Showing posts with label albums. Show all posts
Showing posts with label albums. Show all posts
Sunday, 25 November 2012
อ่านว่า เล็น-เหนิร์ด สะกิน-เหนิร์ด
เมื่อวานหยิบซีดีรีมาสเตอร์ของวงร็อคปักษ์ใต้วงนี้มาฟัง
นี่เป็นชุดแรกของพวกเขา
ชื่อวงอ่านยากจัด ก็เลยสะกดให้ฟังซะเลย น่ารักจัง
ฟังไป อ่านไป
โห วงยุคนั้น กว่าจะได้ออกผลงาน เหนื่อยโคตรๆ
เล่นกันมาตั้งเจ็ดปี
กว่าจะไปเตะตา Al Kooper
จึงได้ออกเทปกะเค้า
แล้วกว่าจะออกงานชุดแรก พวกเค้าก็ซ้อมกันแหลกเป็นเดือนๆ
จนกระทั่งแทบจะเล่นทุกเพลงถอยหลังกันได้ แม่นยำกันทุกโน๊ต
ผมเชื่อนะ เพราะวงนี้เล่นกันแน่นปึ๊ก ทีมเวิร์คสุดๆจริงๆ
แน่นอน เพลงเอกก็คือ Freebird
ที่ต้นสังกัดแทบจะกราบ บอกช่วยตัดทอนลงหน่อยได้ไหม ไม่งั้นวิทยุไม่เปิดแน่
ยาวโคตรๆขนาดนี้
พวกเขาบอกว่า โนวว ตัดไม่ได้ ถ้าวิทยุอยากเปิด ก็เลือกเพลงอื่นไปเปิดจิ
มีเพลงสั้นๆกว่านี้อีกตั้งหลายเพลงในอัลบั้ม
แต่สุดท้าย Freebird ก็กลายเป็นเพลงร็อคคลาสสิกที่วิทยุเปิดกันมากมายไม่รู้จักเบื่อจนทุกวันนี้
ชุดนี้บันทึกเสียงดีมากๆด้วยครับ
อยากเก็บงานของวงทุกชุดเลยซะแล้ว
(ตอนนี้มีแค่สาม....)
Thursday, 26 February 2009
Def Leppard-Hysteria
อัลบั้ม Pyromania เมื่อปี 1983 ของ Def Leppard นั้นทำให้แฟนเพลงเฮฟวี่จับตามองวงนี้ไม่กะพริบ มันเป็นซาวดน์ใหม่ที่เป็นความหวังของเมทัลในการบุกป๊อบชาร์ท ด้วยโปรดักชั่นของยอดโปรดิวเซอร์ โรเบิร์ท จอห์น "มัท" แลงก์ ที่กำลังรุ่งสุดขีด จับวงไหนหรือศิลปินใดก็ทำได้ดีไปหมด (และก็สุ้มเสียงออกมาคล้ายๆกันด้วย) Pyromaniaมีความดุดันแบบสะอาดสะอ้านที่ฟังกันได้ทั้งครอบครัว 'Foolin'', 'Photograph' ,'Rock Of Ages' คือเพลงฮิตที่ออกมาเป็นชุด แต่ Hysteria ไม่ได้เดินตามรอย Pyromania อย่างง่ายดาย แลงก์ปฏิเสธการกลับมาโปรดิวซ์ เพราะกำลังง่วนอยู่กับการทำ Heartbeat City ให้วงป๊อบ-ร็อค The Cars (แน่นอนว่าอัลบั้มนี้ก็ดังอีก) พวกเดฟเลยติดต่อไปที่ จิม สไตน์แมน (Bat Out Of Hell) และเริ่มทำงานกันในฮอลแลนด์ในปี 1984 แต่ในที่สุดก็ไปกันไม่ได้ ต้องแยกทางกันไป เดฟ เลพพาร์ดหันไปเรียก ไนเจล กรีน ที่เคยเป็นเอ็นจิเนียร์ให้พวกเขาในอัลบั้ม High 'n' Dry มาก่อนแต่แล้วในช่วง New Year's Eve ของปี 1984 ริก อัลเลน มือกลองอนาคตไกลประสบอุบัติเหตุรถยนต์ เขาต้องสูญเสียแขนของเขาไปหนึ่งข้าง (ซ้าย) ใครๆรวมทั้งผมก็คิดว่างานนี้เตรียมหามือกลองใหม่ได้เลย แต่ไม่น่าเชื่อ ริกกลับมาได้ในปีถัดมาด้วยแขนขวาข้างเดียวของเขา กับกลองชุดที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ (แต่นับแต่นั้นมา Def Leppard ก็ไม่เคยร็อคได้ในแบบเดิมอีก) งานนี้ทางวงได้ใจแฟนเพลงทั่วโลกที่ไม่ยอมทิ้งเพื่อนร่วมวงในยามที่สาหัสที่สุดของเขา
1985 แลงก์เสร็จงานและกลับมาคุมเกมอีกครั้ง เขารับไม่ได้กับงานที่วงทำกันเอาไว้ และสั่งการให้ทำใหม่ทุกอย่าง ตั้งแต่ต้น! การบันทึกเสียงเป็นไปอย่างยาวนานตลอดปี 1986ในที่สุด Hysteria ก็ออกมาสู่โลกในปี 1987 พร้อมกับซิงเกิ้ลแรก 'Woman' น่าใจหายที่มันทำยอดขายได้ไม่ดีเลย 'Animal' เป็นซิงเกิ้ลที่สอง ค่อยทำงานดีขึ้น ก่อนที่วงจะออกซิงเกิ้ลใน Hysteria ตามมาอีกห้าแผ่น รวมทั้งบัลลาด Love Bites ที่ติดอันดับ 1 บิลบอร์ดยอดขาย12ล้าน6แสนแผ่น ออกเมื่อ ก.ค. 1987
Brain Salad Surgery
Brain Salad Surgery Emerson, Lake & Palmer 1973 Manticore*****
ชื่ออัลบั้มที่ชวนค้นหานี้เป็น slang ของนักดนตรีบลูส์ในความหมายของคำว่า 'blowjob' นี่คืออัลบั้มที่เยี่ยมที่สุดของโปรเกรสซีพทริโอวงนี้ พวกเขาคือซุปเปอร์กรุ๊พวงแรกของ Prog-Rock คีธ อีเมอร์สัน คีย์บอร์ด จาก The Nice, เกร็ก เล็กมือเบส กีต้าร์ และนักร้องนำจาก King Crimson และมือกลอง คาร์ล พาล์มเมอร์ จาก Atomic Roosterจอห์น พีล ดีเจชื่อดังเคยวิจารณ์อีแอลพีไว้เสียๆหายๆหลายครั้ง เช่นบอกว่าการแสดงของพวกเขาเป็น "การสูญเปล่าอย่างเหลือแสนของเวลา,ความสามารถ และ ไฟฟ้า" และพีลยังเคยวิจารณ์การนำดนตรีคลาสสิกมานำเสนอในแบบอีเลคโทรนิคร็อคของพวกเขาว่าเปรียบเสมือนการ "นำเอามะเขือเทศมาแปะไว้ด้านหลังหวี" (????)แต่อย่างน้อยพวกเขาก็นำเด็กๆเข้าสู่โลกของดนตรีคลาสสิกได้หลายคน อย่างน้อยก็ผมคนนึงล่ะ ที่ฟังคอนแชร์โตของคีธมาก่อนของบีโธเฟนหรือบาร์หมส์ และเลคก็ยังชี้แจงว่า "พีลไม่ค่อยชอบขี้หน้าเรา แต่ผมอยากจะบอกว่า การนำดนตรีคลาสสิกมาเล่นด้วยเครื่องดนตรีอีเลคโทรนิกนั้นคุณจะได้สีสันดนตรีที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ผมจึงคิดว่ามันเป็นการ re-interpretaion ที่คุ้มค่าที่จะทำ"มีแค่ห้าเพลงในอัลบั้มชุดนี้ (หน้าปกเป็น gatefold ที่งามมากจากฝีมือการออกแบบของ HR Giger ผู้ออกแบบตัว Alien) Jerusalem ออร์แกนของคีธฟังแล้วยิ่งใหญ่สุดๆในเพลงของ William Blake เพลงนี้ออกเป็นซิงเกิ้ล (บีบีซีแบนเพลงนี้ด้วยเหตุผลที่ว่ามันลดคุณค่าของเพลงดั้งเดิม) Toccata เป็นการตีความ movement ที่สี่ของ Piano Concerto No.1 ของ Ginastera คีธโชว์เทคนิคซินธ์อันโฉบเฉี่ยว แต่ผมชอบการรัวกลองเป็นปืนกลของคาร์ลเป็นพิเศษ (เป็นลีลาเฉพาะตัวของเขา), Still, You Turn Me On ผมคิดว่าเป็นอคูสติกบัลลาดที่ไพเราะที่สุดของเกร็ก (เกร็กเล่าว่าคีธพยายามล็อบบี้ไม่ให้มันได้ออกเป็นซิงเกิ้ลแม้ทุกคนจะรู้ดีว่ามันน่าจะเป็นที่สุด-ด้วยความริษยา) Benny The Bouncer เพลงเปียโนบอลรูมแบบโบราณที่น่าจะเป็น weakest link เหมือนการเตรียมตัวเข้าสู่ sci-fi rock opera อันยิ่งใหญ่ Karn Evil 9 ที่ยาวเหยียด แบ่งเป็นสาม Impressions โดยอิมเพรสชั่นแรกแบ่งเป็นสองพาร์ท พาร์ทแรกเป็นแทร็คสุดท้ายของหน้าเอของแผ่นเสียง ที่เหลืออยู่เต็มหน้าแผ่นเสียงหน้าบี และมันคือ The Greatest ELP songs ever! (ผมให้มันเจ๋งเท่า Close To The Edge แต่ด้วยลีลาที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ถ้าใครอยากฟังว่า Yes กับ ELP ต่างกันอย่างไรก็น่าจะให้เวลาสักนิดฟังสองแทร็คนี้เปรียบเทียบ... แต่มันก็ไม่นิดเท่าไหร่นะ ร่วมชั่วโมงได้)ผมได้ฟัง Brain ครั้งแรกจากแผ่นเสียงในยุค 80's ปัจจุบันก็ฟังจากซีดีรีมาสเตอร์ ที่ทำแพ็คเกจเหมือนแผ่นเสียงเด๊ะ
(ข้อมูลบางส่วนเอามาจาก MoJO ฉบับ Prog Rock ขอรับ)
- คีธ-ออร์แกน เปียโน ฮาร์พซีคอร์ด แอคคอร์เดียน มู๊กซินธ์สั่งทำพิเศษ และ มู๊กโพลีโพนิค อองซองเบลอ
- เกร็ก-ร้อง เบส กีต้าร์ และกีต้าร์สิบสองสาย
- คาร์ล -กลองและเพอร์คัสชั่น
The Yes Album
เยสเป็นวงดนตรีแนวซิมโฟนิคโปรเกรสซีพร็อคและเป็นหนึ่งในห้าของวงดนตรีที่เป็นเสาหลักของวงการดนตรีโปรเกรสซีพ อัลบั้มนี้บันทึกเสียงกันที่ลอนดอนในหน้าหนาวของปี 1970และออกจำหน่ายในปี 1971 โปรดิวซ์โดย เยสและเอ็ดดี้ ออฟฟอร์ด ชื่ออัลบั้มดูเหมือนจะเป็นอัลบั้มแรกของพวกเขา แค่ความจริงเป็นอัลบั้มที่สาม การตั้งชื่ออย่างนี้แสดงความมั่นใจในผลงานชุดนี้ และมันก็เยี่ยมจริงๆเป็นอัลบั้มคลาสสิกชุดแรกของพวกเขาก่อนที่จะมีงานเด็ดๆตามมาอีกหลายแผ่น Peter Banks มือกีต้าร์ (เขาเป็นคนคิดชื่อวงด้วยหลักการที่ว่าชื่อยิ่งสั้นยิ่งพริ้นท์บนหน้าปกได้ตัวใหญ่ขึ้น-ลองดูหน้าปกแรกของพวกเขาสิครับ) ถูกเชิญออกจากวงด้วยข้อหาไม่ขยันมาซ้อมเท่าที่ควร โรเบิร์ต ฟริปป์แห่ง King Crimson ได้รับเทียบเชิญแต่ฟริปป์ปฏิเสธ ตำแหน่งนี้สุดท้ายจึงมาตกที่ Steve Howeสตีฟเป็นมือกีต้าร์ที่เหมาะสำหรับดนตรีของเยสเป็ฯที่สุด เขาเล่นได้มหากาฬทั้งบู๊และบุ๋น ริฟฟ์แบบฮาร์ดร็อค คันทรี่โฟล์คแบบเช็ต แอทกินส์ หรือ คลาสสิคัลกีต้าร์ก็ไม่ยั่น ขอให้บอกมาเถอะ เยสให้เกียรติเขาด้วยการปล่อยให้สตีฟโชว์เดี่ยวในเพลง The Clap (เวอร์ชั่นเป็นทางการในอัลบั้มเป็นการแสดงสด แต่ในเวอร์ชั่นรีมาสเตอร์เมื่อปี 2003 จะมีเพลงแถมในแบบสตูดิโอเวอร์ชั่น-ตลกดี) เยสชุดนี้ถึงแม้จะไม่ใช่ยุคคลาสสิกไลน์อัพ เพราะขาดพ่อมดคีย์บอร์ด ริค เวคแมนไป (เขาจะมาในอัลบั้มหน้า) โทนี่ เคย์ เล่นคีย์บอร์ดในชุดนี้ แม้เขาจะไม่มีลีลาที่น่าตื่นตะลึงหรือเทคนิคในการใช้ซินเธอะไซเซอร์ได้ล้ำเท่าริค แต่ผมก็ชอบสไตล์โบราณของเขานะ การใช้ Moog ของเขาก็ฟังดูเข้ากับบทเพลงดี แต่สำหรับผู้ที่ต้องการจะฟังว่าถ้าริคมาเล่นเพลงในชุดนี้จะเป็นอย่างไรก็สามารถหาฟังได้ในเวอร์ชั่นแสดงสดที่จะออกตามมา อาทิเช่นใน Yessongs 5เพลงในหกจากชุดนี้เป็นเพลงคลาสสิคของเยสที่พวกเขานำมาเล่นในการแสดงสดอย่างสม่ำเสมอ แม้ทุกวันนี้
- Yours Is No Disgrace เยสเปิดอัลบั้มด้วยเพลงยาว9นาที41วินาที สตีฟ โทนี่ และ บิล ดวลเครื่องมือกันอย่างสนุกถึงสองช่วง ดนตรีน่าตื่นเต้นตลอดความยาว
- Starship Trooper ผู้เชี่ยวชาญยกให้นี่เป็นเพลงระดับชั้นเลิศเพลงแรกของเยส ความยาวเก้านาทีกว่าเช่นกัน แบ่งเป็นสามท่อนที่แต่งโดยสามสมาชิก เนื้อหาได้รับแรงบันดาลใจจากนิยายวิทยาศาสตร์ เบสของคริส สไควร์เด่นตลอด (เขาเป็นมือเบสที่เล่น melodic ได้ไพเราะที่สุดคนหนึ่ง) ผมชอบท่อนสอง-Disillusion ที่คริสแต่งที่สุดครับ (แต่ในทอ่นนี้สตีฟกลับเด่นสุดในการสับคอร์ดอคูสติกกีต้าร์)
- I've Seen All Good People เพลงที่ฟังง่ายที่สุดในชุด ยาว(แค่) เฉียดเจ็ดนาที ทำนองเด่น ประสานเสียงไพเราะ และจังหวะที่ไม่ซับซ้อนเท่าเพลงอื่น
- A Venture เปียโนแบบบาร็อค ท่วงทำนองสไตล์พอล แมคคาร์ทนีย์ แต่ซ่อนเงื่อนกว่าหลายปม จอห์น แอนเดอร์สันแต่งครับ
- Perpetual Change งานของจอห์นและคริส ปิดท้ายอัลบั้มอย่างยิ่งใหญ่ที่ความยาว 8.50 นาที
จอห์น แอนเดอร์สัน ร้อง/เพอร์คัสชั่นคริส สไควร์ เบส/ร้องสตีฟ ฮาว กีต้าร์/ vachalia/ ร้องโทนี่ เคย์ เปียโน/ออร์แกน/มู๊กบิล บรูฟอร์ด กลอง/เพอร์คัสชั่น
ผมได้ฟังสามเพลงจากชุดนี้เป็นครั้งแรกจาก Classic Yes (งานรวมฮิตที่มีหน้าปกสวยที่สุดจากฝีมือโรเจอร์ ดีน) และมาได้ฟังเต็มๆจากซีดีฝีมือการทำมาสเตอร์ของ โจ กาสเวิร์ทนิตยสาร MOJO ยกให้นี่เป็นหนึ่งใน30อัลบัมโปรเกรสซีพที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมา สำหรับผมนี่คือ Yes ที่ผมชอบที่สุดครับ (ชอบมากกว่า Fragile หรือ Close To The Edge นิดหน่อย)
John Lennon-รวมฮิตชุดสุดท้าย?
ศิลปินใหญ่ระดับ เลนนอนมีหรือจะไม่เคยออกงานรวมเพลงเอกมาก่อน Working… เป็นชุดที่สี่ของเขาเข้าไปแล้ว และจะเป็นชุดที่ห้าถ้ารวม Imagine Soundtrack ในปี 1988 เข้าไปด้วย (แผ่นนั้นจะเป็นการรวมงานของจอห์นในยุคที่อยู่กับ Beatles ด้วย-ผมคิดว่าเป็นงานที่แสดงความเป็น “จอห์น เลนนอน” ได้เต็มชีวิตดีกว่าแผ่นอื่นๆที่เป็น “จอห์น โอโนะ เลนนอน” เสียมากกว่า) สามชุดก่อนคือ Shaved Fish (1975), Collection (1982) และ Lennon Legend (1997) ล้วนเป็นซีดีแผ่นเดียว Working… เป็นครั้งแรกที่เราจะได้งานรวมเพลงอย่างเต็มอิ่มที่ความยาวรวมกว่าสองชั่วโมงครึ่ง เวลาขนาดนี้ไม่น่าจะมีเพลงสำคัญเพลงใดของจอห์นตกหล่น จำได้ว่าสมัยเด็กๆอัดเทปรวมเพลงจอห์นเล่นๆ แค่เทป C-90 ก็กำลังพอดีๆแล้วด้วยชื่อรองที่น่าเกรงขาม The Definitive Lennon ทำให้ผมมั่นใจว่านี่ต้องเป็นงานรวมเพลงที่สมบูรณ์แบบ หักหน้า Wingspan ของ Paul McCartney ที่ทำออกมาได้ลักลั่นเมือสามสี่ปีก่อน แต่แล้วก็ต้องผิดหวัง Working… ไม่ถึงกับเลวอนาถ แต่มันน่าจะดีกว่านี้ ขอติเป็นชุดๆตามประสาคนรักโยโกะดังนี้ หน้าปก: ทำราวกับว่าจอห์นเป็นโรเบิร์ต จอห์นสันที่ทั้งชีวิตถ่ายรูปไว้แค่สองภาพไปได้ ภาพฝีมือเอียน แมคมิลลานนี้ไม่เถียงหรอกว่าสวยและแสดงความเป็น “เลนนอน” ได้ดีมาก แต่มันใช้ไปกี่ครั้งแล้ว?การเรียงเพลง: เอาละ งานรวมฮิตทุกชุดของจอห์นที่ผ่านมาก็ไม่ได้เรียงตามวันเวลาเป๊ะๆอยู่แล้ว แต่การที่มี scope ใหญ่ๆอย่างสองซีดีนี้ เป็นโอกาสดีในการที่จะไล่เรียงเพลงให้เห็นพัฒนาการและภาพรวมของดนตรีของจอห์น ซึ่งในยุคหลัง Beatles เป็นต้นมา เพลงของเขาเหมือนเป็นบันทึกแห่งชีวิตในช่วงเวลานั้นๆ การจับเรียงเพลงใหม่ใน Working นี้พอจะมองออกว่าหวังผลในแง่ความราบรื่นในการฟังและการกระจายเพลง “น่าฟัง” ของจอห์นให้ไปทั่วๆแผ่น และหลีกเลี่ยงความน่าเบื่อกับการที่จะต้องเริ่มอัลบั้มด้วย Give Peace A Chance และจบด้วย Grow Old With Meความ “พลาด” ที่ไม่น่าเชื่อของผู้รวมเพลง (โยโกะ?) อีกประการคือการขาดเพลงสำคัญอย่าง How Do You Sleep? จากอัลบั้ม Imagine จะเป็นว่าเพื่อลบความบาดหมางระหว่างจอห์นและพอลเพราะเพลงนี้จอห์นแต่งมาเพื่อด่าเพื่อนรักโดยเฉพาะก็ไม่น่าเป็นไปได้ ที่น่าเสียดายคือนี่คือเพลงที่มีดนตรีที่เฉียบขาดที่สุดเท่าที่จอห์นเคยทำมาในยุค Post-Beatles เวลา 11 ปี (1969-1980) ในการทำงานของจอห์นใน 38 แทร็คในอัลบั้มนี้ท่านจะได้ฟังจอห์นในหลายๆแบบสลับกันไป อาทิ จอห์นนักประท้วงและสันติภาพ-Give Peace A Chance, Imagine, Power To The People จอห์นแฟมิลี่แมน – (Just Like) Starting Over, Beautiful Boy จอห์นคนมีปม-Mother, God จอห์นเดอะร็อกเกอร์-New York City, Stand By Me หรือจอห์นปากหวาน - Woman, Jealous Guy, Oh My Love (ไม่น่าเชื่อว่าเพลงนี้ไม่เคยอยู่ในรวมฮิตใดมาก่อน)ทุกเพลงผ่านการรีมาสเตอร์อย่างจริงจังตลอดห้าปีที่ผ่านมา ในแง่ความคุ้มค่าไม่มีปัญหาครับ แนะนำสำหรับคนที่อยากเริ่มฟังจอห์น เลนนอนทุกท่าน ส่วนแฟนเก่าที่ไม่เคยซื้องานของเขามาหลายปี (ก่อนปี 2000) ก็น่าจะลองฟังสุ้มเสียงของมันกันดู
Labels:
70's,
80's,
albums,
beatles,
cd review,
collection,
compilation,
johnlennon,
lennon,
pop,
rock
Paul McCartney-ความอลหม่านและการสร้างสรรค์ที่สวนหลังบ้านของเขา
อัลบั้มใหม่ในรอบสี่ปีของพอล แมคคาร์ทนีย์ และเป็นอัลบั้มที่ 20 ในรอบ 35 ปี หลังจาก The Beatles เลิกรากันไปในปี 1970 ผมออกจะตื่นเต้นเมื่อทราบว่าศิลปินคนโปรดจะมาจับมือกับโปรดิวเซอร์ที่ผมชื่นชมในการทำงานชุดนี้ ไนเจล ก็อดริช คือชื่อของเขา เครดิตของพี่เค้าในการเป็นผู้ควบคุมการผลิตอัลบั้ม OK Computer (Radiohead), Mutations (Beck), The Man Who (Travis) รับประกันความยิ่งใหญ่ ในอดีตพอลเคยออกอัลบั้มที่เขาเหมาเล่นดนตรีทุกชิ้นมาสองแผ่นคือ McCartney (1970) และ McCartney II (1980) และใน Chaos… มันก็เกือบจะเป็น McCartney III เขาเล่นดนตรีเกือบทุกชิ้น อาจจะเว้นก็แต่พวกเครื่องสายและกีต้าร์บางพาร์ทเท่านั้น นี่เป็นไอเดียของไนเจล เขามองว่าการที่พอลใช้วงแบ็คอัพที่เขาทัวร์ด้วยกันมาตลอดมาเล่นบันทึกเสียง มันง่ายเกินไปและไม่ท้าทาย ไนเจลยังชอบการตีกลองของพอลอีกด้วย แต่ Chaos ไม่ได้มีซาวนด์เหมือนเดโมที่น่าจะเก็บไว้เปิดให้เมียฟังอย่าง McCartney หรือเต็มไปด้วยเสียงสังเคราะห์กระป๋องแตกอย่างใน McCartney II ตรงข้าม มันมีการบันทึกเสียงที่ปราณีตอลังการ ไม่ต่างจากงานทุกชิ้นที่ไนเจลเคยโปรดิวซ์มา 14เพลงใน Chaos แทบไม่มีเพลงร็อคเกอร์ แต่มันบรรจุไปด้วยเพลงที่ครุ่นคิดอ้อยอิ่ง สรรพเสียงที่ซ้อนทับถักทออย่างละเมียด ด้วยฝีมือการบรรเลงของผู้ชายวัย 63 คนนี้แทบจะคนเดียว มันไม่ใช่อัลบั้มที่ฟังแล้วติดหูทันที คุณต้องให้เวลากับมัน เสียงแบบไนเจลมีให้ได้ยินอย่างไม่ต้องเพ่งใน Chaos แต่โดยรวมๆนี่ก็ยังเป็นงานแบบพอล แมคคาร์ทนีย์อยู่ให้แฟนจำได้ไม่ผิดตัว Chaos ไม่มีเศษเพลงหรือ filler ทุกเพลงแตกต่างและมีคุณค่าในตัวเอง พอลร้องได้ดีกว่าในหลายอัลบั้มที่ผ่านมาของเขา ในแง่ของการควบคุมน้ำเสียง อักขระ ที่ดูตั้งใจมาก แต่มันก็ฟังออกจะเกร็งๆกว่าพอลในแบบเดิมๆอยู่ด้วยเพลงเด่น Fine Line ซิงเกิ้ลแรก สไตล์เหมือนใน Flaming Pie (1997) ท่อนที่ดึงดนตรีช้าให้กีต้าร์โซโลทำได้งามมาก, Jenny Wren “น้องสาว Blackbird” คือคำจำกัดความที่พอลให้ไว้เอง สไตล์การปิกกิ้งและเนื้อหาคือความเกี่ยวดอง, Too Much Rain เพลงที่ดีที่สุดในแผ่น ความเป็นก็อดริชและแมคคาร์ทนีย์มาบรรจบกันพอดีที่เพลงนี้ ทำนองสุดยอด พอลยังเป็นราชาแห่งเมโลดี้เหมือนกับที่เขาเคยเป็น เนื้อหาราวกับจะแต่งมาเพื่อปลอบประโลมชาวอเมริกันที่ประสบภัยจากเฮอริเคนแคทรีน่าซะงั้น, Riding To Vanity Fair มีความเป็นไนเจลมากที่สุดและก็มีความเข้มข้นทางดนตรีที่สุดในแผ่นด้วย ถ้าเอา Beck มาร้องแทนก็ไปใส่ใน Sea Change ได้ทันที แต่พอลก็ร้องแนวนี้เอาเรื่องได้ไม่แพ้หนุ่มๆนะครับ ,English Tea เปียโนบวกเครื่องสายวงเล็ก ทำนองเยี่ยมอีกแล้ว ทำให้นึกถึง Eleanor Rigby หรือ Martha My Dear ยาวแค่สองนาทีกว่า ,Friends To Go ป๊อบสไตล์ Beatles ยุค A Hard Day’s Night พอลตีฉิ่ง…เอ๊ย…ฉาบได้น่ารักมาก ,Anyway บัลลาดอลังการปิดอัลบั้ม เสียงเปียโนอิ่มสุดลิ่มหวานสุดใจไปเลย (แหม แต่อินโทรทำไมไพล่ไปเหมือน ‘People Get Ready’ ของ Curtis Mayfield ได้ล่ะครับ?) ผมไม่คิดว่า Chaos จะขายดีอะไรนัก เพราะมันฟังไม่ง่าย แต่ในแง่ศิลปะ มันคือ Creation ชิ้นสำคัญอีกครั้งจากพอล แมคคาร์ทนีย์ ขอบคุณไนเจลด้วยครับ
Tuesday, 11 November 2008
20 Greatest Albums Of 2008
20.Guns N’ Roses -Chinese Democracy
14 ปีที่รอคอย ถึงตอนที่ท่านผุ้อ่านอ่านอยู่อัลบั้มนี้คงออกมาแล้ว แต่ขณะที่เขียนอยู่นี้ผมเพิ่งได้ฟังแค่ไทเทิลแทร็คเพลงเดียว เมื่อนำไปผูกโยงกับเวอร์ชั่นเก่าๆที่เคยหลุดออกมาเป็นระยะทำให้ผมสรุปออกนอกหน้าและไร้เหตุผลรองรับว่ามันน่าจะเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ยอดเยี่ยมที่สุดของปีนี้อีกแผ่น
19.Elvis Costello -Momofuku* คอสเทลโลค้นหาไฟในตัวเจออีกครั้ง ถ้าไม่นับเสียงร้องที่อาจจะไม่สดใสเหมือนวัยหนุ่ม นี่คือร็อคเรียบง่ายแต่เปี่ยมพลังเหมือนงานในยุคแรกของเขา โปรดพิสูจน์ฝีมือการเขียนเนื้อเพลงยังคงปราดเปรื่อง และฝีมือกีต้าร์ที่มักจะถูกมองข้าม
18.Sheryl Crow -Detours* สาวแกร่ง Sheryl กลับไปร่วมงานกับโปรดิวเซอร์คนแรกที่ทำให้เธอโด่งดัง Bill Bottrell Detours เป็นอัลบั้มที่แฟนๆพร้อมจะอ้าแขนรับ มันเป็น classic Sheryl เสียงร้องหวานใส และดนครีโฟล์คร็อคที่ไม่เคยแห้งแล้งเมโลดี้ แม้เนื้อหาจะหนักอึ้งไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวทางการเมือง, การเลิกร้างกับแฟนหนุ่ม แลนซ์ อาร์มสตรอง หรือสภาวะจิตใจของเธอขณะรอรับการฉายรังสีรักษามะเร็ง แต่ Crow ก็ยังทำเพลงออกมาได้น่าฟังเสมอ
17.Neil Diamond -Home Before Dark* การร่วมมือกันอีกครั้งของ Neil และ Rick Rubin ดนตรียังคงเป็นในแบบคล้ายที่ Rubin โปรดิวซ์ให้กับ Johnny Cash เน้นกีต้าร์โปร่ง ดนตรีน้อยชิ้น บทเพลงจริงจังตรงไปตรงมา แตกต่างไปจากยุครุ่งเรืองของ Neil พอสมควร
16.Madonna -Hard Candy* ราชินีป๊อบทำอัลบั้มนี้ในแบบ play safe ปิดประตูล้มเหลว ด้วยการจ้างโปรดิวเซอร์ที่ทำงานติดตลาดที่สุด อย่าง Timberland และ Pharrell Williams และแขกรับเชิญงานชุกอย่าง Justin Timberlake มาเป็นหน้าเป็นตาให้ Hard Candy อีกทั้งดนตรีก็เป็นป๊อบสูตรสำเร็จที่คาดเดาได้ กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นงานคุณภาพที่เหนือชั้น เพียงแต่คงไม่มีความจีรังในความทรงจำของแฟนเพลงได้เท่างานเยี่ยมๆของเธอในอดีตอย่าง Ray Of Light หรือ Like A Prayer
15.She & Him- Volume 1* Zooey Deschannel เป็นหนึ่งในดาราหนังไม่กี่คนที่เป็นนักร้องได้อย่างเต็มตัว แถมเธอยังแต่งเพลงเองเสียอีก ‘him’ คือ M.Ward มือกีต้าร์และโปรดิวเซอร์หนุ่มในทาง alternative country Volume One เต็มไปด้วยเพลงรักในแบบยุคคุณป้ายังสาว wall-of-sound แบบ Phil Spector และป๊อบสนุกแบบ Girl Group ที่โด่งดังในยุค 60’s
14.Kean -Perfect Symmetry* เลิกทำตัวเป็นทริโอเปียโนป๊อบไร้กีต้าร์ แต่หันไปเล่นซินธ์ป๊อบแบบ A-Ha และ Pet Shop Boys แถมใส่ดนตรีแน่นขนัด เสียงร้องของ Tom Chaplin ยังคงอิ่มเอิบเฉียบขาด และ Tim Rice-Oxley ก็ยังคงร่ายมนต์ผลิตเมโลดี้เร้าใจได้มากมายเหมือนเดิม
13.Mariah Carey -E=MC2 สมัยเธอดังขึ้นมาคู่กันมากับ Whitney Houston เราก็ติดตามอยู่ว่าใครจะคงกระพันกว่ากันระหว่างสองดีว่าดำ-ขาว แต่ในขณะที่ Whitney ติดยาหมดสภาพไปแล้ว เจ๊ม้าลายของเรายังอยู่ แม้ว่าจะเคยสติแตกหวิดฆ่าตัวตายไปเหมือนกันในยุคตกต่ำ แต่เธอก็กลับมาได้อย่างไม่น่าเชื่อในอัลบั้มที่แล้ว The Emancipation Of Mimi อัลบั้มนี้ยังเดินรอยตามเดิมเป็นป๊อบที่กลมกลืนไปกับฮิปฮอปที่เธอโปรดมานานแล้วพร้อมแขกรับเชิญกระจาย เสียงกระบังลมหวีดหวิวของเธอก็ยังตามมาหลอกหลอนเป็นระยะๆ นี่เป็นงานที่ฟังได้เพลินๆและจับตลาดอเมริกันได้อยู่หมัดเหลือเกิน
12.Rolling Stones -Shine A Light ซาวนด์แทร็คจากหนังคอนเสิร์ตอีกเรื่องของสโตนส์จากการแสดงที่ Bacon Theatre ในปี 2006 ด้วยความที่เป็นสถานที่เล็กและต่อหน้าการกำกับของ Martin Scorsese ทำให้การแสดงของพวกเขาเข้มข้นและโฟกัสเป็นพิเศษ ผมได้ชมหนังเรื่องนี้ในการฉาย “กลางแปลง” ที่ Siam Paragon ในวันที่ 1 พ.ย. แม้สุ้มเสียงจะไม่สมบูรณ์ แต่ก็ต้องบอกว่าสนุกมากๆ มันจะเป็นอัลบั้มที่จะทำให้คุณกลับมาหลงรักร็อคแอนด์โรลอีกครั้ง
11.The Last Shadow Puppets -The Age Of Understatement โปรเจ็คเล่นๆของ Alex Turner แห่ง british punk pop ชื่อดัง Arctic Monkeys และ Miles Kane จาก The Rascals แต่ฟังแล้วโปรดักชั่นหรูหราไม่ใช่งานแก้เหงาธรรมดาๆเลย นอกจากน้ำเสียงของ Alex แล้วงานนี้แทบไม่มีอะไรเหมือน the Monkeys อิทธิพลสำคัญคือ symphonic pop ของ Scott Walker และ David Bowie ในยุคก่อนมี Alex Turner คือนักดนตรี-นักแต่งเพลงที่น่าจับตามองที่สุดคนหนึ่งในปัจจุบัน เชื่อว่าอัลบั้มที่สามของ Arctic Monkeys ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน
10.Slipknot -All Hope Is Gone* เมทัลหน้ากาก9หน่อจากไอโอวาหาจุดลงตัวของตลาดและความรุนแรงหนักหน่วงของดนตรีของพวกเขาพบในอัลบั้มที่ 4 ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะทำเพลงในระดับการทำลายล้างขนาดนี้ให้มีท่วงทำนองติดหูได้ด้วย
9. Randy Newman- Harps And Angles * ปลีกเวลาจากงานซาวนด์แทร็คมาทำงานเดี่ยวอีกครั้ง ไม่มีคำว่าฟอร์มตกสำหรับแรนดี้ นิวแมน เขายังทำดนตรีป๊อบที่มีสุ้มเสียงแบบนิวออร์ลีนส์บ้านเกิดได้น่าฟัง หลายเพลงโชว์ฝีมือการเขียนภาคออเคสตร้าราวกับเป็นซาวนด์แทร็คในบทเพลง
8.Ryan Adams and the Cardinals -Cardinology หลังจากเคยออกถึงสามอัลบั้มในปีเดียว ไรอันทิ้งช่วงห่างจาก Easy Tiger งานเดี่ยวของเขาไปถึง 1 ปี รายงานข่าวว่าเขาเอาชนะปัญหาเหล้ายาได้เด็ดขาด และ Cardinology ก็เป็นหนึ่งในงานยอดเยี่ยมที่สุดที่เขาเคยทำมา ไรอันคือส่วนผสมของแกรม พาร์สันส์ และนีล ยังก์ในวัยหนุ่ม และ Cardinology ก็ยังยืนยันในส่วนผสมนั้น มันคือ classic rock ในแบบที่คนหนุ่มยุคนี้หาใครมือถึงทำได้อย่างนี้แทบไม่มีอีกแล้ว
7.The Ting Tings -We Started Nothing ดูโอจากแมนเชสเตอร์คู่นี้ดูเผินๆเหมือนจะเป็นวงติงต๊องตลกๆธรรมดา Katie White นักร้องและกีต้าร์ผมบลอนด์น่ารักน่าชังและมือกลอง Jules De Martino กลับทำเพลงออกมาได้อย่างน่าเกรงขาม? ลองฟัง That’s Not My Name ซิงเกิ้ลดัง หนึ่งในเพลงป๊อบที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งปีจากเพลงป๊อบพังค์ที่เหมือนจะเอาสนุกเข้าว่าแบบ Mickey ของ Toni Basilแต่ตอนจบกลับโชว์การ counterpoint กันถึง 4 elements! ดนตรีของพวกเขานั้นคงจะ started nothing เหมือนกับที่ออกตัวไว้ แต่สิ่งที่เขาและเธอสานต่อนั้นก็เหลือเฟือแล้ว ได้แต่หวังว่าพวกเขาคงจะเป็น New Blondie มากกว่า New Knack ที่จอดแค่ป้ายแรก
6.B.B. King -One Kind Favor* ราชันย์แห่งบลูส์มาในสุ้มเสียงที่สดดิบที่สุดในรอบหลายปี จากการโปรดิวซ์ของ T-Bone Burnett วัย 83 ไม่เป็นปัญหาใดๆแก่คิงทั้งเสียงร้องและการเล่นกีต้าร์ Lucille ยังกรีดเสียงหวานเศร้าได้เหมือนหลายสิบปีที่ผ่านมา ปู่คิงล้อเล่นกับมรณะกาลของตนเองอย่างไม่ยี่หระใน See That My Grave Is Kept Clean และร่ายมนต์บลูส์ปลิดน้ำตาแฟนๆปิดท้ายด้วย Tomorrow Night นี่คืออัลบั้มที่จะเป็นตำนานบลูส์ในอนาคต
5.AC/DC -Black Ice หายไปหลายปี กลับมาครั้งนี้พวกเขาจับซาวนด์ในแบบ Back In Black ที่ทำให้วงเมทัลออสเตรเลียนนี้กลายเป็นหนึ่งในวงดนตรีขายดีที่สุดตลอดกาลได้อีกครั้ง ทุกอย่างยังเป็นสูตรเดิมๆ ฮาร์ดร็อคจังหวะกลางๆที่ขายริฟฟ์มันส์ๆ เสียงร้องกรีดเค้น (แต่ในอัลบั้มนี้ Brian Johnson ในวัยนี้กรีดร้องน้อยลงแต่ใส่ความ soulful ที่ไม่ค่อยเคยได้ยินลงไปในเนื้อเสียงของเขาได้อย่างน่าฟัง) และเนื้อหาที่ไม่มีอะไรมากไปกว่า ปัจจัย4ของร็อคแอนด์โรลล์ แต่คุณคิดว่าสูตรนี้ทำกันได้ง่ายๆหรือ และมีใครทำได้อย่างพวกเขาบ้างล่ะ?
4.Fleet Foxes -Fleet Foxes งานเปิดตัวของหนุ่มฮิปปี้หลงสมัย5คนจากซีแอตเติล มันเป็นอัลบั้มที่ฟังแล้วเหมือนบันทีกเสียงกันในหุบผาซอกหินหรือเทือกเขาลำเนาไพรอันซ่อนเร้นสักแห่งในอเมริกาแทนที่จะเป็นห้องบันทึกเสียงสมัยใหม่ พวกเขาเรียกดนตรีโฟล์คร็อคที่เน้นเสียงประสานโหยหวนของพวกเขาว่า “baroque harmonic pop jams” อาจจะเป็นงานที่ไม่ขายนัก แต่เรื่องคำวิจารณ์รับดาวไปหลายตะกร้าจากทุกสำนัก
3.Duffy -Rockferry สาวเวลช์ร่างเล็กที่โด่งดังมาก่อนจะออกอัลบั้ม และเสียงเธอก็สมคำร่ำลือจริงๆ การร้องของเธอคล้ายนักร้องรุ่นใหญ่หลายคนแต่ที่โดดเด่นออกมาคือสไตล์ของ Dusty Springfield และโทนเสียงจัดจ้านแบบ Cyndi Lauper Bernard Butler อดีตมือกีต้าร์ Suede โปรดิวซ์อัลบั้มนี้ออกมาในแนวดนตรีป๊อบโซลยุค 60’s ในแบบที่เขาถนัด โดยส่วนตัวผมคิดว่าเธอมีเสียงร้องที่น่าทึ่งที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา อย่าแปลกใจว่าทำไมเธอถึงได้มาในอัลบั้มแรกอย่างสมบูรณ์แบบเช่นนี้ เพราะเบื้องหลังการทำงานใน Rockferry นั้นใช้เวลาย้อนกลับไปถึง 4 ปี จึงไม่ถูกนักถ้าจะเรียกเธอว่าเป็น New Amy Winehouse
2.Coldplay -Viva La Vida or Death and All His Friends Brian Eno ก้าวเข้ามารับบทโปรดิวเซอร์ในอัลบั้มนี้ แต่น่าจะเรียกเขาว่าเป็นผู้อำนวยการสร้างน่าจะเหมาะกว่า ไม่มีอีกแล้วสำหรับเพลงอ้อนสาวอย่าง Fix You หรือ In My Place, Viva La Vida เต็มไปด้วยซาวนด์ที่ถักทอสอดประสานหลายซับทับซ้อน มันอาจจะไม่มีเพลงติดหูง่ายๆเหมือนสามอัลบั้มแรก แต่ในภาพรวมของอัลบั้มนี่คือการผจญภัยครั้งใหม่ที่พวกเขาไปใกล้ขอบฟ้ามากขึ้นทุกที เสียงร้องของ Martin ยังทรงเสน่ห์และเป็นเอกลักษณ์ของวงเหมือนเดิม
1.Nick Cave and The Bad Seeds -Dig!!! Lazarus Dig!!!* เจ้าพ่อ Gothic Rock วัยครึ่งศตวรรษ เครื่องติดตั้งแต่โปรเจ็กก่อนที่เขาทำกับวง Bad Seeds ชุดเล็กในชื่อ Grinderman, Dig!!! Lazarus Dig!!! ยังคงเต็มไปด้วยเพลงที่ว่าด้วยเรื่องต้องห้ามของเซ็กซ์ ศาสนา และความหายนะ ที่หาใครในโลกเขียนได้อย่างเข้มข้น(และบางทีก็ขำขัน)ได้เท่า Nick Cave ยาก ดนตรีขับเคลื่อนด้วยเบสอ้วนลึกและคีย์บอร์ดไหลลื่นในแบบ The Doors สมทบด้วยกีต้าร์ดิบร้อนฉ่า นี่คือร็อคที่ไร้กาลเวลาโดยสิ้นเชิง
Subscribe to:
Posts (Atom)
