Showing posts with label elvis. Show all posts
Showing posts with label elvis. Show all posts

Tuesday, 29 March 2011

Elvis' Dance


















“บางคนอาจจะเต้นแท็ปด้วยเท้าของเขา, บางคนอาจจะดีดนิ้วไปตามจังหวะ และบางคนอาจจะเต้นโยกหน้าเด้งหลัง ผมก็แค่ทำมันทุกอย่างพร้อมๆกัน, ผมเดาว่าอย่างนั้นนะ”-เอลวิส เพรสลีย์

เมื่อเราคิดถึงเอลวิส เพรสลีย์ ราชาร็อคแอนด์โรล นอกจากการสไตล์การร้องเพลงและรูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครของเขาแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นที่กล่าวขานคือลีลาการโยกย้ายร่างกายของเขา สะโพกที่สั่นไหวอย่างไร้รูปแบบของเอลวิสเคยถูกมองว่าเป็นสิ่งอันตรายต่อสังคมมาแล้ว

เขาไปเอาลีลาการเต้นแบบนี้มาจากไหน? อันนี้มีหลายทฤษฎีด้วยกันนะครับ ในการสัมภาษณ์หลายๆครั้งเอลวิสเล่าว่าการเต้นกระเส่าสั่นของเขานั้นเป็นผลโดยตรงมาจากความตื่นเต้นของเขาก่อนการแสดงครั้งสำคัญที่ Overton Park Shell หลังจากเขาบันทึกเสียงที่ Sun Studio ได้ไม่นาน วันนั้นเอลวิสตื่นเวทีขนาดหนัก และขาของเขาก็เริ่มสั่นผับๆ แต่มันกลับทำให้คนดูบ้าคลั่งไปเลย ตอนเขาออกไปอีกทีตอน encore เอลวิสก็สั่นอีกครั้ง “ยิ่งผมสั่นแค่ไหน ดูเหมือนพวกเขาจะยิ่งบ้าหนักเข้าไปอีก” เอลวิสเคยอธิบายเอาไว้ และนั่นคือกำเนิดของการเขย่าขาบรรลือโลกของราชาร็อคแอนด์โรล

แต่ในการให้สัมภาษณ์อีกครั้งเขากลับบอกว่าการเต้นสะโพกสะท้านทรวงของเขานั้นเริ่มมาจากตอนที่เขาซ้อมดนตรีกับ Scotty Moore และ Bill Black ที่ Sun Studio แต่ก็คล้ายกันตรงที่มันเกิดจากความตื่นเต้นและทำให้เขาสั่นระรัวขึ้นมาสดๆในห้องอัดนั้น เขาเล่าไว้ว่า “นาทีที่ดนตรีเริ่มขึ้น ผมก็ไม่ได้เป็นตัวผมเองต่อไป แม้ว่าผมจะอยากหยุดการพล่านไปทั่วนั้นผมก็ทำไม่ได้ เพราะว่าการเคลื่อนไหวทั้งหมดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของดนตรีมากพอๆกับถ้อยคำที่ผมกำลังร้องอยู่” และก็มีบางครั้งเอลวิสก็ไม่ปิดบังว่าส่วนหนึ่งของการเต้นแบบนี้เอามาจากการเต้นพร้อมๆกันของวงกอสเพลสี่คนที่เขาชื่นชอบ ในช่วงที่เขาเหล่านั้นเต้นแบบ ‘rocking spirituals’

เพื่อนสมัยเรียนบางคนอ้างว่า เขาเคยเห็นเอลวิสสั่นสะท้านแบบควบคุมตัวเองไม่ได้ขณะเล่นกีต้าร์คนเดียว ซึ่งเขาก็อดหัวเราะกับภาพที่เห็นไม่ได้ (ถ้าเขาได้ถ่ายคลิปไว้ก็ดีสินะ :P)

ปฏิกิริยาอันบ้าคลั่งที่แฟนๆมีต่อเขาและวงในการแสดงครั้งแรกๆสร้างความงงงวยให้เอลวิสและทีมงานอยู่พักนึง จนในที่สุดพวกเขาก็พบว่ามันมาจากขาสั่นๆของเขานั่นเอง Scotty Moore มือกีต้าร์คู่บารมีเอลวิสเล่าว่า “สาวๆบ้ากันไปเลย! มันเหมือนกับเอลวิสยืนอยู่บนลูกบอลกลิ้งไปกลิ้งมา ในแบบเกร็งตัว มือไม้สั่นไหวเล่นไปกับจังหวะและทุกสิ่งทุกอย่าง...” มันเหมือนกับว่าเขาจะทรงตัวไม่ได้บนลูกบอลนั้น ทำให้เอลวิสไม่มีทางอื่นนอกจากต้องสั่นไปทั้งร่างเหมือนกับใบไม้ต้องลม Bob Neal ผู้เป็นผู้จัดการของเอลวิสในยุคแรกแนะนำให้เอลวิสทำแบบนั้นต่อไปไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม เพราะแฟนๆชอบ!

ยังไม่หมดแค่นั้น ในหลายปีต่อมาก็มีทฤษฎีอื่นๆผุดขึ้นมาอีก อาทิ เขาหัดเต้นแบบระยางค์หลวมนี้ในการเต้นที่ Catholic Youth Organization, เขาเต้นกับสาวๆกลุ่มใหญ่ใน High School, เขาได้แรงบันดาลใจมาจากการเต้นของ Charlie Burse นักร้องเพลงบลูส์แห่ง Beale Street, เขาได้การเคลื่อนร่างแบบนี้มาจากการศึกษาท่าทางของดาราหนัง Gilda Gray ‘shimmy queen”, หรือว่าเขาก๊อปปี้สไตล์การเต้นมาจาก Wynonie Harris, Bo Diddley, Little Richard, Johnny Ray หรือ Jim ‘Big Chief’ Wetherington ความจริงแท้เกี่ยวกับที่มาของการเต้นของเอลวิสก็คงจะคล้ายๆกับที่มาของการร้องเพลงในแบบของเขา เอลวิสนำสิ่งที่เขารู้มาผสมผสานคลุกเคล้ากันเพื่อสร้างสิ่งใหม่

หรืออาจจะพูดอีกอย่างก็ได้ว่า เขาเต้นไม่เหมือนใครเลย

ในยุคแรกๆของการแสดงของเขา มีมุกหนึ่งที่เขาชอบเล่นกันบนเวที เอลวิสจะออกมายืนนิ่งไม่ไหวติง และ Scotty ก็จะเดินมาทำท่า “ไขลาน” เขาด้านหลัง ราวกับว่าเอลวิสเป็นของเล่นชิ้นหนึ่ง และเอลวิสก็จะหยิบกีต้าร์ขึ้นมา เริ่มดีด และคนดูก็บ้าไปตามระเบียบ เสียงคนดูกึกก้องจนนักดนตรีฟังไม่ออกว่าเอลวิสร้องถึงไหนแล้ว พวกเขาได้แต่เล่นไปตามการเคลื่อนไหวของเอลวิสเท่านั้น

แน่นอนว่าในหลายๆมุมมอง คิดว่าการเต้นของเอลวิสนั้นขัดต่อศีลธรรม แม้ว่าเขาจะยืนยันว่า มันเป็นเพราะเขา “อิน” ไปกับดนตรีมากกว่าสิ่งอื่นใด “ผมไม่ได้พยายามจะขายเซ็กซ์อะไรเลย” เอลวิสยืนกราน แต่อย่างไรก็ตาม การแสดงของเขาอันโด่งดังในรายการ Ed Sullivan Show ในปี 1956 ก็มีการสั่งห้ามกล้องไม่ให้ถ่ายต่ำกว่าเอว ของเอลวิสลงมา

ในยุค 60’s เอลวิสไม่ได้แสดงบนเวที แต่ทุ่มเวลาแทบจะทั้งทศวรรษไปกับการแสดงภาพยนตร์ ที่ส่วนใหญ่จะเป็นภาพยนตร์ที่ขายเพลงไปด้วย เขามีส่วนร่วมในการออกแบบท่าเต้นในหนังหลายๆเรื่อง ตั้งแต่ Jailhouse Rock ร่วมกับ Alex Romero และอีกหลายๆเรื่องกับ Lance LeGualt

ท่านจะได้เห็นเอลวิสเต้น twist ในหนัง Girls! Girls! Girls! และ It Happened at the World’s Fair เรื่องหลังนี้เขาเต้น waltz ด้วย และการเต้นแบบ choreography dancing ใน Viva Las Vegas (เพลง C’mon Everybody)

ยุค 70’s เอลวิสคืนเวทีอีกครั้ง เขาไม่ได้เต้นสั่นขามากมายเหมือนเดิมแล้ว แต่มีบางอย่างที่เพิ่มเข้ามาแทนในแบบที่ไม่มีใครจะคาดฝันได้ มันคือการโชว์คาราเต้ระหว่างการแสดง แต่แม้ว่าเขาจะไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรมากนักในยุคท้ายๆ แฟนๆก็ยังคงรักเอลวิสไม่ได้น้อยลงเลยสักนิด

Thursday, 26 February 2009

Love, Elvis




Elvis Presley-Love, Elvis(Sony-BMG) ****


“Are you lonesome tonight? Well then, you’ve come to the right place.”Liner note ในซีดีแผ่นนี้จั่วหัวว่าอย่างนั้น....รวมเพลงรัก...ของเอลวิส เพรสลีย์...ครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่ทราบ...ครั้งล่าสุดน่าจะเป็นประมาณสามปีก่อน อัลบั้มคู่...The 50 Greatest Love Songs ที่ฟังกันเต็มอิ่มจริงๆย้อนไปก่อนหน้านั้นก็มี Heart and Soul และ Love Songsความฮือฮาที่สุดของ Love, Elvis ในต่างประเทศก็เห็นจะเป็นภาพปกที่เป็นภาพของราชาร็อคในปี1956 กำลัง “เล่นลิ้น” กับแฟนเพลงสาวคนหนึ่งน่าเสียดายที่ภาพนี้ไม่ได้เป็นปกในบ้านเรา คงเป็นเพราะความหวือหวาเกินไปเลยกลายเป็นภาพเก็กหล่อผมเรียบแปล้อย่างที่เห็น (ก่อนหน้าที่แผ่นนี้จะวางแผง ทางต้นสังกัดก็ได้ออกแบบสอบถามมาทางสื่ออยู่ว่าจะเลือกปกแบบไหนดี ผมก็ตอบไปว่า ถ้าอยากจะให้อื้อฉาวล่ะก็เลือกภาพ ‘The Kiss’ นั่นแหละ รับรองดังแน่ แต่ไม่รับรองว่าจะขายหรือเปล่านะ)อีกจุดขายหนึ่งของ Love,Elvis ก็คือการทำมาสเตอร์โดย Vic Anesini ที่ฝากฝีมือไว้ได้อย่างน่าทึ่งในอัลบั้ม Elvis 56, Ultimate Gospel และ Close-Up แต่แผ่นนี้ไม่ได้มีการระบุว่าใช้เทคโนโลยี DSD ที่หลายคนชื่นชอบนะครับ และใน Love, Elvis เขาก็ทำได้ดีเช่นเดิม ฟังเสียงประสานของ The Jordanaires ใน Can’t Help Falling In Love สิครับ...(หมายเหตุ Elvis Presley อาจจะเป็นศิลปินที่มีงานที่ถูกนำมารีมาสเตอร์มากที่สุดในโลก... คุณว่าไหม?)ซีดี Love, Elvis มีให้ฟังกันจุใจถึง 24 เพลง รวมกว่า 72 นาที ในซีดีแผ่นเดียว แน่นอนว่าต้องมีเพลงที่เป็นสุดยอดเพลงรักของเขาอย่าง Are You Lonesome Tonight, Love Me Tender, Can’t Help Falling In Love, It’s Now Or Never.. ครบครัน แต่ Ernst Mikael Jorgensen และ Roger Semon สองนักทำแคตาล็อคเอลวิสผู้ยิ่งใหญ่ก็คงจะกลัวความซ้ำซาก ท่านจึงได้ใส่เพลงรักที่น่าฟังแต่ไม่ค่อยได้ถูกนำมารวมในงานที่ผ่านๆมา เช่น Anyway You Want Me, Fever เข้ามาด้วยและที่ถูกใจผมมากคือ Doin’ The Best I Can จากภาพยนตร์เรื่อง G.I. Blues หนึ่งในเพลงเอลวิสที่ผมรักที่สุด (ไม่น่าเชื่อว่าในรวมเพลงรักของเขาสามชุดก่อนหน้านี้เพลงนี้ถูกมองข้ามไปโดยตลอด) สำหรับแฟนที่ชอบตามเก็บทุกเพลงทุกเทค ในอัลบั้มนี้มี For The Good Times เทค3ที่ไม่เคยออกที่ไหนมาก่อนมายั่วกิเลส ฟังดูก็แตกต่างจาก master พอสมควร...เรียกว่าคุ้มค่าที่จะหามาเก็บการเรียงเพลงใน Love, Elvis ทำได้ดี ไม่ได้เรียงตาม chronological แต่เน้นอารมณ์ความต่อเนื่อง ซึ่งผมชอบแบบนี้มากกว่า (บางคนอาจจะรู้สึกทะแม่งๆกับเพลง HawaiianWedding Song หรือ If I Can Dream ที่ดูจะหลุดๆคอนเซ็พท์ไปหน่อย แต่ก็ยังดีกว่า Old Shep –เพลงรักหมา ที่อยู่ใน 50 Greatest Love Songs ล่ะน่า..)แฟนเพลงเริ่มรับรู้ความสามารถในการร้องเพลงบัลลาดของเขาตั้งแต่ปี 1956 ด้วยเพลง ‘Love Me Tender’ และเกือบห้าสิบปีต่อมา ผมก็ยังคิดว่านี่เป็นเพลงรักที่เรียบง่ายและยิ่งใหญ่ที่สุดเพลงหนึ่งเท่าที่โลกเคยมีการร้องเพลงรักกันมา....(เพลงนี้เวอร์ชั่นใน Love, Elvis เป็น stereo เสียด้วยนะครับ...)ได้ซีดีนี้มาเมื่อไหร่ กรุณาดับไฟก่อนเปิดแทร็คแรก ‘Are You Lonesome Tonight’ นะครับ เพราะตำนานเล่าว่า ขณะที่บันทึกเสียงเพลงนี้ เอลวิสก็สั่งให้ดับไฟในห้องอัดหมดเช่นกันและยัง “ว่ากันว่า” ถ้าฟังดีๆ จะได้ยินเสียงเอลวิสเดินชนขาตั้งไมค์ด้วย....มันมืดขนาดนั้น...!!!

Sunday, 22 February 2009

Elvis Presley | The Complete 50's Masters (3-Final)




Disc: 3 1. That's When Your Heartaches
Begin 2. Take My Hand, Precious Lord 3. It Is No Secret (What God Can Do) 4.
Blueberry Hill 5. Have I Told You Lately That I Love You 6. Is It So Strange 7.
Party 8. Lonesome Cowboy 9. Hot Dog 10. One Night Of Sin 11. (Let Me Be Your)
Teddy Bear 12. Don't Leave Me Now 13. I Beg Of You 14. One Night 15. True Love
16. I Need You So 17. Loving You 18. When It Rains, It Really Pours 19.
Jailhouse Rock 20. Young And Beautiful 21. I Want To Be Free 22. (You're So
Square) Baby I Don't Care 23. Don't Leave Me Now 24. Blue Christmas 25. White
Christmas 26. Here Comes Santa Claus (Right Down Santa Claus... 27. Silent Night
28. O Little Town Of Bethlehem 29. Santa Bring My Baby Back (To Me) 30. Santa
Claus Is Back In Town 31. I'll Be Home For Christmas
ดิสก์สามเริ่มด้วยเพลงกอสเพลที่ตกค้างจากปลายแผ่นที่แล้ว ก่อนเข้าสู่การบันทึกเสียงเพื่อภาพยนตร์เรื่องถัดไป ‘Loving You’ ซึ่งมีเพลงไทเทิลที่ประทับใจไม่เบา รวมทั้งเพลงสนุกๆสไตล์เดิมๆที่ยังไม่มีอะไรสร้างสรรค์ขึ้นกว่าเดิมอย่าง Teddy Bear หรือ Got A Lot O’ Livin’ To Do! One Night เป็นซิงเกิ้ลหน้าเอที่มีการปรับเนื้อร้องให้สุภาพขึ้นกว่าเดิม และดูจะเป็นเพลงโปรดที่เอลวิสนำกลับมาร้องอีกหลายครั้งในภายหลัง ภาพยนตร์เรื่องต่อมาคือ Jailhouse Rock ที่ทุกคนรู้จัก ไทเทิลของมันน่าจะเป็นเพลงที่หนักหน่วงที่สุดในภาพยนตร์ของเอลวิสทั้งหมด Young And Beautiful เป็นเพลงช้ามากๆที่ร้องอย่างไพเราะ ส่วน Treat Me Nice และ Baby I Don’t Care ก็ร่วมกันเป็นเพลงประกอบให้ซาวนด์แทร็คชุดนี้เป็นหนึ่งในงานประกอบหนังที่ดีที่สุดของเขา ว่ากันว่า บิล แบล็คมือเบสตะบะแตกในเพลงหลังสุดนี้ถึงกับขว้างเบสทิ้งเพราะไม่สามารถเล่นได้ถูกซะที แต่เอลวิสกลับเห็นเป็นเรื่องตลกและหยิบเบสตัวนั้นมาเล่นบันทึกเสียงเอง คุณจะได้ฟังเอลวิสร้องเพลงคริสต์มาสเป็นครั้งแรกในเพลงที่ 24 –31 ซึ่งก็ไม่ค่อยต่างจากการร้องเพลงกอสเพลแบบสไตล์เขานัก Leiber/Stoller ที่ขณะนั้นเป็นนักแต่งเพลงป้อนให้เอลวิสประจำได้โชว์ฝีมือการแต่งเพลง ‘Santa Claus Is Back In Town’ สดๆในห้องอัดในช่วงเวลาแค่ 10-15 นาทีตามคำขอของเอลวิสที่ต้องการร้องเพลงคริสต์มาสใหม่ๆบ้าง
Disc: 4 1. Treat Me Nice 2. My Wish Came True 3. Don't
4. Danny 5. Hard Headed Woman 6. Trouble 7. New Orleans 8. Crawfish 9. Dixieland
Rock 10. Lover Doll 11. Don't Ask Me Why 12. As Long As I Have You 13. King
Creole 14. Young Dreams 15. Steadfast, Loyal And True 16. Doncha' Think It's
Time 17. Your Cheatin' Heart 18. Wear My Ring Around Your Neck 19. I Need Your
Love Tonight 20. A Big Hunk O' Love 21. Ain't That Loving You Baby 22. (Now And
Then There's) A Fool Such As I 23. I Got Stung 24. Interview With Elvis

Don’t เพลงช้าที่โรแมนติกที่สุดเพลงหนึ่งของเขา บันทึกเสียงในวันเดียวกับเพลงคริสต์มาสในดิสก์ที่สาม และเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ผุ้ประพันธ์ Leiber/Stoller ภาคภูมิใจ Elvis เริ่มปี 1958 ด้วย King Creole อันเป็นซาวนด์แทร็คที่มีน้ำเสียงต่างออกไปด้วยเครื่องเป่าฉูดฉาดและการวางวงแบบบิ๊กแบนด์ เพลงที่โดดเด่นที่สุดในเซสชั่นนี้คือ Hard Headed Woman และ Trouble

กลับมาที่ Radio Recorders ใน Hollywood วันที่ 1 กุมภาพันธ์ เอลวิสบันทึกซิงเกิ้ลใหม่ได้หนึ่งแผ่นคือ Wear My Ring Around Your Neck/Doncha’ Think it’s Time เพลงหลังนี่เป็นเพลงโปรดส่วนตัวของผมที่เอลวิสร้องในสไตล์สะอึกสะอื้นอีกครั้ง เขายังได้นำเพลงคลาสสิกของแฮงค์ วิลเลี่ยมส์ ‘Your Cheatin’ Heart’ มาเล่นด้วย แต่กว่าจะออกมาขายก็ถูกดองไว้อีกเจ็ดปี ว่ากันว่าเอลวิสไม่ค่อยพอใจกับการบันทึกเสียงในวันนี้นัก 10 มิถุนายน 1958 เป็นวันสุดท้ายในยุค 50’s ที่เอลวิสเข้าห้องบันทึกเสียงในเพลงที่ 19-23 ในดิสก์นี้ซึ่งต่อมาได้ออกเป็นซิงเกิ้ลล้วนๆ ก่อนที่เขาจะเดินออกจากห้องอัดไปในเช้าตรู่ของวันที่ 11 มิถุนายน เพื่อไปรับใช้ชาติในนาม Private Elvis ทิ้งภาระทั้งหมดไว้ให้ Tom Parker ผู้จัดการ และ Steve Sholes แห่งอาร์ซีเอ ให้จัดการกับเรื่องราวทั้งหมด รอวันที่เขาจะกลับมา ดิสก์สี่ปิดท้ายด้วยบทสัมภาษณ์ยาว 12 นาทีกว่าๆจาก press conference ในวันที่ 22 กันยายน 1958
Disc: 5 1. That's When Your Heartaches Begin (acetate
1953) 2. Fool, Fool, Fool (acetate 1955) 3. Tweedle Dee (live, Texas 1954) 4.
Maybellene (Live, Louisiana 1955) 5. Shake, Rattle And Roll (live Texas 1955) 6.
Blue Moon Of Kentucky (early take) 7. Blue Moon (unreleased outtake) 8. I'm
Left, You're Right, She's Gone (outtake) 9. Reconsider Baby (Million Dollar
Quartet unreleased) 10. Lawdy, Miss Clawdy (Unreleased Outtake) 11. Shake,
Rattle And Roll (Unreleased Outtake) 12. I Want You, I Need You, I Love You
(Unreleased Outtake) 13-16 Live at Las Vegas 1956 13. Heartbreak Hotel 14. Long
Tall Sally 15. Blue Suede Shoes 16. Money Honey 17. We're Gonna Move (Unreleased Outtake) 18. Old Shep (alternate master) 19. I Beg Of You (alternate master) 20.
Loving You (Slow Version) (previously unreleased master) 21. Loving You (Uptempo Version) (previously unreleased alternate take) 22. Young And Beautiful
(previously unreleased alternate master) 23. I Want To Be Free (previously
unreleased alternate master) 24. King Creole (alternate master) 25. As Long As I
Have You (alternate master) 26. Ain't That Loving You Baby (Fast Version)
(outtake)

อ่านในวงเล็บกันเองนะครับ สำหรับความหายากและแปลกประหลาดของแต่ละแทร็คในแผ่นที่ห้านี้ สำหรับแฟนๆที่มีทุกเพลงในสี่แผ่นแรกอยู่แล้ว แผ่นห้านี้แผ่นเดียวก็คงต้องทำให้คุณต้องไปซื้อบอกซ์นี้มาจนได้ จะเรียกว่า”แค่แผ่นเดียวก็คุ้ม”ได้ไหมครับนี่?

เอลวิส เพรสลี่ย์กับชื่อเสียงและความนิยมของเขาในบ้านเรานั้นเป็นเรื่องที่ไม่ต้องกังขา
ในบรรดาศิลปินรุ่นเดอะด้วยกัน แม้แต่เดอะ บีเทิลส์ก็ไม่อาจเทียบความดังได้ ส่วนใหญ่เพลงที่ฮิตในบ้านเราจะเป็นช่วงที่เขาหันไปร้องเพลงป๊อบในแนวผู้ใหญ่มากขึ้นในยุคซิกซ์ตี้ส์มากกว่า เพลงในยุค 50’s นี้ถูกนำมาร้องและเล่นกันไม่มากนัก แต่ถ้าคุณอยากศึกษางานของเอลวิสในแง่ของความเป็นราชาแห่งร็อคแอนด์โรล นี่คือประวัติศาสตร์ที่พลาดไม่ได้ มันคือ boxset แห่ง boxset ที่ถ้าจะมีการจัดอันดับ Rock’s greatest boxset of all-time The King Of Rock ‘N’ Roll-The Complete 50’s Masters ต้องติดอันดับ 1 ใน 5 อย่างไม่ต้องสงสัย นอกจากคุณค่าในแง่ประวัติศาสตร์แล้ว เนื้อแท้ของดนตรีก็ยังทรงพลังและให้ความครึกครื้นในการฟังไม่เสื่อมคลายทั้งๆที่เป็นผลงานที่ผ่านห้วงเวลามาแล้วร่วมครึ่งศตวรรษ นี่คือหลักฐานที่ไม่ต้องการการชันสูตรว่าเอลวิสไม่เป็นแต่เพียง icon เท่านั้น (อย่างที่คนทั่วไปในยุคนี้มีแนวโน้มจะคิดกับเขาเช่นนั้น) เขาเป็น true artist ‘The King Of Rock ‘N’ Roll’ ไม่ใช่บ๊อกซ์ที่จะเก็บไว้ขึ้นหิ้งบูชา แต่ควรจะซื้อหามาวางไว้ใกล้มือพร้อมจะเปิดฟังกันเสมอๆ บทเพลงของเอลวิสในชุดนี้สามารถทำให้วันที่ย่ำแย่และเหนื่อยล้าของคุณสดใสขึ้นมาได้-ไม่มากก็น้อย

Elvis Presley | The Complete 50's Masters (2)


Disc: 2 1. Lawdy, Miss Clawdy 2. Shake, Rattle And Roll 3. I Want You, I Need You, I Love You 4. Hound Dog 5. Don't Be Cruel 6. Any Way You Want Me (That's How I Will Be) 7. We're Gonna Move 8. Love Me Tender 9. Poor Boy 10. Let Me 11. Playing For Keeps 12. Love Me 13. Paralyzed 14. How Do You Think I Feel 15. How's The World Treating You 16. When My Blue Moon Turns To Gold Again 17. Long Tall Sally 18. Old Shep 19. Too Much 20. Anyplace Is Paradise 21. Ready Teddy 22. First In Line 23. Rip It Up 24. I Believe 25. Tell Me Why 26. Got A Lot O' Livin' To Do! 27. All Shook Up 28. Mean Woman Blues 29. (There'll Be) Peace In The Valley (For Me)



แผ่นที่สองเป็นการก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดของราชาร็อคแอนด์โรลด้วยซิงเกิ้ลเขย่าโลก Hound Dog/Don’t Be Cruel ที่ไม่มีนักฟังคนไหนไม่รู้จัก Hound Dog นั้นทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเพลงจากยุคฟิฟตี้ส์ กีต้าร์ของสก็อตตี้แผดเสียงสนั่น ขณะที่ริธึ่มเซกชั่นจากบิล แบล็ค และ ดีเจ ฟอนตานา ก็หนักแน่นเหมือนรถไฟทั้งขบวน เสียงร้องประสานและเสียงปรบมือจาก The Jordanaires ก็เหมาะเจาะกับบทเพลงอย่างที่สุด เอลวิสร้องอย่างเอร็ดอร่อยในเพลงนี้เทคแล้วเทคเล่าและแต่ละเทคที่ผ่านไปความดิบและคมกริบก็ทวีขึ้นเรื่อยๆ จนเขาถึงที่สุดแห่งความพอใจในเทคที่ 31 ว่ากันว่าทุกคนในห้องถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่ง ส่วน ‘Don’t Be Cruel’ นั้นเป็นอีกอารมณ์หนึ่งเลย เอลวิสโชว์ทักษะการร้องด้วยเสียงสูงคล้ายๆ falsetto แต่ไม่ใช่ ทั้งเพลง รวมทั้งการ”เปลี่ยนเกียร์”ของเพลงในวินาทีที่ 48 ด้วยเสียง hmmmmmmmm… ที่ไม่มีใครทำได้เสมอเหมือน Anyway You Want Me เป็นเพลงช้าๆที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักนักที่เอลวิสร้องได้ถึงอารมณ์มากอีกเพลงหนึ่ง ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเขาได้มีโอกาสร้องเพลงโซลแท้ๆในยุคนั้นจะเป็นอย่างไร ภาพยนตร์เริ่มเป็นเป้าหมายต่อไปของผู้พันปาร์คเกอร์ ผู้จัดการของเอลวิส และหนังเรื่องแรกของเขาก็คือ ‘Love Me Tender’ ที่ไม่มีใครไม่รู้จักบทเพลงชื่อเดียวกันนี้ ในการบันทึกเสียงของซาวนด์แทร็คนี้เอลวิสต้องไปเล่นดนตรีกับวงที่เขาไม่รู้จักมาก่อนด้วยกฏเกณฑ์บางอย่างทำให้เขาไม่อาจใช้วงดนตรีประจำตัวได้ รวมทั้งไม่มีสิทธิเสียงในการเลือกตัวเพลงนักด้วย ผลออกมาจึงไม่ค่อยประทับใจนัก แต่ก็เป็นโอกาสเดียวที่จะได้ฟังเอลวิสร้องเพลงแบบ hillbilly ในเพลง Let Me กลับมาสู่การทำอัลบั้มด้วยวงดนตรีประจำตัวในวันที่ 1-3 กันยายน 1956 เพลงที่น่าสนใจในเซสชั่นนี้คือ Love Me ทั้งๆที่ผู้แต่งคือ Leiber/Stoller ไม่ค่อยจะแยแสกับตัวเพลงนี้นัก เหมือนเขาจะแต่งให้เป็นเพลงล้อเลียนตลกๆเท่านั้น แต่เอลวิสไม่คิดเช่นนั้น เขามองมันอย่างจริงจัง และสร้างเวอร์ชั่นอมตะออกมาที่ภายหลังผู้ให้กำเนิดก็ต้องเปลี่ยนแปลงความคิด (ในโพลของนิตยสาร Mojo ครั้งหนึ่ง เคยยกให้ประโยคแรกของเพลงนี้เป็นช่วงเวลา”ที่สุด” แห่งการร้องเพลงของเอลวิส) ปกติเพลงในการบันทึกเสียงของเอลวิสที่ปรากฏในแผ่นมักจะไม่ใช่เทคเดียว แต่ใน Old Shep เพลงที่เขาเคยร้องประกวดได้ที่ห้าตอน 10 ขวบ มาสเตอร์คือเทค 1 เด็กอะไรเลือกเพลงเศร้าเป็นบ้าขนาดนี้มาร้อง! Elvis จบปี 1956 ลงด้วยความสำเร็จที่ไม่รู้จะพรรณนาอย่างไรดี เขาเริ่มต้นการบันทึกเสียงในปี 1957 ในวันที่ 12-13 มกราคม โดยมีเป้าหมายที่การทำ เพลงในแนว Gospel ที่เอลวิสหลงใหลมานาน สัก 1 อีพี และซิงเกิ้ลอีกสักเพลงสองเพลง และอีพีที่ว่าก็คือ Peace In The Valley อันประกอบไปด้วย (There’ll Be) Peace In The Valley (For Me), It Is No Secret (What God Can Do),I Believe, Take My Hand, Precious Lord เป็นเรื่องขัดกันอย่างรุนแรงสำหรับนักร้องร็อคแอนด์โรลผู้อื้อฉาวด้วยท่าสะบัดสะโพกที่ผู้ปกครองรับไม่ได้กับการขับร้องเพลงศาสนาที่เปี่ยมไปด้วยศรัทธา และทำได้อย่างเลิศเลอทั้งสองอย่าง! (ถ้าคุณชอบเขาร้องเพลงสวด แนะนำชุด Amazing Grace) ส่วนซิงเกิ้ลทีเด็ดจากเซสชั่นนี้คือ ‘All Shook Up” ที่มาในสไตล์ ‘Don’t Be Cruel’ และเป็นไปได้ว่า The Beatles จะนำคำว่า ‘Yeah’ อันกระฉ่อนโลกมาจากเพลงนี้ อันเต็มไปด้วยเสียงบ่งบอกอารมณ์ที่ไม่มีในพจนานุกรมเหล่านี้เต็มไปหมด

Elvis Presley The Complete 50's Masters (1)


Elvis PresleyThe King Of Rock ‘N’ Roll
The Complete 50’s Masters (RCA 66050-2/4) released date- 1992





เมื่อสักสองสามปีก่อน รายการเกมโชว์ชื่อดัง-“แฟนพันธุ์แท้”ได้จัดการแข่งขันเพื่อหาสุดยอดแฟนของราชาร็อคแอนด์โรลผู้ยิ่งยงผู้นี้ ผมจำไม่ได้แล้วล่ะว่าใครได้แชมป์ไป
แต่จำได้ดีว่าหนึ่งในของรางวัลสำหรับผู้ที่ได้ตำแหน่งชนะเลิศคือ สิ่งที่พิธีกรบอกว่าหายากเหลือเกินและผู้ที่ได้ไปต้องสูดปากซี้ดด้วยความสะใจในความยิ่งใหญ่ของรางวัลนี้
รางวัลที่ว่าก็คือ boxset นี้ล่ะครับ ผมเห็นผู้ชนะเลิศทำหน้าปูเลี่ยนๆ ไม่ใช่ว่า
boxset นี้ไม่ดี ความสุดยอดของมันไม่มีใครกล้าปฏิเสธ และผมก็ไม่คิดว่าจะมีแฟนตัวจริงของเอลวิสคนไหนจะมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากมัน พูดง่ายๆก็คือคุณแฟนพันธุ์แท้คนนั้นก็ต้องเป็นเจ้าของมันอยู่ก่อนแล้วอย่างแน่นอนที่สุด


บอกซ์นี้ปรากฎแก่สายตาชาวโลกในปี 1992 ก่อนหน้านี้งานของเอลวิสไม่เคยได้รับการจัดระเบียบให้เป็นเรื่องเป็นราว อาร์ซีเอจับเพลงของเดอะคิงมารวมกันให้เปรอะไปหมด และการที่จะเก็บงานของเอลวิสให้ครบถ้วนนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและเงินตราอย่างมหาศาลทีเดียว จนกระทั่ง The King Of Rock ‘N’ Roll-The Complete 50’s Masters ออกมาถมช่องว่างตลาดตรงนี้ให้เต็ม 140 แทรคในซีดีห้าแผ่นนี้อาจจะไม่ใช่ทุกสิ่งที่เอลวิสบันทึกเสียงไว้ในยุคฟิฟตี้ส์ มันอาจจะตกหล่นแผ่นอะซิเตทบางส่วนที่มาค้นพบภายหลัง และ alternate takes อีกมาก รวมทั้งจาก sun sessions แต่ก็พูดได้เลยว่ามาสเตอร์ทั้งหมดที่ออกมาในนามของเขาในยุค50’s ได้ถูกรวบรวมไว้ ณ ที่นี้หมดแล้ว แผ่นที่ห้าจะรวมเพลงหายากที่คัดสรรแล้วและการแสดงสดในยุคนั้นเอาไว้ในชื่อ Rare and Rockin’ ส่วนอีกสี่แผ่นจะเป็นการไล่เรียงตามห้วงเวลานับตั้งแต่เอลวิสเดินเข้ามาบันทึกเสียงใน Sun studio ที่เมมฟิสเป็นครั้งแรกเพื่อร้องเพลงอัดแผ่นให้คุณแม่ของเขา, การบันทึกเสียงใน Sun sessions กับ Sam Philips ทุกเพลงที่ออกมาเป็นซิงเกิ้ลและที่ไม่ได้ออกด้วยที่นักวิจารณ์และแฟนเพลงหลายคนยกย่องว่าเป็นจุดสูงสุดในอาชีพของเอลวิส จวบจนเขาย้ายไปค่ายใหญ่กว่า-อาร์ซีเอและก้าวเข้าสู่บัลลังก์แห่งร็อคแอนด์โรลอย่างแท้จริง จนกระทั่งเซสชั่นสุดท้ายแห่งยุค 50’s ในเดือนมิถุนายน 1958 ก่อนที่เขาจะปิดฉากความยิ่งใหญ่ของความเป็นราชาร็อคด้วยการหั่นผมและจอนอันลือลั่นจนสั้นจู๋เดินเข้าสู่กองทัพเพื่อรับใช้ชาติ และ-บางคนเคยเอ่ยเปรียบเปรยไว้-เสียชีวิตแห่งราชาในนั้น เพราะแม้ว่าเขาจะยังคงสร้างงานอันยอดเยี่ยมได้อีกมากมายหลังจากยุค 50’s แต่พลังแห่งความเป็นร็อคแอนด์โรลอันฉกรรจ์กร้าวนั้น ดูเหมือนจะสิ้นสุดลงในยุคนี้เท่านั้น

Disc: 1 1. My Happiness 2. That's All Right 3. I Love You Because 4. Harbor Lights 5. Blue Moon Of Kentucky 6. Blue Moon 7. Tomorrow Night 8. I'll Never Let You Go (Little Darlin') 9. I Don't Care If The Sun Don't Shine 10. Just Because 11. Good Rockin' Tonight 12. Milkcow Blues Boogie 13. You're A Heartbreaker 14. Baby Let's Play House 15. I'm Left, You're Right, She's Gone 16. Mystery Train 17. I Forgot To Remember To Forget 18. Trying To Get To You 19. When It Rains, It Really Pours 20. I Got A Woman 21. Heartbreak Hotel 22. Money Honey 23. I'm Counting On You 24. I Was The One 25. Blue Suede Shoes 26. My Baby Left Me 27. One-Sided Love Affair 28. So Glad You're Mine 29. I'm Gonna Sit Right Down And Cry (Over You) 30. Tutti Frutti


บอกซ์นี้เริ่มขึ้นด้วยเพลง ‘My Happiness’ ที่เป็นการบันทึกเสียงในห้องอัดครั้งแรกของเอลวิสที่ Memphis Recording Service ของ Sam Philips เจ้าของ Sun Records ในวันหนึ่งของฤดูร้อนของปี 1953 ขณะหนุ่มเพรสลี่ย์อายุได้ 18 ปี เขาร้องคนเดียวสดๆและเล่นกีต้าร์คลอไปด้วย และบันทึกเสียงลงแผ่นครั่ง (acetate) โดยมีด้านหลังของแผ่นคือเพลง ‘That’s When Your Heartache Begins’ (อยู่ในแผ่นที่ห้าของบอกซ์นี้) ทุกวันนี้เริ่มจะเป็นที่เชื่อกันว่าเอลวิสไม่ได้ไปบันทึกเสียงให้แม่ของเขาตามที่ตำนานเล่า แต่เป็นการโปรโมทตัวเองให้”ใครสักคน” ที่กำลังมองหานักร้องสักคนไปบันทึกเสียงมากกว่า ในวันนี้ที่เอลวิสได้พูดคุยกับ Marion Keisker เจ้าหน้าที่หญิงที่ทำงานให้แซม และบทสนทนาระหว่างเขาและเธอก็กลายเป็นอมตะไปแล้ว “เธอร้องเพลงประเภทไหน?” Marion ถาม “ผมร้องทุกประเภท” “เธอมีเสียงร้องเหมือนใครล่ะ?”“ผมเสียงไม่เหมือนใคร” แม้คำตอบของเอลวิสอาจจะดูเว่อร์ไปนิดในฤดูร้อนของปีนั้น แต่ในอีกไม่กี่ปีถัดมา ใครจะปฏิเสธถึงความสามารถในการร้องเพลงได้หลายรูปแบบและในขณะเดียวกันก็ดำรงในความเป็นเอกลักษณ์ของน้ำเสียงที่ใครฟังก็ต้องจำได้และ-ไม่มีใครทำได้เหมือน การโปรโมทตัวเองของเอลวิสในวันนั้นดูจะไม่ได้เรื่องอะไร แม้ว่ามารีออนจะโน้ตไว้ในสมุดบันทึกของเธอว่า “นักร้องบัลลาดชั้นดี จับตา” ก็ตาม มกราคมปีต่อมา เอลวิสก็แวะเข้ามาบันทึกเสียงแบบเดิมนี้อีกครั้งในเพลง ‘I’ll Never Stand In Your Way” และ ‘It Wouldn’t Be The Same Without You” (ทั้งสองเพลงไม่มีในบอกซ์นี้ แต่อยู่ใน ‘Sunrise’ และ ‘Platinum: A Life In Music”) 26 มิถุนายน ความพยายามของเขาก็เป็นผล เมื่อมารีออนโทรไปเรียกเขา ถามว่าเขาจะมาที่สตูดิโอตอนบ่ายสามได้หรือไม่? ซึ่งเอลวิสได้กล่าวติดตลกภายหลังว่า เขาไปโผล่ที่นั่นทันทีที่เธอวางหูโทรศัพท์ลง แซม ฟิลิปส์ได้ลองทดสอบการร้องเพลงของเอลวิสในวันนั้น และเขาก็พบว่าเด็กคนนี้มีอะไรบางอย่างแต่เขายังไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร สิ่งหนึ่งที่แซมมั่นใจว่าตัวเขาเองมีคือ-พรสวรรค์ในการมองหาพรสวรรค์ในตัวใครสักคน และถ้าคนๆนั้นมีพรสวรรค์ดังว่า แซมก็มีอีกความสามารถหนึ่งที่จะดึงเอาพรสวรรค์ของคนๆนั้นออกมาให้ได้ แซมไม่อาจทำได้ในวันนั้น แต่ในอีกราวสิบกว่าวันต่อมา เขาก็ค้นพบสิ่งนั้นในตัวเอลวิส เขาแนะนำให้เอลวิสได้รู้จักกับมือกีต้าร์ในสังกัดของเขา Scotty Moore และมือเบส Bill Blackและหลังจากได้ไปแจมกันเล็กน้อยที่บ้านของสก็อตตี้ในวันอาทิตย์ต่อมา ในวันที่ 5 มกราคม 1954 เอลวิส เพรสลี่ย์, สก็อตตี้ มัวร์ และ บิล แบล็ค ก็ได้อยู่ในห้องบันทึกเสียงของ Sun Studio ใน Memphis ร่วมกันเป็นครั้งแรก และ 18 เพลงในดิสก์1นี้ก็คือประวัติศาสตร์ที่ทริโอวงนี้ทำเอาไว้ ตั้งแต่เพลง ‘That’s All Right’ ที่เกิดมาจากการแจมเล่นๆโดยแท้ แต่กลายมาเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอันดับต้นๆในประวัติศาสตร์ร็อคแอนด์โรลไปแล้ว จนกระทั่งเพลงสุดท้ายคือ ‘When It Rains, It Really Pours’ เอลวิสและสหายอาจจะไม่ใช่ผู้คิดค้นดนตรีร็อคแอนด์โรล แต่ผลงานทั้งหมดที่พวกเขาร้องและเล่นกันไว้ในนี้ก็เป็นอะไรที่ฉีกขนบเดิมของดนตรีอเมริกัน เป็นพลังแห่งจังหวะและเสียงร้องที่ผสมผสานความเป็นคันทรี่ กอสเพล และดนตรีของคนดำเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นธรรมชาติเหมือนกับพวกเขาเล่นเพลงแบบนี้มาชั่วชีวิต ซึ่งความลื่นไหลและเป็นธรรมชาติดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอีกเลย หลังจากเอลวิสถูก “ซื้อตัว” ไปอยู่กับอาร์ซีเอแล้ว ไม่ว่าโปรดิวเซอร์หรือวิศวกรจะพยามเท่าไหร่ก็ไม่อาจสร้างเสียงแบบ “ซันซาวนด์” ได้อีก



เอลวิสเริ่มชีวิตการบันทึกเสียงให้อาร์ซีเออันเป็นสังกัดสุดท้ายในชีวิตของเขาในวันที่ 10 มกราคม 1956 ด้วยความเป็นศิลปินดาวรุ่งที่ทุกคนจับตามอง และยังย้ายสังกัดมาด้วยค่าตัวที่แพงเป็นประวัติการณ์ทำให้การบันทึกเสียงในวันนั้นค่อนข้างจะตึงเครียด แต่เอลวิสเองดูจะผ่อนคลาย ในสองวันนี้พวกเขาบันทึกเสียงกันห้าเพลง รวมทั้งเพลงบลูส์พันธุ์ทาง ‘Heartbreak Hotel’ ที่กลายมาเป็นซิงเกิ้ลแรกอันยิ่งใหญ่และหนึ่งในเพลงประจำตัวของเขาในยุคแรก ‘I Got A Woman’ เป็นการนำเพลงของเรย์ ชาร์ลส์มาตีความเป็นร็อคแอนด์โรลได้อย่างสนุกสนาน ในเซสชั่นที่สองของอาร์ซีเอ ทีมงานพยายาม”เพลย์เซฟ” ด้วยการนำเพลง ‘Blue Suede Shoes’ ที่กำลังโด่งดังของคาร์ล เพอร์กินส์มาบันทึกเสียง ในกรณีที่ ‘Heartbreak Hotel’ แป้ก พวกเขาวางแผนจะออกเพลงนี้เป็นซิงเกิ้ล แต่ทุกวันนี้แทบไม่มีใครจำเวอร์ชั่นของเพอร์กินส์ได้แล้ว ถ้าใครอยากจะลองฟังว่าเทคนิคการร้องแบบ”เอลวิส” นั้นมีอะไร และเป็นอย่างไรบ้าง ผมขอแนะนำให้ฟังได้ใน ‘One-Sided Love Affair’ ที่เอลวิสร้องประชันไปกับเปียโนบูกี้อันเร่าร้อนของ Shorty Long คุณจะได้ฟังเอลวิสขุดทุกอย่างที่เขามีออกมา การร้องแบบสะอึกๆ การเน้นวลีและตัดคำในประโยคแบบแปลกๆ ทำเสียงเล็กเสียงใหญ่สลับกันไปอย่างรวดเร็ว ทุกครั้งที่ได้ยินเพลงนี้ ผมก็อดยิ้มไปกับความสนุกของเขาไม่ได้ เอลวิสดูจะถูกชะตากับเพลงที่เป็นงานประพันธ์ของ Arthur Crudup เพราะใน ‘So Glad You’re Mine’ เขาก็ร้องได้ยอดเยี่ยมพอๆกับที่ทำไว้ใน ‘That’s All Right’ ดิสก์หนึ่งจบลงที่การ cover เพลงประจำตัวของ Little Richard ‘Tutti Frutti’ ซึ่งแม้ว่าเอลวิสจะโยกอย่างเมามันส์อย่างไร ก็ยังไม่ได้ความ”คลั่ง”กับที่ตาริชาร์ดกรี้ดเอาไว้

Elvis- Ultimate Gospel


Elvis Presley Ultimate Gospel
Rock and Roll with God


ครั้งแรกที่ผมบอกบ.ก.อนุสรณ์ว่าอยากจะขอรีวิวอัลบัมนี้ ท่านตอบอนุญาตอย่างไม่ลังเล เพราะคงไม่มีใครแย่งเขียนแน่(น่าดีใจดีไหม?) แถมกล่าวสำทับว่า "แค่ชื่อ(ของอัลบัม) ก็ไม่ขายแล้ว" นั่นน่ะสิครับ นักฟังทั่วๆไป เห็นชื่อว่านี่เป็นซีดีรวมเพลง "สุดยอดแห่งเพลงศาสนาของราชาร็อคแอนด์โรล" คงไม่ใช่คำโฆษณาที่ดีนักสำหรับซีดีแผ่นหนึ่งแน่ๆ ซึ่งในความเห็นของผม น่าเสียดายเหลือเกินถ้าใครจะมองข้ามงานเยี่ยมๆของเอลวิส เพรสลีย์ในรูปแบบนี้ไป ด้วยข้อหาเพราะว่ามันเป็นเพลงสรรเสริญพระเจ้าของชาวคริสต์เท่านั้น โดยเนื้อหา แน่นอนเพลง Gospel ก็ต้องเป็นไปในทำนองนั้นทุกเพลง ในรูปแบบของความเชื่อ ความศรัทธา เป็นแกนหลัก แต่ Gospel ไม่ได้มีแนวดนตรีที่แยกออกมาอย่างชัดเจน มันก็มีพื่นฐานมาจาก บลูส์ คันทรี่ โซล ริธึ่มแอนด์บลูส์ ที่เราคุ้นเคยกันนี่แหละ บางเพลงใน Ultimate Gospel นี้ ยังออกไปแนวเกือบๆจะร็อคแอนด์โรลด้วยซ้ำไป (เพลงคริสต์มาสก็เป็นเพลง gospel ในกรอบหนึ่งเช่นกัน แต่ดูเหมือนว่าจะเข้าถึงชาวบ้านได้ง่ายกว่ามาก) ในชีวิตการบันทึกเสียงของเอลวิส เขาร้องเพลงไว้หลายรูปแบบ แต่ไม่มีดนตรีแนวไหน ที่เขาจะมีโอกาสโชว์เสียงบาริโทนนุ่มลึก,ร้องด้วยความมั่นใจและแทบไม่ผิดพลาดแม้แต่โน้ตเดียว อย่างในแนวเพลง Gospel นี้ ซีดีแผ่นนี้เป็นการรวมเพลง Gospel เด่นๆที่เขาร้องไว้ในแผ่นเดียวเป็นครั้งแรก หลังจากเคยรวมเป็นแบบสองซีดีในชุด Amazing Grace และรวมสามแผ่นแบบ complete ใน Peace In The Valley สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับการฟังเพลงดังๆของเขาเท่านั้น ลองถามตัวเองว่าชอบเพลง 'Crying In The Chapel' ที่หาได้ในรวมฮิตทั่วไปของเดอะ คิง หรือเปล่า? ถ้าชอบ เชื่อว่าคุณจะชอบอัลบัมนี้ครับ (เกร็ด-ไม่น่าเชื่อว่า 'Crying In The Chapel' เป็นเพลงที่ถูกคัดออกจาก session และ Lp 'His Hand In Mine' แต่มาโด่งดังเมื่อถูกตัดเป็นซิงเกิลในเวลาต่อมา)แต่สำหรับแฟนที่ตามงานของเอลวิสมาพอสมควรและมีเพลงในชุดนี้เกือบครบหรือว่าครบแล้ว สิ่งหนึ่งที่คุณจะได้ถ้ายอมควักตังค์ซื้อมันมา ก็คืออาร์ทเวิร์คที่งดงามเล่นสีขาวครีม และคุณภาพเสียงที่ปรับปรุงให้ดีขึ้นอีก จากการรีมาสเตอร์ครั้งล่าสุดของเอ็นจิเนียร์มือดีคนหนึ่งของวงการ Vic Anesini (น่าสนใจที่ว่า RCA ยอมให้เอางานชิ้นนี้ไปให้วิกทำมาสเตอร์ที่ Sony Studio) และใช้วิธีการ transfer ด้วยระบบ DSD อันลือลั่น จากการฟังเปรียบเทียบกับชุด Amazing Grace พบว่าหลายเพลงเสียงอิ่มเอิบและกระจ่างใสขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ครับโดยเฉพาะงานที่มาจากยุค 70's Ultimate Gospel มีเพลงทั้งหมด 24 เพลง สองเพลงมาจาก EP Peace In The Valley ในปี 1956 หกเพลงมาจาก Lp How Great Thou Art, เจ็ดเพลงเท่าๆกันมาจาก Lp His Hand In Mine,He Touched Me เพลงทั้งหมดถูกนำมาเรียงลำดับใหม่ไม่ได้เรียงตามเวลาการบันทึกเสียง แต่ก็ไม่ทำให้รู้สึกสะดุดในอารมณ์แต่อย่างใดจากการทำมาสเตอร์อันสุดจะเนียนเนี้ยบ ทุกเพลงจะมีเสียงนักร้องชายประสานอยู่เบื้องหลังเสียงร้องอันยิ่งใหญ่ของเอลวิส โดยมี The Jordanaires วงประสานเสียงคู่บุญของเอลวิส และ The Imperial Quartet เป็นตัวหลัก มีทั้งการร้องประสานแบบควอเต็ท ('Milky White Way', 'Crying In The Chapel') หรือแบบวงไควร์ที่ใช้จำนวนนักร้องจำนวนมากกว่า ('How Great Thou Art')ถ้าจะไม่หาว่าเชียร์กันเกินไป ผมอยากจะบอกว่ามีอยู่บางช่วง บางนาที ของซีดีแผ่นนี้ ที่เอลวิสร้องได้ดี สื่ออารมณ์และความศรัทธาในวิญญาณเขาออกมา จนผมแทบที่จะอยากลองไปเข้าโบสถ์ของชาวคริสต์(อีก)สักครั้งเลยทีเดียว นี่อาจจะนับว่าเป็นการหาเสียงให้พระเจ้าที่ประสบความสำเร็จได้ไหม? เอลวิสเคยกล่าววาทะอมตะเกี่ยวกับความหลงใหลในดนตรีเพื่อพระเจ้าของเขาไว้ว่า "เขารู้จักและร้องเพลง Gospel ทุกเพลงที่เคยมีการแต่งขึ้นมาได้หมด" มันอาจจะไม่ใช่ความจริงเสียทีเดียว แต่ทุกคนที่ใกล้ชิดกับเขาในเยาว์วัยก็ยืนยันถึงความผูกพันกับดนตรีในโบสถ์นี้ของเขาตั้งแต่เล็กแต่น้อย รวมทั้งตอนมีชื่อเสียงโด่งดังแล้ว เขาก็ยังชอบที่จะปลุกเพื่อนๆนักดนตรีขึ้นมายามดึกดื่นเพื่อร้องเล่นขับขานบทเพลงเหล่านี้อยู่เสมอๆ ซีดีนี้จะเป็นไกด์นำทางที่ยอดเยี่ยมให้คุณเดินทางไปสู่ดนตรีที่ The King Of Rock 'N' Roll สนุกกับมันที่สุดครับ ถ้าจะมีข้อติอยู่บ้างก็คือ มีอีกหลายเพลง Gospel ที่ดีมากๆที่เอลวิสร้องเอาไว้ แต่กลับไม่ได้ถูกคัดมารวมในซีดีนี้ เช่น 'Stand By Me', 'I Believe',ทั้งๆที่ยังมีเนื้อที่ในซีดีเหลืออีกหลายนาที แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่แผ่นรวมเพลงต้องเจอข้อหานี้เป็นประจำอยู่แล้ว ไม่มีแผ่น Compilation ใดที่ "สมบูรณ์แบบ" สำหรับ "ทุกคน"

ELVIS AT SUN



Elvis Presley Elvis At Sun*****



ที่ ถนนยูเนียนสาย 706 เมมฟิส เทนเนสซี เป็นที่ตั้งของ Sun Studios มันคือสถานที่กำเนิดของการบันทึกเสียงเพลงร็อคแอนด์โรลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในช่วงปี 1954-1960 แซม ฟิลิปส์ ได้โปรดิวซ์งานสำคัญๆของดนตรีร็อคอะบิลลี่, บลูส์ ,คันทรี่และ ป๊อบของศิลปินอย่าง คาร์ล เพอร์กินส์, เจอรี่ ลี ลูอิส, จอห์นนี่ แคช , ชาร์ลี ริช และแน่นอน- เอลวิส เพรสลีย์


ความสำเร็จของเอลวิส ไม่ใช่ความสำเร็จแบบข้ามคืน แต่มันเป็นแบบข้ามปี นับจากที่เขาเข้ามาใช้บริการบันทึกเสียงร้องลงแผ่นส่วนตัวครั้งแรกจนกระทั่งแซม ฟิลิปส์ เรียกตัวเขาเข้ามาทดสอบเสียง และ ‘Elvis At Sun’ คืองานบันทึกประวัติศาสตร์ฉบับพกพาที่จับเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่เอลวิส, สก็อตตี้ มัวร์ มือกีต้าร์ และ บิล แบล็ค มือเบส (ดับเบิ้ลเบสตัวใหญ่ๆ) ได้ร่วมมือกันบันทึกเสียงอย่างเป็นเรื่องเป็นราวในห้องอัดของซันเป็นครั้งแรก (That’s All Right) ในเดือนกรกฎาคม 1954จนกระทั่งวันสุดท้ายที่เอลวิสประกาศก้องในสตูดิโอว่าเขาถูกรีลแมดริด…เอ๊ย…อาร์ซีเอ ซื้อตัวไปแล้วในสัปดาห์แรกของเดือนพ.ย. 1955 ทำให้การบันทึกเสียง When It Rains, It Really Pours จบลงแบบวงแตกดื้อๆกลางคัน


นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการรวมเพลง 19 เพลงนี้มาขายกัน แต่ความสนุกในการฟัง ‘Elvis At Sun’ อยู่ที่การเรียงเพลงแบบวันต่อวันและมี liner notes ที่ละเอียดยิบและ updated สุดๆไว้ให้อ่านประกอบ ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนเดินทางไปกับเอลวิสตามห้วงเวลาเหล่านั้นด้วย ได้เห็นพัฒนาการในการร้องเพลงของเขาจากเรียบๆและบางครั้งดูจะไร้จุดหมายแน่ชัด ค่อยๆเพิ่มความมั่นใจและใส่ลีลาอันเหนือชั้นขึ้นตามลำดับ มุขที่สร้างความประทับใจให้แฟนเพลงที่สุดอาจจะเป็นเพลงที่ 11 ‘Milkcow Blues Boogie’ ที่เอลวิสร้องในแบบบลูส์มาตรฐานในตอนต้นสองสามประโยค แต่แล้วเขาก็สั่งให้ทุกคนหยุด บอกเพื่อนๆว่า “ช้าก่อนสหาย มันไม่สะใจข้าฯเลย เราลองมาเปลี่ยนแนวกันแบบสุดๆ เพื่อความเมามันส์กันเถิด…” (Hold it fellas, that don’t move me, let’s get real, real gone for a change) หลังจากนั้นเอลวิสก็สาธิตการโขยกเสียงร้องขึ้นลง octave ราวกับขี่ม้าพยศจนจบเพลง สนุกจริงๆ (ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครยืนยันว่านั่นเป็นมุขสดๆหรือเปล่า?)

เพลงทั้ง 19 เพลงนี้ไม่ได้ออกมาขายทั้งหมดในเวลานั้น แต่เอลวิสออกงานเหล่านี้เป็นซิงเกิ้ลแค่ห้าชุด รวมเพลงทั้งหมดสิบเพลง(หน้า-หลัง) และแต่ละแผ่นจะมีเอกลักษณ์คือ หน้าหนึ่งจะออกไปทางบลูส์ อีกหน้าจะออกไปทางคันทรี่ ส่วนอีก 9 เพลงที่เหลือนี้ส่วนมากจะเป็นเพลงบัลลาดช้าๆที่เอลวิสโปรดปรานและแซมก็ปล่อยให้เขาร้องและบันทึกเสียงไปทั้งๆที่ทราบอยู่แล้วว่าคงไม่มีศักยภาพพอที่จะออกเป็นซิงเกิ้ล (เช่น Tomorrow Night, Blue Moon, I Love You Because) มีนักข่าวเคยถามว่าทำไมแซมถึงปล่อยให้เขาร้องบัลลาดมากมายขนาดนั้น เสียเวลาจะตาย แซมตอบว่า “ผมไม่กล้าพอที่จะห้ามเขา”


ถ้าท่านเคยฟังเพลงในชุดนี้จากอัลบั้มอื่นๆมาก่อนแล้ว เมื่อท่านได้ฟังมันจาก ‘Elvis At Sun’ ท่านอาจมีความรู้สึกว่ามีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างตั้งแต่วินาทีแรกของเสียงกีต้าร์ในเพลง ‘Harbor Lights’ ทีมงานวิศวกรเสียงได้ทำงานอย่างหนักและน่าพิศวงในการที่จะหาทาง reproduced บทเพลงเหล่านี้ให้ได้เสียงออกมาใกล้เคียงกับแผ่นดั้งเดิมของซันให้ได้มากที่สุดโดยใช้ source ที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้และเทคโนโลยีดิจิตัลที่ทันสมัยที่สุดบวกกับ “หู” ของมนุษย์ โดยแต่ละเพลงจะใช้ลีลาในการรีมาสเตอร์ที่แตกต่างกันออกไปตามแต่อุปสรรค อาทิเช่น ‘Blue Moon Of Kentucky’ เป็นเพลงที่ทางอาร์ซีเอไม่เคยได้มาสเตอร์ตัวจริงจากซันเลย ในปี 1955 อาร์ซีเอทำมาสเตอร์เองจากแผ่น 78rpm ของซันซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วเป็นเพลงที่บันทึกเสียงได้แย่อยู่แล้วด้วยการทำ compression และ echo แบบเกินขอบเขต แต่นั่นยังไม่แย่เท่าไหร่ อาร์ซีเอดันไป compress มันเพิ่มเข้าไปอีก และมาสเตอร์นี้ก็ถูกนำมาใช้โดยตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ทีมงานวิศวกรของ ‘Elvis At Sun’ ทำมาสเตอร์ของ ‘Kentucky’ ขึ้นมาใหม่จากแผ่น 78rpm ดั้งเดิมของซันอีกครั้ง (ใช้หลายๆแผ่นโดยเลือกช่วงที่สภาพเสียงดีที่สุดในแต่ละแผ่นมามิกซ์กันเนื่องจากพวกเขาไม่มีแผ่น 78rpm ของเพลงนี้แผ่นไหนที่สมบูรณ์ 100 % อยู่ในมือเลย)


นั่นเป็นเรื่องทางเทคนิคซึ่งอาจจะต้องใช้ประสบการณ์และเครื่องไม้เครื่องมือในการรับฟังที่พิเศษกว่าปกตินิดหน่อยถึงจะสัมผัสความแตกต่างของมันได้ ถึงอย่างไรอาหารจานนี้ก็อร่อยและมีคุณค่าทางอาหารอยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการทาง GMO (เกี่ยวกันไหมเนี่ย) แต่ก็ขอชื่นชมและนับถือทีมวิศวกรทีมนี้ครับ(นำทีมโดย เคแวน บัดด์) ที่มีความพยายามในการที่จะดึงประวัติศาสตร์ที่ดูจะสลายไปตลอดกาลแล้วกลับมาในสถานการณ์ที่ไม่น่าเป็นไปได้


(อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.elvisrecordings.com/ )


อีกสิ่งหนึ่งที่ผมชอบใน Elvis At Sun ก็คือบทความยาว 2 หน้าเต็มๆของลูกชายของแซม ฟิลิปส์ คุณ นอกซ์ ฟิลิปส์ ที่เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ในช่วงนั้น ทั้งๆที่เขาอายุแค่ 9 ขวบ ลองยกมาให้ดูนิดนึง

“ผมจะไม่มีวันลืมคืนนั้นที่พ่อของผม, แซม ฟิลิปส์ นำแผ่นเสียงแผ่นแรกของเอลวิสกลับมาบ้าน มันเป็นแผ่นเสียงแบบหมุน 45รอบต่อนาทีของ ‘That’s All Right’ และ ‘Blue Moon Of Kentucky’ และเขาก็ตื่นเต้นสุดขีด พ่อต้องการให้แม่ของผม เบ็กกี้ ,น้องชายผม เจอรี่ และตัวผมเอง รีบเข้ามาฟังมันเดี๋ยวนั้นเลย ผมไม่แน่ใจว่าอะไรเกิดขึ้นก่อนกันระหว่างภาพที่ตราแผ่นเสียงสีเหลืองของซันหมุนติ้วอยู่บนเครื่องเล่นไฮ-ไฟของเราขณะที่เสียงเพลงจากแผ่นนั้นดังก้องออกมา หรือ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นของพ่อผม ราวกับมันเป็นสิ่งที่พ่อรอคอยมานานแสนนาน ราวกับมันเป็นความแตกต่างที่พ่อได้สวดอ้อนวอนขอมาตลอด , ผมแยกมันไม่ออก ทั้งสองอย่างดูเหมือนจะผสมกลมกลืนกันเข้าไปอยู่ในเหล่านาทีอันน่าระทึกนั้น และผมคิดว่าในห้วงเวลานั้น, ทุกอย่างเปลี่ยนไป”