Showing posts with label heavymetal. Show all posts
Showing posts with label heavymetal. Show all posts

Thursday, 26 February 2009

Led Zeppelin: Life Before Led (3-final)




มกราคม 1965 Eric Clapton ลาออกจาก The Yardbirds และ จิมมี่ เพจก็ได้รับคำเชิญจากวงเป็นครั้งแรกให้มาเล่นกีต้าร์แทน เพจปฏิเสธ และแนะนำ Jeff Beck แทน แต่เมื่อเขาถูกเชิญอีกครั้งหลังจากความผิดหวังในการรวมตัวกับนักดนตรีที่เล่นใน Beck’s Bolero ไม่นาน คราวนี้เพจไม่รีรอ เขาเริ่มต้นกับ Yardbirds ด้วยการเล่นเบสแทนที่ Paul Samwell-Smith แต่ไม่นาน เขาก็เปลี่ยนมาเล่นกีต้าร์คู่กับเบ็ค พวกเขามักจะเล่นริฟฟ์ไปพร้อมๆกันและผลัดกันโซโล สไตล์ของเจฟฟ์ดูจะไฮเปอร์กว่าของเพจที่เต็มไปด้วยความสุขุม,มั่นใจ
เจฟฟ์ เบ็ค ออกจาก The Yardbirds ไปหลังจากการทัวร์อเมริกาในปี 1966 จิมมี่ เพจควบตำแหน่งกีต้าร์ต่อคนเดียว เขาทำหน้าที่ประคองวงต่อไปได้อย่างไม่เลว จนกระทั่งฤดูใบไม้ผลิของปี 1968 พวกเขาก็สลายวง ทั้งๆที่ยังมีสัญญาทัวร์แถบสแกนดิเนเวียอยู่ ปีเตอร์ แกรนต์ผู้จัดการวงของ Yardbirds ในตอนนั้น (เขากลายมาเป็นผู้จัดการของ Led Zeppelin ในเวลาต่อมา) แจ้งให้เพจทราบว่า เขายังมีสิทธิใช้ชื่อวง Yardbirds อยู่
และเพจก็ยังต้องการจะใช้สิทธินั้น สิ่งที่เขาต้องหามาโดยด่วนก็คือ มือเบส (Chris Deja มือเบสคนเก่าของ Yardbirds ยังสองจิตสองใจอยู่ว่าจะเล่นต่อหรือไม่) นักร้อง และ มือกลอง สำหรับวง Yardbirds “ใหม่” นี้




Note: ผลงานบันทึกเสียงที่เพจทำไว้ร่วมกับ The Yardbirds มีดังนี้


ซิงเกิ้ล Happenings Ten Years Time Ago / Psycho Daisies (ตุลาคม 1966) เป็นซิงเกิ้ลเดียวที่ออกมาในยุคที่มีทั้งเพจและเบ็ค เบ็คเล่นลีดกีต้าร์ในทั้งสองเพลง Happenings… นั้นเพจเล่นริธึ่มกีต้าร์ (และอาจจะเล่นโซโลบางท่อน) ส่วนใน Psycho… เพจเล่นเบส (และอาจจะกีต้าร์ด้วย)


Yardbirds ในยุคเพจ/เบ็ค ยังบันทึกเสียงเพลง ‘Stroll On’ สำหรับซาวนด์แทร็คหนัง ‘Blow Up’ ด้วย(เพลงนี้ได้ไอเดียมาจากเพลง ‘The Train Kept A-Rollin’’


ลองเพลย์ ‘Little Games’ ออกมาในปี 1967 ยุคนี้เพจเล่นลีดคนเดียว เพราะเบ็คออกไปแล้ว เขานำ bow (คันชักไวโอลิน)มาเล่นในอัลบั้มนี้สองเพลงคือ Tinker Tailor Soldier Sailor และ Glimpses


อัลบั้ม The Yardbirds: "LIVE YARDBIRDS! FEATURING JIMMY PAGE” ออกมาในปี 1971 จากการแสดงในนิวยอร์คเมื่อปี 1968 เพจสั่งระงับการผลิตอัลบั้มนี้ในเวลาค่อมา อาจจะเป็นเพราะมันเต็มไปด้วยเสียงปรบมือปลอมๆที่อัดทับลงไป


The Yardbirds “BBC Sessions” ออกมาในปี 1997 แต่มีแค่ 6 เพลงที่มีเพจเล่นด้วย


ค่ำคืนหนึ่งในเซสชั่นการบันทึกเสียงอัลบั้ม Hurdy Gurdy Man ของ Donovan จอห์น พอล โจนส์ ในฐานะนักเรียบเรียงเสียงประสานในวันนั้น ได้เอ่ยปากขอเข้าร่วมวง ‘The New Yardbirds’ กับ จิมมี่ เพจที่มาเล่นกีต้าร์ในวันนั้นพอดี โจนส์อาจจะไม่ได้ต้องการเพจมากไปกว่าที่จะหา “ที่” ที่เขาจะสามารถแสดงฝีมือออกมาได้เต็มที่เหมือนกับเพจในช่วงก่อนหน้านั้น ด้วยฝีมือระดับโจนส์ที่เล่นเครื่องดนตรีได้หลายอย่าง จับแนวดนตรีได้กว้างขวาง แถมยังอะเรนจ์เพลงได้อีก เพจจึงรับเขามาเป็นสมาชิกของวงคนที่สอง (ต่อจากเขา) ทันทีบีเจ วิลสัน แห่ง Procol Harum และ Clem Cattini อดีตวง Tornadoes คือสองมือกลองที่เพจสนใจจะจีบมาเข้าก๊วน แต่ทั้งสองคนก็ไม่เล่นด้วย เทอรี่ รีด...(ยังจำเขาได้ไหม นักร้องที่แพล็นต์ยกย่อง) คือคนต่อไปที่ถูกหมายหัว เพจอยากได้เขามาร้องนำและเป็นกีต้าร์มือสอง แต่รีดเพิ่งเซ็นสัญญากับมิคกี้ โมสต์ไปไม่นานนี้เอง อย่างไรก็ตาม เทอรี่ได้แนะนำเพจให้ลองไปคุยกับโรเบิร์ต แพลนต์ เด็กหนุ่มวัย 19 ปีดู ตอนนั้นแพลนต์ตะบันไมค์อยู่กับวง Hobbstweedle จิมมี่ เพจจับรถขึ้นเหนือเดินทางไปเบอร์มิงแฮมเพื่อชมการแสดงของ Hobbstweedle ด้วยตาตัวเอง คืนนั้นแพลนต์และวงเล่นที่โรงเรียนฝึกหัดครูแห่งหนึ่งที่คนดูนั่งดูอย่างเซ็งๆ แต่ลีลาของเขานั้นสุดจะไดนามิค แพลนต์ดูจะเป็นแฟนตัวเอ้ของ Moby Grape และคืนนั้นพวกเขาก็เล่นกันแต่เพลงเวสต์โคสต์ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก สิ่งหนึ่งที่แล่นอยู่ในสมองของจิมมี่ก็คือ ไอ้หนุ่มผมทองคนนี้มันต้องมีปัญหาด้านบุคลิกภาพหรือเป็นคนที่ทำงานกับใครไม่ได้แหงๆ เพราะลีลาระดับนี้และก็ร้องมาสองสามปีแล้ว มันทำไมยังไม่ดังกระฉ่อนเกาะอีก? แน่นอนว่าเพจลากแพลนต์ลงใต้มาได้อย่างง่ายดาย และโชคซ้ำซ้อน แพลนต์ช่วยแก้ปัญหาเรื่องมือกลองให้เพจอีกด้วย แม้ว่าจะมีมือกลองมาขอออดิชั่นมากมาย แต่แพลนต์ก็แนะว่าลองไปฟังนาย จอห์น บอนแฮมตีดูก่อนเถิด เพจเคยได้ยินชื่อเสียงของเขามาก่อนแล้ว เพจไม่มีปัญหาใดๆในการมองทะลุว่าบอนแฮมคือขุมพลังสุดท้ายที่เขาค้นหา แต่บองโซก็ยังอิดออด เพราะเสียดายค่าจ้าง 40 ปอนด์/สัปดาห์ที่เขาได้ประจำจากการเล่นแบ็คอัพให้นักร้องอเมริกันโฟล์ค ทิม โรส แต่แพลนต์ก็ยืนยันว่ายังไงก็ต้องเอาเพื่อนเก่าของเขาคนนี้มาตีกลองให้ได้ “เขาเป็นมือกลองคนเดียวทีผมเห็นว่าเยี่ยม.” และสุดท้าย บองโซก็ทะยานขึ้นลำเรือเดียวกับ เพจ, แพลนต์ และ โจนส์ พวกเขาซ้อมกันครั้งแรกที่ชั้นใต้ดินของอาคารใน Gerrad Street, London ก่อนที่จะออกเดินทางสู่สแกนดิเนเวีย เพื่อเล่นในทัวร์ที่ Yardbirds มีสัญญาเอาไว้ นั่นคือเดือนกันยายน 1968 ทัวร์ของพวกเขาสร้างความตื่นตะลึงแก่ผู้ชมสแกนดิเนเวียนทุกผู้ในทุกการแสดง และนาทีนั้น เพจสำนึกว่าวงดนตรีที่เขารวบรวมขึ้นมาใหม่นี้มีคุณค่าในตัวเองเกินกว่าที่จะใช้ชื่อเดิมๆของ Yardbirds พวกเขายิ่งใหญ่พอที่จะมีนามของตัวเอง และในวันที่ 15 ตุลาคม 1968 สี่หนุ่มก็ขึ้นเวทีที่มหาวิทยาลัยSurreyด้วยชื่อที่ครั้งหนึ่งคีธ มูนเคยแนะเอาไว้แบบขำๆ อาจจะเป็นในวงเหล้าหลังจาก Beck’s Bolero sessions : LEAD ZEPPELIN แต่เพื่อป้องกันความสับสนในการออกเสียง พวกเขาตัดตัวเอออกไป (ไอเดียของปีเตอร์ แกรนต์)



Ladies and Gentleman….Led Zeppelin !

Led Zeppelin: Life Before Led (2)






ในเวลาเดียวกัน จิมมี่ เพจก็เดินหน้าสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองในฐานะมือกีต้าร์ห้องอัดชั้นนำของอังกฤษ เขาเล่นในเพลง Twist And Shout ของ Brian Pools & The Tremeloes (อันดับ 4 ในอังกฤษ, 4 กรกฎาคม 1963) , ฝากฝีมือการเล่นในแบบของ Eddie Cochran ไว้ในเพลง Just Like Eddie ของ Heinz ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน เพลงนี้ติดอันดับ 5 ในอังกฤษ ปีต่อมาเขาเล่นในเพลง Heart Of Stone ของ The Rolling Stones และเพลง Shout ของ Lulu (เพลงนี้เป็นเพลงแจ้งเกิดของเธอ ติดอันดับ7ในเดือนมิ.ย. 1964) เขามีส่วนสำคัญในเพลง Tobacco Road ของ The Nashville Teens (อันดับ6 ก.ค. 1964) เล่นในเพลงฮิตที่สุดของ Dave Berry – The Crying Game (อันดับ5 สิงหาคม 1964) และแม้แต่ทอม โจนส์ ก็ยังใช้บริการของจิมมี่ในเพลงอันดับ1เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1965 ของเขา-- It’s Not Unusual
งานเซสชั่นที่กล่าวมาข้างบนอาจจะไม่เป็นที่รู้จักกันนัก แต่ก็มีอยู่หลาย sessions ที่เพจเล่นกีต้าร์ไว้ให้ที่กลายเป็นตำนานร็อคไปแล้ว เพลงอันดับ1 เพลงแรกของ The Kinks ‘You Really Got Me’ (มันอาจจะเป็นเพลงเฮฟวี่/ฮาร์ดร็อคเพลงแรกๆของโลก) และเสียงกีต้าร์ที่ได้ยินในเพลงนี้ก็อาจจะเป็นฝีมือของเพจ (เดฟ เดวี่ส์แห่ง The Kinks ยืนยันว่าแม้เพจจะอยู่ในห้องอัดวันนั้น แต่เสียงกีต้าร์นั้นเป็นของเขา แต่ ริทชี่ แบลคมอร์แห่ง Deep Purple กลับบอกว่าเป็นเพจแน่ๆ เพราะเพื่อนของเขา Jon Lord เล่นคีย์บอร์ดในเพลงนี้ และลอร์ดก็มั่นใจว่าเขาไม่เห็นศีรษะของเดฟแต่อย่างใด-สรุปว่ายังสรุปไม่ได้)มกราคม 1965 เพจเล่นในเพลง Baby Please Don’t Go ของวงไอริชชื่อดังที่กำลังสร้างชื่อในอังกฤษ Them ที่มีนักร้องชื่อ แวน มอริสัน เพลงนี้ไม่มีข้อโต้แย้งว่าเป็นฝีมือเพจแน่ๆ แต่บิลลี่ แฮริสันมือกีต้าร์ของ Them ก็ยังอ้างว่า อย่างน้อยเขาก็เป็นคน “คิด” ท่อนริฟฟ์นี้เอง เพจยังไปโผล่ในซิงเกิ้ลแรกของ The Who ‘I Can’t Explain’ อีกด้วย พีท ทาวน์เซนต์มือกีต้าร์ของ Who ยังจำวันนั้นได้ดี เขาถามเพจ (ทั้งคู่เป็นเพื่อนกัน) ว่านายมาทำไมที่นี่วะ เพจตอบอย่างนิ่มนวลว่า เขามาเพื่อ “ให้น้ำหนักแก่เสียงกีต้าร์อีกนิดหน่อย กันจะมาเล่นริธึ่มเสริมลงไปแค่นั้น” และเพจก็ยังลามไปเล่นใน “Bald Headed Woman’ ที่เป็นหน้าบีของซิงเกิ้ลด้วยจอห์น พอล โจนส์ ก็วิ่งเข้าห้องอัดวุ่นวายไม่แพ้เพจจี้ แถมบางวันพวกเขายังเดินชนกันในสตูดิโอด้วยซ้ำ อย่างเช่นในการบันทึกเสียงเพลงเก่าของสโตนส์ As Tears Go By โดย แมรี่แอน เฟธฟูล โจนซี่เล่นเบสและเพจจี้เล่นกีต้าร์ ซิงเกิ้ลแรกของร็อด สจ๊วตในฐานะศิลปินเดี่ยว ‘Good Morning Little School Girl’ (กันยายน 1964)โจนส์ก็ไปช่วยเล่นด้วย เขายังอุตส่าห์หาเวลาไปออกงานเดี่ยวได้1แผ่นซิงเกิ้ล ‘A Foggy Day In Vietnam’ ในปีนั้น ยอดขายมันหายไปกับสายหมอก นอกจากเล่นเบสแล้วโจนส์ยังเป็น Musical Director ร่วมกับ Mickie Most ในเซสชั่นต่างๆมากมาย อาทิของ Rolling Stones, Nico, Tom Jones, Wayne Fontana และ The Walker Brothers เป็นต้นขณะที่โจนส์มี มิคกี้ โมสต์เป็นคู่หู เพจก็จับคู่กับโปรดิวเซอร์/ผู้จัดการของหินกลิ้ง Andrew Loog Oldham แอนดรูว์มีสังกัดของตัวเองชื่อ Immediate และเพจก็ปักหลักเป็นโปรดิวเซอร์และมือกีต้าร์ประจำสังกัดตั้งแต่สิงหาคม 1965แม้งานจะมาไม่ขาดสาย แต่เพจก็ยังรู้สึกว่าเขายังขาดอะไรไปอยู่ในชีวิตการเป็นนักดนตรี สิ่งนั้นก็คือการที่เขาจะแสดงความเป็นตัวตนของตัวเองออกมา เพจลองออกงานเดี่ยวเป็นโซโลซิงเกิ้ลเมื่อต้นปี 1965 She Just Satisfies แต่มันก็ยังไม่เพียงพอกับความปรารถนาในจิตใจและไฟสร้างสรรค์ที่เดือดพล่านของนักกีต้าร์หนุ่ม
------
16 พฤษภาคม 1966 เป็นวันที่จิมมี่ เพจเริ่มได้กลิ่นทิศทางใหม่ที่เขาจะหลุดพ้นไปจากงานเซสชั่นแบบเดิมๆ ที่ IBC Studios ในลอนดอน เพจ. โจนส์. นิคกี้ ฮอปกินส์ (เปียโน) และ คีธ มูน มือกลองราชาปาร์ตี้แห่ง The Who มารวมหัวกันเพื่อจะเล่นดนตรีให้ Jeff Beck ในเพลง Beck’s Bolero มันเป็นเซสชั่นที่ยอดเยี่ยมเหลือเชื่อ ทุกคนเล่นกันได้เข้าขาและเฉียบขาดแม้จะไม่เคยซ้อมกันมาก่อน หลังจากเซสชั่นนี้จบลง ทุกคนประทับใจกับปฏิกิริยาอันเข้มข้นที่เกิดขึ้นในห้องอัด ถึงกับมีการพูดคุยจะตั้งวงกันเป็นการถาวร จอห์น พอล โจนส์ เป็นคนเดียวที่ไม่แสดงท่าทีจะเข้าร่วม เพจเล่าว่า พวกเขากะว่าจะตั้งชื่อวงว่า ‘Led Zeppelin’ ชื่อที่มาจากคำประชดประชันของมูน ว่าวงคงจะร่วงไม่เป็นท่าเหมือนเรือเหาะที่ระเบิดกลางหาวลำนั้น แต่วงในฝันนี้ก็ไม่ได้เกิด ตำนานเล่าว่าสาเหตุใหญ่คือพวกเขาหานักร้องนำไม่ได้ (สองตัวเลือกที่ปฏิเสธตำแหน่งไปคือ Steve Winwood ซึ่งกำลังจะฟอร์มวง Traffic และ Steve Marriott ของ The Small Faces) Beck’s Bolero กลายเป็นหน้าบีของซิงเกิ้ลดังของเบ็คในปี 1967 Hi-Ho Silver Lining และเพจก็คงยังต้องค้นหาหนทางและที่ๆที่เขาจะแสดงผลงานของเขาอย่างสร้างสรรค์ต่อไป

Monday, 23 February 2009

Led Zeppelin: Life Before Led (1)


เส้นทางชีวิตของนักดนตรีสี่คนสมาชิกของ Led Zeppelin ไขว้กันไปมาอย่างสะเปะสะปะเล็กน้อย ก่อนที่ค้อนของพระผู้เป็นเจ้าจะเขี่ยจิมมี่ เพจ, จอห์น พอล โจนส์, โรเบิร์ต แพลนต์เข้ามาอยู่รวมกัน บทความนี้จะเล่าเรื่องความเป็นมาของเหตุการณ์ก่อนที่จะเป็น Led Zeppelin อย่างที่เรารู้จักกันดี

9 มกราคม 1944 เด็กชาย เจมส์ แพทริค เพจ ถือกำเนิดขึ้นที่ Heston, Middlesex เขาเป็นสมาชิกคนแรกของวงทื่ลืมตาดูโลก เลส พอลเป็นกีต้าร์ตัวแรกของเขาที่เพจได้มาในแบบมือสอง มือกีต้าร์คนโปรดของเขาในช่วงวัยรุ่นคือ เจมส์ เบอร์ตัน, เช็ท แอทกินส์ และ คลิฟฟ์ กัลลัพ (อยู่ในวงของจีน วินเซ็นต์) แผ่นเสียงแผ่นแรกในชีวิตของหนุ่มเพจคือ The Girl Can’t Help It ของ ลิทเทิล ริชาร์ดในปี 1957

นีล คริสเตียน roadie ของวง Red E Lewis & The Red Caps เป็นคนแรกที่เห็นแววในตัวเพจในปี 1959 เขาใช้ลูกตื้ออ้อนวอนให้ผู้ปกครองของเพจปล่อยให้ลูกชายมาเล่นดนตรีกับวง (ต้องออกจากโรงเรียนมาเลย) ด้วยค่าตัว 15 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ต่อมาคริสเตียนกับเพจก็ฟอร์มวงกันเองในชื่อ Neil Christian & The Crusaders

เพจเริ่มสร้างสุ้มเสียงของเขาเองหลังจากเล่นในวงกับนีลมาได้สักปีสองปี และในปี 1962 เขาก็รู้สึกว่าเขาโตเกินกว่าที่จะอยู่ในวง Crusaders อีกต่อไป (เพจและวงมีซิงเกิ้ลออกมาหนึ่งแผ่นชื่อ The Road To Love)

ด้วยความเหนื่อยล้าและปัญหาสุขภาพจากการตรากตรำทัวร์กับ Crusaders ทำให้เพจกลับมาเข้าโรงเรียน Sutton Art School แต่ก็ยังเล่นดนตรีอยุ่เป็นช่วงๆกับวง The Cyril Davies All Star ไมค์ ลีนเดอร์ โปรดิวเซอร์และนักเรียบเรียงของเดกกาเรคคอร์ดส์ประทับใจการเล่นของเพจกับวงนี้และชักชวนเพจให้มาเล่นกีต้าร์ในเพลง Your Mama’s Out Of Town ของ The Carter-Lewis Group นั่นเป็นการเริ่มต้นของการเป็นนักกีต้าร์รับจ้างในห้องอัดของเพจ (session musician) และการเป็น “มือปืนห้องอัด” นี้เองที่ทำให้เขาได้พบกับ อนาคตเลด เซพพลินอีกคน

จอห์น บาลวิน คือชื่อดั้งเดิมของจอห์น พอล โจนส์ เขาโผล่มายังโลกที่ Sidcup, Kent ในวันที่ 3 มกราคม 1946 พ่อแม่ของเขาเป็น Musical Comedy (พ่อของโจนส์มีรสนิยมทางดนตรีกว้างขวางมาก ทำให้จอห์นดูดซับดนตรีหลากหลายตั้งแต่รัชมานินอฟยันชาร์ล มิงกัส หรือ บิ๊ก บิล บูซซี่)

จอห์นเริ่มจับเครื่องดนตรีที่เปียโน, ออร์แกน และกีต้าร์ ก่อนที่จะมาพบว่าสิ่งที่เขาชอบที่สุดคือเสียงทุ้มลึกของกีต้าร์เบส อายุ 14 จอห์นเริ่มออกทัวร์กับพ่อแม่ของเขา และในปี 1963 เขาเข้าประจำการในฐานะมือเบสของ Jet Harris & Tony Meehan (เพจเคยเล่นกีต้าร์ให้วงนี้ในเพลง ‘Diamonds’ ซึ่งถือเป็นเพลงอันดับ1เพลงแรกของเพจในฐานะมือกีต้าร์เซสชั่น) แต่วงนี้ก็อยู่ได้แค่ 18 เดือน จอห์น พอล โจนส์ เลยหันไปเป็นมือเบสรับจ้างเต็มตัว

31 พฤษภาคม 1948 คุณแม่ของจอห์น เฮนรี่ บอนแฮมใช้เวลาถึง 26 ชั่วโมงในการคลอดบุตรชายคนนี้ จอห์นเกือบเอาชีวิตไม่รอด หัวใจเขาไม่เต้นในตอนเกิด แต่น่าอัศจรรย์ที่แพทย์และพยาบาลสามารถช่วยชีวิตเขาไว้ได้ ไม่นานนักพลังทั้งมวลก็มาสู่ตัวบอนแฮม หลังจากเขาได้ดูหนังเรื่องหนึ่งของมือกลองตำนานแจ๊ส จีน ครุปปาที่ท่านโชว์การโซโลกลองไปบนกลองทุกชิ้น บอนแฮมก็ไม่รีรอที่จะเลียนแบบฮีโร่ของเขา ในวัยห้าขวบ บอนแฮมเข้ายึดเครื่องครัว ใช้มืดและซ่อมฟาดไปบนกล่อง,กระป๋อง และอะไรก็ได้แถวๆนั้น ก่อนที่บองโซจะทำลายข้าวของในครัวหมด ทางบ้านก็ซื้อสแนร์ดรัมให้เขาตอนอายุ 10 ขวบ และทยอยซื้อให้จนครบชุดในอีกห้าปีต่อมา แม้มันจะอยู่ในสภาพเหมือนโบราณวัตถุสนิมเขรอะ แต่ก็ไม่มีอะไรหยุดเขาจากความปรารถนาในการจะเป็นดรัมเมเยอร์....เอ๊ย...ดรัมเมอร์...ได้

หลังจากคุณครูใหญ่เขียนไว้ในสมุดพกว่าเขา “เป็นคนกวาดถนนที่ดียังไม่ได้เลย” บอนแฮมก็เริ่มออกเล่นกับวงท้องถิ่นตั้งแต่อายุ 14 ปี โดยเริ่มจากวง The Blue Star Trio และ Terry Webb & The Spiders เสียงกลองของเขาได้รับการบันทึกเสียงเป็นครั้งแรกในเพลง She’s A Mod ของThe Senators ในปี 1964 วงต่อมาในช่วงสั้นๆของเขาคือ A Way Of Life ที่เล่นในแนวของครีม/จิมมี่ เฮนดริกซ์ ก่อนที่เขาจะมาอยู่กับวงที่เน้นแนวบลูส์มากขึ้นอย่าง Crawling King Snakes ที่ๆที่เขาได้พบกับนักร้องนาม โรเบิร์ต แพลนต์

แพลนต์แหกปากร้องครั้งแรกในชีวิตที่ Bromwich, Worcestershire ในวันที่ 20 สิงหาคม 1948 พ่อเขาเป็นวิศวกร แพลนต์เริ่มต้นมากับดนตรีโฟล์คอเมริกันก่อนที่จะก้าวมาสนใจบลูส์และโซล แผ่นเสียงแผ่นแรกของเขาคือ Shop Around ของ สโมคกี้ โรบินสันในต้นปี 1960 สามปีต่อมาเขาก็เริ่มที่จะออกมาร้องเพลงให้ชาวบ้านฟังเองบ้าง “ผมเป็นไอ้นักร้องที่ไว้เคราไม่ขึ้นผู้ซึ่งเคยเล่นฮาร์โมนิกาและร้องแต่เพลงเก่าๆของมัดดี้ วอเตอร์ส” แพลนต์อธิบายตัวเองในยุคนั้นไว้อย่างนั้น

หลังจากออกจากวง The Crawling King Snakes แพลนต์ก็ไปร้องและเล่นให้วงต่างๆอีกหลายวงในเบอร์มิงแฮม เขาออกซิงเกิ้ล You Better Run กับวง Listen ในปี 1966 และยังออกงานเดี่ยวอีกสองเพลงคือ Our Song/Long Time Coming

1968 แพลนต์และบองโซโคจรมาพบกันอีกครั้งในวง Band Of Joy ระหว่างการทัวร์ครั้งหนึ่งของวง แพลนต์ได้พบกับยอดนักร้องอีกคน-- เทอรี่ รีด ซึ่งแพลนต์ชื่นชมและประทับใจสไตล์การร้องของเทอรี่มากๆ หนึ่งปีต่อมา เทอรี่เป็นบุคคลสำคัญที่จะเปลี่ยนชีวิตของแพลนต์และบอนแฮมไปโดยสิ้นเชิง

Saturday, 21 February 2009

Led Zeppelin | Mothership ****





Led Zeppelin Mothership (Atlantic/Warner) 2007 ****

Led Zeppelin คือบรรพบุรุษของดนตรีสายหนักรูหู Heavy Metal มาพร้อมๆกับ Black Sabbath พวกเขาเริ่มมีผลงานออกมาในช่วงรอยต่อของทศวรรษ 60’s และ 70’s ก่อนจะประกาศยุบวงไปในปี 1980 หลังการเสียชีวิตของมือกลอง John Bonham จากอุบัติเหตุหลังค่ำคืนอันเมามาย ตลอดทศวรรษ 70’s ที่พวกเขาครองความยิ่งใหญ่ในวงการร็อคอย่างหาใครเทียบเคียงได้ยาก Zep ออกงาน studio album มาทั้งหมด 8 ชุด งานทั้งหมดอยู่ในขั้นดีจนถึงระดับคลาสสิกทั้งสิ้น Mothership คืองานรวมเพลงเอกรอบที่สามแล้วของวง Jimmy Page มือกีต้าร์ หัวหน้าวง และโปรดิวเซอร์ Robert Plant นักร้องนำ และ John Paul Jones มือเบสและคีย์บอร์ด สามสมาชิกที่ยังมีชีวิตอยู่นั่งเลือกเพลงกันเองสำหรับอัลบั้มนี้ โดย24 แทร็คใน Mothership จะกระจายมาจากทั้ง 8 อัลบั้มนั้น ทุกเพลงรีมาสเตอร์ใหม่โดย John Davis ที่ Alchemy Mastering ในลอนดอน อาร์ทเวิร์คทำได้สง่างามสมศักดิ์ศรี (ไม่ดูกิ๊กก๊อกเหมือนงานรวมเพลงชุดก่อน Early Days & Latter Days) ฝีมือของ Shepard Fairey ผู้เคยทำโปสเตอร์ภาพยนตร์ประวัติ Johnny Cash: Walk The Line มาก่อน ชอบที่เขานำ font แบบเดิมๆที่ Zep เคยใช้ในยุค The Song Remains The Same มาใช้ โทนสีดำ-แดง-ขาว ดูแล้วนึกถึง The White Stripes นิดๆ (ขณะเดียวกันอัลบั้มล่าสุดของ WS ก็มีซาวนด์ของ Zep เต็มๆ) ถ้าท่านไม่มีงานของ Zep มาก่อนอัลบั้มคู่นี้เหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นบทเริ่มต้นในการลิ้มลองดนตรีของวงร็อคยิ่งใหญ่วงนี้ แผ่นแรกจะเป็นการคัดเพลงจากอัลบั้ม Led Zeppelin, II, III และ IV เพลงของพวกเขาในยุคแรกจะเห็นร่องรอยของความเป็นบลูส์ชัดเจน แต่ทุกอย่างถูกนำมาขยายสเกลขึ้นจนเข้มข้นและอลังการถึงขีดสุด เอกลักษณ์อีกอย่างของดนตรีของพวกเขาคือ Light and Shade กล่าวคือมีหนักมีเบา ไม่ได้ใส่กันรุนแรงหนักหน่วงตลอดเวลาเหมือนเมตัลบางวง ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Babe I’m Gonna Leave You จากอัลบั้มแรกที่มีช่วงอคูสติกเวิ้งว้างสลับกับช่วงถล่มเครื่องดนตรีทุกชิ้นอย่างเมามัน หรือจะเป็นเพลงเอกตลอดกาล Stairway To Heaven ที่มีทุกอย่างในความเป็น Led Zeppelin อย่างที่ผมคงไม่ต้องอธิบายอะไรแล้วกระมัง อย่างไรก็ตาม Mothership ดูจะโฟกัสไปที่เพลงหนักหนาและเป็น epic มากกว่า เราจึงไม่เห็นเพลงโฟล์คเพราะๆอย่าง That’s The Way หรือ Going To California ในงานนี้ แผ่นสองเริ่มจากอัลบั้ม Houses Of The Holy ที่เป็นช่วงที่พวกเขาเริ่มหาทางออกใหม่ๆหลังจาก peak ไปแล้วจากอัลบั้มที่ 4 ซึ่งก็น่าทึ่งที่ทางวงทำเพลงแนวใหม่ๆได้เยี่ยมไม่แพ้ยุคแรก ไม่ว่าจะเป็น D’Yer Mak’er ที่อาจจะเป็นเร็กเก้ที่บีทหนักที่สุดในโลก หรือ No Quarter ที่คีย์บอร์ดของโจนส์เป็นพระเอกนำเพลงล่องลอยนำพามาซึ่งความรู้สึกน่าสะพรึงกลัว Zep มามี masterpiece อีกครั้งกับอัลบั้มคู่ Physical Graffiti ที่มีเพลงเอก Kashmir สองอัลบั้มสุดท้ายพวกเขาเริ่มตกลงไปนิดหน่อย แต่ก็ยังมีงานระดับห้าดาวอีกเพลงคือ Achilles Last Stand ที่น่าจะเป็นต้นแบบของ Progressive Metal อย่าง Dream Theater ในแง่ของคุณค่าของเพลงในซีดีสองแผ่นคู่นี้ถือเป็นสมบัติล้ำค่าของวงการร็อค อย่างไม่ต้องสงสัยแต่ถ้าจะถามว่ามันจะดีกว่านี้ได้อีกไหม ผมก็คิดว่ายังงไปได้อีก ตามประสาคนโลภมาก เมื่อเห็นเวลาในซีดียังเหลือ ถ้าเพิ่มเพลงแนวโฟล์คดังกล่าวเข้าไปอีกเพลงสองเพลงเพื่อนำเสนออีกด้านของ Zep และขอแถมเป็นการส่วนตัวกับเพลงโปรด Misty Moutain Hop จากชุด IV กับ In My Time Of Dying จาก Physical… นั่นคงเป็นงานรวมเพลงที่เพอร์เฟ็ค...ยิ่งไปกว่านี้ ในด้านคุณภาพเสียง Mothership มีการทำมาสเตอร์ที่ดังกว่า สดใสกว่า เวอร์ชั่นเดิมของ Jimmy Page และ George Marino เมื่อปี 93 คอออดิโอไฟล์บางกลุ่มอาจจะไม่ชอบ แต่ถ้าไปถามนักฟังทั่วๆไปดูเหมือนส่วนใหญ่จะถูกใจกับซาวนด์ที่ฟัง “เอามันส์”แบบนี้ ขณะที่เขียนอยู่นี้เหลืออีกห้าวันก่อนที่วงจะเล่นคอนเสิร์ตรียูเนียนกันในลอนดอน ซึ่งว่ากันว่าเป็นการ come back ที่ฮือฮาที่สุดในวงการดนตรีในรอบหลายปี.....