Showing posts with label soul. Show all posts
Showing posts with label soul. Show all posts

Monday, 5 July 2010

Rox-Memoirs


“Roxanne”

Rox-Memoirs (Rough Trade ) ****

ออกจำหน่าย-พ.ค. 2010
แนวดนตรี- Modern Soul, Pop, R&B
โปรดิวเซอร์-Shux, TMS Productions, Sun G, Simone Lombardie

ทำท่าจะ out ไปเสียแล้ว สำหรับแนวเพลง Retro-Soul โดยนักร้องสาวรุ่นใหม่ ที่ยอดหญิง Amy Winehouse เปิดประตูไว้ใน Back To Black และเพลง Rehab ของเธอ สัมผัสแรกในงานเปิดตัวของสาวน้อย Rox นี้ คิดถึงแต่ว่าเธอคงจะมาทดแทนความคิดถึงระหว่างที่รออัลบั้มใหม่ของ Amy, Adele และ/หรือ Duffy ได้ แต่เมื่อฟังนานเข้าจึงพบว่า Memoirs ยังมีอิทธิพลของ Lauryn Hill จากอัลบั้ม The Miseducation of…. ซึ่งเป็นงานเดี่ยวของเธอเพียงชุดเดียวจากปี 1999 อยู่ด้วย โดยเฉพาะในครึ่งหลังของอัลบั้ม ใครที่เฝ้ารองานใหม่ของฮิลล์มาข้ามศตวรรษ ผมเชื่อว่าหลายเพลงใน Memoirs จะทำให้คุณคลายความคิดถึงเธอไปได้บ้าง (ส่วนตัวผมยกย่องอัลบั้มนี้ของฮิลล์มากมายอยู่แล้วในฐานะเป็นอัลบั้มแรกที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเพลงฮิปฮอปนั้นมีความน่าฟังตรงไหน!)

Rox คือชื่อเล่นของ Roxanne Tataei ลูกครึ่ง จาไมกัน-อิหร่าน วัย 21 ปี แต่เธอใช้ชีวิตในอังกฤษมาตลอด หนทางก่อนที่จะได้มาเป็นศิลปินคนใหม่ของ Rough Trade (ที่แทบไม่เคยจะมีศิลปินแนวนี้ในสังกัด) นั้นไม่ได้มาทางลัดจากการประกวดคอนเทสต์ใดๆ แต่เธอหล่อหลอมความเป็นนักร้องจากการร้องเพลงในโบสถ์วันเสาร์ทั้งวันเหมือนนักร้องชั้นยอดรุ่นเก่าๆ Rox ได้กีต้าร์ตัวแรกตั้งแต่อายุ 14 ปี และเธอก็เริ่มสนใจในแนวดนตรีหลากหลาย ตั้งแต่ Portishead, Joni Mitchell, Alanis Morissette และ Mary J. Blige

และก็เป็น Joni Mitchell ที่ทำให้หนูน้อย Rox มีความสนใจที่จะทำดนตรีที่มีการเรียบเรียงที่ซับซ้อนและอิงแนวแจ๊ซ เธอตั้งวง Acoustic Jazz ขึ้นในปี 2007 และเริ่มสร้างชื่อเสียงจากลีลาการแสดงบนเวที จนเป็นที่จับตามองของแมวมองหลายสังกัด แต่เธอก็เลือกค่าย Rough Trade ที่ขึ้นชื่อเรื่องการให้อิสระแก่ศิลปินเต็มที่

สำหรับการทำงานในอัลบั้มนี้ Rox ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ Commissioner Gordon ผู้เคยมีเครคิตในการโปรดิวซ์ให้ Lauryn Hill และ Damian Marley มาก่อน งานนี้เธอได้มีโอกาสแจมกับนักดนตรีขั้นเทพที่เคยร่วมเล่นกับ Bob Marley และ The Skatalites มาแล้ว การบันทึกเสียงในอเมริกานี้เป็น basic tracks ให้หลายเพลงใน Memoirs จากนั้น Rox หอบมาสเตอร์เทปกลับอังกฤษแล้วหันมาใช้บริการของเพื่อนวัยใกล้เคียงกันนาม Al Shux ผู้ร่วมแต่งเพลง Empire State Of Mind อันยิ่งใหญ่ร่วมกับ Jay-Z Rox เล่าว่าการทำงานกับ Shux นั้นทำให้ได้อีกมุมมองหนึ่งของการผลิตดนตรีที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิงกับมือเก๋าอย่าง Gordon

นั่นอาจทำให้ Memoirs เป็นอัลบั้มที่ผสมผสานความคลาสสิกลายครามกับความเนี้ยบทันสมัยของการบันทึกเสียงยุคดิจิตัลไว้ได้อย่างเหมาะเจาะ!

‘No Going Back’ เปิดอัลบั้มอย่างคึกโครมยิ่งใหญ่ แม้จะอดคิดไม่ได้ว่าพยายามจะเดินตามรอย Rehab ของ Amy Winehouse อยู่บ้าง Rox ร่วมแต่งทุกเพลงในอัลบั้ม เนื้อหาว่าถึงการบอกตัวเองไม่ให้กลับไปคืนดีกับคนรักเดิม คอรัสเป็นการระเบิดอารมณ์ที่กระหึ่มนัก ‘Do As I Say ‘โซลบัลลาดง่ายๆที่ขายความไพเราะและเสียง falsetto ของเธอ มันเป็นเพลงที่ Norah Jones จะร้องได้ดีในยามเมามาย ‘Page Unfolds’ จังหวะปานกลางที่ Rox ร้องได้ Rock กว่าทุกเพลง คลอด้วยเสียงประสานจาก Gospel choir ‘I Don’t Believe’ และ ‘My Baby Left Me’ (คนละเพลงกับของ Elvis Presley) เป็น Upbeat R&B ที่สนุกสนานแบบไม่เอาสาระในเนื้อหา แต่ดนตรีสดชื่นทรงพลังและเต็มไปด้วย gimmick ที่จะตรึงหูผู้ฟังทั้งเสียงปรบมือ เสียงประสาน และเครีองประดับประดาทางเสียงแพรวพราว สองเพลงนี้ถูกวางเป็นซิงเกิ้ลและดูจะมีความพยายามที่จะให้สไตล์นี้เป็นภาพพจน์ของเธอต่อนักฟัง สาวน้อยผมหั่นสั้นกับเพลงโซลเร้าใจไม่ยี่หระชีวิต

แต่เพลงที่เหลือใน Memoirs นั้นพบว่า Rox เลิกทำตัวเฮฮาปาร์ตี้และหันไปแสดงอิทธิพลทางดนตรีอันกว้างไกลและหลากหลาย เล่นกับอคูสติดในแนวของ India.arie ใน ‘Heart
Ran Dry’, โยกกับจังหวะ Reggae เสียหน่อยไม่ให้เสียชื่อลูกครึ่งจาไมกันใน ‘Rocksteady’, Memphis Soul เนี้ยบๆแบบ Dusty Springfield ใน ‘Breakfast In Bed’ และทำตัวเป็นหลานสาวของ Lauryn Hill ใน ‘Precious Moments’ (เพลงนี้ราวกับเป็นเพลงตกค้างจาก The Miseducation of…) , ‘Oh My’ และ ‘Sad Eyes’ สองเพลงที่ Rox ร้องแบบเน้นๆและสุดเหงาสลับการตะโกนโชว์เรนจ์ ไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงอายุแค่ 21 จะประเคนอารมณ์ลงไปในตัวโน้ตได้อารมณ์กระจายขนาดนี้ (มี hidden track ซ่อนไว้อีกเพลง อย่าเพิ่งรีบปิด)

ถึงท่านยังไม่ได้ฟังคงจะพอสรุปได้ว่านี่เป็นอัลบั้มที่จับฉ่ายเหลือเกิน เหมือนคนนู้นคนนี้คนนั้นเต็มไปหมด แต่ก็ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าน้ำเสียง และวิธีการร้องของ Rox นั้นยอดเยี่ยม และเธอก็มีแววจะเป็นนักแต่งเพลงที่สร้างแนวร่วมประชานิยมได้ไม่ยาก น่าติดตามอย่างยิ่งสำหรับอัลบั้มต่อไป ส่วน Memoirs นี้น่าจะเป็นอัลบั้มที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่หันมาฟังเพลง Soul กันได้ไม่ยาก เพราะย่อยง่ายฟังไพเราะได้โดยพลันครับ



Tracklist:
1. No Going Back ( 4:15)
2. Do As I Say (3:47)
3. Page Unfolds (3:36)
4. I Don’t Believe (2:36)
5. My Baby Left Me (3:33)
6. Forever Always Wishing (3:13)
7. Heart Ran Dry (4:28)
8. Breakfast In Bed (3:28)
9. Precious Moments (4:49)
10. Rocksteady (3:30)
11. Oh My (4:39)
12. Sad Eyes (8:43)

Saturday, 12 June 2010

Mary J. Blige | Stronger withEach Tear


ยังไม่มีใครเทียบราชินีแห่งฮิปฮอปโซล

Mary J. Blige | Stronger withEach Tear

(2009- reissue 2010) ****

Genre: R&B, Hip Hop Soul

Producer: Mary J. Blige (Executive), Darkchild, Polow Da Don, Bryan-Michael Cox, Raphael Saadiq, Stargate, Ryan Leslie, Supa Dups, Konvict Music, The Runners, Stereotypes, Ne-Yo, Tricky Stewart, The-Dream, D'Mile, Ron Fair

ในเพลง The One ซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้ม ท่านจะได้ยินแมรี่ร้องวาทะเด็ดว่า “I ain’t saying that I am the best / but I’m the best” ในเนื้อเพลงอาจจะไม่ได้หมายถึงเธอจะโวว่าเธอเป็นหนึ่งในวงการดนตรี แต่ในบรรดาผู้หญิงในแบล็คมิวสิกสิบกว่าปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าเธอเหนือชั้นกว่าใคร แม้จะไม่มี look ที่ดึงดูดอย่าง Beyonce’ หรือความน่ารักและฝีมือเปียโนแบบ Alicia Keys แต่แค่ขายฝีมือล้วนๆ แมรี่ก็ยึดตำแหน่งราชินีแห่งฮิปฮอปโซลไปได้อย่างเต็มภาคภูมิ Stronger withEach Tear (สะกด with กับ each ติดกัน-เป็นความเก๋ไก๋ที่เธอตั้งใจ) คืออัลบั้มที่ 9 ของเธอ และแม้จะไม่คลาสสิกเท่า The Breakthrough หรือ Growing Pains มันก็ยังเป็นอัลบั้มที่เต็มไปด้วยเพลงที่ติดหูน่าฟังและทีมดนตรีที่กระชับพื้นที่-ปึ้กหายห่วง ส่วนการร้องเพลงของแมรี่นั้นเข้าขั้นเทพ(ธิดา)ไปแล้ว ทั้งน้ำเสียงและลูกล่อลูกชนของเธอฟังแล้วเพลิดเพลินยิ่งนัก โทน โดยรวมของอัลบั้มเป็นไปในแบบมองโลกบวก ไม่ติดเศร้าคิดมากเหมือนงานเก่าๆ หลายเพลงแดนซ์กันกระจาย ละเลยไม่คำนึงถึงวัยร่วม 40 ของเจ้าของผลงาน

อัลบั้มนี้ออกมานานเกือบครึ่งปีแล้ว แต่ด้วยโอกาสที่มีการเปลี่ยนปก-เพิ่มเพลงใหม่ ผมจึงหยิบมาพูดถึง ฉบับใหม่นี้มีชื่อว่า International Release ออกมาในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2010 นี้เอง จุดขายก็คือการนำเพลงของ วงเฮฟวี่เมตัลเทพ Led Zeppelin มาร้อง-บรรเลง 2 เพลง แม้ว่าแมรี่จะเคยร้องเพลง One ของ U2 ร่วมกับโบโนมาแล้วอย่างเลิศเลอ แต่การนำเพลงของ Zep มาร้องโดยนักร้องสาวผิวหมึกที่เป็นแนวโซลอย่างเธอก็ทำให้หลายคนสนใจและเตรียมประหลาดใจว่ามันจะออกมาอีท่าไหน แมรี่กันเหนียวไว้ก่อนด้วยการเชิญมือกีต้าร์ดาวรุ่ง Orianthi (มือกีต้าร์สาวคนสุดท้ายของไมเคิล แจ็คสัน) มาโซโลใน Whole Lotta Love และท่าน Steve Vai มาโชว์ฝีมือใน Stairway To Heaven แฟน Zep หลายคนทำใจไม่ได้กับสองเพลงนี้ และแฟนแมรี่จำนวนไม่น้อยที่รู้สึกพิลึกๆอยู่ แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพสุดๆของแมรี่ ผมคิดว่าเธอทำเพลงทั้งสองออกมาได้ไม่เลว Whole Lotta Love ถูกวางไว้เป็นแทร็คแรกเลยด้วยซ้ำ ดนตรีถูกเรียบเรียงแบบ Electric Rock มันส์ๆแบบเต้นได้ Orianthi โซโลได้สมราคา และหลายอย่างแมรี่ก็ยังล้อไปกับเวอร์ชั่นเดิมๆของ Zep เสียงร้องโหยหวน และ การส่งกลองอันเป็นอมตะของ Bonham สนุกมากๆครับแทร็คนี้ ส่วน Stairway To Heaven นั้นแมรี่เลือกที่จะทำออกมาอย่างเคารพต้นฉบับมากกว่า และเสียงร้องของเธอก็สามารถเล่นกับเพลงนี้ได้อย่าง เอาอยู่ (ในขณะที่ต้นฉบับเอง ร้องไม่ไหวในคีย์เดิมไปนานแล้ว) Steve Vai รับบททั้งกีต้าร์โปร่งและไฟฟ้า ถือว่าสอบผ่าน แต่ไม่มีอะไรให้ตื่นเต้นเท่า Whole Lotta Love

ยุทธการออกอัลบั้มมาสักระยะ แล้วมีการเปลี่ยนปก เพิ่มเพลง นั้น จะว่าไปก็ถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคผู้ซื้อสัตย์อยู่แล้ว จนแฟนๆหลายคนมองการณ์ไกล ไม่ยอมซื้อตอนซีดีออกมาใหม่ๆ รอซื้อแผ่น reissue ดีกว่า แต่ในกรณี Stronger withEach Tear นี้ก็ยิ่งน่ากลุ้มเข้าไปอีก เพราะเวอร์ชั่นใหม่นี้นอกจากจะมีการเพิ่มเพลงสองเพลงของ Zep เข้ามาดังกล่าว และเพลง Stronger แล้ว ก็ยังมีการดึงเพลงเก่าออกไปสามเพลง! ที่น่าเสียดายก็คือ 3 เพลงนั้นเพราะๆทั้งนั้น Kitchen สโลว์แจมที่เซ็กซี่เก๋ๆ , Said and Done และ We Got Hood Love ที่ Trey Songz มาร่วมร้อง สรุปว่าถ้าจะให้ครบทุกเพลงก็ต้องซื้อทั้งสองเวอร์ชั่น......

เอาล่ะ บ่นนิดๆหน่อยๆ แต่ไม่ว่าจะเวอร์ชั่นไหน อัลบั้มนี้ก็เยี่ยมอยู่ดี แมรี่มีส่วนร่วมในการประพันธ์แทบทุกเพลงกับนักแต่งเพลงมือทองแห่งวงการไม่ซ้ำหน้าในแต่ละเพลง และโปรดิวเซอร์ก็เปลี่ยนไปทุกเพลงเช่นเดียวกัน แต่ การที่แมรี่เป็น Executive Producer ทำให้งานออกมาเป็นเอกภาพ ไม่ได้มีความรู้สึกว่าแต่ละเพลงไปคนละทางแต่อย่างใด

Tonight และ The One ที่ได้ Drake มาร่วมแร็ป และแมรี่ลองใช้เครื่อง auto-tune เป็นมิดเท็มโปที่คล้ายจะอุ่นเครื่องผู้ฟังกันก่อน Will.i.am มาทำ I Can’t Wait ให้ พร้อมให้เสียงกวนๆของแกนิดหน่อย เพลงนี้ก็ประมาณ เอาเฟอร์กี้มาร้องก็เป็น Black Eyed Peas น่ะ (แต่สนุกนะ) นาย T.I. มาสนทนาด้วยใน Good Love เต็มไปด้วยลีลาดนตรีและเสียงร้องที่พร้อมจะเป็นเพลงฮิต แมรี่ทำสุ้มเสียงได้สาวขึ้นมาเชียว เพลงนี้ Ne-Yo ร่วมโปรดิวซ์เช่นเดียวกับเพลงถัดไป I Feel Good ที่แมรี่ฉายเดี่ยวยืนยัน status ปัจจุบันของเธอที่เต็มไปด้วยความสุข “ I feel good, like the moon is shining just for me… I feel too damn good!”

I Am และ Each Tear คือเพลงในแนวที่แมรี่ถนัดที่สุด อาร์แอนด์บีที่แสนจะดราม่าและเสียงร้องสุดวิเศษของเธอ เสียงแมรี่อาจจะไม่หวานฟังง่ายเหมือนนักร้องคนอื่น แต่มันเจือด้วยความรู้สึกเศร้าแปร่งอยู่เสมอๆในทุกโน้ตที่เธอเอ่ยเอื้อน ส่วน In The Morning คือเพลงบัลลาดหยุดเวลาประจำอัลบั้มนี้ ไม่มีอะไรพลิกโผ แต่แฟนๆทุกคนคงอยากฟังแมรี่ร้องแบบนี้อย่างน้อยสักเพลงในอัลบั้ม

มีเพลงจากภาพยนตร์อีกสองเพลงคือ Stronger และ Color เพลงหลังทำดนตรีโดย Raphael Saadiq ผู้ถนัดนักกับดนตรีย้อนยุค และค่อนข้างจะโดดจากเพลงอื่น ด้วยเสียงร้องที่เปลือยเปล่าราวกับเป็นเพลงสุดท้ายในหนังชีวิตของเธอเอง

Stronger withEach Tear คืองานที่ยังคงมาตรฐานของ Mary J. Blige ไว้ได้อย่างสบายๆ มันคืองานตลาดที่เต็มไปด้วยศิลปะและความน่าฟังในทุกแทร็คครับ แนะนำสำหรับคนชอบฟังเพลงรึธึ่มแอนด์บลูส์และโซลสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยความไพเราะและโปรดักชั่นอันแทบจะไร้ที่ติ

Tracklist

WHOLE LOTTA LOVE

TONIGHT

THE ONE

I CAN’T WAIT

GOOD LOVE

I FEEL GOOD

I AM

EACH TEAR

I LOVE U (YES I DU)

CITY ON FIRE

STRONGER

IN THE MORNING

COLOR

STAIRWAY TO HEAVEN

I AM (REMIX)

Monday, 6 April 2009

Amy Winehouse: Back To Black


ผู้หญิงที่อื้อฉาวและโด่งดังที่สุดในวงการดนตรีในรอบปีที่ผ่านมา? หลีกทางไปหน่อยนะ บริทนีย์ ปารีส หรือลินด์เซย์ โลฮาน เส้นทางนี้เป็นของเธอคนเดียวเท่านั้น Amy Winehouse ปี 2007 สำหรับเธอชีวิตเต็มไปด้วยสีสันสุดขั้ว ทั้งบวกสุดๆและดิ่งสุดเหวี่ยง ด้านดนตรีเธอได้ทั้งเงินและกล่อง Back To Black เป็นซีดีที่ขายดีที่สุดแห่งปี และเสียงวิจารณ์ก็เป็นในแง่บวกทั้งสิ้น ไม่นับรางวัลที่เธอแทบจะตามรับกันไม่ไหว แต่ชีวิตส่วนตัวเต็มไปด้วยปัญหามากมายทั้งปัญหากับสามีและเรื่องการใช้ยาและการดื่ม หนักหนาจนน่าเป็นห่วง ว่ากันว่าคนที่จะร้องดนตรีโซลได้ถึงอารมณ์จริงๆนั้นต้องใช้ชีวิตเยี่ยงบทเพลงนั้นด้วย นี่อาจเป็นสิ่งที่เธอโดดเด่นออกมาเหนือชั้นกว่านักร้องโซลรุ่นเดียวกันอย่าง Joss Stone

Amy เป็นลูกสาวของคนขับแท็กซี่และเภสัชกรชาวยิวในลอนดอน ซึมซาบดนตรีจากแผ่นเสียงของแม่ เริ่มแต่งเพลงเองตั้งแต่อายุ 14 ปี หลังจากได้กีต้าร์ตัวแรกไม่นาน ตามมาด้วยการออกจากโรงเรียนและเริ่มยุ่งกับการใช้ยาตั้งแต่วัยนั้น แฟนหนุ่มของเธอเป็นคนส่งเดโมของเอมี่ไปให้บริษัทแผ่นเสียง ส่งผลให้ในปี 2003 เอมี่ก็ได้เซ็นสัญญากับ Island Records Frank เป็นอัลบั้มแรกของเธอในปี 2003 โปรดิวซ์โดย Salaam Remi ออกในแนวแจ๊ส-บลูส์ที่มีคนเปรียบเทียบเธอกับ Macy Gray และ Sarah Vaughan อัลบั้มได้เข้าชิงรางวัล Mercury Music Prize ในปีนั้น

เอมี่หายไปสามปี เธอกลับมาอีกครั้งพร้อมกับรอยสักและร่างกายที่ซูบแห้งในปี 2006 ด้วย Back To Black ที่เธอทำงานกับ Remi โปรดิวเซอร์คนเดิม และ Mark Ronson โปรดิวเซอร์หนุ่มที่กำลังมาแรง อัลบั้มนี้เธอลดโทนความเป็นแจ๊สลง แต่ใส่อิทธิพลสำเนียงโซลแบบโมทาวน์ไปเต็มๆ บวกกับเครื่องเป่าหนักหน่วงแบบที่ Ronson ถนัด (มรดกจากโซลแบบของ Stax/Atlantic ที่ Aretha Franklin และ Otis Redding สร้างชื่อเอาไว้ในยุคกลางซิกซ์ตี้ส์) คุณยังจะได้ยินการเรียบเรียงเสียงประสานแบบ Girl Groups และการมิกซ์เสียงหนาแน่นที่ Phil Spector สร้างชื่อเอาไว้ในนามว่า Wall Of Sound อ่านดูแล้ว Back To Black น่าจะเป็นงานที่ฟังแล้วโบราณย้อนยุค แต่ด้วยเสียงที่ไม่เหมือนใครของเอมี่ และความคึกคักในสำเนียงการโปรดิวซ์ของ Ronson ทำให้ Back To Black กลายเป็นความลงตัวของการผสมผสานเสียงของดนตรีโซลต่างทศวรรษ มันคือ Neo-Retro Soul ถ้าอยากจะเรียก...Amy มีเสียงที่ห้าวค่อนข้างใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความคมกริบในเนื้อเสียง ทุกโน้ตและทุกการเว้นวลีเต็มไปด้วยลีลาเฉพาะตัว ราวกับเป็นนักร้องที่ผ่านประสบการณ์การร้องหลายสิบปี ทั้งๆที่เธอเพิ่งอายุแค่ 24 ปีเท่านั้น

Rehab เพลงเปิดอัลบั้มและกลายเป็นเพลงคลาสสิกแห่งยุคสมัยไปแล้ว เนื้อหาเกี่ยวกับการปฎิเสธเข้าสถานบำบัดการติดยาติดเหล้าของเธอเอง มันเป็นกอสเพลโซลที่สมบูรณ์แบบ การพบกันของเพลงและเสียงของ Amy กับการโปรดิวซ์ของ Mark Ronson (เครื่องเป่าจี๊ด เสียงกลองคอมเพรสส์แน่น บวกเอ็คโค่แบบ 50's) นั้นเรียกว่าถูกคู่บุพเพสันนิวาสจริงๆ เพลงอื่นๆอาจจะไม่ติดหูทันทีอย่าง Rehab แต่มันเป็นงานที่ยิ่งฟังยิ่งไพเราะ Love Is A Losing Game ให้อารมณ์แจ๊สพริ้วเหงาเหมือนกับอัลบั้มแรกของเธอ Tears Dry On Their Own ใช้โครงสร้างจากเพลงคลาสสิกโมทาวน์ Ain’t No Mountain High Enough ถ้าชอบสไตล์ดูว็อปเศร้าๆต้องฟัง Wake Up Alone และปิดท้ายด้วย Addicted ที่กลับมาเรื่องยาๆอีกครั้งสมเป็นลูกสาวเภสัชกร

Deluxe Edition ออกมาเมื่อปลายปีก่อน มี Bonus Disc อีกแผ่นที่คุณจะได้ฟังเอมี่ร้องเพลง Valerie ของ The Zutons ได้อย่างสุดไพเราะ (คนละเวอร์ชั่นกับในอัลบั้มของ Mark Ronson ที่เธอไปเป็นแขกรับเชิญ) และ Cupid ของ Sam Cooke ที่เธอเอามาตีความในแบบเร็กเก้น่าฟังมากทีเดียว

ความสำเร็จของ Amy กับ Back To Black ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้ฟังเริ่มเอียนเต็มกลืนกับศิลปินที่ถูก”สร้าง”ขึ้นมาจากเบ้าหลอมสูตรสำเร็จเดียวกัน เธอทำให้ดนตรีโซลจากสี่ทศวรรษที่แล้วกลับมากลายเป็นของ cool ได้ในบัดดล...!!!

Saturday, 21 February 2009

Classic Motown




Classic Motown 1959-1971










________________________________________






โมทาวน์เป็นหนึ่งในไม่กี่สังกัดที่มีสุ้มเสียงของตัวเองจนกระทั่งกลายเป็นสไตล์ส่วนตัว
เพลงโมทาวน์ยุคแรกจะเน้นทำเพลงฮิตเป็นหลัก เนื้อหาแน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องรักใคร่
ไม่ข้องแวะการเมืองหรือปรัชญา
ท่วงทำนองยืนพื้นบนริธึ่มแอนด์บลูส์แต่มีเมโลดี้ที่ติดหูไม่รู้ลืม
เสียงเบสหนักแน่นเน้นจังหวะชัดเจน กลองใส่เอ็คโค่เน้นเสียงแตกๆหน่อย
การเรียบเรียงดนตรีของโมทาวน์จะหรูหราและซับซ้อนกว่าดนตรีป๊อบทั่วไป
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสาย เครื่องเคาะ เครื่องเป่า เปียโน
จะถูกประเคนเข้ามาอยู่ในการบันทึกเสียง แล้วแต่ว่าอะไรจะเหมาะสมกับบทเพลง
แต่ส่วนสำคัญที่สุดของโมทาวน์ซาวนด์น่าจะเป็น The Funk Brothers
วงแบ็คอัพที่เล่นบันทึกเสียงในเพลงดังยุคแรกของสังกัดแทบทุกเพลง
________________________________________




Berry Gordy, Jr. เกิดเมื่อ 28 พ.ย. 1929 เขาคือบิดาแห่งโมทาวน์ตัวจริงแต่เพียงผู้เดียว เขาเริ่มชีวิตการทำงานด้วยการเปิดร้านแผ่นเสียงแจ๊ส ก่อนจะลองมาแต่งเพลงเอง ‘Lonely Teardrops’ เพลงเก่งของ แจ็คกี้ วิลสัน เป็นฝีมือการแต่งเพลงแรกๆของกอร์ดี้ จากนั้นเขาหันมาเป็นโปรดิวเซอร์เองบ้างในปี 1957 ช่วงนี้เองที่ความเป็นคนตาถึงของกอร์ดี้เริ่มฉายแวว เขาค้นพบวง The Miracles ที่งานประชันดนตรีในดีทรอยท์ หนึ่งในสมาชิกของวงนี้คือ สโมคกี้ โรบินสัน ปีถัดมาเขาก็ได้นักแต่งเพลงฝีมือดีอีกสองคนคือ ไบรอัน และ เอ็ดดี้ ฮอลแลนด์มาร่วมทีม จากนักแต่งเพลงมาเป็นโปรดิวเซอร์ ก้าวต่อไปของกอร์ดี้ คือเปิดค่ายแผ่นเสียงมันเสียเองเลย 12 มกราคม 1959 กอร์ดี้ยืมเงินป๊ามา 800 ดอลล่าร์เพื่อเปิดค่ายแผ่นเสียงแรกของเขา ‘Tamla’ และไม่นานกอร์ดี้ก็เปิดค่ายที่สองตามมา มันมีชื่อว่า ‘Motown’ ________________________________________




แผ่นเสียงแรกของโมทาวน์คือ ‘Bad Girl’ โดย The Miracles ที่ผลิตออกมาในจำนวนจำกัด ต้นปี 1960 ‘Money’ ของ Barrett Strong เป็นเพลงฮิตเพลงแรกของ Tamla ขึ้นไปได้ถึงอันดับ 23 (Beatles นำมา cover ในสามปีต่อมา) และสตรองก็กลายมาเป็นหนึ่งในทีมทำเพลงให้โมทาวน์ตั้งแต่นั้นมา ด้วยความที่โมทาวน์เป็นสังกัดแผ่นเสียงอิสระแห่งเดียวในดีทรอยท์ กอร์ดี้จึงไม่ต้องทำอะไรมาก ศิลปินท้องถิ่นล้วนแล้วแต่ยินดีเดินเข้ามาหาโมทาวน์เอง เริ่มตั้งแต่ The Primettes ในปี 1960 ที่ต่อมาสาวๆสามคนนี้จะกลายมาเป็น The Supremes ที่แสนโด่งดัง


________________________________________




แมรี่ เวลส์ คือดาราคนแรกของโมทาวน์ โรเบิร์ต เบตแมน หนึ่งในทีมโปรดิวเซอร์เป็นผู้ค้นพบเธอในปี1960 เบตแมนยังเป็นผู้ “เจอ” วง The Temptations ในปีต่อมา มาร์วิน เกย์ก็เข้าสู่โมทาวน์ในปี1960เช่นกัน เขาเริ่มด้วยการบันทึกเสียงแนวแจ๊สในปี 1961 แต่มาฮิตเมื่อร้องเพลงโจ๊ะๆอย่าง ‘Stubborn Kind Of Fellow’ ในปี 1962 เกย์ในยุค 60’s เป็นนักร้องคนโปรดของนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์ ด้วยคุณภาพเสียงระดับสามออกเท็พและอัจฉริยะในการถ่ายทอดบทเพลงอันเหนือชั้น กว่าเกย์จะแสดงความเป็นตัวของเขาเองออกมาก็ต้องรอถึงทศวรรษหน้า




________________________________________




สิงหาคม 1961 วันที่ทุกคนในโมทาวน์รอคอย เพลงอันดับ 1 เพลงแรก ‘Please Mister Postman’ โดย The Marvelettes ที่บ้านเราอาจจะคุ้นกับเวอร์ชั่นของ Carpenters หรือ Beatles มากกว่า ต้นปี 1963 Lamont Dozier เข้าร่วมทีมกับสองพี่น้องฮอลแลนด์ กลายเป็นทีมแต่งเพลงและโปรดิวซ์ Holland-Dozier-Holland อันยิ่งใหญ่ (ชื่อเสียงของพวกเขาอาจเป็นรองแค่ Phil Spector และ George Martin เท่านั้น) และการบันทึกเสียงเพลง ‘Come And Get These Memories’ ของ Martha and the Vandellas ถือว่าเป็นเพลงแรกของตำนาน ‘Motown Sound’




________________________________________




Longplay อันดับ 1 แผ่นแรกของโมทาวน์ตามมาในอีกสองปีต่อมา มันเป็นผลงานของเด็กนัยน์ตาพิการวัย 12 ขวบ Stevland Morris หรือในชื่อที่กอร์ดี้ตั้งให้ใหม่ว่า Stevie Wonder (อัลบั้ม ’12 Year Old Genius’) สี่ผู้ยิ่งใหญ่ในนาม The Four Tops ก้าวเข้าสู่โมทาวน์ในปี 1964 เดิมทีกอร์ดี้อยากให้พวกเขาอยู่ในสังกัดเล็กที่เป็นแนวแจ๊สของเขา แต่เมื่อ ‘Baby I Need Your Loving’ จากการผลิตของทีม H-D-H เริ่มเป็นเพลงดังเพลงแรกของพวกเขา ความคิดดังกล่าวก็มลายหายไป


________________________________________




โมทาวน์มีลักษณะคล้ายยุคหนึ่งของค่ายเพลงดังบ้านเราในหลายๆประเด็น เน้นทำเพลงฮิต ศิลปินมีหน้าที่ร้องอย่างเดียว มีทีมแต่งเพลง และทีมโปรดิวเซอร์ให้ มีซาวนด์เฉพาะของค่าย และเพลงใดที่สามารถวนให้ศิลปินอื่นในค่ายร้องได้ พวกเขาก็จะไม่ลังเลที่จะทำ....ในยุคซิกซ์ตี้ส์ สโมคกี้ โรบินสัน เป็นคนเดียวที่กอร์ดี้อนุญาตให้โปรดิวซ์งานตัวเองได้ โดยทั่วไปกอร์ดี้จะเลือกโปรดิวเซอร์ให้เหมาะแก่แต่ละศิลปิน สโมคกี้โปรดิวซ์แมรี่ เวลส์, Temptations, Miracles / H-D-H ทำให้ Four Tops และ Supremes/ Mickey Stevenson จัดการให้มาร์วิน เกย์ ส่วน สตีวี่ วอนเดอร์ ก็ให้ Clarence Paul ดูแล บางครั้งกอร์ดี้คันมือขึ้นมาก็อาจโดดลงมาโปรดิวซ์เองเป็นครั้งคราว




________________________________________




ขอพูดถึงวงแบ็คอัพ The Funk Brothers อีกหน่อย พวกเขาออกจะน่าสงสารที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักชื่อเสียงกันนัก จะมีก็แค่มือเบสผู้ยิ่งใหญ่ James Jamerson เท่านั้น มือกลองคือ Benny Benjamin กีต้าร์ Robert White และคีย์บอร์ด Earl Van Dyke กอร์ดี้ต้องเสียเงินจ้างพวกเขาในแต่ละปีจำนวนไม่น้อยเพื่อคงความเป็นซาวนด์ของโมทาวน์นี้เอาไว้


________________________________________




The Supremes เป็นวงที่กอร์ดี้เชื่อมือว่าจะต้องดังแน่ แม้ว่าหกเพลงแรกของพวกเธอจะแป้ก แต่เมื่อได้ทีม H-D-H ส่งเพลง ‘Where Did Our Love Go’ มาให้ในปี 1964 พวกเธอก็นำมันไปสู่อันดับ1และเหมือนผีเข้า พวกเธอทะยานขึ้นสู่อันดับ1เพลงแล้วเพลงเล่าติดต่อกัน และกลายเป็นศิลปินกลุ่มสาวที่ขายดีที่สุดตลอดกาล ในปี 1964 นี้ แมรี่ เวลส์ก็ยังนำเพลงเอกของเธอ ‘My Guy’ จากการแต่งของสโมคกี้ขึ้นอันดับ1อีกด้วย ก่อนที่สโมคกี้จะแต่ง ‘My Girl’ ให้ Temptations ร้องในปีต่อมา และก็ขึ้นอันดับ1อีกเช่นกัน (ขอบคุณที่ไม่มี My Gay) ส่วน The Four Tops ก็ส่ง ‘I Can’t Help Myself’ ขึ้นเป็นจ่าฝูงกะเค้าด้วย 1966 โมทาวน์ได้นักร้องเสียงเลิศ Gladys Knight และวง The Pips ของเธอจากแอตแลนต้าเข้าสู่สังกัด เพลง ‘I Heard it Through The Grapevine’ ของเธอและวงขึ้นได้อันดับ 2 (เพลงนี้มาร์วิน เกย์ เคยอัดเสียงไว้ก่อน แต่กอร์ดี้ไม่ยอมให้ออกเป็นซิงเกิ้ล จนกระทั่งปี 1968 และเวอร์ชั่นของเกย์ได้รับการยอมรับว่าเป็นคำตอบสุดท้ายของเพลงคลาสสิกเพลงนี้)


________________________________________




โปรดิวเซอร์อีกคนในตำนานโมทาวน์ Norman Whitfield เริ่มมาจับงานโปรดิวซ์ให้ Temptations แทนสโมคกี้ในปีเดียวกันนี้ เขาสร้างงานฮิตให้ Temps มากมายเช่น ‘Beauty is Only Skin Deep’, ‘(I Know) I’m Losing You และในช่วงปลายซิกซ์ตี้ส์ เขาและบาร์เร็ต สตรองยังร่วมมือกันพา Temps เข้าสู่ดนตรีแนวใหม่ ‘Psychedelic Soul’ อีกด้วย




________________________________________




1968 กอร์ดี้ย้ายบ้านจากดีทรอยท์มาแอลเอ ทำให้สาขาของโมทาวน์ในแอลเอเติบใหญ่ขึ้นในขณะที่ดีทรอยท์ก็หงอยไปถนัด เรื่องใหญ่อีกเรื่องในปีนี้คือการลาออกไปของทีม H-D-H (พวกเขาทั้งสามยังทำงานกันต่อแต่ไม่เคยประสบความสำเร็จในระดับเดียวกับที่โมทาวน์อีกเลย) ส่วนทางโมทาวน์แม้จะเป๋ไปบ้าง แต่ไม่ออกอาการนัก 1969 พวกเขาก็ได้สตาร์ดวงใหม่ พี่น้องตระกูลแจ็คสัน ในนาม The Jacksons 5 ในปีนี้โมทาวน์ก็ยังมีเพลงอันดับหนึ่งได้อีกสามเพลง ‘Someday We’ll Be Together’ เพลงสุดท้ายของไดอาน่า รอสกับเดอะ สุพรีมส์ ‘I Can’t Get Next To You’ ของ The Temps และ ‘I Want You Back’ The Jacksons 5 ซึ่งพี่น้องแจ็คสันก็ยังทำได้อย่างยอดเยี่ยมในปีต่อมาด้วย ABC และ The Love You Save ที่อันดับ 1 อีกครั้ง ไดอาน่า รอสส์ เปิดคอนเสิร์ตอำลาวงในปี 1970 นี้ เดอะ สุพรีมส์ได้สมาชิกใหม่มาแทนแต่ไม่เคยมีเพลงอันดับ1อีกเลย




________________________________________




1971 มาร์วิน เกย์ และอัลบั้ม What’s Going On เป็นอีกครั้งที่กอร์ดี้สั่งแบนงานของเกย์ เพราะมันฉีกขนบของโมทาวน์หลายประการ แต่เกย์ก็แก้เผ็ดด้วยการไม่ยอมบันทึกเสียงเพลงอะไรอีกถ้ามันไม่ได้ออกขาย สุดท้ายกอร์ดี้ก็จำนน มันขายได้มากกว่าล้านแผ่น มีสามเพลงฮิตคือ Mercy Mercy Me, What’s Going On และ Inner City Blues มันกลายเป็นสุดยอดอัลบั้มโซลตลอดกาลในความเห็นของแฟนเพลงและนักวิจารณ์ทั่วโลก และทำให้โมทาวน์เริ่มสนใจที่จะขายอัลบั้มมากกว่าสมัยก่อนที่เน้นแต่ซิงเกิ้ล




________________________________________




แต่นั่นก็เหมือนอวสานของ Motown Classic Sound กอร์ดี้ปิดสำนักงานที่ดีทรอยท์ลงในปี 1972 ประหนึ่งเป็นสัญญาณสุดท้ายของยุคสมัย โมทาวน์ยังผลิตเพลงฮิตต่อไปในเวลาที่เหลือของยุค70’s เกย์และสตีวี่ วอนเดอร์ ครองความยิ่งใหญ่ด้วยดนตรีที่เขาควบคุมเองและเป็นตัวของตัวเอง มันอาจจะยอดเยี่ยมยิ่งกว่าโมทาวน์ในยุคแรกเสียอีก แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้คนพูดถึง “เพลงแบบโมทาวน์” หรือ “โมทาวน์โซล” คำตอบในใจก็ยังคงต้องเป็น..........ท่วงทำนองยืนพื้นบนริธึ่มแอนด์บลูส์แต่มีเมโลดี้ที่ติดหูไม่รู้ลืม เสียงเบสหนักแน่นเน้นจังหวะชัดเจน กลองใส่เอ็คโค่เน้นเสียงแตกๆหน่อย.....

Friday, 20 February 2009

Motown The Complete #1s Boxset


Various Artists-Motown: The Complete NO.1’s ****


ออกปี-2008
จำนวน-10 แผ่น (digipacks)
Compilation produced by Harry Weinger
Mastered By Kevin Reeves



สนนราคาของบอกซ์ MotownThe Complete #1s นั้นปาเข้าไปเกือบๆครึ่งหมื่น
มันก็ไม่ได้แพงเกินซีดีทั่วไปหรอกครับ แต่เป็นเพราะกล่องซีดีชุดนี้บรรจุซีดีไว้ถึง
10 แผ่นด้วยกัน
แฟนเพลงที่จะเป็นเจ้าของบอกซ์นี้จึงต้องเป็นผู้มีรายได้เกินกว่าที่จะต้องการความจุนเจือจากรัฐบาลหรือนักการเมืองใดๆ
นั่นเป็นประการแรก ด่านแรกที่ต้องผ่าน ถ้าคุณไม่มีปัญหาในการซื้อซีดี 10
แผ่นพร้อมๆกันแล้ว ก็ต้องถามตัวเองว่าคุณชอบเพลงในสไตล์ "โมทาวน์" ขนาดไหน
กล่องนี้เหมาะสำหรับคนที่เป็นแฟนเข้ากระดูกของโมทาวน์ที่สะสมทุกอย่าง
หรือไม่ก็เป็นผู้คิดจะเริ่มฟังแต่อยากเก็บเฉพาะเพลงสุดฮิตของค่ายนี้เอาไว้เปิดฟังรวดเดียว
(ใช้เวลากว่าครึ่งวันถ้าคุณเปิดไม่หยุด)
ก่อนที่ท่านจะคิดว่าผู้เขียนเป็นพวกไหนกันแน่ ก็ขอประกาศขอบคุณ คุณสัมพันธ์
โตสว่างไว้ตรงนี้เสียเลย ที่ให้ยืมแผ่นชุดนี้มาเขียนครับ!


ถ้านับว่าเพลงที่ขึ้นอันดับ 1 คือเพลงที่มีคุณค่ามีราคากว่าเพลงดาษๆทั่วไปล่ะก็ กล่องนี้ไม่แพงหรอกครับ เพราะมันรวมเพลงที่ขึ้นสู่ยอดชาร์ตเข้าไว้ด้วยกันมากกว่า 200 เพลง ผมไม่คิดว่าจะมีกล่องซีดีชุดไหนจะมีเพลงอันดับ1เอาไว้ในชุดมากมายขนาดนี้ ใครพบวานบอกด้วยนะครับ


แต่เดี๋ยวก่อน! เรื่องอันดับ 1 นี่ต้องดูคำจำกัดความกันหน่อย ในกล่องนี้ คำว่าอันดับ 1 ของเขานั้นกว้างไพศาล กินความไปถึงทุกชาร์ต (ทุกแนวดนตรี) ของทุกประเทศที่ทีมงานคนทำกล่องพอจะหามาได้ (นี่ขนาดไม่มีประเทศไทยนะ) แถมเพลงโมทาวน์ที่ไม่เคยขึ้นอันดับ1โดยตัวศิลปินโมทาวน์เอง แต่ศิลปินค่ายอื่นเอาไปร้องแล้วขึ้นที่1ได้ ก็ยังมารวมเอาไว้ในกล่องนี้ในฐานะโบนัสแทร็คด้วย ไม่งั้นเราคงไม่ได้มีเพลงดีๆอย่าง Dancing In The Street หรือ This Old Heart Of Mine ในกล่องนี้ (ไม่น่าเชื่อว่าเพลงระดับดังมากๆหลายเพลงกลับไม่เคยขึ้นอันดับ 1 ) นั่นเป็นเรื่องสนุกๆทางสถิติ แต่เพลงอันดับ1มันก็คือเพลงที่ฮิตที่สุดในเวลานั้นๆจากการรวบรวมข้อมูลของใครบางคน และมันก็หลายสิบปีมาแล้ว คุณค่าจริงๆของเพลงสองร้อยกว่าเพลงในกล่องนี้ไม่ได้อยู่ตรงนั้นเลยครับ


คงไม่ต้องบรรยายว่าเพลงแบบโมทาวน์เป็นอย่างไร ทุกท่านคงเคยฟังเพลงดังๆอย่าง My Girl ของ Temptations, Stop! In The Name Of Love ของ The Supremes หรือ I Heard It Through The Grapevine ของ Marvin Gaye กันมาแล้ว โมทาวน์ยุคแรกผลิดเพลงฮิตกันเป็นอุตสาหกรรมจริงๆ แทบจะไม่สำคัญว่าศิลปินคนร้องจะเป็นใคร เพราะทุกเพลงต้องผ่านคิวซีของทีมผลิตโมทาวน์มาก่อน นโยบายของโมทาวน์ในยุคนั้นไม่มีการพูดถึงศิลปะหรือการทำเพลงเอาใจตัวเอง ทุกเพลงทุกอัลบั้มมีเป้าหมายอย่างเดียวคือเพลงฮิตติดตลาด เนื้อหาของบทเพลงก็แทบจะเป็นเรื่องรักๆใคร่ๆล้วนๆ แต่เพลงแบบนี้แหละ ที่อยู่ยงคงกะพันมาจนถึงทุกวันนี้ เช่นเดียวกับเพลงหวานๆโหลๆของ Carpenters ไม่ว่าคุณจะทำเพลงเอาใจตลาดหรือเพลงฟังยากจริงจัง ถ้าคุณภาพของบทเพลงมันดีจริง ผมคิดว่ามันย่อมมีที่ทางในดวงใจของแฟนเพลงอยู่เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน มีข้อสังเกตนิดนึงว่าการเขียนเนื้อเพลงของโมทาวน์จะมีลักษณะการดำเนินเรื่องคล้ายๆเพลงคันทรี่ของคนขาวอยู่เหมือนกัน ซึ่งทีมแต่งเพลงของค่ายก็ออกมายอมรับ ด้วยเหตุผลที่ว่ามัน “ติดดิน” ดี อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เพลงของค่ายนี้มีเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ก็คือ เพลงส่วนใหญ่เล่นแบ๊คอัพด้วยวงดนตรีวงเดียวกันคือ The Funk Brothers


Berry Gordy บิดาแห่งโมทาวน์คือผู้ริเริ่มและประธานตัวจริงตลอดกาลของโมทาวน์ เขาได้ไอเดียในการทำเพลงแบบนี้จากการไปมองสายพานการผลิตรถยนต์ ที่เริ่มจากโครงเปล่าๆก่อน แล้วค่อยๆใส่เครื่องเคราลงไปทีละชิ้น จนเมื่อสุดสายพาน ก็จะได้รถยนต์ที่มีคุณภาพทัดเทียมกันทุกคันไปทุกครั้ง ก็สมดีกับชื่อ Motown ที่มาจาก motor town - เมืองดีทรอยท์ที่ๆค่ายนี้ตั้งอยู่อันเป็นเมืองผลิตรถตัวยงของอเมริกายุคนั้น กอร์ดี้เป็นนักแต่งเพลงมือดีมาก่อนด้วย เขาเป็นนักธุรกิจตัวยงที่มีนโยบาย win-win ในทุกสถานการณ์ การคัดเลือกทีมงานของกอร์ดี้ก็ถือว่าสุดยอด ทั้งการเลือกตัวศิลปิน และนักแต่งเพลง โมทาวน์ในยุค 60's และข้ามมาถึง 70's จึงเป็นโรงงานผลิตเพลงฮิตที่ไม่มีใครกล้าต่อกร


กล่อง Complete #1s นี้ทำเป็นแพ็คเกจใส่ไว้ในกล่องรูปบ้านเล็กๆที่ชื่อว่า Hitsville USA อันจำลองมาจากที่ทำงานดั้งเดิมของค่ายนี้ ไม่น่าเชื่อว่าบ้านเล็กๆนั้นจะเป็นออฟฟิซที่ทำงานทุกอย่างในยุคแรกของโมทาวน์ออกมา คุณภาพเสียงของเพลงในกล่องนี้ผ่านการรีมาสเตอร์เป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่ทราบ แต่หลายๆแทร็คสุ้มเสียงกระจ่างใสและมีน้ำมีนวลมากกว่าที่เคยฟังจากที่ใดๆมาก่อน แม้ว่าซีดีแผ่นหลังๆในกล่องนี้อาจจะไม่มีความคลาสสิกเท่ายุคแรก เพลงก็จะไม่ค่อยมีเอกลักษณ์ในแบบโมทาวน์เท่าไหร่แล้ว แต่โดยรวมแล้วนี่ก็ยังเป็นกล่องรวมเพลงที่สมบูรณ์ที่สุดชุดหนึ่งครับ ถ้าคิดว่ามันแพงเกินไป ก็ลองไปเลือกหากล่องที่เล็กลงกว่านี้ได้ เห็นมีแบบ 3 หรือ 5 แผ่น ฉลองครบ 50 ปีของค่ายนี้ด้วย


ทุกวันนี้ค่ายโมทาวน์ก็ยังอยู่ดี แม้จะไม่ใช่โรงงานผลิตเพลงฮิตอีกต่อไปแล้ว แต่ก็อย่าประมาทชายชราชื่อ Berry Gordy ในวัย 80 ปี ได้ข่าวว่าเขาเพิ่งกลับมาจากการเกษียณอายุอีกครั้ง เพื่อทำงานกับศิลปินหญิงวัยรุ่นหน้าใหม่ที่ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อแซ่ มีแต่เสียงกระซิบจากเจ้าพ่อโมทาวน์ว่า เธอคนนี้คือปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ ถ้าไม่ใช่ราคาคุยก็ต้องจับตามองกันล่ะครับ


ทิ้งท้ายไว้ด้วย 10 เพลงโมทาวน์ที่ผมรักที่สุดครับ และคิดว่ามันคงเป็นตัวแทนของ”เสียงแห่งโมทาวน์” ได้เป็นอย่างดี และแน่นอนมันต้องเคยเป็นเพลงอันดับ1ที่ไหนสักแห่งในโลกมาก่อน และอยู่รวมในกล่องนี้ด้วย


1.My Guy-Mary Wells
2.My Girl-The Temptations
3.I Second That Emotion-Smokey Robinson
4.I Want You Back-Jackson 5
5.Please Mister Postman-The Marvelettes
6.Let's Get It On-Marvin Gaye
7.For Once In My Life-Stevie Wonder
8.Just My Imagination-The Temptations
9.Penny Lover-Lionel Richie
10.You Are The Sunshine Of My Life-Stevie Wonder