Showing posts with label slipknot. Show all posts
Showing posts with label slipknot. Show all posts

Tuesday, 18 November 2014

Slipknot .5

ตำนานโหดไอโอว่า,ฉบับที่ 5
Slipknot: .5: The Gray Chapter 
****
Genre: Heavy Metal
Producer: Slipknot and Greg Fidelman
Released: October 2014



All Hope Is Gone คือความเติบโตของวงร็อควงหนึ่งที่น่าสนใจ แฟนที่ผิดหวังมักจะแดกดันว่าชื่ออัลบั้มหมายถึงความสิ้นหวังของแฟนเพลงที่จะให้พวกเขากลับไปเล่นแนวเดิมๆ แต่สิ่งที่พวกเขาพูดถึงจริงๆในตัวเพลงคือความสิ้นหวังของสังคมและการตอบโต้กับความรุนแรงและถ้อยคำไร้สัจจะของผู้นำ เบื้องหลังความเมามันของบทเพลงทั้งหมดนี้ เนื้อหาที่พวกเขาต้องการสื่อออกมาก็เป็นสิ่งที่ท่านผู้ฟังน่าจะใส่ใจไปด้วยครับ

ย่อหน้าด้านบนคือส่วนหนึ่งของบทรีวิวอัลบั้ม All Hope Is Gone ของ Slipknot ที่ผมเขียนไว้เมื่อหกปีที่แล้ว (2008) ไม่คิดว่าทางวงจะทิ้งช่วงนานขนาดนี้กว่าจะออกอัลบั้มใหม่ และจริงๆแล้วถือว่าเราโชคดีด้วยซ้ำที่ยังได้ฟังอัลบั้มนี้ เพราะหกปีที่ผ่านมานั้นพวกเขาประสบเคราะห์หามยามร้ายอย่างสาหัสจนเกือบจะต้องสลายวง

เริ่มจากการเสียชีวิตอย่างไม่คาดฝันของ Paul Gray มือเบสและนักแต่งเพลงตัวหลักของวงในวันที่ 24 พ.ค. 2010 ด้วยสาเหตุของการได้รับยา morphine และ fentanyl มากเกินไป (overdose)โดยอุบัติเหตุ การตายของเกรย์ส่งผลต่อการทำงานของวงอย่างเห็นได้ชัด ข่าวคราวเรื่องการทำอัลบั้มใหม่ถูกเลื่อนมาตลอด และมีการขัดตาทัพด้วยอัลบั้มรวมฮิต Antennas To Hell ในเดือนมิ.ย.2012 (สัญญาณอีกอย่างหนึ่งของวงดนตรีที่กำลังจะแตกดับก็คือการออกอัลบั้มรวมฮิต) แฟนๆหลายคนถอดใจไปแล้วว่าคงจะไม่ได้ยินงานใหม่ๆจาก Slipknot อีก จนกระทั่งมีข่าวออกมาว่าพวกเขาเริ่มทำงานเพื่ออัลบั้มชุดที่ 5 กันในช่วงปลายปี 2013 โดยคอรี่ เทย์เลอร์ นักร้องนำแย้มๆว่ามันจะเป็นอัลบั้มที่มืดหม่นมากๆและมีแนวดนตรีออกมาอยู่ที่จุดตัดระหว่าง Iowa อัลบั้มชุดที่สองกับ Vol.3 (The Subliminal Verses) อัลบั้มชุดที่สาม แต่ข่าวร้ายก็ตามมาอีก Joey Jordison มือกลองที่ร่วมหัวจมท้ายกับวงมา 18 ปี ถูกเชิญออกจากวงด้วยเหตุผลส่วนบุคคล (จนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครมาชี้แจงชัดๆว่าโจอี้ออกจากวงเพราะเหตุใดกันแน่ มีแค่โจอี้โพสต์ในเฟซบุ๊คของเขาว่า เขาไม่ได้เป็นคนลาออกจาก Slipknot เท่านั้น)

การเสียทั้งนักแต่งเพลงหลักและมือกลองอย่างโจอี้ที่มีลีลาเฉพาะตัวจนแทบจะเรียกได้ว่าเสียงกลองของเขาเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของวง ทำให้แฟนๆออกอาการเป็นห่วงว่าสมาชิกที่เหลือจะทำอัลบั้มใหม่กันได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ และใครจะมาแทนที่สองคนนี้

แต่พวกเขาก็ยังเดินหน้าต่อไป มีนักดนตรีสองคนมาแทนที่เกรย์และโจอี้ แต่มันก็ยังเป็นเรื่องที่ทางวงปิดเงียบกันอีก (ความลับเยอะเหลือเกิน ก็อย่างนี้ล่ะครับวงใส่หน้ากาก) ว่าเขาสองคนนั้นเป็นใคร

สมาชิกที่เหลือ 7 คนของวงตอนนี้ก็คงมี Corey Taylor ร้องนำ, Mick Thomson กีต้าร์+เบส, Shawn Crahan เพอร์คัสชั่น+ร้องประสาน, Craig Jones แซมปลิ้ง+คีย์บอร์ด, Jim Root กีต้าร์+เบส, Chris Fehn-เพอร์คัสชั่น+ร้องประสาน และ Sid Wilson เล่นเทิร์นเทเบิ้ล (สแครชแผ่น)

The Negative One เป็นเพลงใหม่เพลงแรกในรอบหกปีที่แฟนๆได้ฟัง ออกมาเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2014 ตามติดด้วย The Devil and I ในเวลาไม่ถึงเดือนต่อมา พวกเขาประกาศชื่ออัลบั้มใหม่ .5: The Gray Chapter และปล่อยมันออกมาในเดือนตุลาคม 2014 เป็นที่รู้กันว่าคำว่า Gray นั้นมาจากนามสกุลของ Paul Gray และอัลบั้มนี้ไม่มากก็น้อยอุทิศให้เขาในหลายแง่มุม

Slipknot ที่ไม่มีพอล เกรย์ และ โจอี้ จอร์ดิสัน ก็ยังคงเป็น Slipknot วงเดิมที่แทบไม่เปลี่ยนแปลงอะไร พวกเขายังคงแนวทาง nu-metal ที่ผสมผสานเมทัลเข้ากับการร้องแบบต่างๆมากมายรวมทั้งแร็พ เอกลักษณ์ของดนตรีของพวกเขาคือการใช้กีต้าร์จูนต่ำ,เพอร์คัสชั่นแน่นหนาหนักหน่วงและหลากหลาย รวมทั้งเสียงจากแซมเปิ้ลและการครูดแผ่นเสียง ส่วนการร้องนั้นมีสารพัดไม่ว่าจะเป็นเสียงสำรอกในลำคอ,กรีดร้อง,แร็พเร็วจี๋ และนานๆทีก็ทำเสียงหล่อบนท่วงทำนองอันสวยงาม ทั้งหมดนี้ยังอยู่ใน .5: The Gray Chapter ไม่ไปไหน และไม่ว่ามือกลองคนใหม่นี้จะเป็นใครต้องยอมรับว่าเขาสวมบทบาทโจอี้ได้ไม่บกพร่อง ชนิดที่ไม่บอกก็คงไม่รู้ว่าโจอี้ออกไปแล้ว

ส่วนในด้านการประพันธ์เพลง ทุกเพลงในอัลบั้มใหม่เป็นเครดิตการแต่งของ “Slipknot” และพวกเขาก็ช่วยกันเขียนออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่มีร่องรอยว่าบทเพลงของพวกเขาจะเป๋ไปเมื่อขาดเกรย์ ถ้าไม่นับดนตรีที่บอกไปแล้วว่าไม่มีถดถอย เนื้อร้องของพวกเขาก็ยังเด็ดขาดเหมือนเดิม รุนแรงแข็งกร้าว ใช้คำสั้นๆแต่มาเรียงร้อยจัดวางต่อเนื่องกันแล้วต้องตีความไม่น้อย , เนื้อหาในเพลงของพวกเขายื่นไปแตะในเรื่องราวต่างๆมากมาย ทั้งการเมือง,อุตสาหกรรม,ปรัชญา, ความตาย.ความสับสนทางจิต-ด้านมืดของอารมณ์, ความโกรธ...และความรัก แน่นอนว่าเนื้อเพลงของพวกเขาไม่เหมาะและไม่เคยเหมาะกับเยาวชน,ผู้พิสมัยความงดงามและด้านสดใสแห่งภาษา และพวกมือถือสากปากถือศีลทั้งหลาย

ด้วยเหตุประการทั้งปวงที่กล่าวมาจึงสรุปได้ว่า แฟนเก่าของ Slipknot ไม่น่าจะไม่ชอบ .5:The Gray Chapter และคนที่ไม่เคยชอบก็คงจะไม่ชอบพวกเขาต่อไป!

เปิดอัลบั้มด้วย XIX ที่เน้นเสียงร้องแบบเป็นผู้เป็นคนของคอรีย์ เทย์เลอร์โดยมีเสียงคีย์บอร์ด, glockenspiel และกีต้าร์โปร่งโอบอุ้ม มันคือการประกาศการเดินหน้าต่อไปของวงอย่างชัดเจนด้วยการชักชวนให้คนฟัง “Walk with me, walk with me/ don’t let this symbolism kill your heart / just like we should’ve done right from the start.” ส่วนมากแล้วเพลงแรกในอัลบั้มของพวกเขาจะเป็นเพลงสั้นๆและมีเนื้อร้องฟังไม่ได้ศัพท์ นี่เป็นครั้งแรกที่มีความชัดเจนกันตั้งแต่แทร็คแรก มีความรู้สึกได้ว่าเพลงนี้จะระเบิดออกเป็นความรุนแรงในทุกวินาที แต่มันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ต่อเนื่องไปกับแทร็คสอง Sarcastrophe ที่ขึ้นต้นมาด้วยสไตล์คล้ายคลึงกัน จนกระทั่งหนึ่งนาทีกว่าๆผ่านไป พวกเขาจึงกระหน่ำพลังลงมาเต็มสูบให้แฟนๆโล่งอกว่าวงโปรดของเขายังดุดันไม่เสื่อมคลาย และเมื่อพวกเขาจัดเต็ม มันก็คือเต็มจริงๆ ทั้งเสียงร้องสารพัดพิษ,ท่อนริฟฟ์หนักหน่วง,คอรัสอันบ้าคลั่ง และเสียงคีย์บอร์ด+แซมปลิ้งเติมความอลหม่าน เนื้อเพลงยากที่จะเข้าใจในเวลาอันสั้น จำได้อย่างเดียวว่าพวกเขาอวยพรให้ว่า ‘live long and die for me.’ 

เครื่องติดแล้วก็คงจะหยุดยาก AOV แทร็คที่สาม เต็มไปด้วยพลังในแบบอัลบั้มแรกและคอรัสใหญ่โตเหมือนใน All Hope Is Gone คอรีย์แร็พระเบิดในช่วงกลางเพลง ก่อนที่เพลงจะผ่อนช้าลงเปิดโอกาสให้มือเบสนิรนามเอื้อนสายหวานๆให้ฟังกันพักนึง ประโยคสำคัญในเพลงนี้-: “Approaching original violence / If it’s over, you can tell me it’s no use.”--ลองตีความกันสิครับ

The Devil In I ลดความซับซ้อนลง เป็นแทร็คที่พวกเราร้องตามกันสบายๆเหมาะแล้วที่จะเป็นซิงเกิ้ล แต่เมื่ออยู่ในอัลบั้มมันกลายเป็นเพลงให้พักโสตประสาทมากกว่า Killpop เพลงสั้นๆที่มีเมโลดี้สวยงาม ไม่แปลกหรอก เพราะมันเป็นเพลงรัก แต่เป็นเพลงรักที่ออกจะสยองขวัญและโรคจิตไม่น้อย “Maybe I should let her go..but only when she loves me / How can I just let her go? Not until she loves me….” เนื้อเพลงยังสื่อถึงการทรมานคนที่เขารักอีกด้วย แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับการตีความ ช่วงท้ายเพลงดนตรีเร่งดีกรีขึ้นถึงความรุนแรงเกือบขีดสุดอีกครั้ง

Skeptic เนื้อเพลงน่าจะหมายถึงพอล เกรย์เป็นอย่างยิ่ง “The world will never see another crazy motherf_cker like you. The world will never know another man as amazing as you.” และอีกหลายท่อน ลีลาในการเรียบเรียงเพลงนี้ซับซ้อนเอาเรื่อง-ถ้าคุณจะตั้งใจชำแหละมัน แต่อย่าลำบากขนาดนั้นเลย มีความสุขกับความเมามันสุดขีดที่พวกเขาเล่นให้ฟังดีกว่า Goodbye ปกติเพลงชื่อนี้น่าจะเป็นเพลงปิดท้าย แต่มันมาอยู่ตรงนี้เพราะมันไม่ใช่เพลงอำลา แต่เป็นเพลงที่บอกว่าการเอ่ยคำอำลาจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่พวกเขาจะทำบนโลกนี้ต่างหาก ถึงตรงนี้จะสังเกตว่าพวกเขาย้ำบ่อยมากถึงการยืนหยัดสู้ต่อไปไม่ว่าอุปสรรคจะสาหัสแค่ไหน 

Nomadic จัดเต็มอีกครั้งในสไตล์ Iowa ของแท้ ริฟฟ์ขนาดมหึมาที่เคลื่อนไหวรวดเร็วไปพร้อมๆกับเมโลดี้ที่น่าฟังแต่จับทางลำบาก และอื่นๆอีกมากมายที่ต้องนับถือคนมิกซ์ที่จัดที่วางให้ดนตรีแต่ละชิ้นได้ทั่วถึง รวมทั้งอุตส่าห์มีโซโล่กีต้าร์สั้นๆในแนวนีโอคลาสสิคัล! The One That Kills The Least น่าสนใจที่มีการนำบางท่อนจาก XIX มาใส่ด้วย แต่เปลี่ยนเป็น “Come with me, come with me” เนื้อร้องน่าสนใจตรงชื่อเพลงนี่แหละ....พวกที่ฆ่าน้อยที่สุด..มันก็ยังฆ่าเราทั้งหมดอยู่ดี...?

ถ้าจะมีสักเพลงที่ถูกบรรจุเป็น anthem ใหม่ในการแสดงสดของ Slipknot จากอัลบั้มชุดนี้ มันต้องเป็น Custer อย่างแน่นอน คุณจะสามารถจินตนาการผู้ชมเรือนหมื่นก้มหัวมองพื้นแล้วกระโดดตามจังหวะของมันไปอย่างพร้อมเพรียงในท่อนคอรัส Cut – Cut – Cut me up and F_ck – F_ck – F_ck me up ได้ไม่ยากเย็น มันส์จริงๆขอรับแทร็คนี้ The Negative One ซิงเกิ้ลแรกที่ออกมาทักทายและมันก็ทำหน้าที่ได้ดี เป็นเสมือนตัวแทนของเพลงทั้งหมดจากอัลบั้ม แฟนๆก็ยังคงตีความกันไม่เลิกว่าใครหนอคือ the negative one? แต่ผมไม่เชื่อว่าพวกเขาหมายถึงโจอี้

ปิดท้ายด้วยเพลงช้าๆให้ดูดดื่มกับความหมาย If Rain Is What You Want  ซึ่งก็ต้องตีความกันอีกล่ะ ว่าอะไรคือสายฝนในเพลงนี้ ที่พวกเขาบอกว่า if rain is what you want / then take your seats / enjoy the fall……

และถ้าเมทัลหนักๆในแบบของพวกเขาเป็นสิ่งที่คุณต้องการ เชิญหาที่นั่งฟัง และมีความสุขกับความโหดเหี้ยมหฤหรรษ์ของ .5:The Gray Chapter กันได้เลยครับ

Tracklist:
1.         "XIX"     3:10
2.         "Sarcastrophe"             5:06
3.         "AOV"  5:32
4.         "The Devil in I"              5:42
5.         "Killpop"            3:45
6.         "Skeptic"           4:46
7.         "Lech"              4:50
8.         "Goodbye"        4:35
9.         "Nomadic"        4:18
10.       "The One That Kills the Least"             4:11
11.       "Custer"            4:14
12.       "Be Prepared for Hell"              1:57
13.       "The Negative One"      5:25

14.       "If Rain Is What You Want"       6:20

Wednesday, 10 September 2008

Slipknot ALL HOPE IS GONE










Slipknot All Hope Is Gone ***1/2






อย่าปล่อยให้หน้ากากและชุด jumpsuit ที่ผู้ชายเก้าคนเหล่านี้สวมใส่ทำให้คุณไขว้เขวว่า Slipknot เป็นแค่พวกขาย image ไปวันๆ นับจากอัลบั้มแรกอย่างเป็นทางการในชื่อเดียวกับวงในปี 1999 เผลอแว่บเดียว พวกเขากลายเป็นวง metal รุ่นใหญ่ไปแล้ว All Hope Is Gone คืองานชุดที่สี่ของพวกเขา และนี่เป็นงานชุดแรกของ Slipknot ที่ขึ้นอันดับ 1 ในบิลบอร์ด

Vol.3 (The Subliminal Verses) อัลบั้มก่อนหน้านี้ในปี 2004 ที่ได้ Rick Rubin มาเป็นโปรดิวเซอร์เป็นงานที่ได้รับทั้งคำชมเชยและเสียงบ่น พวกเขาทำเพลงที่มีท่วงทำนองมากขึ้นและใส่ใจในรายละเอียดของดนตรีมากกว่าพลังและความรุนแรงในสองอัลบั้มแรก All Hope Is Gone แม้จะทิ้งช่วงจาก Vol.3 เกือบ 4 ปี แต่ก็เหมือนเป็นการเดินทางที่ต่อเนื่อง พวกเขาไม่ใช้บริการของ Rick Rubin อีกต่อไป แต่เปลี่ยนโปรดิวเซอร์เป็น Dave Fortman ผู้เคยทำงานให้กับ Mudvayne และ Evanescene มาก่อน

แม้จะมีการปล่อยข่าวออกมาก่อนหน้านี้ว่า All Hope Is Gone จะเป็นงานที่หนักหน่วงและมืดหม่นที่สุดเท่าที่ Slipknot เคยทำมา แต่เนื้องานจริงๆกลับเป็นการผสมผสานความก้าวร้าวและอลหม่านในงานยุคแรกกับความเข้าถึงตลาดในวงกว้างของ Vol.3

ผลที่ได้คือ All Hope Is Gone คือความลงตัวครั้งสำคัญของงานของหัวหอก metal อดไม่ได้ที่จะนำไปเปรียบเทียบกับ อัลบั้ม ‘Black Album’ งูสปริงของ Metallica (ที่เพิ่งออกอัลบั้มใหม่ตามมาติดๆและกลับมาคืนฟอร์มอย่างน่าชื่นใจ) แฟนๆที่ยังชื่นชมกับอัลบั้มแรกและ Iowa อัลบั้มที่สองโดยไม่อยากให้พวกเขาเปลี่ยนแนวคงจะรับไม่ได้กับ All Hope Is Gone แต่ถ้าทำใจยอมรับกับความเปลี่ยนแปลงและประเด็นที่ว่าการทำอะไรในเชิงพาณิชย์ไม่ใช่เรื่องเสียหาย คุณจะเห็นว่า All Hope Is Gone คือหลักชัยครั้งสำคัญของดนตรีหนักกะโหลกบนถนน mainstream








Slipknot ฟอร์มวงตั้งแต่ปี 1995 พวกเขาสร้างชื่อเสียงในแง่ image และฝีมือดนตรีมาพร้อมๆกัน อาจวิเคราะห์ได้ว่าแนวดนตรีของพวกเขาเป็นการหล่อหลอมอิทธิพลจากวงเมทัลรุ่นพี่อย่าง Slayer, Korn, AC/DC ลีลาการ rap อย่าง Beastie Boys ความหมกมุ่นในด้านมืดและซาตานอย่าง Black Sabbath และการสร้างรูปลักษณ์อย่าง Kiss (เป็นไปได้ว่าหลังจาก Kiss มา พวกเขาเป็นวง “ปิดหน้าปิดตา” ที่โด่งดังที่สุดในวงการดนตรี สำหรับเรื่องนี้พวกเขาตอบโต้คำครหาว่าเป็นการเรียกร้องความสนใจได้อย่างเจ็บปวด ว่าจริงแล้วมันเป็นเรื่องตรงข้าม พวกเขาต้องการปิดบังตัวตนที่แท้จริงของสมาชิกโดยให้ผู้ฟังสนใจในดนตรีมากกว่าต่างหาก หน้ากากของพวกเขายังมีการเปลี่ยนรูปแบบพัฒนาไปทุกครั้งที่ออกอัลบั้มใหม่ ต่างจาก Kiss ) วิธีการร้องของสมาชิกหมายเลข 8 Corey Taylor นั้นก็น่าสนใจ ที่โดดเด่นที่สุดคือเสียงแบบ ‘growled’ (เสียงกดต่ำเหมือนนสำรอกเนื้อเพลงอยู่ในกระบังลม) สลับกับการ rap แต่ใน All Hope Is Gone ก็มีหลายเพลงที่ Corey ร้องแบบคนธรรมดา!

สำหรับผู้ใส่ใจในคุณภาพของการบันทึกเสียง และดนตรีอย่าง metal อาจจะไม่ใช่แนวที่เหมาะกับหูทองเท่าไหร่นัก แต่ All Hope Is Gone น่าจะเป็นอัลบั้มที่ชาวหูทองกับหูเหล็กไปด้วยกันได้ ต้องขอบคุณฝีมือการมิกซ์ของทีมงานที่ประกอบด้วย Jeremy Parker, Colin Richardson, Matt Hyde และการทำมาสเตอร์ของมือรุ่นเก๋าอย่าง Ted Jensen ที่ทำให้ดนตรีโกลาหลอลเวงเหล่านี้มีสุ้มเสียงออกมาแยกแยะน่าฟังในระดับหนึ่ง (อย่าไปเปรียบกับดนตรีอย่าง Jazz หรือ Classical) และถ้าคุณต้องการทดสอบ woofer ล่ะก็นี่เป็นอัลบั้มที่คุณจะได้ฟังเสียง double bass drums ฝีมือของ Joey Jordison กันอย่างเกินอิ่ม!

สิ่งสำคัญที่สุดในความเปลี่ยนแปลงของ Slipknot ที่เริ่มจาก Vol.3 ถึง All Hope ที่อาจจะทำให้วงเป็นที่ยอมรับในวงกว้างอาจจะอยู่ที่กีต้าร์ พวกเขาให้ความสำคัญกับท่อนริฟฟ์และการโซโล่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การโซโล่กีต้าร์ดูเหมือนจะเป็นศิลปะที่สูญหายไปในยุคของ nu-metal สำหรับคนที่โตมากับเพลงร็อคที่มีโซโลยาวเหยียดนี่นับเป็นข่าวดี ลองฟัง Sulfur แทร็คที่สามที่มี killer riffs ชวนให้คิดถึง Tony Iommi ขณะที่ Psychosocial ซิงเกิ้ลที่สองมีทุกอย่างของปัจจัยในการเป็นเพลงฮิต แต่ก็ยังไว้ลายด้วยการดวลกีต้าร์และกลองบน time signature ที่ซับซ้อนที่อาจทำให้เซียนแอร์กีต้าร์เล่นตามไม่ถูก Dead Memories คือตัวอย่างของ Slipknot ที่ปราศจากเสียงร้องแบบสำรอก หลายคนฟังแล้วนึกถึง Enter Sandman ของ Metallica ส่วน Snuff เป็นอคูสติกบัลลาดหน้าตาเฉยชนิดที่แฟน Iowa แทบร้องไห้



All Hope Is Gone คือความเติบโตของวงร็อควงหนึ่งที่น่าสนใจ แฟนที่ผิดหวังมักจะแดกดันว่าชื่ออัลบั้มหมายถึงความสิ้นหวังของแฟนเพลงที่จะให้พวกเขากลับไปเล่นแนวเดิมๆ แต่สิ่งที่พวกเขาพูดถึงจริงๆในตัวเพลงคือความสิ้นหวังของสังคมและการตอบโต้กับความรุนแรงและถ้อยคำไร้สัจจะของผู้นำ เบื้องหลังความเมามันของบทเพลงทั้งหมดนี้ เนื้อหาที่พวกเขาต้องการสื่อออกมาก็เป็นสิ่งที่ท่านผู้ฟังน่าจะใส่ใจไปด้วยครับ
Note: โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าการใส่หน้ากากและการแต่งตัวเป็น gimmick ของพวกเขานั่นแหละ แต่ผมชอบนะ เพราะคิดว่ามันเป็นศิลปะที่ผสมผสานความสะอิดสะเอียนกับความงดงามเข้าด้วยกันอย่างน่าทึ่ง!