Tuesday, 18 November 2014
Slipknot .5
Thursday, 17 July 2014
รุนแรงจังเลย Lana Del Rey-Ultraviolence
Lana Del Rey-Ultraviolence ****
Released: June 2014
Genre: Dream Pop
Producers: Dan Auerbach, Lana Del Rey, Paul Epworth , Lee Foster, Daniel Heath, Greg Kurstin, Rick Nowels, Blake Stranathan
แม้จะไม่ค่อยเชื่อเธอนักเมื่อลาน่า เดล เรย์ บอกว่า Born To Die (2012) อาจจะเป็นอัลบั้มสุดท้ายของเธอ เพราะเธอคิดว่าอะไรที่เธออยากจะสื่อออกไปเธอก็ได้พูดไปหมดสิ้นแล้วในอัลบั้มนั้น (นักวิจารณ์บางคนบอกว่าเธอพูดไปหมดก่อนจะจบอัลบั้มด้วยซ้ำ) เพราะเธอเหมือนจะเป็นพวกสร้างภาพและเปิดประเด็นอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นความจงใจหรือไม่ก็ตาม--ผมก็ยังดีใจที่ได้ข่าวว่าเธอคลอดอัลบั้มที่สอง Ultraviolence นี้ออกมา ว่ากันว่าคำๆนี้มีจุดเริ่มต้นมากจากภาพยนตร์ระดับคลาสสิกของ Stanley Kubrick - A Clockwork Orange ที่เกี่ยวกับคดีข่มขืนของตัวเอกในเรื่อง ขณะที่เขียนอยู่นี้ประเด็นเรื่องความรุนแรงต่อเพศตรงข้ามกำลังเป็นเรื่องใหญ่ในสังคมบ้านเราพอดี ทั้งคดีข่มขืนในรถไฟและการ"ลงโทษ"ด้วยการทำร้ายร่างกายนักกีฬาของโค้ช
กลับมาเข้าเรื่อง Ultraviolence ของลาน่า ในภาพปก คุณจะเห็นนางเอกวัย 29 ของเราอยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาวคอวีเบาบางจนเห็นบราไร้สายสีขาวด้านในกำลังเปิดประตูลงมาจากรถ มันเป็นภาพขาว-ดำ ที่น่าจะเป็นโทนสีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับดนตรีใน Ultraviolence ที่คุณอาจเรียกมันว่าเป็น Pop-Noir และนี่เป็นปกอัลบั้มที่ไม่มีชื่อศิลปิน
คุณๆที่ชอบเพลงสนุกๆและเต็มไปด้วยบีทที่รู้สึกได้อย่าง Off to the Races, Diet Mountain Dew หรือ Summertime Sadness จากอัลบั้มชุดที่แล้ว น่าจะต้องผิดหวังกับ Ultraviolence เพราะนาทีนี้ลาน่าเลือกเดินสายเพลงช้าอืดและล่องลอยในแบบ Million Dollar Man และ/หรือเพลงสุดดังของเธอ Video Games เกือบทั้งอัลบั้ม
Dan Auerbach แห่ง The Black Keys รับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์หลัก และเขาก็ใส่สุ้มเสียงของ Black Keys เข้าไปไม่น้อย มันเหมาะเจาะกับสไตล์ของลาน่ายิ่งนัก ทั้งความหม่นมืด,เสียงรีเวิร์บมหาศาลและฝีมือกีต้าร์ที่แดนฝากไว้ประปรายทำให้ Ultraviolence เป็นก้าวกระโดดในความเป็นศิลปินของลาน่าอย่างชัดเจน แฟนๆของ Black Keys ที่ไม่เคยฟังลาน่ามาก่อนก็น่าจะประทับใจกับ Ultraviolence นะ คงมีคนไม่มากนักที่จะคิดว่าทั้งสองคนจะร่วมงานกันแล้วออกมาลงตัวขนาดนี้ ต้องขอบคุณเจ้าของไอเดียที่นำเธอและเขามาเจอกัน
ลีลาการเขียนเนื้อร้องของเธอก็เต็มไปด้วยชั้นเชิงมากขึ้นรวมทั้งการร้องเพลงที่หลุดพ้นไปอีกขั้น (อ๊าก จะชมมากเกินไปมากหรือเปล่า)
แต่ต้องเตือนอีกครั้งว่า Ultraviolence เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีภูมิแพ้ต่อเพลงช้าหม่นหมอง ที่ดาร์คตั้งแต่ดนตรียันมุมมองของเนื้อหา แต่จุดเด่นของมันคือเมโลดี้สวยงามซึ่งลาน่าทำได้ดีเสมอที่ทำให้มันไม่เป็นความมืดมนที่น่าเบื่อ แต่กลับเป็นการเดินทางในราตรีที่แสนหวานชวนฝัน
เจ้าแม่แห่งสไตล์อย่างลาน่าเปิดตัวแปลกๆด้วยมิวสิกวิดีโอแบบยังทำไม่เสร็จของเพลง West Coast ที่ประกอบไปด้วยซีนสั้นๆที่ชายหาดของเธอกับหนุ่มผมยาววนไปวนมา ก่อนที่จะออกฉบับจริงในเวลาต่อมา (น่าแปลกที่หลายคนกลับชอบไอ้ฉบับที่เป็นลูปวนมากกว่า) มันเป็นเพลงที่ตัดไปตัดมาระหว่าง time signatures สองแบบเหมือนกับเหตุการณ์ในวิดีโอ ซาวนด์ของแดนเด่นชัดมาแต่ไกล และเป็นเพลงที่มีจังหวะจะโคนมากที่สุดในอัลบั้ม เอ็มวีเพลงนี้เหมือนจะต่อเนื่องไปกับ Shades of Cool ที่ลาน่าเริงร่า(เกือบจะเป็นระริกระรี้) ไปกับหนุ่มใหญ่ที่มีรูปลักษณ์คล้ายศิลปินแจ๊ซ Chet Baker ในปัจฉิมวัย นี่เป็นเพลงที่ดีที่สุดในอัลบั้มในทุกๆด้าน ท่อนคอรัสเกือบๆจะเป็นโอเปร่า ออเคสตร้าโอบอุ้มมวลดนตรีมืดหม่นและจังหวะที่รวดเร็วเทียบเท่าขบวนแห่ศพ ยังไม่พอหรือ? งั้นจัดท่อนโซโล่กีต้าร์เชือดวิญญาณจากแดนลงไปอีกดอก นิตยสารโรลลิ่งสโตนบรรยายถึงเพลงนี้ไว้ว่ามันเหมือนกับ "หนังเจมส์บอนด์ที่กำกับโดยเควนติน ตารันติโน่" และผมก็แทบจะอยากบินไปจับมือเห็นด้วยกับเขา จะว่าไปคงไม่มีใครแปลกใจถ้าลาน่า เดล เรย์ จะไปร้องเพลงธีมให้หนังเจมส์ บอนด์เรื่องต่อไป (อ้อ แต่ถ้าตารันติโน่จะมากำกับเจมส์ บอนด์จริงๆก็คงต้องเลือกสาวบอนด์จากเท้าของเธอและเตรียมโลหิตเทียมให้เพียงพอนะ)
ไหนๆก็จะทำแนวนี้แล้ว ลาน่าจึงไม่มีความหวั่นไหวอะไรที่จะเปิดหัวอัลบั้มด้วยเพลงช้ายาวเกือบเจ็ดนาทีอย่าง Cruel World ขึ้นต้นมาก็เป็นความสิ้นสุดของความรัก แต่คุณจะไม่เห็นน้ำตาจากเธอ '...that's all over now, I did what I had to do, I could see you leaving now....' เพลงนี้เหมือนเป็นแบบทดสอบว่าคุณจะรับ Ultraviolence ได้ไหม เพราะมันมี elements ทุกอย่างในอัลบั้มอยู่ในบทเพลงนี้
ไทเทิลแทร็คที่ฮือฮากันในความมาโซคิสม์ของเนื้อหา '....He hit me and it felt like a kiss...' ที่ลาน่าหยิบยืมมาจากเพลงดังในอดีตของ The Crystals ท่วงทำนองล่องลอยไม่มีร่องรอยของความรุนแรงประหนึ่งสื่อให้รู้สึกถึงความสุขที่มาถึงพร้อมๆกับความเจ็บปวด อย่างไรก็ตามความหมายที่แท้จริงของเพลงอาจจะลึกซึ้งและต้องตีความมากไปกว่า S&M ธรรมดาๆ
ลาน่าเล่าว่าเธอบินไปหาลูรีดในนิวยอร์คเพื่อจะบันทึกเสียงเพลง Brooklyn Baby ร่วมกับเขา เพื่อที่จะพบว่าเขาเสียชีวิตลงในวันนั้นเอง (ไม่ทัน) สิ่งที่เหลืออยู่ก็เป็นเพียงการเอ่ยถึงชื่อของเขาในเนื้อเพลง '...And my boyfriend's in the band / he plays guitar while I sing Lou Reed...' แม้จะหลอนไม่แพ้เพลงอื่น แต่นี่น่าจะเป็นเพลงที่ติดหูและอ่อนหวานที่สุดในอัลบั้ม ลาน่าเลือกเล่าเรื่องด้วยประโยคสั้นๆได้ทรงพลัง '....and my jazz collection's rare...' ที่บอกได้ว่าเธอในเพลงนี้นั้นคูลแค่ไหน
ครึ่งหลังของอัลบั้มก็ยังเต็มไปด้วยเพลงคุณภาพแม้จะไม่หลากหลายนัก Sad Girl (บัลลาดที่แสดงความเป็นเธอออกมาในเนื้อหา), Pretty When You Cry (มุมมองที่น่าสนใจในความอาดูร), Fucked My Way Up To The Top (เธอเหมือนจะจิกกัดศิลปินหญิงบางคนที่ลอกเลียนสไตล์ของเธอ--เลดี้ กาก้า?), Old Money ทำนองคุ้นๆเหมือนเพลงโอลดี้ส์เก่าแก่ A Time For Us เล่าเรื่องของพ่อ-แม่ของเธอ และปิดอัลบั้มอย่างเป็นทางการด้วยเพลงน้ำใต้ศอก,เพลงเก่าของ Nina Simone เมื่อปี 1959 The Other Woman ที่ลาน่านำมาร้องและทำได้ดีจนอยากจะให้เธอออกอัลบั้มแสตนดาร์ดสักชุด (แต่เธอก็ยังทำได้ไม่"ถึง"เท่าออริจินัลของซิโมนหรอกนะครับ)
deluxe edition ฉบับบ้านเรามีแถมสามเพลง : Black Beauty ที่ไม่รู้ว่าคิดยังไงถึงไม่นำไปใส่เป็นตัวจริง เพราะมันดีพอและเหมาะสมที่จะเป็นชื่ออัลบั้มได้ด้วยซ้ำ, Guns and Roses คุณเดาถูกแล้ว, มันเป็นเพลงที่เล่าถึงความสัมพันธ์แปลกๆของเธอกับ แอ็กเซิล โรส ที่หลายคนลุ้นให้เป็นแฟนกัน และ Florida Kilos ที่น่าจะสนุกเกินไปสำหรับการเป็นตัวจริงใน Ultraviolence
ถึงเวลานี้ชัดเจนแล้วว่าลาน่า เดล เรย์ ทำดนตรีได้ไม่เหมือนใคร นักข่าวเคยถามว่าเธออยากให้คนฟังคิดถึงเพลงๆหนึ่งของเธออย่างไร เธอตอบว่า ไม่อยากเลย อันที่จริงเธอไม่อยากให้ใครได้ฟังเพลงและอ่านเนื้อหาที่เธอเขียนด้วยซ้ำ เธอหวงแหนมัน อืมม์?
tracklist:
01 Cruel World
02 Ultraviolence
03 Shades of Cool
04 Brooklyn Baby
05 West Coast
06 Sad Girl
07 Pretty When You Cry
08 Money Power Glory
09 Fucked My Way Up to the Top
10 Old Money
11 The Other Woman
12 Black Beauty *
13 Guns and Roses *
14 Florida Kilos *
* bonus tracks
Wednesday, 11 May 2011
Paper Airplane

Alison Krauss & Union Station : paper airplane (2011) ****
Producer: Alison Krauss & Union Station
Genre:
Love is like a paper airplane
Flying in a folded dent
Riding high dipping low
เครื่องบินกระดาษที่คุณบรรจงพับอย่างปราณีต
คุณขว้างมันร่อนไปในอากาศ
แต่ไม่ว่ามันจะบินไปได้งดงามสง่าอย่างไร
ไม่นาน มันก็จะหมุนคว้างร่วงหล่นลง
แต่อย่างน้อยมันก็ให้ความสุขแก่คุณในช่วงเวลาสั้นๆนั้นที่คุณจะไม่มีวันลืม
อัลบั้มที่ 14 ของ Alison Krauss และเป็นการกลับมาออกอัลบั้มกับ Union Station ครั้งแรกในรอบเจ็ดปีหลังจาก อัลบั้ม Lonely Runs Both Ways ในปี 2004 และ Alison กับวงคู่ใจของเธอก็ยังทำงานออกมาได้มาตรฐานเดิมไม่เปลี่ยนแปลง paper airplane มีทุกสิ่งที่คุณคาดเดาได้ และต้องการจะได้ยิน บทเพลงรักหวานเศร้า เสียงร้องประหนึ่งนางฟ้า และฝีมือดนตรีในแนวบลูกราสส์ที่เข้มข้นและเหนือชั้นของ Barry Bales (acoustic bass, harmony vocals), Jerry Douglas (dobro, lap steel, harmony vocals), Ron Block (banjo, guitar), Dan Tyminski (guitar, mandolin, lead and harmony vocals)
ดนตรีบลูกราสส์จัดเป็นสาขาย่อยของดนตรีคันทรี่อเมริกัน ที่ได้รับอิทธิพลมาจากเพลงพื้นบ้านของอังกฤษ,สก็อตแลนด์ และ เวลส์ บางครั้งก็จะมีการเดี่ยวเครื่องดนตรีสลับกันไปคล้ายคลึงกับดนตรีแจ๊ซ เครื่องดนตรีหลักของบลูกราสส์ก็คือ fiddle, banjo, guitar, mandolin และ upright bass
Alison และ Union Station มีส่วนไม่น้อยในการนำเพลง bluegrass กลับมาสู่ความนิยมในวงกว้างขึ้น เสียงร้องและรูปลักษณ์ของเธอลบภาพเก่าๆของดนตรีแนวนี้ออกไป กลายเป็นอะไรที่งดงามและร่วมสมัย มากกว่าผู้ชายใส่หมวกคาวบอยล้อมวงกันเล่นแบนโจแมนโดลินรอบกองไฟ
หลายคนคิดว่าเธอจะทำงานกับ Robert Plant ต่อในฐานะศิลปินคู่ หลังจากประสบความสำเร็จล้นหลามกับ Raising Sand (2007) ที่คว้ารางวัลแกรมมี่ไปทุกสาขาที่เข้าชิง (5) ยอดขาย และเสียงวิจารณ์ในทางบวกแทบทั้งสิ้น เสียงเธอกับแพลนต์แตกต่างแต่สอดประสานกันอย่างได้รสชาติ ในแบบที่ Ella Fitzgerald เคยร้องคู่กับ Louis Armstrong เมื่อหลายทศวรรษก่อน (แม้จะเป็นคนละแนวกัน) แต่ด้วยเหตุผลที่แท้จริงที่ไม่มีใครทราบ Plant และ Alison แยกกันกลับไปทำงานเดี่ยวของตัวเองในแบบเดิม (อนาคตเราก็ยังหวังว่าจะได้ยินสองคนนี้ร้องเพลงคู่กันอีก, อย่างน้อยเราก็ยังอุ่นใจว่า Plant มีรายชื่อเป็นหนึ่งใน thank you list ของเธอในปกอัลบั้มด้านใน)
Alison Krauss สาวอเมริกันวัย 39 ปี (เกิด 23 ก.ค. 1971) สร้างชื่อมาด้วยการเป็นนักร้อง, fiddler และ นักแต่งเพลงแนว บลูกราสส์-คันทรี่ เธอเริ่มเข้าสู่วงการตั้งแต่วัยเยาว์ และบันทึกเสียงครั้งแรกตั้งแต่อายุแค่ 14 ปี Alison เซ็นสัญญากับ Rounder Records ในปี 1985 และเธอยังอยู่กับค่ายนี้มาจนทุกวันนี้ เธอมีผลงานทั้งในนามศิลปินเดี่ยว,ร่วมกับ Union Station และ Robert Plant แต่งานที่ทำให้เธอและดนตรีบลูกราสส์ได้กลับมาเกิดอีกครั้งคือผลงานใน soundtrack O Brother Where Art Thou? และ
Alison ยังถือเป็นลูกรักของรายการ Grammy Awards นับถึงปี 2011 เธอคว้ารางวัลแกรมมี่ไปแล้วถึง 26 รางวัล ทำให้เธอเป็นผู้หญิงที่ได้รางวัลแกรมมี่มากกว่าใครในประวัติศาสตร์!
สำหรับผู้ที่เคยฟังเสียงของเธอใน Raising Sand เท่านั้น ในอัลบั้มนี้ท่านจะได้ฟังเสียงเต็มๆของ Alison เสียงเธออยู่ในระดับ mezzo soprano ที่เต็มไปด้วยความอ่อนหวาน,อบอุ่น,ล่องลอย และ เจือด้วยความเศร้าสร้อยในปริมาณพอเหมาะ มันเป็นเสียงร้องที่แสนจะสวยงามสมบูรณ์แบบ จนอาจจะน่าเบื่อเกินไปถ้าจะต้องฟังเสียงเธอทั้งอัลบั้ม จึงถือเป็นเรื่องดีที่ใน paper airplane เราได้ยินเสียงร้องเทเนอร์ที่เป็นคันทรี่แท้ๆของ Dan Tyminski มาสลับแก้เลี่ยนบ้าง (เขาเป็นคนร้องเพลงในบทของ George Clooney ในหนัง Brother, Where Art Thou?)
8 เพลงที่เป็นเสียงร้องของ Alison ล้วนแล้วแต่ไพเราะงดงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เธอเลือกเพลงเก่าของศิลปินอื่นมาร้อง 2 เพลงคือ Dimming of the Day ของ Richard Thompson และ My Opening Farewell ที่เป็นเพลงปิดอัลบั้มของราชาดนตรีเวสต์โคสต์ Jackson Browne จากอัลบั้มชุดแรกของเขา (และเธอก็นำมาปิดอัลบั้มนี้เช่นกัน) และก็เหมือนกับที่เธอเคยนำเพลง I Will ของ Beatles หรือเพลงอื่นๆของศิลปินอื่นมาร้อง Alison แทบจะทำให้ทุกคนลืมไปว่าเคยมีคนร้องเพลงนั้นมาก่อน โดยเฉพาะ Dimming of the Day ทุกคำร้องและทุกโน้ตที่ได้ยินทำให้เราแทบไม่กล้าจะหายใจจนจบเพลง ส่วนอีก 6 เพลงเป็นผลงานแต่งเพลงของนักแต่งเพลงอื่นที่ไม่ใช่เธอ
นอกจากเสียงร้องที่ไม่ต้องชมอะไรกันไปมากกว่านี้แล้ว ท่านจะเพลิดเพลินไปกับเสียงเครื่องดนตรีอคูสติกจากการบรรเลงด้วยฝีมือระดับโลกของ Union Station ไม่ว่าจะเป็น dobro หลอนๆของ Jerry Douglas ใน Lie Awake (บัลลาดที่น่าฟังที่สุดในชุด) , หรือ banjo ของ Ron Block ที่คึกคัก คมกริบใน My Love Follows You Where You Go
Paper Airplane คืออัลบั้มที่แฟนๆของ Alison Krauss ย่อมไม่ผิดหวัง และเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ดีมากของเธอ แนะนำสำหรับผู้ต้องการสัมผัสดนตรี bluegrass ที่ขับร้องด้วยเสียงร้องเยือกเย็นแสนไพเราะ มันคือความเป็นธรรมชาติที่ยังดำรงอยู่ในสุ้มเสียงยุคดิจิตัล เราหวังว่าเธอยังจะร้องเพลงไพเราะแบบนี้ให้เราฟังกันอีกนานเท่านาน และให้เธอทุเลาจากอาการไมเกรนเรื้อรังที่เธอประสบอยู่โดยเร็ว....
Paper Airplane 3:37
Dust Bowl Children 3:07
Lie Awake 3:56
Lay My Burden Down 3:52
My Love Follows You Where You Go 4:04
Dimming Of The Day 5:20
On The Outside Looking In 3:36
Miles To Go 2:54
Sinking Stone 4:43
Bonita And Bill Butler 4:03
My Opening Farewell 4:10
Wednesday, 6 April 2011
Layla 40th

Derek and the Dominos:
Layla and other Assorted Love Songs (40th Anniversary Deluxe Edition) *****
Original released: November 1970
Original Producer : Tom Dowd
Reissue: 2011
Compilation producer: Bill Levenson
Genre: Rock, Blues, Country, Soul
Layla คืองานคลาสสิกของวงการร็อคแอนด์โรลอย่างไม่มีใครจะเถียง แต่ตอนมันออกมาใหม่ๆในปี 1970 อัลบั้มนี้คว่ำไม่เป็นท่า ทั้งยอดขายและคำวิจารณ์ เพราะไม่มีใครรู้ว่า Derek คือ Eric Clapton และแคลปตันก็คิดว่างานนี้มีความดีพอที่จะขายได้ด้วยตัวของมันเอง เขาคิดผิดถนัด แต่ในที่สุดโลกก็เริ่มรับรู้ว่าอะไรเป็นอะไร และมันก็ไต่เต้าไปอยู่ในสถานะที่มันคู่ควรในที่สุด
Derek and the Dominos ประกอบไปด้วยตัวแคลปตัน (ร้อง, กีต้าร์) และอีกสามอดีตสมาชิกของ Delaney and Bonnie คือ Bobby Whitlock (ร้อง, คีย์บอร์ด) , Carl Radle (เบส), Jim Gordon (กลอง) รวมทั้งแขกรับเชิญอีก 1 ท่านคือ Duane Allman ยอดมือกีต้าร์จาก The Allman Brothers Band Layla and other Assorted Love Songs คือสตูดิโออัลบั้มชุดเดียวของพวกเขา แต่นั่นก็เพียงพอกับการที่จะเป็นตำนาน มันคืองานที่ผสมผสานแนว Memphis Soul, Country, Blues, Rock and Roll ไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืนและไม่เหมือนใคร ด้วยฝีมือของนักดนตรีที่เอกอุและเข้าขากันอย่างเหลือเชื่อ ฝีมือริธึ่มเซ็กชั่นของ Carl และ Jim นั้นเรียกว่าไม่แพ้ใครในรุ่นเดียวกัน (แคลปตันเคยชมว่าจิมเป็นมือกลองที่ดีที่สุดที่เขาเคยเล่นด้วยมา) และเสียงร้องของ Bobby ที่ตะเบ็งแข่งและสลับกับแคลปตันก็สร้างอารมณ์ในแบบเพลงของ Sam & Dave ได้ไม่เลว ส่วนตัวแคลปตันเองก็ไม่เคยร้องเพลงได้อารมณ์เท่านี้มาก่อน และฝีมือกีต้าร์ของเขาก็สุดเสียงสังข์ไม่แพ้ยุค Cream หรือสมัยเล่นกับ John Mayall เลย
หลังจากผิดหวังกับ Blind Faith ซุปเปอร์กรุ๊ปวงใหม่ของเขาที่ไปได้แค่อัลบั้มเดียว แคลปตันก็หันไปสนุกสนานกับการแจมและออกทัวร์กับทีมนักดนตรีอเมริกันที่เคยเป็นวงเปิดให้ Blind Faith: Delaney and Bonnie และต่อมา Delaney ก็เชียร์ให้เขาออกอัลบั้มเดี่ยว (เสียที) โดยเขาจะช่วยแต่งเพลงและโปรดิวซ์ให้ ผลที่ได้คืองานโซโลชุดแรกของแคลปตันในชื่อ Eric Clapton ดูเหมือนเขาจะกลายมาเป็นศิลปินเดี่ยวอย่างเต็มตัว
แต่แล้วเมื่อเขาทราบว่าลูกวงของ Delaney แตกกระเซ็นในเวลาต่อมา แคลปตันก็ไม่รีรอที่จะเปิดอ้อมแขนรับ Bobby, Carl และ Jim เข้ามาร่วมวงด้วย ทั้งสามย้ายมาปักหลักที่บ้านของแคลปตันกันเลยทีเดียว และเริ่มต้นแจมกันอย่างไม่รู้เดือนรู้ตะวัน เคมีของเขาทั้ง 4 เข้ากัน รวมทั้งสารเคมีจากภายนอกทั้ง up และ down ที่เติมเต็มเข้ามาตลอดการเล่นดนตรี
ในอีกด้านหนึ่งของชีวิตที่ดำเนินไปพร้อมๆกัน แคลปตันเริ่มตกหลุมรัก Pattie ภรรยาของ George Harrison เพื่อนรักมาได้พักหนึ่งแล้ว เขาแอบสังเกตว่าชีวิตแต่งงานของจอร์จและแพ๊ตตี้ไม่ค่อยจะราบรื่นนัก พระเจ้าแห่งกีต้าร์ได้พยายามหาโอกาสจีบเมียเพื่อนอยู่เนืองๆ แต่แพ๊ตตี้ก็ไม่ใจอ่อนเสียที บทเพลงที่เขาแต่งในอัลบั้มนี้เป็นการระบายความในใจที่อัดอั้นให้แพ๊ตตี้ล้วนๆ
การบันทึกเสียงครั้งแรกของพวกเขาคือมาเล่นแบ็คอัพให้ George Harrison ในอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของจอร์จ All Things Must Pass ที่โปรดิวซ์โดย Phil Spector โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือฟิลต้องโปรดิวซ์ซิงเกิ้ลให้พวกเขา 1 แผ่น ผลงานที่ออกมาคือ Roll It Over (จอร์จเล่นกีต้าร์ด้วย) และ Tell The Truth มันเป็น rock and roll-blues ในแบบ wall of sound ที่ยอดเยี่ยมทีเดียว น่าเสียดายที่การร่วมงานของฟิลและ Derek and the Dominos จบลงแค่นี้ (Tell The Truth ถูกนำมาเล่นอีกครั้งใน Layla ในการเรียบเรียงที่ต่างกันกับเวอร์ชั่นนี้มากมาย)
แคลปตันพาลูกวงไปที่ Criteria Studios ในไมอามี่ เพื่อบันทึกเสียง LP ชุดแรก พวกเขาพกฝีมือและความเมามายไปเต็มเปี่ยม แต่บทเพลงในมือยังมีไม่มากนัก จึงต้องอาศัยเพลงบลูส์เก่าๆมาเป็นวัตถุดิบด้วย Duane Allman เข้ามาเสริมทีมภายหลัง หลังจากแคลปตันดอดไปดูเขาแสดงแล้วชวนมาแจมด้วยและจีบมาทำอัลบั้มด้วยในที่สุด Duane ไม่ได้เล่นทุกเพลงในอัลบั้ม และเมื่อเราฟังเพลงที่ไม่มี Duane ก็จะพบว่าแคลปตันและลูกวง “เอาอยู่” อยู่แล้ว แต่เพลงที่ยอดนักสไลด์เข้ามาเล่นด้วย ยิ่งยกระดับความยิ่งใหญ่ของบทเพลงขึ้นไปอีก แคลปตันนั้นเป็นที่รู้กันว่าเขาจะเล่นดีขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อมีนักกีต้าร์มือดีๆมาประกบด้วย คงไม่มีตัวอย่างไหนเห็นได้ชัดกว่าในอัลบั้มนี้ ไม่ว่าจะเป็นการโซโลไฟลุกใส่กันแบบไม่ยั้งใน Why Does Love Got To Be So Sad, บลูส์หลุดโลก Key To The Highway หรือไทเทิลแทร็คที่แคลปตันและ Duane แข่งกันสไลด์อย่างเมามันบนท่อนริฟฟ์บันลือโลกนั้น และเพลงเผยความในใจที่แสนระทม Have You Ever Loved A Woman เขาทั้งสองยังร่วมกันเล่น Little Wing ของ Jimi Hendrix ในแบบที่เจ้าของเพลงถ้าได้ฟังคงต้องภูมิใจ (แต่เฮนดริกซ์ไม่เคยได้ฟัง เขาตายเสียก่อน)
แคลปตันสุดจะประทับใจในฝีมือของ Duane และชวนเขามาเป็นโดมิโนตัวที่สี่อย่างเป็นทางการและเต็มตัว แต่ Duane ไม่เอาด้วย เพราะเขามี”ครอบครัว”แล้ว นั่นก็คือ Allman Brothers แต่ Duane ก็เสียชิวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนในอีก 1 ปีถัดมา
หลังจากอัลบั้มชุดแรกขายไม่ดีนัก พวกเขาก็กลับมาเข้าห้องอัดกันที่ Olympic Studios ในปี 1971 เพื่อบันทึกเสียงอัลบั้มชุดสอง แต่ทำกันไปได้แค่กี่เพลงวงก็แตก ด้วยสาเหตุของการใช้ยาอันหนักหน่วงของแต่ละคนอันนำมาซึ่งความหวาดระแวงและการทะเลาะเบาะแว้งในที่สุด ยังดีที่ยังมี่การบันทึกเสียงเอาไว้ได้บางส่วนที่ฟังดูแล้วก็ไม่เลวทีเดียว เช่น Snake Lake Blues, Evil, Mean Old Frisco, One More Chance และเพลงที่น่าจะดีที่สุดในเซสชั่น Got To Get Better In A Little While ต้องบอกว่าน่าเสียดายจริงๆครับที่พวกเขาไม่อาจอยู่กันทำต่อจนเสร็จ
แคลปตันเคยเชิญแพ็ตตี้มานั่งฟังอัลบั้มนี้ที่บ้านหลังจากบันทึกเสียงเสร็จใหม่ๆ หวังว่าจะทำให้เธอใจอ่อนยอมมาอยู่กับเขาด้วยพลังของบทเพลงที่เขาสร้างเอาไว้ แพ๊ตตี้รู้สึกทึ่ง แต่ก็ไม่ถึงขั้นจะทิ้งสามีมาอยู่กับเขา แคลปตันขู่ว่าถ้าไม่มาเขาจะเสพเฮโรอีนแบบ full-time แพ๊ตตี้ได้แต่ยิ้มๆ และแคลปตันก็ทำตามนั่น ชีวิตเขาดำดิ่งลงไปในความมืดอีกสามปีเต็ม
ใน Deluxe Edition นี้ดิสก์แรกจะเป็น original album ทื่ผ่านการรีมาสเตอร์ครั้งล่าสุดโดย Ellen Fitton ที่ฟังแล้วเป็นธรรมชาติและให้ความเป็นอนาล็อกดีทีเดียว ส่วนดิสก์สองจะเป็นเพลงที่พวกเขาทำไว้เพื่ออัลบั้มชุดที่สอง, ซิงเกิ้ลฝีมือโปรดิวซ์ของฟิล สเป็กเตอร์, การแสดงสดที่รายการทีวีของ Johnny Cash (ไม่เคยเผยแพร่มาก่อน) และเพลงจาก Layla sessions 1 เพลงคือ Mean Old World เพลงส่วนใหญ่จะเคยอยู่ใน Crossroads boxset และ Layla Sessions มาแล้ว ยกเว้นการแสดงที่ Johnny Cash show และ Got to Get Better In A Little While ฉบับแจม แต่เพลงจากอัลบั้มสองได้รับการรีมิกซ์ใหม่หมดทุกเพลง อย่างไรก็ตามสิ่งที่ไม่ได้รับการเหลียวแลในเวอร์ชั่นนี้เลยคือการแจมยาวๆแบบที่เราได้ฟังกันใน Layla Sessions เมื่อยี่สิบปีก่อน เชื่อว่าน่าจะยังมีแจมอีกมากที่ยังอยู่ในคลังที่เรายังไม่ได้ฟัง
ถ้าท่านยังไม่มีอัลบั้มนี้มาก่อน ผมแนะนำเวอร์ชั่นนี้ได้เลยครับ แต่สำหรับแฟนที่มีมาหลายเวอร์ชั่นแล้ว ก็ลองพิจารณาว่าอยากได้โบนัสแทร็คในแผ่นสองแค่ไหน หรือจะกระโดดไปคว้าฉบับใหญ่ Super Deluxe เลยที่จะได้ของแถมเพิ่มมาอีกคือ Surround DVD ของอัลบั้มนี้, ซีดี In Concert (remastered) และแผ่นไวนีล Layla สองแผ่น พร้อมอะไรต่างๆอีกมากมาย ในราคาที่มากมายเช่นกัน
Layla เป็นงานที่กลั่นออกมาจากหัวใจที่ปวดร้าว เล่นด้วยนักดนตรีฝีมือเก่งขั้นเทพลงมาแสดงปาฏิหารย์ และทีมดนตรีที่เข้าขากันด้วยการแจมต่อเนื่องยาวนาน มันคือปรากฏการณ์ครั้งหนึ่งในโลกดนตรีที่ไม่ได้มีบ่อยๆ
Track List: Disc #1/2
01. I Looked Away 3:07
02.
03. Keep On Growing 6:23
04. Nobody Knows You When You’re Down and Out 5:00
05. I Am Yours 3:37
06. Anyday 6:37
07. Key To The Highway 9:40
08. Tell The Truth 6:41
09. Why Does Love Got To Be So Sad? 4:44
10. Have You Ever Loved A Woman? 6:54
11. Little Wing 5:36
12. It’s Too Late 3:52
13. Layla 7:06
14. Thorn Tree In The Garden 2:50
Track List: Disc #2/2
01. Mean
02. Roll It Over 4:32
03. Tell The Truth 3:25
04. It’s Too Late 4:11
05. Got To Get Better In A Little While 6:35
06. Matchbox 3:56
07. Blues Power 6:34
08.
09. Evil 4:35
10. Mean Old Frisco 4:07
11. One More Chance 3:17
12. Got To Get Better In A Little While (Jam) 3:45
13. Got To Get Better In A Little While 6:04
Tuesday, 29 March 2011
Clapton

Clapton (2010)-Eric Clapton ****
แนวดนตรี-Blues, Rock
โปรดิวเซอร์-Eric Clapton, Doyle Bramhall II, Justin Stanley
Eric Clapton เคยมีอัลบั้มชื่อเดียวกับตัวเขามาก่อนแล้ว ตอนออกโซโลอัลบั้มชุดแรกในปี 1970 แต่การที่เขาตัดสินใจใช้นามสกุลของเขาเป็นชื่ออัลบั้มชุดที่ 20 ของเขานี้ ย่อมมีความหมายอะไรบางอย่างมากกว่าการคิดอะไรไม่ออก ช่วงหลายปีหลังมานี้ แคลปตันเดินทางไปเยี่ยมผู้ร่วมงานทางดนตรีของเขาในอดีตกาลแทบจะครบทุกคนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการไปเล่นคอนเสิร์ตกับ John Mayall รียูเนียนกับ Jack Bruce และ Ginger Baker ในนาม Cream, หวนอดีต Blind Faith กับ Steve Winwood, เล่นเพลงของ Derek and the Dominos แทบจะยกอัลบั้มในสมัยที่ได้หนุ่มมือสไลด์กีต้าร์อัจฉริยะ Derek Trucks มาร่วมวงด้วย, ออกแสดงกับมือกีต้าร์ที่เคยอยู่วง Yardbirds ด้วยกัน Jeff Beck, ออกอัลบั้มคู่กับศิลปินคนโปรด J.J. Cale, ทำอัลบั้ม tribute ให้ Robert Johnson นักกีต้าร์ผู้มีอิทธิพลต่อเขามากที่สุด ดูเหมือนแคลปตันจะ”เยี่ยม” ญาติทางดนตรีของเขาครบถ้วนแล้ว
แต่ยัง.. ‘Clapton’ เป็นงานที่แคลปตันเดินทางกลับไปลึกยิ่งกว่านั้น ดนตรีที่ดังจากวิทยุที่บ้านของเขาในวัยเด็ก Blues, New Orleans Jazz, Standard ที่เขาชื่นชอบ ก่อนที่ร็อคแอนด์โรลจะเดินทางมาถึง มีเพลงใหม่ใน ‘Clapton’ เพียงแค่ 2 เพลง และเขาร่วมแต่งด้วยแค่เพลงเดียว แต่ทั้ง 14 เพลงก็ไปด้วยกันได้ดี
คราวนี้เขาไม่ได้เรียกใช้บริการของ Simon Climie มาเป็นโปรดิวเซอร์อีก อาจจะเป็นเพราะเขาต้องการ sound ที่ดิบและติดดินในแบบแผ่นเสียงของ J.J. Cale มากกว่างานที่เนี้ยบทุกโน้ตด้วย Pro-tools ในแบบของ Simon
อัลบั้มนี้เริ่มต้นด้วยการที่แคลปตันอยากทำงานร่วมกับ J.J. อีกครั้งเพราะเขายังไม่ค่อยพอใจกับ The Road To Escondido อัลบั้มที่แล้วที่เขาทำกับ Cale นัก แต่แผนก็เปลี่ยนไปเมื่อเวลาผ่านไป โดยสุดท้ายมีเพลงของ Cale 2 เพลงและเขาร่วมเล่นกีต้าร์อีกในบางเพลง และที่เหลือเป็นเพลงเก่าๆที่แคลปตันรักและไม่เคยนำมาบันทึกเสียงมาก่อน
นักดนตรีหลักใน ‘Clapton’ คือ Doyle Bramhall II มือกีต้าร์คู่บุญที่รับบทโปรดิวเซอร์ร่วมกับแคลปตันด้วย ฝีมือของ Doyle ในชุดนี้ดูจะบรรลุไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว, มือกลองรุ่นเก๋า Jim Keltner ที่ฝากฝีมือไว้ในอัลบั้มดังๆมากมายของหลากหลายศิลปิน, Willie weeks เล่นเบสทั้งไฟฟ้าและอคูสติก ส่วนคีย์บอร์ดคือ Walt Richmond
นักดนตรีหลักทั้งห้าคน(รวมแคลปตัน) เล่นเปิดในเพลง Travelin’ Alone เพลงเก่าของ Melvin Jackson ที่แคลปตันเคยซื้อแผ่นเสียงไว้ตั้งแต่อายุ 15 เป็น blues jam ที่เข้มข้นและน่าตื่นเต้น Rockin’ Chair เพลงของ Hoagy Carmichael จังหวะโยกเยกนุ่มนวลสบายๆ ได้ Derek Trucks มาสไลด์กีต้าร์เพราะๆ แคลปตันร้องอย่างสบายอารมณ์โดยมีเสียงประสานเคลิ้มๆของ Nikka Costa คลอไปด้วย เพลงของ Cale สองเพลงคือ River Runs Deep และ Everything Will Be Alright ก็ยังคงเป็นเพลงในแบบฉบับของเขาอยู่ แต่ได้เครื่องสายจาก The London Session Orchestra มาโอบอุ้มให้ความอลังการขึ้นอย่างงดงาม
Judgement Day บลูส์สนุกๆของ Snooky Pryor แคลปตันร้องได้เฮฮาล้อไปกับเสียงฮาร์โมนิกาอันโดดเด่นของ Kim Wilson ฟังแล้วครึกครื้นยิ่งนัก
เพลงแสตนดาร์ดชื่อดังสองเพลงที่แคลปตันนำมาร้องในชุดนี้คือ How Deep Is The Ocean ของ Irving Berlin ได้เทพแจ๊ซ Wynton Marsalis เป่าทรัมเป็ตให้หมดจด ส่วน Autumn Leaves ของ Johnny Mercer เพลงปิดอัลบั้ม แคลปตันฝากโซโลอันน่าจดจำไว้ถึงสองโซโล ท่อนแรกเป็นอคูสติก และท่อนปิดท้ายเป็นอีเล็กทริคที่นุ่มนวลและเปี่ยมอารมณ์อย่างที่สุด Ry Cooder เคยเตือนแคลปตันไว้ว่าการนำเพลงแบบนี้มาใส่ในอัลบั้มบลูส์แบบนี้อาจจะทำให้ผู้ฟัง “หัวทิ่ม” ได้ แต่แคลปตันก็วางเพลงได้ดี ฟังแล้วไม่รู้สึกอะไรอย่างที่ Cooder กลัว สองเพลงนี้ยืนยันว่าแคลปตันได้ก้าวผ่านพรมแดนของแนวดนตรีไปแล้ว มันไม่ใช่การ cover แบบ Rod Stewart แต่คือการนำเพลงแนวอื่นที่ไม่ใช่แนวถนัดมาทำเป็นของตัวเองได้อย่างเนียนแนบ
ถ้าอยากฟังแคลปตันในแบบ laid back ร็อคนุ่มๆเหมือนในยุค
นอกจาก Wynton Marsalis ที่มาในทาง jazz แล้ว แคลปตันยังได้ Allen Toussaint มาเล่นเปียโนให้ในเพลง When Somebody Thinks You’re Wonderful และ My Very Good Friend The Milkman ที่ออกไปในแนวนิวออร์ลีนแจ๊ซสนุกๆแบบของอัลเลน
ซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้มคือ Diamonds Made From Rain ที่ได้ Sheryl Crow มาร้องด้วย เป็นบัลลาดที่ฟังง่ายและน่าจะติดหูที่สุดในอัลบั้ม และเป็นอีกเพลงที่แคลปตันฝากโซโลไว้ได้แสนไพเราะ
ชื่ออัลบั้ม ‘Clapton’ น่าจะมาจากบทเพลงเหล่านี้คือตัวตนของเขา บอกความเป็นมาของดนตรีในหัวใจของเขาตั้งแต่วัยเด็ก และความเป็นตัวของตัวเองในปัจจุบันที่ดูเหมือนเขาจะทำเพลงในแบบที่เขาอยากทำจริงๆไม่ได้อิงตลาดหรืออะไรอีกต่อไป นี่เป็นอัลบั้มที่อาจจะฟังยากและน่าเบื่อเสียหน่อยสำหรับคนไม่คุ้นเคยกับเพลงแนวนี้ แต่เมือท่านทำความรู้จักกับมันดีพอแล้ว ไม่น่าพลาดที่จะหลงรัก ‘Clapton’ ครับ นี่คืออัลบั้มที่ดีที่สุดของเขาในรอบหลายปี คุณค่าของมันอยู่ในระดับดียวกับอัลบั้ม Unplugged แม้จะไม่งดงามน่าหลงใหลเท่าก็ตาม
Track listing
1. "Travelin' Alone" (Lil' Son Jackson) – 3:56
2. "Rocking Chair" (Hoagy Carmichael) – 4:04
3. "River Runs Deep" (JJ Cale) – 5:52
4. "Judgement Day" (Snooky Pryor) – 3:13
5. "How Deep Is the Ocean" (Irving Berlin) – 5:29
6. "My Very Good Friend the Milkman" (Lyrics:Johnny Burke, Music: Harold Spina) – 3:20
7. "Can't Hold Out Much Longer" (Walter Jacobs) – 4:08
8. "That's
9. "Everything Will Be Alright" (Cale) – 3:51
10. "Diamonds Made from Rain" (Doyle Bramhall II, Nikka Costa, Justin Stanley) – 4:22
11. "When Somebody Thinks You're Wonderful" (Harry M. Woods) – 2:51
12. "Hard Times Blues" (Lane Hardin) – 3:45
13. "Run Back to Your Side" (Bramhall, Eric Clapton) – 5:17
14. "Autumn Leaves" (Joseph Kosma, Johnny Mercer, Jacques Prévert) – 5:40

Queen: Greatest Hits (2011)
แนวดนตรี: Rock
Producer: Queen, Roy Thomas Baker, Mike Stone, Brian May, Mack
Queen ฉลองครบรอบ 40 ปีของการก่อตั้งวงด้วยการย้ายสังกัดจาก EMI ไปอยู่กับ Island Records และ re-issue studio albums ทั้ง 15 ชุดของพวกเขาในปีนี้ โดยผ่านการ remaster จากฝีมือของ Bob Ludwig Mastering engineer ชื่อดังแห่งยุค และทุกอัลบั้มจะมี expanded disc แถมมาด้วยอีก 1 แผ่น โดยจะทะยอยออกเป็นระลอก เริ่มที่ 5 แผ่นแรก จาก Queen ถึง A Night At The Opera ในเดือนมีนาคมนี้ แต่ในเดือนมกราคมที่ผ่านมาพวกเขาได้ปล่อย Greatest Hits I และ II ออกมาให้แฟนๆ “ชิม” กันก่อน มองที่เปลือกนอกแทบไม่เห็นอะไรแปลกใหม่ นอกจากภาพปก Greatest Hits ที่เป็นภาพถ่ายของสมาชิกทั้ง 4 คนแบบตรงๆไม่ได้จ้ดมุมเอียงๆแบบ original และใน Greatest Hits II โลโกดูคมชัดขึ้น แต่ tracklist ของทั้งสองชุดก็ยังคงเหมือนเดิมกับที่ออกเมื่อหลายปีก่อน ไม่มีเพลงแถม ไม่มีดีวีดีประกอบอะไรทั้งสิ้น ในมุมมองของแฟนบางกลุ่มนี่อาจเป็นความพยายามที่ไร้สาระ แต่ความเป็นจริงก็คือ Greatest Hits เป็นงานรวมเพลงของศิลปินร็อคที่สมบูรณ์แบบที่สุดชุดหนึ่งเท่าที่เคยมีมา ในระดับเดียวกับ Legend ของ Bob Marley, Their Greatest Hits 1971-1975 ของ Eagles หรือ History ของ America จึงถือเป็นเรื่องถูกทำนองคลองธรรมแล้วที่ไม่มีการไปแตะต้อง original tracklist แต่อย่างใด
คุณภาพเสียงของเพลงของ Queen ในเวอร์ชั่นซีดีที่ผ่านมาก็ไม่ได้จัดว่าเลวร้ายอะไร แต่เท่าที่ฟังผลงานของ Ludwig ในการรีมาสเตอร์ครั้งนี้อยู่ในระดับน่าพอใจ มันไม่ได้ผ่านการ remix จึงไม่ควรคาดหวังอะไรที่น่าตื่นหูมากนัก ลืมเรื่อง Loudness war ที่เป็นการตะบี้ตะบันเพิ่มความดังของเสียงในทุกย่านความถี่ไปได้ คุณจะไม่ได้ยินสิ่งนี้ใน Greatest Hits โทนเสียงโดยรวมอุ่นอิ่มขึ้น รายละเอียดคมชัดเจน โดยเฉพาะเสียงเบสของ John Deacon ที่ทำให้เรายอมรับฝีมือของเขามากขึ้น เสียงประสานที่เป็นเอกลักษณ์อันยิ่งใหญ่ของ Queen ฟังแล้วกระหึ่มเต็มรูหูยิ่งกว่าเดิม เป็นสัญญาณที่ดีว่าเราน่าจะได้ฟังงานรีมาสเตอร์ที่มีคุณภาพในอีก 15 อัลบั้มที่จะตามออกมา
Queen Greatest Hits ออกมาในปี 1981 รวบรวมเพลงดังของพวกเขาในปี 1974-1980 ตั้งแต่ Seven Seas Of Rhye ถึง Flash รวม 17 เพลง ในยุคที่ออกมาเป็นแผ่นเสียงและคาสเซ็ตต์ในปีนั้น tracklist ในแต่ละประเทศจะแตกต่างกันออกไป โดยจะดูว่าประเทศไหนมีเพลงอะไรดังบ้าง บางประเทศจึงมีเพลงอย่าง Love Of My Life, Under Pressure หรือ Keep Yourself Alive ที่ประเทศอื่นไม่มี แต่ 17 เพลงในซีดีนี้จะไล่เรียงจาก original UK version เป็นหลัก ซึ่งก็เหมือนกับใน original CD ที่ออกมาในครั้งแรกทุกประการ
ความคลาสสิกของงานรวมฮิตชุดนี้อยู่ที่คุณภาพของทั้ง 17 เพลงที่ยิ่งใหญ่และหลากหลาย คัดมาจากช่วง peak ที่สุดของหนึ่งในวงดนตรีที่ดีที่สุดตลอดกาล และการเรียงเพลงที่ไม่ได้อิงช่วงเวลาที่ออกจำหน่าย แต่จัดเรียงใหม่เพื่อความรื่นรมย์ในการฟัง อัลบั้มนี้จึงเปิดด้วยเพลงดังที่สุดตลอดกาลของพวกเขา Bohemian Rhapsody และปิดด้วยเพลงสุดยอด sport anthem We Are The Champions ในขณะที่การรวมเพลงของศิลปินในยุคหลังๆมักจะออกไปในแนวทางเรียงตามเวลา ซึ่งถ้า Greatest Hits เริ่มต้นด้วย Seven Seas… และจบด้วย Flash เชื่อว่าพลังของอัลบั้มนี้จะถดถอยไปอีกมาก
Freddie Mercury นักร้องนำผู้ล่วงลับของวงเป็นคนคิดที่จะใช้คำว่า Queen เป็นชื่อวง ถือเป็นเรื่องหาญกล้านักสำหรับวงดนตรีชายล้วนในยุคนั้น แน่นอนว่าส่วนหนึ่งย่อมมีความเกี่ยวข้องกับความเป็นเกย์ของเขา ซึ่งเฟรดดี้ก็รู้อยู่แก่ใจตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว แต่มิติอื่นๆที่เขาต้องการนำเสนอคือความอลังการและยิ่งใหญ่ในแบบชนชั้นผู้นำ และที่สำคัญเขาคิดว่าชื่อนี้มัน ‘sounds splendid!’
ทั้ง 17 เพลงท่านจะได้ฟังดนตรีจากฝีมือของผู้ชาย 4 คนที่โลดแล่นไปในแนวดนตรีต่างๆแทบไม่ซ้ำทางกัน แต่ด้วยลายเซ็นในสุ้มเสียงเฉพาะตัวของแต่ละสมาชิกทำให้ไม่ว่า จะเล่นเพลงแบบใด มันก็ยังคงความเป็น Queen อยู่ นั่นคือเสียงร้องนำของ Freddie, การประสานเสียงที่โอ่อ่าและแม่นยำที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ และเสียงกีต้าร์ที่มีซาวนด์เฉพาะตัวของ Brian May
จากฮาร์ดร็อคดุๆใน Seven Seas of Rhye, ดนตรี vaudeville สุดพริ้วใน Killer Queen ที่เริ่มมีสุ้มเสียงแบบ “ควีนๆ”, มหากาพย์โอเปร่าร็อค Bohemian Rhapsody, Modern Gospel-Rock แบบ Somebody To Love, Stadium rock ที่ง่ายๆแต่ทรงพลังของ We Will Rock You หรือเร้าอารมณ์แบบ Now I’m Here, Funk+disco ใน Another One Bites The Dust, เล่นกับซินเธอะไซเซอร์ได้อย่างมีรสนิยมใน Play The Game, หรือกลับไปสู่รากเหง้าร็อคแอนด์โรลในแบบเอลวิสใน Crazy Little Thing Called Love---- Freddie, Brian, John และ Roger แวะเวียนไปในหมู่บ้านต่างๆของดนตรีร็อคได้อย่างไม่เคอะเขิน ทั้งหมดนี้จึงทำให้ Greatest Hits เป็นงานที่น่าอัศจรรย์ชุดหนึ่งของวงการดนตรี ถ้าคุณยังไม่มีผลงานของ Queen มาก่อน นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดทั้งในแง่คุณภาพดนตรีและสุ้มเสียง แต่ถ้าคุณมีผลงานของพวกเขามาแล้วแต่ก็อยากฟังผลงานการรีมาสเตอร์ของ Bob Ludwig ก็น่าจะไม่ผิดหวังเช่นกัน เพียงแต่อาจจะไม่ได้มีอะไรแตกต่างถึงขนาดพลิกโลกไปจากเวอร์ชั่นเดิม
หวังว่าเราคงจะได้เห็นงานรีมาสเตอร์ของ original albums ของพวกเขาวางแผงในประเทศไทยเดือนมีนาคมนี้ แล้วผมจะหยิบยกมาพูดถึงอีกครับ
Tracklist:
BOHEMIAN RHAPSODY
ANOTHER ONE BITES THE DUST
KILLER QUEEN
FAT BOTTOMED GIRLS
BICYCLE RACE
YOU’RE MY BEST FRIEND
DON’T STOP ME NOW
SAVE ME
CRAZY LITTLE THING CALLED LOVE
SOMEBODY TO LOVE
NOW I’M HERE
GOOD OLD-FASHIONED LOVER BOY
PLAY THE GAME
FLASH
SEVEN SEAS OF RHYE
WE WILL ROCK YOU
WE ARE THE CHAMPIONS

