Showing posts with label rock. Show all posts
Showing posts with label rock. Show all posts

Tuesday, 18 November 2014

Slipknot .5

ตำนานโหดไอโอว่า,ฉบับที่ 5
Slipknot: .5: The Gray Chapter 
****
Genre: Heavy Metal
Producer: Slipknot and Greg Fidelman
Released: October 2014



All Hope Is Gone คือความเติบโตของวงร็อควงหนึ่งที่น่าสนใจ แฟนที่ผิดหวังมักจะแดกดันว่าชื่ออัลบั้มหมายถึงความสิ้นหวังของแฟนเพลงที่จะให้พวกเขากลับไปเล่นแนวเดิมๆ แต่สิ่งที่พวกเขาพูดถึงจริงๆในตัวเพลงคือความสิ้นหวังของสังคมและการตอบโต้กับความรุนแรงและถ้อยคำไร้สัจจะของผู้นำ เบื้องหลังความเมามันของบทเพลงทั้งหมดนี้ เนื้อหาที่พวกเขาต้องการสื่อออกมาก็เป็นสิ่งที่ท่านผู้ฟังน่าจะใส่ใจไปด้วยครับ

ย่อหน้าด้านบนคือส่วนหนึ่งของบทรีวิวอัลบั้ม All Hope Is Gone ของ Slipknot ที่ผมเขียนไว้เมื่อหกปีที่แล้ว (2008) ไม่คิดว่าทางวงจะทิ้งช่วงนานขนาดนี้กว่าจะออกอัลบั้มใหม่ และจริงๆแล้วถือว่าเราโชคดีด้วยซ้ำที่ยังได้ฟังอัลบั้มนี้ เพราะหกปีที่ผ่านมานั้นพวกเขาประสบเคราะห์หามยามร้ายอย่างสาหัสจนเกือบจะต้องสลายวง

เริ่มจากการเสียชีวิตอย่างไม่คาดฝันของ Paul Gray มือเบสและนักแต่งเพลงตัวหลักของวงในวันที่ 24 พ.ค. 2010 ด้วยสาเหตุของการได้รับยา morphine และ fentanyl มากเกินไป (overdose)โดยอุบัติเหตุ การตายของเกรย์ส่งผลต่อการทำงานของวงอย่างเห็นได้ชัด ข่าวคราวเรื่องการทำอัลบั้มใหม่ถูกเลื่อนมาตลอด และมีการขัดตาทัพด้วยอัลบั้มรวมฮิต Antennas To Hell ในเดือนมิ.ย.2012 (สัญญาณอีกอย่างหนึ่งของวงดนตรีที่กำลังจะแตกดับก็คือการออกอัลบั้มรวมฮิต) แฟนๆหลายคนถอดใจไปแล้วว่าคงจะไม่ได้ยินงานใหม่ๆจาก Slipknot อีก จนกระทั่งมีข่าวออกมาว่าพวกเขาเริ่มทำงานเพื่ออัลบั้มชุดที่ 5 กันในช่วงปลายปี 2013 โดยคอรี่ เทย์เลอร์ นักร้องนำแย้มๆว่ามันจะเป็นอัลบั้มที่มืดหม่นมากๆและมีแนวดนตรีออกมาอยู่ที่จุดตัดระหว่าง Iowa อัลบั้มชุดที่สองกับ Vol.3 (The Subliminal Verses) อัลบั้มชุดที่สาม แต่ข่าวร้ายก็ตามมาอีก Joey Jordison มือกลองที่ร่วมหัวจมท้ายกับวงมา 18 ปี ถูกเชิญออกจากวงด้วยเหตุผลส่วนบุคคล (จนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครมาชี้แจงชัดๆว่าโจอี้ออกจากวงเพราะเหตุใดกันแน่ มีแค่โจอี้โพสต์ในเฟซบุ๊คของเขาว่า เขาไม่ได้เป็นคนลาออกจาก Slipknot เท่านั้น)

การเสียทั้งนักแต่งเพลงหลักและมือกลองอย่างโจอี้ที่มีลีลาเฉพาะตัวจนแทบจะเรียกได้ว่าเสียงกลองของเขาเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของวง ทำให้แฟนๆออกอาการเป็นห่วงว่าสมาชิกที่เหลือจะทำอัลบั้มใหม่กันได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ และใครจะมาแทนที่สองคนนี้

แต่พวกเขาก็ยังเดินหน้าต่อไป มีนักดนตรีสองคนมาแทนที่เกรย์และโจอี้ แต่มันก็ยังเป็นเรื่องที่ทางวงปิดเงียบกันอีก (ความลับเยอะเหลือเกิน ก็อย่างนี้ล่ะครับวงใส่หน้ากาก) ว่าเขาสองคนนั้นเป็นใคร

สมาชิกที่เหลือ 7 คนของวงตอนนี้ก็คงมี Corey Taylor ร้องนำ, Mick Thomson กีต้าร์+เบส, Shawn Crahan เพอร์คัสชั่น+ร้องประสาน, Craig Jones แซมปลิ้ง+คีย์บอร์ด, Jim Root กีต้าร์+เบส, Chris Fehn-เพอร์คัสชั่น+ร้องประสาน และ Sid Wilson เล่นเทิร์นเทเบิ้ล (สแครชแผ่น)

The Negative One เป็นเพลงใหม่เพลงแรกในรอบหกปีที่แฟนๆได้ฟัง ออกมาเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2014 ตามติดด้วย The Devil and I ในเวลาไม่ถึงเดือนต่อมา พวกเขาประกาศชื่ออัลบั้มใหม่ .5: The Gray Chapter และปล่อยมันออกมาในเดือนตุลาคม 2014 เป็นที่รู้กันว่าคำว่า Gray นั้นมาจากนามสกุลของ Paul Gray และอัลบั้มนี้ไม่มากก็น้อยอุทิศให้เขาในหลายแง่มุม

Slipknot ที่ไม่มีพอล เกรย์ และ โจอี้ จอร์ดิสัน ก็ยังคงเป็น Slipknot วงเดิมที่แทบไม่เปลี่ยนแปลงอะไร พวกเขายังคงแนวทาง nu-metal ที่ผสมผสานเมทัลเข้ากับการร้องแบบต่างๆมากมายรวมทั้งแร็พ เอกลักษณ์ของดนตรีของพวกเขาคือการใช้กีต้าร์จูนต่ำ,เพอร์คัสชั่นแน่นหนาหนักหน่วงและหลากหลาย รวมทั้งเสียงจากแซมเปิ้ลและการครูดแผ่นเสียง ส่วนการร้องนั้นมีสารพัดไม่ว่าจะเป็นเสียงสำรอกในลำคอ,กรีดร้อง,แร็พเร็วจี๋ และนานๆทีก็ทำเสียงหล่อบนท่วงทำนองอันสวยงาม ทั้งหมดนี้ยังอยู่ใน .5: The Gray Chapter ไม่ไปไหน และไม่ว่ามือกลองคนใหม่นี้จะเป็นใครต้องยอมรับว่าเขาสวมบทบาทโจอี้ได้ไม่บกพร่อง ชนิดที่ไม่บอกก็คงไม่รู้ว่าโจอี้ออกไปแล้ว

ส่วนในด้านการประพันธ์เพลง ทุกเพลงในอัลบั้มใหม่เป็นเครดิตการแต่งของ “Slipknot” และพวกเขาก็ช่วยกันเขียนออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่มีร่องรอยว่าบทเพลงของพวกเขาจะเป๋ไปเมื่อขาดเกรย์ ถ้าไม่นับดนตรีที่บอกไปแล้วว่าไม่มีถดถอย เนื้อร้องของพวกเขาก็ยังเด็ดขาดเหมือนเดิม รุนแรงแข็งกร้าว ใช้คำสั้นๆแต่มาเรียงร้อยจัดวางต่อเนื่องกันแล้วต้องตีความไม่น้อย , เนื้อหาในเพลงของพวกเขายื่นไปแตะในเรื่องราวต่างๆมากมาย ทั้งการเมือง,อุตสาหกรรม,ปรัชญา, ความตาย.ความสับสนทางจิต-ด้านมืดของอารมณ์, ความโกรธ...และความรัก แน่นอนว่าเนื้อเพลงของพวกเขาไม่เหมาะและไม่เคยเหมาะกับเยาวชน,ผู้พิสมัยความงดงามและด้านสดใสแห่งภาษา และพวกมือถือสากปากถือศีลทั้งหลาย

ด้วยเหตุประการทั้งปวงที่กล่าวมาจึงสรุปได้ว่า แฟนเก่าของ Slipknot ไม่น่าจะไม่ชอบ .5:The Gray Chapter และคนที่ไม่เคยชอบก็คงจะไม่ชอบพวกเขาต่อไป!

เปิดอัลบั้มด้วย XIX ที่เน้นเสียงร้องแบบเป็นผู้เป็นคนของคอรีย์ เทย์เลอร์โดยมีเสียงคีย์บอร์ด, glockenspiel และกีต้าร์โปร่งโอบอุ้ม มันคือการประกาศการเดินหน้าต่อไปของวงอย่างชัดเจนด้วยการชักชวนให้คนฟัง “Walk with me, walk with me/ don’t let this symbolism kill your heart / just like we should’ve done right from the start.” ส่วนมากแล้วเพลงแรกในอัลบั้มของพวกเขาจะเป็นเพลงสั้นๆและมีเนื้อร้องฟังไม่ได้ศัพท์ นี่เป็นครั้งแรกที่มีความชัดเจนกันตั้งแต่แทร็คแรก มีความรู้สึกได้ว่าเพลงนี้จะระเบิดออกเป็นความรุนแรงในทุกวินาที แต่มันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ต่อเนื่องไปกับแทร็คสอง Sarcastrophe ที่ขึ้นต้นมาด้วยสไตล์คล้ายคลึงกัน จนกระทั่งหนึ่งนาทีกว่าๆผ่านไป พวกเขาจึงกระหน่ำพลังลงมาเต็มสูบให้แฟนๆโล่งอกว่าวงโปรดของเขายังดุดันไม่เสื่อมคลาย และเมื่อพวกเขาจัดเต็ม มันก็คือเต็มจริงๆ ทั้งเสียงร้องสารพัดพิษ,ท่อนริฟฟ์หนักหน่วง,คอรัสอันบ้าคลั่ง และเสียงคีย์บอร์ด+แซมปลิ้งเติมความอลหม่าน เนื้อเพลงยากที่จะเข้าใจในเวลาอันสั้น จำได้อย่างเดียวว่าพวกเขาอวยพรให้ว่า ‘live long and die for me.’ 

เครื่องติดแล้วก็คงจะหยุดยาก AOV แทร็คที่สาม เต็มไปด้วยพลังในแบบอัลบั้มแรกและคอรัสใหญ่โตเหมือนใน All Hope Is Gone คอรีย์แร็พระเบิดในช่วงกลางเพลง ก่อนที่เพลงจะผ่อนช้าลงเปิดโอกาสให้มือเบสนิรนามเอื้อนสายหวานๆให้ฟังกันพักนึง ประโยคสำคัญในเพลงนี้-: “Approaching original violence / If it’s over, you can tell me it’s no use.”--ลองตีความกันสิครับ

The Devil In I ลดความซับซ้อนลง เป็นแทร็คที่พวกเราร้องตามกันสบายๆเหมาะแล้วที่จะเป็นซิงเกิ้ล แต่เมื่ออยู่ในอัลบั้มมันกลายเป็นเพลงให้พักโสตประสาทมากกว่า Killpop เพลงสั้นๆที่มีเมโลดี้สวยงาม ไม่แปลกหรอก เพราะมันเป็นเพลงรัก แต่เป็นเพลงรักที่ออกจะสยองขวัญและโรคจิตไม่น้อย “Maybe I should let her go..but only when she loves me / How can I just let her go? Not until she loves me….” เนื้อเพลงยังสื่อถึงการทรมานคนที่เขารักอีกด้วย แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับการตีความ ช่วงท้ายเพลงดนตรีเร่งดีกรีขึ้นถึงความรุนแรงเกือบขีดสุดอีกครั้ง

Skeptic เนื้อเพลงน่าจะหมายถึงพอล เกรย์เป็นอย่างยิ่ง “The world will never see another crazy motherf_cker like you. The world will never know another man as amazing as you.” และอีกหลายท่อน ลีลาในการเรียบเรียงเพลงนี้ซับซ้อนเอาเรื่อง-ถ้าคุณจะตั้งใจชำแหละมัน แต่อย่าลำบากขนาดนั้นเลย มีความสุขกับความเมามันสุดขีดที่พวกเขาเล่นให้ฟังดีกว่า Goodbye ปกติเพลงชื่อนี้น่าจะเป็นเพลงปิดท้าย แต่มันมาอยู่ตรงนี้เพราะมันไม่ใช่เพลงอำลา แต่เป็นเพลงที่บอกว่าการเอ่ยคำอำลาจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่พวกเขาจะทำบนโลกนี้ต่างหาก ถึงตรงนี้จะสังเกตว่าพวกเขาย้ำบ่อยมากถึงการยืนหยัดสู้ต่อไปไม่ว่าอุปสรรคจะสาหัสแค่ไหน 

Nomadic จัดเต็มอีกครั้งในสไตล์ Iowa ของแท้ ริฟฟ์ขนาดมหึมาที่เคลื่อนไหวรวดเร็วไปพร้อมๆกับเมโลดี้ที่น่าฟังแต่จับทางลำบาก และอื่นๆอีกมากมายที่ต้องนับถือคนมิกซ์ที่จัดที่วางให้ดนตรีแต่ละชิ้นได้ทั่วถึง รวมทั้งอุตส่าห์มีโซโล่กีต้าร์สั้นๆในแนวนีโอคลาสสิคัล! The One That Kills The Least น่าสนใจที่มีการนำบางท่อนจาก XIX มาใส่ด้วย แต่เปลี่ยนเป็น “Come with me, come with me” เนื้อร้องน่าสนใจตรงชื่อเพลงนี่แหละ....พวกที่ฆ่าน้อยที่สุด..มันก็ยังฆ่าเราทั้งหมดอยู่ดี...?

ถ้าจะมีสักเพลงที่ถูกบรรจุเป็น anthem ใหม่ในการแสดงสดของ Slipknot จากอัลบั้มชุดนี้ มันต้องเป็น Custer อย่างแน่นอน คุณจะสามารถจินตนาการผู้ชมเรือนหมื่นก้มหัวมองพื้นแล้วกระโดดตามจังหวะของมันไปอย่างพร้อมเพรียงในท่อนคอรัส Cut – Cut – Cut me up and F_ck – F_ck – F_ck me up ได้ไม่ยากเย็น มันส์จริงๆขอรับแทร็คนี้ The Negative One ซิงเกิ้ลแรกที่ออกมาทักทายและมันก็ทำหน้าที่ได้ดี เป็นเสมือนตัวแทนของเพลงทั้งหมดจากอัลบั้ม แฟนๆก็ยังคงตีความกันไม่เลิกว่าใครหนอคือ the negative one? แต่ผมไม่เชื่อว่าพวกเขาหมายถึงโจอี้

ปิดท้ายด้วยเพลงช้าๆให้ดูดดื่มกับความหมาย If Rain Is What You Want  ซึ่งก็ต้องตีความกันอีกล่ะ ว่าอะไรคือสายฝนในเพลงนี้ ที่พวกเขาบอกว่า if rain is what you want / then take your seats / enjoy the fall……

และถ้าเมทัลหนักๆในแบบของพวกเขาเป็นสิ่งที่คุณต้องการ เชิญหาที่นั่งฟัง และมีความสุขกับความโหดเหี้ยมหฤหรรษ์ของ .5:The Gray Chapter กันได้เลยครับ

Tracklist:
1.         "XIX"     3:10
2.         "Sarcastrophe"             5:06
3.         "AOV"  5:32
4.         "The Devil in I"              5:42
5.         "Killpop"            3:45
6.         "Skeptic"           4:46
7.         "Lech"              4:50
8.         "Goodbye"        4:35
9.         "Nomadic"        4:18
10.       "The One That Kills the Least"             4:11
11.       "Custer"            4:14
12.       "Be Prepared for Hell"              1:57
13.       "The Negative One"      5:25

14.       "If Rain Is What You Want"       6:20

Monday, 16 June 2014

Ghost Stories

อดีตหลอนปิศาจรัก

Coldplay  | Ghost Stories ****
ออกจำหน่าย-พ.ค. 2014
แนวดนตรี-อัลเทอร์เนทีพ ร็อค,อีเล็คโทรนิกา, แอมเบียนซ์
โปรดิวเซอร์-ทิม เบิร์กลิ่ง, โคลด์เพลย์, พอล เอ็ปเวิร์ธ, ดาเนียล กรีน, จอน ฮอปกินส์, ริค ซิมป์สัน


คุณรู้จักผู้ชายสามคนนี้ไหม

จอนนี่ บัคแลนด์ (Jonny Buckland) อายุ 36 ปี เกิดที่ลอนดอน เขาเล่นเครื่องดนตรีได้หลายชนิด แต่หลักๆจอนนี่คือมือกีต้าร์ของ Coldplay สไตล์การเล่นของจอนนี่ได้รับอิทธิพลอย่างแรงมาจากท่านดิ เอดจ์แห่ง U2 ทั้งเสียงก้องกังวานและการใช้เอฟเฟ็คต่างๆบนสุ้มเสียงที่ดิบสด

กาย เบอรี่แมน (Guy Berryman) มือเบสเลือดสก็อตต์วัย 36 ปี ถนัดมือซ้าย แต่เล่นเบสด้วยมือขวา เขาก็เป็น multi-instrumentalist เหมือนกับจอนนี่ นอกจากเบส กายยังเล่นเชลโล,แมนโดลิน,คีย์บอร์ด และทรัมเป็ตได้อีกด้วย

วิล แชมเปี้ยน (Will Champion) มือกลองสมองใสและนักร้องสนับสนุนในบางโอกาส เกิดที่เซาท์แธมป์ตันเมื่อ 35 ปีก่อน วิลเป็นโคลด์เพลย์คนสุดท้ายที่เข้าร่วมวงในปี 1997 เขาตีกลอง Yamaha และใช้ฉาบของ Zildjian นอกจากเป็นสมาชิกคนสุดท้ายของวงแล้วเขายังเป็นคนแรกที่ถูกไล่ออกจากวงด้วยในปี 1999 แต่ก็ถูกเรียกตัวกลับมาในที่สุด

แม้ Coldplay จะอยู่ในวงการมาถึง 14 ปีแล้ว แต่ผู้คนก็เหมือนจะรู้จักคริส มาร์ติน นักร้อง,คีย์บอร์ด,กีต้าร์และนักแต่งเพลงประจำวงอยู่คนเดียว ผมเลยขออนุญาตเอ่ยถึงสมาชิกสามคนนี้ให้ได้คุ้นเคยชื่อเสียงกันบ้าง แน่ล่ะ,เขาทั้งสามไม่ได้มีอิทธิพลต่อเสียงของ Coldplay เท่าคริส และคริสอาจจะหาใครๆอีกสามคนมาแล้วออกแผ่นในนาม Coldplay ได้ไม่ยากเย็นนัก แต่จอนนี่,กาย และ วิล ก็ทำหน้าที่ในความเป็น Coldplay ได้อย่างยอดเยี่ยมเสมอมา ด้วยการเล่นแบบพอเพียง,เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยรสนิยม ตั้งแต่พวกเขาออกอัลบั้มแรก Parachutes ในปี 2000 ที่ใครๆก็เอาไปเปรียบเทียบกับ Radiohead หรือ Travis จนกระทั่งอัลบั้มล่าสุด- Ghost Stories ในปีนี้ ที่แม้จะมีซาวนด์ที่ออก ambience และ electronic มากกว่างานใดๆที่ Coldplay เคยทำมา แต่เอกลักษณ์ของสุ้มเสียงของพวกเขาก็ยังเด่นชัดจำได้ไม่ผิดวงแต่อย่างใด

ถึงพวกเขาจะทิ้งช่วงถึงสามปีห่างจาก Mylo Xyloto อัลบั้มชุดที่ห้า (2011) อันเป็นงานที่ซาบซ่า ฉูดฉาด และออกแบบมาเพื่อการเล่นสดในอรีน่า แต่เรากลับรู้สึกว่า Ghost Stories ออกมาอย่างรวดเร็ว และไม่ค่อยมีการโหมโรงปลุกกระแสอะไรเท่าไหร่ ไม่เหมือนหลายๆอัลบั้มที่ผ่านมาของพวกเขานับตั้งแต่ X&Y ข่าวที่ตีคู่มากับอัลบั้มนี้และอาจจะดังกว่าตัวอัลบั้มเองกลับเป็นการแยกทางกันแบบจากกันด้วยดีของคริส มาร์ติน กับศรีภรรยาดาราฮอลลีวู้ด กวินเน็ต พัลโทรว์ ที่ออกจะช็อกความรู้สึกแฟนๆอยู่บ้าง เพราะคริสจัดเป็นร็อค สตาร์ที่ไม่เหมือนร็อคสตาร์คนอื่นๆ เขามีภาพพจน์เป็นชายหนุ่มที่แสนดีมาตลอด และใครๆก็เชื่อว่าแฟมิลี่แมนอย่างเขาไม่น่าจะมีปัญหาชีวิตครอบครัว แต่ก็นั่นแหละ สิ่งที่เรารับรู้จากสื่อกับความจริงที่เกิดขึ้นมันอาจจะคนละมิติกันเลยก็ได้

ไม่มีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการว่า Ghost Stories คือเรื่องราวแห่งความล้มเหลวในชีวิตรักของคริสกับกวินเน็ต แต่แฟนๆส่วนหนึ่งก็คิดไปแล้วเต็มๆ เพราะมันแทบจะเป็นคอนเซพท์อัลบั้มแห่งการโหยหาแห่งรัก รักที่ยังไม่อาจลืม แต่ล้มเหลวและแหลกสลายเกินกว่าจะบูรณะ ถึงกระนั้นหัวใจของเขาก็ยังดื้อด้านกระเสือกกระสนผูกมัดตัวเองไว้กับความหวังอันล่องลอยและน้อยนิดว่ายังมีทางที่รักนั้นจะถูกเยียวยา และคืนความสุขให้คนทั้งชาติ...เอ๊ย เขาทั้งสองอีกครั้ง ชัดเจนออกอย่างนี้แล้วจะให้แฟนเพลงนึกเป็นอื่นได้อย่างไร

ในเมื่อมันเป็น break-up album  จึงมิเป็นการถูกต้องถ้าพวกเขาจะทำเพลงออกมาเอะอะมะเทิ่งในแบบ Mylo หรืออลังการอู้ฟู่หนักไปกว่าเดิมอีก วาระนี้ Coldplay จึงยูเทิร์นกลับสู่ความเรียบง่ายในยุคแรกของพวกเขาอีกครั้ง แต่มันก็ไม่ได้บริสุทธิ์และตรงไปตรงมาเหมือนยุค Yellow หรือ Shiver , Ghost Stories เป็นชั้นเชิงของการเล่าเรื่องด้วยดนตรีที่ฟังแล้ว minimalism แต่ซับซ้อนระยิบระยับ หน้าปกของอัลบั้มที่เป็นฝีมือการทำ etching ของศิลปินชาวเช็ค Mila Fürstová สอดคล้องไปกับดนตรีในอัลบั้มยิ่งนัก ถ้าเป็นไปได้ คุณควรล่องเรือลำเล็กๆออกไปตกหมึกในทะเลเงียบๆยามราตรีและเปิดอัลบั้มนี้ผ่านทางวิทยุตัวเล็กๆฟังคนเดียว

โอ! ไม่ต้องกลัวผี เพราะ Ghost ในที่นี้คืออดีตที่มาหลอกหลอน ที่อาจจะร้ายไปกว่าปิศาจ เพราะมันสิงสถิตอยู่ในหัวของคุณไม่ยอมหนีหายไปไหน

หลายคนคงจะรักอัลบั้มนี้สุดหัวใจ เพราะมันล่องลอย, ฟังสบาย และแสนจะไพเราะ เนื้อหาก็เข้าใจง่ายสำหรับใครๆที่เคยอกหักกันมาแล้ว (มีใครไม่เคยหรือ) แต่อีกด้านหนึ่งของแฟนๆก็อาจจะมองว่านี่เป็นอัลบั้มที่อ่อนที่สุดของพวกเขา สัญญาณแห่งการถดถอย จุดจบแห่งพลังสร้างสรรค์ของวงดนตรีแห่งยุคสมัย

แต่ส่วนตัวผมคิดว่านี่เป็นอัลบั้มที่น่าฟัง และมีความเป็นตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา ไม่หรอก, สองสามอัลบั้มล่าสุดที่พวกเขาจับงานใหญ่ขึ้นเรื่อยๆนั้นก็ใช่ว่า Coldplay จะทำได้ไม่ดี พวกเขาทำได้ยอดเยี่ยมเลิศเลอ แต่ไม่รู้สินะ, ผมคิดว่าพวกเขาเหมาะกับงานที่เน้นอารมณ์, เศร้าหมอง และมองโลกหมุนไปช้าๆอย่างครุ่นคิดมากกว่า และนั่นคือสิ่งที่พวกเขาทำในเวลาสี่สิบกว่านาทีของ Ghost Stories ที่เริ่มจาก.....

Always In My Head คริสฉลาดที่เลือกคำว่า head แทนคำว่า mind หรือ heart ที่ออกจะเฝือและให้ความหมายไม่ลึกซึ้งเท่า เขาใช้คำสั้นๆง่ายๆในเนื้อเพลงแต่ฟังแล้วเข้าใจได้เลยถึงความรู้สึก I think of you / I haven't slept / I think I do/ But I don't forget เสียงคีย์บอร์ด,เสียงประสานและกีต้าร์ของจอนนี่ที่กรีดกรายประหนึ่งราวสรรสร้างโดยดิเอดจ์ตอนเคลิ้มฝันสร้างบรรยากาศได้ไร้ที่ติ คริสเก็บเสียงฟอล์สเซ็ตโต้ทีเด็ดของเขาไว้ท้ายเพลงนี้ที่แสนไพเราะ กินใจเกินกว่าที่จะจบลงห้วนๆแบบนี้ หรือว่าเป็นความจงใจของพวกเขาในการเล่นกับอารมณ์ของพวกเราผู้ฟัง?

Magic มนต์ขลังแห่งรักแม้มันจะผ่านพ้นไปแล้วแต่มันก็ยังคงทรงคุณค่ามิเปลี่ยนแปร เบสของกายเป็นพระเอกในซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มเพลงนี้ และไลน์เบสนี้ก็ยังเป็นต้นกำเนิดของเพลงด้วย การเรียบเรียงเหนือชั้นและพริ้งพรายด้วยรายละเอียดแต่กลับฟังดูมีพื้นที่ล่องลอยเบาบาง ยอดจริงๆ

Ink เทียบความรักกับรอยสักที่ยากจะลบเลือนในท่วงทำนองที่กระชับและป๊อบติดหูขึ้นกว่าเพลงก่อนหน้านี้ แม้มันจะเจ็บปวดแต่เขาก็โอเคที่จะมีมันไว้ เพียงเพื่อที่จะได้รำลึก ได้เก็บเธอไว้แม้เพียงแค่เป็นสัญลักษณ์ อีกเพลงที่น่าตัดเป็นซิงเกิ้ล

True Love ถ้าจะมีเพลงแบบ Fix You ในอัลบั้มนี้ก็ต้องเป็นเพลงนี้แหละ และถ้าไม่ใช่คริส มาร์ตินร้องด้วยเสียงหล่อๆและปวดร้าวของเขาในเนื้อเพลงที่เขียนว่า Tell me you love me/ if you don't/ lie to me ก็คงจะสร้างอึดอัดให้ผู้ฟัง แต่พอเป็นคริสนี่ถึงกับซึ้ง พูดเลย

Midnight ถึงแม้จะฟังเหมือนเพลงของ Bon Iver แต่ผมคิดว่าพวกเขาต้องการเล่นกับเสียงร้องประสานอันซับซ้อนที่แฝงเครื่องดนตรีเข้าไปด้วยกับบรรยากาศหลอนๆตลอดเพลงมากกว่า เพลงนี้ก็ได้ตัดเป็นซิงเกิ้ลมาก่อนอัลบั้มออกเหมือนกัน สร้างความอึ้งทึ่งหลอนให้แฟนๆได้ไม่น้อย เป็นอีกเพลงที่ต้องตั้งใจ"ฟัง" เพราะสารในเพลงมีมากมายกว่าที่แค่"ได้ยิน" เอ็มวีเพลงนี้มีนักวิจารณ์ชมเชยไว้ว่างดงามราวกับ iTunes Visualizer (ประชด) ลองหามาพิสูจน์กัน

Another's Arms มาถึงขั้นนี้แล้วจะมีอะไรนอกจากมาเศร้ากันต่อ ความรู้สึกธรรมดาๆที่เกิดขึ้นกับทุกคนที่ต้องแยกทางกับคนรัก ได้แต่คิดถึงอดีตตอนที่ทำอะไรด้วยกัน และคิดไปไกลว่าตอนนี้เธอทำอะไรอยู่ที่ไหนกับใคร ในอ้อมแขนใครหนอ

Oceans ณ จุดนี้ เหมือนพระเอกของเราจะยอมรับสถานการณ์แล้วระดับหนึ่ง แต่ก็ยังคงเต็มไปด้วยสับสนในขณะที่เขาพร้อมจะเจอกับอะไรก็ตามที่รออยู่ เสียงคริสฟังดูปวดทรมานเกินกว่าเหตุบนคีย์บอร์ดที่เวิ้งว้างและอคูสติกกีต้าร์หม่นหนักอึ้งกดดันจิตใจ

มันคือความเขม็งเกลียวแทบจะเกินทานทนก่อนที่ทุกอย่างจะปะทุออกมาใน A Sky Full Of Stars  แทร็คเดียวของอัลบั้มที่กลายเป็น dance music ในสไตล์ของท่าน Avicii ดีเจชื่อก้องที่มาร่วมโปรดิวซ์เพลงนี้ด้วย รอยต่อระหว่าง Oceans กับ Stars ที่ห่างไกลกันมากทางอารมณ์กลับทำได้อย่างราบรื่น อัจฉริยะนัก

Coldplay ชอบทำอะไรงงๆกับ hidden track อยู่เสมอในอดีตกาล ครั้งนี้ก็เช่นกัน แทร็คสุดท้ายที่ให้ชื่อว่า O จริงๆคือสองเพลงที่แยกห่างกัน Fly On และ O เพลงสั้นๆที่มีแค่คำร้องว่า 'Don't ever let go.' ส่วน Fly On นั้นงดงามและตอบคำถามทั้งหมดของอัลบั้มด้วยเนื้อหาอันเรียบง่ายกล่าวถึงสัจธรรมที่เราทุกคนรู้ดีแต่ไม่มีใครนึกออกยามทุกข์ : ความรัก ความทุกข์ ความสุข ก็เหมือนหมู่วิหค บางทีมันก็บินมา บางทีมันก็บินจากไป

แฟน Coldplay ที่ต้องการการพัฒนาเดินหน้าไม่หยุดหย่อนจากพวกเขา คงต้องถามตัวเองก่อนว่าสิ่งที่เรียกว่าพัฒนาการนั้นคืออะไร สำหรับผม, แม้พวกเขาจะลดความอลังการงานสร้างฟรุ้งฟริ้งเจิดจ้าลงไปมาก แต่การจัดระเบียบดนตรีให้รับใช้อารมณ์เพลงใน Ghost Stories นี้, ถือเป็นความเหนือชั้น และพัฒนาการอีกก้าวของ จอนนี่, กาย, วิล

และ คริส มาร์ติน

tracklist:
1. Always In My Head 
2. Magic 
3. Ink 
4. True Love 
5. Midnight 
6. Another's Arms 
7. Oceans 
8. A Sky Full Of Stars 
9. O 

ติชมและรีเควสต์อัลบั้มเพื่อการรีวิวได้ที่ winstonbkk@gmail.com ครับ





Sunday, 25 November 2012

อ่านว่า เล็น-เหนิร์ด สะกิน-เหนิร์ด



เมื่อวานหยิบซีดีรีมาสเตอร์ของวงร็อคปักษ์ใต้วงนี้มาฟัง
นี่เป็นชุดแรกของพวกเขา
ชื่อวงอ่านยากจัด ก็เลยสะกดให้ฟังซะเลย น่ารักจัง
ฟังไป อ่านไป
โห วงยุคนั้น กว่าจะได้ออกผลงาน เหนื่อยโคตรๆ
เล่นกันมาตั้งเจ็ดปี
กว่าจะไปเตะตา Al Kooper
จึงได้ออกเทปกะเค้า
แล้วกว่าจะออกงานชุดแรก พวกเค้าก็ซ้อมกันแหลกเป็นเดือนๆ
จนกระทั่งแทบจะเล่นทุกเพลงถอยหลังกันได้ แม่นยำกันทุกโน๊ต
ผมเชื่อนะ เพราะวงนี้เล่นกันแน่นปึ๊ก ทีมเวิร์คสุดๆจริงๆ
แน่นอน เพลงเอกก็คือ Freebird
ที่ต้นสังกัดแทบจะกราบ บอกช่วยตัดทอนลงหน่อยได้ไหม ไม่งั้นวิทยุไม่เปิดแน่
ยาวโคตรๆขนาดนี้
พวกเขาบอกว่า โนวว ตัดไม่ได้ ถ้าวิทยุอยากเปิด ก็เลือกเพลงอื่นไปเปิดจิ
มีเพลงสั้นๆกว่านี้อีกตั้งหลายเพลงในอัลบั้ม
แต่สุดท้าย Freebird ก็กลายเป็นเพลงร็อคคลาสสิกที่วิทยุเปิดกันมากมายไม่รู้จักเบื่อจนทุกวันนี้
ชุดนี้บันทึกเสียงดีมากๆด้วยครับ
อยากเก็บงานของวงทุกชุดเลยซะแล้ว
(ตอนนี้มีแค่สาม....)

Wednesday, 6 April 2011

Layla 40th

















Derek and the Dominos:

Layla and other Assorted Love Songs (40th Anniversary Deluxe Edition) *****

Original released: November 1970

Original Producer : Tom Dowd

Reissue: 2011

Compilation producer: Bill Levenson

Genre: Rock, Blues, Country, Soul

Layla คืองานคลาสสิกของวงการร็อคแอนด์โรลอย่างไม่มีใครจะเถียง แต่ตอนมันออกมาใหม่ๆในปี 1970 อัลบั้มนี้คว่ำไม่เป็นท่า ทั้งยอดขายและคำวิจารณ์ เพราะไม่มีใครรู้ว่า Derek คือ Eric Clapton และแคลปตันก็คิดว่างานนี้มีความดีพอที่จะขายได้ด้วยตัวของมันเอง เขาคิดผิดถนัด แต่ในที่สุดโลกก็เริ่มรับรู้ว่าอะไรเป็นอะไร และมันก็ไต่เต้าไปอยู่ในสถานะที่มันคู่ควรในที่สุด

Derek and the Dominos ประกอบไปด้วยตัวแคลปตัน (ร้อง, กีต้าร์) และอีกสามอดีตสมาชิกของ Delaney and Bonnie คือ Bobby Whitlock (ร้อง, คีย์บอร์ด) , Carl Radle (เบส), Jim Gordon (กลอง) รวมทั้งแขกรับเชิญอีก 1 ท่านคือ Duane Allman ยอดมือกีต้าร์จาก The Allman Brothers Band Layla and other Assorted Love Songs คือสตูดิโออัลบั้มชุดเดียวของพวกเขา แต่นั่นก็เพียงพอกับการที่จะเป็นตำนาน มันคืองานที่ผสมผสานแนว Memphis Soul, Country, Blues, Rock and Roll ไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืนและไม่เหมือนใคร ด้วยฝีมือของนักดนตรีที่เอกอุและเข้าขากันอย่างเหลือเชื่อ ฝีมือริธึ่มเซ็กชั่นของ Carl และ Jim นั้นเรียกว่าไม่แพ้ใครในรุ่นเดียวกัน (แคลปตันเคยชมว่าจิมเป็นมือกลองที่ดีที่สุดที่เขาเคยเล่นด้วยมา) และเสียงร้องของ Bobby ที่ตะเบ็งแข่งและสลับกับแคลปตันก็สร้างอารมณ์ในแบบเพลงของ Sam & Dave ได้ไม่เลว ส่วนตัวแคลปตันเองก็ไม่เคยร้องเพลงได้อารมณ์เท่านี้มาก่อน และฝีมือกีต้าร์ของเขาก็สุดเสียงสังข์ไม่แพ้ยุค Cream หรือสมัยเล่นกับ John Mayall เลย

หลังจากผิดหวังกับ Blind Faith ซุปเปอร์กรุ๊ปวงใหม่ของเขาที่ไปได้แค่อัลบั้มเดียว แคลปตันก็หันไปสนุกสนานกับการแจมและออกทัวร์กับทีมนักดนตรีอเมริกันที่เคยเป็นวงเปิดให้ Blind Faith: Delaney and Bonnie และต่อมา Delaney ก็เชียร์ให้เขาออกอัลบั้มเดี่ยว (เสียที) โดยเขาจะช่วยแต่งเพลงและโปรดิวซ์ให้ ผลที่ได้คืองานโซโลชุดแรกของแคลปตันในชื่อ Eric Clapton ดูเหมือนเขาจะกลายมาเป็นศิลปินเดี่ยวอย่างเต็มตัว

แต่แล้วเมื่อเขาทราบว่าลูกวงของ Delaney แตกกระเซ็นในเวลาต่อมา แคลปตันก็ไม่รีรอที่จะเปิดอ้อมแขนรับ Bobby, Carl และ Jim เข้ามาร่วมวงด้วย ทั้งสามย้ายมาปักหลักที่บ้านของแคลปตันกันเลยทีเดียว และเริ่มต้นแจมกันอย่างไม่รู้เดือนรู้ตะวัน เคมีของเขาทั้ง 4 เข้ากัน รวมทั้งสารเคมีจากภายนอกทั้ง up และ down ที่เติมเต็มเข้ามาตลอดการเล่นดนตรี

ในอีกด้านหนึ่งของชีวิตที่ดำเนินไปพร้อมๆกัน แคลปตันเริ่มตกหลุมรัก Pattie ภรรยาของ George Harrison เพื่อนรักมาได้พักหนึ่งแล้ว เขาแอบสังเกตว่าชีวิตแต่งงานของจอร์จและแพ๊ตตี้ไม่ค่อยจะราบรื่นนัก พระเจ้าแห่งกีต้าร์ได้พยายามหาโอกาสจีบเมียเพื่อนอยู่เนืองๆ แต่แพ๊ตตี้ก็ไม่ใจอ่อนเสียที บทเพลงที่เขาแต่งในอัลบั้มนี้เป็นการระบายความในใจที่อัดอั้นให้แพ๊ตตี้ล้วนๆ

การบันทึกเสียงครั้งแรกของพวกเขาคือมาเล่นแบ็คอัพให้ George Harrison ในอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของจอร์จ All Things Must Pass ที่โปรดิวซ์โดย Phil Spector โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือฟิลต้องโปรดิวซ์ซิงเกิ้ลให้พวกเขา 1 แผ่น ผลงานที่ออกมาคือ Roll It Over (จอร์จเล่นกีต้าร์ด้วย) และ Tell The Truth มันเป็น rock and roll-blues ในแบบ wall of sound ที่ยอดเยี่ยมทีเดียว น่าเสียดายที่การร่วมงานของฟิลและ Derek and the Dominos จบลงแค่นี้ (Tell The Truth ถูกนำมาเล่นอีกครั้งใน Layla ในการเรียบเรียงที่ต่างกันกับเวอร์ชั่นนี้มากมาย)

แคลปตันพาลูกวงไปที่ Criteria Studios ในไมอามี่ เพื่อบันทึกเสียง LP ชุดแรก พวกเขาพกฝีมือและความเมามายไปเต็มเปี่ยม แต่บทเพลงในมือยังมีไม่มากนัก จึงต้องอาศัยเพลงบลูส์เก่าๆมาเป็นวัตถุดิบด้วย Duane Allman เข้ามาเสริมทีมภายหลัง หลังจากแคลปตันดอดไปดูเขาแสดงแล้วชวนมาแจมด้วยและจีบมาทำอัลบั้มด้วยในที่สุด Duane ไม่ได้เล่นทุกเพลงในอัลบั้ม และเมื่อเราฟังเพลงที่ไม่มี Duane ก็จะพบว่าแคลปตันและลูกวง เอาอยู่ อยู่แล้ว แต่เพลงที่ยอดนักสไลด์เข้ามาเล่นด้วย ยิ่งยกระดับความยิ่งใหญ่ของบทเพลงขึ้นไปอีก แคลปตันนั้นเป็นที่รู้กันว่าเขาจะเล่นดีขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อมีนักกีต้าร์มือดีๆมาประกบด้วย คงไม่มีตัวอย่างไหนเห็นได้ชัดกว่าในอัลบั้มนี้ ไม่ว่าจะเป็นการโซโลไฟลุกใส่กันแบบไม่ยั้งใน Why Does Love Got To Be So Sad, บลูส์หลุดโลก Key To The Highway หรือไทเทิลแทร็คที่แคลปตันและ Duane แข่งกันสไลด์อย่างเมามันบนท่อนริฟฟ์บันลือโลกนั้น และเพลงเผยความในใจที่แสนระทม Have You Ever Loved A Woman เขาทั้งสองยังร่วมกันเล่น Little Wing ของ Jimi Hendrix ในแบบที่เจ้าของเพลงถ้าได้ฟังคงต้องภูมิใจ (แต่เฮนดริกซ์ไม่เคยได้ฟัง เขาตายเสียก่อน)

แคลปตันสุดจะประทับใจในฝีมือของ Duane และชวนเขามาเป็นโดมิโนตัวที่สี่อย่างเป็นทางการและเต็มตัว แต่ Duane ไม่เอาด้วย เพราะเขามีครอบครัวแล้ว นั่นก็คือ Allman Brothers แต่ Duane ก็เสียชิวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนในอีก 1 ปีถัดมา

หลังจากอัลบั้มชุดแรกขายไม่ดีนัก พวกเขาก็กลับมาเข้าห้องอัดกันที่ Olympic Studios ในปี 1971 เพื่อบันทึกเสียงอัลบั้มชุดสอง แต่ทำกันไปได้แค่กี่เพลงวงก็แตก ด้วยสาเหตุของการใช้ยาอันหนักหน่วงของแต่ละคนอันนำมาซึ่งความหวาดระแวงและการทะเลาะเบาะแว้งในที่สุด ยังดีที่ยังมี่การบันทึกเสียงเอาไว้ได้บางส่วนที่ฟังดูแล้วก็ไม่เลวทีเดียว เช่น Snake Lake Blues, Evil, Mean Old Frisco, One More Chance และเพลงที่น่าจะดีที่สุดในเซสชั่น Got To Get Better In A Little While ต้องบอกว่าน่าเสียดายจริงๆครับที่พวกเขาไม่อาจอยู่กันทำต่อจนเสร็จ

แคลปตันเคยเชิญแพ็ตตี้มานั่งฟังอัลบั้มนี้ที่บ้านหลังจากบันทึกเสียงเสร็จใหม่ๆ หวังว่าจะทำให้เธอใจอ่อนยอมมาอยู่กับเขาด้วยพลังของบทเพลงที่เขาสร้างเอาไว้ แพ๊ตตี้รู้สึกทึ่ง แต่ก็ไม่ถึงขั้นจะทิ้งสามีมาอยู่กับเขา แคลปตันขู่ว่าถ้าไม่มาเขาจะเสพเฮโรอีนแบบ full-time แพ๊ตตี้ได้แต่ยิ้มๆ และแคลปตันก็ทำตามนั่น ชีวิตเขาดำดิ่งลงไปในความมืดอีกสามปีเต็ม

ใน Deluxe Edition นี้ดิสก์แรกจะเป็น original album ทื่ผ่านการรีมาสเตอร์ครั้งล่าสุดโดย Ellen Fitton ที่ฟังแล้วเป็นธรรมชาติและให้ความเป็นอนาล็อกดีทีเดียว ส่วนดิสก์สองจะเป็นเพลงที่พวกเขาทำไว้เพื่ออัลบั้มชุดที่สอง, ซิงเกิ้ลฝีมือโปรดิวซ์ของฟิล สเป็กเตอร์, การแสดงสดที่รายการทีวีของ Johnny Cash (ไม่เคยเผยแพร่มาก่อน) และเพลงจาก Layla sessions 1 เพลงคือ Mean Old World เพลงส่วนใหญ่จะเคยอยู่ใน Crossroads boxset และ Layla Sessions มาแล้ว ยกเว้นการแสดงที่ Johnny Cash show และ Got to Get Better In A Little While ฉบับแจม แต่เพลงจากอัลบั้มสองได้รับการรีมิกซ์ใหม่หมดทุกเพลง อย่างไรก็ตามสิ่งที่ไม่ได้รับการเหลียวแลในเวอร์ชั่นนี้เลยคือการแจมยาวๆแบบที่เราได้ฟังกันใน Layla Sessions เมื่อยี่สิบปีก่อน เชื่อว่าน่าจะยังมีแจมอีกมากที่ยังอยู่ในคลังที่เรายังไม่ได้ฟัง

ถ้าท่านยังไม่มีอัลบั้มนี้มาก่อน ผมแนะนำเวอร์ชั่นนี้ได้เลยครับ แต่สำหรับแฟนที่มีมาหลายเวอร์ชั่นแล้ว ก็ลองพิจารณาว่าอยากได้โบนัสแทร็คในแผ่นสองแค่ไหน หรือจะกระโดดไปคว้าฉบับใหญ่ Super Deluxe เลยที่จะได้ของแถมเพิ่มมาอีกคือ Surround DVD ของอัลบั้มนี้, ซีดี In Concert (remastered) และแผ่นไวนีล Layla สองแผ่น พร้อมอะไรต่างๆอีกมากมาย ในราคาที่มากมายเช่นกัน

Layla เป็นงานที่กลั่นออกมาจากหัวใจที่ปวดร้าว เล่นด้วยนักดนตรีฝีมือเก่งขั้นเทพลงมาแสดงปาฏิหารย์ และทีมดนตรีที่เข้าขากันด้วยการแจมต่อเนื่องยาวนาน มันคือปรากฏการณ์ครั้งหนึ่งในโลกดนตรีที่ไม่ได้มีบ่อยๆ

Track List: Disc #1/2

01. I Looked Away 3:07
02. Bell Bottom Blues 5:04
03. Keep On Growing 6:23
04. Nobody Knows You When You’re Down and Out 5:00
05. I Am Yours 3:37
06. Anyday 6:37
07. Key To The Highway 9:40
08. Tell The Truth 6:41
09. Why Does Love Got To Be So Sad? 4:44
10. Have You Ever Loved A Woman? 6:54
11. Little Wing 5:36
12. It’s Too Late 3:52
13. Layla 7:06
14. Thorn Tree In The Garden 2:50

Track List: Disc #2/2

01. Mean Old World 3:50
02. Roll It Over 4:32
03. Tell The Truth 3:25
04. It’s Too Late 4:11
05. Got To Get Better In A Little While 6:35
06. Matchbox 3:56
07. Blues Power 6:34
08. Snake Lake Blues 3:35
09. Evil 4:35
10. Mean Old Frisco 4:07
11. One More Chance 3:17
12. Got To Get Better In A Little While (Jam) 3:45
13. Got To Get Better In A Little While 6:04


Tuesday, 29 March 2011

Warpaint: The Fool














Warpaint-The Fool (2010) ****



Producer: Tom Biller

Genre: Psychedelic Rock, Dream Pop, Indie Rock

Released: October 2010

สาวๆท่าทางธรรมดาๆสี่คนจากแอลเอ กับผลงานอัลบั้มแรกอย่างเป็นทางการของพวกเธอ หลังจากเคยมี EP ออกมา 1 แผ่นเมื่อปี 2009 ผมไม่เคยฟัง EP แผ่นนั้นมาก่อน แต่ชื่อเสียงของ Warpaint ก็เป็นที่โจษจันว่าเป็นความหวังใหม่ของวงการดนตรีในปี 2010 กระนั้นผมก็ไม่เคยคิดว่าจะได้ยินเสียงอะไรแบบนี้จากพวกเธอ นี่ไม่ใช่อัลบั้มร็อคฟังสนุกๆของผู้หญิงที่มารวมวงกันและเล่นดนตรีพอใช้ได้อย่างที่ผมคาดเอาไว้ แต่ The Fool เป็นงานที่มืดหม่น ซับซ้อน มันคือการผจญภัยไปในสรรพเสียงที่นำทางโดยไกด์เสียงหวานแต่แทบไม่เคยยิ้มแย้ม Warpaint ได้สร้าง sound ของตัวเองขึ้นมาในแบบที่ยากจะเจาะจงไปว่าพวกเธอเล่นดนตรีแนวไหน และเหนืออื่นใด ฝีมือของพวกเธอเหนือชั้นไม่ด้อยไปกว่าความคิดสร้างสรรค์ นี่คืออัลบั้มแห่งการแจมยาวเหยียดจากผู้หญิงสี่คนที่ประดุจมีการเชื่อมต่อทางจิตวิญญาณถึงกันและกัน งานชั้นเลิศอย่างนี้คือเหตุผลสำคัญที่คนรักดนตรีไม่อาจหยุดเสพงานใหม่ๆจากศิลปินหน้าใหม่ได้

Warpaint ปัจจุบันมีสมาชิกคือ Emily Kokal (ร้อง,กีต้าร์) Jenny Lee Lindberg (เบส,ร้อง) Therasa Wayman (ร้อง,กีต้าร์,กลอง,คีย์บอร์ด) และ Stella Mozgawa (กลอง,คีย์บอร์ด,ร้อง,กีต้าร์) พวกเธอตั้งวงกันมาตั้งแต่ 6 ปีก่อนในปี 2004 และมีการเปลี่ยนแปลงสมาชิกก่อนหน้านี้สามคน พวกเธอเริ่มต้นด้วยการตระเวณแสดงกันในแอลเออยู่สามปี มีสาวกติดตามอยู่พอสมควร และเริ่มเขียนเพลงกันเองอย่างเช่น เพลง ‘Stars’, ‘Elephants’ และ ‘Beetles’ เพลงเหล่านี้ต่อมาพวกเธอก็ได้นำมาบันทึกเสียงใน EP ชุดแรก ‘Exquisite Corpse’ ที่บันทึกเสียงกันตอนปลายปี 2007 โปรดิวซ์โดย Jack Bercovici และได้อดีตมือกีต้าร์คนดังของ Red Hot Chili Peppers –John Frusciate มามิกซ์เสียงและทำมาสเตอร์ให้ พวกเธอออก EP นี้กันแบบไม่มีสังกัด แต่ต่อมา Manimal Vinyl ก็ซื้องานนี้ไปออกในปี 2009 และได้รับเสียงวิจารณ์ออกไปในแง่บวก โลกได้เริ่มรู้จักสุ้มเสียงของ Warpaint ไซคีดีลิคหลงยุคที่ขับร้องโดยนักร้องสาวสามคนที่ล่องลอยหลอนฟุ้งบนเมโลดี้ที่ดิบแต่งดงามนั้น หลังจากได้มือกลองคนใหม่ Stella Mozgawa ในปี 2009 พวกเธอได้เซ็นสัญญากับ Rough Trade การเข้ามาของ Stella เป็นการเติมเต็มซาวนด์ของ Warpaint ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ก่อนหน้านี้หลายคนอาจจะได้ฟังพวกเธอ cover เพลง Ashes To Ashes ของ David Bowie ไว้ได้อย่างน่าฟังในอัลบั้ม tribute ให้ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้

9 เพลงใน The Fool ล้วนแล้วแต่เป็นเพลงที่เต็มไปด้วยความยาว 5-6 นาทีที่ไม่ใช่สูตรสำเร็จในการทำเพลงป๊อบไม่ว่าจะยุคไหนๆ แทบทุกแทร็คมีทางเดินคดเคี้ยวและยืดยาว มันเป็นประสบการณ์การฟังเพลงที่ตื่นหูตื่นใจหลังจากที่แทบจะไม่มีอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นในวงการดนตรีมาแสนนาน เพลงเดินเรื่องด้วยเสียงเบสอันลึกล้ำและน่าฉงนงงงวยในทิศทางของ Jenny Lee Lindberg และเสียงกลองอันเหนือชั้นเกินสตรีทั่วไปของ Stella เพื่อนำทางให้ชั้นต่างๆของสรรพเสียงที่วางกันมาอย่างพิลึกพิลั่น

Set Your Arms Down เพลงเปิดอัลบั้มจับผู้ฟังทุกท่านลงนั่งนิ่งอย่างไร้ทางต่อสู้ด้วยจังหวะที่อืดแน่นนิ่งเหมือนภาพ super slow-motion เสริมให้เสียงร้องนางพรายของพวกเธอหลอกหลอนหนักข้อขึ้น อารมณ์เพลงถูกสร้างก่อสูงจนท้ายเพลงที่ราวกับแต่ละนางต่างโซโล่ไปคนละทางด้วยอารณ์กระเจิดกระเจิงหายไปในความมืด แค่เพลงนี้เพลงเดียวก็มั่นใจได้แล้วว่านี่ไม่ใช่งานธรรมดาเสียแล้ว Warpaint เพลงที่สองที่ชื่อเหมือนวงยังต่อกันด้วยอารมณ์หลอกหลอนในชั้นเชิงที่กระชับขึ้นกว่าเดิมด้วยจังหวะที่รุกเร้าเขย่าประสาท คุณอาจจะนึกถึง influence ของพวกเธอได้มากมายจาก Joy Division, The Cure, Echo and the Bunnymen, Bjork และโดยเฉพาะเสียงร้องของ Cat Power แต่ Warpaint ก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าพวกเธอลอกแนวทางของใครมาตรงๆแต่อย่างไร Undertow เร็กเก้เบสไลน์และทำนองแสนเซ็กซี่ของเสียงร้องแบบเกิร์ลกรุ๊ปยุคใหม่ทำให้เพลงนี้น่าจะเป็นเพลงที่เข้าถึงง่ายที่สุดเพลงหนึ่งของอัลบั้ม นอกเหนือจาก Baby ที่ตัดเครื่องดนตรีอื่นๆออกเหลือแต่เสียงร้องอันเปล่าเปลือยและอคูสติกกีต้าร์จนแทบไม่เหลือความหลอนเหมือนแทร็คอื่น เพราะขาดใจ!

คงไม่จำเป็นต้องบรรยายเพลงอื่นๆในอัลบั้มที่ถ้าจะต้องพูดถึงคงต้องเล่ากันตั้งแต่ต้นยันจบเพลง เพราะแต่ละเพลงเต็มไปด้วยการผจญภัยไปทั่วหัวระแหง นี่เป็นอัลบั้มที่ต้องใช้เวลาในการย่อยและดูดซึมพอสมควรด้วยรายละเอียดมากมายในนั้น คุณจะชอบ The Fool ถ้าชอบร็อคในแนวไซคีดีลิค,อารมณ์หม่นหมองและหลอนหลอกแบบ Gothic แต่ขับร้องด้วยเสียงร้องหวานๆล่องลอยของสุภาพสตรีที่ออกจะน่ากลัวนิดๆครับ!

Tracklist

1. "Set Your Arms Down"

2. "Warpaint"

3. "Undertow"

4. "Bees"

5. "Shadows"

6. "Composure"

7. "Baby"

8. "Majesty"

9. "Lissie's Heart Murmur"

Wednesday, 8 December 2010

Breakfast In America...again


“Englishmen in Hollywood


Supertramp : Breakfast In America (deluxe edition) *****

Original released: March 1979

Deluxe Edition released: October 2010

Genre: Pop, Progressive Rock

Producer: Peter Henderson, Supertramp

Supertramp เป็นวงดนตรีที่มีอิทธิพลต่อการฟังดนตรีของผมมากมาย พวกเขาแตกต่างจากร็อคกรุ๊ปอื่นๆในยุค 70’s จนไม่รู้จะจัดหมวดหมู่ไปรวมกับใครได้ ภาพลักษณ์ที่ก้ำกึ่งระหว่างความเป็น nerd และ hippie ไปด้วยกันได้ดีกับดนตรีที่ซ่อนความซับซ้อนไว้ในท่วงทำนองที่แสนจะติดหู นักร้องนำสองคนที่เสียงต่างกันราวฟ้าดินและหลายครั้งที่มักจะร้องประชันกัน Supertramp ทำเพลงที่ไม่เน้นกีต้าร์มากเท่าคีย์บอร์ดและเปียโน และพวกเขายังเป็นวงร็อคไม่กี่วงที่นำเสนอเครื่องเป่าอย่างแซ็กโซโฟนและคลาริเน็ต

Deluxe Edition ของ Breakfast In America เป็นโอกาสอันดีงามที่ผมจะได้กลับมาสัมผัส masterpiece ชิ้นนี้อีกครั้ง โครงการ deluxe edition ของ Universal music group นั้นมีมาหลายปีแล้ว และมีอัลบั้มที่ออกในรูปแบบนี้มามากกว่า 100 ชุด ส่วนใหญ่จะเป็นอัลบั้มที่มีความสำคัญระดับหนึ่ง ทุกชุดจะออกเป็นอย่างน้อย 2 ซีดี หรืออาจจะมีดีวีดีด้วย โดยจะมีอัลบั้มดั้งเดิมที่ผ่านการรีมาสเตอร์ล่าสุดควบไปกับแผ่นแถม ที่อาจจะเป็น demo, outtakes หรือบันทึกการแสดงสดที่อัดไว้ในยุคที่วงออกอัลบั้มนั้นๆ และไม่ใช่ว่า deluxe edition ทุกชุดจะได้รับคำชื่นชมเสมอไป บางชุดก็โดนแฟนๆสาดเสียเทเสียทั้งในเรื่องของเพลงแถมที่ไม่เข้าท่า หรือคุณภาพเสียงที่รีมาสเตอร์ออกมาได้ห่วยกว่าเดิม

น่าเสียดายที่แผ่นแถมของ Breakfast ไม่ได้มีเพลงแปลกๆอะไรเลย แต่เป็นการรวมบันทึกการแสดงสดในช่วงปี 1979 จากการแสดงที่ Wembley, Miami และ Paris (ไม่ซ้ำกับในอัลบั้ม Paris) เท่านั้น เพลงส่วนใหญ่ก็มาจาก Breakfast….ครึ่งต่อครึ่ง อย่างไรก็ตามมันก็เป็นแผ่นการแสดงสด12เพลงที่ตัดต่อออกมาได้น่าฟัง คุณภาพเสียงอยู่ในเกณฑ์ดี และ Supertramp ก็เล่นได้เยี่ยมในแบบฉบับของพวกเขา ตัว original album ผ่านการรีมาสเตอร์ล่าสุดในเดือนสิงหาคม 2010 นี้เองโดย Greg Calbi และฟังด้วยหูธรรมดาๆของผมก็รู้สึกว่ามันคมชัดกระจ่างใสถึงรายละเอียด,โทนเสียงอบอุ่นนิ่มนวลและมีความเป็นดนตรีน่าฟังตลอดแผ่นครับ ปกอัลบั้มเป็น gatefold เปิดได้สี่ท่อน เต็มไปด้วยภาพหายากจากยุคนั้นมากมาย และ booklet ที่มี article ยาวเหยียดจากฝีมือการเขียนของบ.ก.นิตยสาร MOJO, Phil Alexander

Breakfast In America คืออัลบั้มชุดที่ 6 ของวงร็อคจากอังกฤษวงนี้ สามอัลบั้มก่อนหน้านี้คือ Crime of the Century, Crisis?, What Crisis? และ Even In The Quietest Moments สร้างชื่อให้พวกเขาในหลายประเทศในฐานะวงร็อคที่เล่นเพลงโปรเกรสซีพป๊อบในแนวทางของตัวเอง และบทเพลงที่มีเนื้อหาทางปรัชญาและจิตวิญญาณ แต่คงไม่มีใครคาดหวังว่าพวกเขาจะมีอัลบั้มที่เต็มไปด้วยซิงเกิ้ลฮิตและขายดีระเบิดอย่าง Breakfast.. ออกมา พวกเขาย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในอเมริกาในช่วงบันทึกเสียงอัลบั้มนี้ ประจวบเหมาะเข้ากับเพลงและชื่ออัลบั้มที่ Hodgson แต่งไว้ตั้งแต่อายุ 17 ด้วยความคิดแบบวัยรุ่นอังกฤษที่คิดว่าถ้าได้ไปอยู่อเมริกาแล้วจะหาสาวๆได้ง่าย ชื่อ Breakfast In America ถูกนำมาใช้แทนสองชื่อที่เคยเป็นชื่อชั่วคราวก่อนของอัลบั้มนี้อย่าง Working Title และ Hello Stranger และมันก็เป็นชื่อที่ชี้นำแนวทางของดนตรีในอัลบั้มไปโดยปริยาย นัยหนึ่งมันคือซาวนด์แทร็คของมุมมองคนนอกต่ออเมริกาในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นภาพลวงตาของเมืองมายาในแทร็คเปิดอัลบั้ม Gone Hollywood ชีวิตรักข้ามคืนของร็อคสตาร์กับเหล่ากรุ๊ปปี้สาวๆที่เขียนไว้ได้อย่างเจ็บปวดใน Goodbye Stranger ความกดดันทางจิตใจและความสัมพันธ์ในวงเองที่ริคเขียนไว้ใน Just Another Nervous Wreck และ Casual Conversations

แต่เพลงที่เป็นพระเอกจริงๆของอัลบั้มล้วนแล้วแต่เป็นผลงานของ Hodgson โดยเฉพาะ The Logical Song ที่เป็นเหมือน Stairway To Heaven ของ Supertramp มันเป็นเพลงตั้งคำถามต่อชีวิตที่อาจจะไพเราะและมีสีสันทางดนตรีที่สุดที่เคยมีมา รวมไปถึงท่อนแซ็กโซโฟนโซโลอมตะของ John Helliwell ที่มีการเปิดเผยเคล็ดลับกันว่าอัดเสียงกันในห้องน้ำ! เพลงดังอีกเพลง-Take The Long Way Home นั้นเหมือนจะเขียนขึ้นมาจากชีวิตที่แปลกแยกในแอลเอของพวกเขา ยังมีบัลลาดที่โชว์เสียงของ Hodgson เน้นๆอย่าง Lord Is It Mine แต่เพลงปิดท้าย Child of Vision กลับหนักหน่วงซับซ้อนยาวเฟื้อยเป็นที่ถูกใจแฟนเพลงที่ค่อนข้างชอบแนวทาง Progressive ของวงมากกว่าป๊อบ

ถ้าคุณเป็นแฟนวงนี้มาก่อนและเคยมีอัลบั้มนี้อยู่แล้ว แพ็กเกจที่สวยงาม,ราคาที่น่าคบหา,แผ่นแสดงสดและคุณภาพในการรีมาสเตอร์ครั้งนี้คงทำให้ตัดสินใจเสียเงินอีกครั้งได้ไม่ยาก และสำหรับผู้คิดจะเริ่มต้นเดินทางไปกับ Supertramp นี่ถือเป็นประตูทางเข้าที่ดีครับ ข่าวว่าปีหน้าอาจจะมี deluxe edition ของอัลบั้ม Crime of the Century ออกมากันอีก ถ้างานออกมาดีอย่างนี้ก็น่าเสียเงินให้กันอีกครับ

Track listing

"Gone Hollywood" – 5:20

"The Logical Song" – 4:10

"Goodbye Stranger" – 5:50

"Breakfast in America" – 2:38

"Oh Darling" – 3:58

"Take the Long Way Home" – 5:08

"Lord Is It Mine" – 4:09

"Just Another Nervous Wreck" – 4:26

"Casual Conversations" – 2:58

"Child of Vision" – 7:25

-------------

Deluxe Edition Disc 2

"The Logical Song" (Live At Pavillon de Paris) - 4:06

"Goodbye Stranger" (Live At Pavillon de Paris) - 6:11

"Breakfast In America" (Live At Wembley) - 3:05

"Oh Darling" (Live In Miami) - 4:21

"Take The Long Way Home" (Live At Wembley) - 4:48

"Another Man's Woman" (Live At Pavillon de Paris) - 7:32

"Even In The Quietest Moments" (Live At Pavillon de Paris) - 5:36

"Rudy" (Live At Wembley) - 7:29

"Downstream" (Live At Pavillon de Paris) - 3:28

"Give A Little Bit" (Live At Pavillon de Paris) - 4:03

"From Now On" (Live At Wembley) - 6:53

"Child Of Vision" (Live At Pavillon de Paris) - 7:32

Friday, 5 November 2010

Robert Plant - Band of Joy ****



Released -September 2010

Genre -Folk Rock, Blues, Bluegrass

Producer -Robert Plant, Buddy Miller

ขอคารวะหัวใจศิลปินของผู้ชายผู้มีนามเต็มๆว่า Robert Anthony Plant การตัดสินใจบนเส้นทางดนตรีของเขาช่างเด็ดเดี่ยวและไม่อ้างอิงถึงเงินตราหรือชื่อเสียงที่แสนจะยั่วยวน ปัจจัยเดียวที่แพลนต์ดูจะแคร์ก็คือ ก้าวต่อไปของเขา มันตื่นเต้นและทำให้เขารู้สึกถึงการผจญภัยเพียงพอหรือไม่ ดั่งเพลงหนึ่งในอัลบั้มใหม่นี้ที่อาจจะมีความหมายเป็นนัยๆถึงแนวทางของเขา “You Can’t Buy Me Love”

ในวัย 62 ปีและการทำงานในฐานะศิลปินเดี่ยวมาตั้งแต่ปี 1980 แต่สร้อยต่อท้ายชื่อเขาที่ยังไม่อาจสลัดออกไปได้เวลาคนเรียกขานนามก็คือ อดีตนักร้อง Led Zeppelin ผู้ยิ่งใหญ่ แพลนต์กลับมาร่วมงานดนตรีกับ จิมมี่ เพจ และ จอห์น พอล โจนส์ บวกกับ เจสัน บอแนม ลูกชายของ จอห์น บอแนม ผู้ล่วงลับ ในการแสดงครั้งเดียวที่ O2 ในลอนดอนเมื่อปลายปี 2007 เพื่ออุทิศให้ Ahmet Erthegun ผู้เคยเซ็นสัญญาพวกเขาเข้าสู่สังกัด Atlantic มันเป็นการ reunion ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งร็อค และทุกคนดูจะหวังว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาทำเพลงร่วมกันอีกครั้งของ Led Zeppelin รวมทั้งการออกตระเวณแสดงที่มีแฟนนับล้านคอยเฝ้าชมทั่วโลก แต่แพลนต์เป็นคนเดียวที่ไม่แยแสจะทำอะไรในนาม Zep ต่อ เขามองว่ามันเป็นการแสดงครั้งเดียวจบที่มีช่วงเวลาอันน่าประทับใจและไม่มีประโยชน์อะไรที่เขาจะทำในสิ่งที่เขาทำมาแล้วอีกครั้ง ไม่ว่าเพจและโจนส์จะพยายามอ้อนวอนแค่ใดหรือแม้แต่ใช้ลูกขู่ว่าจะหานักร้องคนอื่นมาแทนก็ตามที!

โรเบิร์ต แพลนต์อาจจะมีเหตุผลอื่นนอกเหนือจากที่เขากล่าวมา สังขารก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่ง การร้องเพลงที่ต้องใช้พลังระดับ Zep ในค่ำคืนเดียว มันคนละเรื่องกับการออกทัวร์และต้องตะเบ็งร้องแบบนั้นทุกคืน เป็นเดือนๆ มัน เป็นอะไรที่นักร้องต้องแบกรับมากกว่ามือกีต้าร์และมือเบสอย่างแน่นอน แพลนต์ตัดสินใจถูกต้องที่เลือกจะร้องเพลงในแนวทางที่เหมาะสมกับวัยตัวเอง ไม่ต้องการพลังและเสียงที่สูงปรี้ด แต่เน้นลีลาในการถ่ายทอดอารมณ์บทเพลง อัลบั้ม Raising Sands ที่เป็นผลงานของเขาคู่กับ Alison Krauss กลายเป็นผลงานสำคัญแห่งชีวิตของทั้งสองศิลปิน เสียงร้องของหนุ่มสาวต่างวัยคู่นี้โอบอุ้มกันไปอย่างงดงามในบทเพลงคันทรี่-บลูส์-รู๊ท ที่โปรดิวซ์โดยมือทองของ ที-โบน เบอร์เน็ตต์ มันเป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จเหนือความคาดหมายของทุกคนโดยสิ้นเชิง ทั้งเงินและกล่อง

แต่แพลนต์ก็ยังไม่คิดจะทำภาคต่อของ Raising Sands หรือแม้แต่กลับไปทำงานกับ The Strange Sensation ที่เคยทำงาน Mighty Rearranger กันออกมาได้ดีมากๆ เขากลับเลือกที่จะย้อนกลับไปสู่ยุคแรกของการทำงานของเขากับจอห์น บอแน่ม สมัยที่ยังไม่มีใครรู้จักคำว่า Led Zeppelin นั่นคือการกลับไปรื้อฟื้นวง ‘Band of Joy’ ขึ้นมาอีกครั้ง แต่มันก็คงเป็นในนามเท่านั้น เพราะสมาชิกของ Band of Joy ยุค 2010 นี้มีเพียงคนเดียวที่เป็น original member ก็คือตัวแพลนต์เอง แพลนต์ได้ บัดดี้ มิลเลอร์ มาเล่นกีต้าร์และช่วยโปรดิวซ์ร่วม เขามีส่วนสำคัญในสุ้มเสียงของอัลบั้มนี้ทีเดียว อีกคนที่หลายคนคงรู้จักคือ แพ๊ตตี กริฟฟิน ที่มาฝากเสียงสวยๆของเธอไว้หลายเพลง ทำให้คิดถึงเสียงของอลิสันเหมือนกัน เพียงแต่แพ๊ตตี้ไม่ได้ร้องประกบกับแพลนต์เหมือนอลิสันใน Raising Sands เพียงแต่เป็นการประสานเสียงหวานๆบางเบาเท่านั้น

Band of Joy เป็นการต่อยอดของแนวทางของ Raising Sands ที่กว้างขวางและเข้มข้นกว่าเดิม มันอาจจะไม่มีเสน่ห์เคลิบเคลิ้มเหมือนอัลบั้มหนุ่มสาวชุดนั้น แต่เซนส์ของการผจญภัยไปในดินแดนดนตรีอันสาบสูญของ Band of Joy นั้นเป็นประสบการณ์ดนตรีที่ท่านไม่ควรจะพลาดจริงๆ หลายเพลงพาคุณหลุดเข้าไปในยุคต้นๆของการก่อตัวของเพลงบลูส์ , บางอารมณ์กระเจิงไปกับอารมณ์รักบริสุทธิ์ของบทเพลงในยุค 50’s แต่บางจังหวะคุณเริ่มเอะใจว่าแพลนต์หักมุมพาคุณหลบหนีพุ่งทะยานสู่อนาคต หรืออย่างน้อยมันก็เป็นดนตรีที่คุณไม่อาจระบุยุคสมัย เสียงร้องของแพลนต์ในอัลบั้มถือว่าอยู่ในฟอร์มสดมากๆ แน่นอนว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่เขาได้ร้องในคีย์ที่เขารับมือได้แต่น้ำเสียง,พลัง และลีลาของเสือเก่าก็ยังไม่ส่อแววถดถอยแม้แต่น้อย

เพลงส่วนใหญ่เป็น cover หรือไม่ก็เพลง traditional หรือเพลงที่แพลนต์เอามาต่อยอด

Angel Dance เพลงเก่าอายุสิบขวบของ Los Lobos แพลนต์ชอบลักษณะการเดินเพลงแบบอาขยานของเพลงนี้และเสกมนต์ขลังของอคูสติกบลูส์ในแบบ Led Zeppelin ชุดที่สามเข้าไป ต่อเนื่องทางอารมณ์ในแนว Southern Gothic ในเพลง House of Cards ของริชาร์ด ทอมป์สัน Central Two O Nine เพลงเดียวในอัลบั้มที่เป็นเครดิตการแต่งของแพลนต์และมิลเลอร์ แต่ก็เป็นการต่อยอดจากเพลงบลูส์ของ Lightnin’ Hopkins Band of Joy แจมกันได้สนุกในเพลงนี้

แพลนต์เลือกเพลงของ Low จากอัลบั้ม The Great Destroyer ในปี 2005 มาเล่นในชุดนี้ถึงสองเพลงคือ Silver Rider ที่หลอกหลอนเวิ้งว้างกับ Monkey ที่อึกทึกครึกโครมอลหม่าน สองเพลงนี้กลืนไปกับเพลงบลูส์โบราณรอบๆมันอย่างแนบเนียน

ใครที่อยากฟังแพลนต์ร้องเพลงหวานๆเหมือนสมัย Honey Drippers คงจะได้โอกาสใกล้เคียงใน I’m Falling In Love Again เพลงเก่าจากปี 1966 ของ The Kelly Brothers เป็นดูว็อปที่ออดอ้อนน่าฟังที่ไพเราะไม่แพ้ Sea of Love หรือ Young Boy Blues ต่อกันได้กับ The Only Sound That Matters ของ Milton Mapes ที่เศร้าหวานงดงาม

จากปี 1965 เพลงของ Barbara Lynn ดาวรุ่งอาร์แอนด์บีของเท็กซัสในยุคนั้นในเพลง You Can’t Buy Me Love น่าจะเป็นเพลงที่เรียกเหงื่อแพลนต์ได้มากที่สุด ไม่ถึงกับเป็นเพลงที่ฟังแล้วลุกขึ้นเต้น แต่ก็กระฉึกกระฉักที่สุดในแผ่น แพลนต์บอกว่ามันคือ “Black American Pop จาก New Orleans ปี 1963ร็อคเบาๆตามมาคือ Harms Swift Way ที่ฟังคล้ายงานของ Traveling Wilburys เพลงท้ายๆในชีวิตของ Townes Van Zandt

แพลนต์มักจะพิถีพิถันกับเพลงท้ายๆของอัลบั้มเสมอ และใน Band of Joy ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น Satan Your Kingdom Must Come Down เป็นเพลง traditional blues แบนโจให้เสียงชวนขนลุกคลอไปกับการขับร้องที่ไร้ที่ติของแพลนต์

เพลงสุดท้าย Even This Shall Pass Away ฉีกแนวไปเลยจากเพลงอื่น มันเป็นการนำบทกวีในปี 1867 ของ Theodore Tilton มาใส่ทำนอง การบรรเลงของ Band of Joy ในเพลงนี้ราวกับแพลนต์จะเปิดไฟเขียวให้นักดนตรีทุกคน ใส่ กันได้ตามแต่จะเห็นงาม สุ้มเสียงแปลกๆจึงผุดขึ้นมาเต็มไปหมด หลายช่วงทำให้นึกถึงงานยุค Mighty Rearranger

Robert Plant สามารถทำมาหากินง่ายๆและได้เงินมากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการทัวร์สักรอบกับ Led Zeppelin หรือร้องเพลงเก่าๆในแบบ Rod Stewart หรือไม่ก็ไปร้องคู่กับอลิสันอีกซักอัลบั้ม แต่เขากลับเลือกทางที่ดูจะ ขาย ยากที่สุดกับ Band of Joy ผลลัพธ์: มันเป็นงานที่แฟนเพลงและตัวเขาเองควรภาคภูมิใจและเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่เยี่ยมที่สุดแผ่นหนึ่งในปี 2010 ครับ

Tracklist

01 Angel Dance
02 House of Cards
03 Central Two-O-Nine
04 Silver Rider
05. You Can’t Buy my Love
06 I’m Falling In Love Again
07 The Only Sound That Matters
08 Monkey
09 Cindy, I’ll Marry You One Day
10 Harms Swift Way
11 Satan Your Kingdom Must Come Down
12 Even This Shall Pass Away