Showing posts with label beatles. Show all posts
Showing posts with label beatles. Show all posts

Friday, 17 July 2026

The Beatles: ชีวประวัติฉบับ 5 นาที

 

The Beatles: สี่หนุ่มจากลิเวอร์พูลที่เปลี่ยนเสียงของโลก

หรือเรื่องของชายสี่คนที่ไว้ผมทรงเดียวกัน แล้วทำให้มนุษยชาติหยุดกรีดร้องไม่ได้

คืนวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 1964 ครอบครัวชาวอเมริกันกว่า 23 ล้านครัวเรือนพร้อมใจกันนั่งหน้าจอโทรทัศน์ นี่เป็นเรื่องน่าทึ่ง เพราะโดยปกติการทำให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวตกลงดูรายการเดียวกันได้นั้นต้องอาศัยเรื่องราวของภัยพิบัติระดับชาติ หรือไม่ก็...โทรทัศน์มีอยู่เพียงเครื่องเดียวในบ้านนั้น

พิธีกร Ed Sullivan ประกาศต้อนรับวงดนตรีหนุ่มจากอังกฤษชื่อ The Beatles จากนั้นเสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นราวกับมีใครปล่อยหนูหลายพันตัวเข้าไปในห้องส่ง ผู้ชมราว 73 ล้านคนเห็น John Lennon, Paul McCartney, George Harrison และ Ringo Starr เล่นดนตรีสด แม้คำว่า “ได้ยิน” อาจไม่ตรงนัก เพราะเสียงแฟนเพลงดังจนเครื่องขยายเสียงดูเหมือนอุปกรณ์ตกแต่งเวที

สำหรับชาวอเมริกันจำนวนมาก นั่นคือคืนที่โลกป๊อปเข้าสู่ยุคใหม่ สำหรับพ่อแม่บางคน มันคือคืนที่พวกเขาเริ่มสงสัยว่าทำไมลูกสาวจึงร้องไห้ให้ชายอังกฤษที่ไม่เคยพบ และทำไมชายเหล่านั้นจึงไม่ยอมไปตัดผมเสียที

แต่เรื่องของ The Beatles ไม่ได้เริ่มจากโทรทัศน์อเมริกันหรือเสียงกรีดร้องของวัยรุ่น มันเริ่มในลิเวอร์พูล เมืองท่าทางตอนเหนือของอังกฤษ ซึ่งในเวลานั้นอยู่ห่างจากศูนย์กลางธุรกิจดนตรีพอสมควร เหมือนตั้งใจจะเป็นสถานที่ซึ่งไม่มีใครคาดหวังว่าการปฏิวัติวัฒนธรรมจะเกิดขึ้น

John Lennon เติบโตมากับร็อกแอนด์โรลอเมริกัน ในช่วงกลางทศวรรษ 1950 เขาตั้งวงสกิฟเฟิลชื่อ The Quarrymen สกิฟเฟิลเป็นดนตรีที่เปิดโอกาสให้คนหนุ่มเล่นเพลงโดยใช้อุปกรณ์เท่าที่หาได้ นับเป็นแนวคิดที่ดีมากสำหรับวัยรุ่นที่มีความทะเยอทะยานสูงแต่มีเงินต่ำ

วันที่ 6 กรกฎาคม 1957 The Quarrymen ไปเล่นในงานประจำปีของโบสถ์ St Peter’s ที่วูลตัน เพื่อนคนหนึ่งแนะนำ John ให้รู้จัก Paul McCartney เด็กหนุ่มที่เล่นกีตาร์ได้ รู้วิธีตั้งสาย และจำเนื้อเพลงได้ครบถ้วน คุณสมบัติข้อสุดท้ายนี้ดูธรรมดาในปัจจุบัน แต่สำหรับวงดนตรีวัยรุ่นยุคนั้น มันอาจเทียบได้กับการพบคนที่อ่านภาษาละตินออกพร้อมซ่อมเครื่องยนต์ได้ด้วย

Paul เข้าร่วมวงในเวลาต่อมา แล้วพา George Harrison เพื่อนนักเรียนที่อายุน้อยกว่าเข้ามาในปี 1958 John ไม่แน่ใจในตอนแรกว่า George เด็กเกินไปหรือไม่ ซึ่งฟังดูขบขันเมื่อพิจารณาว่าพวกเขาทุกคนยังเด็กเสียจนหากมีใครขอเช่ารถ พนักงานคงหัวเราะ

George พิสูจน์ตัวเองด้วยการเล่นกีตาร์ได้เก่งพอ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสามจึงเริ่มขึ้นจากการเล่นเพลงของ Elvis Presley, Little Richard, Chuck Berry และ Buddy Holly ก่อนจะค่อย ๆ กลายเป็นส่วนผสมระหว่างมิตรภาพ การแข่งขัน และความต้องการเอาชนะกันทางความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นวิธีสุภาพในการบอกว่าพวกเขารักกันมาก แต่ก็ไม่ต้องการให้อีกฝ่ายแต่งเพลงดีกว่าตน

ก่อนจะเป็นสี่หนุ่มที่โลกจำได้ วงผ่านทั้งชื่อและสมาชิกหลายชุด Stuart Sutcliffe เพื่อนสนิทของ John เข้ามาเล่นเบส ส่วน Pete Best รับตำแหน่งมือกลอง ชื่อวงเปลี่ยนจาก The Quarrymen เป็น The Silver Beetles ก่อนลงตัวที่ The Beatles ในปี 1960

ชื่อดังกล่าวเล่นกับคำว่า “beetles” ซึ่งแปลว่าแมลงปีกแข็ง และ “beat” ซึ่งหมายถึงจังหวะดนตรี เป็นชื่อที่ฉลาดพอให้ดูมีความหมาย แต่ไม่ฉลาดจนบริษัทแผ่นเสียงหวาดกลัว ถือเป็นระดับความฉลาดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับชื่อวงร็อก

โรงเรียนสำคัญของพวกเขาไม่ใช่วิทยาลัยดนตรี แต่เป็นฮัมบวร์ก เมืองท่าของเยอรมนีตะวันตก ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 1960 วงต้องเล่นในคลับย่านบันเทิงคืนละหลายชั่วโมง ท่ามกลางควันบุหรี่ ลูกค้าที่เมา เสียงตะโกน และผู้ชมซึ่งไม่ได้จ่ายเงินมาเพื่อชื่นชมพัฒนาการด้านการประสานเสียงของเด็กหนุ่มจากลิเวอร์พูล

พวกเขาจึงต้องเพิ่มเพลงในรายการ เล่นให้ดังขึ้น เล่นให้นานขึ้น และหาวิธีเรียกความสนใจจากคนที่กำลังดื่ม พูดคุย หรืออาจกำลังทะเลาะกันอยู่หลังห้อง หากเวทีปกติคือสถานที่แสดงดนตรี คลับในฮัมบวร์กก็คือการฝึกเอาตัวรอดที่บังเอิญมีกีตาร์

คืนแล้วคืนเล่า พวกเขาฝึกการประสานเสียง เรียนรู้การสื่อสารบนเวที และพัฒนาความแข็งแกร่งจนวงวัยรุ่นที่ยังไม่เข้าที่กลายเป็นคณะนักแสดงสดที่เฉียบคม การเล่นต่อหน้าคนที่ไม่ได้สนใจคุณเป็นเวลาหลายชั่วโมงน่าจะเป็นการฝึกอาชีพที่ดีมาก ไม่เพียงสำหรับนักดนตรี แต่รวมถึงครู นักเทศน์ และพนักงานขายประกันด้วย

Stuart เลือกอยู่ต่อที่ฮัมบวร์กและออกจากวง Paul จึงรับหน้าที่เบส เรื่องนี้อาจดูเหมือนเพียงการสับเปลี่ยนตำแหน่ง แต่กลับเป็นหนึ่งในการตัดสินใจสำคัญ เพราะ Paul ไม่เพียงเล่นเบส เขายังทำให้เครื่องดนตรีที่มักถูกมองว่าอยู่ด้านหลังกลายเป็นเสียงซึ่งเคลื่อนไหว ร้องตอบ และผลักเพลงไปข้างหน้า ราวกับเบสได้รับการแจ้งอย่างเป็นทางการว่าไม่จำเป็นต้องยืนเงียบ ๆ ใกล้เครื่องขยายเสียงอีกต่อไป

ระหว่างอยู่เยอรมนี วงบันทึกเสียง back up ให้นักร้อง Tony Sheridan ในเพลง “My Bonnie” ไม่มีใครน่าจะคิดว่าการบันทึกเสียงครั้งนั้นจะมีความสำคัญมากนัก แต่แผ่นดังกล่าวเดินทางกลับไปถึงลิเวอร์พูล และต่อมากลายเป็นสะพานเชื่อมไปยังชายที่เปลี่ยนอนาคตของพวกเขา

ปลายปี 1961 Brian Epstein ผู้ดูแลร้านแผ่นเสียงในลิเวอร์พูลได้ยินว่ามีลูกค้าถามหา “My Bonnie” เขาจึงไปดู The Beatles เล่นที่ Cavern Club

Epstein พบวงที่ทั้งรวดเร็ว ตลก ดิบ และมีเสน่ห์ พวกเขาแต่งตัวไม่ค่อยเป็นระเบียบ หยอกล้อกันบนเวที และดูเหมือนชายหนุ่มที่อาจสร้างประวัติศาสตร์ดนตรีหรือถูกขอให้ออกจากร้านอาหารก็ได้ ทั้งสองอย่างมีโอกาสใกล้เคียงกัน

Epstein รับหน้าที่ผู้จัดการในต้นปี 1962 เขาให้สมาชิกสวมสูท หยุดกินอาหารบนเวที และโค้งขอบคุณผู้ชมหลังการแสดง มาตรการเหล่านี้ฟังดูเล็กน้อย แต่ช่วยเปลี่ยนพวกเขาจากกลุ่มเด็กหนุ่มเสียงดังให้กลายเป็นกลุ่มเด็กหนุ่มเสียงดังที่พ่อแม่พอจะยอมให้ลูกสาวซื้อโปสเตอร์มาติดผนังได้

จากนั้น Epstein พยายามพาวงออกจากวงจรคลับท้องถิ่น เขาเดินเข้าพบบริษัทแผ่นเสียงหลายแห่งและได้รับการปฏิเสธ บริษัท Decca มีชื่อเสียงที่สุดจากการตัดสินใจไม่เซ็นสัญญากับ The Beatles ซึ่งน่าจะกลายเป็นเรื่องที่ผู้บริหารพยายามไม่พูดถึงในงานเลี้ยงบริษัทไปอีกหลายสิบปี

ท้ายที่สุด Epstein ได้พบ George Martin โปรดิวเซอร์ของ Parlophone ในเครือ EMI

Martin ไม่ได้ประทับใจเทปทดสอบทุกด้าน เขาไม่ได้ฟังแล้วกระโดดขึ้นโต๊ะพร้อมประกาศว่าได้พบอนาคตของอารยธรรมตะวันตก แต่เขาสนใจบุคลิก อารมณ์ขัน และความเป็นไปได้ของวง เขาเห็นบางอย่างซึ่งอุตสาหกรรมแผ่นเสียงมักมองไม่เห็นจนกว่าสิ่งนั้นจะทำเงินแล้ว นั่นคือศักยภาพ

วันที่ 6 มิถุนายน 1962 The Beatles เข้าทดสอบที่สตูดิโอ EMI บนถนน Abbey Road ประตูสู่อาชีพการบันทึกเสียงเปิดขึ้น พร้อมกับปัญหาเรื่องมือกลอง

Martin มีข้อกังวลเกี่ยวกับ Pete Best เดือนสิงหาคมปีนั้น Pete ถูกปลด และ Ringo Starr จากวง Rory Storm and the Hurricanes เข้ามาแทน แฟนเพลงท้องถิ่นบางส่วนไม่พอใจ ซึ่งเป็นธรรมเนียมสำคัญของแฟนดนตรี เพราะแฟนเพลงมักรักการเปลี่ยนแปลงตราบเท่าที่ไม่มีอะไรเปลี่ยน

Ringo ทำให้สมาชิกชุดคลาสสิกสมบูรณ์ เขามีบุคลิกเป็นกันเอง มีจังหวะมั่นคง และดูเหมือนคนที่คุณอาจขอให้ช่วยดูแลกระเป๋าได้ ขณะที่ John, Paul และ George ต่างดูเหมือนคนที่อาจเปิดกระเป๋าเพื่อวิจารณ์สิ่งของข้างในโดยไม่รอคำอนุญาต

ซิงเกิลแรก “Love Me Do” ออกในอังกฤษวันที่ 5 ตุลาคม 1962 ตามมาด้วย “Please Please Me” และอัลบั้มชื่อเดียวกันในปี 1963 ความสำเร็จเกิดขึ้นเร็วเสียจนสังคมต้องสร้างคำใหม่ขึ้นมาอธิบาย นั่นคือ “Beatlemania”

Beatlemania หมายถึงภาวะซึ่งวัยรุ่นกรีดร้อง ร้องไห้ วิ่งตามรถ และพร้อมเผชิญหน้ากับตำรวจเพียงเพื่อเห็นด้านหลังศีรษะของนักดนตรีสักคน เป็นพฤติกรรมที่หากเกิดกับคนวัยกลางคนคงต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์ แต่เมื่อเกิดกับวัยรุ่นกลับกลายเป็นตลาดขนาดใหญ่

แน่นอน เสน่ห์ของวงไม่ได้มาจากทรงผมหรือหน้าตาเพียงอย่างเดียว เพลงของ Lennon–McCartney มีท่อนร้องที่จำง่าย แต่เต็มไปด้วยคอร์ด การประสานเสียง และโครงสร้างที่สดใหม่ John นำความดิบ ความคมคาย และความอยากทดลองเข้ามา Paul มีพรสวรรค์ด้านทำนอง การเรียบเรียง และความสามารถในการทำให้งานเสร็จ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สร้างทั้งผลงานชั้นเยี่ยมและความรำคาญแก่เพื่อนร่วมงานได้ในเวลาเดียวกัน

George เป็นมือกีตาร์ที่ละเอียดอ่อน ก่อนจะเติบโตเป็นนักแต่งเพลงสำคัญและพาวงไปสัมผัสดนตรีอินเดีย ส่วน Ringo ตีกลองโดยรับใช้เพลง เขาไม่ได้พยายามทำให้ทุกห้องกลายเป็นการแข่งขันกลองชายเดี่ยว และด้วยเหตุนี้จึงมีค่ามากกว่ามือกลองที่พยายามทำเช่นนั้น

เมื่อ “I Want to Hold Your Hand” ขึ้นอันดับหนึ่งในอเมริกา และวงปรากฏตัวในรายการ The Ed Sullivan Show เดือนกุมภาพันธ์ 1964 กระแส British Invasion ก็เริ่มขึ้นอย่างเต็มตัว ภายในเวลาไม่นาน The Beatles ครองชาร์ต เปิดการแสดงในสนามกีฬา และสร้างภาพยนตร์ A Hard Day’s Night ซึ่งทำให้พวกเขาดูขี้เล่น เป็นธรรมชาติ และมีไหวพริบ

อาจกล่าวได้ว่าพวกเขาเล่นบทตัวเอง เพียงแต่เป็นตัวเองในวันที่นอนเต็มอิ่ม มีบทพูดดี และไม่มีนักข่าวถามคำถามเดิมเป็นครั้งที่หกสิบ

เดือนเมษายน 1964 เพลงของ The Beatles ครองห้าอันดับแรกของชาร์ต Billboard Hot 100 พร้อมกัน นี่เป็นสถิติที่ฟังคล้ายบริษัทแผ่นเสียงทำผิดพลาดในการพิมพ์ แต่เกิดขึ้นจริง พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงวงอังกฤษที่ประสบความสำเร็จในอเมริกา พวกเขากำลังย้ายศูนย์ถ่วงของวัฒนธรรมเยาวชนข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก โดยมีผมหน้าม้าเป็นเครื่องหมายประจำกองทัพ

แต่ความสำเร็จมีปัญหาของมันเอง เสียงกรีดร้องในคอนเสิร์ตดังจนสมาชิกแทบไม่ได้ยินเครื่องดนตรีของตนเอง พวกเขาเล่นเพลงเดิมซ้ำ ๆ เดินทางไม่หยุด และถูกพาไปมาราวกับคณะละครสัตว์ที่มีเวลานอนน้อยกว่า

การเล่นสดเริ่มกลายเป็นพิธีกรรม สมาชิกขึ้นเวที ทำท่าทางเหมือนกำลังได้ยินกัน และหวังว่าทุกคนจะจบเพลงพร้อมกัน ในอีกด้านหนึ่ง ความคิดทางดนตรีของพวกเขากำลังซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับวงสองวงกำลังอาศัยอยู่ในร่างเดียวกัน วงหนึ่งอยู่บนเวทีและเล่นเพลงให้คนกรีดร้อง อีกวงอยู่ในสตูดิโอและอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากกลับเทป ใส่วงเครื่องสาย และบันทึกเสียงร้องด้วยความเร็วผิดปกติ

Rubber Soul ในปี 1965 แสดงเนื้อหาที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้นและรับอิทธิพลจากดนตรีโฟล์ก Revolver ในปี 1966 เดินหน้าไปไกลกว่าเดิมด้วยเทปลูป เสียงย้อนกลับ การเปลี่ยนความเร็ว เครื่องสาย และเครื่องดนตรีอินเดีย เพลงจำนวนมากไม่สามารถนำไปเล่นบนเวทีด้วยกีตาร์ เบส และกลองตามปกติได้อีกแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ใช่โดยไม่ต้องขนเจ้าหน้าที่ห้องอัดไปด้วยหลายคน

หลังคอนเสิร์ตที่ Candlestick Park ในซานฟรานซิสโก วันที่ 29 สิงหาคม 1966 The Beatles ยุติการทัวร์ พวกเขาเลิกเป็นวงแสดงสดและเข้าสู่ห้องอัดเต็มตัว

การตัดสินใจครั้งนี้เปลี่ยนสตูดิโอจากสถานที่บันทึกสิ่งที่วงเล่น ให้กลายเป็นเครื่องดนตรีอีกชนิดหนึ่ง George Martin และวิศวกรเสียงของ EMI ต้องรับหน้าที่แปลงคำอธิบายคลุมเครือของสมาชิกให้กลายเป็นเสียงจริง เช่น “ทำให้เสียงเหมือนสีส้ม” หรือ “อยากให้ฟังเหมือนพระกำลังสวดอยู่บนภูเขา”

งานประเภทนี้ต้องใช้ทั้งความสามารถทางเทคนิค ความอดทน และทักษะในการไม่ถามว่า “สีส้มแบบไหน”

Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band ในปี 1967 สร้างแนวคิดเรื่องวงสมมติ เชื่อมเพลงเข้าด้วยกัน ใช้ออร์เคสตรา การตัดต่อเทป และเสียงที่ประกอบขึ้นทีละชั้น อัลบั้มป๊อปจึงไม่ได้เป็นเพียงภาชนะใส่ซิงเกิลอีกต่อไป แต่สามารถเป็นโลกทั้งใบที่ผู้ฟังเข้าไปอาศัยได้ประมาณสี่สิบนาที

ปีเดียวกัน “All You Need Is Love” ถูกถ่ายทอดสดผ่านรายการดาวเทียมนานาชาติ Our World สู่ผู้ชมราว 400 ล้านคน ภาพชายหนุ่มสี่คนร้องว่าความรักคือทุกสิ่งท่ามกลางลูกโป่ง ดอกไม้ และคนดัง เป็นภาพแทนยุคสมัยที่ทรงพลัง แม้มนุษยชาติจะพิสูจน์ต่อมาอย่างต่อเนื่องว่าความรักอย่างเดียวอาจยังไม่พอ และควรมีสัญญาทางกฎหมายที่รัดกุมประกอบด้วย

ปีแห่งชัยชนะกลับมีรอยร้าวสำคัญ Brian Epstein เสียชีวิตกะทันหันในเดือนสิงหาคม 1967 การสูญเสียผู้จัดการซึ่งทุกคนไว้วางใจทำให้เรื่องธุรกิจและทิศทางของวงยุ่งยากขึ้น

Epstein เคยเป็นคนจัดตาราง ดูสัญญา และทำให้สมาชิกไม่ต้องตัดสินใจทุกเรื่องร่วมกัน เมื่อเขาจากไป พวกเขาต้องบริหารอาณาจักรด้วยตนเอง ซึ่งเป็นงานที่แตกต่างจากการแต่งเพลงอย่างมาก คล้ายขอให้จิตรกรคนหนึ่งวาดภาพชิ้นเอก แล้วช่วยตรวจบัญชีภาษีของหอศิลป์ด้วย

หลังเดินทางไปศึกษาสมาธิในอินเดียปี 1968 สมาชิกกลับมาพร้อมเพลงจำนวนมาก แต่การบันทึกอัลบั้มคู่ The Beatles หรือ “White Album” เต็มไปด้วยการทำงานแยกส่วน พวกเขายังเป็นวงเดียวกันตามชื่อ แต่บางครั้งทำงานเหมือนผู้เช่าสี่คนที่บังเอิญใช้ห้องครัวร่วมกัน

Ringo ออกจากวงชั่วคราว George รู้สึกว่าเพลงของตนไม่ได้รับพื้นที่เท่าที่ควร John สนใจงานกับ Yoko Ono มากขึ้น ส่วน Paul พยายามรับบทผู้นำด้านการทำงาน ซึ่งคนที่กำลังถูกนำมักไม่รู้สึกขอบคุณเท่าคนที่กำลังนำคาดหวัง

การกล่าวว่า Yoko Ono ทำให้ The Beatles แตกจึงสะดวกมาก เพราะมนุษย์ชอบคำอธิบายที่มีผู้ร้ายเพียงคนเดียว โดยเฉพาะเมื่อผู้ร้ายเป็นผู้หญิงที่แต่งตัวแปลกและนั่งอยู่ในห้องอัด แต่ความจริงซับซ้อนกว่า มีทั้งความเหนื่อยล้า การเติบโตไปคนละทาง การแข่งขันทางความคิดสร้างสรรค์ ปัญหาเรื่อง Apple Corps และข้อขัดแย้งว่าควรให้ Allen Klein หรือฝ่ายครอบครัวของ Linda McCartney ดูแลผลประโยชน์ของวง

กล่าวอีกอย่างคือ พวกเขาไม่ได้แยกวงเพราะความรักเพียงอย่างเดียว พวกเขาแยกวงเพราะความรัก เงิน อำนาจ ศิลปะ ครอบครัว ความเหนื่อย และการประชุมที่ไม่มีใครอยากเข้าร่วม ซึ่งทำให้เรื่องราวของพวกเขาใกล้เคียงกับชีวิตคนทั่วไปมากกว่าที่คิด เพียงแต่คนทั่วไปไม่มีเพลง “Hey Jude” เปิดประกอบระหว่างการโต้เถียง

โครงการ Get Back ในเดือนมกราคม 1969 ตั้งใจพาพวกเขากลับไปเล่นดนตรีอย่างเรียบง่าย โดยมีกล้องบันทึกกระบวนการทำงาน สิ่งที่กล้องจับได้คือมิตรภาพ อารมณ์ขัน ความเงียบอึดอัด การถอนตัวชั่วคราวของ George และสีหน้าของคนที่สงสัยว่าการประชุมครั้งนี้จะจบเมื่อใด

อย่างไรก็ตาม วันที่ 30 มกราคม พวกเขาขึ้นไปเล่นบนดาดฟ้าสำนักงาน Apple ที่ 3 Savile Row การแสดงครั้งนั้นรบกวนผู้คนในละแวกใกล้เคียงจนตำรวจต้องเข้ามา ซึ่งน่าจะเป็นจุดจบที่เหมาะสมสำหรับวงร็อกมากกว่าการประชุมทนายความอย่างมาก

บนดาดฟ้า เมื่อทั้งสี่เชื่อมต่อกันได้ พลังของวงยังคงชัดเจน พวกเขาไม่ใช่เพียงคนสี่คนที่เคยเก่งร่วมกัน แต่ยังเป็นกลไกทางดนตรีที่ไม่มีใครสร้างขึ้นใหม่ได้ง่าย ๆ ความมหัศจรรย์ยังอยู่ เพียงแต่ไม่มีใครต้องการอาศัยอยู่ภายในมันตลอดเวลาอีกแล้ว

ต่อมา The Beatles กลับมาสร้าง Abbey Road อย่างประณีต นี่คืออัลบั้มสุดท้ายที่สมาชิกบันทึกร่วมกันเป็นหลัก แม้ Let It Be จะออกจำหน่ายภายหลัง เพลงใน Abbey Road ฟังเหมือนวงที่ยังควบคุมทุกอย่างได้ ทั้งที่เบื้องหลังแทบไม่มีใครควบคุมอะไรได้เลย

John แจ้งเป็นการส่วนตัวในเดือนกันยายน 1969 ว่าเขาต้องการออกจากวง แต่ข่าวถูกเก็บไว้ จนวันที่ 10 เมษายน 1970 Paul เผยแพร่คำตอบสัมภาษณ์ประกอบอัลบั้มเดี่ยว ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการประกาศแยกวง

แฟนเพลงบางคนโทษ Paul บางคนโทษ John บางคนโทษ Yoko และบางคนอาจโทษทรงผมที่เริ่มยาวเกินควบคุม ความจริงคือไม่มีเหตุการณ์เดียวหรือบุคคลเดียวทำลาย The Beatles วงสิ้นสุดลงเพราะสมาชิกทั้งสี่เติบโตเกินโครงสร้างที่เคยสร้างพวกเขาขึ้นมา

หลังแยกวง ทุกคนมีผลงานเดี่ยวที่เปิดเผยตัวตนชัดขึ้น John ใช้เพลงเป็นพื้นที่ส่วนตัวและการเมือง Paul สร้าง Wings และแต่งเพลงป๊อปต่อไปด้วยความขยันระดับคนที่มองวันหยุดเป็นความล้มเหลวทางศีลธรรม George ประสบความสำเร็จอย่างมากกับ All Things Must Pass และจัดคอนเสิร์ตการกุศลขนาดใหญ่ ส่วน Ringo เป็นทั้งศิลปินเดี่ยว นักแสดง และต่อมาเป็นผู้นำ All-Starr Band

การเสียชีวิตของ John ในปี 1980 และ George ในปี 2001 ทำให้การรวมวงอย่างแท้จริงเป็นไปไม่ได้ แต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990 โครงการ Anthology เปิดโอกาสให้ Paul, George และ Ringo เติมดนตรีลงในเดโมของ John จนเกิด “Free as a Bird” และ “Real Love”

มันเป็นการรวมวงในรูปแบบที่ทั้งน่าประทับใจและเศร้า เพราะสมาชิกคนหนึ่งเข้าร่วมผ่านเทปบันทึกเสียง ราวกับข้อความจากอดีตซึ่งเดินทางมาถึงช้ากว่ากำหนดหลายสิบปี

เทคโนโลยียังคงช่วยให้มรดกของวงมีชีวิต ปี 2021 สารคดี The Beatles: Get Back ของ Peter Jackson ใช้ภาพและเสียงที่บูรณะใหม่ ทำให้ช่วงท้ายของวงดูละเอียดและเป็นมนุษย์มากขึ้น ผู้ชมได้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้ใช้เวลาทั้งหมดเกลียดกัน บางครั้งพวกเขาหัวเราะ เล่นเพลงเก่า และดูเหมือนเพื่อนที่ยังชอบกัน เพียงแต่ไม่ต้องการเปิดบริษัทร่วมกันอีกแล้ว

ปี 2023 เพลง “Now and Then” ถูกทำให้เสร็จจากเดโมของ John ด้วยเทคโนโลยีแยกเสียงร้อง รวมกับกีตาร์ที่ George บันทึกไว้ในปี 1995 และส่วนใหม่จาก Paul กับ Ringo เพลงนี้ชนะ Grammy สาขา Best Rock Performance ในปี 2025 กว่าครึ่งศตวรรษหลังวงยุติบทบาท

แม้แต่ความตายและการแยกวงก็ยังไม่อาจหยุด The Beatles ออกจากการออกซิงเกิลใหม่ รับรางวัล และทำให้แฟนเพลงต้องซื้อผลิตภัณฑ์ชุดเดิมอีกครั้งในบรรจุภัณฑ์ที่สวยกว่าเดิม

ชุด Anthology ได้รับการบูรณะและขยายด้วย Anthology 4 ในปี 2026 มีการประกาศเปิดประสบการณ์แฟนเพลงอย่างเป็นทางการที่ 3 Savile Row ในปี 2027 และภาพยนตร์สี่เรื่องซึ่งเล่าจากมุมมองสมาชิกแต่ละคนมีกำหนดเข้าฉายในปี 2028

การมีภาพยนตร์สี่เรื่องดูเหมาะสม เพราะหากถามสมาชิก The Beatles สี่คนว่าเกิดอะไรขึ้น คุณย่อมได้รับเรื่องเล่าสี่แบบ และแต่ละคนอาจมั่นใจว่าตนจำถูกที่สุด

เหตุที่ The Beatles ยังมีความหมายจึงไม่ใช่เพียงยอดขาย จำนวนเพลงอันดับหนึ่ง หรือสถิติที่นักประชาสัมพันธ์สามารถพิมพ์บนกล่องชุดใหม่ได้ แต่เพราะพวกเขาทำให้เห็นว่าวงป๊อปสามารถเขียนเพลงของตัวเอง เปลี่ยนแนวทางแทบทุกปี ใช้ห้องอัดสร้างสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง และพูดกับทั้งวัยรุ่นกับผู้ใหญ่ได้พร้อมกัน

พวกเขาเชื่อมร็อกแอนด์โรล ศิลปะทดลอง แฟชั่น ภาพยนตร์ เทคโนโลยี และความคิดของคนรุ่นใหม่เข้าด้วยกัน ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ ชายสี่คนเดินทางจากคลับมืดในฮัมบวร์กไปสู่การเป็นภาษากลางของวัฒนธรรมโลก

พวกเขาเริ่มจากวงวัยรุ่นที่พยายามเล่นให้ดังพอจะเอาชนะเสียงคนเมา และจบลงด้วยการทำเพลงซึ่งผู้คนยังถกเถียง วิเคราะห์ ซื้อซ้ำ และเปิดให้ลูกฟังหลายสิบปีต่อมา

บางทีนั่นอาจเป็นความสำเร็จที่ประหลาดที่สุดของ The Beatles ไม่ใช่การทำให้คนทั้งโลกกรีดร้องพร้อมกัน แต่เป็นการทำให้เสียงเพลงยังดังอยู่ หลังเสียงกรีดร้องเหล่านั้นเงียบลงไปนานแล้ว

Saturday, 2 January 2010

ชื่อไทยๆของหนัง A Hard Day's Night ตั้งโดย Beatles Facebook Thailand

รอบนี้ยังไม่หินนัก จะว่าไปก็อาจจะง่ายกว่ารอบแรกเสียอีก กติกามีดังนี้ ให้ผู้ที่ผ่านรอบแรกมาแล้วทุกท่าน....

1.ตั้งชื่อหนัง A Hard Day's Night เป็นภาษาไทย โดยให้คิดว่ามันเป็นหนังใหม่ที่จะฉายในปัจจุบัน จะสร้างสรรค์ อลังการ คลาสสิก จิกกัด หรือซาบซึ้ง อย่างไรก็แล้วแต่ท่าน

2.มีคำโฆษณาหนังเรื่องนี้พอสังเขปต่อท้ายด้วยเช่น "สี่เต่าทองดิ้นพล่าน"เพลงไพเราะ หนังสนุกอร่อย เป็นกำลังใจให้กับวันคืนชุลมุนของสี่หนุ่มเต่าทอง(ไม่จำเป็นต้องเขียนให้สะเหร่อเหมือนตัวอย่างนะ)

(คลิกแต่ละ comment เพื่อขยายอ่านได้ครับ)





































Friday, 25 September 2009

The Beatles In Mono


The Beatles In Mono: The Fab Four Director’s Cut


ถ้ากล่องสีขาวบริสุทธิ์ที่ห่อหุ้มซีดีบางๆ10แผ่นนี้ข้างในเป็นภาพยนตร์ ก็คงไม่ผิดอะไรที่จะเปรียบเปรยว่า The Beatles In Mono นี้เป็นฉบับที่ตัดต่อโดยตัวผู้กำกับเอง เพราะในยุค 60’s ที่เป็นรอยต่อของการบันทึกเสียงแบบ Stereo/Mono The Beatles มักจะใส่ใจใน mono mix เสมอมา จวบจนกระทั่งปี 1968 และในที่สุดพวกเขาก็เลิกสนใจทำ mono mix ไปโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่อัลบั้มซาวนด์แทร็ค Yellow Submarine ดังนั้นกล่อง The Beatles In Mono นี้จึงหยุดเวลาไว้ที่อัลบั้มสุดท้ายที่มีการทำ mono mix อย่างเป็นทางการ ‘The Beatles’ หรือที่มีชื่อเล่นที่ทุกคนรู้จักกันในนาม ‘The White Album’


กล่องนี้จึงเป็นการรวมเพลงทุกเพลงของ Beatles ที่ได้รับการผสมเสียงในแบบโมโน แต่ไม่ครบทุกเพลงทุกอัลบั้ม ถ้าท่านต้องการสะสมงานของพวกเขาในแบบครบครันโดยไม่สนใจเรื่องมิกซ์ว่าจะเป็นสเตอริโอหรือโมโนก็น่าจะควักตังค์ซื้อ “กล่องดำ” stereo box มากกว่า


แต่ถ้าท่านอยากศึกษาผลงานการบันทึกเสียงของ Beatles อย่างจริงจังและดูดดื่ม ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ท่านต้อง “ฟัง” ดนตรีในกล่องขาวนี้ เพราะมันมีแง่มุมและอารมณ์ที่แตกต่างจากสเตอริโอเวอร์ชั่นอยู่ไม่น้อย


แต่ขอขัดจังหวะในเรื่องของหีบห่อเสียก่อน


นักฟังรุ่นใหม่ๆอาจจะสนใจในเรื่องของหน้าปกแผ่นหรือแม้กระทั่งตัวซีดีเองน้อยลง แต่ในยุคของ Beatles สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญและเป็นส่วนร่วมในตำนานของพวกเขาอย่างไม่ต้องสงสัย ในขณะที่ package ของสเตอริโอบอกซ์เป็นการผสมผสานระหว่างความเป็นออริจินัลและการดีไซน์ใหม่ๆที่เสริมเข้ามา แต่อาร์ทเวิร์คในกล่องโมโนนี้กลับเป็นการยึดมั่นกับอดีตอย่างซื่อตรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทุกอย่างของปกซีดีเป็นการถ่ายทอดจากปกแผ่นเสียงทุกกระเบียดนิ้ว ไล่ตั้งแต่โทนสีของหน้าปกที่ออกครึ้มๆไม่ฉูดฉาด ต่างจากสเตอริโออย่างเห็นได้ชัด (โดยเฉพาะ Sgt. Pepper’s) ปกหลัง,สันปก การพับกระดาษใน gatefold,ตัวโลโกกลางแผ่นเสียงที่กลายมาเป็น CD label หรือแม้กระทั่งซองกระดาษที่ใส่แผ่น อะไรที่เคยมีแถมใน White Album หรือ Pepper กล่องนี้ก็มีมาให้หมด


แน่ละ สิ่งเหล่านี้อาจจะไม่มีผลอะไรกับดนตรีโดยตรง แต่การเสพดนตรีของมนุษย์นั้นซับซ้อนกว่าแค่การฟังอย่างเดียวโดยตัดปัจจัยต่างๆออกไปสิ้น สมองของปุถุชนคนเราไม่ฉลาดถึงขนาดนั้น!


นักฟังรุ่นใหม่ๆอาจจะไม่ได้ความรู้สึกถวิลหาอดีตกับการฟังกล่อง The Beatles In Mono นี้มากเท่ากับผู้ที่เติบโตมากับเสียงแบบนี้ (เท่าที่ได้คุยกับแฟนเพลงรุ่นใหญ่ที่เป็นชาวไทยท่านก็บอกว่าบ้านเรานิยม stereo มาตั้งแต่ยุคนั้นแล้ว ใครฟัง mono ถือว่าหลงยุค) รวมทั้งตัวผมเองด้วย


ผมเคยฟัง Beatles ในแบบโมโนมาพอสมควร จากสี่อัลบั้มแรกของพวกเขาที่ออกมาแบบโมโนตั้งแต่ปี 1987 และ EP Collection รวมทั้งการได้ฟังจากแผ่นเสียงเก่าๆในบางอัลบั้ม แต่นี่เป็นครั้งแรกที่จะได้ฟัง Beatles ในแบบที่พวกเขาอยากให้เราฟังแบบครบชุด


ทีมงาน “รีมาสเตอร์” ให้ข้อมูลว่าในการเตรียมมาสเตอร์ใหม่เพื่อทำกล่องโมโนนี้ พวกเขาแทบไม่ได้ไปดัดแปลงแก้ไขอะไรกับสุ้มเสียงเดิมๆในมาสเตอร์เทปเลย เรียกว่าคงความคลาสสิกเอาไว้ไม่ต่างอะไรจากที่เขาทำกับ artwork ในขณะที่ใน stereo box พวกทีมงานรีมาสเตอร์ได้เหยาะเครื่องปรุงเอาไว้ไม่น้อย

จึงไม่แปลกอะไรที่ถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว เสียงใน mono box จะบางเบากว่า stereo ที่ส่วนหนึ่งทำเพื่อเอาใจคนใน generation นี้ที่ต้องการความ “ดัง” และพลังของเสียง คุณจึงต้องเร่ง volume ของเครื่องเสียงคุณขึ้นอีกสักเล็กน้อยเมือฟังซีดีจากกล่องขาวนี้


แฟนๆเต่าทองทั่วโลกยังถกกันไม่เลิกแม้จะผ่านมา 40 กว่าปีแล้ว ว่าในแต่ละอัลบั้มเวอร์ชั่นโมโนหรือสเตอริโอเยี่ยมกว่ากัน ในสองอัลบั้มแรก Please Please Me และ With The Beatles พวกเขาบันทึกเสียงกันด้วยแค่เทป 2 แทร็ค ดังนั้นสเตอริโอเวอร์ชั่นของสองอัลบั้มนี้จึงฟังดูแปลกๆไม่เป็นสเตอริโอที่สมบูรณ์แบบ ผมชอบ mono ของ Please Please Me แต่ใน With the Beatles กลับฟังสนุกกว่าในแบบ stereo


A Hard Day’s Night น่าจะให้สุ้มเสียงที่ดีกว่านี้ใน stereo เท่าที่เคยฟังจากแผ่นเสียงเก่าๆ แต่ในรีมาสแตอร์นี้โมโนกลับน่าฟังกว่า Beatles For Sale นั้นยอดเยี่ยมในทั้งสองแบบ Help! Mono นั้นเสียงออกจะกระป๋องหน่อย แต่กลับได้อารมณ์ดิบๆมากกว่า และยังมี Yesterday ที่ใครได้ฟังแบบโมโนแล้วต้องติดใจทุกราย


ห้าอัลบั้มในครึ่งหลังถือเป็นช่วงที่พวกเขาเริ่มกลายเป็นเซียนในห้องอัดเต็มตัว ตั้งแต่Rubber Soul, Revolver, Sgt. Pepper’s, Magical Mystery Tour, White Album ทุกอัลบั้มให้ feel ที่แตกต่างไปจากสเตอริโอ รวมไปถึงความแตกต่างเล็กๆน้อยๆจนถึงมากๆในแต่ละเพลง ถ้าคุณเคยรักอัลบั้มเหล่านี้ในแบบ stereo นี่อาจจะไม่ต่างอะไรกับการได้ใกล้ชิดกับน้องสาวของคนที่คุณรัก...หน้าคล้ายๆกัน แต่มีเสน่ห์ไปคนละแบบ....!!!


การทำโมโนมิกซ์นั้นจะว่าง่ายก็ใช่ เพราะไม่ต้องคิดถึงการวาง image ของเสียงดนตรี แต่ก็จะมีความยากในการทำให้แต่ละเสียงโดดเด่นไม่ซ้อนทับกันจนฟังไม่รู้เรื่อง โดยเฉพาะเมื่อดนตรีมากชิ้นขึ้นอย่าง I Am The Walrus หรือ A Day In The Life แต่ George Martin และทีมงานของเขาก็ฝากผลงานไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์

ถ้าจะมีสิ่งหนึ่งที่เสียดายก็คือ พวกเขาไม่ได้ทำอัลบั้ม “เพลงหงส์” Abbey Road ไว้ในแบบ mono กล่องนี้จึงเหมือนขาดอะไรบางอย่างไป


สรุปว่าควรจะหามาฟังกันเป็นอย่างยิ่งครับ สำหรับผู้ที่รักดนตรีของ Beatles ในแบบมากกว่าแฟนเพลงทั่วไป (คือต้องบ้าขึ้นมาอีกระดับ) กล่องนี้ไม่มีการขายแยกแผ่น ถ้าจะซื้อก็ต้องยกกล่องกันอย่างเดียวครับ!

Monday, 11 May 2009

Reissue News May 2009



อัลบั้มแรกของ The Stone Roses ในปี 1989 เป็นงานชิ้นสำคัญของดนตรีร็อคอังกฤษ มันเป็นเทปม้วนโปรดของผมที่ยังจดจำได้ไม่ลืมว่าหอบหิ้วมันไปที่ไหนบ้าง รวมไปถึงการอ่านรีวิวครั้งแรกของมันใน “สีสัน” ยุคซีดีก็แหงว่าผมต้องซื้อมาเก็บไว้เป็นหลักฐาน แต่ก็ไม่เคยมีความสุขกับเสียงของมันเลย ความรู้สึกผมคิดว่าเสียงมันแย่กว่าเทปม้วนนั้นของผมซะอีก (ลิขสิทธิ์นะจ้ะ) Ian Brown เพิ่งออกมาให้ข่าวว่าเขากับโปรดิวเซอร์ John Leckie เกี่ยวก้อยกันเข้าสตูดิโอเพื่อรีมาสเตอร์งานชิ้นนี้กันเป็นครั้งแรก จุดมุ่งหมายของการรีมาสเตอร์ครั้งนี้มีง่ายๆว่า “ทำให้เสียงออกมาเหมือนแผ่นไวนีลดั้งเดิม” Leckie เล่าว่า “มันจะไม่เหมือนกับเวอร์ชั่นซีดีก่อนหน้านี้ที่เป็นแค่ก๊อปปี้จากก๊อปปี้จากก๊อปปี้” มันแย่อย่างนั้นเชียวหรือนั่น....ถึงว่า....


The Stone Roses reissue version นี้จะมีเป็นแบบซีดีสามแผ่นที่นอกจากอัลบั้มเดิมในสุ้มเสียงที่สดใสแล้ว อีกสองแผ่นก็จะเป็นเพลงหน้าบีของซิงเกิ้ลและเพลงที่ไม่ได้อยู่ในอัลบั้ม และอีกแผ่นเป็น demo versions ส่วนผู้ที่อยากเก็บเป็นไวนีลก็ยังมีอีกแพ็คเกจหนึ่ง


กำหนดออกน่าจะเป็นเดือนมิ.ย.นะ


วันที่ 9 เดือน 9 ปี2009 คือกำหนดการวางแผงของ Beatles remasters ที่แฟนๆรอกันมานานจนเสียชีวิตไปก็หลายคนแล้ว (ไม่ได้พูดเล่น) ตั้งแต่ปี 1987 นู่น มาคราวนี้พวกเขายกชุดขายเป็นกล่องแยกไปเลยระหว่าง stereo กับ mono ไม่มีเพลงใหม่เพลงแถมใดๆแต่มีสารคดีเบื้องหลังอัลบั้มเป็น quicktime แทรกอยู่ในแผ่น สุ้มเสียงเป็นอย่างไรคงต้องคอยฟังกัน แต่เชื่อขนมกินได้ว่าน่าจะดีกว่าฉบับเดิมแน่นอน เพราะของเก่ามันแย่เหลือเกินน่ะสิ วันเลขสวยดังกล่าวยังเป็นวันวางแผนของเกม The Beatles Rock Band อีกด้วย วันเดียวกะให้แฟนเต่าทองหมดตัวกันไปเลยว่างั้น!!!

Monday, 2 March 2009

Beatles ยึดอเมริกาในปี 1964 (พ.ศ. ๒๕๐๗)-3


ในวันจันทร์ที่2มีนาคม แค่9วันหลังจากพวกเขากลับจากอเมริกา เดอะ บีเทิลส์ เริ่มการถ่ายภาพยนตร์ A Hard Day's Night

ก่อนหน้านี้ ภาพยนตร์ที่นำแสดงโดยนักดนตรีป๊อบไม่ว่าจะเป็นอเมริกันหรืออังกฤษ แทบจะทุกเรื่องมีสถิติที่ย่ำแย่ทั้งนั้น

มันเป็นการท้าทายที่ยิ่งใหญ่ต่อไหวพริบและความชาญฉลาดของพวกเขาในการที่จะทำหนังให้ได้กำไรงามโดยใช้ต้นทุนต่ำๆ

แต่อย่างไรก็ตามภาพยนตร์ของบีเทิลส์ก็ยังคงคุณภาพแบบของพวกเขาไว้อันปรากฏอยู่ในแทบทุกงานที่พวกเขาสัมผัส

แม้ว่าจะมีต้นทุนเพียงแค่ 180,000ปอนด์ จาก United Artists ซึ่งมองหนังเรื่องนี้เป็นแค่งานที่ทำออกมาโกยเงินแบบสุกเอาเผากินเท่านั้น และถ่ายทำกันในช่วงเวลาแค่แปดสัปดาห์
แต่ A Hard Day's Night ภาพยนตร์กึ่งสารคดีเรื่องนี้ก็กลับกลายเป็นหนังคลาสสิกในรูปแบบของมัน เป็นชิ้นงานศิลป์ที่จับห้วงเวลาของมันได้อย่างแท้จริง


ในขณะที่ไบรอัน เอ็บสไตน์เป็นผู้จัดการที่ปราดเปรื่องที่สุดเท่าที่วงจะหาได้ เขามีสไตล์ที่หล่อหลอมมาอย่างสมบูรณ์แบบ, วิสัยทัศน์,ความซื่อตรงไร้มายาและการอุทิศตนแบบถวายหัว

ขณะที่จอร์จ มาร์ตินก็เป็นโปรดิวเซอร์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดของวง สร้างสรรค์,พร้อมที่จะรับฟัง, เขาเป็นผู้ชำนาญการด้านดนตรีแต่ไม่มีประสีประสานักในด้านป๊อบหรือร็อค(ซึ่งกลับเป็นเรื่องดี) และช่ำชองในเรื่องการบันทึกเสียงเอ็ฟเฟ็คตลกๆ

และขณะที่ Dick James ก็เป็น music publisher ที่เหมาะเจาะสำหรับพวกเขา คุณลุงจอมอารักขาที่กระหายต่อความสำเร็จ

และขณะนี้ก็เป็นการก้าวเข้ามาของผู้กำกับโนเนม Richard Lester -ช่างสังเกต,ฉลาด,ชอบอะไรเหนือจริงและเขาก็เป็นคนที่ไม่มีใครคาดมาก่อนแต่ก็เป็นบุคคลที่ดีที่สุดสำหรับงานนี้

การกำกับของเลสเตอร์ใน A Hard Day's Night นั้นจัดว่าดีเลิศ ซึ่งจริงๆแล้วต้องให้เครดิตแก่ Alun Owen คนเขียนบทชาวลิเวอร์พูลที่ไบรอันและบีเทิลส์แนะนำเข้ามาด้วย อลันเคยทำงานทีวี,วิทยุและละครเวทีมาก่อน

แม้ว่าหลายปีต่อมา จอห์นจะวิพากษ์วิจารณ์การวางตัวบทละครที่ถอดแบบออกมาตรงๆ และความราบรื่นของหนัง แต่ ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ยังคงเป็นหนังที่น่าชม สนุกสนาน น่าสนใจ ฉลาดเฉลียว และตลกขบขัน ตั้งแต่ต้นจนจบ

ในช่วงเวลานี้ จังหวะในการทำงานของบีเทิลส์ ทั้งในด้านการถ่ายหนัง การแต่งเพลง การบันทึกเสียง การให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน การแสดงคอนเสิร์ท การปรากฏตัวทางทีวีและวิทยุ ทุกอย่างมันอัดแน่นไปหมด
แต่คุณภาพของงานกลับไม่เคยลดลงแต่อย่างใด

ในวันที่ 20 มีนาคม พวกเขาปล่อยซิงเกิ้ลใหม่ 'Can't Buy Me Love' ออกมา ก่อนหน้านี้สามวัน อีเอ็มไอประกาศว่า, มันเป็นอีกครั้งหนึ่ง , ที่ยอดสั่งจองทะลุเกินหนึ่งล้านก๊อบปี้เฉพาะในอังกฤษเท่านั้น ในอเมริกามันขายไปได้ถึง 2,100,000 แผ่น

เดอะบีเทิลส์ได้ต่ออายุการมีเพลงติดอันดับหนึ่งต่อเนื่องกันอย่างยาวนานต่อไปทั้งสองฝั่งแอตแลนติก
ในอเมริกา 'Can't Buy Me Love' ช่วยเสริมความเป็นราชาอันดับเพลงของพวกเขาต่อไป ซึ่งก่อนหน้านี้ศิลปินอังกฤษไม่เคยเจาะเข้ามาได้เลยด้วยซ้ำ

ในบิลบอร์ดชาร์ท "Hot 100 " singles ในวันที่ 4 เมษายน 1964 แสดงให้เห็นว่ามีเพลงของบีเทิลส์อยู่ในอันดับ 1,2,3,4,5,31,41,46,58,65,68 และ 79
สัปดาห์ต่อมา มีซิงเกิ้ลอีกสองแผ่นจากบีเทิลส์บินเข้าสู่ชาร์ท ขณะที่ในอันดับของอัลบั้ม พวกเขาก็ยึดอันดับหนึ่งและสอง

มากไปกว่านั้น วงอื่นๆจากอังกฤษก็เริ่มดาหน้ากันเข้ามาสู่อเมริกา ด้วยบีเทิลส์ทำให้ชาวอเมริกันมองอังกฤษด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

ไม่ใช่เพียงแต่ในอเมริกาและอังกฤษเท่านั้น ที่บีเทิลส์ยึดอันดับเพลง ในออสเตรเลีย วันที่ 3 เมษายน 1964 เพลงของบีเทิลส์ก็ยึดอันดับใน Top six ของซิงเกิ้ลชาร์ทแห่งซิดนี่ย์ไว้โดยหมดจด
และที่ออสเตรเลียนี่เองที่บีเทิลส์มุ่งหน้าไป หลังจากเสร็จสิ้นการถ่ายทำภาพยนตร์ A Hard Day's Night และอัลบั้มชื่อเดียวกัน


เมื่อมองย้อนกลับไป การทัวร์ออสเตรเลียครั้งนั้นไม่ได้เป็นเวลาที่แฮปปี้เท่าใดนักของวง ก่อนที่จะเดินทางไปเล่นคอนเสิร์ทที่ เดนมาร์ค ฮอลแลนด์ และฮ่องกง ริงโก้ก็ล้มเจ็บลงด้วยอาการทอนซิลและลำคออักเสบเพียงวันเดียวก่อนวันที่ 3 มิถุนายนที่เป็นกำหนดการเดินทาง

มันสายเกินไปเสียแล้วที่จะเลื่อนทัวร์ออกไป ดังนั้นจึงมีทางเลือกแค่ทางเดียว: จ้างตัวแทนชั่วคราว
จอร์จเป็นคนที่คัดค้านไอเดียนี้และเขาถึงกับเอ่ยว่าถ้าริงโก้ไม่ไปเขาก็จะไม่ไปเช่นกัน ("คุณหาตัวแทนไว้ได้สองคนเลย")


Sunday, 1 March 2009

Beatles ยึดอเมริกาในปี 1964 (พ.ศ. ๒๕๐๗)-2




ขณะที่นักข่าวของอังกฤษในตอนนั้นกำลังพยายามที่จะโค่นบีเทิลส์ลงจากบัลลังก์หลังจากที่พวกเขาปั้นสี่เต่าทองขึ้นมาจากศิลปินเดินดินธรรมดาๆ(เป็นเรื่องไม่น่าแปลกสำหรับสื่ออังกฤษในยุคนั้น)

สื่ออเมริกันกลับอยู่ในช่วงที่หิวกระหายข่าวจากวงป๊อบอังกฤษที่กุมหัวใจเด็กวัยรุ่นทั้งชาติมาแล้ว
นักข่าวอเมริกันชั้นแนวหน้าพากันแห่มาปารีส เพื่อสัมภาษณ์พวกเขา


ไบรอัน เอ็บสไตน์ก็มีแขกมาเยี่ยมเช่นกัน เขาคือ Norman Weiss , theartrical agent จากนิวยอร์ค Weiss ทำงานให้ General Artists Corporation

และเขาอยู่ในปารีสในฐานะผู้จัดการของ Trini Lopez ซึ่งเป็นศิลปินที่แสดงในรายการเดียวกับบีเทิลส์ที่โอลิมเปีย

ก่อนหน้านี้ Sid Bernstein ผู้ร่วมงานของ Weiss ที่ GAC และเป็นโปรโมเตอร์อิสระในนามของบริษัทของเขา-Theatre Tree Productions ได้แสดงเจตจำนงในการดึงตัวบีเทิลส์ไปเปิดการแสดงที่ Carnegie Hall ในนิวยอร์คมาก่อนแล้ว

ซิดถึงขั้นกำหนดวันให้ว่าเป็นวันที่ 12กุมภาพันธ์ แต่ไบรอันยังไม่อยากจะจองตัวให้บีเทิลส์เล่นที่ไหนจนกว่าจะถึงเวลาอันเหมาะสม

และขณะนี้เวลานั้นมาถึงแล้ว และ Weiss ในนามของ Bernstein ก็ได้ตกลงทำสัญญากับไบรอันเรียบร้อยในกรุงปารีส ด้วยค่าตัว 7,000ดอลลาร์ สี่เต่าทองตกลงจะแสดงสองรอบ

เวสส์ยังเซ็นสัญญาให้พวกเขาไปเปิดการแสดงรอบเดียวที่ Washington DC ในวันที่ 11กุมภาพันธ์อีกด้วย

ในวันที่ 3กุมภาพันธ์ ก่อนที่บีเทิลส์จะสิ้นสุดการแสดงสามสัปดาห์ที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จนักของพวกเขาในปารีส สี่เต่าทองเดินทางไปที่สถานทูตอเมริกันในปารีสเพื่อทำวีซ่าและหนังสืออนุญาตที่จำเป็นในการเข้าเมืองและทำงานในอเมริกา

ในวันที่5 พวกเขาเดินทางกลับอังกฤษ

สองวันต่อมา ในวันศุกร์ที่7 กุมภาพันธ์ เวลาท้องถิ่น 13:20 นาฬิกา เครื่องบินโบอิ้ง 707 ของ Pan American เที่ยวบิน PA101 ได้นำผู้โดยสารจำนวนหนึ่งมาแตะพื้นสนามบิน John F Kennedy International Airport ในนิวยอร์ค

แน่นอน-สี่คนในบรรดาผู้โดยสารเที่ยวนั้นก็คือเด็กหนุ่มสี่คนผู้โด่งดังจากลิเวอร์พูล

การต้อนรับที่มีให้พวกเขานั้นน่าตื่นตระหนกนัก-แม้ว่าจะวัดจากมาตรฐานที่สุดโต่งของ Beatlemania แล้วก็ตาม
เสียงกรีดร้องอย่างดุเดือดจากแฟนๆสามหมื่นคนสาดกระหน่ำลงมาที่เต่าทองทั้งสี่

บีเทิลแต่ละคนให้ฉงนสงสัยว่าทำไมพวกเขาถึงได้รับการต้อนรับที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้

อเมริกาไม่ได้มีดาราเพียงพอต่อความต้องการของพวกเขาแล้วหรือ?
ไม่ใช่อเมริกาหรอกหรือ ที่สร้างสรรค์ดนตรีอันเป็นแรงบันดาลใจและมีอิทธิพลต่อเดอะ บีเทิลส์ในตอนแรกเริ่ม

ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำอยู่-แน่นอน-เป็นการมอบคืนกลับให้ชาวอเมริกัน ในสิ่งที่พวกเขามีอยู่แล้ว

สิ่งที่บีเทิลส์ไม่ได้ตระหนักก็คืออเมริกา,ในห้วงเวลาแห่งการอาดูรหลังการลอบสังหารประธานาธิบดีเคเนดี้,นั้น ยิ่งกว่าพร้อมที่จะต้อนรับบันเทิงคดีที่จะทำให้พวกเขาลืมความโศกนี้ได้

ราวกับว่าประชากรทั้งหมด(ออกจะฟังดูวิตถารไปหน่อย เมื่อมองจากยุคปัจจุบัน) ตกอยู่ในอำนาจของเดอะ บีเทิลส์โดยสิ้นเชิง--ด้วยความกระตือรือร้นอย่างแรงกล้า

ในวันที่9 กุมภาพันธ์ ต่อหน้าผู้ชมวัยรุ่นนิวยอร์ค 728คนที่อยู่ในอาการคลุ้มคลั่งสุดๆ เดอะ บีเทิลส์ได้แสดงสดในรายการ The Ed Sullivan Show เป็นครั้งแรก

มีรายงานจาก The A C Nielsen rating ว่าจำนวนบ้านที่เปิดดูรายการนี้คือ 23,240,000 หลัง , ก็คือประมาณว่า 73ล้านคน ทำลายสถิติโลกสำหรับจำนวนผู้ชมที่ชมทีวีมากที่สุด

สองวันหลังจากนั้น ท่ามกลางบรรยากาศโกลาหลสุดขีด เดอะ บีเทิลส์ก้าวขึ้นเวทีที่ Washington Coliseum และเปิดคอนเสิร์ทครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา

24ชั่วโมงต่อมา ความอลหม่านในระดับเดียวกันก็ย้ายมาต้อนรับพวกเขา ในการแสดงสองรอบที่ Carnegie Hall อันโด่งดัง ซึ่ง ณ ที่นี้ ต้องใช้ตำรวจถึง 362 นายมาอารักขาเพื่อให้แน่ใจว่าเดอะ บีเทิลส์จะไม่ได้รับภยันตรายใดๆจากแฟนเพลง

เมื่อบีเทิลส์บินออกจากอเมริกาในวันศุกร์ที่ 21กุมภาพันธ์ พวกเขาทิ้งชาวอเมริกันผู้ตกอยู่ในความหลงใหลยิ่งนักไว้เบื้องหลัง-มันเป็นความจริงที่อธิบายไม่ได้และไม่น่าจะเป็นไปได้

แต่ไบรอัน เอ็บสไตน์ผู้ซึ่งวางแผนแยบยลเกี่ยวกับการมาเยือนอเมริกาไว้ในใจล่วงหน้าแล้ว ก็ได้ทำในสิ่งที่ไม่มีผู้จัดการคนไหนเขาทำกัน

ไบรอันปฏิเสธข้อเสนอมากมายที่ต้องการให้บีเทิลส์กลับมายังอเมริกาโดยทันทีอย่างสิ้นเชิง (อันเป็นการเพิ่มค่าตัวในการปรากฏตัวทางโทรทัศน์ยิ่งขึ้นไปอีก ถึงแม้ว่าจะต้องสูญเสียโอกาสดีๆในการโปรโมทไป)

ด้วยความกลัวที่จะเป็นอะไรที่โหลเกินไป และ การตระหนักถึงความต้องการในที่อื่นๆอีก เดอะ บีเทิลส์จึงไม่ได้กลับมาอเมริกาเหนืออีกจนกระทั่งเดือนสิงหาคม

ถ้าปี 1963เป็นปีที่บีเทิลส์ครองเกาะอังกฤษ 1964 ก็ต้องเรียกว่าเป็นปีที่พวกเขาครองโลก

หลังจากกลายเป็นอมตะไปแล้วในบ้านเกิดตัวเอง ผู้จัดการหนุ่ม ไบรอัน เอ็บสไตน์ เริ่มสอดส่ายสายตาไปยังที่หมายอื่น

ในวันที่9มีนาคม ขณะที่เขานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานที่ NEMS' new London office (ซึ่งตั้งอยู่ถัดจาก London Palladium แบบมิได้มิจงใจ) เขาได้สำรวจกำหนดการแสดงที่ ออสเตรเลีย,ฮอลแลนด์, เดนมาร์ค,ฮ่องกง และ สวีเดน

ส่วน Arthur Howes โปรโมเตอร์ชาวอังกฤษก็รู้สึกคึกคักนักที่จะทำทัวร์ในบ้านเกิดอีกครั้ง

และไบรอันเองก็อยากที่จะให้มีการแสดงบนเวทีในแบบคริสต์มาสโชว์ในตอนปลายปีอีกครั้งหนึ่ง

และสุดท้ายแล้ว เดอะ บีเทิลส์ ก็ได้ทำทุกสิ่งที่ว่ามาหมดเกลี้ยงในปี1964นี้ และแถมยังบันทึกเสียงสองอัลบั้ม,ซิงเกิ้ลอีกจำนวนหนึ่ง และ ภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่อง

Saturday, 28 February 2009

Beatles ยึดอเมริกาในปี 1964 (พ.ศ. ๒๕๐๗)-1




ในวันที่14มกราคม หลังจากสิบคืนสุดท้ายของ "The Beatles' Christmas Show"
และการกลับเข้าไปเล่นสดในรายการ Val Parnell's Sunday Night at London Palladium
อีกครั้ง , เดอะ บีเทิลส์ ที่ปราศจากริงโก้ (ติดหมอกอยู่ในลิเวอร์พูล)
ออกเดินทางสู่ปารีส เพื่อการแสดงแบบมาราธอนที่ โอลิมเปีย เธียเตอร์

(ในวันที่13พวกเขาได้พักหนึ่งวัน และวันที่ พอล จอห์น จอร์จ ไปถึงสนามบิน
Le Bourget ในกรุงปารีส พวกเขาได้รับการต้อนรับจากวัยรุ่นปารีเซียงจำนวน.....60คน)

ริงโก้และนีล แอสไพนัล ตามมาในวันต่อมา เขามาถึงทันเวลาพอดีสำหรับการแสดงครั้งแรกในฝรั่งเศสของพวกเขา

มันเป็นการเล่นอุ่นเครื่องที่ Cinema Cyrano, Rue Rameau, Versailles ต่อหน้าผู้ชม 200คน ก่อนที่จะเล่นกันยาวเหยียดสามสัปดาห์รวดที่โอลิมเปีย

การแสดงคืนนั้นไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จของพวกเขาได้เลย แม้แต่พวกบีเทิลส์เองก็ยังไม่พอใจกับการแสดงของตัวเอง การเปิดตัวที่โอลิมเปียในวันที่16มกราคมก็ไม่ได้ดีไปกว่านั้นนัก แอมป์ของพวกเขามีปัญหาถึงสามครั้ง และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่สงสัยว่า จอร์จเป็นคนก่อวินาศกรรมซะเอง

ผู้ชมในคืนเปิดนี้ส่วนมากเป็นพวกไฮโซของปารีสมากันในชุดหรูหราและดูจะชัดเจนว่าไม่มีความชื่นชมใดๆกันนักระหว่างคนดูกับสี่หนุ่มจากลิเวอร์พูล

การต้อนรับจากสื่อมวลชนก็เย็นชาพอๆกัน ไบรอัน ซอมเมอร์วิลล์ โฆษกคนใหม่ของวงถึงขั้นต้องแสร้งทำเสียงอึกทึกคึกโครมหลังเวทีเพื่อเรียกร้องความสนใจจากสาธารณชนเป็นพิเศษ

แม้ว่าจะสะดุดไปบ้างกับช่องโหว่ในการไต่เต้าสู่ความสำเร็จอันมหัศจรรย์มาโดยตลอดในการแสดงครั้งนี้ แต่ The Beatles ก็ไม่ได้แคร์กับเรื่องนี้นัก

เพราะหลังจากกลับห้องสวีทของพวกเขาที่โรงแรม George V พวกเขาก็ได้รับโทรเลขแจ้งข่าวว่าในซิงเกิ้ลชาร์ทของ Cashbox สัปดาห์ต่อไป เพลง 'I Want To Hold Your Hand' ของพวกเขากระโดดวูบเดียวจากอันดับที่ 43 ขึ้นสู่อันดับหนึ่ง


นี่เป็นสิ่งสุดยอดปรารถนาที่เหล่าบีเทิลส์และไบรอัน เอ็บสไตน์ รอคอยมานาน แทบไม่เคยมีศิลปินจากเมืองผู้ดีผู้ใดสามารถฝ่าเข้าไปมีชื่อเสียงในอเมริกาได้

เพียงแค่สามวัน 'I Want To Hold Your Hand' ก็ขายได้ 250,000 แผ่นในอเมริกา และในวันที่ 10 มกราคม ยอดก็ทะลุไปถึงล้านแผ่น


ในวันที่ 13มกราคม มันขายได้หนึ่งหมื่นแผ่นในหนึ่งชั่วโมง เฉพาะในนิวยอร์คที่เดียว และความจริงที่ว่า มีอีกสองตราแผ่นเสียงนอกจาก Capitol (Vee Jay และ Swan) ซึ่งต่างก็ปล่อยแผ่นเสียงของบีเทิลส์ออกมาในเวลาเดียวกัน (แถมยังมีอีกอย่างน้อยสองตราคือ Liberty และ Laurie ที่ล้มเลิกการตัดสินใจที่จะถอดถอน 'Please Please Me' ก่อนที่มันจะไปอยู่ในมือ Vee Jay)

มันหมายความว่า ซิงเกิ้ลจากปี 1963 ทั้งหมดและอีกสองอัลบั้มของพวกเขาพากันตบเท้าเดินหน้าเข้าสู่อันดับเพลงอเมริกันด้วยอัตราความแรงที่ไม่น่าเชื่อ

และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนที่บีเทิลส์จะเดินทางสู่นิวยอร์คไม่กี่วัน พวกเขาวางแผนกันไว้ล่วงหน้าสามเดือนแล้ว ที่จะไปปรากฏตัวในรายการ Ed Sullivan Show ซึ่งจะมีการถ่ายทอดไปทั่วประเทศ

ความประจวบเหมาะนี้(อันเป็นเรื่องบังเอิญโดยแท้จริง) จัดเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก

Friday, 27 February 2009

The Beatles | Hey Jude เพลงยาวมหากาพย์ของสี่เต่าทอง





Hey Jude เริ่มต้นด้วยเสียงร้องของผู้ชายหนึ่งคนและเครื่องดนตรีหนึ่งชิ้น แต่
7 นาทีต่อมา มันจบลงด้วยเสียงกึกก้องของเครื่องดนตรี 50 ชิ้น
มันเป็นซิงเกิ้ลที่มีความยาวมากที่สุดและขายดีที่สุดของวงดนตรีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์

ผมได้ยิน Hey Jude ครั้งแรกจากอัลบั้ม 1967-1970 เมื่อประมาณพ.ศ. 2524 มันเป็นเพลงที่ไม่เคยอยู่ในอัลบั้มปกติของพวกเขามาก่อน เพราะในปี 1968 นี่เป็นเพลงที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นซิงเกิ้ลโดยเฉพาะ (เกือบทุกซิงเกิ้ลของ Beatles เป็นอย่างนั้น เพราะพวกเขาไม่ต้องการให้แฟนๆเสียเงินซ้ำซากหลายครั้ง!) ท่วงทำนองและเสียงร้องของพอล แมคคาร์ทนีย์สร้างความประทับใจให้ผมทันที แต่ว่าท่อนสุดท้ายของมัน ที่เป็นคำร้องเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า(18ครั้ง)ยาวกว่าสามนาทีก็ทำให้ผมมึนไปเหมือนกันว่าพวกเขาทำอะไรกันอยู่(วะ) แต่ในปัจจุบันท่อน na na na นี้ก็ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่ามันทำให้ Hey Jude กลายเป็นเพลง sing along สำหรับ stadium ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเพลงหนึ่งของโลก

ชีวิตการแต่งงานของจอห์น และ ซินเธีย เลนนอนกำลังอยู่ในช่วงใกล้ล่มสลายในตอนต้นปี 1968 จอห์นต้องการหย่าจากซินเธียเพื่อไปใช้ชีวิตกับคนรักใหม่ของเขา ศิลปินสาวชาวญี่ปุ่น-โยโกะ โอโนะ จอห์นกับซินเธียมีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคน-จูเลียน เลนนอน จูเลียนถือกำเนิดขึ้นมาในช่วงรุ่งอรุณของ Beatlemania ในปี 1963 พอล แมคคาร์ทนีย์สนิทกับครอบครัวของจอห์นพอสมควร และเรื่องนี้ก็ทำให้ “อาพอล” เห็นใจซินเธียและจูเลียนยิ่งนัก บ่ายวันหนึ่งเขาขับรถออกนอกเมืองเพื่อไปเยี่ยมสองแม่ลูก ระหว่างทางนี้เองที่พอลแต่งเพลงนี้ขึ้นมาจากการฮัมปากเปล่า

เดิมทีพอลตั้งชื่อเพลงว่า Hey Jules (ใช่แล้วครับ ย่อมาจาก Julian) แต่ภายหลังเขาเปลี่ยนเป็น Jude เพราะว่ามัน “ฟังดูเป็นคันทรี่ตะวันตกกว่า”

เนื้อหาของ Hey Jude โดยรวมก็เป็นการให้กำลังใจแก่ Julian ล้วนๆ ประเด็นของมันก็คือให้ทำความเศร้าโศกให้เป็นพลังในการที่จะต่อสู้โลกต่อไป Take A Sad Song And Make It Better, don’t make it bad, don’t let me down… แม้ว่าพอลจะยืนยันมาตลอดว่าเพลงนี้แต่งให้จูเลียน แต่ก็ยังมีคนคิดไปเป็นอื่น หนึ่งในนั้นคือ จอห์น เลนนอน เขายืนยันว่าพอลแต่งเพลงนี้ให้เขาโดยตัวเองก็ยังไม่รู้ตัว (จิตใต้สำนึก) ในความหมายของจอห์นนี่เป็นเพลงที่เชียร์ให้เขารีบออกไปอยู่กับโยโกะเร็วๆ (Remember to let her into your heart, then you can start to make it better.) และก็ยังมีพวกคิดมากบางกลุ่มไพล่คิดไปว่านี่เป็นเพลงยาเสพติดอีกเพลงของ Beatles ท่อน Remember to let her under your skin, then you begin to make it better จะเป็นอื่นไปได้หรือนอกจากการกล่าวถึงการฉีดเฮโรอีนเข้าเส้น! ท่อน The movement you need is on your shoulder เป็นท่อนที่จอห์นชอบที่สุดทั้งๆที่พอลคิดว่ามันห่วยจะตาย แต่จอห์นยืนยันว่า “เอามันไว้อย่างงั้นแหละ ไอเข้าใจความหมายของมัน”
ไม่ว่าจะมองว่ามันเป็นเพลงบัลลาด บลูส์ หรือกอสเพล นี่เป็นหนึ่งในเมโลดี้ที่งดงามที่สุดที่พอลเคยเขียนมา และเป็นการร้องที่สุดยอดที่สุดของเขาในเพลงทั้งหมดของ Beatles

ส่วนความหมายลึกๆของมันนั้น ผมเชื่อว่าเขาเขียนให้จอห์นครับ....

Thursday, 26 February 2009

The Beatles LOVE เหล้าเก่า-ชงใหม่





ผมไม่ทราบชัดว่าทำไมจอร์จ มาร์ตินที่ประกาศแขวนสตั๊ด..เอ๊ย หูฟังไปแล้วถึงยอมกลับมารับงานนี้อีก เพราะมันเป็นการเสี่ยงไม่น้อยที่ท่านเซอร์จะเอาชื่อมาทิ้งตอนแก่ -กับงานรีมิกซ์ตัดต่อเพลงเก่าของ Beatles เพื่อประกอบโชว์มิวสิคัลกึ่งกายกรรมในลาสเวกัส!

อาจจะเป็นเพราะจอร์จต้องการให้ LOVE เป็นบันไดส่งลูกชายของเขา ไกลส์ มาร์ติน (ที่เป็นโปรดิวเซอร์ร่วมในอัลบั้มนี้)เข้าสู่วงการให้เป็นที่ยอมรับ หรืออาจเป็นเพราะจอร์จคิดว่างานของเขายังไม่จบ เขาอาจอยากจะฝากชื่อไว้อีกครั้งก่อนตายในอัลบั้มใหม่ของสี่เต่าทองมากกว่างาน In My Life ของเขาเอง

อีกข้อหนึ่งที่มาร์ตินอาจจะค้างใจอยู่ คือเขารู้สึกเสียใจที่ในยุค Beatles เขาให้ความสำคัญแก่จอร์จ แฮริสันน้อยเกินไป ใน LOVE จอร์จได้ไถ่บาปนี้แล้ว เขาได้ทำให้ดนตรีของแฮริสันเจิดจรัสไม่น้อยไปกว่าเพลงของเลนนอน-แมคคาร์ทนีย์ (เท่าไหร่)ในที่สุด เพลงเอก Something และ Here Comes The Sun ถูกเรียบเรียงและวางโพสิชัน(ลำดับเพลง) อย่างโดดเด่น รวมทั้งการเขียนสกอร์เครื่องสายในเวอร์ชั่นเดโมของ While My Guitar Gently Weeps ที่มาร์ตินยืนยันว่านี่คงเป็นงานสกอร์ครั้งสุดท้ายที่เขาจะทำให้Beatles ลีลาสกอร์ของมาร์ตินในเพลงนี้ยังยอดเหมือนเคย-มีคลาส,เศร้า และไม่น้ำเน่า (แต่น้ำตาไหลครับ)

ถ้างานนี้เซอร์จอร์จจะทำเพื่อเป็นป๋าดัน ก็ต้องบอกว่าบรรลุ Love ทำให้โลกยอมรับว่าไกลส์ มาร์ติน มีหู,เทสต์ และฝีมือทางดิจิตัลที่เฉียบคม จะมีใครคิดได้ว่าเพลงแขกอ้อยสร้อย Within You Without You จะสามารถเซิร์ฟไปได้อย่างสง่างามบนยอดคลื่นจังหวะเชี่ยวกราดของ Tomorrow Never Knows ท่ามกลางเสียงเจี้ยวจ้าวของเทปลูปที่เปิดถอยหลังพวกนั้น? ใครจะไปทราบว่าเมื่อเอาเสียงโซโลกลองของริงโกจาก The End มาเป็นอินโทรให้ Get Back แล้วจะร้อนเร้าใจขนาดนั้น? และเมื่อเขาจะทำ medley สนุกๆแบบ Stars On 45 ใน Drive My Car/The Word/What You’re Doing ก็ต้องยอมรับว่า Beatles ทำได้ดีกว่าวงดิสโก้จากฮอลแลนด์นั่นเสียอีก(ฮา) งาน mash-up พวกนี้ถ้าจะว่าไปเด็กที่เก่งคอมหน่อยก็ทำได้ถมไป งานนี้วัดกันที่ไอเดียและเทสต์ รายละเอียดที่ว่าเพลงไหนมีอะไรบ้างความจริงไม่อยากเล่ามาก(กว่านี้) ความสนุกอยู่ที่ความเซอร์ไพรซ์

นอกจากเรื่องความสร้างสรรค์ในการตัดต่อแล้วเรื่องคุณภาพเสียงก็เป็นเรื่องที่ต้องพูดถึง นี่เป็นครั้งแรกที่มีการรีมิกซ์งานของ Beatles อย่างจริงจัง และซีดีของสี่เต่าทองก็ไม่เคยเสียงดีเท่านี้มาก่อน ลองฟังกีต้าร์ดิบกร้านแต่สะอาดเคลียร์ใน Revolution เสียงกีต้าร์ของจอห์นและจอร์จที่เคยม้วนพันกันอยู่ถูกแยกออกสองแชนเนลหรือ I Am The Walrus ที่เสียงสารพัดเบียดกันเอี้ยดแทบทะลัก คุณภาพเสียงอันสุดๆของ LOVE ทำให้ครั่นหูอยากให้ทีมนี้รีมาสเตอร์งานทั้งหมดของ Beatles ออกมาซักพรุ่งนี้เช้า

Love ยังเป็นซีดีแผ่นแรกที่คุณควรหยิบยื่นให้เด็กๆที่อยากลองฟัง Beatles ด้วย เพราะมันเป็นแผ่นเดียวที่รวบรวมความเป็นBeatles ไว้ได้หลากหลายที่สุด ไม่ใช่มีแต่เพลงฮิตหรือเพลงยุคใดยุคหนึ่งเพียงอย่างเดียว

LOVE คู่ควรแล้วกับการเป็นงานทิ้งทวน (Swan Song) ของอัครโปรดิวเซอร์—เซอร์ จอร์จ มาร์ติน (แต่ถ้าท่านยังว่าง....)

John Lennon-รวมฮิตชุดสุดท้าย?




ศิลปินใหญ่ระดับ เลนนอนมีหรือจะไม่เคยออกงานรวมเพลงเอกมาก่อน Working… เป็นชุดที่สี่ของเขาเข้าไปแล้ว และจะเป็นชุดที่ห้าถ้ารวม Imagine Soundtrack ในปี 1988 เข้าไปด้วย (แผ่นนั้นจะเป็นการรวมงานของจอห์นในยุคที่อยู่กับ Beatles ด้วย-ผมคิดว่าเป็นงานที่แสดงความเป็น “จอห์น เลนนอน” ได้เต็มชีวิตดีกว่าแผ่นอื่นๆที่เป็น “จอห์น โอโนะ เลนนอน” เสียมากกว่า) สามชุดก่อนคือ Shaved Fish (1975), Collection (1982) และ Lennon Legend (1997) ล้วนเป็นซีดีแผ่นเดียว Working… เป็นครั้งแรกที่เราจะได้งานรวมเพลงอย่างเต็มอิ่มที่ความยาวรวมกว่าสองชั่วโมงครึ่ง เวลาขนาดนี้ไม่น่าจะมีเพลงสำคัญเพลงใดของจอห์นตกหล่น จำได้ว่าสมัยเด็กๆอัดเทปรวมเพลงจอห์นเล่นๆ แค่เทป C-90 ก็กำลังพอดีๆแล้วด้วยชื่อรองที่น่าเกรงขาม The Definitive Lennon ทำให้ผมมั่นใจว่านี่ต้องเป็นงานรวมเพลงที่สมบูรณ์แบบ หักหน้า Wingspan ของ Paul McCartney ที่ทำออกมาได้ลักลั่นเมือสามสี่ปีก่อน แต่แล้วก็ต้องผิดหวัง Working… ไม่ถึงกับเลวอนาถ แต่มันน่าจะดีกว่านี้ ขอติเป็นชุดๆตามประสาคนรักโยโกะดังนี้ หน้าปก: ทำราวกับว่าจอห์นเป็นโรเบิร์ต จอห์นสันที่ทั้งชีวิตถ่ายรูปไว้แค่สองภาพไปได้ ภาพฝีมือเอียน แมคมิลลานนี้ไม่เถียงหรอกว่าสวยและแสดงความเป็น “เลนนอน” ได้ดีมาก แต่มันใช้ไปกี่ครั้งแล้ว?การเรียงเพลง: เอาละ งานรวมฮิตทุกชุดของจอห์นที่ผ่านมาก็ไม่ได้เรียงตามวันเวลาเป๊ะๆอยู่แล้ว แต่การที่มี scope ใหญ่ๆอย่างสองซีดีนี้ เป็นโอกาสดีในการที่จะไล่เรียงเพลงให้เห็นพัฒนาการและภาพรวมของดนตรีของจอห์น ซึ่งในยุคหลัง Beatles เป็นต้นมา เพลงของเขาเหมือนเป็นบันทึกแห่งชีวิตในช่วงเวลานั้นๆ การจับเรียงเพลงใหม่ใน Working นี้พอจะมองออกว่าหวังผลในแง่ความราบรื่นในการฟังและการกระจายเพลง “น่าฟัง” ของจอห์นให้ไปทั่วๆแผ่น และหลีกเลี่ยงความน่าเบื่อกับการที่จะต้องเริ่มอัลบั้มด้วย Give Peace A Chance และจบด้วย Grow Old With Meความ “พลาด” ที่ไม่น่าเชื่อของผู้รวมเพลง (โยโกะ?) อีกประการคือการขาดเพลงสำคัญอย่าง How Do You Sleep? จากอัลบั้ม Imagine จะเป็นว่าเพื่อลบความบาดหมางระหว่างจอห์นและพอลเพราะเพลงนี้จอห์นแต่งมาเพื่อด่าเพื่อนรักโดยเฉพาะก็ไม่น่าเป็นไปได้ ที่น่าเสียดายคือนี่คือเพลงที่มีดนตรีที่เฉียบขาดที่สุดเท่าที่จอห์นเคยทำมาในยุค Post-Beatles เวลา 11 ปี (1969-1980) ในการทำงานของจอห์นใน 38 แทร็คในอัลบั้มนี้ท่านจะได้ฟังจอห์นในหลายๆแบบสลับกันไป อาทิ จอห์นนักประท้วงและสันติภาพ-Give Peace A Chance, Imagine, Power To The People จอห์นแฟมิลี่แมน – (Just Like) Starting Over, Beautiful Boy จอห์นคนมีปม-Mother, God จอห์นเดอะร็อกเกอร์-New York City, Stand By Me หรือจอห์นปากหวาน - Woman, Jealous Guy, Oh My Love (ไม่น่าเชื่อว่าเพลงนี้ไม่เคยอยู่ในรวมฮิตใดมาก่อน)ทุกเพลงผ่านการรีมาสเตอร์อย่างจริงจังตลอดห้าปีที่ผ่านมา ในแง่ความคุ้มค่าไม่มีปัญหาครับ แนะนำสำหรับคนที่อยากเริ่มฟังจอห์น เลนนอนทุกท่าน ส่วนแฟนเก่าที่ไม่เคยซื้องานของเขามาหลายปี (ก่อนปี 2000) ก็น่าจะลองฟังสุ้มเสียงของมันกันดู

Paul McCartney-ความอลหม่านและการสร้างสรรค์ที่สวนหลังบ้านของเขา


อัลบั้มใหม่ในรอบสี่ปีของพอล แมคคาร์ทนีย์ และเป็นอัลบั้มที่ 20 ในรอบ 35 ปี หลังจาก The Beatles เลิกรากันไปในปี 1970 ผมออกจะตื่นเต้นเมื่อทราบว่าศิลปินคนโปรดจะมาจับมือกับโปรดิวเซอร์ที่ผมชื่นชมในการทำงานชุดนี้ ไนเจล ก็อดริช คือชื่อของเขา เครดิตของพี่เค้าในการเป็นผู้ควบคุมการผลิตอัลบั้ม OK Computer (Radiohead), Mutations (Beck), The Man Who (Travis) รับประกันความยิ่งใหญ่ ในอดีตพอลเคยออกอัลบั้มที่เขาเหมาเล่นดนตรีทุกชิ้นมาสองแผ่นคือ McCartney (1970) และ McCartney II (1980) และใน Chaos… มันก็เกือบจะเป็น McCartney III เขาเล่นดนตรีเกือบทุกชิ้น อาจจะเว้นก็แต่พวกเครื่องสายและกีต้าร์บางพาร์ทเท่านั้น นี่เป็นไอเดียของไนเจล เขามองว่าการที่พอลใช้วงแบ็คอัพที่เขาทัวร์ด้วยกันมาตลอดมาเล่นบันทึกเสียง มันง่ายเกินไปและไม่ท้าทาย ไนเจลยังชอบการตีกลองของพอลอีกด้วย แต่ Chaos ไม่ได้มีซาวนด์เหมือนเดโมที่น่าจะเก็บไว้เปิดให้เมียฟังอย่าง McCartney หรือเต็มไปด้วยเสียงสังเคราะห์กระป๋องแตกอย่างใน McCartney II ตรงข้าม มันมีการบันทึกเสียงที่ปราณีตอลังการ ไม่ต่างจากงานทุกชิ้นที่ไนเจลเคยโปรดิวซ์มา 14เพลงใน Chaos แทบไม่มีเพลงร็อคเกอร์ แต่มันบรรจุไปด้วยเพลงที่ครุ่นคิดอ้อยอิ่ง สรรพเสียงที่ซ้อนทับถักทออย่างละเมียด ด้วยฝีมือการบรรเลงของผู้ชายวัย 63 คนนี้แทบจะคนเดียว มันไม่ใช่อัลบั้มที่ฟังแล้วติดหูทันที คุณต้องให้เวลากับมัน เสียงแบบไนเจลมีให้ได้ยินอย่างไม่ต้องเพ่งใน Chaos แต่โดยรวมๆนี่ก็ยังเป็นงานแบบพอล แมคคาร์ทนีย์อยู่ให้แฟนจำได้ไม่ผิดตัว Chaos ไม่มีเศษเพลงหรือ filler ทุกเพลงแตกต่างและมีคุณค่าในตัวเอง พอลร้องได้ดีกว่าในหลายอัลบั้มที่ผ่านมาของเขา ในแง่ของการควบคุมน้ำเสียง อักขระ ที่ดูตั้งใจมาก แต่มันก็ฟังออกจะเกร็งๆกว่าพอลในแบบเดิมๆอยู่ด้วยเพลงเด่น Fine Line ซิงเกิ้ลแรก สไตล์เหมือนใน Flaming Pie (1997) ท่อนที่ดึงดนตรีช้าให้กีต้าร์โซโลทำได้งามมาก, Jenny Wren “น้องสาว Blackbird” คือคำจำกัดความที่พอลให้ไว้เอง สไตล์การปิกกิ้งและเนื้อหาคือความเกี่ยวดอง, Too Much Rain เพลงที่ดีที่สุดในแผ่น ความเป็นก็อดริชและแมคคาร์ทนีย์มาบรรจบกันพอดีที่เพลงนี้ ทำนองสุดยอด พอลยังเป็นราชาแห่งเมโลดี้เหมือนกับที่เขาเคยเป็น เนื้อหาราวกับจะแต่งมาเพื่อปลอบประโลมชาวอเมริกันที่ประสบภัยจากเฮอริเคนแคทรีน่าซะงั้น, Riding To Vanity Fair มีความเป็นไนเจลมากที่สุดและก็มีความเข้มข้นทางดนตรีที่สุดในแผ่นด้วย ถ้าเอา Beck มาร้องแทนก็ไปใส่ใน Sea Change ได้ทันที แต่พอลก็ร้องแนวนี้เอาเรื่องได้ไม่แพ้หนุ่มๆนะครับ ,English Tea เปียโนบวกเครื่องสายวงเล็ก ทำนองเยี่ยมอีกแล้ว ทำให้นึกถึง Eleanor Rigby หรือ Martha My Dear ยาวแค่สองนาทีกว่า ,Friends To Go ป๊อบสไตล์ Beatles ยุค A Hard Day’s Night พอลตีฉิ่ง…เอ๊ย…ฉาบได้น่ารักมาก ,Anyway บัลลาดอลังการปิดอัลบั้ม เสียงเปียโนอิ่มสุดลิ่มหวานสุดใจไปเลย (แหม แต่อินโทรทำไมไพล่ไปเหมือน ‘People Get Ready’ ของ Curtis Mayfield ได้ล่ะครับ?) ผมไม่คิดว่า Chaos จะขายดีอะไรนัก เพราะมันฟังไม่ง่าย แต่ในแง่ศิลปะ มันคือ Creation ชิ้นสำคัญอีกครั้งจากพอล แมคคาร์ทนีย์ ขอบคุณไนเจลด้วยครับ

Tuesday, 24 February 2009

John Lennon ที่ผมระลึกถึง ๒๕ ปีหลังการเสียชีวิต


(บทความนี้เขียนขึ้นในปี 2005)


John Lennon 25 years later
พิธีกรรมรำลึกเลนนอน


วันสุดท้ายของเขา-8 ธันวาคม 1980 จอห์นยังให้สัมภาษณ์อย่างเฮฮาในอีกไม่กี่ชั่วโมงก่อนตาย เขาเล่าว่าวันหนึ่งเขานอนเล่นอยู่บนเตียงกับ Sean ลูกชายวัย 5 ขวบ จอห์นถามลูกว่า โตขึ้นเขาอยากเป็นอะไร? เด็กน้อยคิดอยู่พักใหญ่ก่อนจะตอบว่า ไม่อยากเป็นอะไร ผมโตขึ้นอยากเป็นแค่แดดดี้ธรรมดาๆ จอห์นเข้าใจความหมายของ Sean 5 ปีแรกของเด็กคนนี้จอห์นไม่จับงานดนตรีเลย เพื่ออยากจะใช้เวลากับลูกให้เต็มที่ เขาไม่เคยได้สิ่งนี้ในวัยเด็กจากพ่อแม่ และกับจูเลียนลูกชายคนแรกที่เกิดกับภรรยาคนแรก-ซินเธีย เขาก็แทบไม่มีเวลาให้ การที่ Sean บอกว่าเขาแค่อยากเป็นแดดดี้ธรรมดาๆ ก็หมายความว่าเขาไม่อยากให้พ่อกลับไปเล่นดนตรีอีก ช่วงสามสี่เดือนนั้น จอห์นหันกลับมาเข้าห้องอัดเพื่อทำเพลงอีกครั้ง จอห์นบอกลูกว่า "ฟังนะ การเล่นดนตรีทำให้พ่อมีความสุขมาก และเมื่อพ่อมีความสุข พ่อก็จะได้มาเล่นกับหนูอย่างสนุกยิ่งขึ้นไงล่ะ"แต่ความสุขทั้งสองอย่างของจอห์นก็ต้องมลายลงในแค่คืนนั้น บทสัมภาษณ์จบลงด้วยการยืนยันว่าเขาจะทำงานต่อไปจนวันตาย และจอห์นมั่นใจว่าวันนั้นยังคงอีกนานจะมาถึง

25 ปีที่ผ่านมาไม่ว่าคุณจะคิดอย่างไรกับ โยโกะ โอโนะภรรยาหม้ายของจอห์น แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือโยโกะทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมในการคงสถานะอันยิ่งใหญ่ของจอห์น เลนนอนให้ค้างฟ้าอยู่อย่างไม่มีทีท่าจะดับสูญ โยโกะไม่เคย"ขาย"จอห์นถูกๆด้วยการปล่อยเรื่องในแง่ลบของเขาออกมาแม้แต่ครึ่งเรื่อง เธอใจเย็นพอที่จะนำงานเก่าๆของจอห์นออกมารีมาสเตอร์แค่ปีละแผ่นสองแผ่น โดยเธอจะลงมาควบคุมการรีมาสเตอร์ด้วยตัวเองทุกครั้ง และแทบทุกงานที่ออกมามีคุณภาพเสียงที่น่าพอใจมากๆ โยโกะไม่เคยพลาดเมื่อมีการแจกรางวัลต่างๆให้จอห์น เธอพร้อมที่จะให้สัมภาษณ์ถึงเขาอย่างไม่มีเบื่อหน่าย และวันดีคืนดี เธอก็จะหาเรื่องมาถล่มใส่ พอล แมคคาร์ทนีย์ อดีตคู่หูนักแต่งเพลงในวง Beatles ของจอห์นสักครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าพอลจะไม่อาจขึ้นมาเบียดความเป็นตำนานของจอห์นได้ ผลงานที่ถือเป็นชัยชนะของเธออย่างแท้จริงคือ boxset John Lennon Anthology ที่ออกมาในปี 1998 ทั้งความปราณีตของอาร์ทเวิร์ค และตัวบทเพลงที่คัดแบ่งมาเป็นสี่แผ่นสี่ยุคตั้งแต่ยุคยังอยู่ในอังกฤษ-ย้ายมานิวยอร์ค-ยุค "สุดสัปดาห์ว้าเหว่"ที่เขาและเธอแยกจากกันอยู่หลายเดือน และยุคสุดท้ายที่พวกเขามาพำนักที่ดาโกต้าและออกอัลบั้มสุดท้าย 'Double Fantasy'

แต่ก็ไม่ทุกอย่างที่โยโกะทำให้จอห์นจะเข้าท่าเข้าทางไปหมด ดีวีดี Lennon Legend นั้นเจอข้อหาที่ว่ามีหลายเพลงที่ไม่ได้ใช้วิดีโอคลิปเวอร์ชั่นดั้งเดิม และความพยายามจะเสนอหน้าตัวเธอเองมากเกินเหตุ อัลบั้ม Acoustic ก็ถูกด่าขรม ด้วยคุณภาพเสียงที่ย่ำแย่ แถมเอาเพลงเก่าจาก Anthology มาขายเสียมากเกินครึ่งอัลบั้ม, การพยายามชูตัวจอห์นในแง่การเป็น Working Class Hero ก็ดูจะไม่มีใครเออออกับเธอไปด้วย ล่าสุดอัลบั้ม Peace, Love And Truth ที่มีขายในบ้านเรานั้นก็ออกอาการหนักด้วยการเอาเพลง Give Peace A Chance มาให้นักร้องเอเชียร้องทับลงไปเป็นรีมิกซ์ แต่ท่านผู้อ่านครับ ไอ้ที่ด่าๆกันนี่ แฟนๆก็ยังตามซื้อกันหมดอยู่ดี

ในแง่ดนตรี สิ่งที่จอห์นทำได้ยิ่งใหญ่ที่สุด คือผลงานที่เขาทำไว้กับ The Beatles ในปี 1962-1970 แต่ในแง่ความเป็นตำนานและฮีโร่ มันเป็นผลจากงานและการใช้ชีวิตของเขาในช่วงหลังจากแตกวงแล้ว (และผมเชื่อว่าเกือบ50%มาจากเพลง Imagine) อาจกล่าวได้ว่าจอห์นไม่ได้สร้างสรรค์อะไรใหม่ๆในแง่ดนตรีเลยในช่วงทศวรรษ70's ความโชติช่วงของจอห์น-ศิลปินเดี่ยวนอกจากงานเพลงแล้ว มีอะไรที่เป็นเชื้อเพลิงสำคัญ? อาจสรุปได้ 3 ประการคือ ภาพของนักเรียกร้องสันติภาพในยุคต้น 70's, การใช้ชิวิตที่เหลวแหลกในช่วง 73-74 ที่รู้จักกันในชื่อ 'Lost Weekend' ที่จอห์นถูกโยโกะไล่ (หรืออาจจะหนีออกมาเอง) จากนิวยอร์คมาเมาหัวราเหล้าข้ามปีกับก๊วนๆและเมย์ แพง เล(คู่)ขาที่แอลเอ ก่อนที่จะกลับมาสู่อ้อมกอดเมียรักอีกครั้ง ชีวิตที่เละเทะของเขาในช่วงนี้กลับทำให้จอห์นดู'ติดดิน' เป็นผู้เป็นคนเหมือนเราท่านที่มีโอกาสที่จะเป็นอย่างเขาได้กันทั้งนั้น (สิ่งนี้พอล แมคคาร์ทนีย์ไม่มี แม้เขาจะเคยถึงขั้นติดคุกที่ญี่ปุ่นมาแล้วก็ตามที) และสุดท้ายคือโศกนาฏกรรมของความตายของเขา ในช่วงเวลาที่ทุกคนตื่นเต้นกับการกลับมาของราชาตัวจริงของยุคซิกซ์ตี้ส์

เพื่อระลึกถึงการครบรอบวันตายจอห์น ผมหยิบงานสามอัลบั้มแรกที่จอห์นทำกับโยโกะในแนวอวองการ์ดในช่วงปี 1968-1969 มาฟังในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มันเป็นงานของจอห์นที่ผมยังไม่เคยฟัง ด้วยหวาดผวาในชื่อเสียงอันน่าเกรงขามของมัน Two Virgins ที่มีหน้าปกของสองหนุ่มสาวขี้อาย (จอห์นบอกไว้ว่างั้น) เกินกว่าที่จะใส่อาภรณ์ใดๆ จอห์นและโยโกะบันทึกเสียงงานชุดนี้ที่บ้านของจอห์นในวันที่ซินเธียไม่อยู่ เป็นคืนแรกที่พวกเขาได้อยู่ด้วยกัน และพอทำอัดเสียงเสร็จพวกเขาก็เมกเลิฟกันตอนรุ่งสางพอดี 'เสียง'ที่อยู่ในแผ่นนี้ประกอบไปด้วยเสียงกรีดร้องอันน่าผวาของหญิงโย ส่วนจอห์นก็เล่นเทปย้อนหลังมั่ง อัดเสียงนกนอกหน้าต่างมั่ง บางทีก็ไปดีดเปียโนดึ๋งๆทำท่าจะเป็นเพลงเหมือนกัน ฟังเพลงนี้แล้วเข้าใจเลยว่าทำไมนักวิเคราะห์ดนตรีจึงบอกว่า Revolution 9 เพลงสุดเพี้ยนสไตล์เดียวกันนี้ในอัลบั้ม 'The Beatles'นั้นมีแบบแผนอยู่ในตัว เพราะ Two Virgins นี่สิไร้รูปแบบ(มั่ว)จริงๆ มาแผ่นที่สองชื่อ Unfinished Music No.2 : Life With The Lions เพลงแรกยาวยี่สิบกว่านาที Cambridge 1969 ที่บันทึกจากการแสดงสด โยโกะหอนโต้ตอบกับเสียงหอน (feedback) จากกีต้าร์ของจอห์นตลอดเพลง ระทึกขวัญนัก ส่วนอีกแผ่นแพ็คเกจหวานคลาสสิก พร้อมของชำร่วย Wedding Album นัยว่าเป็นงานฉลองการแต่งงานของพวกเขา โดดเด่นด้วยเพลง John & Yoko ที่ทั้งสองผลัดกันเรียกชื่ออีกฝ่ายสลับกันในลีลาต่างๆ ยาวยี่สิบกว่านาทีเหมือนกัน ว้าว ใครฟังแล้วไม่ยิ้มให้เตะป้าโยได้เลย (แต่ท่านอาจยิ้มไม่ออกเมื่อทราบว่าเสียงจังหวะในเพลงนี้อัดมาจากเสียงหัวใจของลูกในท้องของพวกเขาที่ไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลก {แท้ง} กรื๋ย!) ฉลากคำเตือนสำหรับสามชุดนี้ : ไม่ควรฟังเกินชีวิตละ1ครั้ง

หลังจากสามอัลบั้มน่าตื่นหูนั้นไปแล้ว ผมก็หยิบงานที่เหลือของจอห์นมาฟังเรียงกันไป เริ่มจากสี่ซิงเกิ้ลแรก Give Peace A Chance, Cold Turkey, Instant Karma! และ Power To The People ทุกเพลงมีพลังในตัวเองอัดแน่น แต่ก็เป็นพลังในช่วงเวลาของมัน, อัลบั้ม Live Peace In Toronto 1969 ครั้งแรกที่จอห์นเล่นดนตรีกับคนอื่นที่ไม่ใช่ Beatles ในรอบหลายปี มีเพลงร็อคแอนด์โรลดีๆหลายเพลงเช่น Blue Suede Shoes, Dizzy Miss Lizzy , Plastic Ono Band (1970) งานเดี่ยวจริงๆชุดแรกที่นักวิจารณ์โปรดปรานนัก จอห์นระบายความกดดันทั้งชีวิตลงไปใน10เพลงนี้ ด้วยดนตรีร็อคที่ดิบดุแต่ minimalist, Imagine (1971) ประสบความสำเร็จที่สุด และสมบูรณ์แบบที่สุด, Sometime In New York City(1972) อัลบั้มคู่ การพยายามมาจับประเด็นการเมืองเต็มตัว ล้มเหลวในทุกๆด้าน มีเพลง Woman Is The Nigger Of The World พอกู้หน้า, Mind Games (1973) กลับมาทำป๊อบอีกครั้ง ฝีมือการแต่งเพลงดูอ่อนล้าไป มีtitle track เยี่ยมอยู่เพลงเดียว, Walls And Bridges (1974) โยโกะไม่มีส่วนในงานนี้ กลับมาเข้าฟอร์มทั้งการแต่งเพลงและการร้อง ดนตรีหลากหลายและสนุก แต่เนื้อหาแอบคิดถึงภรรยาอยู่หลายช่วง, Rock And Roll (1975) รวมเพลงร็อคแอนด์โรลที่เขาชอบ ฟังคึกดี เสียงร้องโหนไปหน่อยทั้งชุด แต่ Stand By Me สุดยอด และ Double Fantasy (1980) ที่ผมอดทนฟังโดยไม่ข้ามแทร็คเพื่อจอห์นโดยเฉพาะ (อัลบั้มนี้จะเป็นเพลงจอห์นสลับกับของโยโกะตลอด) ผมรักทุกเพลงของจอห์นในอัลบั้มนี้ Milk And Honey งานที่จอห์นทำค้างไว้ก่อนตาย โยโกะรวบรวมมันออกมาในปี 1984 หลายเพลงในชุดนี้ชี้ให้เห็นว่าจอห์นน่าจะทำเพลงร็อคมากขึ้นกว่าใน Double Fantasy ซึ่งน่าจะเอาเพลง I'm Stepping Out ติดไปด้วย เพราะเนื้อหาเหมาะมาก ผมเกือบจะหยิบบอกซ์ Anthology มาฟังต่อแต่รู้สึกเหนื่อยเกินไป เก็บเอาไว้ฉลอง 30 ปีดีกว่า

โยโกะให้สัมภาษณ์เร็วๆนี้กับนิตยสารฉบับหนึ่ง กับคำถามที่ว่า เพลงจอห์นที่เธอชอบสุดคือเพลงไหน เธอตอบแบบน่าหมั่นไส้ว่าชอบทุกเพลง แต่ถ้าจะให้บอกตอนนี้ก็คงเป็น 'Watching The Wheels' จาก Double Fantasy เพลงนี้จอห์นเขียนตอบคนที่ชอบหาว่าเขาขี้เกียจไม่ทำอะไรเลยในช่วงที่เขาหยุดไปเลี้ยงลูกห้าปี แต่จอห์นบอกว่าเขามีความสุขดีที่อยู่นอกวงโคจร และชอบที่จะดูมันหมุนไปเรื่อยๆโดยที่เขาไม่ต้องหมุนตามไปด้วย ถ้าวิญญาณเขายังไม่ไปไหน จอห์นคงจะดูเมียรักหมุนกงล้อแห่งเลนนอนไปอย่างชื่นชม
"ฉันเคยถามเขาว่าเธอพอใจกับสิ่งที่ฉันทำไหม? เขาตอบว่าใช่ และฉันคิดว่าเขากำลังยิ้มอยู่ด้วย" โยโกะกล่าวปิดท้าย

อ้าว นี่ผมลืมเปิดไปเพลงนี่ Happy X'mas (War Is Over) สุขสันต์คริสต์มาสผู้อ่านทุกท่านด้วยครับ สงครามจบลงได้ ถ้าคุณต้องการจริงๆ


Monday, 23 February 2009

The Beatles-Revolution 1 เวอร์ชั่น UNCUT หลุด!





แม้ว่าจะเคยปล่อยงานรวม outtakes ในชื่อ Anthology ออกมาในช่วงกลางยุค 90's เป็นซีดีถึงหกแผ่น ยังไม่รวมถึง Bootleg albums อีกนับไม่ถ้วน (หมายความตามนั้นจริงๆ) แต่ The Beatles ก็ยังมีงานที่น้อยคนนักจะได้ฟังนอนนิ่งอยู่ในโกดัง...เอ๊ย คลังเก็บมาสเตอร์ของอีเอ็มไออีกมากมาย แทบจะทุกเสียงที่พวกเขาบันทึกเสียงกันไว้หลังจากปี 1963 เป็นต้นมายังถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี

ในบรรดางาน unreleased ทั้งหมดนั้น Revolution Take 20 ที่บันทึกเสียงกันในช่วงบ่ายสองครึ่งถึงตีหนึ่งในวันที่ 4 มิ.ย. 1968 ถือเป็นงานระดับ "จอกศักดิ์สิทธิ์" (Holy Grail) ที่แฟนๆแสวงหากันมานานนับปี นับจากที่ Mark Lewisohn เขียนบรรยายไว้ในหนังสือ Beatles Complete Recording Sessions ของเขาในปี 1988 แต่สิ่งที่แฟนๆจะทำกันได้ก็มีเพียงแค่จินตนาการตามตัวหนังสือของ Mark (ผู้ซึ่งเป็น "คนนอก" ไม่กี่คนที่มีโอกาสได้ฟังเพลงนี้)

บัดนี้ ไม่มีปี่มีขลุ่ยหรือเครื่องดนตรีอะไรนำ จู่ๆ Revolution Take 20 ในแบบเต็มๆไม่ตัดต่อยาวเกือบ 11 นาทีก็หลุดออกมาให้ดาวน์โหลดกันตามบล็อกต่างๆ รวมทั้งฟังกันได้สบายๆใน youtube ไม่มีใครทราบว่ามันมาจากไหนและใครนำพามันออกมา

Beatles มีเพลงชื่อ Revolution อยู่สามเพลงคือ Revolution ที่เป็นซิงเกิ้ลและเต็มไปด้วยเสียงริฟฟ์กีต้าร์ของเลนนอนและแฮริสันแตกพร่าสนั่นตลอดเพลง Revolution 1 ที่อยู่ใน White Album ที่หนักไปทางอคูสติกนิ่มนวลกว่าและช้ากว่า และ Revolution 9 ที่เป็นเพลง Avant-Garde ไร้รูปแบบอยู่ในหน้าสุดท้ายของ White Album เช่นกัน

Revolution Take 20 ที่ว่านี้ก็คือ Revolution 1 ที่ยังไม่ตัดต่อเรียบร้อย มันมีเสียงร้องและท่อนดนตรีบางชิ้นที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน และที่สำคัญมันยาวกว่า official version ถึงเจ็ดนาที

ช่วงเจ็ดนาทีสุดท้ายนี่ล่ะครับคือ climax Beatles โดยเฉพาะ John Lennon หลุดโลกกันสุดขั้วและเต็มไปด้วย sound effects และ tape loops มากมายที่ถั่งโถมกันเข้ามาเป็นระลอก แน่นอน...มีเสียงน่ารักๆของผู้หญิงญี่ปุ่นที่ชื่อ Yoko Ono รวมอยู่ในเสียง"แปลกๆ" เหล่านั้นด้วย ตลอดเวลาที่บันทึกเสียงเพลงนี้ต้องบันทึกไว้ด้วยว่า John Lennon นอนร้องอยุ่บนพื้นสตูดิโอตลอดเวลาเพราะเขาต้องการให้เสียงร้องเขาฟังต่างออกไปจากการยืนร้องปรกติ

บางส่วนของช่วงหลุดโลกท้ายเพลงนี้ได้ถูกนำไปใช้ใน Revolution 9 อีกครั้ง ที่คุณฟังแล้วอาจจะนึกถึงได้ ถ้าคุณฟัง Revolution 9 มามากพอ (เกินกว่าหนึ่งครั้ง!??)

ฉะนั้น อาจจะตั้งชื่อเทคนี้ไว้เล่นๆได้ว่า Revolution 1+9

ปัญหาที่น่าสะพรึงกลัวอีกข้อเดียวก็คือ ที่เราได้ฟังอยู่นี้มัน "ของจริง" หรือเปล่า หรือว่าเป็นฝีมือเซียนออดิโอบางคนที่ตัดต่อแต่งเติมและสร้างเสริมขึ้นโดยใช้ข้อมูลจากหนังสือของ Lewisohn น่ากลัวเหมือนกันนะครับ เพราะเทคโนโลยีดิจิตัลในเรื่องพวกนี้มันรุดหน้าไปมากเหลือเกิน

คุณก็ตัดสินเอาเองแล้วกันครับ แต่ผมน่ะตัดสินใจแล้วครับ

More Info

Sunday, 22 February 2009

The Fireman : Electric Arguments



The Fireman : Electric Arguments (2008) ***1/2




In Penny Lane the barber shaves another customer,We see the banker sitting waiting for a trim.And then the fireman rushes inFrom the pouring rain, very strange.

ท่อนหนึ่งจากบทเพลงอมตะของ The Beatles ในปี 1967 ‘Penny Lane’ จากการประพันธ์ของ Paul McCartney แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่าชื่อวงที่เป็น side project ของ Paul นี้จะมาจากบทเพลงนี้ Fireman ผู้พรวดพราดจากสายฝนตัวเปียกโชกเข้ามาในร้านตัดผม มันช่างเป็นภาพที่พิลึกยิ่งในสายตาของเด็กน้อยลิเวอร์พูล

Paul ขึ้นชื่อว่าเป็น workaholic ตัวยง ทำงานในชื่อของตัวเองแล้วยังแรงเหลือ ต้องหาเรื่องเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนแซ่ทำงานแฝงเป็นนอมินีให้ตัวเองอยู่บ่อยๆตั้งแต่สมัยอยู่กับ Beatles แล้ว บางครั้งเขาก็ทำเพื่อวัดใจแฟนๆว่าถ้าไม่ใช้ชื่อเสียงของความเป็น Paul McCartney แล้วยังจะรักพอลน้อยเหมือนเดิมหรือไม่ และบางทีเขาก็ใช้ชื่อแฝงเพื่อให้อิสรภาพทางศิลปะแก่ตัวเอง เหมือนกับตอนที่สมมติว่าวง The Beatles กลายไปเป็น Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band อันที่จริงมันก็คือการเล่นกับจิตใจของตัวเองมากกว่า เพราะใครๆก็ทราบว่า Sgt. Pepper คือ Beatles และ Paul McCartney ก็คือ The Fireman

Fireman project เริ่มขึ้นมาเมื่อ 15 ปีก่อน Paul กับ ‘Youth’ (ชื่อจริง Martin Glover) อดีตมือเบสวง Killing Joke และโปรดิวเซอร์ชื่อดังจับมือร่วมกันทำงาน ambience dance music ออกมาสองอัลบั้มคือ Strawberries Oceans Ships Forest (1993) และ Rushes (1998) ดูเหมือนจะเป็นงานอดิเรกยามว่างของอดีตสี่เต่าทองคนนี้มากกว่าที่จะหวังเงินหรือกล่องจากโปรเจ็คนี้ ดนตรีส่วนใหญ่ของ Fireman เป็น electronic dance music ที่ปราศจากเสียงร้องของ Paul ขนาดแฟนพันธุ์แท้จริงๆของเขาก็ยังแค่หาอัลบั้มเหล่านี้มาเก็บไว้ให้ครบๆเฉยๆ

แต่ Electric Arguments มันต่างออกไปจากสองอัลบั้มแรกของ Fireman มันยืนอยู่ระหว่างงาน solo ในนามของ Paul และผลงานแบบเดิมของ Fireman โดยออกจะเอียงไปทางงานโซโลของ Paul มากกว่า ชนิดที่ถ้าจะออกมาในนามของ Paul McCartney ก็ไม่น่าจะแปลกอะไรนัก บทเพลงเกือบทั้งหมดใน Electric Arguments มีเนื้อร้องและ “เป็นเพลง” มากกว่างานเดิมของ Fireman แต่สีสันของ ambience dance จากฝีมือของ Youth ก็ยังสาดกระจายไปทั่วอัลบั้มโดยเฉพาะใน 3 เพลงสุดท้าย

หลังจากได้รับคำชมไปอื้อซ่าและยอดขายก็น่ารักในอัลบั้ม Memory Almost Full (2007) Paul เริ่มได้ไอเดียจะกลับไปทำงานกับ Youth อีกครั้ง แต่เขาไม่มีเพลงในมือเลย การทำงานใน Electric Arguments จึงออกมาแบบประหลาดๆ แต่ละเพลงทำเสร็จในวันเดียวตั้งแต่แต่งเพลงจนบันทึกเสียงเสร็จเรียบร้อย และใช้เวลาประมาณ 1 ปี สำหรับ 13 เพลง (หมายถึง 1เพลง/1วัน แต่ไม่ได้ทำต่อเนื่องกันทุกวัน) ในอัลบั้มนี้ Paul เองก็ยอมรับว่าเนื้อเพลงในอัลบั้มส่วนใหญ่เป็นการด้นสดๆในห้องอัด (ad-lib) เป็นการทำงานที่ตรงข้ามกับการขัดเกลาอย่างสุดละเมียดอย่างที่เขาเคยทำไว้กับ Nigel Godrich ใน Chaos and Creation….

และนี่คืองานที่ Paul ทำอย่างสบายใจไร้ข้อจำกัดใดๆทั้งในด้านสไตล์ ความยาวของเพลง รวมทั้งความกังวลในยอดขายและชื่อเสียง เป็นงานที่ท้าทายที่สุดของเขานับตั้งแต่อัลบั้ม McCartney II ในปี 1980

ด้วยการทำงานในแบบ happening art เยี่ยงนี้ ทำให้ดนตรีใน Electric Arguments หลากหลายและไปคนละทิศละทางพอสมควร เปิดตัวด้วยบลูส์ร็อคในสาย Led Zeppelin ‘Nothing Too Much Just Out Of Sight’*** ที่นำไปเปิดต่อจาก ‘Nod Your Head’ เพลงสุดท้ายในอัลบั้มก่อนของ Paul ได้สบายๆ ‘Highway’**** เป็นอีกแทร็คเดียวในอัลบั้มที่เป็นร็อคหนักๆ ‘Two Magpies’ อคูสคิกพิคกิ้งแบบ Jenny Wren หรือ Blackbird ‘Sun Is Shining’***** น่าจะเป็น Paul ในแบบ Beatles ที่สุดในอัลบั้ม ทั้งเนื้อหาและท่วงทำนองสดใสในแบบเดียวกับ Good Day Sunshine ใน Revolver แถมด้วยทางเดินเบสในแบบบรมเทพของ Paul ‘Sing The Changes’**** Youth อาจจะใช้ประสบการณ์ที่เคยทำงานให้กับ U2 มาใช้ เจิดจ้า ฮึกเหิม และไพเราะ

แทร็คที่เหลือน่าจะเรียกได้ว่าเป็นการทดลองกับแนวที่ไม่ใช่สิ่งที่แฟนคุ้นเคยอันอาจจะเป็นสาเหตุที่ Paul ไม่อยากออกงานนี้ในนามตัวเอง ‘Traveling Light’*** Paul ร้องเสียงทุ้มลึกแบบ Johnny Cash ‘Light From Your Lighthouse’*** เล่นกับเสียงประสานในแบบ Cash อีกครั้งโดย blend ไปกับเสียง Falsetto ในแบบ Paul เองทั้งเพลง ‘Dance ‘Till We’re High’*****คือ Dance Tonight ภาคสวรรค์ ผสมผสานแนว New Age, Ambient และ Gospel เข้ากับเมโลดิกป๊อบแบบพอลๆและซาวนด์ในแบบ Wall Of Sound ของ Phil Spectorได้อย่างน่าทึ่ง ‘Lifelong Passion’***, ‘Is This Love?’*** กระโดดไปในทางของ Indian & Celtic Music ‘Lovers In A Dream’***, ‘Universal Here, Everlasting Now’*** คล้าย Fireman ในสองอัลบั้มแรก เพลงเหล่านี้ทำให้เราระลึกได้ว่านี่คืองานของ Fireman ไม่ใช่ Paul McCartney และ Youth ก็น่าจะมีความสำคัญไม่น้อยในสุ้มเสียงที่ออกมา

‘Don’t Stop Running’ ***เพลงสุดท้าย Paul อาจจะเตือนตัวเองไม่ให้หยุดนิ่งและวิ่งต่อไป ดูเหมือนจะเป็นการมองโลกในอีกมุมหนึ่งไม่เหมือนคนชราผู้สิ้นหวังอย่างใน Memory Almost Full นี่คือนักดนตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ในวัย 66 ปีกับผลงานดนตรีที่แปลกใหม่และสร้างสรรค์อีกครั้งหนึ่ง มันอาจจะไม่เหมาะสำหรับแฟนเพลงที่ต้องการแค่เพลงเพราะๆและสไตล์ที่คาดเดาได้จาก Paul แต่ผู้ที่ต้องการความท้าทายและอะไรที่ไม่คุ้นหู ความหาญกล้าอย่างในยุค White Album และงาน solo ยุคแรก นี่คืออัลบั้มที่คุณจะฟังแล้วฟังอีกได้นานเท่านาน

The Beatles | White Album (2)


The Beatles
White Album Recording Sessions





ตั้งแต่วันแรกที่ The Beatles เข้าห้องอัดที่ Abbey Road ตอนบ่ายสองโมงครึ่งของวันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม 1968 (พ.ศ. 2511) เพื่อเริ่มบันทึกเสียงเพลง Revolution บทประพันธ์ใหม่เอี่ยมของ John Lennon จนกระทั่งสองวันที่พวกเขานั่งตัดต่อเรียงเพลงกันข้ามวันข้ามคืนในวันที่16/17 ตุลาคม 1968 มันเป็นเวลาเกือบห้าเดือนเต็มที่สี่เต่าทองใช้ในการสร้างสรรค์อัลบั้มใหม่ของเขาที่เรารู้จักกันในนาม ‘The White Album’ ผลลัพธ์ที่ได้คือ 32 เพลงที่เต็มไปด้วยความหลากหลายหรืออาจจะเรียกได้ว่าไร้เอกภาพที่สุดเท่าที่พวกเขาทำมา แต่เมื่อมันมารวมกันอยู่ในซองแผ่นเสียงสีขาวนั้นแล้ว ก็กลับเป็นเสน่ห์และความประทับใจอีกครั้งสำหรับแฟนเพลงโดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องทราบถึงเบื้องหลังการทำงานในแต่ละวินาที ที่แม้จะไม่ถึงกับเต็มไปด้วยการขัดแย้งตลอดเวลา แต่มันก็ห่างไกลจากความร่วมมือร่วมใจกันในยุคของ Revolver (1966) หรือ Sgt. Pepper’s (1967) มากมายนัก


Geoff Emerick คือวิศวกรบันทึกเสียงหนุ่มผู้ร่วมงานกับ Beatles มาตั้งแต่ยุคแรกๆ เขามีส่วนในการคิดค้นสร้างสรรค์วิธีการใหม่ๆในการบันทึกเสียงให้กับสี่เต่าทองร่วมไปกับ George Martin โปรดิวเซอร์ของวง น่าแปลกที่ Geoff เพิ่งนึกจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับประสบการณ์ในการ “บันทึกเสียงดนตรีของ Beatles’ มาเมื่อ 2 ปีก่อน (2006) นี้เอง ข้อมูลหลายอย่างจากหนังสือเล่มนี้ (Here, There and Everywhere) ช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดจากหนังสือของ Lewisohn ได้เป็นอย่างดี (Mark Lewisohn นักประวัติศาสตร์ Beatles ได้เขียนสารคดีบันทึกถึงการบันทึกเสียงของวงไว้อย่างละเอียดและน่าอัศจรรย์ใน The Complete Beatles Recording Sessions (1988) อันเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่แฟนๆต้องมี) แม้ว่าในหลายจุดผู้เชี่ยวชาญยังไม่แน่ใจในความเที่ยงตรงหรือซื่อสัตย์ของผู้เขียนเท่าไหร่นัก ตามประสาของหนังสือที่เขียนจากมุมมองของคนๆเดียว โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นที่ทราบกันไม่กี่คนอย่างนี้

การบันทึกเสียง White Album ส่วนใหญ่ดำเนินไปในห้องอัดหมายเลข 2 และ 3 ของ EMI studios แต่บางครั้งพวกเขาก็ข้ามไปใช้ห้องอัดขนาดใหญ่หมายเลข 1 (ที่มักจะใช้ในการบันทึกเสียงเพลงคลาสสิค) ด้วย ซิงเกิ้ล Hey Jude ที่บันทึกเสียงกันในช่วงนี้แต่ไม่ได้รวมอยู่ในอัลบั้ม พวกเขาเปลี่ยนบรรยากาศไปบันทึกเสียงกันที่ Trident Studios ด้วยสาเหตุอาจเป็นเพราะพวกเขาอยากลองบันทึกเสียงกันด้วยเทป 8 แทร็คกันบ้าง (ในอีเอ็มไอช่วงนั้นยังใช้เทป 4 แทร็คกันอยู่)

Geoff Emerick บรรยายบรรยากาศของการบันทึกเสียงใน sessions นี้ว่าเหมือนอยู่ในหม้ออบความดันที่เต็มไปด้วยความขมึงเกลียว สี่หนุ่ม The Beatles แทบจะไม่มีอารมณ์ขันกันในแบบยุคแรกๆให้ได้เห็น มันอาจจะเป็นเพราะความกดดันจากธุรกิจ, การเสียชีวิตของผู้จัดการวง Brian Epstein เมื่อปีก่อน,การเข้ามาของ “คนนอก” อย่าง Yoko Ono แฟนสาวคนใหม่ของ Lennon หรือพ่อมดอีเล็กโทรนิคส์กำมะลออย่าง Magic Alex ที่ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าพวก 18 มงกุฎที่มาต้มตุ๋นสี่เต่าทองโดยเฉพาะ (เขาเป็นอดีตช่างซ่อมทีวีที่เข้ามาตีสนิทกับ John และคุยโม้โอ้อวดว่าสามารถสร้างสิ่งมหัศจรรย์ในการบันทึกเสียงต่างๆให้ Beatles มากมาย แต่เอาเข้าจริงก็ทำไม่ได้ซักอย่าง) แต่เหนืออื่นใด มันอาจจะเป็นเพราะพวกเขาเบื่อหน้ากันเต็มทนแล้วจากการทำงานด้วยกันมาเกือบสิบปี Geoff เล่าว่า ระหว่างการบันทึกเสียงฟิวส์ของแต่ละคนพร้อมจะขาดอยู่ทุกวินาที อาทิ ถ้าJohn ไปกระแนะกระแหนอะไรถึง Maharishi กูรูชาวอินเดียที่ George เคารพ George ก็ไม่ลังเลที่จะตอบโต้ บางทีพวกเขาก็ “ใส่” กันระหว่างล้อมวงรอบไมค์เพื่อบันทึกเสียง backing vocal เสียอย่างงั้น Ringo เองก็ออกอาการแทบจะทุกครั้งที่ Paul วิจารณ์การเล่นกลองของเขา หรือถ้า George กล้าตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับคำแนะนำทางดนตรีของPaul สุดหล่อมือเบสประจำวงก็จะออกลูกยั๊วะใส่ทันควัน และสุดท้ายถ้ามีสมาชิกคนใดบังอาจไปพูดจาระคายเคือง Yoko John ก็จะตอบโต้อย่างเจ็บแสบด้วยลิ้นอสรพิษของเขา (คู่ที่ดูจะทะเลาะกันน้อยที่สุดกลับเป็น John และ George) สรุปก็คือโดยรวมแล้วบรรยากาศเป็นพิษเสียจริงๆ

การนำเพื่อนสาวเข้ามานั่งอยู่ในห้องอัดด้วย ฟังดูก็ไม่น่าจะมีผลเสียอะไรมากมาย แต่ในเวลาที่ผ่านมาของ The Beatles พวกเขาไม่เคยอนุญาตให้มีแขกรับเชิญเข้ามาสอดแทรกเป็นการถาวรอย่างนี้ Geoff เล่าว่าช่วงแรก Yoko ก็มานั่งทำตาแป๋วเฉยๆ John อาจจะให้โอกาสเธอแหกปากตะโกนหรือร้องบางท่อนในบางเพลงของเขาบ้าง (Revolution, Everybody’s Got Something To Hide Except Me And My Monkey) แต่เหตุการณ์ที่ดูเหมือนคนอื่นจะรับไม่ได้คือ ครั้งหนึ่งที่พวกเขานั่งฟัง playback จากการบันทึกเสียงที่เพิ่งเสร็จไปใน control room แล้ว John ดันเอ่ยปากถามความเห็นจาก Yoko ว่าเธอคิดยังไงกับสิ่งที่ได้ฟัง และท่ามกลางความตกตะลึงของทุกผู้ เธอกล้าให้คำวิจารณ์ออกมา “เอ้อ มันก็ค่อนข้างดีอยู่หรอกนะ” เธอพูดด้วยเสียงเล็กๆของเธฮ “แต่ฉันว่าน่าจะเล่นให้เร็วกว่านี้อีกสักหน่อย” Geoff เล่าว่าวินาทีนั้นถ้ามีเข็มหล่นก็คงได้ยินกันทั้งห้อง ทุกคนทำหน้าเหรอหรากันหมด รวมทั้งจอห์นเอง Geoff คิดว่าศิลปินระดับพอลนั้น จะให้รับคำวิพากษ์เจ็บๆจาก John เขารับได้อยู่แล้ว แม้แต่จะเป็นจาก George หรือ Ringo ก็ตามที แต่เขาไม่คิดว่าพอลจะรับได้จากคำวิจารณ์จากผู้หญิงญี่ปุ่นตัวเล็กๆที่เป็นใครที่ไหนก็ไม่ทราบ แต่ John ก็ดูจะไม่แคร์อะไร เรื่องเล็กน้อยนี้มีผลทำให้ความเป็นทีมของวงที่เหลือยู่น้อยนิดแตกสลายลงไปอีก

ความกดดันทั้งหมดนี้ แม้แต่ Ringo Starr ผู้ที่เป็นที่รู้กันว่าเป็นคนสบายๆยังไงก็ได้ก็ยังหมดความอดกลั้น หลังจากเจอคำวิจารณ์เรื่องการเล่นกลองของเขาในเพลง Back In The U.S.S.R. จาก Paul Ringo ก็ตัดสินใจถอนตัวลาออกในวันที่ 22 สิงหาคม และหนีไปพักผ่อนชายทะเลทันที โชคดีที่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็กลับมาตีกลองให้วงต่อ พร้อมกับการต้อนรับอย่างดีจากสมาชิกด้วยดอกไม้เต็มห้อง พร้อมกับยาหอม “นายเป็นมือกลองที่เยี่ยมที่สุดในโลก” แต่ความจริงก็คือ The Beatles ที่เหลือดูจะไม่แคร์กับการหายไปของมือกลองจมูกงาม พวกเขาช่วยกันเล่นกลองในเพลง Back In The U.S.S.R. กันต่อ Paul ตีกลองเองใน Dear Prudence ไม่ว่า Ringo จะรู้เรื่องนี้หรือไม่ในตอนนั้น แต่ถ้าเขาไม่กลับมา ก็เป็นไปได้ที่ The Beatles จะเดินหน้าต่อไปได้สบายๆ อย่างไรก็ตามการไปเที่ยวทะเลครั้งนี้ทำให้ Ringo ได้เพลงใหม่อีกเพลงคือ Octopus’s Garden

ตัว Geoff เองก็ลาออกจากการเป็นวิศวกรบันทึกเสียงกลาง session ฟางสองเส้นสุดท้ายเกิดขึ้นตอนเหตุการณ์ที่ Paul แลกคารมกับ Martin ขณะบันทึกเสียงเพลง Ob-La-Di, Ob-La-Da ครั้งที่กี่ร้อยก็ไม่ทราบ มันเป็นขั้นตอนการบันทึกเสียงร้อง Paul และ Martin ฟังแล้วยังไม่ค่อยพอใจ เขาบอกผ่านอินเตอร์คอมจาก control room ชั้นบนลงไปที่ ห้องอัดอย่างแสนสุภาพและเกรงใจว่า “Paul คุณช่วยร้องเฉพาะบรรทัดสุดท้ายของแต่ละท่อนเวิร์สใหม่หน่อยได้ไหม?” Paul ถอดหูฟังออก มองขึ้นมาข้างบนแ ล้วตอบกลับมาว่า “ถ้าคุณคิดว่าคุณทำได้ดีกว่า ทำไมคุณแม่งไม่เดินลงมาร้องเองล่ะวะ?” Geoff เล่าว่า Martin หน้าซีดเผือด และพยายามกล้ำกลืนอารมณ์อย่าเห็นได้ชัด สิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้คือ คนเงียบๆนุ่มๆอย่าง Martin กลับตะโกนกลับลงไปว่า “งั้นก็ช่วยร้องแม่งอีกทีแล้วกัน” “ผมยอมแล้ว ผมไม่รู้จะทำยังไงที่จะช่วยคุณได้แล้ว” Geoff เล่าว่าวินาทีนั้นเขาตัดสินใจว่าอยู่ไม่ได้อีกแล้ว แต่ก่อนหน้านี้เขาก็เพิ่งโดน John อัดไป ขณะที่กำลังพยายามทำทุกวิถีทางที่ทำเสียงกีต้าร์แตกพร่าดังสนั่นอย่างที่ John ต้องการในเพลง Revolution จอห์นก็หมดความอดทน และเอ่ยให้คำแนะนำว่า “อย่างนาย ถ้าไปเป็นทหารซัก 3 เดือนคงจะดีเหมือนกัน” มันเป็นการเสียดสีทำนองว่า Geoff เป็นพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทำอะไรไม่ได้เรื่อง แต่อย่างน้อยซาวนด์ที่ Geoff ทำให้กับเสียงกีต้าร์ของ John และ George ใน Revolution (single version) จากการต่อกีต้าร์เข้ากับ Recording console โดยตรงก็กลายเป็นเสียงที่น่าประทับใจและเป็นต้นแบบให้กับเสียงกีต้าร์แบบ Grunge ในอีกหลายทศวรรษต่อมา

Geoff ไม่เหมือนกับริงโก้ เขาออกจากการบันทึกเสียง White Album แล้วไม่กลับมาอีกเลย จนกระทั่งพวกเขาบันทึกเสียง Abbey Road กันในปี 1969

หลังจาก Geoff ถอนตัวออกไป (วันสุดท้ายที่เขาทำหน้าที่คือ 16 ก.ค. 1968) The Beatles ได้วิศวกรคนใหม่ชื่อ Ken Scott ผู้ที่ต่อมาได้เป็นโปรดิวเซอร์ชื่อดังให้กับงานของ David Bowie มารับช่วงต่อจนกระทั่ง session สุดท้ายในเดือนตุลาคม แม้ผลงานที่ออกมาจะเป็น Beatles ที่เป็น back to basic ในทางที่สวนกับความอลังการของ Sgt. Pepper แต่ Geoff กลับมีความเห็นว่ามันไม่น่าจะเป็นสิ่งที่พวกเขาจงใจให้เกิดแต่แรก แต่เป็นความพยายามที่จะอธิบายผลลัพธ์ด้วยโจทย์ที่ตั้งขึ้นมาภายหลังมากกว่า

ฉบับหน้าจะเป็นการเปิดเผยเกร็ดต่างๆในแต่ละเพลง ด้วยข้อมูลใหม่ๆที่ยังไม่(ค่อย)มีใครทราบมาก่อน รวมทั้งความแตกต่างของ stereo และ mono version ของแผ่นเสียงชุดนี้ที่บางเพลง ต่างกันแทบจะเป็นคนละเพลงไปเลย

10 Beatles songs that shook the world




10 เพลงเขย่าโลกของสี่เต่าทอง


คุณอาจจะคิดว่าไม่มีเพลงอะไรที่จะเปลี่ยนโลกได้ แต่เราคิดว่ามี ลองคิดดูสิว่าถ้าไม่มีสิบเพลงบีเทิลส์ในลิสต์นี้แล้วโลกของเราจะเหมือนเดิมอย่างทุกวันนี้หรือ



1.She Loves You


ซิงเกิ้ลจากปี1963ที่ทำให้สี่หนุ่มจากลิเวอร์พูลกลายมาเป็นราชาแห่งดนตรีของเกาะอังกฤษ เราอาจจะเรียกว่ามันเป็นเพลงธีมของบีเทิลมาเนียก็ย่อมได้ คำร้อง Yeah Yeah Yeah คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จและคือท่อนฮุคที่เด็ดขาดที่สุดที่เลนนอนและแมคคาร์ทนีย์เคยเขียนมา พ่อของพอลแนะนำให้พวกเขาใช้คำว่าเยสแทนเย้ แต่ไม่มีใครสนใจ She Loves You คือซิงเกิ้ลที่ขายดิบขายดีที่สุดของบีเทิลส์และสนุกสนานที่สุดด้วย (แม้บางคนจะคิดว่ามันคือเพลงเศร้าที่ซ่อนเร้นความนัยอยู่ก็ตาม)



2.I Want To Hold Your Hand


อเมริกาคือเป้าหมายสุดท้ายของทีมงานบีเทิลส์และพวกเขาก็พิชิตมันได้ราบคาบด้วยซิงเกิ้ลนี้ มันคือเพลงอันดับ1เพลงแรกของพวกเขาในอเมริกาในช่วงต้นปี 1964 ไม่กี่วันก่อนที่จะถึงการมาเยือนครั้งประวัติศาสตร์ของวง ไบรอัน เอ็บสไตน์ยืนยันว่าเพลงนี้เป็นผลมาจากการตัดเย็บเฉพาะเพื่อถล่มตลาดอเมริกาโดยตรง ไบรอันพูดไม่ตรงเสียทีเดียว จริงๆแล้วมันเป็นเพลงสำหรับโลกทั้งใบ ส่วนผสมทุกส่วนของ I want to hold your hand นั้นทำจากวัตถุดิบชั้นเลิศทั้งสิ้น บ๊อบ ดีแลนศิลปินอเมริกันฟังคำร้องบางท่อนผิดและคิดว่านี่เป็นเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการใช้ยาอย่างเมามัน! (ไม่นานหลังจากนั้นดีแลนก็จะได้ฟังเพลง"ยา"จากบีเทิลส์จนเบื่อ)


3. Yesterday


บันทึกเสียงในปี 1965 Yesterday ไม่เหมือนกับเพลงใดๆที่บีเทิลส์เคยบันทึกเสียงมาก่อนหน้านั้น มันไม่เหมือนกับบีเทิลส์ที่แฟนๆเคยรู้จัก เอาเข้าจริงๆแล้ว มันไม่ใช่บีเทิลส์ด้วยซ้ำ ในการบันทึกเสียงเพลงนี้คุณจะได้ยินแค่เสียงร้องหวานเศร้าของพอล แมคคาร์ทนีย์คลอไปกับอคูสติกกีต้าร์ของเขาและเครื่องสายสี่ชิ้นที่เขียนสกอร์โดยจอร์จ มาร์ติน ไม่มีเต่าทองตัวอื่นเสนอหน้าเข้ามาร่วมร้อง/บรรเลงแต่อย่างใด เพลงบัลลาดโหยหาวันวานนี้กลายมาเป็นเพลงที่ถูกนำมาขับร้องใหม่โดยศิลปินอื่นมากที่สุดในโลกและยังเป็นเพลงที่สถานีวิทยุนำมาเปิดบ่อยทีสุดอีกด้วยดูเหมือนทุกๆคนจะยังคงเชื่อในวันวานอยู่



4.Norwegian Wood (This Bird Has Flown)


ผู้ประพันธ์ จอห์น เลนนอน ต้องการเสียงที่ผิดแผกออกไปสำหรับเพลงรักประหลาดๆเพลงนี้ เขาลองแย๊ปๆให้จอร์จ แฮริสันเล่นซีต้าร์ในเพลงนี้ แม้ว่าจอร์จจะไม่ได้เล่นเลิศเลออะไรนัก แต่โลกก็ตะลึง เพราะแทบไม่มีใครเคยได้ยินเสียงเครื่องดนตรีแขกชิ้นนี้ในเพลงป๊อบตะวันตกมาก่อน จนกระทั่งทุกวันนี้ แฟนบีเทิลส์ก็ยังคงถกกันไม่เลิกว่าใครคือนางเอกที่แท้จริงในเพลงนี้


5.Eleanor Rigby


หลังจากความสำเร็จระบือโลกกับ Yesterday ที่มีแค่พอลกับสตริงควอตเต็ท หนึ่งปีต่อมา พอลและมาร์ตินจับมือกันอีกครั้งกับ Eleanor Rigby คราวนี้จอห์นกับจอร์จมาช่วยร้องประสานให้เสียงร้องนำของพอล และเครื่องสายที่คราวนี้เพิ่มขึ้นเป็นแปดชิ้น เรียบเรียงด้วยลีลาอันรุกเร้า พอลแทบจะไม่เคยเขียนเนื้อเพลงได้ดีกว่านี้อีกแล้วในชีวิตแม้ว่าจอห์นจะอ้างว่าเขาช่วยเขียนเนื้อเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม ฟัง Eleanor Rigby เหมือนกับคุณได้ชมหนัง drama-thriller ในเวลาสามนาที



6.Tomorrow Never Knows


ไม่มีวงดนตรีใดจะหลุดโลกได้ขนาดนี้แล้วยังได้ใจแฟนๆอยู่ เพลงสุดท้ายของสุดยอดอัลบั้ม-Revolver ในปี 1966 แต่มันเป็นเพลงแรกที่พวกเขาบันทึกเสียงสำหรับอัลบั้ม มันมีแค่หนึ่งหรือสองคอร์ดในเพลงนี้ตามสไตล์เพลงแบบอินเดียที่พวกเขากำลังชอบกัน เสียงร้องของเลนนอนถูกดัดแปลงแต่งแต้มจนทำให้ฟังดูเหมือนเขาร้องมาจากอีกด้านของจักรวาลขณะที่ริงโก้ฟาดกลองชุดชองเขาอย่างเมา-มัน ไม่มีซินเธอไซเซอร์ในปี 1966 ดังนั้นพวกเขาจึงใช้เทปลูปและเทคนิคถอยหลังเทปเพื่อที่จะให้ได้ซาวนด์เอ็ฟเฟ็คที่ฟังในตอนนี้ก็ยังขนแขนสแตนอัพ มีวิธีเดียวที่จะฟังเพลงนี้ได้อย่างถูกต้อง ปิดสวิทช์จิตสำนึกของคุณเสียก่อนที่จะเปิดเพลงนี้



7.Strawberry Fields Forever


ในปี1967 บีเทิลส์กลายเป็นวงห้องอัดเต็มตัว พวกเขาไม่แยแสต่อไปว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน หรือต้องเล่นกันกี่เทคกว่าที่จะได้เพลงออกมาในแบบที่พวกเขาต้องการ จอห์นแต่งเพลงนี้ตอนเขาเล่นหนัง How I Won The War อยู่ที่สเปน-คนเดียวโดยไม่มีบีเทิลคนอื่นอยู่ด้วย ในเทคแรกๆของเพลงนี้มันเป็นเพลงอคูสติกชวนฝันก่อนที่จะมีพัฒนาการขึ้นทีละนิดๆผ่านหลายเทค การตัดต่อครั้งแล้วครั้งเล่า การมิกซ์ที่ซับซ้อน และการรื้อทำใหม่ในบางครั้ง กว่าที่มันจะกลายมาเป็นมหากาพย์แห่งไซคีดีลิกอย่างทีเราได้ยิน บีเทิลส์ออกเพลงนี้เป็นซิงเกิ้ลควบกับ Penny Lane ของพอล นักวิจารณ์และแฟนเพลงค่อนโลกคิดว่ามันคือซิงเกิ้ลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล มันไม่เคยไปถึงอันดับ1ในชาร์ท


8.A day In The Life


เพลงปิดฉากสุดอลังการของ Sgt. Pepper's Loney Hearts Club Band ถ้าไม่มีเพลงนี้อัลบั้มก็คงจะไม่มีทางยิ่งใหญ่อย่างที่มันเป็น จอห์นแต่งท่อนเวิร์ส3ท่อนของเพลงนี้ไว้โดยไม่มีท่อนแยก ซึ่งก็บังเอิญว่าพอลมีท่อนนี้แต่งไว้และมันก็เสียบแทรกกันได้อย่างเข้ากันสวรรค์สร้าง เนื้อเพลงของจอห์นส่วนใหญ่มาจากข่าวในหนังสือพิมพ์ ส่วนของพอลมาจากประสบการณ์วัยละอ่อนของเขาเอง เมื่อนำมารวมกันมันสร้างให้เห็นฉากของวันๆหนึ่งในชีวิตของคนธรรมดาๆคนนึง มันช่างแสนธรรมดาและก็ยังสุดจะลึกล้ำในเวลาเดียวกัน พอลและมาร์ตินช่วยกันใช้เสียงออเคสตร้ากันในแบบสุดโต่ง ทั้งเสียงและความรู้สึกของมันราวกับว่าวันสุดท้ายของโลกจะมาถึงแล้ว


9.I Am the Walrus




สิ่งที่ดีที่สุดจากหนังเลอะเทอะ Magical Mystery Tour มันยังเป็นหน้าบีของ Hello Goodbye ซิงเกิ้ลสุดท้ายของบีเทิลส์ในปี 1967 เพลงนี้สุดจะซับซ้อนในหลายแง่มุม จอห์นได้แรงบันดาลใจเริ่มต้นมาจากเสียงหวอของรถตำรวจ เขาเขียนเนื้อเพลงตามมาด้วยลีลายอกย้อนของนักเขียนคนโปรด ลูอิส แครอล แถมด้วยการใส่คำใบ้ชวนมึนเอาไว้หลายแห่งเพื่อให้แฟนเพลงว่างงานปวดหัวกันเล่น สกอร์ของมาร์ตินในเพลงนี้อาจจะเป็นงานดีที่สุดของเขา (สูสีกับ Eleanor Rigby) นำมารวมกับเสียงประสานจาก Mike Sammers Singers และการตัดต่อเสียงจากละครวิทยุเช็คเสปียร์ลงไป (จากเรื่อง Tragedy Of king Lear, Act IV, Scene VI) ที่บางคนได้ยินเสียงใครบางคนครางว่า "Oh, untimely death." นี่คือเพลงที่เต็มไปด้วยองค์ประกอบทางดนตรีมากที่สุดของพวกเขา goo goo g'joob



10.The Abbey Road medley


หน้าบีของ Abbey Road อัลบั้มสุดท้ายของพวกเขาเริ่มต้นด้วย Here Comes The Sun, Because และจบด้วยเมดเลย์สองชุดใหญ่ๆที่พวกเขาเรียกกันว่า 'The Huge Melody' มันประกอบไปด้วยเพลงสั้นๆที่จอห์นและพอลแต่งไม่เสร็จจับมาเรียงร้อยถักทอเข้าด้วยกัน เมื่อฟังแยกเป็นเพลงๆมันอาจจะไม่มีอะไรยิ่งใหญ่นัก แต่เมื่อมันมารวมกันเป็นเพลงเดียวมันกลับกลายมาเป็นเพอร์ฟอร์แมนซ์สุดยอดครั้งสุดท้ายของพวกเขา นี่ไม่ใช่เรื่องฟลุค และมันก็ไม่ใช่เมดเลย์พื้นๆที่เอาเพลงมาต่อๆกัน มันมีธีมบางธีมอยู่ในการเชื่อมต่อและตลอดเพลงมีการเล่นกับอารมณ์ของผู้ฟังอย่างมีประสิทธิภาพ และในที่สุดพวกเขาก็ได้ความรักกลับไป มากมายกว่าที่พวกเขาได้เคยให้ไว้

Revolver การทดลองเป็นไปตามสมมติฐาน




Revolver อัลบั้มที่ 7 ของ The Beatles ซึ่งถ้าจะนับจริงๆมันเป็นอัลบั้มที่เจ็ดในช่วงเวลาแค่ 3 ปีเท่านั้นนับจากแผ่นลองเพลย์แผ่นแรก Please Please Me ตอนต้นปี 1963 สามปีที่ผ่านมาแม้จะไม่ได้อยู่ในห้องอัดเสียงกันนานนักแต่พวกเขาก็ได้เรียนรู้อะไรต่างๆมากมายในสตูดิโอนับจากวันแรกที่แม้แต่ใส่หูฟังเล่นกีต้าร์ไปด้วยก็ยังทำไม่ค่อยถนัด จวบจนวันนี้ที่พวกเขาถึงขั้นชี้นิ้วสั่งวิศวกรบันทึกเสียงได้




จะบอกว่า Revolver เป็นงานแนว"ทดลอง"ของสี่เต่าทองก็ว่าได้ พวกเขาลองอะไรแปลกๆหลายอย่างในการบันทึกเสียง ดนตรีในแต่ละเพลงก็หลากหลายไปคนละแนวแทบจะสิ้นเชิง ด้านเนื้อหาก็ทำได้น่าสนใจ ใช้คำสั้นกระชับและมีมุมมองที่ไม่เคยมีใครพูดถึงมาก่อนในแทบทุกเพลง


หน้าปกเป็นฝีมือภาพลายเส้นของ Klaus Voorman เพื่อนเก่าสมัยเยอรมันของพวกเขาผนวกกับงานตัดปะ collage ที่เคลาส์ทำเอง เป็นปกอัลบั้มของ Beatles ที่ผมว่า cool ที่สุดแล้วครับ คือมันอาจจะไม่อลังการเท่า Sgt. Pepper's หรือคลาสสิกแบบ Abbey Road แต่มันเท่น่ะ...


ซึ่งก็ไม่น่าแปลกที่ผมจะรู้สึกอย่างเดียวกันกับตัวงานดนตรีข้างใน


จอร์จ แฮริสันไม่ค่อยได้มีบทบาทนักในฐานะนักแต่งเพลงในวง แต่งานนี้เพลง Taxman ของเขากลับได้รับเกียรติตัดริบบิ้น เนื้อหาไม่ได้เกี่ยวกับคนขับแท็กซี่ แต่ต่อว่าการขูดรีดภาษีของรัฐบาลอังกฤษยุคนั้นได้อย่างมันส์ปากเขาล่ะ ว่ากันว่าจอห์นมีส่วนช่วยเขียนเนื้อด้วยบางส่วน เสียงเบสของพอลโดดเด่นขึ้นกว่างานเก่าๆอย่างชัดเจน (อาจเป็นเพราะเขาเปลี่ยนมาใช้ rickenbacker หรืออาจเป็นเพราะฝีมือเอ็นจิเนียร์คนใหม่-Geoff Emerick) แถมท่อนโซโลกีต้าร์พอลก็ยังรับบทนำอีก (ข่าววงในบอกว่าจอร์จพยายามเล่นอยู่หลายชั่วโมงแต่ไม่เวิร์ค ก็เลยต้องให้พอลลองบ้าง ซึ่งเขาทำได้อย่างง่ายดาย สร้างความเซ็งให้จอร์จพอสมควร) จอร์จยังได้โควต้าอีกสองเพลง เขาส่งเพลงแขกเต็มตัว Love You To เข้าประกวด จอร์จเล่นซีต้าร์ ริงโก้เคาะแทมโบรีน ร่วมกับนักดนตรีอินเดียอีกจำนวนหนึ่ง ส่วนอีกเพลงของจอร์จไปโผล่ที่หน้าสอง I Want To Tell You


ฝีมือการแต่งเพลงของพอล แมคคาร์ทนีย์รุดหน้าเข้าขั้นเทพ แต่ละเพลงในอัลบั้ม Revolver ของพอลเหมือนจะพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง Eleanor Rigby ที่เล่นกับเครื่องสายและเนื้อหาอย่างกล้าหาญ Here, There And Everywhere เป็นคลาสสิกป๊อบที่ทั้งจอห์นและพอลก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นเพลงที่ดีที่สุดของพอล Yellow Submarine เพลงsing-along ที่ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบ ฟังครั้งเดียวก็ต้องร้องตามได้ ริงโก้รับบทร้องนำ กลางเพลงพวกเต่าทองเล่นกับซาวนด์เอ็ฟเฟ็คกันสนุก Good Day Sunshine เพลงง่ายๆของพอลที่แต่งและบันทึกเสียงกันอย่างรวดเร็วเป็นเพลงเปิดหน้าสอง For No One บัลลาดคลาสสิกแสนเศร้า โดยเฉพาะเสียงเฟรนช์ฮอร์นหม่นหมองนั่น (อลัน ซีวิลเป็นคนเป่า ปกติเขาเป็นนักดนตรีคลาสสิกวง Philharmonia พอมาเป่าเพลงนี้เขาก็ดังไม่รู้เรื่องไปเลย) พอลเล่นกับเครื่องเป่าอีกครั้งในเพลงที่ออกจะฟังกี้หน่อยๆ Got To Get You Into My Life ซึ่งพอลอุทิศให้ที่รัก...กัญชา พอลเริ่มต้นเครื่องดนตรีชิ้นแรกในชีวิตกับทรัมเป็ต นั่นอาจจะทำให้เขากลับมาเล่นกับพวกเครื่องเป่าอยู่หลายครั้งในดนตรีของ Beatles


จอห์น เลนนอน เพลงของเขาอาจจะมีคุณค่าหรือความงดงามทางดนตรีสู้พอลไม่ได้ แต่หลายเพลงใน Revolver เขาก็ขโมยซีนไปไม่น้อย ตั้งแต่เพลงยานคางที่มีกีต้าร์ย้วยยอกย้อน I'm Only Sleeping ร็อคดิบๆเจือกีต้าร์โทนอินเดีย She Said She Said (ริงโก้ฟาดกลองได้ราวกับ Elvin Jones) ป๊อบไร้สาระแต่ทำนองสุกสว่างอย่าง And Your Bird Can Sing (เพลงนี้ตัวจอห์นเองเกลียดมาก) หรือจะเป็นเพลงอุทิศให้พ่อค้ายาอย่าง Dr. Robert อันมีเสียงประสานหลอนโคตร


และเพลงสุดท้าย Tomorrow Never Knows ก็คือมหากาพย์แห่งการทดลองทางกการบันทึกเสียงแห่งยุค พวกเขาประเคนความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีล่าสุด ณ ตอนนั้นลงไปในเพลงนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการทำดับเบิลแทร็คเสียงร้องแบบเทียม การส่งผ่านเสียงร้องผ่านลำโพงของออร์แกนเพื่อให้ฟังดูเหมือนองค์ดาไลลามะส่งเสียงเทศน์ลงมาจากยอดเขาตามที่จอห์นปรารถนา การเล่นกับเทปลูปอย่างเมามัน แถมเนื้อหาฟังแล้วอยากจะฉีดเอฟรีดินเข้าปากคนร้องให้ตายๆไปซะ!


ถ้า Revolver เป็นงานทดลอง ผลการทดลองที่ได้ก็คงเป็นไปตามสมมติฐานครับ

Saturday, 21 February 2009

The Beatles | Sgt. Pepper's (3) (Final)


Sgt. Pepper’s
เป็นงานที่ต้องฟังกันต่อเนื่องทั้งอัลบั้มถึงจะได้อรรถรสสมบูรณ์แบบ
แต่ในแต่ละแทร็คก็มึความโดดเด่นในตัวของมันเอง
เรามาดูเบื้องหลังและเกร็ดเล็กน้อยในบางเพลงสำคัญๆกันครับ(ก็เกือบหมดแผ่นนั่นแหละ)



Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Bandเพลงเปิดอัลบั้ม มันเปรียบได้กับบท “โหมโรง” หรือ ‘Overture’ ของดนตรี Opera ก่อนที่จะนำเข้าสู่เนื้อหาที่แท้จริงของ Sgt. Pepper’s พอลร้องนำในตัวบทเพลงที่เดินเรื่องด้วยกีต้าร์สไตล์จิมี่ เฮนดริกซ์ สนับสนุนด้วยเครื่องเป่า French Horns อีกสี่ชิ้น และเพื่อสร้างบรรยากาศให้เหมือนการแสดงบนเวที จอร์จ มาร์ตินก็ได้โอเวอร์ดับเสียงวงดนตรีอุ่นเครื่อง, เสียงปรบมือและหัวเราะจากเทปบันทึกการแสดงละคร Beyond The Fringe ลงไปอย่างแนบเนียน

With A Little Help From My Friends จอห์นและพอลช่วยกันแต่งเพลงนี้ให้ริงโก้ร้องนำโดยเฉพาะ เดิมมีชื่อเพลงว่า ‘Bad Finger Boogie’ มันเป็นเพลงที่พวกเขาบันทึกเสียงกันเกือบจะเป็นเพลงสุดท้ายของอัลบั้มในวันที่ 29 มีนาคม 1967 ก่อนที่จะนำมาเกี่ยวก้อยกับแทร็คแรกด้วยเสียงกรีดร้องของแฟนๆ (ตัดต่อมาจากเสียงคนดูในการแสดงของ Beatles เองที่ Hollywood Bowl!) นอกจากเนื้อหาจะแทงใจแฟนๆริงโก้แล้ว ท่วงทำนองก็ยังอยู่ในคีย์ที่สบายๆสำหรับนักร้องสไตล์ริงโก้ พอลช่วยเสริมท่อนเบสหวานละมุนที่เขาบรรจง overdub (อัดทับ) ลงไปภายหลัง

Lucy In The Sky With Diamonds จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังมีคนคิดว่าชื่อเพลงนี้ถ้านำมาย่อแล้วจะได้คำว่า LSD แม้ว่าจอห์นจะออกมาประกาศปาวๆว่าไม่ใช่ เพลงนี้เขาได้ชื่อเพลงมาจาก”ชื่อรูป”ที่จูเลียนลูกชายวัยสี่ขวบเขาวาดเพื่อนนักเรียนหญิงกำลังลอยล่องในนภาต่างหาก ส่วนเนื้อหานั้นจอห์นได้รับอิทธิพลมาจากหนังสือ Through The Looking Glass ของ Lewis Carroll นักเขียนคนโปรดในวัยเด็กของเขาเสียงร้องและดนตรีที่ฟังดูฟุ้งฝันได้มาจากการใส่ effect ต่างๆและการปรับสปีดอันซับซ้อน โดยเฉพาะเสียงร้องของจอห์นเอง ที่เขาต้องการให้ฟังออกมาไม่เหมือนเสียงของเขาที่สุด

She’s Leaving Home พอลเล่นกับออเคสตร้าในสไตล์ที่เขาเคยทำไว้กับ Yesterday และ Eleanor Rigby แต่คราวนี้ดูเหมือนเขาจะทำได้ไม่กระชับและลงตัวเท่า ไอเดียของเพลงได้มาจากข่าวนักเรียนสาวอายุ 17 ที่หนีออกจากบ้าน ทั้งๆที่พ่อแม่ก็ออกมาให้สัมภาษณ์แก่นักข่าวว่า “เราได้ให้ทุกอย่างแก่เธอที่เงินสามารถซื้อได้แล้วนะ” นี่เป็นเพลงๆเดียวของ Beatles ที่จอร์จ มาร์ตินไม่ได้เป็นคนอะเรนจ์เครื่องสายให้ มันเป็นฝีมือของ Mile Leander จอห์นช่วยร้องและแต่งในท่อนที่เป็นดั่งเสียงทอดถอนใจของผู้เป็นพ่อแม่ (จอห์นเล่าว่าเขาจำมาจากคำบ่นของป้ามิมี่)

Being For The Benefit Of Mr. Kite! ไม่รู้ว่าจะเป็นเพราะความอัจฉริยะหรือความเกียจคร้าน จอห์นลอกคำโปรยในโปสเตอร์โฆษณาละครสัตว์ยุคปี 1843 ที่เขาได้มาจากร้านขายของเก่าเอามาทำเป็นเนื้อเพลงๆนี้ทั้งยวง แต่ด้วยความเป็นนายทางภาษาทำให้เนื้อหาที่เขียนออกมาดูดีในแบบจอห์นๆอีกเช่นเคย ทีเด็ดของเพลงนี้คือช่วงโซโล่เสียงม้าหมุนที่จอห์นต้องการให้ได้บรรยากาศของงานวัดฝรั่ง มาร์ติน”จัดให้”ด้วยการโยนเทปตัดกลางอากาศแล้วเอามาต่อใหม่แบบสุ่มส่งเดช ไม่น่าเชื่อว่าผลจะออกมาเวิร์คอย่างจัง

Within You Without You เพลงภารตะเพลงที่สองของจอร์จ ต่อจาก ‘Love You To’ ใน Revolver แต่นี่ไม่ใช่เพลงแขกธรรมดาๆ มันเป็นการผสมผสานดนตรีตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ด้วยเนื้อหาที่เป็นปรัชญาแบบตะวันออกแท้ๆ นอกจากเครื่องดนตรีอินเดียที่เล่นโดยนักดนตรีจาก Asian Music Circle จากลอนดอนแล้ว จอร์จกับ Neil Aspinall ผู้ช่วยและเพื่อนสนิทของวงก็ยังเล่นเครื่องดนตรีแขกอีกบางส่วนเสริมลงไป ประชันกับไวโอลินแปดตัว เชลโลสามตัว กีต้าร์โปร่ง จอร์จร้องนำเองอย่างยอดเยี่ยมโดยไม่มีเต่าทองคนอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยว ก่อนจบเพลงจอร์จจงใจใส่เสียงหัวเราะของเขาเองลงไปท้ายเพลงเพื่อเป็นการคลายเครียดให้ผู้ฟังจากดนตรีที่ค่อนข้างจะบีบเค้นอารมณ์ในเพลงนี้ ในอัลบั้มรีมิกซ์ Love (2006) จอร์จ มาร์ตินและลูกชายนำเพลงนี้ไปผสมกับ Tomorrow Never Knows ออกมาได้อย่างเหลือเชื่อ

When I’m Sixty-Four หลังจากเครียดกันหน้านิ่วกับเพลงของจอร์จ พอลนำท่านผู้ฟังย้อนยุคกลับไปด้วยดนตรีแนวก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 มันเป็นเพลงเก่าเก็บที่เขาแต่งไว้นานแล้ว และ Beatles ชอบนำมันมาเล่นในแบบอคูสติกยามเครื่องเสียงมีปัญหาในการแสดงยุคที่พวกเขายังเล่นที่ Cavern Club พวกเขานำมันมาขัดเกลาใหม่และบันทึกเสียงกันในช่วงปลายปี 1966 ระหว่างการบันทึกเสียง ‘Strawberry Fields Forever’ และ ‘Penny Lane’ พวกเขาเชิญนักคลาริเน็ตสามท่านมาร่วมบรรเลงในเพลงนี้และเพลงทั้งหมดถูกปรับสปีดให้เร็วขึ้นเล็กน้อยด้วยเหตุผลทางอารมณ์ของบทเพลง เนื้อหาของเพลงนี้เป็นเรื่องของหนุ่มคิดมากที่กังวลว่าสาวเจ้าจะยังเอ็นดูเขาอยู่ไหมยามเขาเฒ่าชแรแก่ชรา...อยากรู้นัก....

Good Morning, Good Morning จอห์นกดดันพอสมควรกับการแต่งเพลงแข่งกับพอลที่อยู่ในช่วงฟอร์มสดเหลือเกินในตอนนั้น แต่เขาก็เล่นง่ายๆด้วยการนำไอเดียมาจากโฆษณา cornflakes ทางทีวีในตอนเช้า เนื้อหาที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรนอกจากหยิบประโยคต่างๆมาต่อกันแบบกลอนพาไปแต่ก็มีนักวิจารณ์บางคนยกย่องไว่ามีความหมายดีๆซ่อนเร้นอยู่ ทีมเครื่องเป่าจาก Sounds Inc หกท่านช่วยเสริมความคึกคักในยามเช้าของเพลงนี้ จบด้วยเสียงเอ็ฟเฟ็คของสรรพสัตว์ที่ดูเหมือนจะไล่ต่อกันเป็นทอดๆก่อนที่เพลงจะกลืนไปกับ...

………. Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band (Reprise)การกลับมาเล่นกับ theme เดิมที่ได้เสนอไว้ตอนต้นช่วยทำให้ Sgt. Pepper’s ดูเป็น concept album มากขึ้น ด้วยท่วงทำนองและเนื้อหาที่แทบจะไม่ต่างจากเพลงแรก นอกจากจังหวะที่เร้าใจกว่า (ริงโก้ตีกลองได้ “โจ๊ะ” จริงๆในแทร็คนี้) และประโยคอมตะ ‘It’s getting very near the end’ อันเร้าอารมณ์ยิ่งนัก พวกเขาบันทึกเสียงเพลงนี้เสร็จอย่างง่ายดายในวันที่ 1 เมษายน 1967 ในห้องอัดหมายเลข 1 ที่มีสุ้มเสียงต่างจากเพลงอื่นๆที่อัดในห้องเบอร์ 2 เต่าทองทั้งสี่ร่วมกันแชร์เสียงร้องร่วมกัน โมโนมิกซ์ของเพลงนี้มีอะไรที่แตกต่างจากสเตอริโอหลายอย่าง ทั้งเสียงกีต้าร์และเสียง”ผู้ชม”ที่แทรกเข้ามาเป็นระยะๆ

A Day In The Life ดูเหมือนวงของจ่าเป๊บเปอร์จะลงจากเวทีไปแล้ว และวินาทีแรกที่เสียงกีต้าร์โปร่งอินโทรของ ‘A Day In The Life’ คลืบคลานเข้ามา มันประหนึ่งว่า Beatles ตัวจริงได้ทยอยเดินขึ้นมาบนเวทีแทน นี่คือการบันทึกเสียงและบทเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Beatles ไม่ว่าจะมองในแง่ไหน และมันทำให้ Sgt. Pepper’s เป็นยิ่งกว่าอัลบั้มชั้นดีที่มีเพลงดีๆมากมายเท่านั้น มันคือบทสรุปและ “ตอนจบ” ที่ฉาบพลังฉายย้อนกลับไปให้ทุกแทร็คใน Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band จอห์นได้ไอเดียมาจากข่าวหลายๆข่าวในหนังสือพิมพ์ Daily Mail ฉบับวันที่ 17 มกราคม และสองวันหลังจากนั้นเขาก็นำเพลงนี้ไปบันทึกเสียงร่วมกับพวก Beatles ในชื่อว่า ‘In The Life Of…’ ท่อนกลางของเพลงที่แสดงชีวิตอันเร่งรีบไร้แก่นสารของหนุ่มชาวกรุงได้มาจากเพลงที่พอลแต่งค้างไว้ซึ่งเข้าล็อคพอดีกับเพลงของจอห์น อีกความยิ่งใหญ่ของบทเพลงคือเสียงออเคสตร้าจากนักดนตรี 40 คน (อัดซ้อนทับกัน4ตลบทำให้ฟังดูเหมือนวง 160 ชิ้น!) ที่ได้รับคำสั่งให้เล่นด้วยโน้ตที่ต่ำที่สุดและเบาที่สุดและค่อยๆเพิ่มความดังและความสูงของเสียงขึ้นทีละน้อยจนกระทั่งถึงขีดสุด พวกเขาเล่นแบบนี้สองครั้งภายใต้การกำกับวงของพอลเองและครั้งที่สองจบลงด้วยเสียงกระหน่ำเปียโนอย่างกึกก้องที่ดูเหมือนจะดังไปชั่วนิรันดร์ เป็นจุดจบของบทเพลงและอัลบั้ม?
โอ ไม่ ยังมีอะไรอีกนิดหน่อยเป็นเซอร์ไพรซ์ท่านผู้ฟังอีกนิด ลองเงี่ยหูฟังว่าท่านจะได้ยินอะไรอีกไหมหลังจากนี้? แต่ผมเชื่อว่าท่านคนไม่ได้ยินหรอก เพราะจอห์น เลนนอน นึกสนุกให้ทีมงานใส่เสียงความถี่สูงที่มนุษย์ไม่อาจได้ยินได้ลงไปหลายเพลงนี้ (ว่ากันว่าสุนัขจะได้ยินได้ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับลำโพงคุณด้วย) แถมก่อนเข็มแผ่นเสียงจะเด้งขึ้น พวกเขายังช่วยกันประสานเสียงแปลกๆฟังไม่ได้ศัพท์ลงไปปิดท้าย ซึ่งถ้าเป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงแบบไม่มีระบบยกเข็มกลับอัตโนมัติ เสียงบ๊องๆนี้จะวนไปเรื่อยๆตลอดกาล (ภายหลังมีคนตั้งชื่อให้มันว่า Sgt. Pepper’s Inner Groove)

สำหรับในแง่ของออดิโอไฟล์ ท่านน่าจะหาแผ่นที่เป็นระบบโมโนมาฟังเปรียบเทียบกับสเตอริโอด้วย ซึ่งคงจะต้องเป็นแผ่นเสียงยุคก่อนๆหรือไม่ก็ซีดี bootleg เพราะยังไม่มีการทำเป็นซีดีเป็นทางการออกมา โมโนมิกซ์ของ Pepper จะมีความแตกต่างในหลายๆจุดจากสเตอริโอ และเป็นมิกซ์ที่พวก Beatles ดูแลกำกับอย่างละเอียดละออกว่า เพราะยุคนั้นยังเป็นตลาดของโมโนอยู่ ส่วนผู้ที่สนใจสุ้มเสียงแบบโมเดิร์น มีบางแทร็คที่ผ่านการรีมิกซ์ให้ฟังกัน ที่น่าสนใจคือ Penny Lane ในซีดี Anthology2, หลายแทร็คใน The Beatles:Love และ Yellow Submarine Songtrack รวมทั้งใน Anthology DVD ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่งเราคงจะได้ฟังรีมิกซ์ของอัลบั้มนี้กันเต็มๆ และอาจเป็นในระบบ 5.1 หรือ surround ระบบใดระบบหนึ่งด้วย
ปกอัลบั้มนี้ก็เป็นอะไรที่เป็นตำนานของมันเอง เริ่มจากไอเดียของพอลอีกเช่นเคย ที่จินตนาการให้เป็นภาพถ่ายของวงจ่าเป๊บเปอร์ที่ชักรูปกับแฟนๆหลังแสดงเสร็จ ปีเตอร์ เบล็ค นักออกแบบเป็นคนสานไอเดียต่อ พวก Beatles และผู้ร่วมงานคัดเลือกฮีโร่ในดวงใจมาทำเป็น cut-out ยืนถ่ายแบบร่วมกัน รวมทั้งหุ่นขี้ผึ้งของ Beatles เองในยุคใส่สูทผมทรง moptops ที่ดูเหมือนจะมาไว้อาลัยอะไรบางอย่าง ขณะที่จอห์น พอล จอร์จ ริงโก้ ตัวจริงใส่ชุดเต็มยศยืนตระหง่านอยู่ตรงกลาง มันเป็นภาพปกที่ลงทุนมหาศาล แต่ก็ยิ่งกว่าคุ้ม ทุกวันนี้มันยังคงเป็นปกแผ่นเสียงที่ตรึงตาตรึงใจที่สุดในวงการดนตรี และหลายคนยังค้นหาความหมายที่ซ่อนอยู่ในหน้าปกนี้ไม่จบไม่สิ้น

Sgt. Pepper’s ไม่ใช่งานที่ผมชอบที่สุดของ The Beatles
แต่มันเป็นงานที่ผมจะพกไปติดเกาะด้วยถ้าให้เลือกแค่แผ่นเดียว เสน่ห์ของมันคือ
ทุกครั้งที่ฟัง มันจะมีอะไรใหม่ๆมาให้ได้ยินเสมอ แม้ว่า it was 40 years ago today
ก็ตาม..... หลังจากนั้น พวกเขายังทำงานชั้นเยี่ยมออกมาอีกจำนวนหนึ่ง แต่ในแง่ของ
creative และการร่วมด้วยช่วยกันของวง ทุกๆอย่างดูจะเป็นช่วงขาลงหลังจากนี้ไป....