Showing posts with label vocal. Show all posts
Showing posts with label vocal. Show all posts

Saturday, 25 July 2026

Whitney on Whitney

adapted from her 2009 interview.

Whitney Houston: ฉันต้องขอพลังเพียงหนึ่งวัน

มีช่วงหนึ่งที่ฉันคิดจริง ๆ ว่าอาจเลิกทำทุกอย่าง แล้วพาลูกสาวไปอยู่บนเกาะเล็ก ๆ สักแห่ง เราสองคนอาจปลูกผลไม้ ทำเครื่องดื่มจากผลไม้ขาย อยู่ใกล้ชายหาด ใช้ชีวิตเรียบง่าย ตื่นขึ้นมาโดยไม่ต้องคิดว่าจะมีใครรอให้ฉันขึ้นเวที ไม่ต้องแต่งหน้า ไม่ต้องสวมชุดราตรี ไม่ต้องตอบคำถามว่าเมื่อไรฉันจะออกอัลบั้มใหม่

ฉันเดินทางมาแล้วทั่วโลก ได้เห็นและได้ทำเกือบทุกอย่างที่เคยคิดว่ามนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ ฉันมีเงิน มีรถ มีบ้าน มีสามี มีลูก และมีชื่อเสียงในระดับที่คนทั่วไปอาจคิดว่ามันควรเติมชีวิตให้เต็มได้ทั้งหมด แต่เวลานั้นฉันกลับรู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดเติมเต็มฉันจริง ๆ เคยมีช่วงที่ฉันมีความสุข แต่สิ่งที่ฉันขาดคือความชื่นบานจากข้างใน ฉันต้องการความสงบชนิดที่ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ใครเข้าใจ

ฉันยังมองดูลูกสาวเติบโตขึ้นต่อหน้าต่อตา และรู้ว่าเวลานั้นผ่านไปเร็วมาก ฉันไม่อยากพลาดมันอีกแล้ว ฉันอยากเห็นเธอไปโรงเรียน อยากอยู่บ้านเมื่อเธอกลับมา อยากเป็นแม่ที่เธอหาเจอได้จริง ๆ ไม่ใช่แม่ที่ปรากฏอยู่บนปกนิตยสารหรือจอโทรทัศน์ แต่หายไปอยู่บนเครื่องบิน โรงแรม ห้องแต่งตัว และเวทีทั่วโลก

เวลานั้นฉันเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวแล้ว ความคิดเรื่องเกาะเล็ก ๆ กับร้านขายน้ำผลไม้จึงไม่ได้เป็นเพียงความเพ้อฝันตลก ๆ มันเป็นภาพของความสงบที่ฉันโหยหา ฉันเคยวางเสียงเพลงไว้ข้างหลังจนเกือบลืมไปว่าเสียงนั้นเป็นของขวัญที่พระเจ้ามอบให้ ฉันไม่ได้ปฏิเสธว่ามันมีอยู่ ฉันเพียงไม่ได้คิดถึงชีวิตส่วนนั้นอีกต่อไป

ครั้งแรก ๆ ที่ฉันร้องเพลง ฉันไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นสมบัติของโลก ฉันเป็นเด็กสาวที่ร้องเพลงถวายพระเจ้า ฉันรู้ชัดว่าตัวเองกำลังทำอะไรและทำเพื่อใคร ฉันหลับตาร้องเพราะกลัวผู้คนอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อเปิดตาขึ้น ฉันเห็นว่าบทเพลงเคลื่อนไหวอยู่ในตัวพวกเขา เห็นผู้คนเต็มไปด้วยศรัทธาและความชื่นชมยินดี ฉันจึงเข้าใจว่า สิ่งที่พระเจ้ามอบให้ฉันสามารถส่งต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้

แต่เมื่อฉันกลายเป็น “Whitney Houston” ชีวิตก็ไม่ใช่ของฉันอย่างเดิมอีกต่อไป ความเป็นส่วนตัว เรื่องครอบครัว คนที่ฉันคบ คนที่ฉันแต่งงานด้วย ทุกอย่างถูกทำให้เป็นเรื่องของสาธารณะ ฉันอยากไปสวนสาธารณะ อยากเดินจับมือสามีไปตามถนนโดยไม่มีใครจ้องมอง อยากทำสิ่งธรรมดาโดยไม่ต้องสงสัยว่าจะมีภาพถ่ายหรือเรื่องเล่าอะไรตามมา ฉันเพียงอยากเป็นคนธรรมดาบ้าง

ผู้คนเห็นชุดราตรี ทรงผม การแต่งหน้า มิวสิกวิดีโอ และภาพของหญิงสาวที่ดูสมบูรณ์แบบ ฉันชอบแต่งตัวนะ ฉันชอบแต่งหน้าและทำผม แต่ทั้งหมดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง เป็นสิ่งที่ฉันทำเพื่อมอบความบันเทิงให้ผู้ชม มันไม่ใช่สภาพที่ฉันสามารถรักษาไว้ได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

เมื่อโลกเริ่มคาดหวังให้ฉันเป็นผู้หญิงคนนั้นทุกนาที มันก็มากเกินไป ฉันรู้สึกว่าต้องพยายามมีชีวิตให้สมกับภาพที่คนอื่นสร้างไว้ ต้องสง่างาม ต้องควบคุมทุกอย่าง ต้องเป็นหญิงสาวผู้ไร้รอยร้าว ทั้งที่ข้างในฉันอยากออกจากกรอบนั้นเสียที

ส่วนหนึ่งของเหตุผลที่ฉันหลงรักบ็อบบี บราวน์ อาจเป็นเพราะเขาเปิดพื้นที่ให้ฉันเป็นตัวเอง เขาสนุก มีชีวิตชีวา รักแรง และเต็มไปด้วยความหลงใหล ความสัมพันธ์ของเราบ้าคลั่งอยู่บ้าง แต่ในตอนแรกมันเป็นความบ้าคลั่งของคนสองคนที่รักกันมาก

ฉันพบเขาที่งานประกาศรางวัล Soul Train เขาขึ้นเวทีร้อง “My Prerogative” เขาดูดีและเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างมีพลัง เขาเป็นฝ่ายสนใจฉันก่อน และถามตรง ๆ ว่าหากเขาชวนฉันออกไปด้วยกัน ฉันจะตอบตกลงไหม ฉันบอกว่าตกลง จากนั้นเราก็เข้ากันได้ เราเป็นเพื่อนกัน เที่ยวด้วยกัน และคบหากันอยู่สามปีก่อนแต่งงาน เราบินไปโน่นมานี่ทั่วโลกและใช้ชีวิตตามใจของหนุ่มสาวสองคนที่รักกัน

คนภายนอกเห็นเพียงภาพเจ้าหญิงผู้เรียบร้อยแต่งงานกับชายหนุ่มผู้มีชื่อเสียงในด้านตรงกันข้าม แต่พวกเขาไม่รู้จักความอ่อนโยนของเขา บ็อบบีที่อยู่บนเวทีกับบ็อบบีที่บ้านไม่ใช่คนเดียวกันทั้งหมด ที่บ้านเขาเงียบกว่า เป็นพ่อ เป็นผู้ชายของบ้าน และชอบควบคุมสถานการณ์

ฉันกลับชอบสิ่งนั้น เพราะในชีวิตด้านอื่นฉันต้องเป็นผู้ควบคุมทุกอย่างอยู่เสมอ ฉันดูแลอาชีพ ตารางงาน การเดินทาง และคนรอบตัวมากมาย การมีใครสักคนพูดแล้วทำให้ฉันหยุดฟังจึงรู้สึกสดใหม่ ฉันสนใจความรู้สึกที่ว่าอย่างน้อยในบ้าน ฉันไม่จำเป็นต้องเป็นคนออกคำสั่งตลอดเวลา

เราเต็มไปด้วยความหลงใหล แต่ความหลงใหลที่รุนแรงก็ปะทะกันได้ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลัง The Bodyguard ช่วงปี 1993, 1994 และ 1995 เป็นปีที่ทุกอย่างยังหมุนอยู่รอบภาพยนตร์และอัลบั้มนั้น ความสำเร็จของมันยาวนานและมหาศาล ฉันเดินทางไปทุกแห่ง โลกทั้งใบดูเหมือนกำลังเรียกหาฉัน

ในเวลาเดียวกัน ฉันมีลูกอยู่ในอ้อมแขน และมีผู้ชายที่ฉันรักอยู่ข้างกาย บ็อบบีพักงานของเขาหลายอย่างแล้วเดินทางไปกับฉัน เขาบอกให้ฉันทำสิ่งที่ต้องทำ เขาจะไปด้วย แต่ฉันคิดว่าบางอย่างเริ่มเกิดขึ้นภายในใจของเขา เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งมีชื่อเสียง มีอำนาจ และได้รับความสนใจมากขนาดนั้น ขณะที่ผู้ชายไม่มีพื้นที่ของตัวเองในระดับเดียวกัน ความรู้สึกบางอย่างย่อมเกิดขึ้น

เขาคงไม่ชอบที่ฉันยอมรับเรื่องนี้ แต่ฉันเชื่อว่าเขาหึงหวงความสำเร็จของฉัน ฉันจึงพยายามลดแสงของตัวเองลง พยายามบอกทุกคนว่าฉันคือคุณนายบราวน์ ไม่ใช่คุณฮิวสตัน ฉันอยากให้คนเห็นว่าฉันเป็นภรรยาของเขา ไม่อยากให้เขารู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงผู้ชายที่เดินตามหลัง Whitney Houston

ฉันค่อย ๆ หรี่แสงของตัวเองจริง ๆ ฉันทำหลายอย่างเพื่อไม่ให้ความสำเร็จของฉันบดบังเขา การตกลงร่วมรายการ Being Bobby Brown ก็เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามนั้น ฉันอยากให้โลกเห็นว่าฉันคือภรรยาของบ็อบบี ฉันไม่ได้เข้าใจอย่างแท้จริงว่าการเปิดประตูบ้านให้กล้องเข้ามาจะนำไปสู่อะไร ฉันคิดเพียงว่า หากเขากำลังทำรายการเกี่ยวกับชีวิตตัวเอง และฉันเป็นภรรยา ฉันก็ควรอยู่ข้างเขา

เมื่อดูรายการนั้น ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าควรรู้สึกอย่างไร ฉันมองเห็นตัวเองกำลังพยายามเป็นคุณนายบ็อบบี บราวน์โดยไม่กลายเป็นศูนย์กลางของทุกฉาก ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ รายการเผยให้เห็นความผิดปกติหลายอย่างในชีวิตคู่ของเรา และเวลานั้นฉันไม่ได้มีความสุขกับการแต่งงานแล้ว ฉันกำลังสูญเสียตัวเองไปกับความพยายามทำให้เขาพอใจ

คนจำนวนมากเคยบอกว่าชีวิตแต่งงานของเราจะอยู่ได้ไม่กี่นาที ฉันจึงมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะพิสูจน์ว่าพวกเขาผิด ฉันไม่ได้ต่อสู้เพื่อความรักเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ฉันเริ่มต่อสู้เพื่อประกาศว่าโลกจะมาทำลายเราไม่ได้ เราแต่งงานกันเพราะรักกัน เราอยากมีครอบครัว และฉันจะไม่ยอมให้คำพูดของคนอื่นทำให้ทุกอย่างพัง

บ็อบบีก็ต่อสู้เพื่อสิ่งนั้นเช่นกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความหมายแท้จริงของความรักเริ่มหลงทาง เราต่อสู้เพื่อภาพของชีวิตแต่งงานมากกว่าตัวชีวิตแต่งงานเอง และยังมีสิ่งอื่นแทรกเข้ามา เมื่อสิ่งจากภายนอกเข้ามาอยู่ในความสัมพันธ์มากเกินไป คนสองคนก็ยากจะเดินออกมาอย่างตรงไปตรงมาได้

ก่อน The Bodyguard ฉันใช้ยาเสพติดอยู่บ้างแต่ยังไม่หนัก หลังความสำเร็จของภาพยนตร์และหลังมีคริสซี การใช้ยาก็หนักขึ้น สิ่งที่ฉันใช้คือโคเคนกับกัญชา ส่วนบ็อบบีชอบดื่ม ฉันไม่ใช่คนดื่มจัด แต่เขาดื่มมาก และโรคพิษสุราเรื้อรังเป็นสิ่งที่น่าเกลียด คนเมาอาจอ่อนโยนหรืออาจโหดร้ายก็ได้ และเมื่อเขาดื่ม บุคลิกของเขาเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง

การทำร้ายส่วนใหญ่เป็นทางอารมณ์ เขาระวังเรื่องการใช้กำลังกับฉัน เพราะครอบครัวฉันคอยจับตาดูอยู่ และฉันเองก็เติบโตมากับพี่ชายสองคน ฉันไม่ใช่คนที่จะยืนเฉย ๆ หากถูกทำร้าย ฉันจะสู้กลับด้วยสิ่งที่หาได้

เขาเคยตบฉันครั้งหนึ่ง และฉันก็ตอบโต้ แต่เหตุการณ์ที่ติดอยู่ในใจฉันมากเกิดขึ้นในวันเกิดของเขา ฉันจัดงานเลี้ยงที่สโมสรแห่งหนึ่งในย่านบัคเฮด เมืองแอตแลนตา เขาดื่มมากคืนนั้น สิ่งประหลาดในความสัมพันธ์ของเราคือ หลายครั้งที่ฉันพยายามทำอะไรเพื่อให้เขามีความสุข สิ่งนั้นกลับหันมาทำร้ายฉัน

ระหว่างกลับบ้าน เขาด่าฉันต่อหน้าพ่อแม่ของเขา เมื่อถึงบ้าน เขาถ่มน้ำลายใส่หน้าฉัน ลูกสาวกำลังเดินลงบันไดและเห็นเหตุการณ์นั้น ฉันตกใจอย่างที่สุด ฉันไม่เคยเติบโตมาในบ้านที่มีใครทำสิ่งเช่นนั้นต่อกัน ฉันไม่เข้าใจว่าเหตุใดมันจึงเกิดขึ้น และฉันเห็นความเกลียดชังอยู่ในดวงตาของคนที่ฉันรักมาก

ฉันทั้งเจ็บและโกรธ ฉันรู้ว่าบางอย่างกำลังจะระเบิด จึงโทรหาเพื่อนให้มารับ เพราะมันมาถึงจุดเปลี่ยนแล้ว ฉันเกือบออกจากประตูได้สำเร็จ แต่บ็อบบีผลักฉันติดกำแพง ฉันจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตีศีรษะเขา เขาล้มลง มีเลือด ลูกสาวลงมาเห็นทุกอย่าง ฉันได้แต่พูดซ้ำ ๆ ว่าฉันเตือนเขาแล้วว่าอย่าทำอย่างนี้

มันเป็นฉากที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและความอัปลักษณ์

หลัง The Bodyguard การใช้ยาหนักขึ้น เพราะเรากำลังพยายามซ่อนความเจ็บปวด โลกเห็นว่าภาพยนตร์และอัลบั้มพาฉันขึ้นไปอยู่บนยอดสูงเพียงใด จากนั้นฉันทำ Waiting to Exhale ซึ่งประสบความสำเร็จมาก และต่อด้วย The Preacher’s Wife เมื่อมาถึงช่วงนั้น การใช้ยาแทบกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน

ฉันยังทำงาน ฉันไปทำสิ่งที่ต้องทำ แต่เมื่อเสร็จงาน ฉันก็กลับไปใช้ยา เป็นเช่นนั้นอยู่ปีหรือสองปี ฉันไม่มีความสุขและกำลังสูญเสียตัวเอง แม่มาหาฉันหลายครั้ง พยายามพูดว่าทุกคนอาจยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่รู้แน่ว่ามีบางอย่างผิดปกติ ฉันไม่ได้ปฏิเสธกับตัวเองทั้งหมด เพียงแต่ไม่ยอมพูด

ในเวลาเดียวกัน ข่าวเรื่องผู้หญิงอื่นของบ็อบบีก็เริ่มปรากฏ เขานำความสกปรกจากข้างนอกเข้ามาในบ้าน และบางครั้งใช้บัตรเครดิตของฉันเสียด้วย ฉันไม่ได้ออกไปค้นหาเรื่องเหล่านั้น แต่เมื่อสงสัย ฉันตรวจสอบ และพบสิ่งที่ทำให้ฉันไม่อาจวางใจได้

ฉันเริ่มขนเฟอร์นิเจอร์ออกจากบ้านทีละชิ้น ราวกับกำลังค่อย ๆ นำส่วนต่าง ๆ ของตัวเองออกจากชีวิตนั้น ฉันเคยขอให้เขาออกไป แต่เขากลับบอกให้ฉันเป็นฝ่ายไป ทั้งที่บ้านเป็นของฉัน ช่วงนั้นเองที่เกิดเหตุการณ์ตบหน้า เขาอยู่ระหว่างการคุมประพฤติจากคดีจราจร จึงกลายเป็นเรื่องในศาลเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว

ฉันไม่อาจทำใจส่งเขาเข้าคุกได้ ฉันไปศาลและยืนอยู่ข้างเขา เพราะฉันยังคิดว่าตัวเองเป็นภรรยา ฉันถือคำปฏิญาณของการแต่งงานไว้ในหัวใจอย่างจริงจัง แม้ว่าชีวิตจริงกำลังบอกฉันว่าความสัมพันธ์นั้นทำร้ายเราทุกคน

สภาพเลวร้ายที่สุดไม่จำเป็นต้องมีเสียงตะโกนเสมอไป บางครั้งมันคือการอยู่ในบ้านเดียวกัน นั่งข้างกันเป็นสัปดาห์โดยไม่พูดอะไร มองโทรทัศน์ ใช้ยา และหลบซ่อนความจริง เราผสมกัญชากับโคเคนชนิดเบส ฉันยืนยันว่าเราไม่ได้ซื้อโคเคนราคาถูกมาสูบด้วยไปป์ แต่ความแตกต่างนั้นไม่ได้ทำให้สิ่งที่เราทำดีขึ้น เรามีเงินมากและซื้อยาได้ในปริมาณมาก เรามีที่เก็บของเราเอง

บางครั้งเราหัวเราะและสนุกจริง ๆ ฉันไม่ปฏิเสธว่าการใช้ยาอาจทำให้มีช่วงเวลาที่รู้สึกดี แต่เมื่อมันพัฒนาไปถึงจุดที่คุณนั่งอยู่ในบ้าน เพียงเพื่อปกปิดสิ่งที่ไม่ต้องการให้ใครรู้ มันก็กลายเป็นความเจ็บปวด คุณต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้ใครเห็นคุณร้องไห้ ไม่ให้ใครเห็นว่าสองคนนี้ไม่มีความสุข ไม่พูดกัน และทำได้เพียงนั่งมองหน้าจอโทรทัศน์

เวลานั้นฉันไม่ได้คิดถึงเสียงร้อง ไม่ได้คิดถึงอาชีพ ฉันมีเงินมาก มีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่าง มีคนถามตลอดว่าต้องการอะไร เราบินด้วยเครื่องบินส่วนตัว ไปปารีสเพียงหนึ่งหรือสองวัน ล่องเรือยอชต์ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ชีวิตภายนอกดูใหญ่โตจนฉันลืมชีวิตของนักร้องไป ฉันไม่ได้คิดถึงมัน และไม่ได้คิดถึงสิ่งที่โลกเรียกว่าของขวัญของฉัน

คนทั่วไปอาจคิดว่าฉันอ่อนแอต่อยา แต่สิ่งที่ฉันอ่อนแอที่สุดคือบ็อบบี เขาเป็นเหมือนยาของฉัน ฉันไม่ได้ใช้ยาอยู่คนเดียว เราทำทุกอย่างร่วมกัน เราเป็นคู่ชีวิต เป็นหุ้นส่วน ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือเลว เราก็ทำด้วยกัน ฉันยึดมั่นว่าฉันเป็นภรรยาของเขา เขาเป็นสามีของฉัน และเราจะต้องทำให้ชีวิตนี้ดำเนินต่อไปให้ได้

มีช่วงที่ฉันขังตัวอยู่ในห้องหลายวัน ใช้ยา คุยโทรศัพท์ ดูโทรทัศน์ และฟังเพลงกอสเปล สิ่งน่าประหลาดคือฉันยังอ่านคัมภีร์ไบเบิล ฉันรู้ว่าพระเจ้ายังอยู่ รู้ว่าแสงยังมีอยู่ ฉันเพียงพยายามหาทางกลับไปหาแสงนั้น พยายามกลับไปหาชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณที่ฉันเคยรู้จัก

บ้านของเรายิ่งน่ากลัวขึ้น บ็อบบีทำลายข้าวของและกระจก เรามีภาพครอบครัวขนาดใหญ่ เป็นภาพฉัน เขา และลูก แต่เขาตัดศีรษะของฉันออกจากภาพนั้น สำหรับฉัน นั่นเป็นสัญญาณที่เกินจะมองข้าม

เขายังวาดรูปดวงตาไว้ในห้องนอน บนผนัง พรม และประตูตู้ ทุกครั้งที่เปิดหรือปิดประตู ฉันจะเห็นดวงตาหรือใบหน้ามองกลับมา เป็นภาพที่ให้ความรู้สึกชั่วร้าย ฉันมองสิ่งเหล่านั้นแล้วถามพระเจ้าว่าแท้จริงเกิดอะไรขึ้น ฉันเริ่มกลัว เพราะรู้สึกว่าบางอย่างจะต้องแตกหักในไม่ช้า

ฉันเข้ารับการบำบัดสามสิบวันในสถานที่ที่อนุญาตให้นำลูกไปด้วย ฉันต้องการให้ลูกอยู่กับฉันและเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันไม่อยากโกหกเธอ ฉันอธิบายเรื่องยาโดยเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของเราและสิ่งที่มันสามารถทำกับคนคนหนึ่งได้

แต่เมื่อออกจากสถานบำบัด การใช้ยาก็ดำเนินต่อไป จนวันหนึ่งแม่มาที่บ้านพร้อมนายอำเภอและคำสั่งศาล เธอบอกว่าฉันต้องทำตามทางของเธอ มิฉะนั้นก็ต้องออกโทรทัศน์ประกาศเกษียณ เพราะถ้าจะใช้ชีวิตเช่นนี้ต่อไป อาชีพนั้นก็ไม่คุ้มค่าอีกแล้ว

แม่บอกบ็อบบีไม่ให้ขยับ เพราะเจ้าหน้าที่พร้อมควบคุมตัวเขา จากนั้นเธอหันมาหาฉันและบอกว่าเธอจะไม่ยอมเสียฉันให้โลกหรือให้ความชั่วร้าย เธอต้องการลูกสาวกลับคืน ต้องการเห็นประกายในดวงตาฉัน ต้องการเห็นเด็กที่เธอเลี้ยงมา เธอเตือนว่าฉันไม่ได้ถูกเลี้ยงให้มีชีวิตเช่นนี้ และฉันต้องเลือกในวันนั้น

สิ่งที่แม่สั่งไม่ใช่ให้ฉันหย่าทันที เธอต้องการให้ฉันเข้ารับการบำบัดก่อน แล้วจึงตัดสินใจเรื่องชีวิตแต่งงานด้วยจิตใจที่แจ่มชัด

ในที่สุดฉันรู้ว่าต้องเลือก ฉันจำได้ว่าตัวเองอธิษฐานขอให้พระเจ้าประทานพลังแก่ฉันเพียงวันเดียว ฉันบอกว่าหากได้รับพลังหนึ่งวัน ฉันจะเดินออกจากประตูและไม่หันกลับมา แล้ววันนั้นก็มาถึง

ฉันบอกว่าจะออกไปซื้อของอย่างน้ำตาลกับนม แล้วไม่กลับไปอีกเลย

ฉันไปลอสแอนเจลิส หลังจากนั้นเฟอร์นิเจอร์เริ่มถูกขนออก บ้านถูกนำออกขาย รถและสิ่งของต่าง ๆ ถูกขาย ฉันกำจัดชีวิตเดิมออกไปทีละอย่าง เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นราวปี 2006 ฉันขึ้นเครื่องบินโดยมีเพียงกางเกงสองตัว รองเท้าผ้าใบ เสื้อผ้าจำเป็นไม่กี่ชิ้นใส่ไว้ในกระเป๋าเล็ก ๆ และมีเพื่อนเดินทางไปด้วย

ฉันพักอยู่กับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งบ็อบบีไม่กล้ามารบกวน เธอประกาศชัดว่าหากเขามาที่บ้าน เธอจะปกป้องฉัน ฉันจำเป็นต้องมีพื้นที่ปลอดภัยเพื่อเลือกว่าชีวิตต่อจากนั้นจะเป็นอย่างไร

ตอนนั้นฉันไม่สนใจอีกแล้วว่าสาธารณชนจะคิดอย่างไร ฉันไม่ต้องการอยู่ในชีวิตสมรสที่ไร้ความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ต้องการอยู่กับคนที่มีความคิดเรื่องความซื่อสัตย์ ความภักดี และคำปฏิญาณแตกต่างจากฉัน ฉันต้องการให้ยา ความวุ่นวาย และทุกสิ่งหยุดลง แต่เขายังต้องการดำเนินต่อ

ฉันรู้สึกว่าความชั่วร้ายได้เปิดประตูเข้ามาและกำลังยึดครองชีวิตของเรา ฉันต้องการขับมันออก จึงอธิษฐานอย่างหนัก แม่ซึ่งเป็นนักรบของฉันบอกให้ปล่อยทุกอย่างไป ฉันปิดบังเธอไม่ได้อยู่แล้ว เธอรู้จักดวงตาของลูกตัวเอง เธอมองก็รู้ว่าฉันไม่มีความสุข และยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้งฉัน

ก่อนที่ฉันจะออกจากบ้าน ฉันพาคริสซีออกไปก่อน ฉันให้เธออยู่กับแกรี พี่ชายของฉัน และแพต พี่สะใภ้ ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่นาที พวกเขาดูแลเธอระหว่างเรียนชั้นปีที่ห้าและหก ขณะที่ฉันพยายามคิดว่าจะทำอะไร จะไปไหน และจะออกจากชีวิตเดิมอย่างไร

เมื่อเริ่มจัดการบางอย่างได้แล้ว ฉันพาเธอไปแคลิฟอร์เนีย เราอยู่ที่นั่นประมาณหนึ่งปีครึ่ง ไม่มีใครรู้ชัดว่าฉันแยกจากบ็อบบีแล้ว ลูกเห็นมามากเกินพอ การเห็นพ่อถ่มน้ำลายใส่หน้าแม่เพียงครั้งเดียวก็มากเกินไปแล้ว

เธอถามฉันตรง ๆ ว่าเขาทำอย่างนั้นจริงหรือไม่ ฉันตอบว่าใช่ และพยายามบอกว่าไม่เป็นไร แต่เธอบอกว่าไม่ใช่ มันไม่ควรเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ฉันจึงขอให้เธอวางใจฉัน บอกว่าแม้ยังไม่เข้าใจทุกอย่างในเวลานั้น ขอเพียงเชื่อว่าแม่จะไม่ปล่อยเธอไป เราจะออกจากชีวิตนี้และจะมีความสุขขึ้น วันหนึ่งเมื่อเธอโตพอ ฉันจะค่อย ๆ อธิบายว่าเหตุใดแม่จึงต้องจากมา

เมื่อไปถึงแคลิฟอร์เนีย เธอโกรธและต่อต้านฉัน เธอไม่เข้าใจ ฉันทำได้เพียงกลับไปหาเธอด้วยความรัก กอดเธอ เคาะประตูห้อง คุกเข่าอธิษฐาน และบอกซ้ำว่าฉันรักเธอ

ฉันยังรอบ็อบบีอยู่ระยะหนึ่ง หวังว่าเขาจะกลับมาและหยุดสิ่งเลวร้ายนอกชีวิตสมรส ฉันไม่ต้องการให้สิ่งเหล่านั้นเข้ามาถึงบ้านและลูก ไม่อยากให้ลูกเข้าใจว่านี่คือความรักหรือว่านี่คือสิ่งที่ผู้หญิงควรยอมรับ

ฉันได้บ้านเล็ก ๆ ที่ลากูน่าและเริ่มพบผู้ให้คำปรึกษา บ็อบบีพูดหลายครั้งว่าจะมา แต่ไม่เคยมา สิ่งที่ฉันกังวลมากที่สุดคือความรู้สึกของลูกที่มีต่อพ่อ เธออายุราวสิบสามปี กำลังก้าวเข้าสู่วัยสาว ฉันพยายามเล่าความจริงให้ฟังทีละน้อย แต่โลกอินเทอร์เน็ตเปิดเผยสิ่งต่าง ๆ เร็วกว่าที่แม่คนหนึ่งจะควบคุมได้

เธอเห็นภาพและข่าวของพ่อกับผู้หญิงอื่น เห็นคำสัญญาที่เขาไม่เคยรักษา เขาบอกว่าจะมาแต่ไม่มา บอกว่าจะนำของมาให้แต่ไม่เคยนำมา ขณะที่ฉันอยู่กับเธอ พาไปโรงเรียน ไม่โกหก และไม่ทอดทิ้งเธอ ในที่สุดลูกเป็นคนบอกฉันว่าเราทั้งคู่ไม่สมควรได้รับชีวิตแบบนั้น และฉันควรหย่ากับเขา

เธอฉลาดกว่าที่ฉันเคยคาดคิด

ถึงไม่มีคำพูดของลูก จิตวิญญาณของฉันก็คงไม่อนุญาตให้กลับไปเหมือนเดิม ฉันมีพี่สะใภ้อธิษฐานให้ มีพี่ชายและครอบครัวคอยอยู่ข้าง ๆ และมีไคลฟ์ เดวิส ผู้ยืนยันว่าเรื่องของฉันยังไม่จบ เขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าจะมอบของขวัญเช่นนี้แล้วปล่อยให้ทุกอย่างจบลงในสภาพนั้น

ไคลฟ์บอกว่าเขายังมีพลังเหลือ และจะให้เวลาฉันหนึ่งปีเพื่อตัดสินใจ โลกยังรอฟังเสียงของฉัน เมื่อฉันไปซื้อของ ผู้คนจะถามว่าเมื่อไรจะทำอัลบั้มใหม่ พวกเขาบอกว่าอยากได้ยินฉันร้องอีกครั้ง แม่หลายคนพูดถึงเพลงของฉันในฐานะเสียงที่พวกเธอเติบโตมาด้วย ฉันเริ่มสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นนั้น

เวลานั้นฉันมีความสุขกับการเป็นแม่มาก ฉันมองคริสซีเติบโตเป็นหญิงสาว เธอเขียนสิ่งต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์และเริ่มร้องเพลงได้ดีขึ้น ฉันอยากให้เธอค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องการให้ใครเข้ามาจัดการเธอเร็วเกินไป ฉันอยากเป็นคนดูแลและฝึกฝนเธอด้วยตัวเอง เหมือนที่แม่เคยดูแลฉัน

ตอนฉันอายุสิบสี่ มีคนต้องการเซ็นสัญญา แต่แม่ปฏิเสธ เพราะเห็นว่าฉันยังมีเรื่องต้องเรียนรู้อีกมาก หากลูกสาวเลือกเข้าสู่วงการ ฉันจะยอมรับ แต่ฉันจะอยู่ตรงนั้น จะไม่ปล่อยให้เธอเข้าไปตามลำพัง

ฉันชอบเวลาที่เธอมาหาเพื่อเล่าเรื่องวัยสาว เรื่องเด็กผู้ชาย หรือความรู้สึกที่ถูกทำร้าย ฉันบอกความจริงกับเธอได้ว่า เรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้น แต่เราจะผ่านมันไปด้วยกัน เธอไว้ใจฉัน และนั่นเป็นสิ่งล้ำค่า

เช้าวันหนึ่งเธอขึ้นมานอนบนเตียงกับฉัน บอกว่ารักและภูมิใจในตัวฉัน อัลบั้มกำลังประสบความสำเร็จทั่วโลก และเธอรู้สึกว่าเราสองคนทำมันสำเร็จด้วยกัน ฉันภูมิใจในตัวเธอ และเธอก็ภูมิใจในตัวฉัน

เมื่อถามว่าฉันรักใคร คำตอบแรกของฉันคือพระเจ้า ฉันถ่อมตัวและขอบคุณที่พระองค์ไม่เคยทอดทิ้ง ฉันรักแม่ รักลูกสาว รักพี่น้อง ญาติ และคนที่อธิษฐานให้ฉันอยู่เบื้องหลัง สิ่งที่ดูน่ากลัวสำหรับโลกคือประสบการณ์ชีวิตที่ฉันไม่เคยพบมาก่อน ฉันมีวัยเด็กที่ดี มีแม่ที่ดี และมีพ่อที่ฉันรักมาก

การเสียชีวิตของพ่อทำให้ทุกอย่างเกิดรอยร้าวใหญ่ หลังจากเขาจากไป บ็อบบีเริ่มแสดงพฤติกรรมรุนแรงและประหลาดมากขึ้น ราวกับคิดว่าไม่มีพ่อคอยปกป้องฉันแล้ว แต่ฉันยังมีแม่

เรื่องที่พ่อฟ้องร้องฉันเป็นความเจ็บปวดอีกช่วงหนึ่ง ฉันเชื่อว่าเขาถูกคนอื่นชักจูง ตอนนั้นพ่ออายุมากและป่วย อยู่โรงพยาบาลบ่อยด้วยโรคหัวใจและเบาหวาน ฉันเป็นคนดูแลค่าใช้จ่าย มีคนพยายามใช้เขาเพื่อเอาเงินจากฉัน ช่วงหนึ่งเราจึงไม่ได้พูดกันอยู่หลายปี

แต่เมื่ออาการของพ่อหนักขึ้น ฉันไปหาเขาที่โรงพยาบาลและบอกว่าความขัดแย้งต้องจบลง เขายังคงเป็นพ่อ ฉันรักเขา และจะอยู่ดูแลจนถึงที่สุด ฉันให้อภัยเขาอย่างสมบูรณ์

ฉันไม่ได้ไปร่วมพิธีศพใหญ่ในแบบที่สื่อคาดหวัง แต่จัดพิธีส่วนตัวในวันก่อนหน้านั้น มีแม่ ดิออน ดีดี และคนในครอบครัวอยู่ด้วย สื่อมวลชนติดตามฉันทุกแห่งจนฉันไม่มีพื้นที่ไว้ทุกข์ พ่อเป็นบุคคลที่มีคนรู้จักมากในเมืองนวร์ก จึงมีพิธีอีกงานสำหรับเพื่อนและผู้คนของเขา ส่วนฉันต้องมีพื้นที่อำลาพ่อในแบบของตัวเอง

การจากไปของไมเคิล แจ็กสันก็ทำลายความรู้สึกฉันอย่างมาก ฉันรู้จักเขาและครอบครัวมาราวยี่สิบปี มีความทรงจำดี ๆ มากมาย เมื่อได้ยินข่าว ฉันคิดซ้ำ ๆ ว่ามันไม่น่าจะเป็นความจริง ฉันรู้ว่าเขาเคยใช้ยาแก้ปวด แต่ไม่รู้ว่าปัญหาลึกเพียงใด

ฉันจำการแสดงฉลองครบรอบสามสิบปีของเขาได้ ฉันมองไมเคิลแล้วหันกลับมามองตัวเอง เราทั้งคู่ผอมและเปราะบาง ฉันเริ่มกลัวและคิดว่าเรื่องนี้จะเกิดกับเราทั้งสองคนไม่ได้ เวลานั้นฉันเองก็ใช้ยาและมีปัญหาทางอารมณ์มากมาย ทั้งเรื่องชีวิตแต่งงานและเรื่องอื่น ฉันเป็นห่วงเขา และเป็นห่วงตัวเองด้วย

ช่วงการพิจารณาคดีของไมเคิล ฉันคุยกับเขาทางโทรศัพท์หลายครั้ง แต่เขาตัดคนจำนวนมากออกจากชีวิต ไม่ต้องการให้ใครเห็นตัว ฉันยังคุยกับเขาได้ แต่เขาไม่ยอมให้ฉันไปพบ ฉันไม่เคยพบใครเหมือนชายหนุ่มคนนั้น และรู้สึกเศร้าที่เรื่องราวของเขาต้องจบลงเช่นนั้น

แม้ในวันที่เลวร้ายที่สุด ฉันไม่เคยไปถึงจุดที่เชื่อว่าตัวเองจะไม่มีวันออกมาได้ บางอย่างในตัวฉันยังต่อสู้อยู่เสมอ ฉันอาจอ่อนแอ อาจติดอยู่กับความเคยชิน และอาจหลอกตัวเองว่าสิ่งต่าง ๆ จะดีขึ้น แต่ยังมีแรงส่วนหนึ่งที่ไม่ยอมตาย

เมื่อฉันขอพลังเพียงหนึ่งวัน เหตุผลก็เพราะความเคยชินสามารถผูกคนไว้กับวิถีชีวิตที่ทำร้ายตัวเองได้ คุณเริ่มเชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องปกติ หรือพรุ่งนี้มันอาจดีขึ้น แต่ฉันไม่ต้องการแบ่งสามีกับผู้หญิงคนอื่น ไม่ต้องการให้สิ่งสกปรกเข้ามาในบ้าน และไม่ต้องการให้ลูกสาวคิดว่านั่นคือความรัก

เมื่อมาถึงช่วงของบทสนทนานี้ ฉันไม่ใช้กัญชาและไม่ใช้โคเคนแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าฉันไม่เคยรู้สึกอยาก บางครั้งความอยากกลับมาและฉันต้องหยุด อธิษฐาน ขอให้มันออกไปจากฉัน ฉันอาจดื่มบ้างเป็นบางครั้ง เพราะการดื่มไม่เคยเป็นปัญหาหลักของฉัน ฉันไม่ต้องการให้คนเห็นฉันถือแก้วแล้วสรุปว่าฉันกลับไปเหมือนเดิม

ฉันไม่อาจรับรองอนาคตทั้งหมดได้ ฉันทำได้เพียงอยู่กับวันนี้ ทีละวัน และในวันนี้ คำตอบของฉันคือไม่

หลังจากทุกอย่าง เรามาถึงอัลบั้ม I Look to You เพลงชื่อนี้เขียนโดยโรเบิร์ต เคลลี หรืออาร์. เคลลี ไว้ให้ฉันราวสิบปีก่อน มันเป็นเพลงแรกที่ถูกนำเสนอสำหรับอัลบั้ม และฉันต้องการให้เพลงนี้กำหนดบรรยากาศของงานทั้งหมด เพราะมันบอกว่าฉันหันไปหาใคร ฉันผ่านมาได้อย่างไร และอาศัยสิ่งใดพาตัวเองผ่านเวลาที่ยากลำบาก

ผู้ที่ฉันหันไปหาไม่ใช่ตัวฉันเอง แต่เป็นบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าฉัน มากกว่าคุณและฉัน นั่นคือแก่นแท้ของชื่ออัลบั้มและสิ่งที่ฉันอยากให้ผู้คนรู้สึกเมื่อฟังมัน

ส่วน “I Didn’t Know My Own Strength” ซึ่งเขียนโดยไดแอน วอร์เรนและทำงานร่วมกับเดวิด ฟอสเตอร์ ตอนแรกฉันอาจร้องจากประสบการณ์ของตัวเอง แต่เมื่อร้องจริง ๆ ความหมายของมันขยายออกไปไกลกว่าชีวิตฉัน ฉันคิดถึงผู้หญิงที่ต่อสู้กับมะเร็ง ผู้หญิงที่อยู่ในบ้านซึ่งเต็มไปด้วยความรุนแรง พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวทั้งหญิงและชาย และเด็กที่เติบโตท่ามกลางสถานการณ์กดดัน ฉันรู้ว่าเพลงนั้นไม่ควรเป็นของฉันเพียงคนเดียว มันเป็นของทุกคนที่ค้นพบว่าตนเองมีพลังมากกว่าที่เคยรู้

เมื่อฟัง “Nothin’ But Love” ฉันรู้ว่าผู้คนยังมอบความรักให้ฉัน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ เวลานี้ฉันมีความรักให้ตัวเองแล้ว นั่นคือส่วนที่ดี เป็นความรู้สึกที่ฉันขาดหายไปนาน

ฉันไม่เรียกช่วงเวลานี้ว่าการกลับมา ฉันเรียกมันว่าการฝ่าทะลุออกมา เป็นช่วงเวลาที่ฉันเดินผ่านสิ่งเหล่านั้นมาได้ ฉันไม่ได้เพิ่งถือกำเนิดใหม่เพื่อให้วงการยอมรับ ฉันอยู่ที่นี่มาตลอด เพียงแต่ต้องผ่านความมืดเพื่อกลับมาพบตัวเอง

เวลานี้ฉันรู้ว่าความช่วยเหลือของฉันมาจากไหน ฉันรู้ว่าพลังนั้นอยู่ภายใน และเมื่อใดที่อ่อนแรง ฉันรู้ว่าต้องหันไปทางใด ฉันรักพระวิญญาณของพระเจ้ามากเกินกว่าจะนำไปแลกกับสิ่งใด ฉันไม่ต้องการแลกความชื่นบานและความสงบที่พบแล้วกับอะไรอีก

ในช่วงที่อยู่ลอสแอนเจลิส ฉันใช้เวลาเพียงลำพังมาก ฉันนั่งอ่านพระวจนะ หยุดคิด และถามว่าพระเจ้าต้องการให้ฉันเข้าใจอะไร พระวิญญาณค่อย ๆ นำทางฉัน หลายครั้งฉันไม่รู้ว่าจะเดินจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งอย่างไร ไม่รู้ว่าจะกลับเข้าห้องอัดและร้องเพลงได้อย่างไร

แต่ฉันทำได้

ไม่ใช่เพราะฉันมีคำตอบสำหรับทุกสิ่ง ไม่ใช่เพราะบาดแผลทุกแห่งหายไปแล้ว และไม่ใช่เพราะฉันสามารถสัญญาได้ว่าจะไม่อ่อนแออีกเลย

ฉันทำได้เพราะในที่สุด ฉันยอมรับว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องมีพลังสำหรับชีวิตทั้งหมดในคราวเดียว

บางครั้ง เราเพียงต้องขอพลังสำหรับวันเดียว

และเมื่อวันนั้นมาถึง เราต้องเดินออกจากประตู

แล้วไม่หันกลับไปอีก

 

Come Fly With Me

 

Come Fly With Me

เคนตัดสินใจว่าจะขอหลิวแต่งงานในคืนวันศุกร์ ขณะนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หกจอในสำนักงานของบริษัทปัญญาประดิษฐ์แห่งหนึ่งกลางกรุงเทพฯ

บนหน้าจอซ้ายสุด โมเดลภาษาที่เขารับผิดชอบกำลังประมวลผลบทสนทนาสามล้านประโยค บนหน้าจอขวาสุด โปรแกรมจำลองแหวนเพชรกำลังหมุนภาพสามมิติของแหวนทรงคลาสสิกอย่างเชื่องช้า ส่วนหน้าจอตรงกลางแสดงตารางเปรียบเทียบสถานที่ขอแต่งงานสิบเจ็ดแห่ง พร้อมคะแนนด้านความโรแมนติก ความเป็นส่วนตัว สภาพอากาศ การเดินทาง และความน่าจะเป็นที่หลิวจะตอบตกลง

อันดับหนึ่งคือร้านอาหารฝรั่งเศสบนตึกสูง

อันดับสองคือเรือยอชต์กลางแม่น้ำเจ้าพระยา

อันดับสามคือห้องฟังเพลงในบ้านของหลิวเอง

เคนเลือกอันดับสาม เพราะราคาถูกที่สุดและมีคะแนน “ความหมายส่วนตัว” สูงถึง 9.7

นั่นคือวิธีรักของเขา เขาไม่ได้รักหลิวน้อยกว่าคนอื่น เพียงแต่ชอบแปลงความรู้สึกเป็นปัญหาที่สามารถแก้ได้ เขาเชื่อว่าทุกสิ่งมีรูปแบบ ทุกความต้องการมีข้อมูลรองรับ และทุกความสัมพันธ์ย่อมดำเนินไปได้ดีขึ้น หากเราออกแบบระบบอย่างรอบคอบพอ

แต่หลิวไม่ใช่ระบบ

หญิงสาววัยยี่สิบสามปีผู้นี้มีผมดำยาว รอยยิ้มกว้าง และมีความสามารถพิเศษในการเปลี่ยนบทสนทนาธรรมดาให้กลายเป็นการบรรยายเรื่อง Frank Sinatra ได้ภายในสามนาที เธอสะสมแผ่นเสียง หนังสือ โปสเตอร์ ตั๋วคอนเสิร์ตจำลอง และนิตยสารเก่าเกี่ยวกับ Sinatra มากจนชั้นวางในห้องนอนเริ่มแอ่นตรงกลาง

เธอไม่เคยเรียกเขาว่า “แฟรงก์” เฉย ๆ

“คุณซินาตรา” คือคำที่เธอใช้เสมอ ราวกับชายผู้นั้นอาจเดินออกมาจากห้องครัวได้ทุกเมื่อ พร้อมสูทสีเข้ม หมวกเอียงพอดี และแก้วมาร์ตินีในมือ

อัลบั้มโปรดของหลิวคือ Come Fly with Me

ไม่ใช่เพราะมันเศร้าที่สุด ลึกที่สุด หรือได้รับการยกย่องสูงสุดในผลงานทั้งหมดของ Sinatra หลิวเองยอมรับว่า In the Wee Small Hours เจ็บปวดกว่า Only the Lonely มืดกว่า และ Songs for Swingin’ Lovers! สวิงได้แวววาวกว่า แต่ Come Fly with Me มีสิ่งที่อัลบั้มเหล่านั้นไม่มี

“มันเปิดประตูให้เราออกไปจากที่เดิม” เธอเคยบอกเคน “แค่เขาร้องประโยคแรก โลกก็เหมือนกว้างขึ้นทันที”

คืนวันศุกร์ เคนไปถึงบ้านหลิวพร้อมแหวนในกระเป๋าเสื้อ เขาพบเธอนั่งอยู่บนพรมข้างเครื่องเล่นแผ่นเสียง ส่วนแม่ของหลิวกำลังถักผ้าพันคออยู่บนโซฟา

แม่ชื่อเหมย อายุห้าสิบเจ็ดปี เป็นหญิงร่างเล็กที่พูดน้อย แต่มีสายตาซึ่งทำให้เคนรู้สึกอยู่เสมอว่าเธอสามารถมองเห็นประโยคถัดไปของเขาก่อนที่เขาจะพูดออกมา

บนเครื่องเล่น แผ่น Come Fly with Me หมุนอยู่ เสียงทองเหลืองของ Billy May พุ่งออกมาจากลำโพงเหมือนลมแรงที่เปิดประตูห้องบอลรูม

เคนนั่งลง รอจนเพลงจบ แล้วหยิบกล่องกำมะหยี่ออกมา

“หลิว” เขาพูด “ผมคำนวณแล้วว่าเราเข้ากันได้ในระยะยาวถึงเก้าสิบสามจุดสี่เปอร์เซ็นต์”

หลิวกะพริบตา

แม่เหมยหยุดถักผ้าพันคอ

เคนรู้ทันทีว่าประโยคเปิดของเขาอาจไม่ติดอันดับประโยคขอแต่งงานยอดเยี่ยมตลอดกาล

“ผมหมายถึง…” เขารีบแก้ “ผมรักคุณ ผมอยากใช้ชีวิตกับคุณ แต่งงานกับผมนะ”

หลิวมองกล่องแหวน จากนั้นมองหน้าเขา เธอไม่ได้หัวเราะ ไม่ร้องไห้ และไม่ได้ตอบตกลง

“ได้ค่ะ” เธอพูด

หัวใจเคนกระโดดขึ้นมาถึงลำคอ

“แต่มีข้อแม้”

หัวใจตกกลับลงไปอยู่ที่เดิม

หลิวชี้ไปยังปกอัลบั้มบนโต๊ะ ภาพ Sinatra ยืนข้างเครื่องบิน ยกมือเชิญหญิงสาวให้เดินทางไปกับเขา

“ก่อนแต่งงาน คุณต้องพาฉันกับแม่ไปทุกสถานที่ที่อยู่ในเพลงทุกเพลงของอัลบั้มนี้”

เคนมองแผ่นเสียง แล้วมองแม่เหมย

“ทุกเพลง?”

“สิบสองเพลง”

“ทุกสถานที่?”

“ทุกแห่งที่เพลงพาเราไป”

เคนเริ่มคำนวณในใจ ค่าตั๋วเครื่องบิน โรงแรม วีซ่า วันลา ความเสี่ยงจากเที่ยวบินล่าช้า รวมถึงความหมายที่คลุมเครือของเพลง “Around the World”

“ทำไมต้องพาแม่ไปด้วยครับ”

หลิวยิ้ม แต่แม่เหมยเป็นคนตอบ

“เพราะแผ่นนี้เป็นของฉัน”

แม่เล่าว่าเมื่อสามสิบปีก่อน พ่อของหลิวซื้อแผ่นเสียงเก่าชุดนี้จากร้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เขาบอกว่าจะพาเธอไปเที่ยวตามเพลงทุกเพลง แต่ชีวิตจริงมีค่าเช่าบ้าน ค่าเล่าเรียนลูก งานที่หยุดไม่ได้ และโรคภัยที่ไม่มีใครวางแผนไว้ ในที่สุดพ่อของหลิวก็จากไปโดยได้พาแม่เหมยไปไกลที่สุดเพียงหัวหิน

หลิวโตมากับอัลบั้มนี้ ทุกครั้งที่แม่เปิดเพลง เธอจะเห็นโลกที่พ่อยังไม่ได้พาแม่ไป

“ฉันไม่ได้อยากทดสอบว่าคุณมีเงินแค่ไหน” หลิวบอก “ฉันอยากรู้ว่าคุณยอมออกจากโลกที่ควบคุมได้ เพื่อเดินทางไปกับคนที่คุณรักหรือเปล่า”

เคนมองแหวนในมือ แล้วมองแผ่นเสียงซึ่งหมุนต่อไปอย่างไม่สนใจคำตอบของเขา

“ตกลง” เขาพูด “เราไปกัน”

แม่เหมยยกคิ้ว “อย่าเพิ่งตอบเร็ว ลองฟังให้ครบก่อนว่าแพงแค่ไหน”

แต่เคนตัดสินใจแล้ว

หลังจากนั้นหนึ่งเดือน เขาสร้างโปรแกรมชื่อ FLYWITHME ขึ้นมาเพื่อจัดตารางการเดินทาง ระบบคำนวณเส้นทางที่ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายที่สุด ตรวจสภาพอากาศ ประเมินเวลาต่อเครื่อง แนะนำร้านอาหาร และเตือนให้ทุกคนดื่มน้ำทุกสองชั่วโมง

หลิวมองหน้าจอซึ่งเต็มไปด้วยเส้นทางหลากสี

“นี่เรากำลังจะเดินทางหรือกำลังบุกรัสเซียคะ”

“นี่คือแผนที่ที่มีประสิทธิภาพที่สุด”

“คุณซินาตราไม่เคยร้องว่า ‘มาบินไปกับฉันด้วยแผนการเดินทางที่มีประสิทธิภาพที่สุด’”

“แต่ถ้าเขามีปัญญาประดิษฐ์ เขาอาจร้อง”

แม่เหมยส่ายหน้า “เขามี Billy May ก็พอแล้ว”

1

Come Fly with Me

การเดินทางเริ่มต้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 05.40 น.

หลิวสวมหมวกปีกกว้าง ส่วนแม่เหมยสวมแว่นดำและผ้าพันคอสีแดง แม้กรุงเทพฯ จะร้อนเกินกว่าจะมีมนุษย์คนใดต้องการผ้าพันคอ เคนถามว่าทำไมต้องแต่งตัวเหมือนกำลังขึ้นเครื่องบินในปี 1958

“เพราะสมัยนั้นการบินเป็นความหรูหรา” หลิวตอบ “คนขึ้นเครื่องบินเหมือนไปงานเลี้ยง ไม่ใช่ใส่กางเกงนอนแล้วถือหมอนรูปเป็ดเหมือนคุณ”

เคนมองหมอนรองคอรูปเป็ดในมือ ก่อนซ่อนไว้ในกระเป๋า

เมื่อเครื่องบินทะยานขึ้น หลิวเสียบหูฟังให้แม่ข้างหนึ่ง ส่วนตัวเองใช้หูอีกข้าง เพลง “Come Fly with Me” ดังขึ้นพอดีกับจังหวะที่ล้อเครื่องบินพ้นพื้น

เคนเคยฟังเพลงนี้หลายครั้ง แต่ครั้งนี้เขาได้ยินต่างออกไป เสียงทองเหลืองไม่ได้เป็นเพียงเสียงดังร่าเริง หากมีแรงผลักเหมือนเครื่องยนต์กำลังเร่ง Sinatra ร้องด้วยน้ำเสียงของคนที่ไม่ได้ถามว่าอยากไปหรือไม่ เพราะเขาเตรียมตั๋วไว้แล้ว เรียกแท็กซี่แล้ว และอาจสั่งเครื่องดื่มไว้ให้เรียบร้อยด้วย

“เพลงนี้แต่งโดย Sammy Cahn กับ Jimmy Van Heusen ตามคำขอของ Sinatra” หลิวอธิบาย “และนี่เป็นอัลบั้มแรกที่เขาทำงานกับ Billy May แบบเต็ม ๆ”

“ต่างจาก Nelson Riddle ยังไง” เคนถาม

“Riddle เหมือนสถาปนิกที่ออกแบบรถสปอร์ตโค้งสวย ส่วน Billy May เหมือนคนขับรถคันนั้นเร็วเกินกฎหมายอนุญาต”

แม่เหมยลืมตาขึ้น “และไม่เปิดไฟเลี้ยว”

เครื่องบินเอียงตัวเข้าสู่กลุ่มเมฆ กรุงเทพฯ หายไปเบื้องล่าง เคนมองผู้หญิงสองคนข้างกาย และเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าชีวิตกำลังเคลื่อนออกจากตารางที่เขาสร้างไว้จริง ๆ

2

Around the World

เพลงที่สองไม่มีจุดหมายเพียงแห่งเดียว ดังนั้นหลิวตัดสินว่าตั๋วเดินทางรอบโลกของพวกเขาคือสถานที่ของเพลงนี้

ที่สนามบินระหว่างต่อเครื่อง เคนเปิดแผนที่ดิจิทัล แสดงเส้นทางซึ่งโอบรอบโลกเหมือนด้ายสีฟ้า หลิวเปิดเพลง “Around the World” จากโทรศัพท์ เสียงร้องของ Sinatra ช้าลง อบอุ่นขึ้น ไม่ได้เร่งให้โลกหมุนเร็วกว่าเดิม แต่เหมือนเชิญให้มองมันผ่านหน้าต่าง

“นี่แหละสิ่งที่ฉันชอบในอัลบั้ม” หลิวบอก “มันไม่ตะโกนตลอดเวลา เพลงแรกเหมือนเครื่องบินขึ้น เพลงนี้เหมือนเราเริ่มมองเห็นเมฆ”

เคนพยักหน้า เขาสังเกตว่า Sinatra ไม่ได้ร้องอวดกำลังเสียง แต่เข้าหาไมโครโฟนใกล้พอดี ทำให้โลกทั้งใบฟังดูเหมือนสถานที่ส่วนตัว

แม่เหมยหยิบปากกามาวาดวงกลมบนแผนที่กระดาษ

“พ่อหลิวเคยบอกว่า อยากพาแม่เดินทางรอบโลก”

“แม่โกรธพ่อไหมที่ไม่ได้พาไป” เคนถาม

แม่เหมยคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ไม่โกรธหรอก ชีวิตคนเราไม่ได้ล้มเหลวเพราะทำความฝันไม่ครบทุกข้อ บางทีความฝันก็มีไว้ส่งต่อให้คนอื่นทำต่อ”

เธอมองหลิว แล้วมองเคน

เคนหันกลับไปที่แผนที่ รู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้อาจไม่ได้เกี่ยวกับคำตอบว่า “แต่ง” หรือ “ไม่แต่ง” เพียงอย่างเดียวอีกแล้ว

3

Isle of Capri

เกาะคาปรีต้อนรับพวกเขาด้วยแสงแดด น้ำทะเลสีฟ้า และบันไดจำนวนมากเกินกว่าที่โปรแกรม FLYWITHME คาดการณ์ไว้

เคนวางแผนให้ทั้งสามขึ้นรถ เปิดจุดชมวิว รับประทานอาหาร และถ่ายรูปตามตาราง แต่หลิวหยุดซื้อหมวกฟาง แม่เหมยหยุดคุยกับคนขายมะนาว และรถเที่ยวสุดท้ายไปยังจุดชมวิวออกไปต่อหน้าต่อตาพวกเขา

“ตารางพังแล้ว” เคนพูด

“ดีจัง” หลิวตอบ

พวกเขาจึงเดินเรื่อยเปื่อยไปตามตรอกแคบ ๆ จนพบระเบียงเล็ก ๆ ที่มองเห็นทะเล ไม่มีนักท่องเที่ยว ไม่มีร้านดัง และไม่มีคะแนนรีวิวในระบบ

หลิวเปิด “Isle of Capri”

เพลงมีจังหวะเด้งเบา ๆ และอารมณ์ขี้เล่น Sinatra ร้องเหมือนกำลังเล่าเรื่องพร้อมยกคิ้ว เขาไม่ทำให้เกาะกลายเป็นความโรแมนติกโอ่อ่าเกินจริง แต่ปล่อยให้แสงแดด ลม และอารมณ์ขันทำงานร่วมกัน

หลิวชวนแม่เต้น แม่เหมยปฏิเสธอยู่สองครั้ง ก่อนลุกขึ้นเต้นในครั้งที่สาม เคนยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายวิดีโอ แต่หลิวดึงเขาเข้ามาในวง

“ผมเต้นไม่เป็น”

“เพลงนี้ไม่ได้ถามว่าคุณเต้นเป็นหรือเปล่า”

“แล้วถามอะไร”

“ถามว่าคุณยอมดูตลกกับเราหรือเปล่า”

เคนจึงเต้นอย่างคนที่เขียนโปรแกรมเก่งกว่าควบคุมแขนขาตัวเองมาก แม่เหมยหัวเราะจนต้องนั่งลง ส่วนหลิวหัวเราะจนมีน้ำตา

ตารางวันนั้นพังทุกช่อง แต่เมื่อเคนกลับถึงโรงแรม เขาไม่แก้ไขระบบ

เขาเพียงเพิ่มข้อความหนึ่งบรรทัดลงไปว่า

บางสถานที่ควรปล่อยให้เราหลงทาง

4

Moonlight in Vermont

รัฐเวอร์มอนต์เงียบกว่าทุกแห่งที่พวกเขาไปมา หิมะเกาะอยู่บนต้นไม้ หลังคาบ้าน และขอบหน้าต่างโรงแรมเล็ก ๆ กลางภูเขา

คืนแรก ฟ้าปิดจนมองไม่เห็นดวงจันทร์ เคนหงุดหงิด เพราะชื่อเพลงระบุชัดว่าต้องมีแสงจันทร์ โปรแกรมพยากรณ์เมฆหนาทึบต่อเนื่องอีกสามคืน ขณะที่ตารางของเขาให้เวอร์มอนต์เพียงสองคืน

“เราย้ายเที่ยวบินได้” เขาพูด “หรือขับไปทางตะวันออกหกสิบกิโลเมตร ตรงนั้นมีโอกาสเห็นฟ้าเปิดเพิ่มขึ้นสิบสองเปอร์เซ็นต์”

แม่เหมยนั่งจิบช็อกโกแลตร้อน “ดวงจันทร์ไม่ใช่พนักงานบริษัทคุณนะ จะได้เรียกเข้าประชุมตามเวลา”

หลิวเปิดแผ่นเสียงฉบับดิจิทัลของ “Moonlight in Vermont” เสียงวงนุ่มลงจนแทบเป็นอากาศ Sinatra ร้องคำแต่ละคำอย่างระมัดระวัง ทิ้งช่องว่างไว้ระหว่างภาพหิมะ ทางสกี และแสงจันทร์

“เพลงนี้ไม่มีสัมผัสแบบเพลงทั่วไป” หลิวบอก “มันคล้ายบทกวีสั้น ๆ ภาพหนึ่งต่อภาพหนึ่ง สิ่งสำคัญคือพื้นที่ว่าง”

เคนนั่งลงข้างเธอ

“คุณไม่จำเป็นต้องแก้ทุกอย่างทันที” หลิวพูด “บางครั้งก็แค่รอ”

พวกเขาปิดโทรศัพท์ ปิดไฟ และนั่งอยู่ริมหน้าต่างโดยไม่มีใครพูดอะไร

เกือบเที่ยงคืน เมฆค่อย ๆ แยกออกจากกัน ดวงจันทร์ปรากฏเหนือแนวสน แสงสีเงินตกลงบนหิมะ ราวกับโลกถูกสร้างขึ้นใหม่เพื่อคนสามคนในห้องเล็ก ๆ นี้

เคนเอื้อมมือไปจับมือหลิว แต่ไม่ได้หยิบกล้องขึ้นมา

เขาเริ่มเข้าใจว่าทำไม Sinatra จึงยิ่งใหญ่จากการไม่ร้องบางสิ่งพอ ๆ กับสิ่งที่เขาร้อง เขารู้ว่าจะวางเสียงตรงไหน และรู้ว่าจะปล่อยความเงียบให้พูดเมื่อใด

คืนนั้นเคนเพิ่มอีกหนึ่งบรรทัดในโปรแกรม

ความเงียบไม่ใช่ข้อมูลที่หายไป

5

Autumn in New York

พวกเขาไปถึงนิวยอร์กในปลายฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้สีทองกองอยู่ริมทาง ลมพัดกลิ่นกาแฟ ควัน และฝนเก่าผ่านตึกสูง

หลิวบอกว่า “Autumn in New York” มีอารมณ์คล้าย “Moonlight in Vermont” ตรงที่ใช้ฤดูกาลและสถานที่สร้างความรู้สึก แต่เมืองนี้มีความขมกว่า เวอร์มอนต์คือความเงียบเย็น นิวยอร์กคือความงามที่รู้ว่าตัวเองเหนื่อย

พวกเขาเดินผ่านเซ็นทรัลพาร์ก แม่เหมยหยุดที่ม้านั่งตัวหนึ่งและหยิบรูปถ่ายสามีออกมาจากกระเป๋าสตางค์

ในรูป พ่อของหลิวยังหนุ่ม สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาว ยืนยิ้มอยู่หน้าร้านแผ่นเสียงในกรุงเทพฯ

“วันที่ซื้อ Come Fly with Me” แม่บอก “เขาบอกว่าจะพาฉันมานิวยอร์กตอนใบไม้เปลี่ยนสี”

หลิวนั่งลงข้างแม่

“แม่คิดถึงพ่อไหม”

“ทุกวัน แต่ความคิดถึงไม่ได้เหมือนเดิมทุกวัน บางวันมันหนัก บางวันมันเบา บางวันมันนั่งข้าง ๆ เราเงียบ ๆ”

เพลงดังจากลำโพงเล็กในกระเป๋าของหลิว Sinatra ร้องอย่างสง่างาม แต่มีรอยเหนื่อยบาง ๆ ใต้ถ้อยคำ แสงเมืองสวยเพราะมันส่องอยู่เหนือความโดดเดี่ยว ไม่ใช่เพราะความโดดเดี่ยวไม่เคยมีอยู่

เคนมองแม่ลูกนั่งชิดกัน เขาเริ่มเข้าใจว่าหลิวไม่ได้ขอให้พาแม่มาเพื่อชดเชยอดีต เพราะไม่มีใครชดเชยเวลาได้ เธอเพียงต้องการให้ความฝันเก่ามีบทต่อไป

เย็นนั้น เคนเกือบขอหลิวแต่งงานบนสะพานโบว์บริดจ์ เขาล้วงมือแตะกล่องแหวนในกระเป๋า แต่หยุดไว้

เพลงยังเหลืออีกเจ็ดเพลง

และเขายังไม่แน่ใจว่าตัวเองเข้าใจคำว่า “เดินทาง” ดีพอหรือยัง

6

On the Road to Mandalay

มัณฑะเลย์ร้อน ฝุ่นแดง และมีเสียงรถ เสียงผู้คน เสียงระฆังวัดซ้อนกันไปหมด

หลิวเปิด “On the Road to Mandalay” ขณะรถกำลังแล่นผ่านถนนนอกเมือง เสียงทองเหลืองและจังหวะกระแทกเข้ามาราวกับขบวนทหารที่หลุดเข้าสู่งานเต้นรำ Sinatra ขี่อยู่บนวงออร์เคสตราของ Billy May อย่างคนควบม้าศึกโดยยังรักษาปมเนกไทไว้ได้

“เพลงนี้แรงที่สุดเพลงหนึ่งในอัลบั้ม” หลิวตะโกนแข่งกับเสียงเพลง “แต่มันก็มีประวัติซับซ้อน เนื้อเดิมมาจาก Rudyard Kipling ครอบครัวของเขาไม่ชอบที่ถูกเอามาทำเป็นสวิง ถึงขั้นมีบางฉบับที่ต้องเปลี่ยนเพลงออก”

เคนมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเมืองจริงซึ่งแตกต่างจากภาพโรแมนติกในบทเพลงอย่างชัดเจน

“งั้นเพลงทำให้สถานที่ผิดไปหรือเปล่า”

แม่เหมยตอบแทนหลิว “เพลงทุกเพลงโกหกนิดหน่อย เพราะมันมีเวลาแค่ไม่กี่นาที คนฟังก็ต้องรู้ว่าความจริงกว้างกว่าเพลง”

พวกเขาไม่ได้ถ่ายภาพเลียนแบบยุคอาณานิคม ไม่ได้พยายามทำให้มัณฑะเลย์เป็นฉากแปลกตาสำหรับนักท่องเที่ยว แต่เดินตลาด กินอาหารข้างทาง ฟังคนท้องถิ่นเล่าเรื่องเมือง และยอมรับว่าการเดินทางที่ดีไม่ใช่การบังคับให้สถานที่จริงเหมือนภาพในหัว

ตอนบ่าย โปรแกรม FLYWITHME พาพวกเขาหลงเข้าไปในถนนที่กำลังซ่อม รถไปต่อไม่ได้ ต้องลงเดินเกือบสองกิโลเมตรกลางอากาศร้อน

เคนสบถใส่โทรศัพท์

หลิวหัวเราะ “ในที่สุดปัญญาประดิษฐ์ก็พาเรามาผจญภัย”

“มันคือข้อผิดพลาดของข้อมูลแผนที่”

“สำหรับคุณคือข้อผิดพลาด สำหรับคุณซินาตราคือท่อนบริดจ์”

ระหว่างเดิน แม่เหมยเหนื่อยจนต้องพัก เคนจึงรับกระเป๋าของเธอมาถือทั้งหมด เขาเดินช้าลงโดยไม่พูดอะไร และไม่ได้ตรวจดูว่าเสียเวลาไปกี่นาที

คืนนั้น เขาลบฟังก์ชันซึ่งประเมินว่าใครในกลุ่มเดินช้าที่สุดออกจากโปรแกรม

7

Let’s Get Away from It All

เพลงนี้ไม่มีเมืองที่ต้องพิชิต ไม่มีอนุสาวรีย์ที่ต้องถ่ายรูป มีเพียงความปรารถนาจะหนีไปจากกิจวัตร ไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ตรงนี้

หลิวจึงกำหนดกติกาว่า วันหนึ่งเต็ม ๆ พวกเขาจะออกเดินทางโดยไม่มีแผน

เคนต่อต้านอยู่เจ็ดนาที

“อย่างน้อยควรเลือกทิศทาง”

“ไม่”

“กำหนดงบประมาณ?”

“ได้ แต่ห้ามกำหนดจุดหมาย”

“เช็กสภาพอากาศ?”

“ดูฟ้าเอา”

พวกเขาเช่ารถคันเล็กจากเมืองหนึ่งในยุโรปที่ใช้เป็นทางผ่าน หลิวโยนเหรียญเลือกซ้ายหรือขวาทุกครั้งที่ถึงทางแยก แม่เหมยรับหน้าที่เลือกเพลง ส่วนเคนนั่งหลังพวงมาลัยด้วยสีหน้าเหมือนนักบินกำลังถูกสั่งให้ลงจอดโดยปิดเรดาร์ทั้งหมด

ช่วงบ่าย รถเกิดยางแบนบนถนนชนบท ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ และฝนเริ่มตก

นี่คืออุปสรรคที่โปรแกรมของเคนเตือนว่า “มีความน่าจะเป็นต่ำ” ซึ่งแปลตามกฎของจักรวาลว่า มันย่อมเกิดขึ้นแน่นอน

ทั้งสามหลบฝนอยู่ใต้ต้นไม้ แม่เหมยหยิบขนมปัง ชีส และแอปเปิลจากกระเป๋า หลิววางโทรศัพท์เปิด “Let’s Get Away from It All” เสียง Sinatra ฟังสบายเหมือนคนชวนเพื่อนหนีงานในบ่ายวันศุกร์

“แผนวันนี้ล้มเหลวทั้งหมด” เคนพูด

“เราตั้งใจไม่มีแผน จะล้มเหลวได้ยังไง” หลิวถาม

เคนมองถนนเปียก มองแอปเปิลในมือ และมองแม่เหมยซึ่งกำลังพยายามใช้ร่มคันเล็กบังลำโพงมากกว่าบังตัวเอง

เขาหัวเราะออกมา

ไม่ใช่หัวเราะเพราะสถานการณ์ตลก แต่เพราะเพิ่งค้นพบว่าการไม่มีคำตอบก็ไม่ได้ทำให้โลกพัง

ชายชาวไร่คนหนึ่งขับรถผ่านมา ช่วยเปลี่ยนยาง และพาพวกเขาไปดื่มกาแฟที่บ้าน ภรรยาของเขาไม่พูดภาษาอังกฤษ ส่วนแม่เหมยพูดภาษาของเธอไม่ได้ แต่ทั้งสองคุยกันเรื่องสูตรเค้กได้นานสี่สิบนาทีด้วยท่าทาง ภาพถ่าย และเสียงหัวเราะ

คืนนั้นพวกเขากลับโรงแรมช้ากว่ากำหนดห้าชั่วโมง

เคนบันทึกว่าเป็นวันที่ดีที่สุดของการเดินทางจนถึงตอนนั้น

8

April in Paris

ปารีสในเดือนเมษายนสวยจนดูเหมือนเมืองกำลังร่วมมือกับแผนขอแต่งงานของเคน

ดอกไม้ผลิบาน อากาศเย็นกำลังดี ร้านกาแฟตั้งเก้าอี้ออกมาบนทางเท้า และแสงเย็นทำให้แม้แต่ถังขยะริมถนนยังดูเหมือนผ่านการออกแบบจากโรงเรียนศิลปะ

เคนจองโต๊ะริมหน้าต่างในร้านอาหารเก่าแก่ เตรียมดอกไม้ และส่งข้อความให้พนักงานนำแหวนมาเสิร์ฟพร้อมของหวาน

นี่จะเป็นจุดที่สมบูรณ์แบบ

เพลง “April in Paris” ดังเบา ๆ จากวงดนตรีในร้าน Sinatra ร้องอย่างละเมียด ไม่ทำให้ปารีสกลายเป็นภาพหวานเกินจริง แต่ร้องเหมือนคนเพิ่งค้นพบว่าฤดูใบไม้ผลิสามารถเปลี่ยนความรู้สึกของมนุษย์ได้จริง

เมื่อของหวานถูกยกมา พนักงานวางจานลงตรงหน้าหลิว บนจานมีช็อกโกแลตเขียนว่า Will You Marry Me?

แต่กล่องแหวนไม่อยู่บนจาน

พนักงานหน้าซีด เคนหน้าซีดยิ่งกว่า เขาลุกขึ้นค้นโต๊ะ กระเป๋า และพื้น พนักงานสามคนวิ่งกลับไปในครัว ส่วนแขกโต๊ะข้าง ๆ เริ่มมองมาด้วยความสนใจ

หลิวอ่านตัวหนังสือบนจาน แล้วเงยหน้ามองเคน

“คุณกำลังจะขอฉันแต่งงานใช่ไหม”

เคนยืนนิ่ง “ตามแผนคือใช่”

“แล้วตอนนี้ล่ะ”

เขามองไปรอบร้าน สถานการณ์โรแมนติกที่สุดในระบบกำลังพังทลายอย่างรวดเร็ว

“ตอนนี้ผมกำลังจะเป็นลม”

แม่เหมยหัวเราะจนไหล่สั่น

ในที่สุดพนักงานพบว่ากล่องแหวนถูกวางผิดโต๊ะ ชายชราชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งเกือบได้แหวนหมั้นพร้อมทาร์ตมะนาว เขาส่งคืนพร้อมกล่าวแสดงความยินดีล่วงหน้า

เคนรับกล่องมา คุกเข่าลง แต่หลิวแตะไหล่เขาไว้

“ยังไม่ค่ะ”

ทั้งร้านเงียบลงอย่างพร้อมเพรียง

เคนรู้สึกเหมือนตึกทั้งหลังหายไป เหลือเพียงเขากับคำสองคำนั้น

หลิวรีบพูดต่อ “ฉันไม่ได้ปฏิเสธ แต่เรายังไปไม่ครบ”

“เหลืออีกสี่เพลง”

“ใช่”

“แต่ปารีสได้คะแนนโรแมนติกสูงสุด”

“เคน” หลิวพูดเบา ๆ “ฉันไม่ได้อยากแต่งงานกับสถานที่ที่คะแนนสูงสุด ฉันอยากแต่งงานกับคุณตอนที่คุณพร้อมจะอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่สิ่งที่ระบบทำนาย”

เขาเก็บแหวนกลับลงกระเป๋า

เพลงยังดำเนินต่อไปอย่างงดงาม Sinatra ไม่เร่ง ไม่หวานเลี่ยน และไม่ร้องเกินกว่าที่เพลงต้องการ

คืนนั้นเคนลบตาราง “ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการขอแต่งงาน” ทิ้ง

9

London by Night

ลอนดอนยามค่ำคืนเป็นสีเทา น้ำเงิน และทอง

พวกเขาเดินเลียบแม่น้ำเทมส์หลังฝนหยุด ไฟสะท้อนบนผิวน้ำ รถแท็กซี่สีดำเคลื่อนผ่านถนนเปียก และหมอกบาง ๆ ทำให้เมืองดูเหมือนฉากภาพยนตร์ซึ่งสร้างขึ้นก่อนโลกจะรู้จักดนตรีร็อก

“London by Night” ไม่ใช่ลอนดอนของ The Beatles หรือคลับดนตรีในทศวรรษ 1960 หลิวบอก แต่มันเป็นเมืองเก่าที่โรแมนติก อบอุ่น และมีไฟถนนเป็นดาวประจำเมือง

แม่เหมยเดินช้าลงเพื่อให้เคนกับหลิวเดินนำหน้า

“โกรธไหม” หลิวถาม

“เรื่องปารีสเหรอ”

“อือ”

“นิดหน่อย”

“เสียใจไหม”

“มากกว่านิดหน่อย”

หลิวจับแขนเขา “ฉันแค่อยากรู้ว่าคุณจะเดินทางกับฉันไปจริง ๆ หรือจะรีบไปให้ถึงคำตอบ”

เคนมองแม่น้ำ

“ผมคิดว่าความรักคือการลดความเสี่ยง ทำให้ทุกอย่างมั่นคง”

“แล้วตอนนี้ล่ะ”

“ตอนนี้ผมคิดว่าความรักอาจเป็นการยอมให้บางอย่างควบคุมไม่ได้ แต่ยังไม่หนี”

หลิวยิ้ม “ดีขึ้นเยอะ”

“คะแนนเท่าไร”

“แปดจุดห้า”

“ทำไมไม่เก้า”

“หักเพราะยังถามคะแนน”

ทั้งคู่หัวเราะ แม่เหมยเดินตามหลัง ห่างพอจะไม่รบกวน แต่ใกล้พอจะได้ยินทุกอย่าง

คืนนั้น เคนไม่ได้พยายามขอแต่งงาน เขาเพียงเดินกับหลิวจนเพลงจบ แล้วเดินต่อแม้ไม่มีเพลง

10

Brazil

บราซิลในอัลบั้มของ Sinatra ไม่ใช่ประเทศจริงทั้งหมด มันเป็นบราซิลผ่านจินตนาการของฮอลลีวูดยุค 1950 เต็มไปด้วยสีสัน จังหวะละติน วงใหญ่ และบรรยากาศงานรื่นเริง

หลิวบอกเรื่องนี้ขณะพวกเขาอยู่ท่ามกลางฝูงชนในงานเทศกาลกลางถนน

“ฟังวันนี้อาจรู้สึกเหมือนโปสต์การ์ดไปหน่อย” เธอว่า “แต่พลังของ Billy May ยังทำให้เพลงวิ่งได้เต็มแรง”

รอบตัวพวกเขามีเสียงกลอง เครื่องเป่า เสียงร้อง และผู้คนเต้นรำจนพื้นถนนเหมือนสั่นได้ เคนถูกลากเข้าไปในขบวน หลิวหมุนตัวอยู่ข้างหน้า ส่วนแม่เหมยสวมเครื่องประดับขนนกที่หญิงแปลกหน้าคนหนึ่งมอบให้

แล้วโทรศัพท์ของเคนก็ดัง

บริษัทมีปัญหา ระบบปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่ตอบคำถามผิดพลาดในระหว่างการสาธิต นักลงทุนกำลังรอ ทีมต้องการให้เขาเข้าสู่การประชุมด่วน

เคนออกจากขบวน ไปยืนในตรอกเงียบ เปิดคอมพิวเตอร์ และเริ่มแก้ปัญหา

สิบนาทีผ่านไป

ยี่สิบนาที

หนึ่งชั่วโมง

เมื่อเขากลับออกมา ขบวนผ่านไปแล้ว หลิวยืนรออยู่กับแม่ สีหน้าไม่โกรธ แต่ผิดหวัง

“ผมขอโทษ งานมีปัญหา”

“ฉันรู้”

“ทีมต้องการผม”

“ฉันก็รู้”

“ถ้าผมไม่เข้าไป—”

“เคน ฉันไม่ได้ขอให้คุณทิ้งงาน ฉันแค่อยากให้คุณรู้ว่าบางครั้งชีวิตก็เกิดขึ้นในเวลาที่ไม่เหมาะกับปฏิทิน”

เคนมองถนนซึ่งเหลือเพียงเศษกระดาษสีและเสียงกลองที่ไกลออกไป

เขาเปิดโทรศัพท์ ส่งข้อความให้ทีมว่าให้ดำเนินการตามแผนสำรอง แล้วปิดเครื่อง

“ขบวนไปทางไหน”

หลิวชี้ “น่าจะเลี้ยวไปถนนหน้า”

ทั้งสามวิ่งตามเสียงดนตรี พวกเขาหลงทางสองครั้ง ถามคนห้าคน และไปถึงขบวนอีกครั้งตรงช่วงที่วงเครื่องเป่ากำลังเร่งจังหวะ

เคนคว้ามือหลิวแล้วกระโดดเข้าไปเต้น

เขาเต้นไม่ดีขึ้นจากที่คาปรี แต่คราวนี้ไม่สนใจแล้ว

11

Blue Hawaii

ฮาวายควรเป็นช่วงที่ผ่อนคลายที่สุดของการเดินทาง

เพลง “Blue Hawaii” ไม่ต้องการการแสดงอารมณ์ใหญ่โต Sinatra ร้องน้อยกว่าที่คนส่วนใหญ่อาจคิด ปล่อยให้ทำนอง ทะเล และอากาศทำงานเอง หลิวบอกว่านี่คือเสน่ห์ของนักร้องที่รู้ว่าการใส่มากขึ้นไม่ได้ทำให้เพลงดีขึ้นเสมอไป

แต่ทันทีที่ลงจากเครื่อง กระเป๋าเดินทางใบหนึ่งของแม่เหมยหายไป

ในกระเป๋านั้นมีเสื้อผ้า ยา ของที่ระลึก และที่สำคัญที่สุดคือแผ่นเสียง Come Fly with Me ต้นฉบับซึ่งพ่อของหลิวซื้อให้แม่เมื่อสามสิบปีก่อน

แม่เหมยพยายามทำเป็นไม่กังวล แต่เคนเห็นมือเธอสั่นขณะกรอกเอกสารแจ้งสัมภาระสูญหาย

เขาใช้เวลาหลายชั่วโมงโทรหาสายการบิน ตรวจหมายเลขกระเป๋า และเชื่อมข้อมูลเที่ยวบิน โปรแกรมของเขาระบุว่ากระเป๋าอาจถูกส่งผิดไปยังสนามบินอีกเกาะหนึ่ง

“ผมจะเอากลับมาให้ได้” เขาบอก

“ไม่เป็นไร” แม่เหมยตอบ “มันก็แค่แผ่นเสียง”

แต่ไม่มีใครเชื่อคำว่า “แค่”

คืนนั้น ทั้งสามนั่งเงียบอยู่ริมทะเล ไม่มีใครเปิดเพลง หลิวมองคลื่น ส่วนแม่เหมยมองความมืด

“ผมขอโทษ” เคนพูด

“ไม่ใช่ความผิดคุณ” หลิวตอบ

“ผมน่าจะให้แม่ถือขึ้นเครื่อง”

แม่เหมยแตะแขนเขา “อย่าเปลี่ยนทุกอุบัติเหตุให้เป็นความผิดของตัวเองเลย มันเหนื่อย”

เช้าวันถัดมา สายการบินโทรมา กระเป๋าถูกพบและจะมาถึงในตอนบ่าย

เคนถอนหายใจยาวเหมือนเพิ่งได้รับชีวิตคืนมา แต่เมื่อกระเป๋ามาถึง กล่องใส่แผ่นเสียงด้านในแตกร้าว ปกมีรอยพับ และแผ่นไวนิลร้าวจากขอบเข้ามาเกือบถึงร่องเพลงแรก

หลิวเม้มปาก แม่เหมยลูบปกเบา ๆ

“จบแล้ว” เคนพูด “มันเปิดไม่ได้แล้ว”

แม่เหมยมองเขา “ใครบอกว่าของทุกอย่างต้องใช้ได้เหมือนเดิม ถึงจะมีค่า”

เธอวางแผ่นร้าวไว้บนโต๊ะ แล้วหยิบโทรศัพท์ออกมา เปิดเพลง “Blue Hawaii”

เสียง Sinatra ลอยออกมาเบา ๆ

“แผ่นนี้พาเรามาถึงที่นี่แล้ว” แม่บอก “หน้าที่ของมันเสร็จแล้ว”

ทั้งสามออกไปนั่งบนชายหาดตอนเย็น ไม่มีโต๊ะอาหารหรู ไม่มีดอกไม้ ไม่มีพนักงานถือกล่องแหวน และไม่มีโปรแกรมแนะนำว่าช่วงเวลาใดเหมาะสม

เคนกับหลิวนั่งอยู่บนทราย แม่เหมยนั่งห่างออกไป อ่านหนังสือใต้ต้นปาล์ม

“หลิว” เคนเรียก

เธอหันมา

“ผมเคยคิดว่าการแต่งงานคือการสัญญาว่าผมจะทำให้ทุกอย่างเรียบร้อย”

“ฟังดูเหนื่อยมาก”

“ใช่ ผมคงทำไม่ได้ด้วย” เขาหัวเราะ “ผมรับประกันไม่ได้ว่าเที่ยวบินจะไม่ช้า กระเป๋าจะไม่หาย งานจะไม่เข้ามาผิดเวลา หรือผมจะไม่ทำให้คุณโมโห”

“เรื่องสุดท้ายน่าจะรับประกันได้ว่าเกิดแน่นอน”

“แต่ผมสัญญาได้ว่า เวลาหลงทาง ผมจะหลงไปกับคุณ เวลาต้องรอ ผมจะไม่รีบหนี และเวลามีอะไรแตก ผมจะไม่รีบทิ้งเพียงเพราะมันใช้การไม่ได้เหมือนเดิม”

เขาหยิบกล่องแหวนออกมา แต่ยังไม่เปิด

“คราวนี้ไม่มีระบบ ไม่มีคะแนน ไม่มีแผนสำรอง คุณจะแต่งงานกับผมไหม”

หลิวมองเขาอยู่นานจนเคนเริ่มสงสัยว่าแผนสำรองอาจยังมีประโยชน์อยู่บ้าง

แล้วเธอก็ยิ้ม

“แต่งค่ะ”

เคนเปิดกล่อง

ข้างในว่างเปล่า

ทั้งสองจ้องกล่องพร้อมกัน

เคนล้วงทุกกระเป๋า พลิกกล่อง ดูใต้ตัวเอง และเริ่มหน้าซีด

“แหวนหาย”

แม่เหมยตะโกนมาจากใต้ต้นปาล์ม

“อยู่กับแม่!”

เธอเดินมาหาพร้อมแหวนในมือ

“แม่เอาออกจากกระเป๋าเคนตอนสนามบิน กลัวหายไปกับกระเป๋าอีกใบ”

“แม่หยิบไปตอนไหนครับ”

“ตอนเธอหลับกอดหมอนรูปเป็ด”

หลิวหัวเราะเสียงดังจนคนบนชายหาดหันมามอง

เคนสวมแหวนให้เธอ มือสั่นเล็กน้อย เสียง “Blue Hawaii” ยังไหลอยู่เบื้องหลังอย่างนิ่งและสบาย ราวกับเพลงรู้ดีว่าในฉากสำคัญที่สุด เราไม่จำเป็นต้องใส่ดนตรีให้ดังเกินไป

12

It’s Nice to Go Trav’ling

เพลงสุดท้ายเกิดขึ้นบนเที่ยวบินกลับกรุงเทพฯ

หลังจากพาไปทั่วโลก อัลบั้มปิดด้วยมุกง่าย ๆ ว่า การเดินทางนั้นแสนดี แต่การกลับบ้านก็ดีไม่แพ้กัน

หลิวนั่งหลับพิงไหล่เคน แหวนอยู่บนนิ้ว แม่เหมยนั่งริมหน้าต่าง ถือปกแผ่นเสียงที่มีรอยพับไว้บนตัก

เคนฟัง “It’s Nice to Go Trav’ling” และเพิ่งเข้าใจว่า Come Fly with Me ไม่ใช่เพียงชุดเพลงที่เอาชื่อสถานที่มาวางต่อกัน มันมีเรื่องเล่าของตัวเอง เริ่มจากคำเชิญ ออกเดินทาง พบเมือง แสงแดด หิมะ หมอก ความคึกคัก ความเงียบ และสุดท้ายก็วกกลับมายังบ้าน

Sinatra ไม่ได้เป็นเพียงนักร้องในอัลบั้มนี้ เขาเป็นเจ้าบ้าน เป็นคนนำทาง เป็นชายผู้กางแผนที่ เปิดประตู และทำให้ผู้ฟังเชื่อว่าโลกทั้งใบสามารถพับเก็บลงในกระเป๋าเดินทางได้

ส่วน Billy May คือเครื่องยนต์ของการเดินทาง เสียงทองเหลืองของเขาผลักเพลงให้เคลื่อนไปข้างหน้า บางครั้งหนา บางครั้งทะเล้น บางครั้งฉูดฉาดเหมือนโบรชัวร์ท่องเที่ยวยุคเก่า แต่เต็มไปด้วยพลังจนข้อจำกัดเหล่านั้นมักละลายหายทันทีที่วงเริ่มเล่น

เคนเข้าใจด้วยว่าอัลบั้มนี้เป็นภาพของโลกผ่านสายตาคนอเมริกันปลายทศวรรษ 1950 โลกซึ่งการบินยังเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย ความหรูหรา และความฝันหลังสงคราม บางเมืองในเพลงเป็นสถานที่จริง บางเมืองเป็นจินตนาการของฮอลลีวูด และบางแห่งมีประวัติศาสตร์ซับซ้อนกว่าที่บทเพลงไม่กี่นาทีจะเล่าได้หมด

แต่เสน่ห์ของอัลบั้มไม่ได้อยู่ที่ความถูกต้องของแผนที่

มันอยู่ที่ความรู้สึกอยากออกจากที่เดิม

หลังกลับถึงกรุงเทพฯ เคนกับหลิวจัดงานแต่งเล็ก ๆ ในห้องฟังเพลงของบ้านแม่เหมย ปกแผ่นเสียง Come Fly with Me ที่ชำรุดถูกใส่กรอบแขวนไว้หลังโต๊ะพิธี ส่วนแผ่นที่ร้าวอยู่ในกรอบกระจกอีกใบ ด้านล่างมีป้ายเล็ก ๆ เขียนว่า

มันพาเราไปถึงที่หมายแล้ว

แขกในงานได้รับโปสต์การ์ดสิบสองใบ แต่ละใบเป็นภาพจากสถานที่หนึ่งในเส้นทาง คาปรีใต้แสงแดด เวอร์มอนต์ใต้แสงจันทร์ นิวยอร์กในฤดูใบไม้ร่วง มัณฑะเลย์ท่ามกลางฝุ่น ปารีสในเดือนเมษายน ลอนดอนยามค่ำ บราซิลที่เต็มไปด้วยสี ฮาวายริมทะเล และภาพสุดท้ายคือประตูบ้านแม่เหมยในกรุงเทพฯ

เมื่อถึงเวลาเต้นรำ เพลง “Come Fly with Me” ดังขึ้น

เสียงทองเหลืองของ Billy May เปิดกว้างเหมือนประตูสนามบิน Sinatra ร้องคำเชิญด้วยความมั่นใจแบบเดิม ราวกับตลอดหกสิบกว่าปีที่ผ่านมา เขายังยืนอยู่ข้างเครื่องบินลำนั้น รอให้คนรุ่นใหม่เดินตามขึ้นไป

เคนโอบเอวหลิว

“ทริปต่อไปไปไหนดี” เธอถาม

“ขอผมเปิดโปรแกรมดูก่อน”

หลิวหรี่ตา

เคนหัวเราะ “ล้อเล่น คุณเลือกเลย”

“ไม่วางแผนจริงเหรอ”

“วางนิดหน่อยก็ได้ แต่เผื่อที่ว่างไว้ให้หลงทาง”

แม่เหมยซึ่งกำลังเต้นกับเพื่อนเก่าหันมาพูดว่า “แล้วอย่าลืมหมอนเป็ด”

ทั้งสามหัวเราะ

นอกหน้าต่าง กรุงเทพฯ สว่างอยู่ใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืน เครื่องบินลำหนึ่งกำลังลดระดับลงสู่สนามบิน อีกลำกำลังทะยานขึ้น มองจากไกล ๆ แสงของมันเหมือนดาวซึ่งยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะออกเดินทางหรือกลับบ้าน

เคนคิดว่า บางทีชีวิตที่ดีก็ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

เราสามารถออกไปให้ไกลพอที่จะเปลี่ยนแปลง และกลับมาใกล้พอที่จะรู้ว่าที่ใดคือบ้าน

เพลงเดินทางมาถึงท่อนสุดท้าย หลิววางศีรษะบนไหล่ของเขา แม่เหมยยืนยิ้มอยู่ข้างกรอบแผ่นเสียงเก่า และในชั่วขณะนั้น โลกทั้งใบก็ดูเล็กพอจะเก็บไว้ในห้องหนึ่งห้อง

มีสูทตัวหนึ่ง

หมวกที่เอียงพอดี

กระเป๋าเดินทางสามใบ

แหวนหนึ่งวง

แผ่นเสียงที่เปิดไม่ได้อีกแล้ว

และเสียงของ Frank Sinatra ซึ่งยังคงยื่นมือออกมาเชื้อเชิญคนทุกยุคทุกสมัยด้วยประโยคเดิม—

มาเถอะ

บินไปด้วยกัน

Friday, 5 November 2010

Robert Plant - Band of Joy ****



Released -September 2010

Genre -Folk Rock, Blues, Bluegrass

Producer -Robert Plant, Buddy Miller

ขอคารวะหัวใจศิลปินของผู้ชายผู้มีนามเต็มๆว่า Robert Anthony Plant การตัดสินใจบนเส้นทางดนตรีของเขาช่างเด็ดเดี่ยวและไม่อ้างอิงถึงเงินตราหรือชื่อเสียงที่แสนจะยั่วยวน ปัจจัยเดียวที่แพลนต์ดูจะแคร์ก็คือ ก้าวต่อไปของเขา มันตื่นเต้นและทำให้เขารู้สึกถึงการผจญภัยเพียงพอหรือไม่ ดั่งเพลงหนึ่งในอัลบั้มใหม่นี้ที่อาจจะมีความหมายเป็นนัยๆถึงแนวทางของเขา “You Can’t Buy Me Love”

ในวัย 62 ปีและการทำงานในฐานะศิลปินเดี่ยวมาตั้งแต่ปี 1980 แต่สร้อยต่อท้ายชื่อเขาที่ยังไม่อาจสลัดออกไปได้เวลาคนเรียกขานนามก็คือ อดีตนักร้อง Led Zeppelin ผู้ยิ่งใหญ่ แพลนต์กลับมาร่วมงานดนตรีกับ จิมมี่ เพจ และ จอห์น พอล โจนส์ บวกกับ เจสัน บอแนม ลูกชายของ จอห์น บอแนม ผู้ล่วงลับ ในการแสดงครั้งเดียวที่ O2 ในลอนดอนเมื่อปลายปี 2007 เพื่ออุทิศให้ Ahmet Erthegun ผู้เคยเซ็นสัญญาพวกเขาเข้าสู่สังกัด Atlantic มันเป็นการ reunion ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งร็อค และทุกคนดูจะหวังว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาทำเพลงร่วมกันอีกครั้งของ Led Zeppelin รวมทั้งการออกตระเวณแสดงที่มีแฟนนับล้านคอยเฝ้าชมทั่วโลก แต่แพลนต์เป็นคนเดียวที่ไม่แยแสจะทำอะไรในนาม Zep ต่อ เขามองว่ามันเป็นการแสดงครั้งเดียวจบที่มีช่วงเวลาอันน่าประทับใจและไม่มีประโยชน์อะไรที่เขาจะทำในสิ่งที่เขาทำมาแล้วอีกครั้ง ไม่ว่าเพจและโจนส์จะพยายามอ้อนวอนแค่ใดหรือแม้แต่ใช้ลูกขู่ว่าจะหานักร้องคนอื่นมาแทนก็ตามที!

โรเบิร์ต แพลนต์อาจจะมีเหตุผลอื่นนอกเหนือจากที่เขากล่าวมา สังขารก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่ง การร้องเพลงที่ต้องใช้พลังระดับ Zep ในค่ำคืนเดียว มันคนละเรื่องกับการออกทัวร์และต้องตะเบ็งร้องแบบนั้นทุกคืน เป็นเดือนๆ มัน เป็นอะไรที่นักร้องต้องแบกรับมากกว่ามือกีต้าร์และมือเบสอย่างแน่นอน แพลนต์ตัดสินใจถูกต้องที่เลือกจะร้องเพลงในแนวทางที่เหมาะสมกับวัยตัวเอง ไม่ต้องการพลังและเสียงที่สูงปรี้ด แต่เน้นลีลาในการถ่ายทอดอารมณ์บทเพลง อัลบั้ม Raising Sands ที่เป็นผลงานของเขาคู่กับ Alison Krauss กลายเป็นผลงานสำคัญแห่งชีวิตของทั้งสองศิลปิน เสียงร้องของหนุ่มสาวต่างวัยคู่นี้โอบอุ้มกันไปอย่างงดงามในบทเพลงคันทรี่-บลูส์-รู๊ท ที่โปรดิวซ์โดยมือทองของ ที-โบน เบอร์เน็ตต์ มันเป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จเหนือความคาดหมายของทุกคนโดยสิ้นเชิง ทั้งเงินและกล่อง

แต่แพลนต์ก็ยังไม่คิดจะทำภาคต่อของ Raising Sands หรือแม้แต่กลับไปทำงานกับ The Strange Sensation ที่เคยทำงาน Mighty Rearranger กันออกมาได้ดีมากๆ เขากลับเลือกที่จะย้อนกลับไปสู่ยุคแรกของการทำงานของเขากับจอห์น บอแน่ม สมัยที่ยังไม่มีใครรู้จักคำว่า Led Zeppelin นั่นคือการกลับไปรื้อฟื้นวง ‘Band of Joy’ ขึ้นมาอีกครั้ง แต่มันก็คงเป็นในนามเท่านั้น เพราะสมาชิกของ Band of Joy ยุค 2010 นี้มีเพียงคนเดียวที่เป็น original member ก็คือตัวแพลนต์เอง แพลนต์ได้ บัดดี้ มิลเลอร์ มาเล่นกีต้าร์และช่วยโปรดิวซ์ร่วม เขามีส่วนสำคัญในสุ้มเสียงของอัลบั้มนี้ทีเดียว อีกคนที่หลายคนคงรู้จักคือ แพ๊ตตี กริฟฟิน ที่มาฝากเสียงสวยๆของเธอไว้หลายเพลง ทำให้คิดถึงเสียงของอลิสันเหมือนกัน เพียงแต่แพ๊ตตี้ไม่ได้ร้องประกบกับแพลนต์เหมือนอลิสันใน Raising Sands เพียงแต่เป็นการประสานเสียงหวานๆบางเบาเท่านั้น

Band of Joy เป็นการต่อยอดของแนวทางของ Raising Sands ที่กว้างขวางและเข้มข้นกว่าเดิม มันอาจจะไม่มีเสน่ห์เคลิบเคลิ้มเหมือนอัลบั้มหนุ่มสาวชุดนั้น แต่เซนส์ของการผจญภัยไปในดินแดนดนตรีอันสาบสูญของ Band of Joy นั้นเป็นประสบการณ์ดนตรีที่ท่านไม่ควรจะพลาดจริงๆ หลายเพลงพาคุณหลุดเข้าไปในยุคต้นๆของการก่อตัวของเพลงบลูส์ , บางอารมณ์กระเจิงไปกับอารมณ์รักบริสุทธิ์ของบทเพลงในยุค 50’s แต่บางจังหวะคุณเริ่มเอะใจว่าแพลนต์หักมุมพาคุณหลบหนีพุ่งทะยานสู่อนาคต หรืออย่างน้อยมันก็เป็นดนตรีที่คุณไม่อาจระบุยุคสมัย เสียงร้องของแพลนต์ในอัลบั้มถือว่าอยู่ในฟอร์มสดมากๆ แน่นอนว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่เขาได้ร้องในคีย์ที่เขารับมือได้แต่น้ำเสียง,พลัง และลีลาของเสือเก่าก็ยังไม่ส่อแววถดถอยแม้แต่น้อย

เพลงส่วนใหญ่เป็น cover หรือไม่ก็เพลง traditional หรือเพลงที่แพลนต์เอามาต่อยอด

Angel Dance เพลงเก่าอายุสิบขวบของ Los Lobos แพลนต์ชอบลักษณะการเดินเพลงแบบอาขยานของเพลงนี้และเสกมนต์ขลังของอคูสติกบลูส์ในแบบ Led Zeppelin ชุดที่สามเข้าไป ต่อเนื่องทางอารมณ์ในแนว Southern Gothic ในเพลง House of Cards ของริชาร์ด ทอมป์สัน Central Two O Nine เพลงเดียวในอัลบั้มที่เป็นเครดิตการแต่งของแพลนต์และมิลเลอร์ แต่ก็เป็นการต่อยอดจากเพลงบลูส์ของ Lightnin’ Hopkins Band of Joy แจมกันได้สนุกในเพลงนี้

แพลนต์เลือกเพลงของ Low จากอัลบั้ม The Great Destroyer ในปี 2005 มาเล่นในชุดนี้ถึงสองเพลงคือ Silver Rider ที่หลอกหลอนเวิ้งว้างกับ Monkey ที่อึกทึกครึกโครมอลหม่าน สองเพลงนี้กลืนไปกับเพลงบลูส์โบราณรอบๆมันอย่างแนบเนียน

ใครที่อยากฟังแพลนต์ร้องเพลงหวานๆเหมือนสมัย Honey Drippers คงจะได้โอกาสใกล้เคียงใน I’m Falling In Love Again เพลงเก่าจากปี 1966 ของ The Kelly Brothers เป็นดูว็อปที่ออดอ้อนน่าฟังที่ไพเราะไม่แพ้ Sea of Love หรือ Young Boy Blues ต่อกันได้กับ The Only Sound That Matters ของ Milton Mapes ที่เศร้าหวานงดงาม

จากปี 1965 เพลงของ Barbara Lynn ดาวรุ่งอาร์แอนด์บีของเท็กซัสในยุคนั้นในเพลง You Can’t Buy Me Love น่าจะเป็นเพลงที่เรียกเหงื่อแพลนต์ได้มากที่สุด ไม่ถึงกับเป็นเพลงที่ฟังแล้วลุกขึ้นเต้น แต่ก็กระฉึกกระฉักที่สุดในแผ่น แพลนต์บอกว่ามันคือ “Black American Pop จาก New Orleans ปี 1963ร็อคเบาๆตามมาคือ Harms Swift Way ที่ฟังคล้ายงานของ Traveling Wilburys เพลงท้ายๆในชีวิตของ Townes Van Zandt

แพลนต์มักจะพิถีพิถันกับเพลงท้ายๆของอัลบั้มเสมอ และใน Band of Joy ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น Satan Your Kingdom Must Come Down เป็นเพลง traditional blues แบนโจให้เสียงชวนขนลุกคลอไปกับการขับร้องที่ไร้ที่ติของแพลนต์

เพลงสุดท้าย Even This Shall Pass Away ฉีกแนวไปเลยจากเพลงอื่น มันเป็นการนำบทกวีในปี 1867 ของ Theodore Tilton มาใส่ทำนอง การบรรเลงของ Band of Joy ในเพลงนี้ราวกับแพลนต์จะเปิดไฟเขียวให้นักดนตรีทุกคน ใส่ กันได้ตามแต่จะเห็นงาม สุ้มเสียงแปลกๆจึงผุดขึ้นมาเต็มไปหมด หลายช่วงทำให้นึกถึงงานยุค Mighty Rearranger

Robert Plant สามารถทำมาหากินง่ายๆและได้เงินมากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการทัวร์สักรอบกับ Led Zeppelin หรือร้องเพลงเก่าๆในแบบ Rod Stewart หรือไม่ก็ไปร้องคู่กับอลิสันอีกซักอัลบั้ม แต่เขากลับเลือกทางที่ดูจะ ขาย ยากที่สุดกับ Band of Joy ผลลัพธ์: มันเป็นงานที่แฟนเพลงและตัวเขาเองควรภาคภูมิใจและเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่เยี่ยมที่สุดแผ่นหนึ่งในปี 2010 ครับ

Tracklist

01 Angel Dance
02 House of Cards
03 Central Two-O-Nine
04 Silver Rider
05. You Can’t Buy my Love
06 I’m Falling In Love Again
07 The Only Sound That Matters
08 Monkey
09 Cindy, I’ll Marry You One Day
10 Harms Swift Way
11 Satan Your Kingdom Must Come Down
12 Even This Shall Pass Away