Showing posts with label ledzeppelin. Show all posts
Showing posts with label ledzeppelin. Show all posts

Monday, 18 August 2014

Led Zeppelin II (remastered 2014)


THEY'RE SO HEAVY

Led Zeppelin II *****
deluxe edition 2014
produced by Jimmy Page
remastered by John Davis
original released 1969

อยู่ดีๆใครจะอยากควักสตางค์ซื้ออัลบั้มเก่าหงำที่ออกมาครั้งแรกเมื่อเกือบห้าสิบปีก่อน? แน่นอนมันต้องมีเหตุผล ที่อาจจะประมวลได้ดังนี้ 1) แฟนเพลงรุ่นกระเตาะที่เคยแต่ได้ยินสมญานามหรือฟังใน youtubeแต่ไม่เคยมีผลงานชิ้นนี้มานอนกอดลูบคลำตัวเป็นๆมาก่อน 2) แฟนเพลงที่สนใจและลุ่มหลงในด้านคุณภาพเสียงหรือเรียกกันว่าเหล่าออดิโอไฟล์ ซึ่งใคร่จะสัมผัสว่าการนำเอามาสเตอร์เก่ามาปัดฝุ่น (remaster)ใหม่ครั้งนี้จะมีการ"ปรับปรุง"หรือแม่แต่แค่ "เปลี่ยนแปลง" จากเวอร์ชั่นเก่าๆ(ที่เขาเองอาจจะไม่แน่ใจว่ามีอยู่ในตู้ที่บ้านอยู่กี่ฟอร์แมทแล้ว)อย่างไรบ้าง 3) เพลงพิเศษแทร็คใหม่ที่เพิ่มเติมมาจาก original version อันนี้ส่วนมากศิลปินหรือต้นสังกัดมักจะขุดกรุเอางานหายากหรือไม่เคยออกวางจำหน่ายเป็นทางการที่ไหนมาก่อนมาปลุกปั่นกิเลส 4) package อันสวยงาม, สร้างสรรค์ และอลังการ ที่อาจจะมี option ให้เลือกมากมายแล้วแต่สถานะทางเศรษฐกิจของผู้บริโภค 5) ไม่มีเหตุผลกลใดนอกจากเป็นแฟนพันธุ์แท้ที่ไม่มีวันตาย ความจงรักภักดีต่อศิลปินอยู่ในขีดขั้นสูงสุด ไม่ว่าจะมีผลงานอะไรออกมาก็ต้องขอสนับสนุนโดยปราศจากความลังเล

มองเผินๆเราอาจจะคิดว่าอภิมหาร็อคแบนด์อย่าง Led Zeppelin เป็นวงดนตรีที่นำของเก่ามา recycle,repackage กันเป็นล่ำเป็นสันพอสมควร แต่ความเป็นจริงแล้วในยุคดิจิตัลพวกเขานำผลงานทั้งหมดมารีมาสเตอร์กันอย่างเป็นทางการเพียงครั้งเดียวในยุค 90's  การ reissue ในปี 2014 นี้จึงจัดเป็นการทำ"ดิจิทัลรีมาสเตอร์"ครั้งที่สองของวงเท่านั้น การรีมาสเตอร์ครั้งนี้จะไม่ปล่อยออกมาทีเดียวหมด เริ่มจากล็อตแรกเป็นสามอัลบั้มแรกก่อน โดยในแต่ละชุดจะมีหลายฟอร์แมต ในที่นี้จะกล่าวถึงเพียงแต่ deluxe edition ของซีดีที่จะมี companion disc แนบมาด้วย (ไม่ได้แถม) ซึ่งเพลงในแผ่นเครื่องเคียงนี้ก็จะมีความน่าสนใจในระดับแตกต่างกันออกไป แต่จะเป็นแทร็คที่มีความเกี่ยวข้องกับวงในยุคของอัลบั้มนั้น

ผมขอเลือก Led Zeppelin II มากล่าวถึงใน GM2000 ฉบับนี้ ด้วยเหตุผลส่วนตัวในความใกล้ชิดสนิทแนบแต่อ้อนออก ส่วนในด้านความยอดเยี่ยมนั้น ทั้งสามอัลบั้มถือว่ามีจุดเด่นจุดด้อยหักลบกันแล้วกินกันไม่ลง สมควรมีไว้ครองทั้งสามอัลบั้ม
จิมมี่ เพจ อดีตนักกีต้าร์ประจำห้องอัดมือฉมังและสมาชิกวง The Yardbirds และลูกวงที่เขาสรรหามาจากสรวงสวรรค์อย่าง โรเบิร์ต แพลนต์, จอห์น พอล โจนส์ และ จอห์น บอนแฮม ได้ประกาศให้โลกรับรู้ตั้งแต่อัลบั้มแรกของพวกเขาในต้นปี 1969 แล้วว่าพวกเขาคือของจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์ตั้งแต่วินาทีแรก รากฐานอันหนักแน่นจากเพลงบลูส์และโฟล์ค ฝีมือและพลังอันเชี่ยวกรากของสมาชิกทุกคน และวิสัยทัศน์ทางดนตรีของเพจที่รับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์เองด้วย ทำให้ LedZeppelin อัลบั้มเปิดตัวของพวกเขาเป็นปรากฎการณ์แห่งดนตรีร็อค

พวกเขาบันทึกเสียงอัลบั้มแรกกันด้วยเวลาเพียง 30 ชั่วโมง (เพจยืนยันหนักแน่นในข้อมูลตรงนี้ เพราะเขาเป็นคนจ่ายค่าห้องอัดเอง) แต่มันเป็นในช่วงหลังจากที่พวกเขาฟอร์มวงกันมาแล้วระยะหนึ่งและออกทัวร์ยุโรปมาด้วยกันพักหนึ่งแล้ว ฝีมือและความเข้าขาในกันและกันจึงอยู่ในระดับสื่อสารกันทางจิต แต่ก็เหมือนหลายๆศิลปินที่ทำงานชุดแรกออกมาได้อย่างสุดยอด ปัญหาคือพวกเขายังจะมีอะไรที่จะไปต่ออีกไหมในอนาคต ไม่ต้องพูดกันให้ไกล ก็อัลบั้มที่สองนี่แหละ

แววว่างานชุดต่อมาของ Zep น่าจะมีปัญหาก็คือพวกเขาแทบไม่มีเวลาเป็นชิ้นเป็นอันในการทำอัลบั้มนี้เลย ด้วยเวลาทั้งหมดของพวกเขาหมดไปกับการทัวร์คอนเสิร์ตอันหนักหน่วง (และผลพวงพลอยได้พลอยเสียจากการทัวร์นี้ อาทิ สาวๆ เหล้ายาปลาปิ้ง และการทำลายโรงแรม อันเป็นความสามารถระดับตำนานอีกประการหนึ่งของวง) เพจและลูกทีมอาศัยการแต่งเพลงในห้องพักโรงแรม, ไอเดียลูกริฟฟ์ที่มักจะคิดได้ในขณะอิมโพรไวส์เพลง Dazed and Confused บนเวทีเมื่อคืนก่อนหน้า, บันทึกเสียงตามเมืองต่างๆแล้วแต่จะมีเวลาที่ไหนเมื่อไหร่ โดยแต่ละห้องอัดก็มีสภาพแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่โอลิมปิก และ มอร์แกนสตูดิโอในลอนดอน, เอแอนด์เอ็ม,ควอนตัม,มิเรอร์ซาวนด์ในแอลเอ, ห้องอัดเล็กๆที่ขนานนามกันว่า "กระท่อม" ในแวนคูเวอร์ แพลนต์เล่าเรื่องนี้ไว้อย่างสนุกว่า "มันโคตรจะบ้าบอ, เราแต่งเพลงกันในโรงแรมแล้วก็ไปอัดแบ็คกิ้งแทร็คในลอนดอน, ไปใส่เสียงร้องในนิวยอร์ค,อัดเสียงฮาร์โมนิก้าทับลงไปที่แวนคูเวอร์ แล้วก็มากลับมามิกซ์ตอนสุดท้ายในนิวยอร์ค"

ถ้าพวกเขาจะตั้งชื่อให้อัลบั้มนี้เป็นชื่ออื่นนอกจาก II มันก็อาจจะเป็น Zep On The Move และแม้ว่าจะอัดเสียงกันหลายต่อหลายที่ ซาวนด์ของอัลบั้มกลับฟังดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวไม่แปลกแยก มันไม่ใช่อัลบั้มที่มีซาวนด์เนี้ยบนิ้ง (ในแง่ของ fidelity ผลงานชุดนี้อ่อนด้อยกว่าชุดแรก) แต่ II มีความดิบสดของสุ้มเสียงที่ไม่เหมือนอัลบั้มใดๆของ Zep และความรีบเร่งฉุกละหุกตลอดการผลิต กลับทำให้มันเต็มไปด้วยความทรงพลังและเซ็กซี่ที่ทุกคนสัมผัสได้ทั้งในดนตรีและเนื้อหา

นอกจากเพจเองที่ทำให้สุ้มเสียงของ Led Zeppelin II ออกมาได้ยอดเยี่ยมแบบนี้ก็ต้องของคุณ Eddie Kramer เอ็นจิเนียร์ชื่อดัง (เขาเพิ่งมิกซ์อัลบั้ม Electric Ladyland ให้จิมี่ เฮนดริกซ์) ที่มานั่งมิกซ์กับเพจด้วยสองวันเต็มๆ เครเมอร์เล่าถึงการมิกซ์เสียงในช่วงกลางเพลง WholeLotta Love ที่ทั้งหลอนทั้งพลิ้วกันอุตลุตว่า "ไอ้ตรงช่วงที่ทุกๆอย่างกำลังอลหม่านนั่น จริงๆแล้วก็คือการผนวกพลังของผมกับเพจพล่านกันไปทั่วคอนโซลเล็กๆ หมุนปุ่มทุกปุ่มที่มนุษย์ชาติเคยรู้จักกันมา"

เมื่อพูดถึง Whole Lotta Love มันคือมหากาพย์อีกด้านของ Zep ที่แม้แต่ Stairway To Heavenก็ยังมิอาจสยบ ริฟฟ์สั้นๆของเพจในแทร็คนี้คือความยิ่งใหญ่ของดนตรีฮาร์ดร็อคที่เทียบได้กับสี่โน๊ตในซิมโฟนีหมายเลข 5 ของเบโธเฟน, บอนแฮมได้โชว์ฝีมือกลองระดับอัจฉริยะที่ไม่ได้มีแต่ความหนักหน่วงเพียงอย่างเดียวเหมือนที่ใครเข้าใจ, และแพลนต์..กับ every inch of his love.....อาจจะมีผู้ชายที่ร้องเพลงได้เซ็กซี่มากมายในโลก แต่จะมีใครเซ็กซี่แบบดิบเถื่อนและมีระดับในตัวเองได้เหมือนโรเบิร์ต?  ถ้าเพลงนี้จะมีปมด้อยหรือราคีก็ตรงข้อหาหยิบยกบางส่วนมาจากเพลง You Need Love ของ Willie Dixon แต่ก็ตกลงกันไปนอกศาลเรียบร้อยไปนานแล้ว Led Zeppelin II มีปัญหากับการละเมิดลิขสิทธิ์ตรงนี้อยู่หลายเพลงทีเดียว

เคล็ดลับที่ไม่ลับที่เพจมักกล่าวถึงเสมอคือหลักการ 'light and shade' (มีหนัก...มีเบา) ในการบรรเลงของ Zep และWhat is and What should never be ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ว่ากันว่าแพลนต์แอบแต่งเพลงนี้ให้กิ๊กคนโปรดของเขา (เพื่อความสมดุลย์กับ Thank You ที่แต่งให้ภรรยาในอีกไม่กี่แทร็คถัดมา) อารมณ์เพลงนี้ออกไปทาง jazzy พลิ้วๆมาก ก่อนที่จะมาลง 'shade' ในช่วงคอรัสให้สมเป็นวงฮาร์ดร็อคสักหน่อย

The Lemon Song ก็เป็นอีกเพลงที่มีแหล่งอ้างอิงจากเพลงบลูส์เก่าๆ คราวนี้เป็น 'Killing Floor' ของHowlin' Wolf และเนื้อร้องบางส่วนจาก Travellin' Riverside Blues ของ Robert Johnson แต่ฝีมือการบรรเลงของพวกเขาในแทร็คนี้ถือว่ามหาเทพ โดยเฉพาะลูกโซโล่ติดสปีดของเพจและการร่ายมนต์เบสสุดล้ำตลอดเพลงของโจนส์

Thank You เพลงช้าหวานที่แพลนต์แต่งเสียเยิ้มให้มัวรีนภรรยาสุดเลิฟ โจนส์เล่นออร์แกนในแทร็คนี้เสียงร้องของโรเบิร์ตบางช่วงฟังคล้ายร็อด สจ๊วต

ถึงตอนนี้ถ้าเป็นแผ่นเสียงก็ต้องพลิกมาเป็นหน้าบีที่เปิดตัวอย่างสุดสะท้านฟ้าด้วย Heartbreaker ช้า,หนัก เหมือนรถตีนตะขาบที่บดขยี้ไปข้างหน้า นี่คือเพลงโชว์เคสของเพจที่มีท่อน unaccompanied (คนอื่นหยุดหมด) มันลือลั่น ก่อนที่จะโซโล่อย่างเมามันส์พร้อมกับผองเพื่อน ต่อกันแบบแทบไม่เว้นช่องไฟด้วย Livin' Lovin' Maid (She's Just A Woman) ที่น่าจะเป็นเพลงที่"โจ๊ะ"ที่สุดของพวกเขา อาจจะดูง่ายไปหน่อยสำหรับ Zep แต่ก็ไม่บ่อยที่จะเห็นพวกเขาสนุกกันแบบนี้ในบทเพลง สมาชิกของวงส่วนมากจะไม่ค่อยชอบเพลงนี้ แต่ผมชอบนะ มันดูสนุกสนานและติดดินในแบบบ้านๆดี ที่ไม่น่าเชื่อว่าพวกเขาก็เล่นกันได้

 Ramble On เนื้อหาได้รับอิทธิพลจากงานเขียนของJ.R.R. Tolkien (Lord of The Rings) (จึงไม่น่าประหลาดใจที่เนื้อเพลงดูสละสลวยสวยงามเป็นพิเศษ)  อคูสติกกีต้าร์โดดเด่น และคาแรกเตอร์ของบทเพลงที่ชี้ไปถึงอนาคตของพวกเขาใน Led Zeppein III

น่าเสียดายที่เพลงโชว์กลองของบอนแฮม Moby Dick กลับไม่โดดเด่นเท่าที่ควร ช่วงโซโล่กลองของเขาดูเหงาๆ แทร็คนี้อาจจะเหมาะกับการเล่นไลฟ์มากกว่า ซึ่งบองโซ่มักจะโชว์การฟาดกลองด้วยมือเปล่า เรียกโลหิตออกมาเป็นขวัญตาผู้ชมเสมอ
และปิดท้ายด้วย Bring It On Home เพลงบลูส์ของ Willie Dixon ที่แพลนต์และเพจนำมาแต่งต่อโดยไม่ได้ให้เครดิตแก่ดิกซันอีกครั้ง นำมาซึ่งการฟ้องร้องอีกครา เป็นแทร็คที่ Zep ชอบนำมาเล่นในคอนเสิร์ตจนกระทั่งปี 1973

ความจริงความคลาสสิกของอัลบั้มนี้นั้นไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงอะไรกันมาก แต่ที่น่าขำก็คือนิตยสารRolling Stone เคยสับและแดกดันผลงานชุดนี้ของพวกเขาเอาไว้ไม่น้อยสมัยออกครั้งแรกเมื่อปี 1969 (ปัจจุบันนิตยสารเล่มนี้กลับลำมายกย่องเซพมานานแล้ว)

สุ้มเสียงของการรีมาสเตอร์ครั้งนี้ของจอห์น เดวิส แม้จะไม่แตกต่างจากเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้อย่างฟ้ากับเหว แต่ก็น่าประทับใจ ไม่มีร่องรอยของ loudness war ที่ compress เสียจนไม่เหลือไดนามิก (เหมือนอย่างที่เดวิสทำไว้ใน Mothership อัลบั้มรวมฮิตชุดสุดท้ายของ Zep เมื่อเจ็ดปีก่อน) เบสแน่นและนุ่มนวล บรรยากาศโดยรอบสะอาดเงียบแต่ก็ยังคงทรงพลังและความ"เดอร์ตี้"ที่เป็นซาวนด์เฉพาะตัวของ Led Zeppelin II อยู่ ถ้าใครจะซื้อเพราะการรีมาสเตอร์อย่างเดียว ผมก็ว่าคุ้มค่า

ส่วน companion disc จัดว่าพอใช้ได้เท่านั้น ไม่มีอะไรหวือหวาถึงขั้นนั่งกันไม่ติดโซฟา โดดเด่นที่สุดก็น่าจะเป็น Whole Lotta Love (rough mix with vocals) ที่น่าจะเป็นแบ็คกิ้งแทร็ค + เสียงร้องของแพลนต์ที่เป็นไกด์ แต่บางช่วงก็เหมือนจะไปอยู่ใน master ด้วย ไม่มีเสียงประสานและเสียงโซโลจากเพจ รวมทั้งช่วง 'jungle' กลางเพลงก็ยังไม่สมบูรณ์ ฟังเผินๆก็เหมือนพวกเขาซ้อมกันนั่นเอง แทร็คนี้แค่ได้ฟังเสียงร้องของแพลนต์ก็คุ้มแล้ว

อีกแทร็คที่น่าฟังมากๆก็คือ rough mix with vocal ของ Ramble On ที่เสียงร้องของแพลนต์เปี่ยมชีวา พอๆกับเบสที่เดินอย่างเริงร่าเข้ากับชื่อเพลงของโจนส์

Heartbreaker ในแบบ rough mix ท่านจะได้ฟังโซโลของเพจในอีกแบบหนึ่ง ทำให้สงสัยว่าจริงๆแล้วท่อนโซโลนี้ของเพจไม่น่าจะเป็นการเล่นสดๆโดยไม่ได้ตระเตรียมมาก่อนเหมือนที่เขาชอบเล่าเอาไว้เพราะมันมีเค้าโครงของการประพันธ์เอาไว้พอสมควร

มี backing track เปล่าๆเอาไว้ให้แฟนคาราโอเกะสามเพลงคือ Thank You และ Living Loving Maid (She's Just A Woman) ส่วน Moby Dick ก็เกือบจะเป็น master version ที่ตัดเสียงโซโล่กลองของบองโซ่ออก! แทร็คนี้ทำให้เราทราบว่าท่อนเดี่ยวกลองของบอนแฮมน่าจะเป็นส่วนที่ตัดต่อเข้ามาใส่ภายหลัง

ปิดท้ายด้วยเพลงหน้าใหม่ที่หลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินแม้แต่ชื่อ La La เป็นเพลงบรรเลงยาว 4:07 นาที จากการประพันธ์ของโจนส์และเพจ แทร็คนี้ดูเหมือนจะเป็นมิกซ์ที่มาจากเทป generation สูงๆ (เสียงไม่ค่อยดี) เพลงนำโดยออร์แกนฝีมือของโจนส์ในช่วงแรก รับช่วงต่อด้วยอคูสติกกีต้าร์และกีต้าร์ไฟฟ้าของเพจ มีลูกโซโล่งามๆหนึ่งช่วง ช่วงท้ายเพลงเหมือนเป็นการแจมอย่างสบายอารมณ์ยามบ่าย

แพ็คเกจทำเป็น gatefold สวยงามตามแบบฉบับของ LP ภาพประกอบสวยงามหายาก แต่ไม่มี linernotes อะไรมากมาย นอกจากรายละเอียดแต่ละแทร็คพอสมควร ถือว่าได้มาตรฐาน แต่ไม่ถึงกับงดงามน่าตะลึง

นี่คือประวัติศาสตร์ของดนตรีร็อคในช่วงรอยต่อของสองทศวรรษอันยิ่งใหญ่ 60's และ 70's ที่ Zep เหมือนจะสร้างสัญลักษณ์เอาไว้ ด้วยการนำอัลบั้มชุดที่สองของพวกเขาแผ่นนี้ เขี่ย Abbey Road..swan song ของ The Beatles ลงมาจากอันดับ 1 ของอัลบั้มชาร์ต 45 ปีผ่านมา ความตื่นเต้นของสุ้มเสียงอัลบั้มปกสิน้ำตาลนี้ยังคงมนต์ขลังไม่เสื่อมคลาย กรุณาเป็นเจ้าของมันเสียเถิดครับ ไม่ว่าคุณจะเคยมีมันแล้วหรือยัง!

หมายเหตุ:
1.ส่วนตัวผมซื้ออัลบั้มชุดนี้ด้วยเหตุผลที่ 2 และ 3 ครับ
2.Led Zeppelin และ Led Zeppelin III ถ้ามีโอกาสจะกล่าวถึงในภายหน้า แต่สั้นๆว่า companion disc ของทั้งสองชุดน่าสนใจกว่า II ครับ

tracklist
disc one:
1.Whole Lotta Love
2.What Is and What Should Never Be
3.The Lemon Song
4. Thank You
5.Heartbreaker
6.Living Loving Maid (She's Just A Woman)
7. Ramble On
8.Moby Dick
9.Bring It On Home

companion disc:
1.Whole Lotta Love (Rough Mix with Vocal)
2.What Is and What Should Never Be (Rough Mix with Vocal)
3.Thank You (Backing Track)
4.Heartbreaker (Rough Mix with Vocal)
5.Living Loving Maid (She's Just A Woman) (Backing Track)
6.Ramble On (Rough Mix with Vocal)
7.Moby Dick (Backing Track)
8.Lala (Intro/Outro Rough Mix)


Thursday, 26 February 2009

Led Zeppelin: Life Before Led (3-final)




มกราคม 1965 Eric Clapton ลาออกจาก The Yardbirds และ จิมมี่ เพจก็ได้รับคำเชิญจากวงเป็นครั้งแรกให้มาเล่นกีต้าร์แทน เพจปฏิเสธ และแนะนำ Jeff Beck แทน แต่เมื่อเขาถูกเชิญอีกครั้งหลังจากความผิดหวังในการรวมตัวกับนักดนตรีที่เล่นใน Beck’s Bolero ไม่นาน คราวนี้เพจไม่รีรอ เขาเริ่มต้นกับ Yardbirds ด้วยการเล่นเบสแทนที่ Paul Samwell-Smith แต่ไม่นาน เขาก็เปลี่ยนมาเล่นกีต้าร์คู่กับเบ็ค พวกเขามักจะเล่นริฟฟ์ไปพร้อมๆกันและผลัดกันโซโล สไตล์ของเจฟฟ์ดูจะไฮเปอร์กว่าของเพจที่เต็มไปด้วยความสุขุม,มั่นใจ
เจฟฟ์ เบ็ค ออกจาก The Yardbirds ไปหลังจากการทัวร์อเมริกาในปี 1966 จิมมี่ เพจควบตำแหน่งกีต้าร์ต่อคนเดียว เขาทำหน้าที่ประคองวงต่อไปได้อย่างไม่เลว จนกระทั่งฤดูใบไม้ผลิของปี 1968 พวกเขาก็สลายวง ทั้งๆที่ยังมีสัญญาทัวร์แถบสแกนดิเนเวียอยู่ ปีเตอร์ แกรนต์ผู้จัดการวงของ Yardbirds ในตอนนั้น (เขากลายมาเป็นผู้จัดการของ Led Zeppelin ในเวลาต่อมา) แจ้งให้เพจทราบว่า เขายังมีสิทธิใช้ชื่อวง Yardbirds อยู่
และเพจก็ยังต้องการจะใช้สิทธินั้น สิ่งที่เขาต้องหามาโดยด่วนก็คือ มือเบส (Chris Deja มือเบสคนเก่าของ Yardbirds ยังสองจิตสองใจอยู่ว่าจะเล่นต่อหรือไม่) นักร้อง และ มือกลอง สำหรับวง Yardbirds “ใหม่” นี้




Note: ผลงานบันทึกเสียงที่เพจทำไว้ร่วมกับ The Yardbirds มีดังนี้


ซิงเกิ้ล Happenings Ten Years Time Ago / Psycho Daisies (ตุลาคม 1966) เป็นซิงเกิ้ลเดียวที่ออกมาในยุคที่มีทั้งเพจและเบ็ค เบ็คเล่นลีดกีต้าร์ในทั้งสองเพลง Happenings… นั้นเพจเล่นริธึ่มกีต้าร์ (และอาจจะเล่นโซโลบางท่อน) ส่วนใน Psycho… เพจเล่นเบส (และอาจจะกีต้าร์ด้วย)


Yardbirds ในยุคเพจ/เบ็ค ยังบันทึกเสียงเพลง ‘Stroll On’ สำหรับซาวนด์แทร็คหนัง ‘Blow Up’ ด้วย(เพลงนี้ได้ไอเดียมาจากเพลง ‘The Train Kept A-Rollin’’


ลองเพลย์ ‘Little Games’ ออกมาในปี 1967 ยุคนี้เพจเล่นลีดคนเดียว เพราะเบ็คออกไปแล้ว เขานำ bow (คันชักไวโอลิน)มาเล่นในอัลบั้มนี้สองเพลงคือ Tinker Tailor Soldier Sailor และ Glimpses


อัลบั้ม The Yardbirds: "LIVE YARDBIRDS! FEATURING JIMMY PAGE” ออกมาในปี 1971 จากการแสดงในนิวยอร์คเมื่อปี 1968 เพจสั่งระงับการผลิตอัลบั้มนี้ในเวลาค่อมา อาจจะเป็นเพราะมันเต็มไปด้วยเสียงปรบมือปลอมๆที่อัดทับลงไป


The Yardbirds “BBC Sessions” ออกมาในปี 1997 แต่มีแค่ 6 เพลงที่มีเพจเล่นด้วย


ค่ำคืนหนึ่งในเซสชั่นการบันทึกเสียงอัลบั้ม Hurdy Gurdy Man ของ Donovan จอห์น พอล โจนส์ ในฐานะนักเรียบเรียงเสียงประสานในวันนั้น ได้เอ่ยปากขอเข้าร่วมวง ‘The New Yardbirds’ กับ จิมมี่ เพจที่มาเล่นกีต้าร์ในวันนั้นพอดี โจนส์อาจจะไม่ได้ต้องการเพจมากไปกว่าที่จะหา “ที่” ที่เขาจะสามารถแสดงฝีมือออกมาได้เต็มที่เหมือนกับเพจในช่วงก่อนหน้านั้น ด้วยฝีมือระดับโจนส์ที่เล่นเครื่องดนตรีได้หลายอย่าง จับแนวดนตรีได้กว้างขวาง แถมยังอะเรนจ์เพลงได้อีก เพจจึงรับเขามาเป็นสมาชิกของวงคนที่สอง (ต่อจากเขา) ทันทีบีเจ วิลสัน แห่ง Procol Harum และ Clem Cattini อดีตวง Tornadoes คือสองมือกลองที่เพจสนใจจะจีบมาเข้าก๊วน แต่ทั้งสองคนก็ไม่เล่นด้วย เทอรี่ รีด...(ยังจำเขาได้ไหม นักร้องที่แพล็นต์ยกย่อง) คือคนต่อไปที่ถูกหมายหัว เพจอยากได้เขามาร้องนำและเป็นกีต้าร์มือสอง แต่รีดเพิ่งเซ็นสัญญากับมิคกี้ โมสต์ไปไม่นานนี้เอง อย่างไรก็ตาม เทอรี่ได้แนะนำเพจให้ลองไปคุยกับโรเบิร์ต แพลนต์ เด็กหนุ่มวัย 19 ปีดู ตอนนั้นแพลนต์ตะบันไมค์อยู่กับวง Hobbstweedle จิมมี่ เพจจับรถขึ้นเหนือเดินทางไปเบอร์มิงแฮมเพื่อชมการแสดงของ Hobbstweedle ด้วยตาตัวเอง คืนนั้นแพลนต์และวงเล่นที่โรงเรียนฝึกหัดครูแห่งหนึ่งที่คนดูนั่งดูอย่างเซ็งๆ แต่ลีลาของเขานั้นสุดจะไดนามิค แพลนต์ดูจะเป็นแฟนตัวเอ้ของ Moby Grape และคืนนั้นพวกเขาก็เล่นกันแต่เพลงเวสต์โคสต์ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก สิ่งหนึ่งที่แล่นอยู่ในสมองของจิมมี่ก็คือ ไอ้หนุ่มผมทองคนนี้มันต้องมีปัญหาด้านบุคลิกภาพหรือเป็นคนที่ทำงานกับใครไม่ได้แหงๆ เพราะลีลาระดับนี้และก็ร้องมาสองสามปีแล้ว มันทำไมยังไม่ดังกระฉ่อนเกาะอีก? แน่นอนว่าเพจลากแพลนต์ลงใต้มาได้อย่างง่ายดาย และโชคซ้ำซ้อน แพลนต์ช่วยแก้ปัญหาเรื่องมือกลองให้เพจอีกด้วย แม้ว่าจะมีมือกลองมาขอออดิชั่นมากมาย แต่แพลนต์ก็แนะว่าลองไปฟังนาย จอห์น บอนแฮมตีดูก่อนเถิด เพจเคยได้ยินชื่อเสียงของเขามาก่อนแล้ว เพจไม่มีปัญหาใดๆในการมองทะลุว่าบอนแฮมคือขุมพลังสุดท้ายที่เขาค้นหา แต่บองโซก็ยังอิดออด เพราะเสียดายค่าจ้าง 40 ปอนด์/สัปดาห์ที่เขาได้ประจำจากการเล่นแบ็คอัพให้นักร้องอเมริกันโฟล์ค ทิม โรส แต่แพลนต์ก็ยืนยันว่ายังไงก็ต้องเอาเพื่อนเก่าของเขาคนนี้มาตีกลองให้ได้ “เขาเป็นมือกลองคนเดียวทีผมเห็นว่าเยี่ยม.” และสุดท้าย บองโซก็ทะยานขึ้นลำเรือเดียวกับ เพจ, แพลนต์ และ โจนส์ พวกเขาซ้อมกันครั้งแรกที่ชั้นใต้ดินของอาคารใน Gerrad Street, London ก่อนที่จะออกเดินทางสู่สแกนดิเนเวีย เพื่อเล่นในทัวร์ที่ Yardbirds มีสัญญาเอาไว้ นั่นคือเดือนกันยายน 1968 ทัวร์ของพวกเขาสร้างความตื่นตะลึงแก่ผู้ชมสแกนดิเนเวียนทุกผู้ในทุกการแสดง และนาทีนั้น เพจสำนึกว่าวงดนตรีที่เขารวบรวมขึ้นมาใหม่นี้มีคุณค่าในตัวเองเกินกว่าที่จะใช้ชื่อเดิมๆของ Yardbirds พวกเขายิ่งใหญ่พอที่จะมีนามของตัวเอง และในวันที่ 15 ตุลาคม 1968 สี่หนุ่มก็ขึ้นเวทีที่มหาวิทยาลัยSurreyด้วยชื่อที่ครั้งหนึ่งคีธ มูนเคยแนะเอาไว้แบบขำๆ อาจจะเป็นในวงเหล้าหลังจาก Beck’s Bolero sessions : LEAD ZEPPELIN แต่เพื่อป้องกันความสับสนในการออกเสียง พวกเขาตัดตัวเอออกไป (ไอเดียของปีเตอร์ แกรนต์)



Ladies and Gentleman….Led Zeppelin !

Led Zeppelin: Life Before Led (2)






ในเวลาเดียวกัน จิมมี่ เพจก็เดินหน้าสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองในฐานะมือกีต้าร์ห้องอัดชั้นนำของอังกฤษ เขาเล่นในเพลง Twist And Shout ของ Brian Pools & The Tremeloes (อันดับ 4 ในอังกฤษ, 4 กรกฎาคม 1963) , ฝากฝีมือการเล่นในแบบของ Eddie Cochran ไว้ในเพลง Just Like Eddie ของ Heinz ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน เพลงนี้ติดอันดับ 5 ในอังกฤษ ปีต่อมาเขาเล่นในเพลง Heart Of Stone ของ The Rolling Stones และเพลง Shout ของ Lulu (เพลงนี้เป็นเพลงแจ้งเกิดของเธอ ติดอันดับ7ในเดือนมิ.ย. 1964) เขามีส่วนสำคัญในเพลง Tobacco Road ของ The Nashville Teens (อันดับ6 ก.ค. 1964) เล่นในเพลงฮิตที่สุดของ Dave Berry – The Crying Game (อันดับ5 สิงหาคม 1964) และแม้แต่ทอม โจนส์ ก็ยังใช้บริการของจิมมี่ในเพลงอันดับ1เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1965 ของเขา-- It’s Not Unusual
งานเซสชั่นที่กล่าวมาข้างบนอาจจะไม่เป็นที่รู้จักกันนัก แต่ก็มีอยู่หลาย sessions ที่เพจเล่นกีต้าร์ไว้ให้ที่กลายเป็นตำนานร็อคไปแล้ว เพลงอันดับ1 เพลงแรกของ The Kinks ‘You Really Got Me’ (มันอาจจะเป็นเพลงเฮฟวี่/ฮาร์ดร็อคเพลงแรกๆของโลก) และเสียงกีต้าร์ที่ได้ยินในเพลงนี้ก็อาจจะเป็นฝีมือของเพจ (เดฟ เดวี่ส์แห่ง The Kinks ยืนยันว่าแม้เพจจะอยู่ในห้องอัดวันนั้น แต่เสียงกีต้าร์นั้นเป็นของเขา แต่ ริทชี่ แบลคมอร์แห่ง Deep Purple กลับบอกว่าเป็นเพจแน่ๆ เพราะเพื่อนของเขา Jon Lord เล่นคีย์บอร์ดในเพลงนี้ และลอร์ดก็มั่นใจว่าเขาไม่เห็นศีรษะของเดฟแต่อย่างใด-สรุปว่ายังสรุปไม่ได้)มกราคม 1965 เพจเล่นในเพลง Baby Please Don’t Go ของวงไอริชชื่อดังที่กำลังสร้างชื่อในอังกฤษ Them ที่มีนักร้องชื่อ แวน มอริสัน เพลงนี้ไม่มีข้อโต้แย้งว่าเป็นฝีมือเพจแน่ๆ แต่บิลลี่ แฮริสันมือกีต้าร์ของ Them ก็ยังอ้างว่า อย่างน้อยเขาก็เป็นคน “คิด” ท่อนริฟฟ์นี้เอง เพจยังไปโผล่ในซิงเกิ้ลแรกของ The Who ‘I Can’t Explain’ อีกด้วย พีท ทาวน์เซนต์มือกีต้าร์ของ Who ยังจำวันนั้นได้ดี เขาถามเพจ (ทั้งคู่เป็นเพื่อนกัน) ว่านายมาทำไมที่นี่วะ เพจตอบอย่างนิ่มนวลว่า เขามาเพื่อ “ให้น้ำหนักแก่เสียงกีต้าร์อีกนิดหน่อย กันจะมาเล่นริธึ่มเสริมลงไปแค่นั้น” และเพจก็ยังลามไปเล่นใน “Bald Headed Woman’ ที่เป็นหน้าบีของซิงเกิ้ลด้วยจอห์น พอล โจนส์ ก็วิ่งเข้าห้องอัดวุ่นวายไม่แพ้เพจจี้ แถมบางวันพวกเขายังเดินชนกันในสตูดิโอด้วยซ้ำ อย่างเช่นในการบันทึกเสียงเพลงเก่าของสโตนส์ As Tears Go By โดย แมรี่แอน เฟธฟูล โจนซี่เล่นเบสและเพจจี้เล่นกีต้าร์ ซิงเกิ้ลแรกของร็อด สจ๊วตในฐานะศิลปินเดี่ยว ‘Good Morning Little School Girl’ (กันยายน 1964)โจนส์ก็ไปช่วยเล่นด้วย เขายังอุตส่าห์หาเวลาไปออกงานเดี่ยวได้1แผ่นซิงเกิ้ล ‘A Foggy Day In Vietnam’ ในปีนั้น ยอดขายมันหายไปกับสายหมอก นอกจากเล่นเบสแล้วโจนส์ยังเป็น Musical Director ร่วมกับ Mickie Most ในเซสชั่นต่างๆมากมาย อาทิของ Rolling Stones, Nico, Tom Jones, Wayne Fontana และ The Walker Brothers เป็นต้นขณะที่โจนส์มี มิคกี้ โมสต์เป็นคู่หู เพจก็จับคู่กับโปรดิวเซอร์/ผู้จัดการของหินกลิ้ง Andrew Loog Oldham แอนดรูว์มีสังกัดของตัวเองชื่อ Immediate และเพจก็ปักหลักเป็นโปรดิวเซอร์และมือกีต้าร์ประจำสังกัดตั้งแต่สิงหาคม 1965แม้งานจะมาไม่ขาดสาย แต่เพจก็ยังรู้สึกว่าเขายังขาดอะไรไปอยู่ในชีวิตการเป็นนักดนตรี สิ่งนั้นก็คือการที่เขาจะแสดงความเป็นตัวตนของตัวเองออกมา เพจลองออกงานเดี่ยวเป็นโซโลซิงเกิ้ลเมื่อต้นปี 1965 She Just Satisfies แต่มันก็ยังไม่เพียงพอกับความปรารถนาในจิตใจและไฟสร้างสรรค์ที่เดือดพล่านของนักกีต้าร์หนุ่ม
------
16 พฤษภาคม 1966 เป็นวันที่จิมมี่ เพจเริ่มได้กลิ่นทิศทางใหม่ที่เขาจะหลุดพ้นไปจากงานเซสชั่นแบบเดิมๆ ที่ IBC Studios ในลอนดอน เพจ. โจนส์. นิคกี้ ฮอปกินส์ (เปียโน) และ คีธ มูน มือกลองราชาปาร์ตี้แห่ง The Who มารวมหัวกันเพื่อจะเล่นดนตรีให้ Jeff Beck ในเพลง Beck’s Bolero มันเป็นเซสชั่นที่ยอดเยี่ยมเหลือเชื่อ ทุกคนเล่นกันได้เข้าขาและเฉียบขาดแม้จะไม่เคยซ้อมกันมาก่อน หลังจากเซสชั่นนี้จบลง ทุกคนประทับใจกับปฏิกิริยาอันเข้มข้นที่เกิดขึ้นในห้องอัด ถึงกับมีการพูดคุยจะตั้งวงกันเป็นการถาวร จอห์น พอล โจนส์ เป็นคนเดียวที่ไม่แสดงท่าทีจะเข้าร่วม เพจเล่าว่า พวกเขากะว่าจะตั้งชื่อวงว่า ‘Led Zeppelin’ ชื่อที่มาจากคำประชดประชันของมูน ว่าวงคงจะร่วงไม่เป็นท่าเหมือนเรือเหาะที่ระเบิดกลางหาวลำนั้น แต่วงในฝันนี้ก็ไม่ได้เกิด ตำนานเล่าว่าสาเหตุใหญ่คือพวกเขาหานักร้องนำไม่ได้ (สองตัวเลือกที่ปฏิเสธตำแหน่งไปคือ Steve Winwood ซึ่งกำลังจะฟอร์มวง Traffic และ Steve Marriott ของ The Small Faces) Beck’s Bolero กลายเป็นหน้าบีของซิงเกิ้ลดังของเบ็คในปี 1967 Hi-Ho Silver Lining และเพจก็คงยังต้องค้นหาหนทางและที่ๆที่เขาจะแสดงผลงานของเขาอย่างสร้างสรรค์ต่อไป

Monday, 23 February 2009

Led Zeppelin: Life Before Led (1)


เส้นทางชีวิตของนักดนตรีสี่คนสมาชิกของ Led Zeppelin ไขว้กันไปมาอย่างสะเปะสะปะเล็กน้อย ก่อนที่ค้อนของพระผู้เป็นเจ้าจะเขี่ยจิมมี่ เพจ, จอห์น พอล โจนส์, โรเบิร์ต แพลนต์เข้ามาอยู่รวมกัน บทความนี้จะเล่าเรื่องความเป็นมาของเหตุการณ์ก่อนที่จะเป็น Led Zeppelin อย่างที่เรารู้จักกันดี

9 มกราคม 1944 เด็กชาย เจมส์ แพทริค เพจ ถือกำเนิดขึ้นที่ Heston, Middlesex เขาเป็นสมาชิกคนแรกของวงทื่ลืมตาดูโลก เลส พอลเป็นกีต้าร์ตัวแรกของเขาที่เพจได้มาในแบบมือสอง มือกีต้าร์คนโปรดของเขาในช่วงวัยรุ่นคือ เจมส์ เบอร์ตัน, เช็ท แอทกินส์ และ คลิฟฟ์ กัลลัพ (อยู่ในวงของจีน วินเซ็นต์) แผ่นเสียงแผ่นแรกในชีวิตของหนุ่มเพจคือ The Girl Can’t Help It ของ ลิทเทิล ริชาร์ดในปี 1957

นีล คริสเตียน roadie ของวง Red E Lewis & The Red Caps เป็นคนแรกที่เห็นแววในตัวเพจในปี 1959 เขาใช้ลูกตื้ออ้อนวอนให้ผู้ปกครองของเพจปล่อยให้ลูกชายมาเล่นดนตรีกับวง (ต้องออกจากโรงเรียนมาเลย) ด้วยค่าตัว 15 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ต่อมาคริสเตียนกับเพจก็ฟอร์มวงกันเองในชื่อ Neil Christian & The Crusaders

เพจเริ่มสร้างสุ้มเสียงของเขาเองหลังจากเล่นในวงกับนีลมาได้สักปีสองปี และในปี 1962 เขาก็รู้สึกว่าเขาโตเกินกว่าที่จะอยู่ในวง Crusaders อีกต่อไป (เพจและวงมีซิงเกิ้ลออกมาหนึ่งแผ่นชื่อ The Road To Love)

ด้วยความเหนื่อยล้าและปัญหาสุขภาพจากการตรากตรำทัวร์กับ Crusaders ทำให้เพจกลับมาเข้าโรงเรียน Sutton Art School แต่ก็ยังเล่นดนตรีอยุ่เป็นช่วงๆกับวง The Cyril Davies All Star ไมค์ ลีนเดอร์ โปรดิวเซอร์และนักเรียบเรียงของเดกกาเรคคอร์ดส์ประทับใจการเล่นของเพจกับวงนี้และชักชวนเพจให้มาเล่นกีต้าร์ในเพลง Your Mama’s Out Of Town ของ The Carter-Lewis Group นั่นเป็นการเริ่มต้นของการเป็นนักกีต้าร์รับจ้างในห้องอัดของเพจ (session musician) และการเป็น “มือปืนห้องอัด” นี้เองที่ทำให้เขาได้พบกับ อนาคตเลด เซพพลินอีกคน

จอห์น บาลวิน คือชื่อดั้งเดิมของจอห์น พอล โจนส์ เขาโผล่มายังโลกที่ Sidcup, Kent ในวันที่ 3 มกราคม 1946 พ่อแม่ของเขาเป็น Musical Comedy (พ่อของโจนส์มีรสนิยมทางดนตรีกว้างขวางมาก ทำให้จอห์นดูดซับดนตรีหลากหลายตั้งแต่รัชมานินอฟยันชาร์ล มิงกัส หรือ บิ๊ก บิล บูซซี่)

จอห์นเริ่มจับเครื่องดนตรีที่เปียโน, ออร์แกน และกีต้าร์ ก่อนที่จะมาพบว่าสิ่งที่เขาชอบที่สุดคือเสียงทุ้มลึกของกีต้าร์เบส อายุ 14 จอห์นเริ่มออกทัวร์กับพ่อแม่ของเขา และในปี 1963 เขาเข้าประจำการในฐานะมือเบสของ Jet Harris & Tony Meehan (เพจเคยเล่นกีต้าร์ให้วงนี้ในเพลง ‘Diamonds’ ซึ่งถือเป็นเพลงอันดับ1เพลงแรกของเพจในฐานะมือกีต้าร์เซสชั่น) แต่วงนี้ก็อยู่ได้แค่ 18 เดือน จอห์น พอล โจนส์ เลยหันไปเป็นมือเบสรับจ้างเต็มตัว

31 พฤษภาคม 1948 คุณแม่ของจอห์น เฮนรี่ บอนแฮมใช้เวลาถึง 26 ชั่วโมงในการคลอดบุตรชายคนนี้ จอห์นเกือบเอาชีวิตไม่รอด หัวใจเขาไม่เต้นในตอนเกิด แต่น่าอัศจรรย์ที่แพทย์และพยาบาลสามารถช่วยชีวิตเขาไว้ได้ ไม่นานนักพลังทั้งมวลก็มาสู่ตัวบอนแฮม หลังจากเขาได้ดูหนังเรื่องหนึ่งของมือกลองตำนานแจ๊ส จีน ครุปปาที่ท่านโชว์การโซโลกลองไปบนกลองทุกชิ้น บอนแฮมก็ไม่รีรอที่จะเลียนแบบฮีโร่ของเขา ในวัยห้าขวบ บอนแฮมเข้ายึดเครื่องครัว ใช้มืดและซ่อมฟาดไปบนกล่อง,กระป๋อง และอะไรก็ได้แถวๆนั้น ก่อนที่บองโซจะทำลายข้าวของในครัวหมด ทางบ้านก็ซื้อสแนร์ดรัมให้เขาตอนอายุ 10 ขวบ และทยอยซื้อให้จนครบชุดในอีกห้าปีต่อมา แม้มันจะอยู่ในสภาพเหมือนโบราณวัตถุสนิมเขรอะ แต่ก็ไม่มีอะไรหยุดเขาจากความปรารถนาในการจะเป็นดรัมเมเยอร์....เอ๊ย...ดรัมเมอร์...ได้

หลังจากคุณครูใหญ่เขียนไว้ในสมุดพกว่าเขา “เป็นคนกวาดถนนที่ดียังไม่ได้เลย” บอนแฮมก็เริ่มออกเล่นกับวงท้องถิ่นตั้งแต่อายุ 14 ปี โดยเริ่มจากวง The Blue Star Trio และ Terry Webb & The Spiders เสียงกลองของเขาได้รับการบันทึกเสียงเป็นครั้งแรกในเพลง She’s A Mod ของThe Senators ในปี 1964 วงต่อมาในช่วงสั้นๆของเขาคือ A Way Of Life ที่เล่นในแนวของครีม/จิมมี่ เฮนดริกซ์ ก่อนที่เขาจะมาอยู่กับวงที่เน้นแนวบลูส์มากขึ้นอย่าง Crawling King Snakes ที่ๆที่เขาได้พบกับนักร้องนาม โรเบิร์ต แพลนต์

แพลนต์แหกปากร้องครั้งแรกในชีวิตที่ Bromwich, Worcestershire ในวันที่ 20 สิงหาคม 1948 พ่อเขาเป็นวิศวกร แพลนต์เริ่มต้นมากับดนตรีโฟล์คอเมริกันก่อนที่จะก้าวมาสนใจบลูส์และโซล แผ่นเสียงแผ่นแรกของเขาคือ Shop Around ของ สโมคกี้ โรบินสันในต้นปี 1960 สามปีต่อมาเขาก็เริ่มที่จะออกมาร้องเพลงให้ชาวบ้านฟังเองบ้าง “ผมเป็นไอ้นักร้องที่ไว้เคราไม่ขึ้นผู้ซึ่งเคยเล่นฮาร์โมนิกาและร้องแต่เพลงเก่าๆของมัดดี้ วอเตอร์ส” แพลนต์อธิบายตัวเองในยุคนั้นไว้อย่างนั้น

หลังจากออกจากวง The Crawling King Snakes แพลนต์ก็ไปร้องและเล่นให้วงต่างๆอีกหลายวงในเบอร์มิงแฮม เขาออกซิงเกิ้ล You Better Run กับวง Listen ในปี 1966 และยังออกงานเดี่ยวอีกสองเพลงคือ Our Song/Long Time Coming

1968 แพลนต์และบองโซโคจรมาพบกันอีกครั้งในวง Band Of Joy ระหว่างการทัวร์ครั้งหนึ่งของวง แพลนต์ได้พบกับยอดนักร้องอีกคน-- เทอรี่ รีด ซึ่งแพลนต์ชื่นชมและประทับใจสไตล์การร้องของเทอรี่มากๆ หนึ่งปีต่อมา เทอรี่เป็นบุคคลสำคัญที่จะเปลี่ยนชีวิตของแพลนต์และบอนแฮมไปโดยสิ้นเชิง

Saturday, 21 February 2009

พ่อครับ...ผมทำได้ (Led Zeppelin Reunion Report)

O2 London, December 10 ,2007





ไม่มีใครจะเข้าใจว่าภาระที่เขาแบกไว้บนบ่าและข้อมือทั้งสองข้างของ Jason Bonham ในคืนวันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม 2007 นั้นมันสาหัสแค่ไหน นอกจากตัวเขาเอง อีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เขาต้องรับหน้าที่มือกลองในตำแหน่งที่ไม่อาจมีใครทดแทนได้ เบื้องหลัง Jimmy Page, Robert Plant และ John Paul Jones ในนามของ Led Zeppelinตำแหน่งที่เมื่อเกือบสามสิบปีก่อน ผู้ที่นั่งอยู่ตรงนั้น คือพ่อของเขา John Bonham

John เสียชีวิตจากการสำลักอาเจียนตัวเองขณะเมามายในปี 1980 และ Led Zeppelin ก็ประกาศยุบวง พวกเขาไม่เคยเล่นคอนเสิร์ตเต็มๆร่วมกันอีกเลย นอกจากการแสดงสั้นๆใน Live Aid และงานฉลอง 40 ปีของ Atlantic Records น่าเสียดายที่ทั้งสองงาน Led ทำไม่ได้ถึงมาตรฐานเดิมแต่ในคืนนี้ สมาชิกทั้งสามยินดีกลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง สำหรับคอนเสิร์ตหางานเข้ากองทุนของ Armet Ertegun บุรุษผู้มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ของวง เขาเป็นคนเซ็นสัญญากับ Led Zeppelin เมื่อปี 1968 เจสันเป็นตัวเลือกแรกสำหรับตำแหน่งมือกลองนี้ และพวกเขาซ้อมกันมาอย่างเข้มข้นตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมาเจสันออกมาให้สัมภาษณ์อย่างมั่นใจหลายครั้งก่อนการแสดงว่า เขาเชื่อมั่นว่างานนี้คนดูจะต้องอ้าปากค้าง ถ้าเพียงแต่ Led Zeppelin เล่นได้ครึ่งเดียวของการซ้อมงานนี้จะเป็นการแจ้งเกิดของมือกลองวัย 41 ปีอย่างแท้จริง แต่ถ้าเขาพลาดหรือเล่นได้ไม่ถึงระดับ ทุกอย่างจะป่นปี้ลงโดยพลัน เรื่องจะไม่ยากเลย ถ้าบังเอิญสิ่งที่พ่อเขาทำเอาไว้ ไม่ใช่การเล่นกลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เพลงร็อค! ก่อนการแสดง 45 นาที เจสันเครียดขนาดหนัก ถึงกับอาเจียนออกมา สร้างความกังวลให้กับคนรอบข้างอย่างหนักว่าเขาจะไหวเร้อแต่แล้วเวลา 21 นาฬิกาที่ O2 arena ใน London เจสันก็ขึ้นไปเคาะไม้กลองพร้อมจะเริ่มต้นการแสดงคอนเสิร์ตรียูเนียนครั้งสำคัญที่สุดจนได้ เขาตัดผมเลี่ยนโล่งและอยู่ในสภาพฟิตปั๋ง เสียงกระเดื่องรัวถี่ที่แฟนๆจำได้ดีดังกระหึ่มขึ้นจากฝีเท้าของเขา Led Zeppelin ไม่มีทางเริ่มต้นการแสดงนี้ไปได้ดีกว่านี้อีกแล้ว ด้วยเพลงแรกจากอัลบั้มแรกของพวกเขา Good Times Bad Times จิมมี่ เพจในชุดดำสนิทตัดกับผมสีเงินและรูปร่างผอมเพรียวดูไม่ต่างอะไรกับพ่อมดลึกลับบนคอกีต้าร์ โรเบิร์ต แพลนต์ไว้หนวดเครารับกับหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยของวันเวลา และ จอห์น พอล โจนส์ ผู้ซึ่งนอกจากผมที่ตัดสั้น ดูไม่ต่างจากยุค70's ไปสักเท่าไหร่ นานแสนนานแล้วที่เราไม่ได้เห็นเขาบนเวที แค่เพลงแรก แฟนๆที่เข้ามาชมใน O2 ก็ทราบแล้วว่า งานนี้ไม่มีผิดหวังแน่นอน แม้ว่าเสียงอาจจะยังไม่ลงตัวนัก พวกเขาเล่นกันต่อเนื่้องอีกรวมแล้ว 130 นาที เป็นเพลงร็อคอีเล็กทริคล้วนๆ ไม่มีช่วงอคูสติกอย่างที่หลายคนรอคอย เสียงกลองของเจสันช่าง funky และ dancable โรเบิร์ตยังร้องได้ยอดเยี่ยมแม้จะต้องลดคีย์ลงในบางช่วง โจนส์เติมเต็มช่องว่างด้วยเบสและคีย์บอร์ดทำให้บทเพลงเหล่านั้นเป็น Led Zeppelin ขึ้นมาจริงๆ ไม่เหมือนกับยุคที่ Page&Plant แอบมาเล่นกันสองคนโดยไม่ชวนเพื่อน และจิมมี่...โซโลของเขาไม่กราดเกรี้ยวเหมือนเดิม แต่พลังของท่อนริฟฟ์แต่ละท่อนที่ถาโถมเข้ามายังคงความอลังการและหนักหน่วงไม่เสื่้อมคลาย ช่วงเวลาที่เขาชักคันสีไวโอลินมารูดกับสายโลหะของกีต้าร์ใน Dazed And Confused ท่ามกลางแสงเลเซอร์ปิระมิดสีเขียว ทำให้ดูเหมือนยุค 70's ไม่ได้หายไปไหนสักนิด บางคนสงสัยว่าแพลนต์จะยอมร้อง Stairway To Heaven หรือเปล่า แต่ผมไม่คิดว่าเขาจะมิอาจไม่ร้องได้ ในยุค70's แสงไฟแช็คในมือของผู้ชมจะโบกไปมากับจังหวะอันล่องลอยของเพลงนี้ แต่ในปี 2007 แสงนั้นเปลี่ยนไปเป็นกล้องโทรศัพท์มือถือแทน จบเพลงแพลนต์เงยหน้ากล่าวกับฟากฟ้า "อาร์เมตต์" "เราทำได้"พวกเขาจบการแสดงด้วย Kashmir ที่เล่นกันอย่างเชื่องช้ากว่าเดิม แต่หนักแน่นกัมปนาท เสียงคีย์บอร์ดจากโจนส์และกองทัพกีต้าร์จากเพจแน่นอนต้องมีอังกอร์ และจะเป็นเพลงอื่นไปไม่ได้นอกจาก Whole Lotta Love ท่อนริฟฟ์สะท้านฟ้า หนักหน่วงก้าวร้าวถึงขีดสุด ภาพบนจอมอนิเตอร์ด้านหลังก็ดุเดือดไม่แพ้กัน แพลนต์ประกาศศักดาด้วยเสียงกรีดร้องสุดท้าย You-need----LOOOOOOOOOOOOOOOVVEEEEEEEE!!!!!!! ที่ก้องสะท้อนข้ามฝั่งแม่น้ำเทมส์เมื่อถึงอังกอร์ที่สอง Rock And Roll คนดูนั้นเรียกได้ว่า "บ้าไปแล้ว" Led Zeppelin ใส่ทุกอย่างที่พวกเขามีเหลือลงในบทเพลง วิ่งเข้าเส้นชัยด้วยสปีดสุดท้ายอย่างหมดจดจบการแสดง เพจ แพลนต์ และ โจนส์ โค้งคำนับคนดูเป็นครั้งสุดท้าย ขณะที่เจสันคุกเข่าลงต่อหน้าเพื่อนของพ่อทั้งสาม ทำนองว่า เขาไม่คู่ควรกับสิ่งนี้ แต่ความจริงคือ เขาคู่ควรแล้ว มันต้องเป็น Bonham เท่านั้น






Led Zeppelin | Mothership ****





Led Zeppelin Mothership (Atlantic/Warner) 2007 ****

Led Zeppelin คือบรรพบุรุษของดนตรีสายหนักรูหู Heavy Metal มาพร้อมๆกับ Black Sabbath พวกเขาเริ่มมีผลงานออกมาในช่วงรอยต่อของทศวรรษ 60’s และ 70’s ก่อนจะประกาศยุบวงไปในปี 1980 หลังการเสียชีวิตของมือกลอง John Bonham จากอุบัติเหตุหลังค่ำคืนอันเมามาย ตลอดทศวรรษ 70’s ที่พวกเขาครองความยิ่งใหญ่ในวงการร็อคอย่างหาใครเทียบเคียงได้ยาก Zep ออกงาน studio album มาทั้งหมด 8 ชุด งานทั้งหมดอยู่ในขั้นดีจนถึงระดับคลาสสิกทั้งสิ้น Mothership คืองานรวมเพลงเอกรอบที่สามแล้วของวง Jimmy Page มือกีต้าร์ หัวหน้าวง และโปรดิวเซอร์ Robert Plant นักร้องนำ และ John Paul Jones มือเบสและคีย์บอร์ด สามสมาชิกที่ยังมีชีวิตอยู่นั่งเลือกเพลงกันเองสำหรับอัลบั้มนี้ โดย24 แทร็คใน Mothership จะกระจายมาจากทั้ง 8 อัลบั้มนั้น ทุกเพลงรีมาสเตอร์ใหม่โดย John Davis ที่ Alchemy Mastering ในลอนดอน อาร์ทเวิร์คทำได้สง่างามสมศักดิ์ศรี (ไม่ดูกิ๊กก๊อกเหมือนงานรวมเพลงชุดก่อน Early Days & Latter Days) ฝีมือของ Shepard Fairey ผู้เคยทำโปสเตอร์ภาพยนตร์ประวัติ Johnny Cash: Walk The Line มาก่อน ชอบที่เขานำ font แบบเดิมๆที่ Zep เคยใช้ในยุค The Song Remains The Same มาใช้ โทนสีดำ-แดง-ขาว ดูแล้วนึกถึง The White Stripes นิดๆ (ขณะเดียวกันอัลบั้มล่าสุดของ WS ก็มีซาวนด์ของ Zep เต็มๆ) ถ้าท่านไม่มีงานของ Zep มาก่อนอัลบั้มคู่นี้เหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นบทเริ่มต้นในการลิ้มลองดนตรีของวงร็อคยิ่งใหญ่วงนี้ แผ่นแรกจะเป็นการคัดเพลงจากอัลบั้ม Led Zeppelin, II, III และ IV เพลงของพวกเขาในยุคแรกจะเห็นร่องรอยของความเป็นบลูส์ชัดเจน แต่ทุกอย่างถูกนำมาขยายสเกลขึ้นจนเข้มข้นและอลังการถึงขีดสุด เอกลักษณ์อีกอย่างของดนตรีของพวกเขาคือ Light and Shade กล่าวคือมีหนักมีเบา ไม่ได้ใส่กันรุนแรงหนักหน่วงตลอดเวลาเหมือนเมตัลบางวง ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Babe I’m Gonna Leave You จากอัลบั้มแรกที่มีช่วงอคูสติกเวิ้งว้างสลับกับช่วงถล่มเครื่องดนตรีทุกชิ้นอย่างเมามัน หรือจะเป็นเพลงเอกตลอดกาล Stairway To Heaven ที่มีทุกอย่างในความเป็น Led Zeppelin อย่างที่ผมคงไม่ต้องอธิบายอะไรแล้วกระมัง อย่างไรก็ตาม Mothership ดูจะโฟกัสไปที่เพลงหนักหนาและเป็น epic มากกว่า เราจึงไม่เห็นเพลงโฟล์คเพราะๆอย่าง That’s The Way หรือ Going To California ในงานนี้ แผ่นสองเริ่มจากอัลบั้ม Houses Of The Holy ที่เป็นช่วงที่พวกเขาเริ่มหาทางออกใหม่ๆหลังจาก peak ไปแล้วจากอัลบั้มที่ 4 ซึ่งก็น่าทึ่งที่ทางวงทำเพลงแนวใหม่ๆได้เยี่ยมไม่แพ้ยุคแรก ไม่ว่าจะเป็น D’Yer Mak’er ที่อาจจะเป็นเร็กเก้ที่บีทหนักที่สุดในโลก หรือ No Quarter ที่คีย์บอร์ดของโจนส์เป็นพระเอกนำเพลงล่องลอยนำพามาซึ่งความรู้สึกน่าสะพรึงกลัว Zep มามี masterpiece อีกครั้งกับอัลบั้มคู่ Physical Graffiti ที่มีเพลงเอก Kashmir สองอัลบั้มสุดท้ายพวกเขาเริ่มตกลงไปนิดหน่อย แต่ก็ยังมีงานระดับห้าดาวอีกเพลงคือ Achilles Last Stand ที่น่าจะเป็นต้นแบบของ Progressive Metal อย่าง Dream Theater ในแง่ของคุณค่าของเพลงในซีดีสองแผ่นคู่นี้ถือเป็นสมบัติล้ำค่าของวงการร็อค อย่างไม่ต้องสงสัยแต่ถ้าจะถามว่ามันจะดีกว่านี้ได้อีกไหม ผมก็คิดว่ายังงไปได้อีก ตามประสาคนโลภมาก เมื่อเห็นเวลาในซีดียังเหลือ ถ้าเพิ่มเพลงแนวโฟล์คดังกล่าวเข้าไปอีกเพลงสองเพลงเพื่อนำเสนออีกด้านของ Zep และขอแถมเป็นการส่วนตัวกับเพลงโปรด Misty Moutain Hop จากชุด IV กับ In My Time Of Dying จาก Physical… นั่นคงเป็นงานรวมเพลงที่เพอร์เฟ็ค...ยิ่งไปกว่านี้ ในด้านคุณภาพเสียง Mothership มีการทำมาสเตอร์ที่ดังกว่า สดใสกว่า เวอร์ชั่นเดิมของ Jimmy Page และ George Marino เมื่อปี 93 คอออดิโอไฟล์บางกลุ่มอาจจะไม่ชอบ แต่ถ้าไปถามนักฟังทั่วๆไปดูเหมือนส่วนใหญ่จะถูกใจกับซาวนด์ที่ฟัง “เอามันส์”แบบนี้ ขณะที่เขียนอยู่นี้เหลืออีกห้าวันก่อนที่วงจะเล่นคอนเสิร์ตรียูเนียนกันในลอนดอน ซึ่งว่ากันว่าเป็นการ come back ที่ฮือฮาที่สุดในวงการดนตรีในรอบหลายปี.....