Monday, 5 July 2010
Rox-Memoirs
Saturday, 12 June 2010
Mary J. Blige | Stronger withEach Tear
ยังไม่มีใครเทียบราชินีแห่งฮิปฮอปโซล
(2009- reissue 2010) ****
Genre: R&B, Hip Hop Soul
Producer: Mary J. Blige (Executive), Darkchild, Polow Da Don, Bryan-Michael Cox, Raphael Saadiq, Stargate, Ryan Leslie, Supa Dups, Konvict Music, The Runners, Stereotypes, Ne-Yo, Tricky Stewart, The-Dream, D'Mile, Ron Fair
ในเพลง The One ซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้ม ท่านจะได้ยินแมรี่ร้องวาทะเด็ดว่า “I ain’t saying that I am the best / but I’m the best” ในเนื้อเพลงอาจจะไม่ได้หมายถึงเธอจะโวว่าเธอเป็นหนึ่งในวงการดนตรี แต่ในบรรดาผู้หญิงในแบล็คมิวสิกสิบกว่าปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าเธอเหนือชั้นกว่าใคร แม้จะไม่มี look ที่ดึงดูดอย่าง Beyonce’ หรือความน่ารักและฝีมือเปียโนแบบ Alicia Keys แต่แค่ขายฝีมือล้วนๆ แมรี่ก็ยึดตำแหน่งราชินีแห่งฮิปฮอปโซลไปได้อย่างเต็มภาคภูมิ Stronger withEach Tear (สะกด with กับ each ติดกัน-เป็นความเก๋ไก๋ที่เธอตั้งใจ) คืออัลบั้มที่ 9 ของเธอ และแม้จะไม่คลาสสิกเท่า The Breakthrough หรือ Growing Pains มันก็ยังเป็นอัลบั้มที่เต็มไปด้วยเพลงที่ติดหูน่าฟังและทีมดนตรีที่กระชับพื้นที่-ปึ้กหายห่วง ส่วนการร้องเพลงของแมรี่นั้นเข้าขั้นเทพ(ธิดา)ไปแล้ว ทั้งน้ำเสียงและลูกล่อลูกชนของเธอฟังแล้วเพลิดเพลินยิ่งนัก โทน โดยรวมของอัลบั้มเป็นไปในแบบมองโลกบวก ไม่ติดเศร้าคิดมากเหมือนงานเก่าๆ หลายเพลงแดนซ์กันกระจาย ละเลยไม่คำนึงถึงวัยร่วม 40 ของเจ้าของผลงาน
อัลบั้มนี้ออกมานานเกือบครึ่งปีแล้ว แต่ด้วยโอกาสที่มีการเปลี่ยนปก-เพิ่มเพลงใหม่ ผมจึงหยิบมาพูดถึง ฉบับใหม่นี้มีชื่อว่า International Release ออกมาในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2010 นี้เอง จุดขายก็คือการนำเพลงของ วงเฮฟวี่เมตัลเทพ Led Zeppelin มาร้อง-บรรเลง 2 เพลง แม้ว่าแมรี่จะเคยร้องเพลง One ของ U2 ร่วมกับโบโนมาแล้วอย่างเลิศเลอ แต่การนำเพลงของ Zep มาร้องโดยนักร้องสาวผิวหมึกที่เป็นแนวโซลอย่างเธอก็ทำให้หลายคนสนใจและเตรียมประหลาดใจว่ามันจะออกมาอีท่าไหน แมรี่กันเหนียวไว้ก่อนด้วยการเชิญมือกีต้าร์ดาวรุ่ง Orianthi (มือกีต้าร์สาวคนสุดท้ายของไมเคิล แจ็คสัน) มาโซโลใน Whole Lotta Love และท่าน Steve Vai มาโชว์ฝีมือใน Stairway To Heaven แฟน Zep หลายคนทำใจไม่ได้กับสองเพลงนี้ และแฟนแมรี่จำนวนไม่น้อยที่รู้สึกพิลึกๆอยู่ แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพสุดๆของแมรี่ ผมคิดว่าเธอทำเพลงทั้งสองออกมาได้ไม่เลว Whole Lotta Love ถูกวางไว้เป็นแทร็คแรกเลยด้วยซ้ำ ดนตรีถูกเรียบเรียงแบบ Electric Rock มันส์ๆแบบเต้นได้ Orianthi โซโลได้สมราคา และหลายอย่างแมรี่ก็ยังล้อไปกับเวอร์ชั่นเดิมๆของ Zep เสียงร้องโหยหวน และ การส่งกลองอันเป็นอมตะของ Bonham สนุกมากๆครับแทร็คนี้ ส่วน Stairway To Heaven นั้นแมรี่เลือกที่จะทำออกมาอย่างเคารพต้นฉบับมากกว่า และเสียงร้องของเธอก็สามารถเล่นกับเพลงนี้ได้อย่าง “เอาอยู่” (ในขณะที่ต้นฉบับเอง ร้องไม่ไหวในคีย์เดิมไปนานแล้ว) Steve Vai รับบททั้งกีต้าร์โปร่งและไฟฟ้า ถือว่าสอบผ่าน แต่ไม่มีอะไรให้ตื่นเต้นเท่า Whole Lotta Love
ยุทธการออกอัลบั้มมาสักระยะ แล้วมีการเปลี่ยนปก เพิ่มเพลง นั้น จะว่าไปก็ถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคผู้ซื้อสัตย์อยู่แล้ว จนแฟนๆหลายคนมองการณ์ไกล ไม่ยอมซื้อตอนซีดีออกมาใหม่ๆ รอซื้อแผ่น reissue ดีกว่า แต่ในกรณี Stronger withEach Tear นี้ก็ยิ่งน่ากลุ้มเข้าไปอีก เพราะเวอร์ชั่นใหม่นี้นอกจากจะมีการเพิ่มเพลงสองเพลงของ Zep เข้ามาดังกล่าว และเพลง Stronger แล้ว ก็ยังมีการดึงเพลงเก่าออกไปสามเพลง! ที่น่าเสียดายก็คือ 3 เพลงนั้นเพราะๆทั้งนั้น Kitchen สโลว์แจมที่เซ็กซี่เก๋ๆ , Said and Done และ We Got Hood Love ที่ Trey Songz มาร่วมร้อง สรุปว่าถ้าจะให้ครบทุกเพลงก็ต้องซื้อทั้งสองเวอร์ชั่น......
เอาล่ะ บ่นนิดๆหน่อยๆ แต่ไม่ว่าจะเวอร์ชั่นไหน อัลบั้มนี้ก็เยี่ยมอยู่ดี แมรี่มีส่วนร่วมในการประพันธ์แทบทุกเพลงกับนักแต่งเพลงมือทองแห่งวงการไม่ซ้ำหน้าในแต่ละเพลง และโปรดิวเซอร์ก็เปลี่ยนไปทุกเพลงเช่นเดียวกัน แต่ การที่แมรี่เป็น Executive Producer ทำให้งานออกมาเป็นเอกภาพ ไม่ได้มีความรู้สึกว่าแต่ละเพลงไปคนละทางแต่อย่างใด
Tonight และ The One ที่ได้ Drake มาร่วมแร็ป และแมรี่ลองใช้เครื่อง auto-tune เป็นมิดเท็มโปที่คล้ายจะอุ่นเครื่องผู้ฟังกันก่อน Will.i.am มาทำ I Can’t Wait ให้ พร้อมให้เสียงกวนๆของแกนิดหน่อย เพลงนี้ก็ประมาณ เอาเฟอร์กี้มาร้องก็เป็น Black Eyed Peas น่ะ (แต่สนุกนะ) นาย T.I. มาสนทนาด้วยใน Good Love เต็มไปด้วยลีลาดนตรีและเสียงร้องที่พร้อมจะเป็นเพลงฮิต แมรี่ทำสุ้มเสียงได้สาวขึ้นมาเชียว เพลงนี้ Ne-Yo ร่วมโปรดิวซ์เช่นเดียวกับเพลงถัดไป I Feel Good ที่แมรี่ฉายเดี่ยวยืนยัน status ปัจจุบันของเธอที่เต็มไปด้วยความสุข “ I feel good, like the moon is shining just for me… I feel too damn good!”
I Am และ Each Tear คือเพลงในแนวที่แมรี่ถนัดที่สุด อาร์แอนด์บีที่แสนจะดราม่าและเสียงร้องสุดวิเศษของเธอ เสียงแมรี่อาจจะไม่หวานฟังง่ายเหมือนนักร้องคนอื่น แต่มันเจือด้วยความรู้สึกเศร้าแปร่งอยู่เสมอๆในทุกโน้ตที่เธอเอ่ยเอื้อน ส่วน In The Morning คือเพลงบัลลาดหยุดเวลาประจำอัลบั้มนี้ ไม่มีอะไรพลิกโผ แต่แฟนๆทุกคนคงอยากฟังแมรี่ร้องแบบนี้อย่างน้อยสักเพลงในอัลบั้ม
มีเพลงจากภาพยนตร์อีกสองเพลงคือ Stronger และ Color เพลงหลังทำดนตรีโดย Raphael Saadiq ผู้ถนัดนักกับดนตรีย้อนยุค และค่อนข้างจะโดดจากเพลงอื่น ด้วยเสียงร้องที่เปลือยเปล่าราวกับเป็นเพลงสุดท้ายในหนังชีวิตของเธอเอง
Stronger withEach Tear คืองานที่ยังคงมาตรฐานของ Mary J. Blige ไว้ได้อย่างสบายๆ มันคืองานตลาดที่เต็มไปด้วยศิลปะและความน่าฟังในทุกแทร็คครับ แนะนำสำหรับคนชอบฟังเพลงรึธึ่มแอนด์บลูส์และโซลสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยความไพเราะและโปรดักชั่นอันแทบจะไร้ที่ติ
Tracklist
WHOLE LOTTA LOVE
TONIGHT
THE ONE
I CAN’T WAIT
GOOD LOVE
I FEEL GOOD
I AM
EACH TEAR
I LOVE U (YES I DU)
CITY ON FIRE
STRONGER
IN THE MORNING
COLOR
STAIRWAY TO HEAVEN
I AM (REMIX)
Monday, 6 April 2009
Amy Winehouse: Back To Black

Amy เป็นลูกสาวของคนขับแท็กซี่และเภสัชกรชาวยิวในลอนดอน ซึมซาบดนตรีจากแผ่นเสียงของแม่ เริ่มแต่งเพลงเองตั้งแต่อายุ 14 ปี หลังจากได้กีต้าร์ตัวแรกไม่นาน ตามมาด้วยการออกจากโรงเรียนและเริ่มยุ่งกับการใช้ยาตั้งแต่วัยนั้น แฟนหนุ่มของเธอเป็นคนส่งเดโมของเอมี่ไปให้บริษัทแผ่นเสียง ส่งผลให้ในปี 2003 เอมี่ก็ได้เซ็นสัญญากับ Island Records Frank เป็นอัลบั้มแรกของเธอในปี 2003 โปรดิวซ์โดย Salaam Remi ออกในแนวแจ๊ส-บลูส์ที่มีคนเปรียบเทียบเธอกับ Macy Gray และ Sarah Vaughan อัลบั้มได้เข้าชิงรางวัล Mercury Music Prize ในปีนั้น
เอมี่หายไปสามปี เธอกลับมาอีกครั้งพร้อมกับรอยสักและร่างกายที่ซูบแห้งในปี 2006 ด้วย Back To Black ที่เธอทำงานกับ Remi โปรดิวเซอร์คนเดิม และ Mark Ronson โปรดิวเซอร์หนุ่มที่กำลังมาแรง อัลบั้มนี้เธอลดโทนความเป็นแจ๊สลง แต่ใส่อิทธิพลสำเนียงโซลแบบโมทาวน์ไปเต็มๆ บวกกับเครื่องเป่าหนักหน่วงแบบที่ Ronson ถนัด (มรดกจากโซลแบบของ Stax/Atlantic ที่ Aretha Franklin และ Otis Redding สร้างชื่อเอาไว้ในยุคกลางซิกซ์ตี้ส์) คุณยังจะได้ยินการเรียบเรียงเสียงประสานแบบ Girl Groups และการมิกซ์เสียงหนาแน่นที่ Phil Spector สร้างชื่อเอาไว้ในนามว่า Wall Of Sound อ่านดูแล้ว Back To Black น่าจะเป็นงานที่ฟังแล้วโบราณย้อนยุค แต่ด้วยเสียงที่ไม่เหมือนใครของเอมี่ และความคึกคักในสำเนียงการโปรดิวซ์ของ Ronson ทำให้ Back To Black กลายเป็นความลงตัวของการผสมผสานเสียงของดนตรีโซลต่างทศวรรษ มันคือ Neo-Retro Soul ถ้าอยากจะเรียก...Amy มีเสียงที่ห้าวค่อนข้างใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความคมกริบในเนื้อเสียง ทุกโน้ตและทุกการเว้นวลีเต็มไปด้วยลีลาเฉพาะตัว ราวกับเป็นนักร้องที่ผ่านประสบการณ์การร้องหลายสิบปี ทั้งๆที่เธอเพิ่งอายุแค่ 24 ปีเท่านั้น
Rehab เพลงเปิดอัลบั้มและกลายเป็นเพลงคลาสสิกแห่งยุคสมัยไปแล้ว เนื้อหาเกี่ยวกับการปฎิเสธเข้าสถานบำบัดการติดยาติดเหล้าของเธอเอง มันเป็นกอสเพลโซลที่สมบูรณ์แบบ การพบกันของเพลงและเสียงของ Amy กับการโปรดิวซ์ของ Mark Ronson (เครื่องเป่าจี๊ด เสียงกลองคอมเพรสส์แน่น บวกเอ็คโค่แบบ 50's) นั้นเรียกว่าถูกคู่บุพเพสันนิวาสจริงๆ เพลงอื่นๆอาจจะไม่ติดหูทันทีอย่าง Rehab แต่มันเป็นงานที่ยิ่งฟังยิ่งไพเราะ Love Is A Losing Game ให้อารมณ์แจ๊สพริ้วเหงาเหมือนกับอัลบั้มแรกของเธอ Tears Dry On Their Own ใช้โครงสร้างจากเพลงคลาสสิกโมทาวน์ Ain’t No Mountain High Enough ถ้าชอบสไตล์ดูว็อปเศร้าๆต้องฟัง Wake Up Alone และปิดท้ายด้วย Addicted ที่กลับมาเรื่องยาๆอีกครั้งสมเป็นลูกสาวเภสัชกร
Deluxe Edition ออกมาเมื่อปลายปีก่อน มี Bonus Disc อีกแผ่นที่คุณจะได้ฟังเอมี่ร้องเพลง Valerie ของ The Zutons ได้อย่างสุดไพเราะ (คนละเวอร์ชั่นกับในอัลบั้มของ Mark Ronson ที่เธอไปเป็นแขกรับเชิญ) และ Cupid ของ Sam Cooke ที่เธอเอามาตีความในแบบเร็กเก้น่าฟังมากทีเดียว
ความสำเร็จของ Amy กับ Back To Black ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้ฟังเริ่มเอียนเต็มกลืนกับศิลปินที่ถูก”สร้าง”ขึ้นมาจากเบ้าหลอมสูตรสำเร็จเดียวกัน เธอทำให้ดนตรีโซลจากสี่ทศวรรษที่แล้วกลับมากลายเป็นของ cool ได้ในบัดดล...!!!
Saturday, 21 February 2009
Classic Motown
โมทาวน์เป็นหนึ่งในไม่กี่สังกัดที่มีสุ้มเสียงของตัวเองจนกระทั่งกลายเป็นสไตล์ส่วนตัว________________________________________
เพลงโมทาวน์ยุคแรกจะเน้นทำเพลงฮิตเป็นหลัก เนื้อหาแน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องรักใคร่
ไม่ข้องแวะการเมืองหรือปรัชญา
ท่วงทำนองยืนพื้นบนริธึ่มแอนด์บลูส์แต่มีเมโลดี้ที่ติดหูไม่รู้ลืม
เสียงเบสหนักแน่นเน้นจังหวะชัดเจน กลองใส่เอ็คโค่เน้นเสียงแตกๆหน่อย
การเรียบเรียงดนตรีของโมทาวน์จะหรูหราและซับซ้อนกว่าดนตรีป๊อบทั่วไป
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสาย เครื่องเคาะ เครื่องเป่า เปียโน
จะถูกประเคนเข้ามาอยู่ในการบันทึกเสียง แล้วแต่ว่าอะไรจะเหมาะสมกับบทเพลง
แต่ส่วนสำคัญที่สุดของโมทาวน์ซาวนด์น่าจะเป็น The Funk Brothers
วงแบ็คอัพที่เล่นบันทึกเสียงในเพลงดังยุคแรกของสังกัดแทบทุกเพลง
Friday, 20 February 2009
Motown The Complete #1s Boxset
ออกปี-2008
จำนวน-10 แผ่น (digipacks)
Compilation produced by Harry Weinger
Mastered By Kevin Reeves
สนนราคาของบอกซ์ MotownThe Complete #1s นั้นปาเข้าไปเกือบๆครึ่งหมื่น
มันก็ไม่ได้แพงเกินซีดีทั่วไปหรอกครับ แต่เป็นเพราะกล่องซีดีชุดนี้บรรจุซีดีไว้ถึง
10 แผ่นด้วยกัน
แฟนเพลงที่จะเป็นเจ้าของบอกซ์นี้จึงต้องเป็นผู้มีรายได้เกินกว่าที่จะต้องการความจุนเจือจากรัฐบาลหรือนักการเมืองใดๆ
นั่นเป็นประการแรก ด่านแรกที่ต้องผ่าน ถ้าคุณไม่มีปัญหาในการซื้อซีดี 10
แผ่นพร้อมๆกันแล้ว ก็ต้องถามตัวเองว่าคุณชอบเพลงในสไตล์ "โมทาวน์" ขนาดไหน
กล่องนี้เหมาะสำหรับคนที่เป็นแฟนเข้ากระดูกของโมทาวน์ที่สะสมทุกอย่าง
หรือไม่ก็เป็นผู้คิดจะเริ่มฟังแต่อยากเก็บเฉพาะเพลงสุดฮิตของค่ายนี้เอาไว้เปิดฟังรวดเดียว
(ใช้เวลากว่าครึ่งวันถ้าคุณเปิดไม่หยุด)
ก่อนที่ท่านจะคิดว่าผู้เขียนเป็นพวกไหนกันแน่ ก็ขอประกาศขอบคุณ คุณสัมพันธ์
โตสว่างไว้ตรงนี้เสียเลย ที่ให้ยืมแผ่นชุดนี้มาเขียนครับ!
ถ้านับว่าเพลงที่ขึ้นอันดับ 1 คือเพลงที่มีคุณค่ามีราคากว่าเพลงดาษๆทั่วไปล่ะก็ กล่องนี้ไม่แพงหรอกครับ เพราะมันรวมเพลงที่ขึ้นสู่ยอดชาร์ตเข้าไว้ด้วยกันมากกว่า 200 เพลง ผมไม่คิดว่าจะมีกล่องซีดีชุดไหนจะมีเพลงอันดับ1เอาไว้ในชุดมากมายขนาดนี้ ใครพบวานบอกด้วยนะครับ
แต่เดี๋ยวก่อน! เรื่องอันดับ 1 นี่ต้องดูคำจำกัดความกันหน่อย ในกล่องนี้ คำว่าอันดับ 1 ของเขานั้นกว้างไพศาล กินความไปถึงทุกชาร์ต (ทุกแนวดนตรี) ของทุกประเทศที่ทีมงานคนทำกล่องพอจะหามาได้ (นี่ขนาดไม่มีประเทศไทยนะ) แถมเพลงโมทาวน์ที่ไม่เคยขึ้นอันดับ1โดยตัวศิลปินโมทาวน์เอง แต่ศิลปินค่ายอื่นเอาไปร้องแล้วขึ้นที่1ได้ ก็ยังมารวมเอาไว้ในกล่องนี้ในฐานะโบนัสแทร็คด้วย ไม่งั้นเราคงไม่ได้มีเพลงดีๆอย่าง Dancing In The Street หรือ This Old Heart Of Mine ในกล่องนี้ (ไม่น่าเชื่อว่าเพลงระดับดังมากๆหลายเพลงกลับไม่เคยขึ้นอันดับ 1 ) นั่นเป็นเรื่องสนุกๆทางสถิติ แต่เพลงอันดับ1มันก็คือเพลงที่ฮิตที่สุดในเวลานั้นๆจากการรวบรวมข้อมูลของใครบางคน และมันก็หลายสิบปีมาแล้ว คุณค่าจริงๆของเพลงสองร้อยกว่าเพลงในกล่องนี้ไม่ได้อยู่ตรงนั้นเลยครับ
คงไม่ต้องบรรยายว่าเพลงแบบโมทาวน์เป็นอย่างไร ทุกท่านคงเคยฟังเพลงดังๆอย่าง My Girl ของ Temptations, Stop! In The Name Of Love ของ The Supremes หรือ I Heard It Through The Grapevine ของ Marvin Gaye กันมาแล้ว โมทาวน์ยุคแรกผลิดเพลงฮิตกันเป็นอุตสาหกรรมจริงๆ แทบจะไม่สำคัญว่าศิลปินคนร้องจะเป็นใคร เพราะทุกเพลงต้องผ่านคิวซีของทีมผลิตโมทาวน์มาก่อน นโยบายของโมทาวน์ในยุคนั้นไม่มีการพูดถึงศิลปะหรือการทำเพลงเอาใจตัวเอง ทุกเพลงทุกอัลบั้มมีเป้าหมายอย่างเดียวคือเพลงฮิตติดตลาด เนื้อหาของบทเพลงก็แทบจะเป็นเรื่องรักๆใคร่ๆล้วนๆ แต่เพลงแบบนี้แหละ ที่อยู่ยงคงกะพันมาจนถึงทุกวันนี้ เช่นเดียวกับเพลงหวานๆโหลๆของ Carpenters ไม่ว่าคุณจะทำเพลงเอาใจตลาดหรือเพลงฟังยากจริงจัง ถ้าคุณภาพของบทเพลงมันดีจริง ผมคิดว่ามันย่อมมีที่ทางในดวงใจของแฟนเพลงอยู่เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน มีข้อสังเกตนิดนึงว่าการเขียนเนื้อเพลงของโมทาวน์จะมีลักษณะการดำเนินเรื่องคล้ายๆเพลงคันทรี่ของคนขาวอยู่เหมือนกัน ซึ่งทีมแต่งเพลงของค่ายก็ออกมายอมรับ ด้วยเหตุผลที่ว่ามัน “ติดดิน” ดี อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เพลงของค่ายนี้มีเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ก็คือ เพลงส่วนใหญ่เล่นแบ๊คอัพด้วยวงดนตรีวงเดียวกันคือ The Funk Brothers
Berry Gordy บิดาแห่งโมทาวน์คือผู้ริเริ่มและประธานตัวจริงตลอดกาลของโมทาวน์ เขาได้ไอเดียในการทำเพลงแบบนี้จากการไปมองสายพานการผลิตรถยนต์ ที่เริ่มจากโครงเปล่าๆก่อน แล้วค่อยๆใส่เครื่องเคราลงไปทีละชิ้น จนเมื่อสุดสายพาน ก็จะได้รถยนต์ที่มีคุณภาพทัดเทียมกันทุกคันไปทุกครั้ง ก็สมดีกับชื่อ Motown ที่มาจาก motor town - เมืองดีทรอยท์ที่ๆค่ายนี้ตั้งอยู่อันเป็นเมืองผลิตรถตัวยงของอเมริกายุคนั้น กอร์ดี้เป็นนักแต่งเพลงมือดีมาก่อนด้วย เขาเป็นนักธุรกิจตัวยงที่มีนโยบาย win-win ในทุกสถานการณ์ การคัดเลือกทีมงานของกอร์ดี้ก็ถือว่าสุดยอด ทั้งการเลือกตัวศิลปิน และนักแต่งเพลง โมทาวน์ในยุค 60's และข้ามมาถึง 70's จึงเป็นโรงงานผลิตเพลงฮิตที่ไม่มีใครกล้าต่อกร
กล่อง Complete #1s นี้ทำเป็นแพ็คเกจใส่ไว้ในกล่องรูปบ้านเล็กๆที่ชื่อว่า Hitsville USA อันจำลองมาจากที่ทำงานดั้งเดิมของค่ายนี้ ไม่น่าเชื่อว่าบ้านเล็กๆนั้นจะเป็นออฟฟิซที่ทำงานทุกอย่างในยุคแรกของโมทาวน์ออกมา คุณภาพเสียงของเพลงในกล่องนี้ผ่านการรีมาสเตอร์เป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่ทราบ แต่หลายๆแทร็คสุ้มเสียงกระจ่างใสและมีน้ำมีนวลมากกว่าที่เคยฟังจากที่ใดๆมาก่อน แม้ว่าซีดีแผ่นหลังๆในกล่องนี้อาจจะไม่มีความคลาสสิกเท่ายุคแรก เพลงก็จะไม่ค่อยมีเอกลักษณ์ในแบบโมทาวน์เท่าไหร่แล้ว แต่โดยรวมแล้วนี่ก็ยังเป็นกล่องรวมเพลงที่สมบูรณ์ที่สุดชุดหนึ่งครับ ถ้าคิดว่ามันแพงเกินไป ก็ลองไปเลือกหากล่องที่เล็กลงกว่านี้ได้ เห็นมีแบบ 3 หรือ 5 แผ่น ฉลองครบ 50 ปีของค่ายนี้ด้วย
ทุกวันนี้ค่ายโมทาวน์ก็ยังอยู่ดี แม้จะไม่ใช่โรงงานผลิตเพลงฮิตอีกต่อไปแล้ว แต่ก็อย่าประมาทชายชราชื่อ Berry Gordy ในวัย 80 ปี ได้ข่าวว่าเขาเพิ่งกลับมาจากการเกษียณอายุอีกครั้ง เพื่อทำงานกับศิลปินหญิงวัยรุ่นหน้าใหม่ที่ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อแซ่ มีแต่เสียงกระซิบจากเจ้าพ่อโมทาวน์ว่า เธอคนนี้คือปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ ถ้าไม่ใช่ราคาคุยก็ต้องจับตามองกันล่ะครับ
ทิ้งท้ายไว้ด้วย 10 เพลงโมทาวน์ที่ผมรักที่สุดครับ และคิดว่ามันคงเป็นตัวแทนของ”เสียงแห่งโมทาวน์” ได้เป็นอย่างดี และแน่นอนมันต้องเคยเป็นเพลงอันดับ1ที่ไหนสักแห่งในโลกมาก่อน และอยู่รวมในกล่องนี้ด้วย
1.My Guy-Mary Wells
2.My Girl-The Temptations
3.I Second That Emotion-Smokey Robinson
4.I Want You Back-Jackson 5
5.Please Mister Postman-The Marvelettes
6.Let's Get It On-Marvin Gaye
7.For Once In My Life-Stevie Wonder
8.Just My Imagination-The Temptations
9.Penny Lover-Lionel Richie
10.You Are The Sunshine Of My Life-Stevie Wonder