Showing posts with label gunsandroses. Show all posts
Showing posts with label gunsandroses. Show all posts

Friday, 27 February 2009

Chinese Democracy History ตำนานแสนนานของอัลบั้มที่คนรอคอยที่สุดในประวัติศาสตร์


ตำนาน...แสนนาน.... ของ CHINESE DEMOCRACY




Chinese Democracy อัลบั้มของวงร็อค Guns N’ Roses ที่แฟนๆคอยแล้วคอยเล่าไม่ต่ำกว่า 14 ปี ออกวางขายจนได้ในวันที่ 23 พ.ย. 2008 ที่ผ่านมา การตอบรับจากนักวิจารณ์ทั่วโลกมีทุกรูปแบบ Rolling Stone และ allmusic ให้สี่ดาวพร้อมคำชื่นชม เว็บอินดี้ชื่อดัง pitchforkmedia มอบดาวให้ 5.8/10 และ NME 4.5/10 แฟนบางกลุ่มก็ชื่นชมและยกให้เป็น masterpiece แต่อีกกลุ่มก็แทบจะฟังให้จบอัลบั้มยังไม่ได้เลย ยอดขายในสัปดาห์แรก มันเปิดตัวในอเมริกาได้แค่อันดับ 3 และอันดับ 2 อังกฤษ ซึ่งด้วยมาตรฐานของทุกวันนี้กับวงระดับนี้ถือเป็นความล้มเหลว Geffen ก็กลุ้มใจเพราะ Axl Rose ไม่โผล่หัวมาช่วยโปรโมทเลยแม้แต่นิดเดียว ความจริงแล้วเขาหายตัวไปอย่างลึกลับกว่าสองเดือนแล้ว.... ชะตากรรมของอัลบั้มที่โลกรอนี้จะกลายเป็นความล้มเหลวครั้งยิ่งใหญ่ของ Guns N’ Roses หรือมันจะค่อยๆกลับมาชนะใจผู้ฟังได้เหมือน Appetite For Destruction อัลบั้มแรกของพวกเขาในปี 1987 ก็คงต้องติดตามกันต่อไปสักระยะ

ผมใคร่ขอพาท่านผู้อ่านย้อนกลับไปในปี 1993 และเดินทางไปกับการทำงานอันแสนจะวุ่นวายสับสนสุดเพี้ยนของอัลบั้มนี้ กว่าที่จะได้ออกมาเป็น 14 เพลงใน Chinese Democracy

ปลายเดือนพ.ย. 1993 GNR (ที่ขณะนั้นมีสมาชิกคือ Axl Rose ร้องนำ,เปียโน Slash, Gilby Clarke กีต้าร์ Duff McKagan เบส Matt Sorum กลอง และ Dizzy Reed คีย์บอร์ด) ออกอัลบั้มรวมเพลง punk cover ‘The Spaghetti Incident?’ แม้จะเป็นแค่งานขัดตาทัพแต่อัลบั้มนี้ฟังสนุกใช้ได้นะครับ ต้นปี 1994 โรสไปร้องเพลง Come Together กับ Bruce Springsteen ในงาน induct Elton John เข้า Hall Of Fame เขาจะไม่ปรากฎตัวในที่สาธารณะอีก 6 ปีหลังจากนี้ (ไม่นับในศาล) Geffen Records เริ่มวางแผนจะให้พวก GNR บันทึกเสียงอัลบั้มใหม่กันเสียที ด้วยการจองห้องอัด The Complex ใน L.A. ไว้ให้ แต่ทางวงไม่เคยโผล่มาพร้อมกันแม้แต่ครั้งเดียว เมษายน Duff McKagan มือเบสเจอปัญหาสุขภาพ-ตับอ่อนระเบิด จากการดื่มจัดเกินไป เขากลับตัวจากเหตุการณ์ครั้งนั้นและกลายไปเป็นนักเล่นศิลปะป้องกันตัวอย่างแกร่งแถมไปเรียนต่อได้ปริญญาทางการเงินมาด้วยในเวลาต่อมา มิ.ย. Gilby Clarke กีต้าร์มือสองของวงออกอัลบั้มเดี่ยว Pawnshop Guitars ที่หลายคนยกให้เป็นงานโซโลที่ดีที่สุดของสมาชิก GNR โดยมี Duff, Slash และ Axl เป็นแขกรับเชิญ Gilby ให้สัมภาษณ์กับ Kerrang! ขณะโปรโมทอัลบั้ม โดยมีการพาดพิงถึงโรสในแง่ลบนิดหน่อย ผลก็คือเขาถูกโรสไล่ออกจากวงทันที



ขณะที่การบันทึกเสียงของ GNR ยังไม่ไปไหน และแทบไม่มีใครเข้าถึงตัวโรสได้ Slash ก็เริ่มหันไปสนใจกับงานเดี่ยวของเขาในนาม SVO Snakepit ช่วงนั้น GNR มีงานเข้าคือการทำเพลง Sympathy For The Devil เพื่อเป็นซาวนด์แทร็คให้หนัง Interview With The Vampire เพลงนี้กลายเป็นรอยร้าวลึกสาหัสระหว่างโรสกับ Slash เขายืนยันจะให้ Paul Huge ผู้ที่ไม่มีใครในวงนอกจากโรสชอบหน้ามาเล่นกีต้าร์แทน Gilby และแย่กว่านั้นลับหลัง Slash โรสก็ยังให้ Huge บันทึกเสียงกีต้าร์ซ้อนทับไปบนส่วนของ Slash อีกด้วย สร้างความประทับใจให้มือกีต้าร์หัวฟูยิ่งนัก!!! Slash ยังพยายามจะหาเวลาปรับความเข้าใจกับโรสอีกครั้ง พวกเขาเจอกันใน lounge แห่งหนึ่งแต่โรสคุยผ่านนิตยสารที่ถือบังหน้าอยู่โดยไม่มองตา Slash แม้แต่ครั้งเดียว Sympathy For The Devil ถูกตัดออกมาเป็นซิงเกิ้ลของ GNR ในเดือนธันวาคม 1994 (ท่านผู้อ่านอาจจะหาฟังได้ในอัลบั้ม Greatest Hits ของวง) Slash นิยามว่าถ้าใครอยากฟังสภาพของวงที่กำลังจะล่มสลายก็ให้ฟังเพลงนี้ได้เลย (ถึงอย่างไร ผมก็ยังคิดว่านี่เป็นการ cover ที่ยอดเยี่ยมของวงอยู่ดี)



กุมภาพันธ์ 1995 อัลบั้ม It’s Five O’Clock Somewhere ของ Slash’s Snakepit ออกวางตลาด Gilby, Duff และ Matt มาร่วมเล่นด้วย Geffen ยังอยากให้ GNR กลับเข้าห้องอัดอีกครั้งเพื่อรักษาชื่อวงเอาไว้ ในปีนี้พวกเขาเข้าห้องอัดกันที่ The Complex กันไม่กี่ครั้ง และแต่ละครั้ง Axl ไม่โผล่หัวมาจนกระทั่งตีสอง กลางปีโรสหมดเวลาส่วนหนึ่งไปกับการขึ้นศาลกับคดีกับสองคนรักเก่าจนต้องตกลงกันนอกศาลในที่สุด สิงหาคม 1995 โรสประกาศลาออกจากวงและจะเอาชื่อวงไปใช้ต่อ? ก่อนหน้านี้มีการยื่นสัญญาบางอย่างให้ Slash และ Duff เซ็น ซึ่งทั้งสองรับไม่ได้ ด้วยความเซ็งระอาเต็มทนทั้งคู่จึงยอมเซ็นยกวงให้โรสไป fast forward ไปถึงเดือนกันยายน 1996 งานทุกอย่างของ GNR หยุดนิ่ง ตุลาคม Slash ประกาศออกจากวงเป็นทางการ เขากับโรสนัดเจอกันลับๆอีกครั้ง โรสเล่าแผนการณ์ที่เขาวางไว้กับอนาคตของวงให้ฟัง ซึ่งทั้งหมด Slash คิดว่ามันตลกสิ้นดี






1997 Todd Sullivan นักบริหารจัดการมือดีถูกส่งเข้ามาเพื่อจัดการกับโรสให้เข้าที่เข้าทาง เขาส่งซีดีหลายแผ่นที่มีโปรดิวเซอร์ต่างๆกันเพื่อให้โรสได้ลองเลือกเผื่อจะถูกใจ โรสโยนแผ่นทั้งหมดทิ้งและขับรถทับแหลกละเอียดโดยไม่ได้ฟังซักแผ่น Todd ได้นั่งคุยกับโรสในเวลาต่อมา และนักร้องเจ้าอารมณ์ได้เปิด demo บางส่วนให้ฟัง Todd ตั้งใจฟังอย่างดีและแนะนำให้โรสโฟกัสกับงานและทำเพลงให้เสร็จเป็นเพลงๆไป โรสจ้องตากลับและทวนประโยคของ Todd ใส่หน้า ไม่นานหลังจากนั้น Todd ก็ได้รับโทรศัพท์ว่าเขาไม่ได้ทำงานกับ GNR อีกต่อไป Moby คือรายต่อไปที่ก้าวเข้าสู่ production ของ Chinese Democracy (ตอนนั้นเริ่มใช้ชื่อนี้แล้ว) Moby มืชื่อในด้าน techno-sound production ที่โรสหวังจะใช้มันในอัลบั้ม แต่ Moby ก็อยู่ได้ไม่นาน เขาคิดว่าโรสมีปัญหาด้านสภาพจิตและยังคิดว่า Chinese… อาจจะไม่มีวันได้ออกเลยด้วยซ้ำ สิงหาคม 1997 Duff ประกาศลาออกจากวงอย่างเป็นทางการ

1998 GNR ยุคใหม่เริ่มต้นทำงานที่ห้องอัด The Rumbo Sound Matt Sorum มือกลองถูกเชิญออกและแทนที่ด้วย Josh Freese, Robin Finck อดีต Nine Inch Nails มาแทนที่ Slash, Duff มีตัวแทนชื่อ Tommy Stinson อดีต The Replacements ส่วน Dizzy Reed กับ Paul Huge ยังอยู่รอดต่อไป

Youth (Martin Glover) ผู้เคยทำงานกับ U2 คือโปรดิวเซอร์รายต่อไป Geffen อยากได้งานใหม่จาก GNR ใจจะขาด และให้รางวัลล่อใจโรสหลายอย่างรวมทั้งเงินล้านเหรียญฟรีๆถ้าอัลบั้มเสร็จทันมีนาคม 1999 แต่ดูเหมือนไม่มีอะไรดึงโรสมาเข้าห้องอัด Rumbo ได้ เขายังเก็บตัวเงียบอยู่ที่บ้านใน Latigo Canyan Youth ตระหนักว่างานไม่เดินแน่ๆเขาลาออกไป Sean Bevan ผู้เคยโปรดิวซ์ให้ Nine Inch Nails และ Marilyn Manson คือรายต่อไป เริ่มมีความกดดันอย่างหนักใน Geffen Records กับอัลบั้มที่ใช้เงินไปหลายล้านแต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้กำหนดคลอด แต่ปี 1988 ก็ผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกปี

มกราคม 1999 เริ่มมีการเตรียมบทเพลงสำหรับอัลบั้มแสดงสดของ Guns N’ Roses เพื่อกอบกู้สถานการณ์ และลดความกดดันให้โรส มีนาคม 1999 เส้นตายของ Chinese Democracy ผ่านไปโดยไม่มีใครตื่นเต้นอะไร แต่แล้วเพลงใหม่ล่าสุดของวงในรอบแปดปี Oh My God ก็โผล่ขึ้นมาในหนังเรื่อง End Of Days ด้วยซาวนด์ industrial จ๋าๆ แม้ว่าเพลงจะไม่เป็นที่ประทับใจกับใครเอาเสียเลย แต่มันก็เป็นการปลุกกระแส Chinese Democracy ขึ้นมาอีกครั้ง ปลายปีโรสเล่นเพลงใน Chinese…12 เพลงให้นิตยสาร Rolling Stone ฟังเล่นๆ RS เผยว่าอัลบั้มน่าจะออกวางขายได้ในปี 2000 พ.ย. 1999 Live Era 87-93 ออกวางจำหน่าย ยอดขายไปได้ไม่ดีนัก และตัวงานก็ออกมาน่าผิดหวัง
ก้าวสู่ทศวรรษใหม่ Sean Bevan ถอนตัวจากโปรเจ็ค Roy Thomas Baker อดีตโปรดิวเซอร์ผู้ยิ่งใหญ่ของ Queen ก้าวเข้ามาแทน พร้อมกับสมาชิกใหม่ Brian Mantia (กลอง) และ มือกีต้าร์ล้ำยุค Buckethead ผู้มักสวมใส่หน้ากากไร้อารมณ์สีขาวและหมวกที่เป็น KFC Bucket โรสสั่งให้บันทึกเสียงเพลงทั้งหมดใหม่อีกครั้งด้วยทีมงานชุดใหม่ มิ.ย. 2000 โรสขึ้นเวทีกับ Gilby Clarke ที่ Cathouse ท่ามกลางความตื่นตะลึงของแฟนๆ วันสุดท้ายของปี 2000 GNR เล่นที่ Houses Of Blues ใน Las Vegas นำทีมโดยโรส Buckethead, Finck ทางวงดูจะ active มากในช่วงนี้ มกราคม 2001 พวกเขาเล่นต่อหน้าคนดูสองแสนคนที่บราซิลในงาน Rock In Rio III และตามมาด้วยแผนการทัวร์ยุโรป แต่ในที่สุดก็มีการยกเลิกไปโดยไม่มีการแจงเหตุผลใดๆ

Tom Zutaut นักบริหารผู้เป็นคนเดียวที่เคยจัดการให้วงเข็นอัลบั้มออกมาได้สำเร็จตั้งแต่ยุค Appetite, Use Your Illusion กลับเข้ามารับงานอีกครั้ง Tom ทำให้งานเดินไปได้ดีพอสมควร Buckethead เริ่มมีปัญหากับวงด้วยความเพี้ยนที่ไม่น้อยไปกว่าโรส เขาต้องมีกรงส่วนตัวในห้องอัด (ในบางอารมณ์เขามีความเชื่อว่าตัวเองเป็นไก่..!!!??) และ Buckethead จะมีความสุขมากถ้าได้ชมหนัง porn สักเรื่องสองเรื่องก่อนบันทึกเสียงโซโล ซึ่งโรสไม่ขำไปด้วยกับพฤติกรรมเหล่านี้ คริสต์มาส 2001 ทั้ง Tom และ Roy Thomas ก็หลุดจากวงโคจรไปเช่นกัน ปลายเดือนธันวา 2001 GNR เล่นสองโชว์ส่งท้ายที่ Las Vegas Slash และภรรยาคนใหม่พยายามจะเข้าไปชม แต่ถูกการ์ดตะเพิด เพราะกลัวว่าจะทำให้โรสเสียสมาธิในการแสดง

โรสเริ่มต้นปี 2002 โดยการให้ทางวงบันทึกเสียงเพลงทั้งหมดใหม่อีกครั้ง Richard Fortus เข้ามาแทน Paul Huge ช่วงฤดูร้อนพวกเขาทัวร์ญี่ปุ่นและยุโรป ตั๋วขายหมดและโชว์ก็ได้รับการชื่นชมเป็นอย่างดี 29 สิงหาคม พวกเขาไปโผล่อย่างไม่มีใครคาดคิดในงาน MTV Music Video Awards เล่นเพลง Welcome To The Jungle, Madagascar และปิดท้ายอย่างเมามันด้วย Paradise City พ.ย. พวกเขาออกทัวร์อเมริกาเหนือเป็นครั้งแรกในรอบสิบปี แม้จะเริ่มต้นไม่ดีนักในแวนคูเวอร์เพราะโรสเครื่องบินเสียทำให้มาไม่ทันต้องเลื่อนโชว์แต่โชว์อื่นๆในเดือนนั้นก็ไปได้ค่อนข้างดี 5 ธันวาคม พวกเขาแสดงอย่างยิ่งใหญ๋ที่ Madison Square Garden แต่วันต่อมาก็เกิดเรื่องอีก ทางวงมีโปรแกรมแสดงที่ฟิลาเดลเฟียแต่โรสติดดูเบสบอลทางทีวีอยู่ที่โรงแรมในแมนฮัตตัน มีการประกาศงดการแสดงตอนห้าทุ่ม เกิดจลาจลในหมู่คนดูผู้เดือดดาล โปรโมเตอร์ประกาศเลิกทัวร์ทั้งหมดที่เหลืออยู่

2003 Geffen บอกโรสว่าจะออกอัลบั้ม Greatest Hits แต่โรสไม่ต้องการและสัญญาว่าจะออกอัลบั้มใหม่ให้ได้ในปีนี้ แต่จนแล้วจนรอดปีนั้นก็ผ่านไปโดยไม่มีอะไรเหมือนเคย

2004 กุมภาพันธ์ Buckethead ลาออก และเดือนต่อมา Geffen ก็ปล่อย Greatest Hits ออกมาจนได้ ไม่น่าเชื่อว่ามันขายดีเป็นเทน้ำเทท่าถึงสองล้านแผ่นอย่างรวดเร็วและขึ้นอันดับ 1 ในอังกฤษ Contraband อัลบั้มแรกของ Velvet Revolver ที่มีสมาชิกชื่อ Slash, Duff และ Matt Sorum โดยมี Scott Weiland อดีต Stone Temple Pilots ร้องนำออกวางตลาด

2005 Mark Mercuriades แห่ง Sanctuary Records กลายมาเป็นผู้จัดการวง GNR พ.ค..GNR เปิดการแสดงในสถานที่ระดับโรงภาพยนตร์ในนิวยอร์คเป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยเล่นเพลงเก่าๆเป็นหลัก นักวิจารณ์และแฟนๆชื่นชม ต้นปี 2006 เริ่มมีการรั่วไหลของเพลงจาก Chinese.. ทาง Internet สถานีวิทยุเริ่มเปิดแทร็ค I.R.S. ที่ได้จากการดาวน์โหลด ก่อนที่ทางวงจะออกมาระงับ

Slash ดอดไปเยี่ยมบ้าน Axl ในคืนวันหนึ่ง โรสออกมาประกาศว่า Slash ยอมรับว่าที่โรสเคยวาดฝันเอาไว้เมื่อวันวานนั้นเขาพูดถูกทุกอย่าง พ.ค. 2006 GNR เล่นโชว์อุ่นเครื่องในนิวยอร์คก่อน World Tour ในคืนแรกของการโชว์นี้ Izzy Stradlin’ อดีตมือกีต้าร์ยุคแรกของวงขึ้นเวทีท่ามกลางความประหลาดใจของทุกคน รวมทั้งตัวเขาเอง แฟนๆกรี้ดกันไม่หยุด แฟนๆแอบเห็น Izzy น้ำตาซึมขณะที่วงเริ่มเพลง It’s So Easy มิ.ย. 2006 หลังการแสดงที่สต็อกโฮล์ม โรสเมาแอ๋กลับโรงแรมตอนตีสามและมีเรื่องตะโกนด่าทอกับหญิงสาวคนหนึ่งจนร.ป.ภ. ต้องมาห้าม โรสตอบโต้ด้วยการฟาดกระจกแตกและกัดขาร.ป.ภ.ผู้โชคร้าย...โปรดฟังอีกครั้ง... “กัด” โรสถูกตำรวจลากเข้าคุกและถูกปรับไป 5,000 เหรียญสหรัฐฯ

กันยายน 2006 หลังโชว์ที่ San Bernardino โรสจัดปาร์ตี้ที่บ้านใน Malibu และเปิดเพลงใน Chinese… ให้แขกเหรื่อฟังเต็มๆ โรสคุยว่า Andy Wallace ผู้เคยมิกซ์อัลบั้ม Nevermind ให้ Nirvana กำลังมิกซ์ Chinese… อยู่ ผู้จัดการวง Merck Mercuriades รีบออกมาเสนอหน้าว่าอัลบั้มจะออกมาตอนปลายปี 2006 เดือนต่อมาโรสประกาศว่าเป็น Merck เองที่ต้องออก ส่วน Chinese… ยังอยู่ในกรุต่อไป ปลายปีนั้น Tower Records ปิดตัวลง เพราะเด็กๆไม่ซื้อซีดีกันอีกต่อไป โรสเองก็รู้สึกหวั่นใจว่าจะมีใครซื้อ Chinese… หรือไม่ เขายังออกมากล่าวเป็นนัยๆว่าอัลบั้มอาจจะออกในเดือนมีนาคม 2007 แต่แน่นอนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น พ.ค. 2007 มีแทร็คหลุดออกมาอีก ส่วนมากจะเป็นการ remix จากเพลงที่หลุดมาก่อนหน้านี้ ฤดูร้อนปีนั้น โรสเปลี่ยนบรรยากาศไปบันทึกเสียงร้องร่วมกับเพื่อนรัก Sebastian Bach ในงาน Solo ของฝ่ายหลัง Angel Down สามแทร็คในอัลบั้มนี้ที่โรสร่วมร้องเป็นการบันทึกเสียงครั้งแรกของเขาที่ออกมาในรอบหลายปี

มีนาคม 2008 โซดา Dr. Pepper ออกมาประกาศว่าจะแจกโซดาฟรีให้ทุกคนในอเมริกาถ้า Chinese… ออกมาก่อนสิ้นปี 2008 Spring 2008 Scott Weiland ออกจาก Velvet Revolver เกิดข่าวลือว่าโรสอาจจะมาแทนที่ มิ.ย. 2008 เก้าเพลงใน Chinese… หลุดออกมาอีก แฟนๆเริ่มมั่นใจว่าอัลบั้มน่าจะใกล้เสร็จจริงๆแล้ว วิทยุเริ่มเปิดเพลงเหล่านี้ ก่อนที่ทีมงานของวงจะออกมาสกัดอย่างดุดัน สิงหาคม Shackler’s Revenge แทร็คหนึ่งใน Chinese… มีชื่ออยู่ในซาวนด์แทร็คของเกม Rockband 2 ที่จะออกในเดือนกันยายน ตุลาคม 2008 Geffen ประกาศอย่างเป็นทางการว่า Chinese Democracy จะออกวางขายในวันที่ 23 พ.ย. 2008 โดยมีทั้งซีดี ไวนีล และดาวน์โหลด ซิงเกิ้ลแรกคือไทเทิลแทร็ค ตามด้วย ‘Better’

11 พ.ย. 2008 David Fricke แห่ง นิตยสารดนตรีชื่อดัง Rolling Stone เป็นเจ้าแรกที่รีวิว Chinese… โดยบรรยายว่ามันเป็นอัลบั้มร็อคที่ “ยิ่งใหญ่ ห้าวหาญ หลากหลาย และไม่ประนีประนอม....”

Saturday, 21 February 2009

เบื้องหลังความกระหายทำลายล้าง






ระหว่างที่รออยู่ว่าเมื่อไหร่นายดับบลิว(ที่บ้านเรียกอย่างงี้)จะเข็นอัลบั้มที่คลอดยากที่สุดในโลกของ GNR (Guns N’ Roses) ออกมาซะที ผมก็สงสัยอยู่ว่างานนี้ Mike Clink จะมาโปรดิวซ์ให้อีกหรือเปล่า คลิงค์เป็นโปรดิวเซอร์คู่บารมีของ GNR และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้พวกเขาสร้างงาน debut Appetite For Destruction ออกมาได้สุ้มเสียงปานนั้น และเมามันส์เยี่ยงนั้น

มันเป็นเวลาตี 4 ของเช้าวันหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วงปี 1986 ที่โปรดิวเซอร์หนุ่มได้รับโทรศัพท์เสียงกระเส่าจากชายนาม Axl Rose โรสเพิ่งได้ฟังเดโมเพลง Shadow Of Your Love ที่พวกเขาทำร่วมกับคลิงค์ตอนสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาและเขารู้โดยพลันว่างานนี้เขาเจอคนที่เหมาะสมแล้ว

ก่อนหน้านี้บรรดาเหล่าพลพรรคกันส์แอนด์โรสเซสได้ลองร่วมงานกับโปรดิวเซอร์มากหน้าแต่ผลออกมาก็งั้นๆ (หนึ่งในนั้นคือพอล แสตนลีย์แห่งคิสส์)

GNR ประทับใจงานของคลิงค์มาตั้งแต่ที่เขาทำให้ UFO ในอัลบั้มแสดงสด Strangers In The Night ที่คลิงค์จัดการกับการมิกซ์เสียงกีต้าร์ประสานคู่ได้อย่างสุดซี้ด แต่เหนืออื่นใดการที่คลิงค์ได้โอกาสเข้ามารับตำแหน่งโปรดิวเซอร์ให้วงก็น่าจะเป็นความจริงใจมากกว่า....

คลิงค์ว่าอย่างนี้จริงๆ "พวกเขาเชื่อถือในตัวผม เพราะผมมักจะบอกพวกเขาตรงๆว่าที่เขาเล่นกันนั้นมันเป็นไง นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมอยู่ในแคมป์นี้ได้นานโคตร...ความตรงแบบขวานผ่าซากของผม"

ถึงแม้คลิงค์ จะทราบมาก่อนแล้วว่า GNR ขึ้นชื่อว่าเป็นวงที่ทำงานด้วยยาก แต่เขากลับทำตัวกลมกลืนและยอมรับคาแรกเตอร์ส่วนตัวของสมาชิกได้แบบสบายๆ คืนไหนถ้าเขาไม่ได้มิกซ์งานดึกดื่น เขาก็จะออกไปท่องราตรีกินเหล้ากับวงด้วย "มันเป็นเวลาที่บ้าบอดีแท้ แต่ผมก็สนุกไปกับมันด้วย" คลิงค์เล่าความหลัง
คลิงค์เล่าว่าพวก GNR ต้องการให้ซาวนด์ออกมาดิบและเน้นการประสาน-ประชันของกีต้าร์สองตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาถนัดอยู่แล้ว พวกเขามักจะพูดถึงแผ่นเสียงที่พวกเขาชอบกัน โรสจะฟังเพลงตลอดเวลา และวงโปรดวงนึงของเขาในช่วงนั้นคือ Metallica ส่วนอิซซี่จะชอบ Dixie Dregs สแลชนั้นเป็นขาหินกลิ้ง ดัฟฟ์เล่นพวกพังค์ ส่วนสตีเฟนนั้นชอบทุกแนวที่กล่าวมา

พวกเขาทำเพลงกันประมาณ 20 แทร็ค และแน่นอนต้องมีบางเพลงที่ต้องถูกคัดออก หนึ่งในนั้นคือ November Rain ที่ต้องออกไป แม้ทุกคนจะยอมรับในความเป็นมหากาพย์ของมัน เพราะความไม่เข้าพวก งานนี้คลิงค์เล่าว่าเถียงกันหน้าดำหน้าแดงไปตามๆกัน

สิ่งที่ยากที่สุดในการโปรดิวซ์วงนี้สำหรับคลิงค์ก็คือ "การที่จะทำให้ทั้งห้าคนทำในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน พวกเขาเป็นพวกสติพล่านกระเซ็นตลอดเวลา มักจะอยากทำอะไรเป็นพันๆอย่างในเวลาเดียวกันหรือไม่ก็ไม่อยากทำอะไรแม่งซักอย่างเลย" แต่คลิงค์ก็ยังมีทีเด็ดอีกอย่าง "ผมมักจะรู้โดยสัญชาติญาณว่าเมื่อไหร่วงจะพีคแล้วและควรจะหยุด ผมจะรู้ทันทีว่านั่นคือเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ดีที่สุดของพวกเขาแล้ว"

เพลงส่วนมากจะบันทึกเสียงกันอย่างรวดเร็วประมาณ 5-6 เทค บางเพลงอาจไปถึง 10 แต่ไม่มากไปกว่านั้น เพราะทางวงซ้อมกันมาอย่างค่อนข้างดีแล้ว และคลิงค์ก็พยายามให้ทุกอย่างออกมา"สด"เท่าที่จะทำได้ มีแต่เสียงโซโลของสแลชเท่านั้นที่จำเป็นต้องมาอัดทีหลังทุกครั้ง

Appetite....มีซาวนด์ที่น่าประทับใจแม้ในทุกวันนี้เราก็ยังไม่รู้สึกว่ามันล้าสมัยซักนิด เคล็ดของคลิงค์คือเขาพยายามจะไม่ยึดติดกับอุปกรณ์ที่ตัวเองชอบ เช่นเสียงกีต้าร์ของอิซซี่จะเหมาะสำหรับแอมป์ Carvins เขาจะใช้ทุกอย่างที่ขวางหน้าและหลังอะไรก็ตามที่มันจะเวิร์ค ผลที่ได้คือความสดทรงพลังและหลากหลายของซาวนด์ตลอดโปรแกรม

เมื่อไมค์ คลิงค์มิกซ์เสียง Appetite...เสร็จ เขารู้ดีว่ามันซาวนด์ amazing แค่ไหน แม้จะไม่คิดถึงขั้นว่ามันจะกลายเป็นงานคลาสสิกแห่งยุคสมัยไปได้ เขายังจำได้ดีว่าวันหนึ่ง Tom Zutaut ผู้เป็น A&R coordinator ของGeffen โผล่เข้ามาฟัง playback ในวันหนึ่งหลังบันทึกเสียงเสร็จ เขาถามคลิงค์ "ไมค์ นายว่าไอ้อัลบั้มนี้มันจะขายได้ซักกี่โหลวะเนี่ย?" ไมค์ตอบ "อัลบั้มนี้จะขายได้ถึงสองล้านก๊อปปี้" ด้วยความภาคภูมิใจในน้ำเสียง และทอมก็บอกว่า "นายผิดว่ะ มันจะขายได้ถึงห้าล้าน นายคอยดู"

ทั้งไมค์และทอมทำนายผิดทั้งคู่ ทุกวันนี้มันขายได้เกิน 15 ล้านไปแล้ว...

หลังจากงานนี้ ก็ตามฟอร์มต้องมี"ลูกค้า"เข้ามาหาคลิงค์และเรียกร้องจะให้เขาสร้างเสียงแบบ กันส์แอนด์โรสเซสให้หน่อย ซึ่งไมค์ก็มีคำตอบสำเร็จในรูปแบบคำถาม "แล้วดนตรีของพวกนายออกมาเหมือนกันส์แอนด์โรสเซสรึเปล่าล่ะ ถ้าไม่ ก็ไม่มีทางว่ะ"

ไมค์ คลิงค์ทิ้งทายไว้สำหรับวิธีการที่เขาจัดการกับวง GNR ได้สำเร็จในขณะที่คนอื่นไม่มีใครทำได้

"ผมทำให้พวกเขารู้สึกผ่อนคลายและไม่กลัวกับการทำอะไรผิด ผมรู้ทางลัดมากมายในการที่จะทำให้หลายอย่างง่ายขึ้น และผมก็ชอบที่จะทำงานแบบสนุกๆ ผมทำให้ทุกๆคนมีความรู้สึกราวกับว่าพวกเขาจะพิชิตโลกใบนี้ได้"

Saturday, 29 November 2008

Chinese Democracy ****


Guns N’ Roses Chinese Democracy ****

ครั้งสุดท้ายที่ Guns N' Roses ออกอัลบั้มที่เป็นเพลงออริจินัลออกมาคือในปี 1991 กับอัลบั้มคู่ที่มีเพลงแน่นขนัด (ตัดเป็นแผ่นเสียงได้สามชุด) Use Your Illusion 1+2 สมัยนั้นนายกฯเรายังชื่อ อานันท์ ปันยารชุน และจวบจนวันนี้ 2008...ฟุตบอลโลกก็ผ่านไปแล้ว4สมัย....ส่วนนายกฯ ...ใครก็ได้ช่วยนับที

แฟนเพลงทุกคนรู้เรื่องราวหลังจากนั้นกันดี Chinese Democracy เป็นอัลบั้มที่มีประวัติศาสตร์การทำงานยาวเหยียด นานพอที่จะทำให้ Axl Rose ไล่ original members ออกไปเกือบหมด (เหลือมือคีย์บอร์ด Dizzy Reed คนเดียวที่รอดมาได้อย่างเหลือเชื่อ) รวมทั้งสมาชิกใหม่ๆก็เดินสายเข้าออกกันราวกับมาชอปปิ้ง มันผ่านข่าวลือและ deadline นับครั้งไม่ถ้วน จากการเป็นอัลบั้มที่โลกจดจ่อรอคอยจนหลายปีให้หลังกลายเป็นโจ๊กเศร้าๆในวงการดนตรีเวลาที่ใครทำอะไรไม่เสร็จเสียทีก็มักจะยกมันขึ้นมาแซว ถึงขั้นที่หลายคนเชื่อว่าประเทศจีนอาจจะมีประชาธิปไตยจริงๆก่อนอัลบั้มนี้ออกเสียล่ะมั้ง (แต่ที่แน่ๆประเทศจีนสั่งแบนอัลบั้มนี้ไม่ให้วางขายในประเทศเรียบร้อยโรงเรียน...จีนไปแล้ว)

แต่นั่นก็ไม่สำคัญ... ไม่ว่าอัลบั้มนี้จะใช้เวลาสร้างนานแค่ไหน หรือแอกเซิลจะใช้เงินและนักดนตรีไปเท่าไหร่ ประเด็นสำคัญคือ มันออกมาแล้ว Chinese Democracy อัลบั้มที่ต้องแบกความกดดันมหาศาล เราควรตัดสินมันที่คุณภาพดนตรีโดยไม่ต้องไปคิดดอกเบี้ยย้อนหลังกับเวลาที่หายไป เพราะแอกเซิลไม่ได้ยืมเงินคุณไปบันทึกเสียงเสียหน่อย (แต่มันก็อาจจะไม่ใช่เงินเขา)

แม้ว่าจะเหลือสมาชิกหลักคือเขาคนเดียว แต่ Chinese Democracy ก็ยังคงมีซาวนด์ของ Guns N' Roses มากกว่าวงดนตรีอื่นใดในโลก (รวมทั้ง Velvet Revolver) มันคือการเดินทางต่อจาก Use Your Illusion ซาวนด์กีต้าร์ดิบๆและจังหวะแบบ boogie-rock-and-roll หายไปพร้อมๆกับ Slash คงเหลือแต่ความอลังการอู้ฟู่สุดขั้วสุดขีดทางอารมณ์ที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวของแอกเซิล แต่ถ้าเป็นไปได้ แอกเซิลคงอยากให้ Slash ยังอยู่ เพราะพาร์ทกีต้าร์เด็ดๆในหลายเพลงล้วนแล้วแต่เป็น"ทาง"ของนายหัวฟูทั้งสิ้น ขอแสดงความเสียใจไว้ตั้งแต่ตรงนี้สำหรับผู้หวังซาวนด์แบบอัลบั้มแรกในปี 1987 Appetite For Destruction โรสมาไกลเกินกว่าจะกลับไปจุดนั้นแล้ว

Industrial sound แบบ Nine Inch Nails ที่แผ่ซ่านในเพลงสุดท้ายของ GN’R ก่อนหน้าอัลบั้มนี้ Oh My God ที่เป็นซาวนด์แทร็คของหนัง End Of Days (1999) ยังคงพอให้ได้ยินเป็นระยะๆ สลับไปกับซาวนด์ Nu-metal อย่าง Korn และ Linkin Park!

Chinese Democracy มีเพลง 14เพลง แต่ยาวถึง 71นาทีกว่าๆ แทบทุกเพลงยาวเหยียด5-7นาที พอจะสรุปได้ว่าเวลาที่เขาสูญเสียไปอยู่ที่การพยายามทำทุกเพลงให้ perfect ที่สุด ว่ากันว่าแค่เสียงกลองใน title track ที่แอกเซิลอยากให้เหมือนที่ Dave Grohl ฟาดไว้ใน Smell Like Teen Spirit ก็ต้องใช้เวลาสร้างสรรค์และค้นหากันถึงกว่าหกเดือน! หลายต่อหลายเพลงมีโครงสร้างไม่เหมือนเพลงป๊อบร็อคหรือเมตัลธรรมดาๆ คุณจะพบบัลลาดที่ไร้คอรัส การโซโลที่กระจายไปทั่วเพลงทั้งกีต้าร์ไฟฟ้า กีต้าร์สแปนิช เครื่องเป่า เครื่องสายที่ร่ายรำอย่างไม่ไยดีกาละและเทศะ จนบางทีเหมือนว่ามันนึกอยากใส่อะไรก็ใส่เข้ามาหมด 14 ปีกับ 14 เพลงอาจจะแสนนานสุดเวอร์ แต่สำหรับอัจฉริยะกึ่งบ้าอย่าง W. Axl Rose อาจจะน้อยเกินไปด้วยซ้ำสำหรับการไล่จับเสียงในจินตนาการของเขาให้ออกมาเป็นตัวตน

เมื่อเทียบกับ Use Your Illusions แล้ว Chinese Democracy จึงฟังยากกว่าและต้องใช้เวลาในการทำความรู้จักกับมันมากขึ้น แต่รับรองว่าคงไม่ต้องฟังกันนานเป็นสิบปีถึงจะเข้าถึง

เปิดอัลบั้มด้วยไทเทิลแทร็คและซิงเกิ้ลเปิดตัว Chinese Democracy **** เริ่มด้วยเสียงคีย์บอร์ดเวิ้งว้าง....เสียงพูดคุยเบาๆเป็นภาษา..น่าจะจีน ...ท่อนริฟฟ์กระชั้นสั้นหนัก...และเรารู้สึกว่านี่คืออัลบั้มของ GN’R ในที่สุดเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องตัดหมอกที่เราคุ้นเคยของ Axl ในวัย 46 ปี เขายังรักษาความแหลมคมและแสบสันต์ของน้ำเสียงนรกประทานเอาไว้ได้อย่างน่าชมเชย นี่เป็นแทร็คที่ประกาศก้องถึงความยิ่งใหญ่และทรงพลัง สบายใจได้สำหรับผู้ที่ห่วงว่า Chinese Democracy จะเต็มไปด้วยเพลงบัลลาดแหววๆ ต่อกันด้วย Shackler's Revenge *** ที่มีทุกอย่างที่เหมาะสำหรับการเป็นเพลงประกอบ Computer Game ทั้งจังหวะและเสียงกีต้าร์ และมันก็เป็นซาวนด์แทร็คของเกม Rock Band 2 จริงๆด้วย

Better ***** ซิงเกิ้ลที่สอง เริ่มต้นด้วยดรัมลูปแบบเมทัลลิกและเสียงร้องแบบโรบ็อต ก่อนที่จะเข้าสู่ตัวเพลงที่เป็น GN’R classic... เมโลดี้งดงามและค่อยๆสร้างอารมณ์เข้าสู่ความหนักหน่วงดุดันขึ้นตามลำดับ ในเวลาเกือบห้านาทีมีอะไรเกิดขึ้นมากมายสุดจะคาดเดา นี่เป็นตัวอย่างของการทำเพลงไม่ยึดติดสูตรสำเร็จแต่ก็ยังฟังติดหูได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพลงที่สี่...คงถึงเวลาที่ต้องเอาใจแฟนๆกันแล้ว Street Of Dreams **** (ชื่อเดิม “The Blues”) โหงวเฮ้งน่าจะเป็น November Rain ของอัลบั้มได้ ทำนองเด็ดขาดแบบนี้พลาดยาก แต่ฟังๆไปมันอาจจะหนักเกินกว่าที่จะเป็นเพลงขวัญใจประชานิยมอย่าง "ฝนพฤศจิก"เมื่อ 17 ปีก่อนนั้น โซโลกีต้าร์กลางเพลงโดย Buckethead เจิดจ้าระยับระยิบกับออเคสตร้ากระหึ่มก้อง ขณะที่ November Rain ประหนี่งฝนพรำในลมหนาวปวดร้าวน้ำตาพรั่ง Street Of Dreams กระหน่ำหนักเป็นเฮอริเคนม้วนเดียวจบตายคาที่!

ถ้ายังจำเพลงแรปอุบาทว์ๆ My World จาก Use Your Illusion II กันได้ If The World ****เหมือนจะเป็นการแก้ตัวของแอกเซิล นี่อาจเป็นเพลงเดียวในอัลบั้มที่ไมเคิล แจ็คสันอาจจะนำไปร้องได้ แตกต่างจากเพลงอื่นและถือว่าเป็นการพักหู กลองไฟฟ้าเดินเรื่องไปกับกลองมนุษย์ กีต้าร์สแปนิช กีต้าร์ไฟฟ้า เครื่องสาย คีย์บอร์ด-ลูป และเสียงร้องที่น่าจะเรียกได้ว่า"อ้อน"ที่สุดในอัลบั้มของโรส There Was A Time ***** มันเป็นเพลงที่ถ้าคุณไม่รักมันก็จะเกลียดไปเลย บัลลาดมหากาพย์ที่ไร้คอรัสที่แท้จริง เริ่มด้วยเสียงวงไควร์เคว้งคว้างและโรสร้องไปกับดรัมลูป เครื่องสายกรีดกรายเข้ามา ชักชวนเสียงกลองและกองทัพกีต้าร์ไม่ทราบกำลังพลเดินเท้าเข้ากระหน่ำ โรสร้องเพลงนี้ได้สุดเสียงสังข์ ทุกวลีจากปากราวกับมาจากความรวดร้าวที่ลึกล้ำสุดบรรยาย Buckethead มือกีต้าร์จอมเพี้ยนผู้ฝักใฝ่ในผู้พันแซนเดอร์สฝากฝีมือโซโลไว้อย่างยิ่งใหญ่ Robin Finck ออกมาร่ายมนต์โซโลก่อนในลีลางดงามล่องลอยและปวดร้าว ก่อนที่พ่อหัวเคเอฟซี (Buckethead จะใส่ถังใส่ KFC เป็นหมวกไว้บนหัวเสมอ)จะออกมาสรุปคดีขยี้ปิดศาลในนาทีที่ 4:25 แอกเซิลปล่อยให้เขาใส่ยาวเหยียด มันคือการโซโลที่ดีที่สุดในอัลบั้ม และอาจจะเป็นการโซโลแห่งปี 2008 เพลงนี้น่าจะเป็นเพลงปิดอัลบั้ม เพราะมันเรียกความรู้สึกว่าไม่ควรมีอะไรต่อจากนี้อีกแล้วหลังจากจบเพลงด้วยเสียงวงไควร์เดิมอีกครั้ง...

ผมคิดว่านั่นเป็นการจบภาคแรกของอัลบั้ม ถ้าไม่เหนื่อยเกิน...ต่อกันที่เพลงที่เจ็ด... Catcher In The Rye ***** ชื่อเพลงมาจากวรรณกรรมคลาสสิกของ J.D. Salinger ที่ดันเป็นหนังสือโปรดสุดๆของผมด้วย โครงสร้างและการเรียบเรียงจัดว่า conservative เมื่อเทียบกับเพลงอื่นๆ ท่อนโซโลที่เคยเป็นของ Brian May คือจุดเด่นแม้จะเปลี่ยนคนเล่นเป็น Bumblefoot และ Robin Finck (มือกีต้าร์วงควีนเคยเข้ามาร่วมบันทึกเสียงด้วยในเพลงนี้ แต่ภายหลังพาร์ทของเขาถูกลบไป) นี่คือเพลงป๊อบที่สุดในอัลบั้ม แต่มันก็ยาวเลยเถิดไปเกือบห้านาที นักวิจารณ์บางคนบอกว่า แอกเซิลมันดูเหมือนจะไม่รู้ว่าจะหยุดตรงไหน ทุกอย่างดูมากเกินไป หรือว่าน้อยเกินไปทั้งนั้นในอัลบั้มนี้ เห็นด้วยครับ แอกเซิลเลือกที่จะทำงานตามใจตัวเอง ไม่ play safe แบบ AC/DC ที่เหมือนเดิมเป๊ะๆ

Scraped *** อินโทรอะแคปเปลลาฟังดูประหลาดยิ่งก่อนที่จะกลายเป็นร็อคแรงๆแบบ Locomotive ในอัลบั้ม Use Your Illusion II Sorry *** บัลลาดอารมณ์สยดสยองที่กลายเป็นเพลงโปรดของแฟนๆอย่างรวดเร็ว (จากโพลล์ใน chinesedemocracy.com) ว่ากันว่าแอกเซิลแต่งเพลงนี้เพื่อกัด Slash โดยเฉพาะ เป็นไปไม่ได้เลยที่ในคอนเสิร์ตแฟนๆจะไม่แหกปากร้องตามในท่อนคอรัส I'm sorry for you.... not sorry for me... Buckethead solo ได้เด็ดขาดอีกครั้ง น่าเสียดายที่เขาถูกตะเพิดออกจากวงไปเมื่อ 4 ปีก่อน Madagascar และ I.R.S. แทร็คที่”หลุด”ออกมาหลายปีแล้วกลับฟังไม่โดดเด่น แต่ Axl ก็ยังเก็บทีเด็ดไว้ปิดท้าย This I Love **** เปียโนบัลลาดคลอเครื่องสายและเสียงร้องใน mode หล่อ-หวาน สลับกับ โหยหา-ปวดร้าว ของโรส และแน่นอนต้องมี killer guitar solo ที่เป็นฝีมือ Robin ฉายเดี่ยว

Chinese Democracy ปิดท้ายด้วยเพลงรักแบบโรสๆ Prostitute ****1/2 ถ้าคุณสงสัยในความเป็นยอดนักร้องของเขานี่คือคำตอบ บทจะเน้นความลึกซึ้งเขาก็ตีบทแตกเป็นชิ้นๆ อารมณ์และเนื้อหาของบทเพลงดูจริงเกินกว่าที่จะเชื่อว่านี่เป็นเรื่องแต่ง จบด้วยเครื่องสายแบบคลาสสิคัล

คงจะโหดร้ายเกินไปมากถ้าจะหวังว่า Chinese Democracy จะเป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดที่โลกเคยมีมา เพียงเพราะว่ามันใช้เวลาการทำงานนานไปไม่หน่อย แต่ความจริงคือนี่คืออัลบั้มของวง Guns N' Roses ที่ยังให้ความเมามันส์และอารมณ์สุดขั้วในการฟัง ที่คุณไม่ละอายใจที่จะแหกปากสุดขั้วปอดตามนายโรสไปด้วยและไม่ลืมที่จะ"แอร์กีต้าร์"อย่างลืมตัวเป็นพักๆอีกต่างหาก (แม้ว่าคุณจะไม่ค่อยแน่ใจว่านั่นมันเสียงโซโลจากฝีมือใคร) ถ้าอัลบั้มนี้ไม่ล้มเหลวเกินไปนัก เราอาจจะไม่ต้องรอนานนักสำหรับงานต่อไปของ GN’R เพราะข่าววงในเล่าว่ามีเพลงพอสำหรับอีกสองอัลบั้มรออยู่แล้ว.... จะเชื่อดีไหมเนี่ย

Bob Ludwig มือมาสเตอร์ที่ขายดีที่สุดตลอดกาลรับหน้าที่ทำมาสเตอร์ และนี่ก็เป็นหนึ่งในอัลบั้มร็อคยุคใหม่ที่ยังให้สุ้มเสียงเปิดกว้างเต็มไปด้วยรายละเอียด สรรพเสียงมากมายที่แออัดกันอยู่ในแต่ละเพลงถูกจัดสรรที่ทางกันไว้อย่างมีศิลปะ

เอาล่ะ ถึงแม้จะเชียร์แค่ไหน ก็ต้องยอมรับว่าแท้จริงแล้ว Chinese Democracy คืองานโซโลของ Axl Rose ทุกอย่างเป็นวิสัยทัศน์ ชีวิต และตัวตนของเขา โปรดตัดสินมันที่ตัวดนตรีครับ

Saturday, 22 November 2008

Guns N' Roses: Chinese Democracy

This is the information:I'm an Axl fan. No Slash's solo works and Velvet Revolver impressed me much. I love both Appetite For Destrucion and Use Your Illusion. I even like 'The Spaghetti Incident?' If you have a heart like mind then you should love 'Chinese Democracy'. Now what? You haven't heard anything by GN'R in your lifetime? Well, then I've got nothing to say to you.



Yes, it is some hours before its official release date but you should not surprise that the final version was leaked days ago.I want to write a review for it. Though I know I shouldn't now. It takes time. This is not an album you could write a propriate review in a few listens. By the way, I don't need 13 years!



So, what? I listen, listen, listen... and read,read,read many reviews. And some of them made me angry. The fact that it was created in 13 years has nothing to do with its music, you know! Axl didn't use your money to record it. It's his own, man (or at least it's someone that not you)! And should we call this band Guns N' Roses? The only original member is Axl alone, Ok two if you count the keyboard player Dizzy Reed. My final answer is yes, it should be called Guns N' Roses. Reason? Get me ANY band in this f__kin' world that sounds more like GN'R. You understand? It's not like Pink Floyd without Roger Waters , Queen with Paul Rodgers or Led Zeppelin without Robert Plant. That's all wrong.

So, you should judge this album by what it really sounds not how long it took to create or who's in the band or not.



Any GN'R fan who likes a simple hard rock style of early GN'R should stick with Slash's and Velvet Revolver works. This is definitely not a place for you. The music is grand, complex, epic and most important, not created in a standard structure. So no wonder some critics get lost in the mix. They should not be hurry. If he or she wants to find a verse-verse-chorus-solo-bridge-verse stucture...surely they will be disappointed.



You know, any critic who doesn't mention the solos (I think it's Buckethead) in 'There Was A Time' is surely miss the boat. Man, I don't know how many thousands of solo ever passed my ears but this is one of the best, ranked with Randy Rhoades in Ozzy's Mr. Crowley (in 'Tribute'). Yeah, this is the best moment in this album. And Axl howls like he's in deepest pain all over. His voice at 46 is, incredible, better than ever!



You're looking for 'November Rain'? Sorry, dude, you won't find any. Axl didn't need to do that style once more. Personally, I think it's overrated and too simple.



Listen to 'Street Of Dreams' and 'Sorry'. Axl writes his own rule in ballad rock.

As I said, it takes time to digest all of this. So I will finish at this. Like it or not, give it a good amount of time. I believe it's not a bad one. He can make it like AC/DC, sounds like an old band that everyone's waiting for. But Axl takes risk. I don't know if it will success or fail.