreams / Me and you with wings on our feet

แปล

ทำไมเราจะเล่นท่าทางเงียบ ๆ ไม่ได้
แค่หลับตา
แล้วฝันหวาน
ฉันกับเธอพร้อมปีกติดอยู่ที่เท้า

โอ๊ย ท่อนนี้น่ารักและประหลาดในเวลาเดียวกัน

คำศัพท์

  • pantomime = การแสดงใบ้ / สื่อสารโดยไม่ใช้คำพูด
  • sweet dreams = ฝันดี
  • wings on our feet = ปีกบนเท้า

ความหมาย

เหมือนผู้พูดเริ่มรู้สึกว่า
คำพูดเยอะไปแล้ว
โลกอธิบายเยอะไปแล้ว
บางทีเราอาจแค่

  • เงียบ
  • หลับตา
  • และปล่อยให้จินตนาการพาเราไป

wings on our feet เป็นภาพของการเบา การบิน การหนีแรงโน้มถ่วงของความจริง


10. ท่อนที่เป็นเหมือนบทสวดของเพลง

I'm breaking through / I'm bending spoons / I'm keeping flowers in full bloom / I'm looking for answers from the great beyond

นี่คือแก่นใหญ่ของเพลงเลย


I'm breaking through

แปลว่า
ฉันกำลังทะลุผ่านไป

คำว่า break through ใช้ได้จริงมาก
หมายถึง

  • ฝ่าไปให้ได้
  • ทะลุอุปสรรค
  • ผ่านกำแพงบางอย่าง

เช่น

  • We need to break through the fear.

I'm bending spoons

แปลว่า
ฉันกำลังดัดช้อน

อันนี้โยงไปถึงภาพลึกลับแบบ psychic / telekinesis / พลังเหนือธรรมชาติ
คือสิ่งที่คนใช้เป็นสัญลักษณ์ของการทำเรื่อง impossible

ความหมายอาจเป็นว่า
ผู้พูดกำลังพยายามควบคุมสิ่งที่ควบคุมไม่ได้
หรือกำลังมองหาปาฏิหาริย์นอกโลกจริง


I'm keeping flowers in full bloom

แปลว่า
ฉันกำลังทำให้ดอกไม้บานเต็มที่อยู่เสมอ

คำศัพท์

  • in full bloom = บานเต็มที่

นี่คือภาพของการรักษาความงาม ความมีชีวิต หรือความหวังให้อยู่ต่อ

พูดอีกแบบคือ
แม้โลกจะ absurd แค่ไหน
ผู้พูดยังพยายามรักษาบางอย่างให้งดงามอยู่


I'm looking for answers from the great beyond

แปลว่า
ฉันกำลังมองหาคำตอบจากห้วงไกลโพ้นนั้น

ความหมาย

นี่คือประโยคหลักของเพลง
มันบอกว่า

  • คำตอบในโลกธรรมดาอาจไม่พอแล้ว
  • ผู้พูดมองเลยออกไป
  • อยากรู้มากกว่าสิ่งที่วิทยาศาสตร์ เหตุผล หรือบทสนทนาธรรมดาจะให้ได้

นี่เป็นภาษาของคนที่ไม่ได้อยากแค่ “รู้ข้อมูล” แต่อยากรู้ว่า
ทั้งหมดนี้มันหมายความว่าอะไร


11. I want the hummingbirds, the dancing bears / Sweetest dreams of you / I look into the stars / I look into the moon

แปล

ฉันต้องการนกฮัมมิงเบิร์ด หมีเต้นรำ
ฝันที่หวานที่สุดถึงเธอ
ฉันมองเข้าไปในดวงดาว
ฉันมองเข้าไปในดวงจันทร์

คำศัพท์

  • hummingbirds = นกฮัมมิงเบิร์ด
  • dancing bears = หมีเต้นรำ
  • sweetest dreams = ความฝันที่หวานที่สุด
  • look into = มองลึกเข้าไปใน / ค้นหาใน

ความหมาย

นี่คือรายการของสิ่งมหัศจรรย์ สิ่งสวย และสิ่งเหนือจริง
ผู้พูดไม่ได้ขอสิ่ง practical เลย
เขาขอ

  • ความอ่อนโยน
  • เวทมนตร์
  • ความงาม
  • ความฝัน
  • คำตอบจากจักรวาล

โอ๊ย เป็นคนที่ไม่ขอน้อยเลยนะ แต่เข้าใจได้


12. เพลงนี้สอน grammar อะไรเด่นที่สุด

Present Perfect

  • I’ve watched
  • I have seen

Present Continuous

  • I’m pushing
  • I’m tossing up
  • I’m breaking through
  • I’m bending spoons
  • I’m keeping flowers...
  • I’m looking for answers...

เพลงนี้ใช้ Present Continuous เยอะมาก
เพราะมันให้ความรู้สึกว่า
ทุกอย่างกำลังเกิดขึ้นอยู่เดี๋ยวนี้
ทั้งความพยายาม ความแปลก ความเหนื่อย และการค้นหา

Modal / question

  • Why can’t we... ?

เป็นโครงสร้างใช้จริงมาก
แปลว่า
“ทำไมเราจะ…ไม่ได้”

เช่น

  • Why can’t we just leave?
  • Why can’t we stay here?

13. คำศัพท์เด่นจากเพลงนี้

  • fall silent = เงียบดับลง
  • up my sleeve = แอบซ่อนอยู่
  • punch line = มุกตลกตอนจบ
  • crash to the ground = กระแทกพื้น
  • stay around = อยู่ต่อ
  • pantomime = การแสดงใบ้
  • break through = ฝ่าทะลุ
  • bend spoons = ดัดช้อน
  • full bloom = บานเต็มที่
  • the great beyond = ห้วงไกลโพ้น / โลกที่เกินรับรู้
  • look into = มองลึกเข้าไป / ค้นหาใน

14. แก่นของเพลงนี้คืออะไร ถ้าจะพูดแบบไม่ทำให้มันแห้ง

ถ้าสรุปแบบอ.แคร์เลส เพลงนี้คือเรื่องของคนที่รู้สึกว่า

  • โลกนี้เต็มไปด้วยภาพแปลก ๆ หนัก ๆ absurd ๆ
  • การพยายามใช้เหตุผลอย่างเดียวอาจไม่พอ
  • การพูดเรื่องเวลา ชีวิต หรือความหมาย มันก็โอเคแหละ
  • แต่ลึกลงไป เราทุกคนก็ยังอยากได้ “คำตอบ”
  • และบางครั้งเราก็มองหาคำตอบนั้นจากสิ่งที่ไกลเกินอธิบาย

มันเป็นเพลงของ

  • ความสงสัย
  • ความรัก
  • ความเหนือจริง
  • และความพยายามรักษาดอกไม้ให้ยังบานอยู่ ท่ามกลางเปียโนที่ร่วงลงมาใส่ชีวิต

สรุปแบบอ.แคร์เลส

The Great Beyond เป็นเพลงที่ใช้ภาษาเรียบในเชิง grammar แต่สร้างภาพเหนือจริงได้มหาศาล มันสอนทั้ง

  • Present Perfect
  • Present Continuous
  • idiom อย่าง nothing up my sleeve
  • วลีอย่าง break through
  • และภาษาของการค้นหาความหมายที่เกินกว่าคำอธิบายธรรมดา

ถ้าจะสรุปเป็นประโยคเดียว เพลงนี้คือ:

เพลงของคนที่ยังพยายามหาคำตอบจากจักรวาล แม้ชีวิตจะรู้สึกเหมือนกำลังผลักช้างขึ้นบันไดอยู่ทุกวัน

และประโยคที่อยากให้จำที่สุดคือ

I’m looking for answers from the great beyond.

เพราะมันอาจเป็นประโยคของนักฝัน คนรัก คนเหงา คนคิดมาก และมนุษย์แทบทุกคนในบางคืนก็ได้เหมือนกัน


Monday, 6 April 2026

The Zephyr Song


เรียนภาษาอังกฤษกับเพลง Red Hot Chili Peppers: The Zephyr Song


1. ชื่อเพลงก่อน: Zephyr คืออะไร

คำว่า zephyr แปลว่า
ลมอ่อน ๆ
ลมตะวันตกที่พัดเบาและสบาย

เป็นคำอังกฤษที่สวยมาก มีความเป็น poetic vocabulary สูงกว่าคำว่า wind ธรรมดา
ถ้า wind คือ “ลม” ทั่วไป
zephyr คือ “ลมที่นุ่ม ละมุน พาใจลอย”

ดังนั้น The Zephyr Song จึงเหมือนหมายถึง
เพลงแห่งสายลมอ่อนโยน
หรือ
เพลงของการลอยไปกับพลังบางอย่างที่เบา แต่พาเราไปไกล


2. เปิดเพลงมาแบบ RHCP สุด ๆ: ภาพแปลก แต่มีจังหวะของความอยากใกล้ชิด

Can I get your hand to write on / Just a piece of leg to bite on

โอเค ท่อนนี้ถ้าจะแปลตรงทุกคำ มันจะดูประหลาดนิดหนึ่ง และนั่นแหละคือเสน่ห์แบบ Anthony Kiedis

แปลแบบจับอารมณ์

  • Can I get your hand to write on
    ฉันขอมือเธอไว้เขียนอะไรบางอย่างได้ไหม

  • Just a piece of leg to bite on
    ขอสักชิ้นส่วนของขาให้ฉันได้กัดเล่นหน่อย

ใช่ค่ะ ฟังดูทะลึ่ง แปลก และกึ่งสัตว์เลี้ยงกึ่งกวี
แต่นี่เป็นภาษาประเภท sensual surrealism คือความใกล้ชิดทางกายที่ถูกทำให้แปลกและขี้เล่น

Grammar Point:

Can I + verb...?
เป็นโครงสร้างคำถามสุภาพหรือกึ่งขออนุญาต

เช่น

  • Can I sit here?

  • Can I borrow your pen?

  • Can I get your hand...?

ใช้จริงได้มาก เพียงแต่ในเพลงนี้เอาไปใช้ในแบบเจ้าชู้เพี้ยน ๆ หน่อย


3. What a night to fly my kite on

แปล

ช่างเป็นคืนที่เหมาะจะเอาว่าวขึ้นบินเสียจริง

คำศัพท์

  • What a + noun = ช่าง…อะไรเช่นนี้

  • fly my kite = ชักว่าว / ปล่อยว่าว

จุดน่าสนใจ

โครงสร้าง What a night... เป็นภาษาอุทาน ใช้บอกว่าอะไรบางอย่าง “เหมาะมาก” หรือ “สุดจริง”

เช่น

  • What a day!

  • What a mess!

  • What a night!

แต่ในเพลงนี้ fly my kite อาจไม่ใช่แค่ปล่อยว่าวจริง ๆ
มันอาจสื่อถึง

  • การปล่อยตัว

  • การลอยใจ

  • ความรู้สึกเป็นอิสระ

  • หรือความตื่นเต้นเชิง sensual ก็ได้

เพลงนี้ชอบใช้ภาพที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความไร้เดียงสาและความยั่วยวน


4. Do you want to flash your light on?

แปล

เธออยากจะส่องไฟของเธอไหม

คำศัพท์

  • flash your light = ส่องไฟ / ส่งสัญญาณ / ฉายแสง

อันนี้แปลตรงได้ แต่ในเพลงก็น่าจะมีนัยถึง

  • การเปิดเผยตัวเอง

  • การแสดงความสนใจ

  • การส่งสัญญาณรัก/ความดึงดูด

Grammar Point:

Do you want to + verb...?
คือโครงสร้างใช้จริงที่สุดอันหนึ่งในภาษาอังกฤษ

เช่น

  • Do you want to go out?

  • Do you want to stay?

  • Do you want to flash your light on?

เป็นการชวนแบบไม่บังคับ มีทั้งความสุภาพและความ flirt


5. Take a look, it’s on display for you

แปล

ลองดูสิ มันวางโชว์อยู่ตรงนี้เพื่อเธอเลย

คำศัพท์

  • take a look = ลองดู

  • on display = จัดแสดง / วางโชว์

นี่เป็นภาษาที่ใช้ได้จริงมาก
เช่น

  • The paintings are on display.

  • Take a look at this.

ในเพลงนี้มันให้ฟีลแบบ
ฉันเปิดตัวเองไว้แล้วนะ ดูสิ
มีความเปิดเผย ความยอมให้มองเห็น


6. Coming down, no, not today

แปล

จะให้ฉันลงมาเหรอ ไม่ วันนี้ไม่

คำศัพท์

  • come down = ลงมา / ลดลง / กลับจากอาการลอย

ประโยคนี้ดีมากเพราะมันฟังได้หลายชั้น

  • ไม่ลงจากความสุข

  • ไม่ลงจากความเคลิ้ม

  • ไม่ออกจากอารมณ์ลอยนี้วันนี้

คืออารมณ์แบบ
วันนี้ฉันจะลอยอยู่ตรงนี้แหละ อย่ามาดึงลง


7. Did you meet your fortune teller

แปล

เธอได้ไปเจอหมอดูของเธอมาหรือยัง

คำศัพท์

  • fortune teller = หมอดู

Grammar Point:

Did you + base verb...?
คือ Past Simple question

เช่น

  • Did you see her?

  • Did you call him?

  • Did you meet your fortune teller?

ใช้ถามเรื่องอดีตที่จบไปแล้ว

ความหมาย

ในเพลงมันเหมือนโยนภาพลึกลับ ๆ เข้ามาอีกนิด
แบบชีวิตนี้อาจมีโชคชะตา มีความบังเอิญ มีลม มีดวง และมีการพบกันที่เกินจะอธิบายด้วยเหตุผลล้วน ๆ


8. Get it off with no propeller / Do it up, it’s on with Stella / What a way to finally smell her

เอาล่ะ ท่อนนี้คือ RHCP แบบเต็มตัว
คือภาษาไม่ได้เรียงเพื่อเล่าเหตุการณ์เส้นตรงทุกคำ แต่มันเรียงเพื่อจังหวะ เสียง และ sexual energy แบบหลุดโลกนิด ๆ

คำศัพท์

  • propeller = ใบพัด

  • do it up = จัดให้เต็ม / ทำให้สุด

  • smell her = ได้กลิ่นเธอ / เข้าใกล้เธอมาก

ความหมายเชิงอารมณ์

ตรงนี้ฟังเป็นการขยับเข้าไปใกล้ ความตื่นเต้น ความเย้ายวน และความลื่นไหลของค่ำคืน
ไม่ต้องฝืนแปลเป็นนิทาน
ให้รับว่ามันคือ image collage คือภาพหลายชิ้นที่วางรวมกันเพื่อสร้างอารมณ์


9. เข้าสู่ chorus — จุดหัวใจของเพลง

Fly away on my zephyr / I feel it more than ever / And in this perfect weather / We’ll find a place together

นี่คือช่วงที่เพลงกางปีกเต็มที่

แปล

ลอยไปกับสายลมของฉันเถอะ
ฉันรู้สึกมันมากกว่าครั้งไหน ๆ
และในอากาศแสนสมบูรณ์แบบนี้
เราจะหาที่ของเราเจอด้วยกัน


Grammar 1: Imperative / invitation

Fly away on my zephyr
= บินไป / ลอยไปกับลมของฉัน

นี่เป็นภาษาชวนที่โรแมนติกมาก
ไม่ใช่แค่ “come with me”
แต่เป็น
come ride this feeling with me

คำศัพท์

  • fly away = บินหนี / ลอยไป

  • perfect weather = อากาศสมบูรณ์แบบ

  • find a place together = หาที่อยู่ด้วยกัน / หาพื้นที่ร่วมกัน


Grammar 2: I feel it more than ever

โครงสร้างเปรียบเทียบ:
more than ever = มากกว่าครั้งไหน ๆ

ใช้ได้จริงมาก

  • I miss you more than ever.

  • I need this more than ever.

  • I feel it more than ever.

เพลงนี้เลยไม่ได้แค่พูดว่ารู้สึก
แต่มันพูดว่า
ตอนนี้ฉันรู้สึกชัดที่สุดแล้ว


ความหมายลึกของ chorus

ท่อนนี้เป็นภาษาของ

  • การหลุดออกจากโลกหนัก ๆ

  • การหาที่พักทางอารมณ์

  • การเจอใครบางคนในจังหวะที่ทุกอย่าง “พอดี”

คำว่า place ในเพลงไม่ได้แปลว่าแค่สถานที่
มันอาจหมายถึง

  • พื้นที่ปลอดภัย

  • emotional home

  • จุดที่เราได้อยู่กับใครสักคนแบบไม่ต้องฝืน


10. Fly on my wind

แปล

ล่องไปบนลมของฉัน

อันนี้สั้นมาก แต่สวยมาก
จาก my zephyr มาสู่ my wind
ยิ่งตอกว่าลมในเพลงนี้คือ

  • พลังชีวิต

  • ความรู้สึก

  • แรงขับภายใน

  • หรือความรักเองก็ได้


11. Rebel and a liberator / Find a way to be a skater / Rev it up to levitate her / Super friendly aviator

นี่คือช่วงที่ภาษากลายเป็นภาพ montage เต็มตัว

คำศัพท์

  • rebel = กบฏ / คนหัวขบถ

  • liberator = ผู้ปลดปล่อย

  • skater = นักสเก็ต / คนลื่นไหล

  • rev it up = เร่งเครื่อง

  • levitate = ลอยขึ้น

  • aviator = นักบิน

ความหมายเชิงอารมณ์

ท่อนนี้สร้างภาพของคนคนหนึ่งที่เป็นทั้ง

  • คนหัวขบถ

  • ผู้ปลดปล่อย

  • คนเคลื่อนไหวลื่นไหล

  • คนพาอีกคนบินขึ้นจากพื้น

มันเลยเหมือนเป็น portrait ของพลังรักหรือของผู้พูดเอง
ว่าเขาอยากเป็นพาหนะ พลัง และอิสระให้ใครบางคน


12. In the water, where I center my emotion / All the world can pass me by

อันนี้สวยมากระดับไฮไลต์ของเพลง

แปล

ในน้ำ ที่ซึ่งฉันจัดศูนย์กลางของอารมณ์ตัวเอง
ทั้งโลกจะไหลผ่านฉันไปก็ได้


คำศัพท์

  • center my emotion = ทำให้อารมณ์อยู่ตรงกลาง / ตั้งหลักอารมณ์

  • pass me by = ผ่านไปโดยไม่ต้องดึงฉันไปด้วย

ความหมาย

น้ำในเพลงนี้เป็นพื้นที่ของ

  • ความสงบ

  • การคืนสมดุล

  • การกลับมาสู่ศูนย์กลางตัวเอง

ประโยคนี้งดงามมาก เพราะมันพูดว่า
ฉันไม่ต้องวิ่งตามโลกทุกอย่างหรอก
ถ้าฉันกลับมาจัดอารมณ์ตัวเองได้

โอ๊ย อันนี้คือภาษาอังกฤษที่ใช้คำไม่ยาก แต่มีระดับจิตวิญญาณซ่อนอยู่

วลีสำคัญ:

pass me by
ใช้ได้จริงมาก เช่น

  • I won’t let this chance pass me by.

  • The whole world can pass me by.


13. ช่วง whoa / yeah / do you want to?

ตรงนี้คือจุดที่เพลงไม่พยายาม “บอกความหมาย” แต่ปล่อยเสียงทำงานเอง

จุดสำคัญทางภาษา

เพลงที่ดีไม่ได้สื่อสารด้วยคำอย่างเดียว
แต่มันสื่อด้วย

  • น้ำเสียง

  • การซ้ำ

  • จังหวะ

  • ความรู้สึกก่อนภาษา

และท่อน do you want to? ที่ลอยอยู่ตรงนั้น
คือประโยค flirt ที่ไม่พูดจบ
ซึ่งยิ่งไม่พูดจบ ยิ่ง sexy
เพราะปล่อยให้คนฟังเติมเอง


14. We’re gonna live forever / Forever

แปล

เราจะอยู่ไปตลอดกาล
ตลอดกาล

Grammar:

We’re gonna = We are going to

ใช้พูดถึงอนาคต แต่ในเพลงมันไม่ใช่อนาคตแบบปฏิทิน
มันคือความรู้สึกว่า
ตอนนี้สิ่งนี้ยิ่งใหญ่จนเหมือนจะไม่มีวันตาย

เพลงรักและเพลงลอย ๆ มักใช้คำว่า forever ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์
แต่เพื่อจับความรู้สึกว่า
ช่วงเวลานี้มันใหญ่มากจนเหมือนนิรันดร์


Grammar ที่เพลงนี้สอน

1. Can I + verb

  • Can I get your hand to write on?

2. Do you want to + verb

  • Do you want to flash your light on?

  • Do you want to?

3. Did you + base verb

  • Did you meet your fortune teller?

4. Imperative

  • Take a look

  • Pick it up

  • Fly away

5. Comparative phrase

  • more than ever

6. Going to / gonna

  • We’re gonna live forever


คำศัพท์เด่นจากเพลงนี้

  • zephyr = ลมอ่อน ๆ

  • kite = ว่าว

  • flash your light = ส่องไฟ / ส่งสัญญาณ

  • fortune teller = หมอดู

  • propeller = ใบพัด

  • levitate = ลอยขึ้น

  • aviator = นักบิน

  • center my emotion = จัดอารมณ์ให้สมดุล

  • pass me by = ไหลผ่านไป / ผ่านไปโดยไม่ฉุดฉันไป

  • forever = ตลอดกาล


เพลงนี้ “แปลว่า” อะไรในภาพรวม

ถ้าอ.แคร์เลสสรุปแบบไม่ฆ่าความงามของมันมากเกินไป เพลงนี้คือเพลงว่าด้วย:

  • การหลงใหลแบบลมพัด

  • ความรักหรือความรู้สึกที่เบาแต่แรง

  • การลอยออกจากความหนักของโลก

  • การหาพื้นที่ร่วมกับใครบางคน

  • การเจอความสงบในธรรมชาติ ในน้ำ ในอากาศ และในอีกคนหนึ่ง

มันไม่ใช่เพลงเล่าเรื่องแบบ beginning-middle-end ชัด ๆ
แต่มันเป็นเพลงที่สร้าง state of feeling
คือภาวะของการลอย การเปิดรับ การรัก และการสบายใจกับการมีอยู่


สรุปแบบอ.แคร์เลส

The Zephyr Song เป็นบทเรียนอังกฤษที่ดีมากสำหรับคนที่อยากเห็นว่า ภาษาอังกฤษไม่ได้ต้องตรงอย่างเดียวถึงจะสวย
เพลงนี้ใช้ทั้ง

  • คำถามง่าย ๆ

  • imperatives

  • ภาพเปรียบที่แปลก

  • คำกวีอย่าง zephyr

  • และประโยคที่ฟังเหมือนลมพัดผ่าน แต่ค้างอยู่ในใจนานมาก

แก่นของมันคือ
การลอยไปกับความรู้สึกที่ใช่
การหาพื้นที่ร่วมกับใครบางคน
และการปล่อยให้โลกทั้งใบผ่านไปได้ ถ้าใจเราอยู่ศูนย์กลางตัวเองแล้ว

และประโยคที่อยากให้จำที่สุดจากเพลงนี้คือ:

In the water, where I center my emotion, all the world can pass me by.

เพราะนี่ไม่ใช่แค่ lyric
แต่มันแทบเป็นปรัชญาชีวิตเลย


 

Wednesday, 19 December 2018

Bohemian Rhapsody

Bohemian Rhapsody
(รีวิวไว้ตั้งแต่หนังยังไม่ลงโรง)


นี่ไม่ใช่หนังชีวประวัติของควีน
นี่ไม่ใช่ในแนวสารคดีเปํะๆ
แต่นี่คือหนังที่จับช่วงชีวิตของเฟรดดี้ เมอร์คิวรี่มาขยายความ
และทำออกมาด้วยรสนิยมแบบรู้ใจแฟนเพลงของควีน
แน่นอนมันมีเรื่องราวของวงและสมาชิกคนอื่นๆ
แต่หลักใหญ่ใจความก็อยู่ที่ตัวเฟรดดี้นั่นแหละ
เราจะได้เห็นความ "มั่น" อันเกินร้อยของเขาตั้งแต่เฟรดดี้ยังไม่เป็นเมอร์คิวรี่
เราจะได้เห็นความสุดขั้วในชีวิตของเขาในอีกด้านหนึ่งของความเหงาที่คุณไม่คิดว่าคนอย่างเขาจะเหงาได้จับใจขนาดนี้
เราได้ฟังเพลงของควีนในแบบอลังการที่สุดอย่างไม่เคยฟังมาก่อน ไม่ว่าเครื่องเสียงในบ้านคุณจะบึ้มขนาดไหน
เราต้องหันไปบอกเพื่อนข้างๆว่า เรื่องราวมันเป็นอย่างนี้จริงๆหรือ (วะ)
เพราะมันไม่เห็นเหมือนกับที่เราเคยรู้เคยฟังเคยอ่านมาก่อน
แน่ล่ะ มันไม่ใช่หนังที่ไร้ที่ติ บางบทตอนก็ดูเหมือนจงใจเขียนให้ดราม่าเกินไปราวกับชีวิตของเฟรดดี้และควีนยังไม่ดราม่าเพียงพอ
แต่ถ้าคุณเป็นแฟนควีนจริงๆ คุณคงจะไม่สนใจอะไรเหล่านั้นมากนัก
การแสดงอันเป็นประวัติศาสตร์ของควีนใน Live Aid คือหมุดหมายของหนังเรื่องนี้
และหนังก็วางหมากได้เป็นอย่างดีกว่าที่จะไปถึงจุดนั้นในตอนท้ายเรื่อง
ช่วง 20 นาทีสุดท้ายที่หนัง re-create Live Aid ให้เราดู เป็นอะไรที่สุดๆ และยากที่จะกลั้นน้ำตาไว้
เรียกได้ว่า ถ้าจะได้ประสบการณ์ที่สุดยอดกว่านี้ ก็คือไปดูควีนเล่นที่นั่นจริงๆนั่นแหละ
เรื่องฉากที่เป็นดนตรี เอาเป็นว่าสนุกหายห่วงตลอดเรื่อง
แต่ผมก็ชอบที่หนังให้เวลากับเรื่องชีวิตด้านอื่นของเฟรดดี้พอสมควร
เขาเป็นเกย์ตั้งแต่เกิดหรือ
หรือมันมีอะไรเกิดขึ้นกับเขาระหว่างการเดินทางจากหนุ่มหล่อผมยาวมาเป็นเกย์หนวดใส่เสื้อกล้ามคนนั้น
ความสัมพันธ์ของเฟรดดี้กับแมรี่ แฟนสาว เป็นอะไรที่แสนเศร้าและสวยงาม อย่างที่โลกควรจะรับรู้
ตัวแสดงหลักทุกคน เลือกเฟ้นมาได้อย่างดี ไม่มีความรู้สึกแบบว่า "ไม่เห็นเหมือนเลยวุ้ย"
มีหลายช่วงที่เราลืมไปเลย ว่ากำลังดูการแสดงของนักแสดง นั่นไม่ใช่ไบรอัน เมย์,จอห์น ดีคอน หรือ โรเจอร์ เทย์เลอร์ จริงๆนะ
โดยเฉพาะ พระ(นาง)เอกของเรา Rami Malek ที่ตีบทเฟรดดี้แตกละเอียด ทุกลีลา การพูด เสียงร้อง ความแรด ความมันส์ และแม้แต่บทอันสุดซาบซึ้ง เขาทำได้ดีมากๆ ทั้งๆที่มันยากเหลือเกินกับการรับคาแรกเตอร์ที่เป็นหนึ่งเดียวแบบนี้
ถ้าคุณชอบควีน คุณต้องดูหนังเรื่องนี้ แม้ว่าคุณอาจจะไม่ชอบทุกอย่างในนั้น
แต่ถ้าคุณไม่ชอบควีนและเฟรดดี้ คุณก็อาจจะชอบเมื่อดูมันจบ
นักวิจารณ์อาจจะสับมันเละ แต่ถ้าคุณไปอ่านดีๆ พวกเขาก็ปฏิเสธมันไม่ได้หรอก ว่ามีความบันเทิงมากมายใน Bohemian Rhapsody
ไปดูเถิดครับ และโปรดไปชมในโรงใหญ่ที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ คุณคงไม่อยากดูควีนผ่านจอเล็กๆหรอก
ป.ล. แมวของเฟรดดี้ น่ารักดี และไม่เคยแก่ลงเลยตลอดเรื่อง

White Album at 50

The Beatles :: The BEATLES (1968) ★★★★★


-----
ในยุค 60's การที่ศิลปินจะออกอัลบัมคู่ (double album) ที่มีแผ่นเสียงสองแผ่นในเซ็ตเดียวไม่ถือเป็นเรื่องปกติ เหตุผลหลักๆคือการมีไอเดียที่พรั่งพรูมหาศาลจนก่อให้เกิดเพลงจำนวนมากที่ไม่อาจจะบรรจุไว้ในลองเพลย์แผ่นเดียวได้ (และศิลปินก็ไม่อยาก"ดอง"เอาไว้ในโอกาสต่อไป) หรืออีกเหตุผลก็คือความปรารถนาจะทำเป็นคอนเซพท์อัลบั้ม ที่ต้องการพื้นที่มากพอที่จะเล่นกับเรื่องราวของคอนเซพท์นั้น
ในกรณีของ The Beatles กับ The White Album (ชื่อเล่นที่ถูกเรียกขานกันจนเป็นชื่อจริงไปแล้ว) น่าจะเป็นเหตุผลแรกเสียมากกว่า พวกเขามีเพลงตุนอยู่ในมือกันมากมายกว่า 30 เพลง หลักๆได้มาจากการไปเล่นกีต้าร์แต่งเพลงกันที่อินเดีย ระหว่างการไปออกค่ายวิปัสสนากับ Maharishi Yogi แม้แต่ริงโก้ สตาร์ ก็ยังมีเพลงมานำเสนอกับเขาด้วย (แต่เพลง Don't Pass Me By ของเขานั้น ริงโก้แต่งมาตั้งแต่ปี 1963 แล้ว) มีการถกเถียงกันไม่เลิกราตั้งแต่สมัยนู้นจนถึงทุกวันนี้ ว่าถ้าพวกเขาเลือกเฉพาะเพลงเด็ดๆซัก 14-15 เพลงมาทำเป็น single LP มันจะเป็นงานที่สมบูรณ์แบบกว่า White Album ในแบบที่เรารู้จักกันนี้ไหม ซึ่งโปรดิวเซอร์ จอร์จ มาร์ติน ดูเหมือนจะยืนอยู่ในฝั่งความเห็นนี้ แต่ พอล แมคคาร์ทนีย์ ไม่คิดเช่นนั้น เขาเคยหล่นวาทะดุดันใส่หน้าคนที่มาถามคำถามแบบนี้ว่า "มันคือไวท์อัลบั้มของบีทเทิลส์โว้ย หุบปากซะ!" (แปลว่า มันเป็นอย่างนี้น่ะดีแล้ว หยุดจินตนาการได้ซะที) แต่, เชื่อผมสิ, ไม่มีแฟนบีทเทิลส์คนไหน ไม่แอบลองจัดเพลงแบบ "แผ่นเดียว" ไว้ในใจหรอก (แล้วคุณจะรู้ว่ามันไม่ง่าย)
ส่วนเหตุผลที่ต้องเป็น double album เพราะเพื่อสนองความเป็น concept album น่าจะใช้ไม่ได้กับ White Album เพราะถ้าจะมีอัลบั้มไหนที่ไม่มีคอนเซพท์อะไรเลย แต่ละเพลงไปคนละทิศละทาง ก็คงจะต้องยกให้ White Album นี่แหละ แต่ก็อาจจะมีคนแถว่า นี่ไง คอนเซพท์ -- ความหลากหลายไร้กฎเกณฑ์ใดๆ... ก็ว่ากันไป
The Beatles ควรจะถึงจุดพีคในการสร้างสรรค์ผลงานจากสตูดิโอแล้วด้วยอัลบั้ม Sgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band ในปี 1967 มันเป็นงานหยุดโลกที่ยากเหลือเกินที่พวกเขาจะเอาชนะตัวเองได้ และใน EP + soundtrack ต่อมา Magical Mystery Tour มันก็มีสัญญาณจริงๆว่าพวกเขากำลังอยู่ในขาลง และมีการย่ำรอยตัวเอง ซึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้นกับ The Beatles ตั้งแต่ปี 1965 เป็นต้นมา สิ่งหนึ่งที่ตอกย้ำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีกคือการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของผู้จัดการวง ไบรอัน เอ็บสไตน์ สี่เต่าทองผู้แทบไม่เคยจับงานบริหารหรือธุรกิจเลย ถึงกับเคว้ง
โชคดีที่ The Beatles ไม่คิดจะทำตัวเป็น Sgt. Pepper... Band อีกครั้ง พวกเขาหันหลังให้กับไซคีดีลิคร็อคอันซับซ้อนโดยสิ้นเชิง 30 เพลงใน White Album คือความหลากหลาย ความสดใหม่ บางเพลงย้อนไปหารากเหง้าของแต่ละสมาชิก บางเพลงคือการเดินทางไปสู่ดินแดนที่ไม่เคยมีใครย่างกราย มันไม่ใช่ 30 เพลงที่เลอเลิศไปทั้งหมด แต่เมื่อได้รับการจัดเรียงอย่างชาญฉลาด มันได้กลายเป็นเซ็ตเพลงที่ทรงพลังอย่างยิ่ง มันยากเหลือเกินที่คุณจะไม่ชอบสักเพลงในอัลบั้มแผ่นคู่นี้ และมันก็ไม่ง่ายเช่นกันที่คุณจะรักมันทั้งหมด อย่างไรก็ตาม, คุณต้องทึ่งในความสุดขั้วของมันเมื่อฟังมันจบ, ครั้งแล้วครั้งเล่า
ถ้าใครถามว่า The Beatles เล่นดนตรีแนวไหน โยนอัลบั้มคู่ชุดนี้ให้เขาฟัง แล้วสำทับไปว่า ก็ได้เกือบจะทุกแนวแหละ และยังมีแนวที่นายอาจจะไม่คิดว่าเป็นแนวอีกด้วยนะ!
ถ้า Rubber Soul คือสาวหวานขี้เล่น, Revolver คือหญิงเปรี้ยวฉลาดเฉลียวชอบลองของ, Sgt. Pepper ย่อมเป็นสตรีระดับผู้บริหาร และ Abbey Road คือรุ่นใหญ่ระดับนายกรัฐมนตรีหญิง แล้ว White Album ควรจะเป็นอะไรดี? จากความหลากหลายและหวือหวาสุดขั้วของ 30 เพลงในนี้ วินิจฉัยว่าเธอน่าจะเป็นคนป่วยบุคลิกหลายแบบ (Multiple Personality Disorder) เป็นแน่แท้ คุณพร้อมจะรับมือกับเธอไหม?
วันหนึ่งเธออาจจะคึกคักเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ดั่งใน Back In The USSR , วันต่อมาหวานแหววเรียบร้อยประหนึ่งใน I Will, เซ็กซี่สุดจะคาดเดาเช่นใน Happiness Is A Warm Gun, โรแมนติกลึกล้ำเยี่ยง While My Guitar Gently Weeps, เป็นสาวปาร์ตี้เหมือนใน Birthday หรืออาจจะล่องลอยเพ้อเจ้อ แต่น่าดึงดูดอย่างน่าประหลาด เช่นในความอวองการ์ดของ Revolution 9..... หรือเธออาจจะเป็นทุกอย่างในนี้ในวันเดียว...ก็เป็นได้
และถ้าใครคิดว่า double album มันมากเกินไปสำหรับการฟัง ในปี 2018 นี้ The Beatles เพิ่งออก Super Deluxe Edition ในโอกาสฉลองครบ 50 ปีของอัลบั้มนี้ ด้วยจำนวนเพลงทั้งหมดที่กินความในซีดีได้หกแผ่น, original album ในแบบรีมิกซ์ใหม่ สองแผ่น (โดยรวมเสียงดีมาก) , Esher Demos ที่กึ่งๆจะเป็น Beatles Unplugged ที่พวกเขาซ้อมเพลงใหม่ๆเหล่านี้กันที่บ้านของจอร์จ แฮริสัน ก่อนที่จะเข้าห้องอัดกันจริงจัง, และอีกสามแผ่นที่เป็นเพลงจาก sessions การบันทึกเสียงที่ไม่ได้นำไปใช้จริงในอัลบั้ม (แต่มันไม่ใช่ของเหลือเดนที่ถูกคัดออกแต่อย่างใด จะฟังเพื่อการศึกษาหรือความบันเทิงก็ได้อรรถรสนัก หลายเทคฟังแล้วเฮฮามาก จนคิดว่ามันจริงหรือที่ว่ากันว่าเซสชั่นส์นี้มันเครียดกันเหลือเกิน ) คงจะไม่ต้องเถียงกันอีกแล้วว่าสองแผ่นมันมากหรือน้อยเกินไปกระมัง?

Wednesday, 25 July 2018

Lost & Found


A Great Debut



Jorja Smith : Lost & Found ***1/2

Released : June 2018
Producers:
Genre: R&B, Pop, Trip-Hop, Neo-Soul
Tracklist:  Lost & Found, Teenage Fantasy, Where Did I Go?. February 3rd, On Your Own, The One, Wandering Romance, Blue Lights, Lifeboats (Freestyle), Goodbyes, Tomorrow, Don’t Watch Me Cry

------------------
งานเปิดตัวของสาวน้อยวัย 21 ปีที่วงการจับตามอง และ Lost & Found ก็ไม่ทำให้สายตาทุกคู่ที่จับจ้องนั้นผิดหวัง

ยังจำครั้งแรกที่คุณได้ฟังงานเปิดตัวของสตรีเหล่านี้ได้ไหม

ป๊อบแจ๊สหรูหรา....Sade กับ Diamond Life

คนอะไรสวย เสียงดี แล้วยังเล่นเปียโนพลิ้วราวกับสายคลาสสิก..... Alicia Keys กับ Songs In A Minor

ชื่อชุดถ่อมตัวว่าไร้การศึกษา แต่ความจริงคือชุดแรกนี้ก็บรรลุแล้ว.... Lauryn Hill กับ The Miseducation of Lauryn Hill

เพลงเรียบๆที่แสนทรงเสน่ห์.... Dido กับ No Angel

ความแจ๊สซี่อันแสบสันต์และก๋ากั่น......Frank ของ Amy Winehouse

หรือ 19 ของ Adele กับเสียงร้องแห่งทศวรรษของสาวร่างใหญ่หน้าสวยคนนี้.....

ก่อนหน้าที่จะได้ฟัง debut เหล่านั้น คุณอาจได้เคยฟังเพลงของพวกเธอมาบ้าง หรืออาจจะเคยแค่ได้ยินชื่อเสียง แต่คุณไม่เคยนึกฝันมาก่อนเลยว่างานเปิดตัวของพวกเธอจะยอดเยี่ยมขนาดนั้น และคุณมั่นใจว่านี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นของตำนานศิลปินหญิงคนใหม่ ที่จะฝากผลงานดีๆไว้อีกมากมาย ดีขึ้นไปกว่านี้อีก

แต่ที่สุดแล้วหนทางของแต่ละสาว ก็ไม่ได้เหมือนกัน และคงยากที่จะเป็นไปตามที่ใครคาดเดา แม้แต่พวกเธอเอง

Sade ยังคงมีผลงานออกมาเรื่อยๆ แต่ทิ้งช่วงห่างแต่ละชุดเป็น 10 ปี คล้ายๆกับ Dido (รายหลังไม่ทิ้งห่างนานเท่า) ทั้งคู่รักษาคุณภาพของผลงาน แม้จะไม่ค่อยเห็นพัฒนาการอะไรสักเท่าไหร่ แต่แฟนๆก็ต้อนรับกันเป็นอย่างดีทุกชุดด้วยความโหยหา

Alicia Keys น่าแปลกที่เธอไม่เคยดังถึงขีดสุด ทั้งๆที่ดูเธอจะพร้อมทุกอย่าง ….too perfect?

Lauryn Hill อาการหนักสุด หลังจากงานชุดแรกในปี 1999 เธอก็ไม่สามารถออก studio album ชุดที่สองตามมาจนทุกวันนี้ ด้วยปัญหาชีวิตที่มากมายและซับซ้อน แต่ทุกวันนี้ แฟนๆก็ยังไม่เลิกรองานชุดใหม่ของเธอนะ

Amy Winehouse ก้าวถึงจุดสูงสุดในอัลบั้มต่อมา Back To Black ก่อนที่, อย่างที่เรารู้กันดี, เธอจากโลกไปแล้วจากการถล่มตัวเองด้วยสุราและยาเสพติดที่หนักหนาเกินกว่าชีวิตจะรับได้ น่าเสียดายในอัจฉริยภาพยิ่งนัก

ส่วน Adele ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ในอีกสองอัลบั้มที่ล้วนแล้วแต่ตั้งชื่อตามอายุของเธอขณะบันทึกเสียง-- 21 และ 25 แต่ก็ไม่มีใครแน่ใจว่าเธอจะออกอัลบั้มใหม่อีกเมื่อไหร่ หรือจะมีอีกไหมด้วยซ้ำไป เธอ “ติสต์” ขนาดนั้น

และในปีนี้ ความรู้สึกแบบนั้นเกิดขึ้นกับอัลบั้มแรกของ Jorja Smith  ศิลปินหญิงชาวอังกฤษวัยเพียง 21 ปีคนนี้ ไม่เคยมี debut album ของ female artist ที่น่าตื่นเต้นอย่างนี้มาหลายปีแล้ว

และ Lost & Found ก็มีจิตวิญญาณบางส่วนจากทุกอัลบั้มด้านบนที่กล่าวมาอย่างไม่น่าเชื่อ

มันมีความป๊อบติดหูทันทีแต่ไม่เบื่อง่ายของ Sade, ความมั่นใจเหลือล้นในน้ำเสียงในแบบของ Amy Winehouse, อารมณ์หวั่นไหวแต่ทระนงของ Adele, ความพลิ้วในเมโลดี้ในแบบ Alicia Keys, จังหวะจะโคนในการแบ่งวรรคตอนและบีทหนึบๆของ Dido, และความ”เฉียบ” และเร็กเก้ในวิญญาณของ Lauryn Hill

Jorja Smith  ไม่ได้จู่ๆโผล่มาจากมุมมืดด้วย Lost & Found แต่อย่างใด เธอเริ่มสร้างชื่อเสียงมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2016 เมื่อเธอ upload เพลง “Blue Lights” ขึ้นเว็บไซต์ soundcloud ตอนนั้นเธออายุแค่ 18 ตามมาด้วยเพลง “A Prince” และ “Where Did I Go?” ก่อนจะออก EP 4 แทร็ค “Project 11” ปิดท้ายปี 2016 เพลงของเธอโดนใจแรปเปอร์ชื่อดัง Drake และชวนเธอไปออกคอนเสิร์ตด้วยที่เบอร์มิงแฮมและลอนดอน

เข้าปี 2017 Jorja เริ่มกระฉ่อน (น่าจะเป็นเพราะหน้าตาอันน่ารักสะสวยเป็นส่วนประกอบด้วย) ขึ้นหน้าปกนิตยสารหลายฉบับและได้รับการยกย่องจากสื่อให้เป็นศิลปินดาวรุ่งพุ่งแรง รางวัลใหญ่ที่สุดน่าจะเป็น Brit Critic’s Choice Award ในเดือนมกราคม 2018 ซึ่งเป็นรางวัลที่คนในวงการดนตรีอังกฤษคัดเลือกให้ศิลปินหน้าใหม่ที่พวกเขาคิดว่ายอดเยี่ยมที่สุดในปีนั้น (Sam Smith, James Bay และ Adele เคยได้รับรางวัลนี้มาก่อน)

Jorja ยังได้ไปร้องในสองเพลงของอัลบั้ม More Life ของ Drake และในซาวด์แทร็คภาพยนตร์ดังระเบิดของ Marvel:  Black Panther (เพลง “I Am”) อีกด้วย ใครๆก็คงจะคาดได้ว่า มันมีปัญหาเพียงแค่เมื่อไหร่เท่านั้น เราถึงจะได้ฟังอัลบั้มเต็มของ Jorja Smith

และเวลานั้นคือเดือนมิถุนายน 2018

Lost & Found มีภาพปกเป็นภาพระยะใกล้ของหน้าสวยหวานของเจ้าของอัลบั้ม และเล่นกับความเก่าแบบปกแผ่นเสียงที่ความถลอกปอกเปิกของขอบในของปก ตีความได้ถึงความเป็นงานที่แสดงตัวตนของ Jorja และความผูกพันกับดนตรีเก่าๆที่เธอเติบโตขึ้นมา

ในวัยเยาว์ เธอถูกป้อนอาหารทางดนตรีด้วยการเฝ้าฟังบ็อกเช็ตของ Trojan Records, งานของ Curtis Mayfield และ Damien Marley จึงไม่น่าแปลกใจที่คุณจะได้ยินเสียงเหล่านี้ในน้ำเสียงของ Jorja โดยเฉพาะความหวานแบบ Marley ในลูกคอนั้น

ผมพูดถึงศิลปินอื่นๆเสียมากมายที่มีอิทธิพลและความเหมือนกับ Jorja Smith จนอาจทำให้คุณเข้าใจไปว่า เธอเป็นนักก็อปที่ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ตรงกันข้าม อิทธิพลเหล่านั้นกลับหล่อหลอมอย่างเนียนและเป็นธรรมชาติมาเป็นเพลง 12 เพลงใน Lost & Found มันเป็นเพลงในแบบของเธออย่างเต็มตัว (Jorja มีส่วนร่วมประพันธ์ในทุกเพลง)

ทั้ง 12 เพลงมีแต่เพลงจังหวะช้าถึงปานกลาง บีทแบบทริปฮอป (ลืมดนตรีแนวนี้กันไปแล้วหรือยัง?)และฮิปฮอป เมโลดี้สวยงาม โดดเด่นที่สุดก็ไม่พ้นเสียงร้องของเธอ ในวัยเยาว์ Jorja เคยได้รับการเทรนในการร้องแบบเพลงคลาสสิกมาก่อน หลายท่อนในอัลบั้มเธอแสดงให้เห็นเรนจ์ในการร้องอันน่าสะพรึง แต่ดูเหมือนเธอจะสงวนความสามารถนี้เอาไว้ ไม่ได้แสดงออกพร่ำเพรื่อ  มีบางเพลงเป็นเพลงเก่าที่ออกมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ก็ดูกลมกลืนกับเพลงอื่นๆดี

นอกจาก Blue Lights และ Lifeboat อันมีเนื้อหาสะท้อนสังคมแวดล้อมรอบๆตัวเธอ เพลงที่เหลือเป็นเพลงรักทั้งสิ้น ซึ่งก็ดูเหมาะดีกับผู้หญิงวัยแค่นี้ แต่เพลงรักของเธอไม่ใช่เพลงรักหวานแหววเลี่ยนๆอันดาษดื่น ทั้งหมดเต็มไปด้วยมุมมองอันเติบโตและชวนคิด บทจะหวานเศร้าก็ทำอย่างมีชั้นเชิง หลายเพลงสามารถดึงเนื้อร้องบางท่อนเอาไป quote ทำ meme หรือลง status ได้สบายๆ

เพลงแนะนำที่จะทำให้คุณติดใจได้ในทันที  Lost &  Found (มีความเป็น Lauryn Hill สูง เลิศอลังการสมเป็นไทเทิลแทร็ค) , Teenage Fantasy (ป๊อบ,ติดหู และขี้เล่นที่สุดในชุด) , The One (ซึ้งที่สุด หวานที่สุด)  และสามเพลงสุดท้าย Goodbyes, Tomorrow, Don’t Watch Me Cry ที่ดูจะพร้อมเป็นเพลงปิดอัลบั้มพอๆกันทั้งสามเพลง โดยเฉพาะเพลงสุดท้าย เธอทำเพลงในสไตล์ Adele ได้ถึงใจมากมาย (เกือบดีเท่า Someone Like You ที่ผมถือเป็นไม้วัดอันสูงส่งของเพลงสาวอกหักยุคใหม่) อาจจะมองว่ามันเป็น trilogy เล็กๆท้ายอัลบั้มก็ได้

ไม่ให้ถึงสี่ดาว เพราะโทนเพลงอาจจะคล้ายกันไปหน่อย และฝีมือการแต่งเพลงของเธอยังไล่ไม่ทัน performance ที่แทบจะไร้ที่ติ เชื่อว่าในอนาคตสองสิ่งนี้น่าจะไล่กันทัน

ถ้าคุณชอบชื่อศิลปินหญิงเพียงแค่คนใดคนหนึ่งที่พบในบทความนี้ Lost & Found คืองานที่คุณต้องฟังครับ และถึงตรงนี้แม้จะอยากบอกแค่ไหนว่าเธอน่าจะมีอนาคตทางดนตรีอันสดใส เมื่อย้อนกลับไปคิดถึงศิลปินหญิงคนอื่นๆที่กล่าวมาด้านบน ก็คงบอกได้แค่ เราคงต้องเฝ้าดูกันต่อไป..... ไม่คาดหวัง แต่เฝ้ารอ.....