Showing posts with label prog. Show all posts
Showing posts with label prog. Show all posts

Saturday, 18 July 2026

Genesis: ชีวประวัติ 5 นาที


 

Genesis: จากโรงเรียนผู้ดี ชายหัวดอกไม้ และมือกลองที่ไม่มีใครคิดว่าจะได้เป็นพระเอก

หากคุณต้องอธิบายประวัติของ Genesis ให้คนที่ไม่เคยฟังวงนี้เลย วิธีง่ายที่สุดอาจเป็นการบอกว่า ครั้งหนึ่งพวกเขามีนักร้องนำแต่งตัวเป็นดอกไม้ยักษ์ ต่อมานักร้องคนนั้นลาออก มือกลองจึงลุกขึ้นมาร้องแทน แล้ววงก็ขายแผ่นเสียงได้เป็นสิบ ๆ ล้านชุด

ฟังดูคล้ายแผนธุรกิจที่เขียนขึ้นหลังรับประทานอาหารกลางวันพร้อมไวน์มากเกินไป แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง และน่าประหลาดตรงที่ทุกขั้นตอนดูสมเหตุสมผลในขณะที่มันกำลังเกิดขึ้น

Genesis เริ่มต้นในปลายทศวรรษ 1960 ที่ Charterhouse โรงเรียนประจำเก่าแก่ในมณฑล Surrey ซึ่งเป็นสถานที่ที่สร้างทั้งนักการเมือง นักบวช ข้าราชการจักรวรรดิ และเด็กหนุ่มซึ่งวันหนึ่งจะสวมหน้ากากจิ้งจอกกับชุดราตรีของผู้หญิงขึ้นเวทีร็อก

สมาชิกยุคแรก ได้แก่ Peter Gabriel, Tony Banks, Mike Rutherford และ Anthony Phillips พวกเขามาจากวงนักเรียนหลายวงที่ค่อย ๆ รวมตัวกัน โดยมี Chris Stewart เป็นมือกลองคนแรก ๆ ทุกคนยังเด็ก หน้าตาเรียบร้อย และดูเหมือนคนที่พ่อแม่เชื่อว่าจะต้องมีอนาคตมั่นคง ซึ่งในอังกฤษมักเป็นสัญญาณเตือนว่าพวกเขากำลังจะตั้งวงโปรเกรสซีฟร็อก

ดนตรีระยะแรกยังไม่ได้เต็มไปด้วยเพลงยาวยี่สิบนาที ตัวละครในตำนาน หรือคีย์บอร์ดที่ฟังเหมือนมหาวิหารกำลังลอยขึ้นจากพื้น พวกเขาได้รับอิทธิพลจากเพลงป๊อปอังกฤษ รวมถึง The Beatles และ Bee Gees และหวังว่าจะเขียนเพลงไพเราะพอให้ใครสักคนสนใจ

คนคนนั้นคือ Jonathan King อดีตนักเรียน Charterhouse ซึ่งได้ฟังเดโมของพวกเขา ช่วยพาเข้าสตูดิโอ และตั้งชื่อวงว่า Genesis ชื่อนี้สื่อถึงการเริ่มต้นใหม่ ฟังยิ่งใหญ่ และดูเหมาะกับวัยรุ่นที่ยังไม่เคยออกอัลบั้มแต่เตรียมตั้งชื่อบทแรกของตนเองราวกับกำลังเขียนคัมภีร์

อัลบั้มแรก From Genesis to Revelation ออกในปี 1969 และไม่ได้ทำให้โลกหยุดหมุน ร้านแผ่นเสียงบางแห่งถึงกับนำมันไปวางในหมวดเพลงศาสนา เพราะทั้งชื่อวงและชื่ออัลบั้มฟังดูเหมือนสิ่งที่ญาติผู้ใหญ่จะซื้อให้กันในวันคริสต์มาส นี่อาจเป็นบทเรียนแรกของวงว่า การตั้งชื่อให้ดูขลังเกินไปมีความเสี่ยงพอ ๆ กับการตั้งชื่อให้ไม่มีความหมายเลย

แต่ Genesis ยังไม่ยอมแพ้ พวกเขาแยกจาก King และเซ็นสัญญากับ Charisma Records จากนั้นจึงออก Trespass ในปี 1970 เสียงของวงเริ่มเปลี่ยน เพลงยาวขึ้น มืดขึ้น และมีความทะเยอทะยานแบบคนที่เลิกหวังว่าจะได้เปิดในรายการวิทยุช่วงเช้า

“The Knife” เป็นหลักฐานชัดเจนว่า Genesis ไม่อยากเป็นวงป๊อปนักเรียนผู้ดีอีกต่อไป เพลงนี้รุนแรง ดุดัน และมีบรรยากาศเหมือนการปฏิวัติซึ่งจัดขึ้นในห้องสมุดโรงเรียนแล้วลืมบอกบรรณารักษ์

ไม่นานหลังจากนั้น Anthony Phillips มือกีตาร์ผู้มีบทบาทสำคัญต่อเสียงยุคแรกก็ออกจากวง ส่วนหนึ่งเพราะความกดดันจากการแสดงสด การจากไปของเขากระทบสมาชิกอย่างหนักจน Genesis เกือบยุติลงตรงนั้น หากเป็นวงทั่วไป นี่คงเป็นตอนจบที่สมเหตุสมผล ทุกคนกลับไปเรียนต่อ หางานในธนาคาร และใช้เวลาหลังอาหารค่ำบอกลูกว่า พ่อเคยเกือบเป็นร็อกสตาร์

แต่ Genesis กลับหาสมาชิกใหม่

Phil Collins เข้ามาเป็นมือกลองในปี 1970 เขาเป็นนักดนตรีที่มีประสบการณ์ เป็นนักแสดงวัยเด็ก และดูผ่อนคลายกว่าสมาชิกคนอื่นเล็กน้อย ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องยากนักเมื่อเพื่อนร่วมวงใช้เวลาส่วนใหญ่ครุ่นคิดเรื่องจังหวะซับซ้อน ตำนานกรีก และเสียงของกีตาร์สิบสองสาย

Steve Hackett ตามเข้ามาเป็นมือกีตาร์ เขานำเสียงที่ละเอียด เย็น และลึกลับมาสู่วง บางครั้งกีตาร์ของเขาฟังเหมือนกำลังร้องเพลง บางครั้งเหมือนกำลังสวด และบางครั้งเหมือนมีใครเปิดประตูไปยังภูมิประเทศอีกแห่งหนึ่งซึ่งอากาศดีกว่าโลกของเราเล็กน้อย

ไลน์อัปคลาสสิกจึงสมบูรณ์: Gabriel, Banks, Rutherford, Collins และ Hackett

Tony Banks เป็นผู้สร้างโครงสร้างฮาร์โมนีของวง คีย์บอร์ดของเขาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเติมช่องว่าง แต่สร้างทั้งอาคาร ทางเดิน หน้าต่าง และในบางเพลงอาจสร้างที่จอดรถใต้ดินไว้ด้วย Mike Rutherford สลับระหว่างเบส กีตาร์ และกีตาร์สิบสองสาย โดยดูเหมือนคนที่ไม่มีใครบอกว่าในวงหนึ่งคนควรรับผิดชอบเครื่องดนตรีเพียงอย่างเดียว

ส่วน Peter Gabriel กลายเป็นผู้เล่าเรื่องประจำวง เขาร้องเพลงราวกับกำลังส่งข่าวมาจากดินแดนซึ่งประชากรประกอบด้วยนักบุญ คนบ้า ตัวตลก สัตว์ประหลาด และชายอังกฤษที่มีปัญหากับพ่อ

อัลบั้ม Nursery Cryme ในปี 1971 เปิดประตูเข้าสู่โลกนิทานมืดของ Genesis อย่างเต็มตัว “The Musical Box” เล่าเรื่องราวประหลาดเกี่ยวกับเด็กชาย วิญญาณ และความปรารถนาของชายชราที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน ทุกอย่างเกิดขึ้นในเพลงเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าวงนี้เห็นว่าการเขียนเพลงรักธรรมดาอาจเป็นการใช้เวลาที่ไม่คุ้มค่า

บนเวที Gabriel เริ่มแต่งตัวเป็นตัวละครต่าง ๆ เขาออกมาในชุดหัวดอกไม้ ชุดจิ้งจอก หรือเครื่องแต่งกายครึ่งคนครึ่งสัตว์ ระหว่างเพลง เขาเล่าเรื่องยาวเพื่อให้เพื่อนร่วมวงมีเวลาปรับเครื่องดนตรี ในไม่ช้าเรื่องเล่าเหล่านั้นก็กลายเป็นส่วนสำคัญของการแสดง

นักร้องวงอื่นอาจพูดว่า “ขอบคุณครับ เพลงต่อไปมาจากอัลบั้มใหม่ของเรา” ส่วน Gabriel อาจเริ่มด้วยเรื่องของฤๅษี เด็กกำพร้า ภูเขาไฟ และสัตว์ประหลาดที่เก็บดอกแดฟโฟดิล จากนั้นจึงค่อยบอกชื่อเพลง ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นผู้ชมบางคนอาจลืมไปแล้วว่าตนมาดูคอนเสิร์ต

Foxtrot ในปี 1972 มี “Supper’s Ready” มหากาพย์ยาวกว่า 20 นาทีที่รวมความรัก ศาสนา วันสิ้นโลก อารมณ์ขัน และสงครามเหนือธรรมชาติไว้ด้วยกัน วงร็อกส่วนใหญ่ต้องใช้ทั้งอาชีพจึงจะเล่าเรื่องได้มากขนาดนี้ Genesis ทำเสร็จภายในด้านหนึ่งของแผ่นเสียง

จากนั้น Selling England by the Pound ในปี 1973 ทำให้วงดูทั้งเป็นอังกฤษอย่างลึกซึ้งและสงสัยในความเป็นอังกฤษของตัวเอง พวกเขามองประเทศบ้านเกิดด้วยความรักปนประชด เหมือนคนกำลังพิจารณาญาติผู้ใหญ่ซึ่งยังสวมเสื้อสูทเก่าตัวเดิมและพูดถึงจักรวรรดิระหว่างรับประทานถั่วต้ม

“Firth of Fifth” เป็นหนึ่งในช่วงเวลางดงามที่สุดของวง โซโลเปียโนของ Banks ค่อย ๆ เปิดพื้นที่ ก่อนที่กีตาร์ของ Hackett จะลอยขึ้นมาด้วยเมโลดี้สง่างาม เพลงฟังเหมือนมหาวิหารกำลังนึกถึงความรักครั้งแรก ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ไม่มีใครขอ แต่เมื่อได้ยินแล้วก็ยากจะปฏิเสธ

จุดสูงสุดและจุดแตกหักของยุค Gabriel มาถึงพร้อม The Lamb Lies Down on Broadway ในปี 1974 อัลบั้มคู่ที่เล่าเรื่อง Rael หนุ่มเปอร์โตริกันในนิวยอร์กซึ่งหลุดเข้าไปในโลกกึ่งจริงกึ่งฝัน เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตประหลาด ห้องใต้ดิน การเปลี่ยนร่าง และคำถามว่ามนุษย์คนหนึ่งจะตามหาตัวเองได้ไกลเพียงใดก่อนจะพลาดรถไฟกลับบ้าน

อัลบั้มนี้ทะเยอทะยาน หนาแน่น และไม่ค่อยสนใจว่าผู้ฟังมีธุระอื่นหรือไม่ บางคนหลงรักมัน บางคนหลงทาง และบางคนอาจยังเดินวนอยู่ในเรื่องราวของ Rael จนถึงปัจจุบัน

เบื้องหลัง Gabriel เริ่มแยกตัวจากสมาชิกคนอื่น เขามีภาระทางครอบครัว สนใจการแสดงและภาพยนตร์มากขึ้น และต้องการควบคุมทิศทางของตนเอง หลังจบทัวร์ เขาประกาศออกจากวงในปี 1975

หลายคนคิดว่า Genesis จบแล้ว เพราะนักร้องนำไม่ได้เป็นเพียงเสียงร้อง แต่เป็นดอกไม้ จิ้งจอก ผู้เผยพระวจนะ และฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่แต่งกายดีที่สุดของวง

Genesis ทดลองนักร้องใหม่หลายคน แต่ไม่มีใครฟังดูถูกต้อง Phil Collins ซึ่งเคยร้องประสานและร้องนำบางเพลงอยู่แล้ว จึงลองร้องเดโม ปรากฏว่าเสียงของเขาเข้ากับวงเป็นธรรมชาติอย่างน่าอึดอัด ราวกับคำตอบนั่งอยู่หลังชุดกลองมาตลอด แต่ทุกคนมัวออกประกาศหางานในหนังสือพิมพ์

Collins จึงรับตำแหน่งนักร้องนำ อัลบั้ม A Trick of the Tail ในปี 1976 พิสูจน์ว่า Genesis ยังไม่ตาย และดูเหมือนจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองควรตาย “Dance on a Volcano” เปิดอัลบั้มด้วยความมั่นใจ ขณะที่เพลงอื่นยังคงความซับซ้อน จินตนาการ และอารมณ์แบบ Genesis ไว้ครบถ้วน

ต่อมาวงออก Wind & Wuthering ซึ่งยังเต็มไปด้วยความงามแบบโปรเกรสซีฟ แต่ Steve Hackett เริ่มรู้สึกว่าความคิดของเขาไม่ได้รับพื้นที่เพียงพอ เขาจึงออกจากวงในปี 1977

Genesis เหลือเพียง Banks, Rutherford และ Collins รูปถ่ายโปรโมตของพวกเขาดูคล้ายคณะกรรมการบริหารบริษัทเล็ก ๆ มากกว่าวงที่เคยร้องเรื่องวันสิ้นโลก แต่ความจริงคือ วงกำลังจะใหญ่กว่าเดิมมาก

อัลบั้ม ...And Then There Were Three... มี “Follow You Follow Me” เพลงรักกระชับที่ประสบความสำเร็จอย่างกว้างขวาง แฟนยุคเก่าบางคนคงตกใจที่ Genesis เขียนเพลงซึ่งจบลงก่อนผู้ฟังต้องพลิกแผ่นเสียง แต่เพลงนี้ไม่ได้หมายความว่าวงเลิกฉลาด เพียงแต่พวกเขาค้นพบว่าความคิดหนึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เวลาสิบแปดนาทีเสมอไป

Duke ในปี 1980 ยังมีโครงสร้างใหญ่และอารมณ์แบบโปรก แต่ “Turn It On Again” ทำให้ Genesis ฟังแน่น ทันสมัย และเข้าถึงผู้ฟังวงกว้างขึ้น ที่น่าขันคือจังหวะของเพลงซับซ้อนกว่าที่คนเต้นตามวิทยุส่วนใหญ่รู้ตัว บางครั้งวิธีที่ดีที่สุดในการขายโปรเกรสซีฟร็อกคือไม่บอกใครว่ามันเป็นโปรเกรสซีฟร็อก

Abacab ในปี 1981 ลดเสียงฟุ้ง ลดชั้นดนตรี และเพิ่มพื้นที่ให้เสียงกลอง ซึ่งเหมาะอย่างยิ่ง เพราะมือกลองของวงบังเอิญกำลังกลายเป็นหนึ่งในนักร้องที่ดังที่สุดในโลก

ในทศวรรษ 1980 Collins ประสบความสำเร็จเดี่ยวมหาศาล เขาปรากฏตัวทางวิทยุ โทรทัศน์ และอาจรวมถึงสถานที่อื่น ๆ ที่มนุษย์สามารถติดตั้งลำโพงได้ แต่เขายังกลับมาทำงานกับ Genesis ราวกับชายคนหนึ่งบริหารร้านอาหารสามแห่งแล้วใช้เวลาว่างไปทำอาหารให้เพื่อน

อัลบั้ม Genesis ปี 1983 มี “Mama” เพลงมืด หนัก และน่ากลัว เสียงหัวเราะของ Collins ฟังเหมือนคนเพิ่งค้นพบว่าประตูห้องใต้ดินล็อกจากด้านนอก มันช่วยเตือนว่า Genesis ยุคป๊อปยังสามารถสร้างความไม่สบายใจได้โดยไม่ต้องให้ใครสวมหน้ากากดอกไม้

จากนั้น Invisible Touch ในปี 1986 พาวงขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการค้า เพลงไตเติลขึ้นอันดับหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ส่วน “Land of Confusion” ใช้หุ่นเชิดล้อเลียนผู้นำโลกในมิวสิกวิดีโอที่ทำให้การเมืองยุคสงครามเย็นดูเหมือนฝันร้ายหลังรับประทานชีสมากเกินไป

Genesis กลายเป็นวงสนามกีฬา พวกเขาใช้จอขนาดใหญ่ แสง เวที และเทคโนโลยีสมัยใหม่ หากยุค Gabriel สร้างความตื่นตาด้วยชายคนหนึ่งแต่งตัวเป็นสิ่งมีชีวิตประหลาด ยุค Collins ก็สร้างความตื่นตาด้วยอุปกรณ์ซึ่งต้องใช้รถบรรทุกหลายสิบคันและเจ้าหน้าที่ที่มีใบอนุญาต

ที่น่าทึ่งคือ สมาชิกเก่าและสมาชิกปัจจุบันต่างประสบความสำเร็จนอกวง Peter Gabriel สร้างงานเดี่ยวที่ทั้งทดลองและได้รับความนิยม โดยเฉพาะ So Mike Rutherford มี Mike + The Mechanics ส่วน Steve Hackett เดินหน้าสร้างงานกีตาร์และโปรเกรสซีฟของตนเอง

วงทั่วไปมักมีสมาชิกหนึ่งคนดัง ที่เหลือเปิดร้านขายเครื่องดนตรีหรือใช้เวลาหลายปีอธิบายในงานแฟนมีตว่าเพลงฮิตนั้นแท้จริงใครเป็นคนคิดท่อนเบส Genesis กลับผลิตศิลปินสำคัญหลายคนพร้อมกัน ราวกับ Charterhouse แอบเปิดแผนกฝึกอบรมร็อกสตาร์โดยไม่แจ้งผู้ปกครอง

We Can’t Dance ในปี 1991 เป็นบทใหญ่บทสุดท้ายของสามสมาชิกหลัก “I Can’t Dance” ล้อเลียนนายแบบร็อกและโฆษณากางเกงยีนส์ด้วยท่าเดินแข็ง ๆ ซึ่งดูเหมือนคนพยายามหนีออกจากร้านโดยไม่ให้พนักงานรู้ว่ายังไม่ได้จ่ายเงิน ส่วน “No Son of Mine” และ “Driving the Last Spike” แสดงให้เห็นว่าวงยังเขียนเพลงจริงจังและเพลงขนาดใหญ่ได้

Collins ออกจากวงในปี 1996 Genesis พยายามเดินหน้าต่อกับ Ray Wilson และออก Calling All Stations ในปี 1997 แต่วงในรูปแบบใหม่นี้ไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดเท่าเดิมได้ บางครั้งชื่อวงยังอยู่ เพลงยังดี นักดนตรียังมีฝีมือ แต่เคมีบางอย่างได้ออกจากห้องไปแล้วพร้อมชายร่างเล็กที่เคยนั่งหลังกลอง

Genesis กลับมารวมตัวในทัวร์ Turn It On Again ปี 2007 และได้รับการบรรจุเข้าสู่ Rock & Roll Hall of Fame ในปี 2010 จากนั้น Banks, Rutherford และ Collins กลับขึ้นเวทีอีกครั้งในทัวร์ The Last Domino? ช่วงปี 2021–2022

สุขภาพของ Collins ทำให้เขาไม่สามารถตีกลองได้เหมือนเดิม เขาจึงร้องเพลงโดยนั่งอยู่ด้านหน้า ขณะที่ Nic Collins ลูกชายรับหน้าที่กลอง ภาพนี้มีทั้งความอบอุ่นและเศร้าเล็กน้อย เหมือนเห็นคนส่งต่อเครื่องมือชิ้นสำคัญของครอบครัว โดยบังเอิญเครื่องมือนั้นประกอบด้วยกลองหลายใบและต้องขนด้วยรถบรรทุก

คอนเสิร์ตสุดท้ายจัดขึ้นที่ The O2 กรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2022 Peter Gabriel อยู่ในกลุ่มผู้ชม แต่ไม่ได้ขึ้นเวที หากนี่เป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูด เขาคงเดินออกมาพร้อมหัวดอกไม้ ทุกคนกอดกัน และเล่น “Supper’s Ready” เต็มเพลงก่อนเครดิตขึ้น

แต่ชีวิตจริงมักรู้จักจังหวะยับยั้งชั่งใจดีกว่าภาพยนตร์

ณ ปี 2026 Genesis ยังไม่มีประกาศอัลบั้มหรือทัวร์ใหม่อย่างเป็นทางการ หนังสือเล่มใหญ่ของวงจึงดูเหมือนปิดลงแล้ว แม้จะยังไม่ได้เก็บขึ้นชั้นอย่างเด็ดขาด

มรดกของ Genesis ไม่ได้อยู่เพียงในคำถามที่แฟนเพลงชอบถกเถียงว่า ยุค Gabriel หรือยุค Collins ดีกว่ากัน การถามเช่นนั้นคล้ายถามว่าคุณชอบมหาวิหารยุคกลางหรือสนามกีฬาที่ขายบัตรหมดมากกว่า คำตอบขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากนั่งฟังออร์แกน คิดถึงวันสิ้นโลก หรือชูมือร้องเพลงกับคนอีกห้าหมื่นคน

สิ่งพิเศษคือ Genesis ทำได้ทั้งสองอย่าง

พวกเขาเริ่มจากเด็กโรงเรียนอังกฤษที่เขียนเพลงป๊อปสุภาพ กลายเป็นคณะละครโปรเกรสซีฟที่มีชายหัวดอกไม้ แล้วเปลี่ยนอีกครั้งเป็นวงร็อกป๊อประดับสนามกีฬา ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยมี Tony Banks ทำหน้าจริงจังอยู่หลังคีย์บอร์ด Mike Rutherford สลับเครื่องดนตรีไปมา และ Phil Collins ค่อย ๆ เคลื่อนจากเก้าอี้หลังกลองมายืนตรงกลางเวที

Genesis ไม่ได้มีเพียงสองยุค แต่มีหลายชีวิต แต่ละชีวิตมีทั้งความสำเร็จ ความขัดแย้ง และทรงผมซึ่งไม่ควรถูกตัดสินด้วยมาตรฐานปัจจุบัน

วงส่วนใหญ่เปลี่ยนสมาชิกแล้วสูญเสียตัวตน บางวงไม่เปลี่ยนอะไรเลยจนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ของตัวเอง Genesis ทำสิ่งที่ยากกว่า พวกเขาเปลี่ยนแทบทุกอย่าง และยังทำให้เราจำได้ว่าเป็นวงเดิม

นั่นอาจเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าเพลงยาวยี่สิบนาที รางวัลแกรมมี หรือสนามกีฬาที่ขายหมดเสียอีก เพราะการเป็นคนเดิมตลอดชีวิตนั้นไม่ยากนัก สิ่งที่ยากคือการกลายเป็นคนอื่นหลายครั้ง โดยไม่ต้องแสร้งว่าคนเก่าไม่เคยมีตัวตน

Wednesday, 8 April 2009

PICTURES AT AN EXHIBITION


EMERSON, LAKE AND PALMER: PICTURES AT AN EXHIBITION (Deluxe Edition PLATINUM/VICTOR 2008) ****

ออกปี-2008 (ฉบับดั้งเดิมปี 1971)
บันทึกเสียง-มีนาคม 1971
โปรดิวเซอร์-Greg Lake
เอ็นจิเนียร์-Eddie Offord
แนวดนตรี-Progressive/Classical Rock


Platinum บ้านเราผลิตงานชุดนี้ออกมาในแบบ gatefold สองซีดี แพ็คเกจเนี้ยบไม่แพ้ของต่างประเทศ แถมราคายังเท่าซีดีแผ่นเดียว ต้องอย่างนี้สิครับถึงจะฟัดกับพวกของปลอมและการดาวน์โหลดฟรีๆได้ ผมเชื่อว่าถ้ารูปลักษณ์ของสื่องดงามน่าสะสมในราคาขนาดนี้คงไม่มีใครอยากเก็บของเทียมหรือแค่เป็นวิญญาณล่องลอยอยู่ในฮาร์ดดิสก์หรอกครับ Platinum ออกชุดนี้มาพร้อมๆกับ Deluxe Edition ของ Brain Salad Surgery ที่เป็นงานระดับตำนานอีกชุดของวงการร็อคก้าวหน้าและซับซ้อนที่เรียกกันว่า Progressive Rock ที่ผมอาจจะนำมาพูดถึงในโอกาสต่อไป โดยทั่วไปคอลัมน์นี้จะเน้นไปที่งาน new released แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยมีงานออกใหม่ที่โดดเด่น จึงขอฉวยโอกาสนี้ขุดงานคลาสสิกมาแนะนำกัน (จ้องมานานแล้ว)

ELP คือกลุ่มนักดนตรีสามคนที่ประกอบไปด้วย Keith Emerson อดีตจากวง The Nice พ่อมดคีย์บอร์ดผู้มีลีลาการเล่นซินธ์บนเวทีดุเดือดไม่แพ้ Jimi Hendrix, Greg Lake มือเบสและนักร้องผู้มีเครดิตที่ยิ่งใหญ่มาจาก King Crimson เขามีเสียงที่ก้องกังวานและน่าหลงใหลที่สุดคนหนึ่งในวงการเพลงร็อคยุคนั้น และ Carl Palmer มือกลองและเพอร์คัสชั่นที่ได้ชื่อว่ากระหน่ำกลองได้เร้าใจและสนุกสนานที่สุด เขาเคยอยู่วง Atomic Rootster มาก่อน แม้จะได้ชื่อว่าเป็น Progressive Rock แต่งานบันทึกเสียงของ ELP นั้นมันแตกต่างจากงานที่ซับซ้อนหดหู่หรือชวนปวดหัวอย่างวงอื่นๆในยุคเดียวกัน อดีตนักเขียนดนตรีชื่อดังของบ้านเรา-คุณพัณณาศิสแห่ง Starpics เคยสรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า ในขณะที่วงดนตรีอื่นๆอย่าง Yes พยายามทำดนตรีให้ยุ่งยากซับซ้อนขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ ELP กลับทำในสิ่งตรงข้าม เขานำ serious music อย่างดนตรีคลาสสิกมาทำให้ฟังง่ายขึ้น แต่สิ่งที่พวกเขาทำก็ไม่ได้ถูกใจทุกคนเสมอไป ดีเจชื่อดัง John Peel เคยเอ่ยถึงพวกเขาไว้หลังการแสดงครั้งหนึ่งว่า “ช่างเป็นอะไรที่สูญเปล่าของเวลา,อัจฉริยภาพ และค่าไฟ”

Pictures At An Exhibition คือการนำเอางาน classical music ของ Mussorgsky ในฉบับดัดแปลงโดย Ravel มาตีความใหม่ด้วยการบรรเลงของคีย์บอร์ด กีต้าร์ เบส และ กลอง มันเป็นไอเดียของ Keith หลังจากที่เขาได้ฟังงานชิ้นนี้จากคอนเสิร์ตครั้งหนึ่งโดยบังเอิญ Keith กำลังมองหาเพลงคลาสสิกดีๆมาเล่นกับวงอยู่พอดี เพราะเขามีความรู้สึกว่า Greg ยังไม่ค่อยจะยอมรับงานประพันธ์ดนตรีของเขาเองเท่าไหร่นัก แต่สำหรับงานนี้ Greg มองเห็นศักยภาพของชิ้นงานทันที และ Pictures At An Exhibition ก็กลายเป็นดนตรีที่พวกเขาใช้ในการแสดงสดเป็นประจำตั้งแต่นั้นมา

มีความพยายามในการบันทึกเสียง Pictures At An Exhibition บนเวทีหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีครั้งไหนสมบูรณ์ จนกระทั่งเอ็นจิเนียร์มือเทพ Eddie Offord ลงมาคุมงานด้วยตัวเองในการบันทึกเสียงการแสดงที่ Newcastle City Hall เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 1971 คราวนี้มันเป็นการแสดงและการบันทึกเสียงที่เฉียบขาดและสอบผ่านการพิจารณาของสมาชิกทุกคน Keith เล่าให้ฟังว่า นอกจากปัญหาด้านเทคนิคที่ Eddie จัดการได้หมดแล้ว พวกเขาก็ตั้งใจเล่นในคืนนั้นกันเป็นพิเศษ มาถึงที่ฮอลล์และซ้อมกันตั้งแต่เช้าจนแน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาด อีกทั้งผู้ชมในคืนนั้นก็ตอบรับอย่างอบอุ่น การแสดงสดเพลงร็อคที่สมบูรณ์แบบจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีของผู้ให้และผู้รับ การบันทึกเสียงในอัลบั้มนี้ยอดเยี่ยมและชัดเจนจนมีหลายคนสงสัยว่ามีการนำไปแต่งเสียงในห้องอัดกันแค่ไหน แต่ใจผมคิดว่า 90% น่าจะมาจากมาสเตอร์เทปที่ทำได้เยี่ยมอยู่แล้ว (ผมมีเหตุผลอยู่ในใจ)

นอกจากเป็นงานประพันธ์ของคีตกวี Mussorgsky แล้ว ELP ยังแต่งเพลงเพิ่มเสริมเข้าไปอีกบางส่วน เช่น The Sage โดย Lake, Blues Variation โดย Emerson และ The Curse Of Baba Yaga โดย Palmer แต่การแสดงกลับจบด้วยงานของ Tchaikovsky ‘Nutrocker’

Deluxe Edition นี้มีเพลงแถมในซีดีแรก (ต่อจาก original album) คือ Pictures At An Exhibition Medley ยาว 15:26 นาที ที่ไม่มีการให้รายละเอียดว่าเป็นการแสดงที่ไหน แต่คาดว่าน่าจะเป็นการแสดงที่ Isle Of Wight Festival ในวันที่ 29 สิงหาคม 1970 ส่วนซีดีแผ่นสองคือการบันทึกเสียงที่ Lyceum เมื่อเดือนธันวาคม 1970

Pictures At An Exhibition มีความสำคัญในแง่ที่เป็นการนำเพลงคลาสสิกมาตีความเป็นร็อคได้อย่างสร้างสรรค์และได้ประสิทธิผลที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ มันยังเป็นการบันทึกการแสดงสดของสุดยอดฝีมือร็อคทริโอที่คุณต้องฟังด้วยหูตัวเองถึงจะซาบซึ้งถึงความเป็นอัจฉริยะแห่งการบรรเลงของพวกเขา นั่นคือยุค 70’s ที่มนุษยชาติยังพอมีเวลาเหลือเพียงพอให้กับดนตรีที่สุรุ่ยสุร่ายอย่าง Progressive Rock

Sunday, 1 March 2009

TUBULAR BELLS





Tubular bells เป็นเครื่องดนตรีตระกูลเครื่องเคาะ ตัวระฆังทำจากทองเหลือง ลักษณะเป็นท่อเส้นผ่าศูนย์กลาง30-38มิลลิเมตร ความแตกต่างของระดับเสียงของมันขึ้นอยู่กับความยาวของตัวท่อที่แขวนเรียงกันในแนวดิ่ง มันหนักอึ้งและไม่เป็นที่นิยมใช้กันในวงการนัก เสียงของมันคล้ายระฆังโบสถ์ คุณจะได้ยินเสียงของ tubular bells ได้ในเพลงคลาสสิกหลายเพลงในแนว programmatic อย่าง Symphonie Fantastique ของ Berlioz หรือ 1812 Overture ของ Tchaikovsky

แต่มนุษย์ที่ทำให้เครื่องดนตรีชิ้นนี้มีชื่อเสียงขึ้นมาที่สุดย่อมเป็น ไมค์ โอลฟิลด์ กับงานชื่อเดียวกับเครื่องดนตรีนี้ หรืออาจจะกล่าวอีกแบบได้ว่า tubular bells ก็มีบุญคุณทำให้ชื่อเสียงของไมค์ เป็นที่รู้จักในระดับเดียวกัน

ลองเพลย์ที่มีแค่สองเพลง แต่ละเพลงเป็นเพลงบรรเลงยาวเกินยีสิบนาที นักดนตรีคนเดียวเล่นเครื่องดนตรีร่วม30ชิ้น และเขาคนนั้นยังเป็นเด็กหนุ่มอายุแค่17ปีที่เพิ่งได้ออกแผ่นเสียงเป็นครั้งแรก กับตราแผ่นเสียงที่เพิ่งมีงานออกมาเป็นชิ้นแรกเช่นกัน ด้วยปัจจัยเช่นนี้ดูจะไม่เอื้ออำนวยให้กับความสำเร็จแม้แต่น้อย

แต่นี่คือปี 1973 ปีแห่งโปรเกรสซีพร็อค ยุคแห่งมหากาพย์ยาวเหยียด ดนตรีที่ซับซ้อนซ่อนปม และคอนเซ็พท์อัลบั้มท้าทายจินตนาการ มันจึงเป็นไปได้ และเป็นไปแล้วที่ Tubular Bells จะกลายเป็นหนี่งในอัลบั้มเพลงบรรเลงขายดีที่สุดตลอดกาล และมันก็ขึ้นหิ้งไปเรียบร้อยในฐานะหนึ่งในอัลบั้มโปรเกรสซีพที่นักฟังทุกคนต้องมีและศึกษา

ความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ของมันอาจจะมีปัจจัยหลายอย่างช่วยเกื้อหนุน แต่เนื้อแท้ทางดนตรีของ Tubular Bells เป็นสิ่งที่ควรนำมาวิพากษ์วิเคราะห์ ถึงทุกวันนี้ ความน่าตื่นใจที่มันเป็นผลงานของเด็กหนุ่มที่เล่นดนตรีสารพัดชิ้นคนเดียวไม่น่าจะนำมาเป็นเหตุผลหลักถึงความดีงามของมัน มันไม่สำคัญสำหรับคนฟังเลยแม้แต่น้อยว่าสรรพเสียงสี่สิบกว่านาทีที่เขาได้ยินนั้นมันจะมาจากฝีมือของนักดนตรีกี่คน หรืออายุเท่าไหร่

Tubular Bells เป็นงานดนตรีที่ได้รับอิทธิพลมาจากการประพันธ์ดนตรีแบบคลาสสิก แต่ไม่ได้เล่นด้วยเครื่องดนตรีคลาสสิกแท้ๆ มีธีมหลักจำนวนหนึ่งที่วนกลับมาเป็นระยะๆและพาร์ทสั้นๆที่เชื่อมต่อกันอย่างเห็นรอยต่อได้แต่ไม่รู้สึกสะดุด ไมค์เล่นเครื่องดนตรีหลากหลายด้วยฝีมือระดับเลิศ ความแปรผันของอารมณ์และลีลาของดนตรีในแต่ละช่วงประหนึ่งผู้ฟังท่องไปในคลื่นสมองของชายเสียสติ ตั้งแต่สงบนิ่งเยี่ยงนิพพาน,ร่าเริงเหมือนเด็กน้อย,ยิ่งใหญ่ระทึกขวัญ....จนกระทั่งไปถึงความคลุ้มคลั่งแทบควบคุมไม่ได้

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะไม่มีความหมายเลยถ้างานชิ้นนี้ขาดสิ่งนี้ไป....ความไพเราะและสวยงามของท่วงทำนองที่มีให้ฟังตลอดอัลบั้มตั้งแต่ Theme แรกอันโด่งดังของพาร์ทแรกจนกระทั่งท่อนสุดท้ายใน Part 2 ที่เป็นการนำเอาเพลงพื้นเมือง Sailor’s hornpipe มาบรรเลงแบบเร่งเร้า


ไมค์ โอลฟิลด์เริ่มชีวิตนักดนตรีตั้งแต่อายุเพียง 14 ปีด้วยการตั้งวง Sallyangie กับพี่สาวแซลลี่ สองปีต่อมาเขาได้ไปเป็นมือเบสให้วง The Whole World ของเควิน อายเออร์ส ช่วงราวปี 1971-2 ไมค์ได้มีโอกาสใช้เวลาว่างใน Abbey Road Studio บันทึกเดโมของ Tubular Bells ที่ตอนนั้นเขาให้ชื่อเล่นๆว่า Opus One ไอเดียของไมค์คือเขาอยากให้มันเป็นงานในแนวซิมโฟนิคที่มีหลาย movements โดยเขาจะเล่นเครื่องดนตรีทั้งหมดด้วยตัวเองโดยอาศัยเทคนิคการโอเวอร์ดับ ด้วยเครื่องบันทึกเทปที่เขายืมมาจากเควิน ไมค์ใช้แผ่นการ์ดบอร์ดเล็กๆปิดทับหัวลบของตัวเทปเอาไว้ทำให้เขาสามารถบันทึกเสียงเครื่องดนตรีชิ้นใหม่ๆลงไปได้โดยไม่ลบของเก่า

Opus One ได้รับการปฏิเสธจากบริษัทแผ่นเสียงทุกแห่งที่ไมค์เอาไปนำเสนอ มีเพียง ริชาร์ด แบรนสันคนเดียวที่พอจะเห็นแวว ขณะนั้นแบรนสันทำกิจการร้านขายแผ่นเสียงอยู่และเพิ่งสร้างสตูดิโอส่วนตัวเสร็จ แบรนสันและ ทอม นิวแมนเจ้าของร่วมห้องอัดอีกคนได้ยินเดโมของไมค์ ทั้งสองชอบไอเดียนี้และจับไมค์เซ็นสัญญา

ไมค์ใช้เวลาหลายเดือนในสตูดิโอของแบรนสันและนิวแมนบันทึกเสียงงานชิ้นเอกของเขา ซึ่งปัจจุบันมีชื่อแล้วจากเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งที่ไมค์เองยังไม่ทราบชื่อในตอนแรก เขาบอกให้แบรนสันช่วยไปหาเจ้า “ท่อเหล็กยาวๆที่แขวนๆเรียงกัน” นั่นมาให้หน่อย

บันทึกเสียงเรียบร้อยก็ถึงเวลาที่จะหาที่ทางในการขาย เป็นเรื่องน่าเศร้าอีกครั้งที่ไม่มีบริษัทแผ่นเสียงใดแยแสที่จะปั้มมันออกมา

แบรนสัน ตัดสินใจตั้งบริษัทแผ่นเสียงขึ้นมาเองในนาม Virgin Records และ Tubular Bells ก็เป็นแผ่นเสียงแผ่นแรกของสังกัด ออกเมื่อ 25 พ.ค. 1973 มันประสบความสำเร็จอย่างเหลือเชื่อในอังกฤษและยุโรป แต่ในอเมริกานั้นต้องรอจนมันไปโผล่ในหนัง The Exorcist ในแบบตัดตอนสั้นๆ3นาทียอดขายของ Tubular Bells ถึงได้พุ่งถึง 16 ล้านแผ่นในเวลาต่อมา

ไมค์ปฏิเสธที่จะดูหนังเรื่องนี้จนกระทั่งปลายๆยุค 80’s

เขาชอบมันไหม?

“ผมหัวเราะแทบขาดใจตลอดทั้งเรื่อง โดยเฉพาะตอนที่เด็กผู้หญิงนั่นเริ่มทำหัวหมุนไปรอบๆ” (นึกว่าขำตอนอ้วกสีเขียว) และไมค์คิดว่าดนตรีของเขาน่าจะไปอยู่ในหนังที่ชาญฉลาดกว่านี้

ท่านจะได้ยินเสียงของ Tubular Bells เพียงครั้งเดียวในแผ่นเสียง ท่อนสุดท้ายของพาร์ทแรก วิเวียน สแตนแชล แขกรับเชิญจากวง Bonzo Dog-Doo-Dah Band ประกาศเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นก่อนที่ไมค์จะเล่นมันด้วยท่วงทำนองเดียวกัน เสียงดนตรีชิ้นใหม่จะซ้อนทับลงไปบนเสียงเดิม(ที่ถอยห่างออกไป) เริ่มจาก "Grand piano; reed and pipe organ; glockenspiel; bass guitar; double speed guitar; two slightly distorted guitars; mandolin! Spanish guitar, and introducing acoustic guitar

And plus….TUBULAR BELLS!

หน้าปกแผ่นเสียงเป็นภาพ Tubular Bells ที่หักงอบิดเบี้ยว ราวกับจะผูกมัดอะไรบางอย่างให้ติดกับมันไปตลอดกาล


Friday, 27 February 2009

บันทึกตำนาน Pink Floyd at Live8



Saturday 2 July 2005, Hyde Park , London




ใครเป็นต้นตอของความคิดของการจัดคอนเสิร์ต Live8 บ๊อบ เกลดอฟ? อาจจะใช่ แต่เขาอาจได้ไอเดียนี้มาจากบางประโยคของ นิค เมสัน มือกลองของจักรพรรดิแห่งโปรเกรสซีพร็อค Pink Floyd



นิค ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Mojoเมื่อปี 2004 กับคำถามที่ว่า “เป็นไปได้ไหมที่จะมีคอนเสิร์ตรอบเดียวของ Pink Floyd ที่มีโรเจอร์ วอเตอร์ส ร่วมอยู่ด้วย จะเป็นการฉลองครบรอบ 30 ปีของอัลบั้ม Wish You Were Here ก็ยังได้” นิคตอบว่า


“สำหรับผมเองนั้นผมพอจะหลับตานึกภาพผมทำเช่นนั้นได้ แต่ผมมองไม่เห็นว่าโรเจอร์จะอยากนะ ส่วนเดฟนั้นคุณต้องทำให้เขาเกิดแรงกระตุ้นอย่างเต็มพิกัดเลยล่ะถึงจะทำให้เขากลับมาทำงานได้ มันคงจะเป็นอะไรที่เยี่ยมยอดมากถ้าเราจะมาทำอะไรร่วมกันในสิ่งที่เป็นการกุศลอย่างเข่นคอนเสิร์ตไลฟ์เอดครั้งใหม่ งานสำคัญที่มีเนื้อหาเยี่ยงนั้นล่ะจะทำให้เรามารวมกันได้ มันจะแจ่มเจ๋วมาก แต่ผมก็อาจจะเป็นพวกใส่อารมณ์ซาบซึ้งเกินเหตุไปหน่อย คุณก็รู้ว่าพวกเรามือกลองแก่ๆก็มักจะเป็นอย่างนี้แหละ!”


หกเดือนต่อมา เซอร์ บ๊อบ เกลดอฟ โทรมาหานิคที่บ้าน เซอร์บ๊อบเคยเล่นบทนำในภาพยนตร์ Pink Floyd The Wall มาก่อนในยุค 80’s แต่เขากับนิคก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกลดอฟเล่าไอเดียการจัด Live8 ให้นิคฟัง หลังจากงงอยู่พักหนึ่ง นิคก็เข้าใจประเด็น Live8 เป็นคอนเสิร์ตที่ไม่ต้องการเงินบริจาค แต่เป็นงานที่ต้องการความสนใจและใส่ใจจากโลกและผู้นำสำคัญๆของโลก ดังนั้นมันจึงจำเป็นต้องมีอะไรที่เป็นปรากฏการณ์สำคัญทางดนตรีที่จะเกิดขึ้นในงาน ต้องเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ และ อะไรจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการรียูเนียนของ Pink Floyd


โรเจอร์ วอเตอร์ส (เบส,ร้อง) เดฟ กิลมอร์ (กีต้าร์,ร้อง) นิค เมสัน (กลอง,ซาวนด์เอเฟเฟ็ค) และ ริค ไรท์ (คีย์บอร์ด) คือสมาชิกของ Pink Floyd ในยุครุ่งเรืองที่สุด พวกเขาเล่นคอนเสิร์ทด้วยกันครั้งสุดท้ายที่ Earls Court ในลอนดอน เมื่อปี 1981 หรือประมาณ 24 ปีมาแล้ว โรเจอร์ออกจากวงไปหลังจากอัลบั้ม Final Cut (อัลบั้มออกในปี 1983 และโรเจอร์ ประกาศลาออกจากวงในปี 1985) เดฟ นิค และ ริค ยังคงใช้ชื่อ Pink Floyd และออกงานสตูดิโออัลบั้มมาอีกสองชุดคือ A Momentary Lapse Of Reason (1987) และ The Division Bell (1994) และแม้ว่างานทั้งสองชิ้นนี้จะประสบความสำเร็จในด้านพาณิชย์เป็นอย่างดี แต่ก็ไม่เป็นการยากเลยที่ผู้ฟังจะรู้สึกได้ถึงการขาดหายไปของโรเจอร์ วอเตอร์สผู้ที่ในยุคหลังของวงเป็นแกนหลักในการแต่งเพลงและกำหนดคอนเซ็พท์ของแต่ละอัลบั้ม Pink Floyd ที่ไม่มีโรเจอร์ยังคงความเนี้ยบและพิถีพิถันไว้ แต่มันไม่มีความเฉียบคมของแนวคิดและความเข้มข้มของดนตรีและอารมณ์บีบคั้นก็แทบจะหายไปทั้งหมด


งานเดี่ยวของโรเจอร์ วอเตอร์สนั้นไม่ประสบความสำเร็จทางยอดขายเท่า Pink Floyd เขาออกงานสตูดิโอมาสามอัลบั้มคือ The Pros And Cons Of Hitchhiking (1984) , Radio K.A.O.S. (1987) และ Amused To Death (1992) ในความเห็นของผม งานเดี่ยวของโรเจอร์ยังคงความเป็น Pink Floyd classic มากกว่า Pink Floyd เองเสียอีก เว้นไว้อย่างเดียวคือเสียงกีต้าร์ของเดฟ ที่ไม่ว่าโรเจอร์จะหามือกีต้าร์สุดเซียนอย่างแคลปตันหรือเจฟฟ์ เบ็คมา ก็ยังไม่อาจทดแทนได้


และหลายปีที่ผ่านมา รอยร้าวระหว่างโรเจอร์และสมาชิกของคนอื่นก็ไม่มีวี่แววว่าจะประสานกันได้ ตั้งแต่เขาออกจากวง และมีการฟ้องร้องไม่ให้เดฟและนิคใช้ชื่อ Pink Floyd หากิน แน่นอน โรเจอร์แพ้.... และการที่เดฟ นิค และ ริค ยังสามารถเดินหน้าต่อไปโดยไม่มีโรเจอร์ได้ พวกเขาจึงไม่มีความจำเป็นอะไรสำหรับการรียูเนียน


แต่สำหรับโรเจอร์ เขาอาจจะหาจังหวะและลู่ทางเหมาะๆสำหรับการเดินทางลงจากอีโก้ของเขาเท่านั้น


กลับมาที่บ้านของนิค เซอร์บ๊อบสารภาพว่าเขาพยายามติดต่ออ้อนวอน เดฟ กิลมอร์แล้วสำหรับการรียูเนียนครั้งนี้ ทั้งโทร ทั้งพยายามจะบุกไปถึงบ้าน แต่มือกีต้าร์วัย 60 เซย์โนอย่างเดียว นิคให้ความเห็นว่าสาเหตุที่เดฟไม่อยากตอบรับโครงการนี้มองได้หลายอย่าง หนึ่งก็คือ ทางวงไม่ได้อยู่ในสถานะของการทำงานมาหลายปีแล้ว สองคือ เดฟกำลังทำโซโล่โปรเจ็คอยู่ และเดฟคงรำคาญกับการที่จะต้องมาตอบปัญหาเรื่องการรียูเนียนระยะยาวและการทำอัลบั้มซึ่งจะต้องตามมาแน่ๆถ้าพวกเขาตอบรับการเล่นใน Live8


ตัว นิค เมสันเองนั้นไม่มีปัญหา เขายินดีอย่างยิ่งสำหรับการรียูเนียนที่จะเกิดขึ้น นิคเคยไปเป็นแขกรับเชิญในคอนเสิร์ตของโรเจอร์มาแล้วในปี 2002 และเขาเพิ่งเขียนหนังสือ personal history ของวงออกขายไปในปี 2004 ในชื่อ Inside Out (เดฟและโรเจอร์มีส่วนช่วยตรวจพรูพด้วย) แต่เขาไม่คิดว่าตัวเขาเองไม่มีปัญญาจะไปตะล่อมเดฟได้สำเร็จแน่ “You can take a horse to the water but you can’t make it drink; in David’s case you can’t even get him near the water. However, bringing the Waters to David might just work…” นิคเผยแผนของเขาให้ฟังภายหลัง ตรงนี้ไม่ขอแปลนะครับ


นิคอีเมล์ไปหาโรเจอร์ซึ่งเมล์ตอบกลับมาทันควัน โรเจอร์โทรหาบ๊อบและเมื่อได้ฟังไอเดียเขาก็เห็นด้วยเต็มที่ สองสัปดาห์ต่อมาบ๊อบโทรกลับไปอีกที และโรเจอร์ก็แทบเดี้ยงเมื่อทราบว่ากำหนดการของคอนเสิร์ทนั้นเหลืออีกไม่ถึงเดือน ไม่มีเวลาจะเอ้อระเหยอีกต่อไป โรเจอร์หยิบโทรศัพท์กดไปหาเดฟ “เฮลโหล...ไอคิดว่าเราควรจะรับงานนี้นะ” เดฟยังไม่แน่ใจด้วยความกังวลว่าเสียงร้องและกีต้าร์ของเขาจะอยู่ในฟอร์มที่ขึ้นสนิมเกินไป เขาขอเวลาเพื่อเช็คความฟิตก่อน


24 ช.ม. ต่อมาเดฟตอบตกลง


ก็เหลืออีกคนเดียวคือ ริค ไรท์ ที่อาจจะเป็นสมาชิกที่มีความสำคัญน้อยที่สุด ริคตอบตกลง แม้ว่าเขาอาจจะยังหวาดผวาอยู่ว่าเขาจะมีปัญหากับโรเจอร์อีกหรือเปล่า (ริคถูกโรเจอร์ตะเพิดออกจากวงตั้งแต่สมัยบันทึกเสียง The Wall)
เดฟให้สัมภาษณ์นักข่าวสั้นๆว่า “เรื่องบาดหมางระหว่างโรเจอร์กับวงถือเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วมากเมื่อนำมาเทียบกับเรื่องระดับนี้ (Live8)” ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงโลกก็ทราบว่า Pink Floyd กำลังจะกลับมาแล้ว และพวกเขาทำให้ทั้งโลกหันมามอง Live8 อย่างเต็มตา


Pink Floyd มีเวลาสำหรับซ้อมและเตรียมทุกอย่างแค่ 10 วัน พวกเขาเปิดโรงแรม Connaught ในลอนดอนเพื่อเตรียมการนี้ โรเจอร์และเดฟสุมหัวกันเลือกเพลง เกลดอฟให้ข้อเสนอบางอย่าง และนิคอยากให้เล่นเพลงช้าๆ... การซ้อมเป็นไปอย่างราบรื่น โจ๊กเก่าๆถูกขุดขึ้นมาอุ่นและแจกจ่ายให้ฮากันเป็นระยะๆ วิดีโอเทปเก่าๆถูกแงะขึ้นมาตัดต่อเพื่อประกอบการแสดง โรเจอร์ยังคงคมกริบในการแจงไอเดียในสิ่งที่เขาต้องการ และที่น่าประหลาดใจคือเขายินดีรับฟังความเห็นคนอื่นๆ (ก็เป็นด้วย)


Pink Floyd ยกทัพไปซ้อมเข้มๆสามวันเต็มที Black Island วงสนับสนุนและทีมงานด้านเทคนิคเก่าๆถูกเรียกตัวเข้ามาเสริมเต็มอัตราศึก สถานการณ์ส่วนใหญ่สงบดี จะมีบ้างก็ตอน ริค ไรท์เอ่ยถึงเบส ไลน์บางท่อนที่ กาย แพร็ตเล่นไว้ในทัวร์ครั้งก่อน (กายเป็นลูกเขยของริค) โรเจอร์ได้ยินเข้าถึงกับฉุนขาด “Rick, what you and your son-in-law get up to in private is none of my business.” (โปรดสังเกตว่าขนาดด่ายังมีสัมผัส)


ก่อนหน้างานจริง 1 วัน พวกเขาได้ไปซ้อมที่ Hyde Park สถานที่จริง ทุกอย่างราบรื่น แม้ว่านิคจะมีปัญหากับกลองบ้างนิดหน่อย แต่เขามองว่ามันเป็นธรรมชาติที่จะถูกแก้ไขไปเองในวันจริง


Pink Floyd เล่น Live8 เป็นวงรองสุดท้ายในตอนห้าทุ่มของวันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม 2005 ไฟสนามหรี่มืด เสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะค่อยๆดังขึ้นทีละน้อย มันคือเพลง Speak To Me จากอัลบั้มที่ติดอันดับนานที่สุดในโลก The Dark Side Of The Moon ไฟบนเวทีสว่างขึ้น และเราก็ได้เห็นพวกเขาพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง หลายคนคงยังไม่เกิดด้วยซ้ำตอนที่เขาเล่นด้วยกันครั้งสุดท้าย Pink Floyd เล่นด้วยกันสี่เพลงคือ "Speak to Me/Breathe/Breathe Reprise", "Money", "Wish You Were Here" และ “Comfortably Numb". เป็นเวลาทั้งหมดเกือบ 25 นาที มันคือการแสดงที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ โรเจอร์เล่นเบสอย่างมีชีวิตชีวาและกระดี้กระด้ากว่าเขาเพื่อน ริคพรมคีย์บอร์ดสร้างชั้นบรรยากาศให้บทเพลงอย่างที่เขาถนัด นิคยังหนักแน่นมั่นคงไม่เสื่อมคลาย และ เดฟ กิลมอร์ แม้จะอ้วนหัวล้านไม่เหลือเค้าหนุ่มฮิปปี้ผมสลวย แต่เสียงร้องและฝีมือกีต้าร์ของเขาไม่ถดถอยลงไปแม้แต่นิดเดียว ท่อนโซโลใน Comfortably Numb คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เปล่งออกมาจาก Strat สีดำของเขา คอร์ดสุดท้ายของ Comfortably Numb จบลงพร้อมกับเครื่องดนตรีทุกชิ้น เสียงเอ็คโค่สั้นๆกึกก้องสู่ท้องฟ้าลอนดอน เดฟกล่าว ‘Thank You, Good Night’


โรเจอร์เรียกเพื่อนๆทั้งสามมาโอบไหล่กันยืนเรียงหน้ากระดานและอำลาแฟนเพลง เป็นภาพที่ไม่น่าเชื่อ และถ้า Pink Floyd อยากจะลงจากบัลลังก์อย่างเป็นการถาวร ก็คงไม่มีเวทีไหนและเวลาไหนจะดีไปกว่าที่นี่อีกแล้ว

Thursday, 26 February 2009

Brain Salad Surgery


Brain Salad Surgery Emerson, Lake & Palmer 1973 Manticore*****





ชื่ออัลบั้มที่ชวนค้นหานี้เป็น slang ของนักดนตรีบลูส์ในความหมายของคำว่า 'blowjob' นี่คืออัลบั้มที่เยี่ยมที่สุดของโปรเกรสซีพทริโอวงนี้ พวกเขาคือซุปเปอร์กรุ๊พวงแรกของ Prog-Rock คีธ อีเมอร์สัน คีย์บอร์ด จาก The Nice, เกร็ก เล็กมือเบส กีต้าร์ และนักร้องนำจาก King Crimson และมือกลอง คาร์ล พาล์มเมอร์ จาก Atomic Roosterจอห์น พีล ดีเจชื่อดังเคยวิจารณ์อีแอลพีไว้เสียๆหายๆหลายครั้ง เช่นบอกว่าการแสดงของพวกเขาเป็น "การสูญเปล่าอย่างเหลือแสนของเวลา,ความสามารถ และ ไฟฟ้า" และพีลยังเคยวิจารณ์การนำดนตรีคลาสสิกมานำเสนอในแบบอีเลคโทรนิคร็อคของพวกเขาว่าเปรียบเสมือนการ "นำเอามะเขือเทศมาแปะไว้ด้านหลังหวี" (????)แต่อย่างน้อยพวกเขาก็นำเด็กๆเข้าสู่โลกของดนตรีคลาสสิกได้หลายคน อย่างน้อยก็ผมคนนึงล่ะ ที่ฟังคอนแชร์โตของคีธมาก่อนของบีโธเฟนหรือบาร์หมส์ และเลคก็ยังชี้แจงว่า "พีลไม่ค่อยชอบขี้หน้าเรา แต่ผมอยากจะบอกว่า การนำดนตรีคลาสสิกมาเล่นด้วยเครื่องดนตรีอีเลคโทรนิกนั้นคุณจะได้สีสันดนตรีที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ผมจึงคิดว่ามันเป็นการ re-interpretaion ที่คุ้มค่าที่จะทำ"มีแค่ห้าเพลงในอัลบั้มชุดนี้ (หน้าปกเป็น gatefold ที่งามมากจากฝีมือการออกแบบของ HR Giger ผู้ออกแบบตัว Alien) Jerusalem ออร์แกนของคีธฟังแล้วยิ่งใหญ่สุดๆในเพลงของ William Blake เพลงนี้ออกเป็นซิงเกิ้ล (บีบีซีแบนเพลงนี้ด้วยเหตุผลที่ว่ามันลดคุณค่าของเพลงดั้งเดิม) Toccata เป็นการตีความ movement ที่สี่ของ Piano Concerto No.1 ของ Ginastera คีธโชว์เทคนิคซินธ์อันโฉบเฉี่ยว แต่ผมชอบการรัวกลองเป็นปืนกลของคาร์ลเป็นพิเศษ (เป็นลีลาเฉพาะตัวของเขา), Still, You Turn Me On ผมคิดว่าเป็นอคูสติกบัลลาดที่ไพเราะที่สุดของเกร็ก (เกร็กเล่าว่าคีธพยายามล็อบบี้ไม่ให้มันได้ออกเป็นซิงเกิ้ลแม้ทุกคนจะรู้ดีว่ามันน่าจะเป็นที่สุด-ด้วยความริษยา) Benny The Bouncer เพลงเปียโนบอลรูมแบบโบราณที่น่าจะเป็น weakest link เหมือนการเตรียมตัวเข้าสู่ sci-fi rock opera อันยิ่งใหญ่ Karn Evil 9 ที่ยาวเหยียด แบ่งเป็นสาม Impressions โดยอิมเพรสชั่นแรกแบ่งเป็นสองพาร์ท พาร์ทแรกเป็นแทร็คสุดท้ายของหน้าเอของแผ่นเสียง ที่เหลืออยู่เต็มหน้าแผ่นเสียงหน้าบี และมันคือ The Greatest ELP songs ever! (ผมให้มันเจ๋งเท่า Close To The Edge แต่ด้วยลีลาที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ถ้าใครอยากฟังว่า Yes กับ ELP ต่างกันอย่างไรก็น่าจะให้เวลาสักนิดฟังสองแทร็คนี้เปรียบเทียบ... แต่มันก็ไม่นิดเท่าไหร่นะ ร่วมชั่วโมงได้)ผมได้ฟัง Brain ครั้งแรกจากแผ่นเสียงในยุค 80's ปัจจุบันก็ฟังจากซีดีรีมาสเตอร์ ที่ทำแพ็คเกจเหมือนแผ่นเสียงเด๊ะ


(ข้อมูลบางส่วนเอามาจาก MoJO ฉบับ Prog Rock ขอรับ)


  • คีธ-ออร์แกน เปียโน ฮาร์พซีคอร์ด แอคคอร์เดียน มู๊กซินธ์สั่งทำพิเศษ และ มู๊กโพลีโพนิค อองซองเบลอ
  • เกร็ก-ร้อง เบส กีต้าร์ และกีต้าร์สิบสองสาย
  • คาร์ล -กลองและเพอร์คัสชั่น

The Yes Album




เยสเป็นวงดนตรีแนวซิมโฟนิคโปรเกรสซีพร็อคและเป็นหนึ่งในห้าของวงดนตรีที่เป็นเสาหลักของวงการดนตรีโปรเกรสซีพ อัลบั้มนี้บันทึกเสียงกันที่ลอนดอนในหน้าหนาวของปี 1970และออกจำหน่ายในปี 1971 โปรดิวซ์โดย เยสและเอ็ดดี้ ออฟฟอร์ด ชื่ออัลบั้มดูเหมือนจะเป็นอัลบั้มแรกของพวกเขา แค่ความจริงเป็นอัลบั้มที่สาม การตั้งชื่ออย่างนี้แสดงความมั่นใจในผลงานชุดนี้ และมันก็เยี่ยมจริงๆเป็นอัลบั้มคลาสสิกชุดแรกของพวกเขาก่อนที่จะมีงานเด็ดๆตามมาอีกหลายแผ่น Peter Banks มือกีต้าร์ (เขาเป็นคนคิดชื่อวงด้วยหลักการที่ว่าชื่อยิ่งสั้นยิ่งพริ้นท์บนหน้าปกได้ตัวใหญ่ขึ้น-ลองดูหน้าปกแรกของพวกเขาสิครับ) ถูกเชิญออกจากวงด้วยข้อหาไม่ขยันมาซ้อมเท่าที่ควร โรเบิร์ต ฟริปป์แห่ง King Crimson ได้รับเทียบเชิญแต่ฟริปป์ปฏิเสธ ตำแหน่งนี้สุดท้ายจึงมาตกที่ Steve Howeสตีฟเป็นมือกีต้าร์ที่เหมาะสำหรับดนตรีของเยสเป็ฯที่สุด เขาเล่นได้มหากาฬทั้งบู๊และบุ๋น ริฟฟ์แบบฮาร์ดร็อค คันทรี่โฟล์คแบบเช็ต แอทกินส์ หรือ คลาสสิคัลกีต้าร์ก็ไม่ยั่น ขอให้บอกมาเถอะ เยสให้เกียรติเขาด้วยการปล่อยให้สตีฟโชว์เดี่ยวในเพลง The Clap (เวอร์ชั่นเป็นทางการในอัลบั้มเป็นการแสดงสด แต่ในเวอร์ชั่นรีมาสเตอร์เมื่อปี 2003 จะมีเพลงแถมในแบบสตูดิโอเวอร์ชั่น-ตลกดี) เยสชุดนี้ถึงแม้จะไม่ใช่ยุคคลาสสิกไลน์อัพ เพราะขาดพ่อมดคีย์บอร์ด ริค เวคแมนไป (เขาจะมาในอัลบั้มหน้า) โทนี่ เคย์ เล่นคีย์บอร์ดในชุดนี้ แม้เขาจะไม่มีลีลาที่น่าตื่นตะลึงหรือเทคนิคในการใช้ซินเธอะไซเซอร์ได้ล้ำเท่าริค แต่ผมก็ชอบสไตล์โบราณของเขานะ การใช้ Moog ของเขาก็ฟังดูเข้ากับบทเพลงดี แต่สำหรับผู้ที่ต้องการจะฟังว่าถ้าริคมาเล่นเพลงในชุดนี้จะเป็นอย่างไรก็สามารถหาฟังได้ในเวอร์ชั่นแสดงสดที่จะออกตามมา อาทิเช่นใน Yessongs 5เพลงในหกจากชุดนี้เป็นเพลงคลาสสิคของเยสที่พวกเขานำมาเล่นในการแสดงสดอย่างสม่ำเสมอ แม้ทุกวันนี้


  • Yours Is No Disgrace เยสเปิดอัลบั้มด้วยเพลงยาว9นาที41วินาที สตีฟ โทนี่ และ บิล ดวลเครื่องมือกันอย่างสนุกถึงสองช่วง ดนตรีน่าตื่นเต้นตลอดความยาว

  • Starship Trooper ผู้เชี่ยวชาญยกให้นี่เป็นเพลงระดับชั้นเลิศเพลงแรกของเยส ความยาวเก้านาทีกว่าเช่นกัน แบ่งเป็นสามท่อนที่แต่งโดยสามสมาชิก เนื้อหาได้รับแรงบันดาลใจจากนิยายวิทยาศาสตร์ เบสของคริส สไควร์เด่นตลอด (เขาเป็นมือเบสที่เล่น melodic ได้ไพเราะที่สุดคนหนึ่ง) ผมชอบท่อนสอง-Disillusion ที่คริสแต่งที่สุดครับ (แต่ในทอ่นนี้สตีฟกลับเด่นสุดในการสับคอร์ดอคูสติกกีต้าร์)

  • I've Seen All Good People เพลงที่ฟังง่ายที่สุดในชุด ยาว(แค่) เฉียดเจ็ดนาที ทำนองเด่น ประสานเสียงไพเราะ และจังหวะที่ไม่ซับซ้อนเท่าเพลงอื่น

  • A Venture เปียโนแบบบาร็อค ท่วงทำนองสไตล์พอล แมคคาร์ทนีย์ แต่ซ่อนเงื่อนกว่าหลายปม จอห์น แอนเดอร์สันแต่งครับ

  • Perpetual Change งานของจอห์นและคริส ปิดท้ายอัลบั้มอย่างยิ่งใหญ่ที่ความยาว 8.50 นาที


จอห์น แอนเดอร์สัน ร้อง/เพอร์คัสชั่นคริส สไควร์ เบส/ร้องสตีฟ ฮาว กีต้าร์/ vachalia/ ร้องโทนี่ เคย์ เปียโน/ออร์แกน/มู๊กบิล บรูฟอร์ด กลอง/เพอร์คัสชั่น



ผมได้ฟังสามเพลงจากชุดนี้เป็นครั้งแรกจาก Classic Yes (งานรวมฮิตที่มีหน้าปกสวยที่สุดจากฝีมือโรเจอร์ ดีน) และมาได้ฟังเต็มๆจากซีดีฝีมือการทำมาสเตอร์ของ โจ กาสเวิร์ทนิตยสาร MOJO ยกให้นี่เป็นหนึ่งใน30อัลบัมโปรเกรสซีพที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมา สำหรับผมนี่คือ Yes ที่ผมชอบที่สุดครับ (ชอบมากกว่า Fragile หรือ Close To The Edge นิดหน่อย)