Showing posts with label pop. Show all posts
Showing posts with label pop. Show all posts

Saturday, 25 July 2026

Whitney on Whitney

adapted from her 2009 interview.

Whitney Houston: ฉันต้องขอพลังเพียงหนึ่งวัน

มีช่วงหนึ่งที่ฉันคิดจริง ๆ ว่าอาจเลิกทำทุกอย่าง แล้วพาลูกสาวไปอยู่บนเกาะเล็ก ๆ สักแห่ง เราสองคนอาจปลูกผลไม้ ทำเครื่องดื่มจากผลไม้ขาย อยู่ใกล้ชายหาด ใช้ชีวิตเรียบง่าย ตื่นขึ้นมาโดยไม่ต้องคิดว่าจะมีใครรอให้ฉันขึ้นเวที ไม่ต้องแต่งหน้า ไม่ต้องสวมชุดราตรี ไม่ต้องตอบคำถามว่าเมื่อไรฉันจะออกอัลบั้มใหม่

ฉันเดินทางมาแล้วทั่วโลก ได้เห็นและได้ทำเกือบทุกอย่างที่เคยคิดว่ามนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ ฉันมีเงิน มีรถ มีบ้าน มีสามี มีลูก และมีชื่อเสียงในระดับที่คนทั่วไปอาจคิดว่ามันควรเติมชีวิตให้เต็มได้ทั้งหมด แต่เวลานั้นฉันกลับรู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดเติมเต็มฉันจริง ๆ เคยมีช่วงที่ฉันมีความสุข แต่สิ่งที่ฉันขาดคือความชื่นบานจากข้างใน ฉันต้องการความสงบชนิดที่ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ใครเข้าใจ

ฉันยังมองดูลูกสาวเติบโตขึ้นต่อหน้าต่อตา และรู้ว่าเวลานั้นผ่านไปเร็วมาก ฉันไม่อยากพลาดมันอีกแล้ว ฉันอยากเห็นเธอไปโรงเรียน อยากอยู่บ้านเมื่อเธอกลับมา อยากเป็นแม่ที่เธอหาเจอได้จริง ๆ ไม่ใช่แม่ที่ปรากฏอยู่บนปกนิตยสารหรือจอโทรทัศน์ แต่หายไปอยู่บนเครื่องบิน โรงแรม ห้องแต่งตัว และเวทีทั่วโลก

เวลานั้นฉันเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวแล้ว ความคิดเรื่องเกาะเล็ก ๆ กับร้านขายน้ำผลไม้จึงไม่ได้เป็นเพียงความเพ้อฝันตลก ๆ มันเป็นภาพของความสงบที่ฉันโหยหา ฉันเคยวางเสียงเพลงไว้ข้างหลังจนเกือบลืมไปว่าเสียงนั้นเป็นของขวัญที่พระเจ้ามอบให้ ฉันไม่ได้ปฏิเสธว่ามันมีอยู่ ฉันเพียงไม่ได้คิดถึงชีวิตส่วนนั้นอีกต่อไป

ครั้งแรก ๆ ที่ฉันร้องเพลง ฉันไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นสมบัติของโลก ฉันเป็นเด็กสาวที่ร้องเพลงถวายพระเจ้า ฉันรู้ชัดว่าตัวเองกำลังทำอะไรและทำเพื่อใคร ฉันหลับตาร้องเพราะกลัวผู้คนอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อเปิดตาขึ้น ฉันเห็นว่าบทเพลงเคลื่อนไหวอยู่ในตัวพวกเขา เห็นผู้คนเต็มไปด้วยศรัทธาและความชื่นชมยินดี ฉันจึงเข้าใจว่า สิ่งที่พระเจ้ามอบให้ฉันสามารถส่งต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้

แต่เมื่อฉันกลายเป็น “Whitney Houston” ชีวิตก็ไม่ใช่ของฉันอย่างเดิมอีกต่อไป ความเป็นส่วนตัว เรื่องครอบครัว คนที่ฉันคบ คนที่ฉันแต่งงานด้วย ทุกอย่างถูกทำให้เป็นเรื่องของสาธารณะ ฉันอยากไปสวนสาธารณะ อยากเดินจับมือสามีไปตามถนนโดยไม่มีใครจ้องมอง อยากทำสิ่งธรรมดาโดยไม่ต้องสงสัยว่าจะมีภาพถ่ายหรือเรื่องเล่าอะไรตามมา ฉันเพียงอยากเป็นคนธรรมดาบ้าง

ผู้คนเห็นชุดราตรี ทรงผม การแต่งหน้า มิวสิกวิดีโอ และภาพของหญิงสาวที่ดูสมบูรณ์แบบ ฉันชอบแต่งตัวนะ ฉันชอบแต่งหน้าและทำผม แต่ทั้งหมดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง เป็นสิ่งที่ฉันทำเพื่อมอบความบันเทิงให้ผู้ชม มันไม่ใช่สภาพที่ฉันสามารถรักษาไว้ได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

เมื่อโลกเริ่มคาดหวังให้ฉันเป็นผู้หญิงคนนั้นทุกนาที มันก็มากเกินไป ฉันรู้สึกว่าต้องพยายามมีชีวิตให้สมกับภาพที่คนอื่นสร้างไว้ ต้องสง่างาม ต้องควบคุมทุกอย่าง ต้องเป็นหญิงสาวผู้ไร้รอยร้าว ทั้งที่ข้างในฉันอยากออกจากกรอบนั้นเสียที

ส่วนหนึ่งของเหตุผลที่ฉันหลงรักบ็อบบี บราวน์ อาจเป็นเพราะเขาเปิดพื้นที่ให้ฉันเป็นตัวเอง เขาสนุก มีชีวิตชีวา รักแรง และเต็มไปด้วยความหลงใหล ความสัมพันธ์ของเราบ้าคลั่งอยู่บ้าง แต่ในตอนแรกมันเป็นความบ้าคลั่งของคนสองคนที่รักกันมาก

ฉันพบเขาที่งานประกาศรางวัล Soul Train เขาขึ้นเวทีร้อง “My Prerogative” เขาดูดีและเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างมีพลัง เขาเป็นฝ่ายสนใจฉันก่อน และถามตรง ๆ ว่าหากเขาชวนฉันออกไปด้วยกัน ฉันจะตอบตกลงไหม ฉันบอกว่าตกลง จากนั้นเราก็เข้ากันได้ เราเป็นเพื่อนกัน เที่ยวด้วยกัน และคบหากันอยู่สามปีก่อนแต่งงาน เราบินไปโน่นมานี่ทั่วโลกและใช้ชีวิตตามใจของหนุ่มสาวสองคนที่รักกัน

คนภายนอกเห็นเพียงภาพเจ้าหญิงผู้เรียบร้อยแต่งงานกับชายหนุ่มผู้มีชื่อเสียงในด้านตรงกันข้าม แต่พวกเขาไม่รู้จักความอ่อนโยนของเขา บ็อบบีที่อยู่บนเวทีกับบ็อบบีที่บ้านไม่ใช่คนเดียวกันทั้งหมด ที่บ้านเขาเงียบกว่า เป็นพ่อ เป็นผู้ชายของบ้าน และชอบควบคุมสถานการณ์

ฉันกลับชอบสิ่งนั้น เพราะในชีวิตด้านอื่นฉันต้องเป็นผู้ควบคุมทุกอย่างอยู่เสมอ ฉันดูแลอาชีพ ตารางงาน การเดินทาง และคนรอบตัวมากมาย การมีใครสักคนพูดแล้วทำให้ฉันหยุดฟังจึงรู้สึกสดใหม่ ฉันสนใจความรู้สึกที่ว่าอย่างน้อยในบ้าน ฉันไม่จำเป็นต้องเป็นคนออกคำสั่งตลอดเวลา

เราเต็มไปด้วยความหลงใหล แต่ความหลงใหลที่รุนแรงก็ปะทะกันได้ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลัง The Bodyguard ช่วงปี 1993, 1994 และ 1995 เป็นปีที่ทุกอย่างยังหมุนอยู่รอบภาพยนตร์และอัลบั้มนั้น ความสำเร็จของมันยาวนานและมหาศาล ฉันเดินทางไปทุกแห่ง โลกทั้งใบดูเหมือนกำลังเรียกหาฉัน

ในเวลาเดียวกัน ฉันมีลูกอยู่ในอ้อมแขน และมีผู้ชายที่ฉันรักอยู่ข้างกาย บ็อบบีพักงานของเขาหลายอย่างแล้วเดินทางไปกับฉัน เขาบอกให้ฉันทำสิ่งที่ต้องทำ เขาจะไปด้วย แต่ฉันคิดว่าบางอย่างเริ่มเกิดขึ้นภายในใจของเขา เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งมีชื่อเสียง มีอำนาจ และได้รับความสนใจมากขนาดนั้น ขณะที่ผู้ชายไม่มีพื้นที่ของตัวเองในระดับเดียวกัน ความรู้สึกบางอย่างย่อมเกิดขึ้น

เขาคงไม่ชอบที่ฉันยอมรับเรื่องนี้ แต่ฉันเชื่อว่าเขาหึงหวงความสำเร็จของฉัน ฉันจึงพยายามลดแสงของตัวเองลง พยายามบอกทุกคนว่าฉันคือคุณนายบราวน์ ไม่ใช่คุณฮิวสตัน ฉันอยากให้คนเห็นว่าฉันเป็นภรรยาของเขา ไม่อยากให้เขารู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงผู้ชายที่เดินตามหลัง Whitney Houston

ฉันค่อย ๆ หรี่แสงของตัวเองจริง ๆ ฉันทำหลายอย่างเพื่อไม่ให้ความสำเร็จของฉันบดบังเขา การตกลงร่วมรายการ Being Bobby Brown ก็เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามนั้น ฉันอยากให้โลกเห็นว่าฉันคือภรรยาของบ็อบบี ฉันไม่ได้เข้าใจอย่างแท้จริงว่าการเปิดประตูบ้านให้กล้องเข้ามาจะนำไปสู่อะไร ฉันคิดเพียงว่า หากเขากำลังทำรายการเกี่ยวกับชีวิตตัวเอง และฉันเป็นภรรยา ฉันก็ควรอยู่ข้างเขา

เมื่อดูรายการนั้น ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าควรรู้สึกอย่างไร ฉันมองเห็นตัวเองกำลังพยายามเป็นคุณนายบ็อบบี บราวน์โดยไม่กลายเป็นศูนย์กลางของทุกฉาก ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ รายการเผยให้เห็นความผิดปกติหลายอย่างในชีวิตคู่ของเรา และเวลานั้นฉันไม่ได้มีความสุขกับการแต่งงานแล้ว ฉันกำลังสูญเสียตัวเองไปกับความพยายามทำให้เขาพอใจ

คนจำนวนมากเคยบอกว่าชีวิตแต่งงานของเราจะอยู่ได้ไม่กี่นาที ฉันจึงมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะพิสูจน์ว่าพวกเขาผิด ฉันไม่ได้ต่อสู้เพื่อความรักเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ฉันเริ่มต่อสู้เพื่อประกาศว่าโลกจะมาทำลายเราไม่ได้ เราแต่งงานกันเพราะรักกัน เราอยากมีครอบครัว และฉันจะไม่ยอมให้คำพูดของคนอื่นทำให้ทุกอย่างพัง

บ็อบบีก็ต่อสู้เพื่อสิ่งนั้นเช่นกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความหมายแท้จริงของความรักเริ่มหลงทาง เราต่อสู้เพื่อภาพของชีวิตแต่งงานมากกว่าตัวชีวิตแต่งงานเอง และยังมีสิ่งอื่นแทรกเข้ามา เมื่อสิ่งจากภายนอกเข้ามาอยู่ในความสัมพันธ์มากเกินไป คนสองคนก็ยากจะเดินออกมาอย่างตรงไปตรงมาได้

ก่อน The Bodyguard ฉันใช้ยาเสพติดอยู่บ้างแต่ยังไม่หนัก หลังความสำเร็จของภาพยนตร์และหลังมีคริสซี การใช้ยาก็หนักขึ้น สิ่งที่ฉันใช้คือโคเคนกับกัญชา ส่วนบ็อบบีชอบดื่ม ฉันไม่ใช่คนดื่มจัด แต่เขาดื่มมาก และโรคพิษสุราเรื้อรังเป็นสิ่งที่น่าเกลียด คนเมาอาจอ่อนโยนหรืออาจโหดร้ายก็ได้ และเมื่อเขาดื่ม บุคลิกของเขาเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง

การทำร้ายส่วนใหญ่เป็นทางอารมณ์ เขาระวังเรื่องการใช้กำลังกับฉัน เพราะครอบครัวฉันคอยจับตาดูอยู่ และฉันเองก็เติบโตมากับพี่ชายสองคน ฉันไม่ใช่คนที่จะยืนเฉย ๆ หากถูกทำร้าย ฉันจะสู้กลับด้วยสิ่งที่หาได้

เขาเคยตบฉันครั้งหนึ่ง และฉันก็ตอบโต้ แต่เหตุการณ์ที่ติดอยู่ในใจฉันมากเกิดขึ้นในวันเกิดของเขา ฉันจัดงานเลี้ยงที่สโมสรแห่งหนึ่งในย่านบัคเฮด เมืองแอตแลนตา เขาดื่มมากคืนนั้น สิ่งประหลาดในความสัมพันธ์ของเราคือ หลายครั้งที่ฉันพยายามทำอะไรเพื่อให้เขามีความสุข สิ่งนั้นกลับหันมาทำร้ายฉัน

ระหว่างกลับบ้าน เขาด่าฉันต่อหน้าพ่อแม่ของเขา เมื่อถึงบ้าน เขาถ่มน้ำลายใส่หน้าฉัน ลูกสาวกำลังเดินลงบันไดและเห็นเหตุการณ์นั้น ฉันตกใจอย่างที่สุด ฉันไม่เคยเติบโตมาในบ้านที่มีใครทำสิ่งเช่นนั้นต่อกัน ฉันไม่เข้าใจว่าเหตุใดมันจึงเกิดขึ้น และฉันเห็นความเกลียดชังอยู่ในดวงตาของคนที่ฉันรักมาก

ฉันทั้งเจ็บและโกรธ ฉันรู้ว่าบางอย่างกำลังจะระเบิด จึงโทรหาเพื่อนให้มารับ เพราะมันมาถึงจุดเปลี่ยนแล้ว ฉันเกือบออกจากประตูได้สำเร็จ แต่บ็อบบีผลักฉันติดกำแพง ฉันจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตีศีรษะเขา เขาล้มลง มีเลือด ลูกสาวลงมาเห็นทุกอย่าง ฉันได้แต่พูดซ้ำ ๆ ว่าฉันเตือนเขาแล้วว่าอย่าทำอย่างนี้

มันเป็นฉากที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและความอัปลักษณ์

หลัง The Bodyguard การใช้ยาหนักขึ้น เพราะเรากำลังพยายามซ่อนความเจ็บปวด โลกเห็นว่าภาพยนตร์และอัลบั้มพาฉันขึ้นไปอยู่บนยอดสูงเพียงใด จากนั้นฉันทำ Waiting to Exhale ซึ่งประสบความสำเร็จมาก และต่อด้วย The Preacher’s Wife เมื่อมาถึงช่วงนั้น การใช้ยาแทบกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน

ฉันยังทำงาน ฉันไปทำสิ่งที่ต้องทำ แต่เมื่อเสร็จงาน ฉันก็กลับไปใช้ยา เป็นเช่นนั้นอยู่ปีหรือสองปี ฉันไม่มีความสุขและกำลังสูญเสียตัวเอง แม่มาหาฉันหลายครั้ง พยายามพูดว่าทุกคนอาจยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่รู้แน่ว่ามีบางอย่างผิดปกติ ฉันไม่ได้ปฏิเสธกับตัวเองทั้งหมด เพียงแต่ไม่ยอมพูด

ในเวลาเดียวกัน ข่าวเรื่องผู้หญิงอื่นของบ็อบบีก็เริ่มปรากฏ เขานำความสกปรกจากข้างนอกเข้ามาในบ้าน และบางครั้งใช้บัตรเครดิตของฉันเสียด้วย ฉันไม่ได้ออกไปค้นหาเรื่องเหล่านั้น แต่เมื่อสงสัย ฉันตรวจสอบ และพบสิ่งที่ทำให้ฉันไม่อาจวางใจได้

ฉันเริ่มขนเฟอร์นิเจอร์ออกจากบ้านทีละชิ้น ราวกับกำลังค่อย ๆ นำส่วนต่าง ๆ ของตัวเองออกจากชีวิตนั้น ฉันเคยขอให้เขาออกไป แต่เขากลับบอกให้ฉันเป็นฝ่ายไป ทั้งที่บ้านเป็นของฉัน ช่วงนั้นเองที่เกิดเหตุการณ์ตบหน้า เขาอยู่ระหว่างการคุมประพฤติจากคดีจราจร จึงกลายเป็นเรื่องในศาลเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว

ฉันไม่อาจทำใจส่งเขาเข้าคุกได้ ฉันไปศาลและยืนอยู่ข้างเขา เพราะฉันยังคิดว่าตัวเองเป็นภรรยา ฉันถือคำปฏิญาณของการแต่งงานไว้ในหัวใจอย่างจริงจัง แม้ว่าชีวิตจริงกำลังบอกฉันว่าความสัมพันธ์นั้นทำร้ายเราทุกคน

สภาพเลวร้ายที่สุดไม่จำเป็นต้องมีเสียงตะโกนเสมอไป บางครั้งมันคือการอยู่ในบ้านเดียวกัน นั่งข้างกันเป็นสัปดาห์โดยไม่พูดอะไร มองโทรทัศน์ ใช้ยา และหลบซ่อนความจริง เราผสมกัญชากับโคเคนชนิดเบส ฉันยืนยันว่าเราไม่ได้ซื้อโคเคนราคาถูกมาสูบด้วยไปป์ แต่ความแตกต่างนั้นไม่ได้ทำให้สิ่งที่เราทำดีขึ้น เรามีเงินมากและซื้อยาได้ในปริมาณมาก เรามีที่เก็บของเราเอง

บางครั้งเราหัวเราะและสนุกจริง ๆ ฉันไม่ปฏิเสธว่าการใช้ยาอาจทำให้มีช่วงเวลาที่รู้สึกดี แต่เมื่อมันพัฒนาไปถึงจุดที่คุณนั่งอยู่ในบ้าน เพียงเพื่อปกปิดสิ่งที่ไม่ต้องการให้ใครรู้ มันก็กลายเป็นความเจ็บปวด คุณต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้ใครเห็นคุณร้องไห้ ไม่ให้ใครเห็นว่าสองคนนี้ไม่มีความสุข ไม่พูดกัน และทำได้เพียงนั่งมองหน้าจอโทรทัศน์

เวลานั้นฉันไม่ได้คิดถึงเสียงร้อง ไม่ได้คิดถึงอาชีพ ฉันมีเงินมาก มีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่าง มีคนถามตลอดว่าต้องการอะไร เราบินด้วยเครื่องบินส่วนตัว ไปปารีสเพียงหนึ่งหรือสองวัน ล่องเรือยอชต์ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ชีวิตภายนอกดูใหญ่โตจนฉันลืมชีวิตของนักร้องไป ฉันไม่ได้คิดถึงมัน และไม่ได้คิดถึงสิ่งที่โลกเรียกว่าของขวัญของฉัน

คนทั่วไปอาจคิดว่าฉันอ่อนแอต่อยา แต่สิ่งที่ฉันอ่อนแอที่สุดคือบ็อบบี เขาเป็นเหมือนยาของฉัน ฉันไม่ได้ใช้ยาอยู่คนเดียว เราทำทุกอย่างร่วมกัน เราเป็นคู่ชีวิต เป็นหุ้นส่วน ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือเลว เราก็ทำด้วยกัน ฉันยึดมั่นว่าฉันเป็นภรรยาของเขา เขาเป็นสามีของฉัน และเราจะต้องทำให้ชีวิตนี้ดำเนินต่อไปให้ได้

มีช่วงที่ฉันขังตัวอยู่ในห้องหลายวัน ใช้ยา คุยโทรศัพท์ ดูโทรทัศน์ และฟังเพลงกอสเปล สิ่งน่าประหลาดคือฉันยังอ่านคัมภีร์ไบเบิล ฉันรู้ว่าพระเจ้ายังอยู่ รู้ว่าแสงยังมีอยู่ ฉันเพียงพยายามหาทางกลับไปหาแสงนั้น พยายามกลับไปหาชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณที่ฉันเคยรู้จัก

บ้านของเรายิ่งน่ากลัวขึ้น บ็อบบีทำลายข้าวของและกระจก เรามีภาพครอบครัวขนาดใหญ่ เป็นภาพฉัน เขา และลูก แต่เขาตัดศีรษะของฉันออกจากภาพนั้น สำหรับฉัน นั่นเป็นสัญญาณที่เกินจะมองข้าม

เขายังวาดรูปดวงตาไว้ในห้องนอน บนผนัง พรม และประตูตู้ ทุกครั้งที่เปิดหรือปิดประตู ฉันจะเห็นดวงตาหรือใบหน้ามองกลับมา เป็นภาพที่ให้ความรู้สึกชั่วร้าย ฉันมองสิ่งเหล่านั้นแล้วถามพระเจ้าว่าแท้จริงเกิดอะไรขึ้น ฉันเริ่มกลัว เพราะรู้สึกว่าบางอย่างจะต้องแตกหักในไม่ช้า

ฉันเข้ารับการบำบัดสามสิบวันในสถานที่ที่อนุญาตให้นำลูกไปด้วย ฉันต้องการให้ลูกอยู่กับฉันและเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันไม่อยากโกหกเธอ ฉันอธิบายเรื่องยาโดยเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของเราและสิ่งที่มันสามารถทำกับคนคนหนึ่งได้

แต่เมื่อออกจากสถานบำบัด การใช้ยาก็ดำเนินต่อไป จนวันหนึ่งแม่มาที่บ้านพร้อมนายอำเภอและคำสั่งศาล เธอบอกว่าฉันต้องทำตามทางของเธอ มิฉะนั้นก็ต้องออกโทรทัศน์ประกาศเกษียณ เพราะถ้าจะใช้ชีวิตเช่นนี้ต่อไป อาชีพนั้นก็ไม่คุ้มค่าอีกแล้ว

แม่บอกบ็อบบีไม่ให้ขยับ เพราะเจ้าหน้าที่พร้อมควบคุมตัวเขา จากนั้นเธอหันมาหาฉันและบอกว่าเธอจะไม่ยอมเสียฉันให้โลกหรือให้ความชั่วร้าย เธอต้องการลูกสาวกลับคืน ต้องการเห็นประกายในดวงตาฉัน ต้องการเห็นเด็กที่เธอเลี้ยงมา เธอเตือนว่าฉันไม่ได้ถูกเลี้ยงให้มีชีวิตเช่นนี้ และฉันต้องเลือกในวันนั้น

สิ่งที่แม่สั่งไม่ใช่ให้ฉันหย่าทันที เธอต้องการให้ฉันเข้ารับการบำบัดก่อน แล้วจึงตัดสินใจเรื่องชีวิตแต่งงานด้วยจิตใจที่แจ่มชัด

ในที่สุดฉันรู้ว่าต้องเลือก ฉันจำได้ว่าตัวเองอธิษฐานขอให้พระเจ้าประทานพลังแก่ฉันเพียงวันเดียว ฉันบอกว่าหากได้รับพลังหนึ่งวัน ฉันจะเดินออกจากประตูและไม่หันกลับมา แล้ววันนั้นก็มาถึง

ฉันบอกว่าจะออกไปซื้อของอย่างน้ำตาลกับนม แล้วไม่กลับไปอีกเลย

ฉันไปลอสแอนเจลิส หลังจากนั้นเฟอร์นิเจอร์เริ่มถูกขนออก บ้านถูกนำออกขาย รถและสิ่งของต่าง ๆ ถูกขาย ฉันกำจัดชีวิตเดิมออกไปทีละอย่าง เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นราวปี 2006 ฉันขึ้นเครื่องบินโดยมีเพียงกางเกงสองตัว รองเท้าผ้าใบ เสื้อผ้าจำเป็นไม่กี่ชิ้นใส่ไว้ในกระเป๋าเล็ก ๆ และมีเพื่อนเดินทางไปด้วย

ฉันพักอยู่กับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งบ็อบบีไม่กล้ามารบกวน เธอประกาศชัดว่าหากเขามาที่บ้าน เธอจะปกป้องฉัน ฉันจำเป็นต้องมีพื้นที่ปลอดภัยเพื่อเลือกว่าชีวิตต่อจากนั้นจะเป็นอย่างไร

ตอนนั้นฉันไม่สนใจอีกแล้วว่าสาธารณชนจะคิดอย่างไร ฉันไม่ต้องการอยู่ในชีวิตสมรสที่ไร้ความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ต้องการอยู่กับคนที่มีความคิดเรื่องความซื่อสัตย์ ความภักดี และคำปฏิญาณแตกต่างจากฉัน ฉันต้องการให้ยา ความวุ่นวาย และทุกสิ่งหยุดลง แต่เขายังต้องการดำเนินต่อ

ฉันรู้สึกว่าความชั่วร้ายได้เปิดประตูเข้ามาและกำลังยึดครองชีวิตของเรา ฉันต้องการขับมันออก จึงอธิษฐานอย่างหนัก แม่ซึ่งเป็นนักรบของฉันบอกให้ปล่อยทุกอย่างไป ฉันปิดบังเธอไม่ได้อยู่แล้ว เธอรู้จักดวงตาของลูกตัวเอง เธอมองก็รู้ว่าฉันไม่มีความสุข และยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้งฉัน

ก่อนที่ฉันจะออกจากบ้าน ฉันพาคริสซีออกไปก่อน ฉันให้เธออยู่กับแกรี พี่ชายของฉัน และแพต พี่สะใภ้ ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่นาที พวกเขาดูแลเธอระหว่างเรียนชั้นปีที่ห้าและหก ขณะที่ฉันพยายามคิดว่าจะทำอะไร จะไปไหน และจะออกจากชีวิตเดิมอย่างไร

เมื่อเริ่มจัดการบางอย่างได้แล้ว ฉันพาเธอไปแคลิฟอร์เนีย เราอยู่ที่นั่นประมาณหนึ่งปีครึ่ง ไม่มีใครรู้ชัดว่าฉันแยกจากบ็อบบีแล้ว ลูกเห็นมามากเกินพอ การเห็นพ่อถ่มน้ำลายใส่หน้าแม่เพียงครั้งเดียวก็มากเกินไปแล้ว

เธอถามฉันตรง ๆ ว่าเขาทำอย่างนั้นจริงหรือไม่ ฉันตอบว่าใช่ และพยายามบอกว่าไม่เป็นไร แต่เธอบอกว่าไม่ใช่ มันไม่ควรเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ฉันจึงขอให้เธอวางใจฉัน บอกว่าแม้ยังไม่เข้าใจทุกอย่างในเวลานั้น ขอเพียงเชื่อว่าแม่จะไม่ปล่อยเธอไป เราจะออกจากชีวิตนี้และจะมีความสุขขึ้น วันหนึ่งเมื่อเธอโตพอ ฉันจะค่อย ๆ อธิบายว่าเหตุใดแม่จึงต้องจากมา

เมื่อไปถึงแคลิฟอร์เนีย เธอโกรธและต่อต้านฉัน เธอไม่เข้าใจ ฉันทำได้เพียงกลับไปหาเธอด้วยความรัก กอดเธอ เคาะประตูห้อง คุกเข่าอธิษฐาน และบอกซ้ำว่าฉันรักเธอ

ฉันยังรอบ็อบบีอยู่ระยะหนึ่ง หวังว่าเขาจะกลับมาและหยุดสิ่งเลวร้ายนอกชีวิตสมรส ฉันไม่ต้องการให้สิ่งเหล่านั้นเข้ามาถึงบ้านและลูก ไม่อยากให้ลูกเข้าใจว่านี่คือความรักหรือว่านี่คือสิ่งที่ผู้หญิงควรยอมรับ

ฉันได้บ้านเล็ก ๆ ที่ลากูน่าและเริ่มพบผู้ให้คำปรึกษา บ็อบบีพูดหลายครั้งว่าจะมา แต่ไม่เคยมา สิ่งที่ฉันกังวลมากที่สุดคือความรู้สึกของลูกที่มีต่อพ่อ เธออายุราวสิบสามปี กำลังก้าวเข้าสู่วัยสาว ฉันพยายามเล่าความจริงให้ฟังทีละน้อย แต่โลกอินเทอร์เน็ตเปิดเผยสิ่งต่าง ๆ เร็วกว่าที่แม่คนหนึ่งจะควบคุมได้

เธอเห็นภาพและข่าวของพ่อกับผู้หญิงอื่น เห็นคำสัญญาที่เขาไม่เคยรักษา เขาบอกว่าจะมาแต่ไม่มา บอกว่าจะนำของมาให้แต่ไม่เคยนำมา ขณะที่ฉันอยู่กับเธอ พาไปโรงเรียน ไม่โกหก และไม่ทอดทิ้งเธอ ในที่สุดลูกเป็นคนบอกฉันว่าเราทั้งคู่ไม่สมควรได้รับชีวิตแบบนั้น และฉันควรหย่ากับเขา

เธอฉลาดกว่าที่ฉันเคยคาดคิด

ถึงไม่มีคำพูดของลูก จิตวิญญาณของฉันก็คงไม่อนุญาตให้กลับไปเหมือนเดิม ฉันมีพี่สะใภ้อธิษฐานให้ มีพี่ชายและครอบครัวคอยอยู่ข้าง ๆ และมีไคลฟ์ เดวิส ผู้ยืนยันว่าเรื่องของฉันยังไม่จบ เขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าจะมอบของขวัญเช่นนี้แล้วปล่อยให้ทุกอย่างจบลงในสภาพนั้น

ไคลฟ์บอกว่าเขายังมีพลังเหลือ และจะให้เวลาฉันหนึ่งปีเพื่อตัดสินใจ โลกยังรอฟังเสียงของฉัน เมื่อฉันไปซื้อของ ผู้คนจะถามว่าเมื่อไรจะทำอัลบั้มใหม่ พวกเขาบอกว่าอยากได้ยินฉันร้องอีกครั้ง แม่หลายคนพูดถึงเพลงของฉันในฐานะเสียงที่พวกเธอเติบโตมาด้วย ฉันเริ่มสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นนั้น

เวลานั้นฉันมีความสุขกับการเป็นแม่มาก ฉันมองคริสซีเติบโตเป็นหญิงสาว เธอเขียนสิ่งต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์และเริ่มร้องเพลงได้ดีขึ้น ฉันอยากให้เธอค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องการให้ใครเข้ามาจัดการเธอเร็วเกินไป ฉันอยากเป็นคนดูแลและฝึกฝนเธอด้วยตัวเอง เหมือนที่แม่เคยดูแลฉัน

ตอนฉันอายุสิบสี่ มีคนต้องการเซ็นสัญญา แต่แม่ปฏิเสธ เพราะเห็นว่าฉันยังมีเรื่องต้องเรียนรู้อีกมาก หากลูกสาวเลือกเข้าสู่วงการ ฉันจะยอมรับ แต่ฉันจะอยู่ตรงนั้น จะไม่ปล่อยให้เธอเข้าไปตามลำพัง

ฉันชอบเวลาที่เธอมาหาเพื่อเล่าเรื่องวัยสาว เรื่องเด็กผู้ชาย หรือความรู้สึกที่ถูกทำร้าย ฉันบอกความจริงกับเธอได้ว่า เรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้น แต่เราจะผ่านมันไปด้วยกัน เธอไว้ใจฉัน และนั่นเป็นสิ่งล้ำค่า

เช้าวันหนึ่งเธอขึ้นมานอนบนเตียงกับฉัน บอกว่ารักและภูมิใจในตัวฉัน อัลบั้มกำลังประสบความสำเร็จทั่วโลก และเธอรู้สึกว่าเราสองคนทำมันสำเร็จด้วยกัน ฉันภูมิใจในตัวเธอ และเธอก็ภูมิใจในตัวฉัน

เมื่อถามว่าฉันรักใคร คำตอบแรกของฉันคือพระเจ้า ฉันถ่อมตัวและขอบคุณที่พระองค์ไม่เคยทอดทิ้ง ฉันรักแม่ รักลูกสาว รักพี่น้อง ญาติ และคนที่อธิษฐานให้ฉันอยู่เบื้องหลัง สิ่งที่ดูน่ากลัวสำหรับโลกคือประสบการณ์ชีวิตที่ฉันไม่เคยพบมาก่อน ฉันมีวัยเด็กที่ดี มีแม่ที่ดี และมีพ่อที่ฉันรักมาก

การเสียชีวิตของพ่อทำให้ทุกอย่างเกิดรอยร้าวใหญ่ หลังจากเขาจากไป บ็อบบีเริ่มแสดงพฤติกรรมรุนแรงและประหลาดมากขึ้น ราวกับคิดว่าไม่มีพ่อคอยปกป้องฉันแล้ว แต่ฉันยังมีแม่

เรื่องที่พ่อฟ้องร้องฉันเป็นความเจ็บปวดอีกช่วงหนึ่ง ฉันเชื่อว่าเขาถูกคนอื่นชักจูง ตอนนั้นพ่ออายุมากและป่วย อยู่โรงพยาบาลบ่อยด้วยโรคหัวใจและเบาหวาน ฉันเป็นคนดูแลค่าใช้จ่าย มีคนพยายามใช้เขาเพื่อเอาเงินจากฉัน ช่วงหนึ่งเราจึงไม่ได้พูดกันอยู่หลายปี

แต่เมื่ออาการของพ่อหนักขึ้น ฉันไปหาเขาที่โรงพยาบาลและบอกว่าความขัดแย้งต้องจบลง เขายังคงเป็นพ่อ ฉันรักเขา และจะอยู่ดูแลจนถึงที่สุด ฉันให้อภัยเขาอย่างสมบูรณ์

ฉันไม่ได้ไปร่วมพิธีศพใหญ่ในแบบที่สื่อคาดหวัง แต่จัดพิธีส่วนตัวในวันก่อนหน้านั้น มีแม่ ดิออน ดีดี และคนในครอบครัวอยู่ด้วย สื่อมวลชนติดตามฉันทุกแห่งจนฉันไม่มีพื้นที่ไว้ทุกข์ พ่อเป็นบุคคลที่มีคนรู้จักมากในเมืองนวร์ก จึงมีพิธีอีกงานสำหรับเพื่อนและผู้คนของเขา ส่วนฉันต้องมีพื้นที่อำลาพ่อในแบบของตัวเอง

การจากไปของไมเคิล แจ็กสันก็ทำลายความรู้สึกฉันอย่างมาก ฉันรู้จักเขาและครอบครัวมาราวยี่สิบปี มีความทรงจำดี ๆ มากมาย เมื่อได้ยินข่าว ฉันคิดซ้ำ ๆ ว่ามันไม่น่าจะเป็นความจริง ฉันรู้ว่าเขาเคยใช้ยาแก้ปวด แต่ไม่รู้ว่าปัญหาลึกเพียงใด

ฉันจำการแสดงฉลองครบรอบสามสิบปีของเขาได้ ฉันมองไมเคิลแล้วหันกลับมามองตัวเอง เราทั้งคู่ผอมและเปราะบาง ฉันเริ่มกลัวและคิดว่าเรื่องนี้จะเกิดกับเราทั้งสองคนไม่ได้ เวลานั้นฉันเองก็ใช้ยาและมีปัญหาทางอารมณ์มากมาย ทั้งเรื่องชีวิตแต่งงานและเรื่องอื่น ฉันเป็นห่วงเขา และเป็นห่วงตัวเองด้วย

ช่วงการพิจารณาคดีของไมเคิล ฉันคุยกับเขาทางโทรศัพท์หลายครั้ง แต่เขาตัดคนจำนวนมากออกจากชีวิต ไม่ต้องการให้ใครเห็นตัว ฉันยังคุยกับเขาได้ แต่เขาไม่ยอมให้ฉันไปพบ ฉันไม่เคยพบใครเหมือนชายหนุ่มคนนั้น และรู้สึกเศร้าที่เรื่องราวของเขาต้องจบลงเช่นนั้น

แม้ในวันที่เลวร้ายที่สุด ฉันไม่เคยไปถึงจุดที่เชื่อว่าตัวเองจะไม่มีวันออกมาได้ บางอย่างในตัวฉันยังต่อสู้อยู่เสมอ ฉันอาจอ่อนแอ อาจติดอยู่กับความเคยชิน และอาจหลอกตัวเองว่าสิ่งต่าง ๆ จะดีขึ้น แต่ยังมีแรงส่วนหนึ่งที่ไม่ยอมตาย

เมื่อฉันขอพลังเพียงหนึ่งวัน เหตุผลก็เพราะความเคยชินสามารถผูกคนไว้กับวิถีชีวิตที่ทำร้ายตัวเองได้ คุณเริ่มเชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องปกติ หรือพรุ่งนี้มันอาจดีขึ้น แต่ฉันไม่ต้องการแบ่งสามีกับผู้หญิงคนอื่น ไม่ต้องการให้สิ่งสกปรกเข้ามาในบ้าน และไม่ต้องการให้ลูกสาวคิดว่านั่นคือความรัก

เมื่อมาถึงช่วงของบทสนทนานี้ ฉันไม่ใช้กัญชาและไม่ใช้โคเคนแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าฉันไม่เคยรู้สึกอยาก บางครั้งความอยากกลับมาและฉันต้องหยุด อธิษฐาน ขอให้มันออกไปจากฉัน ฉันอาจดื่มบ้างเป็นบางครั้ง เพราะการดื่มไม่เคยเป็นปัญหาหลักของฉัน ฉันไม่ต้องการให้คนเห็นฉันถือแก้วแล้วสรุปว่าฉันกลับไปเหมือนเดิม

ฉันไม่อาจรับรองอนาคตทั้งหมดได้ ฉันทำได้เพียงอยู่กับวันนี้ ทีละวัน และในวันนี้ คำตอบของฉันคือไม่

หลังจากทุกอย่าง เรามาถึงอัลบั้ม I Look to You เพลงชื่อนี้เขียนโดยโรเบิร์ต เคลลี หรืออาร์. เคลลี ไว้ให้ฉันราวสิบปีก่อน มันเป็นเพลงแรกที่ถูกนำเสนอสำหรับอัลบั้ม และฉันต้องการให้เพลงนี้กำหนดบรรยากาศของงานทั้งหมด เพราะมันบอกว่าฉันหันไปหาใคร ฉันผ่านมาได้อย่างไร และอาศัยสิ่งใดพาตัวเองผ่านเวลาที่ยากลำบาก

ผู้ที่ฉันหันไปหาไม่ใช่ตัวฉันเอง แต่เป็นบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าฉัน มากกว่าคุณและฉัน นั่นคือแก่นแท้ของชื่ออัลบั้มและสิ่งที่ฉันอยากให้ผู้คนรู้สึกเมื่อฟังมัน

ส่วน “I Didn’t Know My Own Strength” ซึ่งเขียนโดยไดแอน วอร์เรนและทำงานร่วมกับเดวิด ฟอสเตอร์ ตอนแรกฉันอาจร้องจากประสบการณ์ของตัวเอง แต่เมื่อร้องจริง ๆ ความหมายของมันขยายออกไปไกลกว่าชีวิตฉัน ฉันคิดถึงผู้หญิงที่ต่อสู้กับมะเร็ง ผู้หญิงที่อยู่ในบ้านซึ่งเต็มไปด้วยความรุนแรง พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวทั้งหญิงและชาย และเด็กที่เติบโตท่ามกลางสถานการณ์กดดัน ฉันรู้ว่าเพลงนั้นไม่ควรเป็นของฉันเพียงคนเดียว มันเป็นของทุกคนที่ค้นพบว่าตนเองมีพลังมากกว่าที่เคยรู้

เมื่อฟัง “Nothin’ But Love” ฉันรู้ว่าผู้คนยังมอบความรักให้ฉัน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ เวลานี้ฉันมีความรักให้ตัวเองแล้ว นั่นคือส่วนที่ดี เป็นความรู้สึกที่ฉันขาดหายไปนาน

ฉันไม่เรียกช่วงเวลานี้ว่าการกลับมา ฉันเรียกมันว่าการฝ่าทะลุออกมา เป็นช่วงเวลาที่ฉันเดินผ่านสิ่งเหล่านั้นมาได้ ฉันไม่ได้เพิ่งถือกำเนิดใหม่เพื่อให้วงการยอมรับ ฉันอยู่ที่นี่มาตลอด เพียงแต่ต้องผ่านความมืดเพื่อกลับมาพบตัวเอง

เวลานี้ฉันรู้ว่าความช่วยเหลือของฉันมาจากไหน ฉันรู้ว่าพลังนั้นอยู่ภายใน และเมื่อใดที่อ่อนแรง ฉันรู้ว่าต้องหันไปทางใด ฉันรักพระวิญญาณของพระเจ้ามากเกินกว่าจะนำไปแลกกับสิ่งใด ฉันไม่ต้องการแลกความชื่นบานและความสงบที่พบแล้วกับอะไรอีก

ในช่วงที่อยู่ลอสแอนเจลิส ฉันใช้เวลาเพียงลำพังมาก ฉันนั่งอ่านพระวจนะ หยุดคิด และถามว่าพระเจ้าต้องการให้ฉันเข้าใจอะไร พระวิญญาณค่อย ๆ นำทางฉัน หลายครั้งฉันไม่รู้ว่าจะเดินจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งอย่างไร ไม่รู้ว่าจะกลับเข้าห้องอัดและร้องเพลงได้อย่างไร

แต่ฉันทำได้

ไม่ใช่เพราะฉันมีคำตอบสำหรับทุกสิ่ง ไม่ใช่เพราะบาดแผลทุกแห่งหายไปแล้ว และไม่ใช่เพราะฉันสามารถสัญญาได้ว่าจะไม่อ่อนแออีกเลย

ฉันทำได้เพราะในที่สุด ฉันยอมรับว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องมีพลังสำหรับชีวิตทั้งหมดในคราวเดียว

บางครั้ง เราเพียงต้องขอพลังสำหรับวันเดียว

และเมื่อวันนั้นมาถึง เราต้องเดินออกจากประตู

แล้วไม่หันกลับไปอีก

 

Wednesday, 22 July 2026

Eurythmics: ชีวประวัติ 5 นาที

 


Eurythmics: เลิกราในชีวิต แต่ทางดนตรียังเป็นคู่คิด

การเลิกรากันโดยทั่วไปมีขั้นตอนมาตรฐานอยู่ไม่กี่อย่าง คุณคืนเสื้อกันหนาวให้อีกฝ่าย ลบหมายเลขโทรศัพท์ ย้ายร้านกาแฟประจำ และใช้เวลาหลายเดือนพูดกับเพื่อนว่า “จริง ๆ เราจบกันด้วยดี” จนเพื่อนเริ่มสงสัยว่าเหตุใดคนที่จบกันด้วยดีจึงต้องพูดประโยคนี้สัปดาห์ละห้าครั้ง

Annie Lennox กับ Dave Stewart เลือกวิธีที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย หลังจากเลิกเป็นคนรักกัน พวกเขาตัดสินใจตั้งวงดนตรีร่วมกัน ซื้อเครื่องบันทึกเสียงมือสอง และสร้างเพลงป๊อปเกี่ยวกับความเจ็บปวด ความระแวง และความสัมพันธ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ จากนั้นก็ขายเพลงเหล่านั้นได้หลายสิบล้านแผ่น

นี่อาจไม่ใช่วิธีที่นักบำบัดคู่รักแนะนำ แต่สำหรับ Eurythmics มันได้ผลอย่างน่าตกใจ

คนส่วนใหญ่รู้จักพวกเขาจาก “Sweet Dreams (Are Made of This)” เพลงที่เปิดมาราวกับมีตู้เย็นอุตสาหกรรมเริ่มเดินเครื่องอยู่ในห้องใต้ดิน จังหวะสังเคราะห์เคลื่อนเข้ามาอย่างไร้ความปรานี ก่อนที่เสียงของ Annie Lennox จะประกาศว่า ทุกคนกำลังมองหาอะไรบางอย่าง บางคนต้องการใช้คุณ บางคนต้องการถูกใช้ และบางคนอาจเพียงลืมกินมื้อเช้า แต่เพลงไม่ได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ข้อสุดท้าย

ในมิวสิกวิดีโอ Lennox ปรากฏตัวด้วยผมสั้นสีส้ม ใบหน้าเรียบเฉย และชุดสูทที่ทำให้ผู้ชายเกือบทุกคนในสำนักงานประกันภัยดูแต่งตัวไม่เรียบร้อยขึ้นมาทันที เธอไม่ได้มองกล้องแบบนักร้องหญิงที่กำลังขอให้ผู้ชมรัก เธอมองเหมือนผู้จัดการธนาคารที่เพิ่งตรวจพบว่าคุณกรอกเอกสารกู้เงินไม่ครบ และจะปล่อยให้คุณนั่งสำนึกผิดอยู่ตรงนั้นสักครู่

ภาพดังกล่าวทำให้ Eurythmics แตกต่างจากศิลปินป๊อปจำนวนมากในยุค 1980 ซึ่งเป็นยุคที่ทรงผมดูเหมือนต้องได้รับอนุญาตจากฝ่ายควบคุมการบินก่อนออกจากบ้าน Lennox ไม่ได้พยายามทำตัวน่ารัก ไม่ได้ยิ้มเพื่อให้ใครสบายใจ และไม่ได้แสดงความเป็นหญิงตามแบบที่วงการบันเทิงเคยกำหนดไว้ เธอดูทั้งสง่างาม เย็นชา เปราะบาง และพร้อมจะพาคุณไปสอบสวนในห้องที่ไม่มีหน้าต่าง

ก่อนหน้าที่โลกจะรู้จักเธอในลักษณะนี้ Annie Lennox เป็นเด็กหญิงจาก Aberdeen ประเทศสกอตแลนด์ เกิดในปี 1954 และได้รับการฝึกดนตรีอย่างจริงจัง เธอเรียนเปียโน ฟลูต และดนตรีคลาสสิก ซึ่งเป็นการเตรียมตัวที่ดีสำหรับอาชีพนักดนตรี เพราะอย่างน้อยคุณจะรู้ว่าความทุกข์ทรมานสามารถเขียนลงบนบรรทัดห้าเส้นได้

เธอเข้าเรียนที่ Royal Academy of Music ในลอนดอน แต่ชีวิตนักศึกษาดนตรีไม่ได้เปลี่ยนเธอให้เป็นนักฟลูตในวงออร์เคสตราอย่างที่อาจคาดหวัง ตรงกันข้าม เธอเริ่มมองหาสิ่งที่มีชีวิตชีวา แปลกประหลาด และอาจส่งเสียงดังพอจะทำให้เพื่อนบ้านเขียนจดหมายร้องเรียน

Dave Stewart เกิดที่ Sunderland ในปี 1952 เขาเป็นนักกีตาร์ นักแต่งเพลง และมนุษย์ประเภทที่มองเครื่องบันทึกเสียงแล้วคิดว่า “เราน่าจะถอดมันออกเป็นชิ้น ๆ ดูว่ามันทำอะไรได้อีก” ขณะที่ Lennox มีพื้นฐานแบบนักดนตรีคลาสสิก Stewart มีสัญชาตญาณแบบนักประดิษฐ์ซึ่งไม่ค่อยสนใจคู่มือการใช้งาน เขาไม่ได้ถามเพียงว่าเพลงควรมีคอร์ดอะไร แต่ถามว่าเพลงควรฟังเหมือนเมืองร้าง เครื่องยนต์ หรือฝันร้ายที่ตกแต่งอย่างมีรสนิยมได้หรือไม่

ทั้งคู่พบกันในลอนดอนช่วงกลางทศวรรษ 1970 และกลายเป็นทั้งคู่รักและเพื่อนร่วมงาน ซึ่งฟังดูประหยัดเวลา แต่โดยทั่วไปทำให้การประชุมเรื่องงานมีความซับซ้อนขึ้นมาก พวกเขาร่วมงานในวง The Tourists วงป๊อปนิวเวฟที่ประสบความสำเร็จจากเพลง “I Only Want to Be with You” ซึ่งเดิมโด่งดังจาก Dusty Springfield

ชื่อเพลงอาจฟังโรแมนติก แต่ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ว่า การร้องว่า “ฉันเพียงอยากอยู่กับคุณ” ต่อหน้าผู้ชมจำนวนมากไม่ได้รับประกันว่าผู้ร้องทั้งสองจะยังอยากอยู่ในห้องเดียวกันเมื่อทัวร์จบลง

The Tourists ยุบวงในปี 1980 และความสัมพันธ์ของ Lennox กับ Stewart ก็สิ้นสุดลงในช่วงใกล้เคียงกัน สำหรับคนทั่วไป นี่น่าจะเป็นสัญญาณให้แยกย้ายกันไปใช้ชีวิตใหม่ แต่ทั้งสองกลับพบว่า แม้จะไม่เหมาะจะเป็นคู่รัก พวกเขายังเหมาะอย่างยิ่งที่จะสร้างเพลงร่วมกัน บางทีการไม่ต้องแสร้งทำเป็นมีความสุขอาจช่วยประหยัดพลังงานที่จำเป็นสำหรับการแต่งเพลงได้มาก

พวกเขาตั้งชื่อโครงการใหม่ว่า Eurythmics ซึ่งมาจากคำที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้จังหวะและการเคลื่อนไหว เป็นชื่อที่ฟังดูคล้ายวิชาเลือกในโรงเรียนซึ่งเด็กทุกคนพยายามหลีกเลี่ยง แต่ก็เหมาะกับวงที่สนใจการผสมผสานร่างกาย อารมณ์ และเครื่องจักรเข้าด้วยกัน

อัลบั้มแรก In the Garden ออกในปี 1981 บันทึกเสียงในเยอรมนี และมีนักดนตรีจากแวดวง krautrock กับ post-punk มาร่วมงานหลายคน นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ฟังดูดีมากเมื่อเล่าย้อนหลัง เพราะคำว่า “บันทึกเสียงในเยอรมนีกับสมาชิกวงทดลองระดับตำนาน” ทำให้ทุกสิ่งดูสำคัญ แต่ในเวลานั้น อัลบั้มไม่ได้ขายดี และ Eurythmics แทบไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้

ทั้งคู่เดินทางด้วยรถยนต์เก่า เล่นตามสถานที่เล็ก ๆ และพยายามอธิบายให้ค่ายเพลงฟังว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งเป็นงานยาก เพราะค่ายเพลงมักต้องการคำตอบประเภท “เหมือนวงที่กำลังดัง แต่ราคาถูกกว่า” ขณะที่ Eurythmics กำลังสร้างดนตรีที่ฟังเหมือนความวิตกกังวลได้รับเครื่องสังเคราะห์เสียงเป็นของขวัญวันเกิด

หลังจากความล้มเหลวของอัลบั้มแรก พวกเขาไม่ได้ตัดสินใจทำเพลงให้ง่ายหรือปลอดภัยขึ้น แต่ยืมเงินประมาณ 5,000 ปอนด์ ซื้ออุปกรณ์มือสอง และตั้งสตูดิโอแปดแทร็กเล็ก ๆ อยู่เหนือร้านทำกรอบรูปในย่าน Chalk Farm

ผมชอบรายละเอียดเรื่องร้านทำกรอบรูปเป็นพิเศษ เพราะมันทำให้กำเนิดของเพลงป๊อประดับโลกดูเหมือนเกิดขึ้นระหว่างชายคนหนึ่งกำลังตัดกระจกกับหญิงอีกคนกำลังเลือกว่า ภาพสุนัขของเธอควรใช้กรอบไม้โอ๊กหรือไม้สน

ในห้องเล็ก ๆ นั้น Stewart ทดลองกับเครื่องตีกลองและซินธิไซเซอร์ ส่วน Lennox เขียนทำนองและเนื้อร้องที่ไม่ได้พยายามปกปิดความสิ้นหวังมากนัก คืนหนึ่ง Stewart พบลำดับเสียงสังเคราะห์ที่หมุนซ้ำอย่างสะกดจิต Lennox ได้ยินแล้วเริ่มเล่นทำนองอีกส่วนทับลงไป จากนั้นคำว่า “Sweet dreams are made of this” ก็ปรากฏขึ้น

เพลงไม่ได้เกิดจากสูตรสำเร็จของบริษัท ไม่ได้บันทึกในสตูดิโอหรู และไม่มีใครในห้องเสนอให้เพิ่มนักแซ็กโซโฟนเพราะ “ตลาดกำลังต้องการความเซ็กซี่” มันถูกสร้างขึ้นด้วยอุปกรณ์ราคาถูก ความดื้อ และความรู้สึกว่าทั้งสองอาจไม่มีอะไรเหลือให้เสียมากนัก

เมื่อออกเป็นซิงเกิลในปี 1983 “Sweet Dreams” ขึ้นอันดับหนึ่งในสหรัฐอเมริกา และทำให้ Eurythmics กลายเป็นชื่อระดับโลก อุตสาหกรรมเพลงซึ่งก่อนหน้านี้ไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรกับพวกเขา เริ่มแสดงพฤติกรรมแบบญาติที่ไม่เคยโทรหา แต่ปรากฏตัวทันทีหลังคุณถูกลอตเตอรี่

ความสำเร็จครั้งนี้อาจทำให้วงอื่นใช้เวลาสิบปีผลิตเพลงเดิมซ้ำโดยเปลี่ยนชื่อ แต่ Eurythmics ไม่ได้สนใจจะอยู่ในกล่องเดิมนานนัก อัลบั้ม Touch ซึ่งออกในปีเดียวกัน ขยายโลกของพวกเขาให้ละเอียดและโรแมนติกขึ้น “Here Comes the Rain Again” ใช้เครื่องสายจริงกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จนฟังเหมือนฝนตกในเมืองที่ทุกคนแต่งตัวดีกว่าคุณ ส่วน “Who’s That Girl?” เล่นกับความหึงหวง การปลอมตัว และคำถามว่าใครกำลังเป็นใคร ซึ่งในกรณีของ Lennox อาจตอบได้หลายอย่างภายในมิวสิกวิดีโอเดียว

ต่อมา พวกเขาทำเพลงประกอบภาพยนตร์ 1984 จากนวนิยายของ George Orwell ผลงานนี้มืด อึดอัด และเต็มไปด้วยเสียงแบบอุตสาหกรรม เหมาะกับเรื่องราวของรัฐเผด็จการที่เฝ้ามองประชาชนตลอดเวลา หรืออย่างน้อยก็เหมาะกับสิ่งที่โทรศัพท์ของเราทำในปัจจุบันโดยแลกกับคูปองส่วนลดร้านกาแฟ

จากนั้น ในปี 1985 ทั้งคู่เปลี่ยนทิศทางอีกครั้ง อัลบั้ม Be Yourself Tonight นำกีตาร์ วงดนตรีเต็มรูปแบบ โซล และอาร์แอนด์บีเข้ามาแทนที่ความเย็นของซินธิไซเซอร์ เพลง “Would I Lie to You?” พุ่งออกมาด้วยแรงของคนที่ถามคำถามนี้ทั้งที่ทุกฝ่ายรู้คำตอบอยู่แล้ว

“There Must Be an Angel (Playing with My Heart)” มี Stevie Wonder เล่นฮาร์โมนิกา ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งในการรับรองคุณภาพเพลงที่มีประสิทธิภาพกว่าการติดสติกเกอร์ห้าดาวบนปก ส่วน “Sisters Are Doin’ It for Themselves” ทำให้ Lennox ร้องคู่กับ Aretha Franklin นักร้องที่สามารถทำให้คำสั่งซื้ออาหารกลางวันฟังเหมือนพันธสัญญาแห่งอารยธรรมมนุษย์

การที่ Eurythmics ยืนเคียงข้าง Stevie Wonder และ Aretha Franklin ได้อย่างน่าเชื่อถือพิสูจน์ว่า วงไม่เคยมีหัวใจเป็นเครื่องจักรจริง ๆ เครื่องตีกลองและซินธิไซเซอร์เป็นเพียงเสื้อผ้าที่พวกเขาสวม สิ่งที่อยู่ข้างในคือโซล ความโกรธ ความเปราะบาง และเสียงของ Lennox ซึ่งสามารถเปลี่ยนจากกระซิบเป็นคำพิพากษาได้ภายในไม่กี่วินาที

อัลบั้ม Revenge ปี 1986 ทำให้พวกเขากลายเป็นวงร็อกขนาดใหญ่ “Missionary Man” หนักและหยาบขึ้นจนคว้ารางวัลแกรมมี่ ส่วน “Thorn in My Side” เป็นเพลงเกี่ยวกับคนที่สร้างความรำคาญอย่างต่อเนื่อง ซึ่งน่าจะทำให้มันเป็นเพลงประจำตัวของทุกครอบครัวในช่วงเทศกาล

พวกเขาออกทัวร์ในสนามกีฬา มีวงแบ็กอัปเต็มรูปแบบ และดูเหมือนจะห่างไกลจากสตูดิโอเหนือร้านทำกรอบรูปอย่างสิ้นเชิง แต่แทนที่จะดำเนินไปในทิศทางใหญ่โตต่อไป อัลบั้ม Savage ปี 1987 กลับเย็น แปลก และทดลองอีกครั้ง Lennox ใช้มิวสิกวิดีโอสำรวจบุคลิกหลายแบบ ตั้งแต่แม่บ้านผู้เรียบร้อยไปจนถึงหญิงที่ดูพร้อมจะทำลายบ้านทั้งหลังแล้วส่งใบแจ้งหนี้ให้เจ้าของเดิม

We Too Are One ในปี 1989 ขึ้นอันดับหนึ่งในอังกฤษ แต่หลังจากทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้นมานานเกือบทศวรรษ ทั้งคู่ก็หยุดพัก ไม่มีการแถลงข่าวว่าพวกเขาเกลียดกัน ไม่มีใครโยนโทรทัศน์ออกจากหน้าต่างโรงแรม อย่างน้อยก็ไม่มีหลักฐานที่จำเป็นต้องบันทึก พวกเขาเพียงเหนื่อย และต้องการพื้นที่ซึ่งเป็นคำที่ผู้ใหญ่ใช้เมื่อไม่อยากอธิบายทุกอย่างให้คนแปลกหน้าฟัง

Annie Lennox เริ่มงานเดี่ยวด้วยอัลบั้ม Diva ในปี 1992 และประสบความสำเร็จอย่างมาก เพลงอย่าง “Why” และ “Walking on Broken Glass” แสดงว่าเธอไม่จำเป็นต้องมีโลโก้ Eurythmics อยู่ข้างชื่อเพื่อทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าชีวิตรักของตนเป็นโศกนาฏกรรมที่ควรมีวงเครื่องสายประกอบ

เธอยังทำงานรณรงค์ด้าน HIV/AIDS สิทธิสตรี และมนุษยธรรมอย่างจริงจัง ขณะที่ Dave Stewart กลายเป็นโปรดิวเซอร์ นักแต่งเพลง และผู้ร่วมงานกับศิลปินมากมาย รวมถึง Tom Petty, Mick Jagger และ Ringo Starr เขาดูเหมือนคนที่ไม่สามารถเดินผ่านห้องอัดเสียงโดยไม่เริ่มโครงการใหม่ และอาจมองการพักผ่อนเป็นอาการที่ต้องได้รับการรักษา

ในปี 1999 ทั้งคู่กลับมารวมตัวทำอัลบั้ม Peace มีเพลง “I Saved the World Today” ซึ่งเป็นชื่อเพลงที่เหมาะกับคนทำงานทั่วไปตอนห้าโมงเย็น หลังจากตอบอีเมลสามฉบับและนำขยะออกไปทิ้ง การกลับมาครั้งนี้เชื่อมโยงกับกิจกรรมเพื่อสันติภาพและสิทธิมนุษยชน แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะกลับมาใช้ชีวิตแบบวงดนตรีถาวรอีกครั้ง

ต่อจากนั้น Lennox กับ Stewart ปรากฏตัวร่วมกันเป็นครั้งคราว คล้ายญาติที่เข้ากันได้ดีในงานแต่งงาน ตราบใดที่ไม่มีใครเสนอให้พวกเขาเช่าบ้านอยู่ด้วยกัน พวกเขาได้รับการยกย่องจาก BRIT Awards เข้าสู่ Songwriters Hall of Fame และในปี 2022 ได้รับการบรรจุชื่อใน Rock & Roll Hall of Fame

ในพิธีนั้น พวกเขาขึ้นเล่น “Would I Lie to You?,” “Missionary Man” และ “Sweet Dreams” เพลงที่เคยถือกำเนิดจากเครื่องมือมือสองและเงินยืมในห้องเล็ก ๆ เหนือร้านทำกรอบรูป บัดนี้กลายเป็นผลงานของศิลปินระดับหอเกียรติยศ หนึ่งปีต่อมา “Sweet Dreams” ยังได้รับเลือกเข้าสู่ National Recording Registry ของสหรัฐอเมริกา เท่ากับว่ารัฐบาลอเมริกันเห็นพ้องว่าเสียงซินธิไซเซอร์ซึ่งครั้งหนึ่งทำให้ผู้บริหารค่ายเพลงสับสน สมควรได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรม

ณ ปี 2026 ยังไม่มีการประกาศอัลบั้มหรือทัวร์ใหม่ของ Eurythmics อย่างเป็นทางการ Lennox ยังไม่ได้ประกาศเกษียณ แต่ไม่สนใจการทัวร์ยาว ๆ อีกต่อไป เธอเลือกปรากฏตัวในงานที่สัมพันธ์กับประเด็นซึ่งเธอให้ความสำคัญ ส่วน Stewart ยังคงแต่งเพลง ผลิตงาน และนำเพลงของ Eurythmics ไปแสดงในโครงการของตน

ดังนั้น Eurythmics จึงไม่ได้ยุบวงอย่างเด็ดขาด และก็ไม่ได้กลับมาอย่างแท้จริง พวกเขาอยู่ในสถานะคล้ายร้านอาหารที่ยังมีป้ายแขวนอยู่ แต่เปิดเฉพาะวันที่เจ้าของรู้สึกอยากทำอาหาร ซึ่งอาจเป็นสถานะที่สง่างามที่สุดสำหรับวงดนตรีซึ่งไม่เคยชอบทำตามตารางของคนอื่นอยู่แล้ว

มรดกของ Eurythmics ไม่ได้อยู่เพียงในริฟฟ์ซินธิไซเซอร์ของ “Sweet Dreams” หรือผมสีส้มของ Annie Lennox แต่อยู่ในสิ่งที่เธอกับ Dave Stewart ทำกับความสัมพันธ์ของตน พวกเขานำความผิดหวัง ความหึงหวง ความเปราะบาง และความทรงจำของความรักที่จบลงแล้วมาใช้เป็นวัสดุสร้างงาน แทนที่จะใช้มันเขียนข้อความยาวสามหน้าส่งให้อีกฝ่ายตอนตีสอง

พวกเขาพิสูจน์ว่าเครื่องจักรสามารถมีหัวใจได้ และหัวใจก็สามารถทำงานอย่างเป็นระบบราวกับเครื่องจักร ความเย็นกับความร้อน ความเป็นชายกับความเป็นหญิง ความรักกับความไม่ไว้วางใจ ไม่จำเป็นต้องแยกออกจากกันเสมอไป บางครั้งสิ่งตรงข้ามเหล่านี้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างงดงาม อย่างน้อยก็ภายในเพลงยาวสามนาทีครึ่ง

ส่วนในชีวิตจริง การทำให้มันอยู่ร่วมกันได้นานกว่านั้นอาจต้องใช้ซินธิไซเซอร์ เงินยืม 5,000 ปอนด์ และความสามารถอันหาได้ยากในการเลิกกับใครสักคนโดยไม่เลิกฟังว่าเขากำลังเล่นคอร์ดอะไร

Monday, 20 July 2026

Wet Leg: ชีวประวัติ 5 นาที

 

Wet Leg: สองเพื่อนจากเกาะเล็ก ๆ ผู้เปลี่ยนความเบื่อให้กลายเป็นอาชีพ




ในปี 2021 มีผู้หญิงสองคนปรากฏตัวขึ้นในมิวสิกวิดีโอ โดยแต่งตัวเหมือนกำลังจะไปเข้าร่วมพิธีลึกลับของชมรมเกษตรกรสตรีแห่งเกาะอังกฤษ พวกเธอยืนอยู่กลางทุ่ง ทำหน้าราวกับรู้ความลับบางอย่างเกี่ยวกับเรา และไม่คิดจะบอก

จากนั้นคนหนึ่งก็ถามว่า

“Would you like us to assign someone to butter your muffin?”

นี่เป็นประโยคที่ไม่มีใครคาดหวังว่าจะได้ยินจากวิทยุ นอกจากคุณจะเปิดผิดคลื่นไปเจอรายการสอนทำขนมที่ฝ่ายกฎหมายกำลังจะสั่งระงับการออกอากาศ

เพลงนั้นชื่อ “Chaise Longue” และวงชื่อ Wet Leg ซึ่งเป็นชื่อที่ฟังเหมือนอาการป่วยไม่ร้ายแรง แต่ก็น่าอายเกินกว่าจะบอกเภสัชกรตรง ๆ ผู้หญิงสองคนนั้นคือ Rhian Teasdale กับ Hester Chambers เพื่อนจาก Isle of Wight เกาะเล็ก ๆ ทางตอนใต้ของอังกฤษ ซึ่งภายในเวลาไม่ถึงสองปีจะเดินทางจากการเล่นเพลงขำ ๆ ด้วยกันไปสู่เวที Grammy

นี่เป็นเรื่องน่าชื่นชม แต่ก็อาจทำให้คนที่ใช้เวลาสิบห้าปีเรียนกีตาร์แล้วมีผู้ติดตามในอินสตาแกรม 214 คนรู้สึกขมขื่นอยู่บ้าง

Isle of Wight เป็นเกาะที่อยู่ใกล้แผ่นดินใหญ่มากพอให้มองเห็น แต่ไกลพอจะทำให้การเดินทางไปลอนดอนต้องอาศัยเรือ การวางแผน และการยอมรับว่าคุณอาจติดอยู่ข้างคนที่กินแซนด์วิชทูน่าตลอดทาง ที่นั่นมีเทศกาลดนตรี ชายหาด หน้าผา หมู่บ้าน และคนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งที่เติบโตขึ้นพร้อมความรู้สึกว่าทุกคนรู้จักทุกคน หรืออย่างน้อยก็รู้จักคนที่เคยคบกับทุกคน

Rhian กับ Hester พบกันระหว่างเรียนดนตรีบนเกาะ ทั้งคู่เคยทำงานเพลงมาก่อน Rhian พยายามเดินบนเส้นทางศิลปินเดี่ยว ซึ่งเป็นอาชีพที่ดูน่าตื่นเต้นจนกระทั่งคุณพบว่าต้องตอบคำถามเกี่ยวกับ “ตัวตนทางศิลปะ” ของตัวเองซ้ำ ๆ ต่อคนที่กำลังก้มดูโทรศัพท์

เธอไม่ได้มีความสุขกับมันนัก

Hester เข้ามาเล่นกีตาร์ให้ในบางโชว์ และการทำเพลงก็เริ่มสนุกขึ้นทันที บางครั้งชีวิตไม่ได้ต้องการผู้จัดการคนใหม่ ค่ายเพลงใหม่ หรือแผนการตลาดสิบสองหน้า แต่อาจต้องการเพื่อนที่ยืนข้างคุณบนเวทีและส่งสายตาว่า “ใช่ เรื่องทั้งหมดนี้ประหลาดมาก แต่เล่นต่อเถอะ”

ประมาณปี 2019 ทั้งคู่จึงตั้ง Wet Leg ขึ้นมา ไม่ใช่เพราะมีแผนยึดครองวงการเพลงอังกฤษ แต่เพราะอยากทำอะไรสนุก ๆ ด้วยกัน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ดีมากในการเริ่มวง และเป็นเหตุผลที่เลวร้ายมากในการเปิดร้านอาหาร

ที่มาของชื่อวงถูกเล่าไว้หลายแบบ แบบหนึ่งบอกว่าเกิดจากการเล่นกับอีโมจิ อีกแบบบอกว่าเป็นสำนวนบน Isle of Wight สำหรับคนจากแผ่นดินใหญ่ที่ข้ามน้ำมาจนขาเปียก มีความเป็นไปได้ว่าคำอธิบายเหล่านี้บางส่วนถูกคิดขึ้นหลังจากนักข่าวคนที่สิบเจ็ดถามคำถามเดิม เพราะเมื่อคุณตั้งวงชื่อ Wet Leg ผู้คนย่อมต้องการคำอธิบาย ราวกับวงชื่อ Arctic Monkeys เคยถูกบังคับให้แสดงหลักฐานเกี่ยวกับลิงขั้วโลก

ไม่ว่าที่มาจะเป็นอย่างไร ชื่อนี้ใช้ได้ดี มันจำง่าย ฟังทะลึ่งเล็กน้อย และไม่พยายามวางตัวสง่างามเกินไป ไม่มีใครได้ยินคำว่า Wet Leg แล้วคิดว่า “วงนี้คงมีโซโลกีตาร์ยาวสิบเก้านาทีเกี่ยวกับจักรวาล”

ในช่วงล็อกดาวน์ ทั้งคู่เริ่มเขียนเพลงและบันทึกเสียงกันในบ้าน “Chaise Longue” เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คล้ายกิจกรรมที่เพื่อนทำตอนนอนค้างบ้านกัน หลังจากดูหนังจบและไม่อยากยอมรับว่ายังไม่ง่วง

โครงสร้างเพลงนั้นเรียบง่ายจนทำให้นักดนตรีที่ผ่านการศึกษาสูงรู้สึกเหมือนถูกดูหมิ่น กีตาร์เล่นวลีสั้น ๆ ซ้ำไปมา กลองเดินหน้าอย่างไม่แสดงความรู้สึก ส่วน Rhian ร้องกึ่งพูดด้วยน้ำเสียงของพนักงานประชาสัมพันธ์ที่เพิ่งพบว่าบริษัทกำลังล้มละลาย แต่ยังเหลือประกาศอีกสามหน้าให้อ่าน

เนื้อเพลงเต็มไปด้วยคำพูดลามก การเล่นคำ ความเบื่อ และประโยคไร้สาระที่ถูกส่งออกมาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ความสงบนั้นสำคัญมาก เพราะเรื่องตลกส่วนใหญ่ตายทันทีที่ผู้เล่าเริ่มหัวเราะให้ตัวเอง Wet Leg ทำตรงกันข้าม พวกเธอพูดเหมือนกำลังอ่านรายงานสภาพอากาศ ทั้งที่รายงานนั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับมัฟฟิน เนย และเฟอร์นิเจอร์สำหรับเอนหลัง

มิวสิกวิดีโอถ่ายบน Isle of Wight โดยทั้งคู่มีส่วนช่วยกำกับ พวกเธอสวมชุดสีขาว หมวกประหลาด และยืนท่ามกลางภูมิประเทศที่สวยพอจะใช้โฆษณาบ้านพักวัยเกษียณ ทุกอย่างดูเหมือนพิธีกรรมของลัทธิที่อันตรายไม่มากนัก สมาชิกอาจไม่ฆ่าคุณ แต่คงบังคับให้คุณเต้นแบบไม่เต็มใจระหว่างมื้อกลางวัน

เมื่อ “Chaise Longue” ออกในเดือนมิถุนายน 2021 เพลงก็แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ผู้คนเริ่มแชร์มัน นักจัดรายการเปิดมัน นักวิจารณ์เขียนถึงมัน และคนจำนวนมากซึ่งไม่เคยนั่งบน chaise longue มาก่อนก็เริ่มออกเสียงคำนี้ด้วยสำเนียงฝรั่งเศสที่ไม่มั่นคง

จากนั้น Wet Leg ปล่อย “Wet Dream” เพลงที่พิสูจน์ว่าพวกเธอยังมีเรื่องทะลึ่งเหลืออยู่อีกมาก “Too Late Now” แสดงด้านที่เหนื่อยและเปราะบางขึ้น ส่วน “Angelica” กับ “Ur Mum” นำปาร์ตี้น่าเบื่อ ความสัมพันธ์ที่ล้มเหลว และความรำคาญระดับต่ำ—ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของอารยธรรมมนุษย์—มาทำเป็นเพลงกีตาร์ติดหู

เพลงของ Wet Leg มักเริ่มจากสถานการณ์ที่ดูเล็กน้อย มีคนพูดสิ่งน่ารำคาญ มีอดีตคนรักส่งข้อความมา มีงานเลี้ยงที่คุณไม่อยากอยู่ หรือมีผู้ชายบางคนเชื่อว่าความคิดเห็นของเขาเป็นของขวัญแก่โลก

คนอื่นอาจตอบสนองด้วยการกลับบ้านแล้วบ่นให้เพื่อนฟัง Wet Leg ทำเช่นเดียวกัน เพียงแต่เพิ่มกีตาร์ จังหวะกลอง และส่งสิ่งนั้นไปให้ Domino Records

อัลบั้มแรก Wet Leg ออกในเดือนเมษายน 2022 และขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตอัลบั้มอังกฤษ ในสัปดาห์เปิดตัว มันขายมากกว่าอัลบั้มอันดับ 2 ถึง 5 รวมกัน นี่เป็นความสำเร็จที่น่าทึ่ง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าวงเพิ่งใช้เวลาหนึ่งปีทำให้ผู้คนหัวเราะกับคำว่า chaise longue

แต่อัลบั้มไม่ได้ดังเพราะมุกเพียงอย่างเดียว หากเป็นเช่นนั้น อุตสาหกรรมดนตรีคงเต็มไปด้วยนักแสดงตลกที่ถือกีตาร์ ซึ่งเมื่อคิดดูแล้วก็อาจอธิบายอัลบั้มบางชุดในทศวรรษ 1990 ได้

Wet Leg ทำให้กีตาร์อินดีกลับมาฟังสดและคมอีกครั้ง เพลงของพวกเธอมีร่องรอยของ post-punk, Britpop, Pixies, Elastica, Pulp และ Pavement แต่การมีอิทธิพลไม่เหมือนการลอกเลียน ทุกวงยืมของจากอดีต ความแตกต่างคือบางวงนำสิ่งที่ยืมมาจัดวางใหม่อย่างมีรสนิยม ส่วนบางวงเพียงสวมเสื้อหนังของคนอื่นแล้วหวังว่าเจ้าของจะจำไม่ได้

สิ่งที่ทำให้ Wet Leg แตกต่างจริง ๆ คือการเว้นระยะ น้ำเสียง และความสามารถในการซ่อนความรู้สึกไว้ใต้เรื่องตลก เพลงฟังเหมือนคนกำลังเล่าเรื่องน่าขัน แต่ระหว่างประโยคมีความเหนื่อย ความประหม่า ความโกรธ และความกลัวว่าจะไม่มีใครเข้าใจ

อารมณ์ขันจึงทำหน้าที่เหมือนเสื้อกันฝนราคาถูก มันไม่ได้หยุดพายุ แต่ช่วยให้คุณแสร้งทำเป็นว่ากางเกงยังไม่เปียก

นี่อาจเป็นเหตุผลที่ “Chaise Longue” อยู่รอดได้นานกว่าช่วงไวรัล เพราะใต้ประโยคกวน ๆ มันจับบรรยากาศของชีวิตร่วมสมัยได้แม่นยำ โลกดูผิดปกติ ความสัมพันธ์ไม่ค่อยทำงาน งานเลี้ยงน่าเบื่อ แต่ทุกคนยังต้องยืนถือแก้วและพูดว่า “ฉันสบายดี” ให้เหมือนเชื่อจริง ๆ

หลังจากนั้นทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก Wet Leg ไปเล่น Glastonbury, Coachella และเทศกาลใหญ่อีกหลายแห่ง พวกเธอเปิดการแสดงให้ Harry Styles ในบางช่วงของ Love On Tour ซึ่งหมายความว่าคนดูจำนวนมหาศาลซึ่งมาเพื่อพบชายในชุดเลื่อม ต้องเผชิญกับผู้หญิงจาก Isle of Wight ที่ร้องเรื่องความฝันเปียกและแม่ของใครสักคนก่อน

ในปี 2023 Wet Leg คว้า Grammy สาขา Best Alternative Music Album จากอัลบั้มแรก และ Best Alternative Music Performance จาก “Chaise Longue” พร้อมรางวัล BRIT Awards สาขา Group of the Year และ Best New Artist

จากซิงเกิลแรกในเดือนมิถุนายน 2021 ถึง Grammy ใช้เวลาไม่ถึงสองปี

สำหรับวงการเพลง นี่ถือว่ารวดเร็วมาก สำหรับพ่อแม่ที่เพิ่งถามว่า “แล้วจะทำงานจริงเมื่อไร” นี่น่าจะเป็นบทสนทนาที่น่าพึงพอใจอย่างยิ่ง

แต่ความสำเร็จที่มาเร็วก็มีราคาของมัน Wet Leg ถูกเรียกซ้ำ ๆ ว่าเป็นวงไวรัล วงตลก หรือ “สองสาวหน้าตาย” ราวกับพวกเธอใช้เวลาทัวร์ทั่วโลกเพียงเพื่อไม่ยิ้มต่อหน้ากล้อง ในความจริง การทำวงต้องอาศัยการซ้อม การเดินทาง การตอบคำถามเดิม การนอนในเวลาประหลาด และการยืนอยู่หลังเวทีขณะมีคนถามว่าชื่อวงหมายความว่าอะไรเป็นครั้งที่สี่ของวัน

เมื่อเตรียมอัลบั้มชุดที่สอง สมาชิกทัวร์อย่าง Ellis Durand, Henry Holmes และ Joshua Mobaraki เข้ามามีบทบาทมากขึ้น Wet Leg จึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากภาพดูโอที่มีนักดนตรีสมทบไปสู่วงห้าคนเต็มตัว การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เสียงของวงหนาขึ้น ดุดันขึ้น และฟังเหมือนกลุ่มคนที่อยู่ในห้องเดียวกันจริง ๆ แทนที่จะเป็นเพื่อนสองคนที่สร้างโลกส่วนตัวขึ้นมาแล้วปล่อยให้นักดนตรีคนอื่นเช่าพื้นที่

อัลบั้มที่สอง moisturizer ออกในเดือนกรกฎาคม 2025 และขึ้นอันดับ 1 ในอังกฤษอีกครั้ง ชื่ออัลบั้มทำให้การพูดคุยเรื่องวงกับคนไม่รู้จักฟังเหมือนการแลกเปลี่ยนคำแนะนำด้านผิวพรรณ แต่ดนตรีแข็งแรงกว่าเดิมมาก

เพลงอย่าง “catch these fists,” “CPR,” “davina mccall,” “mangetout” และ “pond song” มีกีตาร์หนักขึ้น จังหวะแน่นขึ้น และอารมณ์ที่เปิดเผยขึ้น ความทะลึ่งยังอยู่ แต่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นม่านบังทุกอย่างอีกต่อไป มีทั้งความรัก ความปรารถนา ความกลัว และความมั่นใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่มักเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์โตขึ้นหรืออย่างน้อยก็เรียนรู้วิธีแสร้งทำได้แนบเนียนกว่าเดิม

moisturizer ได้เข้าชิง Grammy ปี 2026 ในสาขา Best Alternative Music Album ส่วน “mangetout” ได้เข้าชิง Best Alternative Music Performance แม้รางวัลจะตกเป็นของ The Cure การกลับมามีชื่อเข้าชิงอีกครั้งสำคัญ เพราะมันแสดงให้เห็นว่า Wet Leg ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นครั้งเดียว เหมือนมีสุนัขวิ่งเข้าไปในสนามฟุตบอลแล้วทุกคนปรบมือ

ภายในปี 2026 วงยังออก moisturizer (deluxe) พร้อมเพลงเพิ่มเติมและรีมิกซ์ต่าง ๆ พวกเธอจึงผ่านบททดสอบที่วงใหม่จำนวนมากไม่รอด บทแรกคือทำอย่างไรให้คนจำได้ บทที่สองคือทำอย่างไรให้คนยังสนใจ หลังจากพวกเขาจำคุณได้แล้ว

Wet Leg ทำสำเร็จทั้งสองอย่าง

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดเกี่ยวกับวงนี้อาจไม่ใช่ Grammy อันดับ 1 หรือประโยคเกี่ยวกับมัฟฟิน แต่คือวิธีที่ Rhian Teasdale และ Hester Chambers เปลี่ยนความรู้สึกเล็ก ๆ ที่ไม่น่าภาคภูมิใจนัก—ความเบื่อ ความหงุดหงิด ความอิจฉา ความประหม่า และความอยากกลับบ้านจากงานเลี้ยง—ให้กลายเป็นเพลงที่คนทั่วโลกร้องตาม

 พวกเธอไม่ได้ทำให้ชีวิตดูยิ่งใหญ่ขึ้น แต่ทำให้ความกระอักกระอ่วนของมันมีจังหวะกลองและนั่นอาจเป็นความสามารถที่หายากที่สุด เพราะใคร ๆ ก็เขียนเพลงเกี่ยวกับความรักนิรันดร์ได้ แต่ต้องใช้พรสวรรค์อีกชนิดหนึ่งในการเขียนเพลงเกี่ยวกับคนที่ส่งข้อความมาหาคุณตอนตีสอง แล้วทำให้ผู้ชมหลายหมื่นคนกระโดดพร้อมกัน 

Wet Leg เริ่มต้นจากเพื่อนสองคนที่อยากทำอะไรสนุก ๆ บนเกาะเล็ก ๆ จากนั้นประตูห้องก็เปิดออก และโลกทั้งใบเดินเข้ามา โชคดีที่ดูเหมือนพวกเธอยังไม่คิดจะเก็บเก้าอี้ให้เรียบร้อย

Monday, 16 June 2014

Ghost Stories

อดีตหลอนปิศาจรัก

Coldplay  | Ghost Stories ****
ออกจำหน่าย-พ.ค. 2014
แนวดนตรี-อัลเทอร์เนทีพ ร็อค,อีเล็คโทรนิกา, แอมเบียนซ์
โปรดิวเซอร์-ทิม เบิร์กลิ่ง, โคลด์เพลย์, พอล เอ็ปเวิร์ธ, ดาเนียล กรีน, จอน ฮอปกินส์, ริค ซิมป์สัน


คุณรู้จักผู้ชายสามคนนี้ไหม

จอนนี่ บัคแลนด์ (Jonny Buckland) อายุ 36 ปี เกิดที่ลอนดอน เขาเล่นเครื่องดนตรีได้หลายชนิด แต่หลักๆจอนนี่คือมือกีต้าร์ของ Coldplay สไตล์การเล่นของจอนนี่ได้รับอิทธิพลอย่างแรงมาจากท่านดิ เอดจ์แห่ง U2 ทั้งเสียงก้องกังวานและการใช้เอฟเฟ็คต่างๆบนสุ้มเสียงที่ดิบสด

กาย เบอรี่แมน (Guy Berryman) มือเบสเลือดสก็อตต์วัย 36 ปี ถนัดมือซ้าย แต่เล่นเบสด้วยมือขวา เขาก็เป็น multi-instrumentalist เหมือนกับจอนนี่ นอกจากเบส กายยังเล่นเชลโล,แมนโดลิน,คีย์บอร์ด และทรัมเป็ตได้อีกด้วย

วิล แชมเปี้ยน (Will Champion) มือกลองสมองใสและนักร้องสนับสนุนในบางโอกาส เกิดที่เซาท์แธมป์ตันเมื่อ 35 ปีก่อน วิลเป็นโคลด์เพลย์คนสุดท้ายที่เข้าร่วมวงในปี 1997 เขาตีกลอง Yamaha และใช้ฉาบของ Zildjian นอกจากเป็นสมาชิกคนสุดท้ายของวงแล้วเขายังเป็นคนแรกที่ถูกไล่ออกจากวงด้วยในปี 1999 แต่ก็ถูกเรียกตัวกลับมาในที่สุด

แม้ Coldplay จะอยู่ในวงการมาถึง 14 ปีแล้ว แต่ผู้คนก็เหมือนจะรู้จักคริส มาร์ติน นักร้อง,คีย์บอร์ด,กีต้าร์และนักแต่งเพลงประจำวงอยู่คนเดียว ผมเลยขออนุญาตเอ่ยถึงสมาชิกสามคนนี้ให้ได้คุ้นเคยชื่อเสียงกันบ้าง แน่ล่ะ,เขาทั้งสามไม่ได้มีอิทธิพลต่อเสียงของ Coldplay เท่าคริส และคริสอาจจะหาใครๆอีกสามคนมาแล้วออกแผ่นในนาม Coldplay ได้ไม่ยากเย็นนัก แต่จอนนี่,กาย และ วิล ก็ทำหน้าที่ในความเป็น Coldplay ได้อย่างยอดเยี่ยมเสมอมา ด้วยการเล่นแบบพอเพียง,เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยรสนิยม ตั้งแต่พวกเขาออกอัลบั้มแรก Parachutes ในปี 2000 ที่ใครๆก็เอาไปเปรียบเทียบกับ Radiohead หรือ Travis จนกระทั่งอัลบั้มล่าสุด- Ghost Stories ในปีนี้ ที่แม้จะมีซาวนด์ที่ออก ambience และ electronic มากกว่างานใดๆที่ Coldplay เคยทำมา แต่เอกลักษณ์ของสุ้มเสียงของพวกเขาก็ยังเด่นชัดจำได้ไม่ผิดวงแต่อย่างใด

ถึงพวกเขาจะทิ้งช่วงถึงสามปีห่างจาก Mylo Xyloto อัลบั้มชุดที่ห้า (2011) อันเป็นงานที่ซาบซ่า ฉูดฉาด และออกแบบมาเพื่อการเล่นสดในอรีน่า แต่เรากลับรู้สึกว่า Ghost Stories ออกมาอย่างรวดเร็ว และไม่ค่อยมีการโหมโรงปลุกกระแสอะไรเท่าไหร่ ไม่เหมือนหลายๆอัลบั้มที่ผ่านมาของพวกเขานับตั้งแต่ X&Y ข่าวที่ตีคู่มากับอัลบั้มนี้และอาจจะดังกว่าตัวอัลบั้มเองกลับเป็นการแยกทางกันแบบจากกันด้วยดีของคริส มาร์ติน กับศรีภรรยาดาราฮอลลีวู้ด กวินเน็ต พัลโทรว์ ที่ออกจะช็อกความรู้สึกแฟนๆอยู่บ้าง เพราะคริสจัดเป็นร็อค สตาร์ที่ไม่เหมือนร็อคสตาร์คนอื่นๆ เขามีภาพพจน์เป็นชายหนุ่มที่แสนดีมาตลอด และใครๆก็เชื่อว่าแฟมิลี่แมนอย่างเขาไม่น่าจะมีปัญหาชีวิตครอบครัว แต่ก็นั่นแหละ สิ่งที่เรารับรู้จากสื่อกับความจริงที่เกิดขึ้นมันอาจจะคนละมิติกันเลยก็ได้

ไม่มีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการว่า Ghost Stories คือเรื่องราวแห่งความล้มเหลวในชีวิตรักของคริสกับกวินเน็ต แต่แฟนๆส่วนหนึ่งก็คิดไปแล้วเต็มๆ เพราะมันแทบจะเป็นคอนเซพท์อัลบั้มแห่งการโหยหาแห่งรัก รักที่ยังไม่อาจลืม แต่ล้มเหลวและแหลกสลายเกินกว่าจะบูรณะ ถึงกระนั้นหัวใจของเขาก็ยังดื้อด้านกระเสือกกระสนผูกมัดตัวเองไว้กับความหวังอันล่องลอยและน้อยนิดว่ายังมีทางที่รักนั้นจะถูกเยียวยา และคืนความสุขให้คนทั้งชาติ...เอ๊ย เขาทั้งสองอีกครั้ง ชัดเจนออกอย่างนี้แล้วจะให้แฟนเพลงนึกเป็นอื่นได้อย่างไร

ในเมื่อมันเป็น break-up album  จึงมิเป็นการถูกต้องถ้าพวกเขาจะทำเพลงออกมาเอะอะมะเทิ่งในแบบ Mylo หรืออลังการอู้ฟู่หนักไปกว่าเดิมอีก วาระนี้ Coldplay จึงยูเทิร์นกลับสู่ความเรียบง่ายในยุคแรกของพวกเขาอีกครั้ง แต่มันก็ไม่ได้บริสุทธิ์และตรงไปตรงมาเหมือนยุค Yellow หรือ Shiver , Ghost Stories เป็นชั้นเชิงของการเล่าเรื่องด้วยดนตรีที่ฟังแล้ว minimalism แต่ซับซ้อนระยิบระยับ หน้าปกของอัลบั้มที่เป็นฝีมือการทำ etching ของศิลปินชาวเช็ค Mila Fürstová สอดคล้องไปกับดนตรีในอัลบั้มยิ่งนัก ถ้าเป็นไปได้ คุณควรล่องเรือลำเล็กๆออกไปตกหมึกในทะเลเงียบๆยามราตรีและเปิดอัลบั้มนี้ผ่านทางวิทยุตัวเล็กๆฟังคนเดียว

โอ! ไม่ต้องกลัวผี เพราะ Ghost ในที่นี้คืออดีตที่มาหลอกหลอน ที่อาจจะร้ายไปกว่าปิศาจ เพราะมันสิงสถิตอยู่ในหัวของคุณไม่ยอมหนีหายไปไหน

หลายคนคงจะรักอัลบั้มนี้สุดหัวใจ เพราะมันล่องลอย, ฟังสบาย และแสนจะไพเราะ เนื้อหาก็เข้าใจง่ายสำหรับใครๆที่เคยอกหักกันมาแล้ว (มีใครไม่เคยหรือ) แต่อีกด้านหนึ่งของแฟนๆก็อาจจะมองว่านี่เป็นอัลบั้มที่อ่อนที่สุดของพวกเขา สัญญาณแห่งการถดถอย จุดจบแห่งพลังสร้างสรรค์ของวงดนตรีแห่งยุคสมัย

แต่ส่วนตัวผมคิดว่านี่เป็นอัลบั้มที่น่าฟัง และมีความเป็นตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา ไม่หรอก, สองสามอัลบั้มล่าสุดที่พวกเขาจับงานใหญ่ขึ้นเรื่อยๆนั้นก็ใช่ว่า Coldplay จะทำได้ไม่ดี พวกเขาทำได้ยอดเยี่ยมเลิศเลอ แต่ไม่รู้สินะ, ผมคิดว่าพวกเขาเหมาะกับงานที่เน้นอารมณ์, เศร้าหมอง และมองโลกหมุนไปช้าๆอย่างครุ่นคิดมากกว่า และนั่นคือสิ่งที่พวกเขาทำในเวลาสี่สิบกว่านาทีของ Ghost Stories ที่เริ่มจาก.....

Always In My Head คริสฉลาดที่เลือกคำว่า head แทนคำว่า mind หรือ heart ที่ออกจะเฝือและให้ความหมายไม่ลึกซึ้งเท่า เขาใช้คำสั้นๆง่ายๆในเนื้อเพลงแต่ฟังแล้วเข้าใจได้เลยถึงความรู้สึก I think of you / I haven't slept / I think I do/ But I don't forget เสียงคีย์บอร์ด,เสียงประสานและกีต้าร์ของจอนนี่ที่กรีดกรายประหนึ่งราวสรรสร้างโดยดิเอดจ์ตอนเคลิ้มฝันสร้างบรรยากาศได้ไร้ที่ติ คริสเก็บเสียงฟอล์สเซ็ตโต้ทีเด็ดของเขาไว้ท้ายเพลงนี้ที่แสนไพเราะ กินใจเกินกว่าที่จะจบลงห้วนๆแบบนี้ หรือว่าเป็นความจงใจของพวกเขาในการเล่นกับอารมณ์ของพวกเราผู้ฟัง?

Magic มนต์ขลังแห่งรักแม้มันจะผ่านพ้นไปแล้วแต่มันก็ยังคงทรงคุณค่ามิเปลี่ยนแปร เบสของกายเป็นพระเอกในซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มเพลงนี้ และไลน์เบสนี้ก็ยังเป็นต้นกำเนิดของเพลงด้วย การเรียบเรียงเหนือชั้นและพริ้งพรายด้วยรายละเอียดแต่กลับฟังดูมีพื้นที่ล่องลอยเบาบาง ยอดจริงๆ

Ink เทียบความรักกับรอยสักที่ยากจะลบเลือนในท่วงทำนองที่กระชับและป๊อบติดหูขึ้นกว่าเพลงก่อนหน้านี้ แม้มันจะเจ็บปวดแต่เขาก็โอเคที่จะมีมันไว้ เพียงเพื่อที่จะได้รำลึก ได้เก็บเธอไว้แม้เพียงแค่เป็นสัญลักษณ์ อีกเพลงที่น่าตัดเป็นซิงเกิ้ล

True Love ถ้าจะมีเพลงแบบ Fix You ในอัลบั้มนี้ก็ต้องเป็นเพลงนี้แหละ และถ้าไม่ใช่คริส มาร์ตินร้องด้วยเสียงหล่อๆและปวดร้าวของเขาในเนื้อเพลงที่เขียนว่า Tell me you love me/ if you don't/ lie to me ก็คงจะสร้างอึดอัดให้ผู้ฟัง แต่พอเป็นคริสนี่ถึงกับซึ้ง พูดเลย

Midnight ถึงแม้จะฟังเหมือนเพลงของ Bon Iver แต่ผมคิดว่าพวกเขาต้องการเล่นกับเสียงร้องประสานอันซับซ้อนที่แฝงเครื่องดนตรีเข้าไปด้วยกับบรรยากาศหลอนๆตลอดเพลงมากกว่า เพลงนี้ก็ได้ตัดเป็นซิงเกิ้ลมาก่อนอัลบั้มออกเหมือนกัน สร้างความอึ้งทึ่งหลอนให้แฟนๆได้ไม่น้อย เป็นอีกเพลงที่ต้องตั้งใจ"ฟัง" เพราะสารในเพลงมีมากมายกว่าที่แค่"ได้ยิน" เอ็มวีเพลงนี้มีนักวิจารณ์ชมเชยไว้ว่างดงามราวกับ iTunes Visualizer (ประชด) ลองหามาพิสูจน์กัน

Another's Arms มาถึงขั้นนี้แล้วจะมีอะไรนอกจากมาเศร้ากันต่อ ความรู้สึกธรรมดาๆที่เกิดขึ้นกับทุกคนที่ต้องแยกทางกับคนรัก ได้แต่คิดถึงอดีตตอนที่ทำอะไรด้วยกัน และคิดไปไกลว่าตอนนี้เธอทำอะไรอยู่ที่ไหนกับใคร ในอ้อมแขนใครหนอ

Oceans ณ จุดนี้ เหมือนพระเอกของเราจะยอมรับสถานการณ์แล้วระดับหนึ่ง แต่ก็ยังคงเต็มไปด้วยสับสนในขณะที่เขาพร้อมจะเจอกับอะไรก็ตามที่รออยู่ เสียงคริสฟังดูปวดทรมานเกินกว่าเหตุบนคีย์บอร์ดที่เวิ้งว้างและอคูสติกกีต้าร์หม่นหนักอึ้งกดดันจิตใจ

มันคือความเขม็งเกลียวแทบจะเกินทานทนก่อนที่ทุกอย่างจะปะทุออกมาใน A Sky Full Of Stars  แทร็คเดียวของอัลบั้มที่กลายเป็น dance music ในสไตล์ของท่าน Avicii ดีเจชื่อก้องที่มาร่วมโปรดิวซ์เพลงนี้ด้วย รอยต่อระหว่าง Oceans กับ Stars ที่ห่างไกลกันมากทางอารมณ์กลับทำได้อย่างราบรื่น อัจฉริยะนัก

Coldplay ชอบทำอะไรงงๆกับ hidden track อยู่เสมอในอดีตกาล ครั้งนี้ก็เช่นกัน แทร็คสุดท้ายที่ให้ชื่อว่า O จริงๆคือสองเพลงที่แยกห่างกัน Fly On และ O เพลงสั้นๆที่มีแค่คำร้องว่า 'Don't ever let go.' ส่วน Fly On นั้นงดงามและตอบคำถามทั้งหมดของอัลบั้มด้วยเนื้อหาอันเรียบง่ายกล่าวถึงสัจธรรมที่เราทุกคนรู้ดีแต่ไม่มีใครนึกออกยามทุกข์ : ความรัก ความทุกข์ ความสุข ก็เหมือนหมู่วิหค บางทีมันก็บินมา บางทีมันก็บินจากไป

แฟน Coldplay ที่ต้องการการพัฒนาเดินหน้าไม่หยุดหย่อนจากพวกเขา คงต้องถามตัวเองก่อนว่าสิ่งที่เรียกว่าพัฒนาการนั้นคืออะไร สำหรับผม, แม้พวกเขาจะลดความอลังการงานสร้างฟรุ้งฟริ้งเจิดจ้าลงไปมาก แต่การจัดระเบียบดนตรีให้รับใช้อารมณ์เพลงใน Ghost Stories นี้, ถือเป็นความเหนือชั้น และพัฒนาการอีกก้าวของ จอนนี่, กาย, วิล

และ คริส มาร์ติน

tracklist:
1. Always In My Head 
2. Magic 
3. Ink 
4. True Love 
5. Midnight 
6. Another's Arms 
7. Oceans 
8. A Sky Full Of Stars 
9. O 

ติชมและรีเควสต์อัลบั้มเพื่อการรีวิวได้ที่ winstonbkk@gmail.com ครับ





Tuesday, 29 March 2011

Duran Duran : All You Need Is Now













Duran Duran-All You Need Is Now (2010/2011) ***

Producer: Mark Ronson

Genre: Pop Rock, New Romantics

คุณจำเป็นต้องมีชีวิตในช่วงวัยรุ่นอยู่ในยุค 80’s จึงจะเข้าใจถึงความโด่งดังของ Duran Duran ในยุคนั้นอย่างแท้จริง พวกเขาอาจจะไม่ได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์มากมายนัก นอกเหนือจากการเป็นวงในแนวนิวโรแมนติกส์ที่มีฝีมือเหนือกว่าวงอื่นๆในยุคเดียวกัน และผลงานที่เป็น masterpiece ของดนตรีแนวนี้อย่างอัลบั้มที่สองของพวกเขา Rio

All You Need Is Now คืออัลบั้มที่ 13 ของพวกเขาไปแล้ว ไม่มีใครคิดว่าวงดนตรีชื่อตลกๆวงนี้จะอยู่ยงคงกระพันมาถึงปัจจุบัน ขณะที่วงเพื่อนๆล้มหายตายจาก ยุบวง รียูเนียนกันใหม่ก็มากมาย แต่ความจริงก็คือ Duran Duran ไม่เคยไปไหน เราอยากจะเรียกว่าอัลบั้มนี้คือการกลับมาของพวกเขาก็ไม่ค่อยจะเต็มปากนัก หรือจะเรียกว่าพวกเขาย้อนกลับไปในยุค 80’s ก็ไม่เชิง จะให้ถูกต้องที่สุดก็คือพวกเขาดึงอารมณ์และสไตล์ในแบบ 80’s ของพวกเขาเองกลับมาสู่ผลงานปัจจุบัน ผสมผสานกับสุ้มเสียงร่วมสมัยอีกพองาม ทำให้ All You Need Is Now เป็นอัลบั้มที่สร้างความสุขให้แฟนๆ Duran ที่สุดในรอบหลายปี

Mark Ronson โปรดิวเซอร์มือทองผู้มีชื่อเสียงจากการทำงานกับ Amy Winehouse, Lily Allen และ Adele รับหน้าที่โปรดิวซ์อัลบั้มนี้เต็มตัว เขาฟุ้งไว้ก่อนหน้านี้ว่า All You Need Is Now คืองานในจินตนาการที่เป็นอัลบั้มต่อจาก Rio ที่ไม่เคยมีจริง ในชีวิตจริงอัลบั้มของ Duran ที่ออกต่อจาก Rio คือ Seven and the Ragged Tiger ที่หนุ่มๆทั้งห้า(ในยุคนั้น) พยายามฉีกแนวออกจากดนตรีนิวโรแมนติกส์ไปในทางฟังกี้-ดิสโก้โดยมี Nile Rodgers จาก Chic มาช่วยโปรดิวซ์ และเมื่อฟัง 9 เพลงจาก All You Need Is Now ฉบับ iTunes นี้แล้วก็ต้องยอมรับว่าคำคุยล่วงหน้าของ Ronson นั้นไม่เกินเลย คิดเล่นๆว่าถ้าอัลบั้มนี้ออกต่อจาก Rio จริงๆ อาจจะล้มเหลวก็ได้ ในฐานะที่มันเดินอยู่กับที่ซ้ำรอยเดิม แต่เมื่อมาฟังมันในต้นปี 2011 ยี่สิบเก้าปีหลังจาก Rio มันกลับเป็นงานที่ฟังดูเข้ากับยุคสมัยได้ไม่เลว เมื่อรวมกับแผนการตลาดอันแยบยลด้วยการปล่อยซิงเกิ้ล และตามด้วยเวอร์ชั่น digital download ใน iTunes 9 เพลง และทิ้งให้แฟนๆคอยเล่นอีก 2 เดือน ก่อนจะปล่อยซีดี deluxe edition ที่มี 12 เพลงตามมาอีก ทำให้มีความเป็นไปได้สูงมากว่านี่จะเป็นการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของหนุ่มๆวัย 50 something ทั้งสี่คนนี้

ดูเหมือนพวกเขาจะพยายามลืมๆแนวทางที่ทำไว้ในอัลบั้มก่อนกับ Timbaland ใน Red Carpet Massacre (2007) ที่แม้จะเป็นงานที่ได้มาตรฐาน แต่มันขาดความเป็น Duran ไปโดยสิ้นเชิง ใน All You Need Is Now พวกเขาจับมือกับ Mark Ronson ขับสปอร์ตย้อนเวลากลับสู่ทศวรรษที่ 80 โดยไม่มีการลังเลหรือละอายใจใดๆทั้งสิ้น ตัว Ronson เองในช่วงนี้ก็ดูจะกำลังอินกับดนตรียุคนี้อยู่แล้วจากงานเดี่ยวของเขาใน Record Collection (ที่ไซมอนกับนิคก็ไปช่วยด้วย) นี่จึงเป็นดรีมทีมแห่งการย้อนสู่ยุคสีลูกกวาดอย่างแท้จริง ซิงเกิ้ลแรก All You Need Is Now อาจจะไม่มีอะไรโดนใจนัก นอกจากบีทหนักๆในแบบ Wild Boys แต่เหมือนจะเป็นการประกาศการดำรงอยู่ด้วยตัวของตัวเองไม่แคร์อะไรของพวกเขามากกว่า จากนั้นพวกเขาก็เริ่มเดินทางสู่ความสนุกสนานและแดนซ์ฟลอร์ตั้งแต่ Blame The Machines, Being Followed พักเล็กน้อยด้วยบัลลาดสไตล์ Save A Prayer ใน Leave A Light On ที่แม้จะไม่คลาสสิกเท่า แต่ก็ไพเราะไม่เบา เสียงร้องของไซมอนอยู่ในฟอร์มที่สดมากๆในวัยนี้ Safe (In The Heat Of The Moment) ได้ Ana Matronic จาก Scissor Sisters มาร่วมให้เสียง ฟังกี้ป๊อบสุดสะเด่าเพลงนี้ได้รับการคาดหมายว่าน่าจะเปิดกันกระหึ่ม Gay Club ได้ไม่ยาก! อัดกันต่อเนื่องไปเลยด้วย Girl Panic!หลานสาวของ Girls On Film ที่ทำออกมาเอาใจ old school Duranians กันโดยเฉพาะ เด็กๆยุคนี้อาจจะแซวว่าสงสัยจะดิ้นกันน้ำหมากกระจายก็ งานนี้ แต่ด้วยความมันส์ขนาดนั้นก็คงหยุดๆยายๆป้าๆกันยากล่ะครับ The Man Who Stole A Leopard เพลงช้าโชว์ดนตรีลึกล้ำยาว 6 นาทีได้ Kelis มาให้เสียง เบรคอารมณ์ได้อย่างน่าสนใจก่อนจะขย่มฟลอร์ครั้งสุดท้ายในซินธ์ป๊อบเร้าใจแบบใน Rio แท้ๆอีกเพลง Runway Runaway และเพื่อให้เหมือนกับ Rio part II เต็มที่ พวกเขาจึงจบด้วยเพลงช้าที่ค่อยๆสร้างอารมณ์ทีละนิดๆ-- Before The Rain เหมือนที่ Rio จบด้วย The Chauffeur

บรรยายกันมาขนาดนี้ก็คงไม่ต้องสรุปว่านี่คืองานสำหรับคนชอบ Duran และดนตรีนิวโรแมนติกส์ในแบบเดิมๆ เด็กๆที่อยากสัมผัสความยิ่งใหญ่ของดนตรีแนวนี้แต่ไม่อยากย้อนกลับไปฟังของเก่าแก่ก็น่าจะเริ่มที่นี่ได้ รวมทั้งแฟนที่ตามงานของ Mark Ronson มาตลอดก็ไม่น่าจะผิดหวัง น่าสนใจอย่างยิ่งว่าอีก 3 เพลงที่จะออกมาเพิ่มเติมในเดือนก.พ.จะมีสุ้มเสียงอย่างไร

Tracklist:

1. "All You Need Is Now" – 4:46

2. "Blame the Machines" – 4:06

3. "Being Followed" – 3:47

4. "Leave a Light On" – 4:36

5. "Safe (In the Heat of the Moment)" (featuring Ana Matronic) – 3:59

6. "Girl Panic!" – 4:31

7. "The Man Who Stole a Leopard" (featuring Kelis) – 6:13

8. "Runway Runaway" – 3:04

9. "Before the Rain" – 4:12

Wednesday, 8 December 2010

Breakfast In America...again


“Englishmen in Hollywood


Supertramp : Breakfast In America (deluxe edition) *****

Original released: March 1979

Deluxe Edition released: October 2010

Genre: Pop, Progressive Rock

Producer: Peter Henderson, Supertramp

Supertramp เป็นวงดนตรีที่มีอิทธิพลต่อการฟังดนตรีของผมมากมาย พวกเขาแตกต่างจากร็อคกรุ๊ปอื่นๆในยุค 70’s จนไม่รู้จะจัดหมวดหมู่ไปรวมกับใครได้ ภาพลักษณ์ที่ก้ำกึ่งระหว่างความเป็น nerd และ hippie ไปด้วยกันได้ดีกับดนตรีที่ซ่อนความซับซ้อนไว้ในท่วงทำนองที่แสนจะติดหู นักร้องนำสองคนที่เสียงต่างกันราวฟ้าดินและหลายครั้งที่มักจะร้องประชันกัน Supertramp ทำเพลงที่ไม่เน้นกีต้าร์มากเท่าคีย์บอร์ดและเปียโน และพวกเขายังเป็นวงร็อคไม่กี่วงที่นำเสนอเครื่องเป่าอย่างแซ็กโซโฟนและคลาริเน็ต

Deluxe Edition ของ Breakfast In America เป็นโอกาสอันดีงามที่ผมจะได้กลับมาสัมผัส masterpiece ชิ้นนี้อีกครั้ง โครงการ deluxe edition ของ Universal music group นั้นมีมาหลายปีแล้ว และมีอัลบั้มที่ออกในรูปแบบนี้มามากกว่า 100 ชุด ส่วนใหญ่จะเป็นอัลบั้มที่มีความสำคัญระดับหนึ่ง ทุกชุดจะออกเป็นอย่างน้อย 2 ซีดี หรืออาจจะมีดีวีดีด้วย โดยจะมีอัลบั้มดั้งเดิมที่ผ่านการรีมาสเตอร์ล่าสุดควบไปกับแผ่นแถม ที่อาจจะเป็น demo, outtakes หรือบันทึกการแสดงสดที่อัดไว้ในยุคที่วงออกอัลบั้มนั้นๆ และไม่ใช่ว่า deluxe edition ทุกชุดจะได้รับคำชื่นชมเสมอไป บางชุดก็โดนแฟนๆสาดเสียเทเสียทั้งในเรื่องของเพลงแถมที่ไม่เข้าท่า หรือคุณภาพเสียงที่รีมาสเตอร์ออกมาได้ห่วยกว่าเดิม

น่าเสียดายที่แผ่นแถมของ Breakfast ไม่ได้มีเพลงแปลกๆอะไรเลย แต่เป็นการรวมบันทึกการแสดงสดในช่วงปี 1979 จากการแสดงที่ Wembley, Miami และ Paris (ไม่ซ้ำกับในอัลบั้ม Paris) เท่านั้น เพลงส่วนใหญ่ก็มาจาก Breakfast….ครึ่งต่อครึ่ง อย่างไรก็ตามมันก็เป็นแผ่นการแสดงสด12เพลงที่ตัดต่อออกมาได้น่าฟัง คุณภาพเสียงอยู่ในเกณฑ์ดี และ Supertramp ก็เล่นได้เยี่ยมในแบบฉบับของพวกเขา ตัว original album ผ่านการรีมาสเตอร์ล่าสุดในเดือนสิงหาคม 2010 นี้เองโดย Greg Calbi และฟังด้วยหูธรรมดาๆของผมก็รู้สึกว่ามันคมชัดกระจ่างใสถึงรายละเอียด,โทนเสียงอบอุ่นนิ่มนวลและมีความเป็นดนตรีน่าฟังตลอดแผ่นครับ ปกอัลบั้มเป็น gatefold เปิดได้สี่ท่อน เต็มไปด้วยภาพหายากจากยุคนั้นมากมาย และ booklet ที่มี article ยาวเหยียดจากฝีมือการเขียนของบ.ก.นิตยสาร MOJO, Phil Alexander

Breakfast In America คืออัลบั้มชุดที่ 6 ของวงร็อคจากอังกฤษวงนี้ สามอัลบั้มก่อนหน้านี้คือ Crime of the Century, Crisis?, What Crisis? และ Even In The Quietest Moments สร้างชื่อให้พวกเขาในหลายประเทศในฐานะวงร็อคที่เล่นเพลงโปรเกรสซีพป๊อบในแนวทางของตัวเอง และบทเพลงที่มีเนื้อหาทางปรัชญาและจิตวิญญาณ แต่คงไม่มีใครคาดหวังว่าพวกเขาจะมีอัลบั้มที่เต็มไปด้วยซิงเกิ้ลฮิตและขายดีระเบิดอย่าง Breakfast.. ออกมา พวกเขาย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในอเมริกาในช่วงบันทึกเสียงอัลบั้มนี้ ประจวบเหมาะเข้ากับเพลงและชื่ออัลบั้มที่ Hodgson แต่งไว้ตั้งแต่อายุ 17 ด้วยความคิดแบบวัยรุ่นอังกฤษที่คิดว่าถ้าได้ไปอยู่อเมริกาแล้วจะหาสาวๆได้ง่าย ชื่อ Breakfast In America ถูกนำมาใช้แทนสองชื่อที่เคยเป็นชื่อชั่วคราวก่อนของอัลบั้มนี้อย่าง Working Title และ Hello Stranger และมันก็เป็นชื่อที่ชี้นำแนวทางของดนตรีในอัลบั้มไปโดยปริยาย นัยหนึ่งมันคือซาวนด์แทร็คของมุมมองคนนอกต่ออเมริกาในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นภาพลวงตาของเมืองมายาในแทร็คเปิดอัลบั้ม Gone Hollywood ชีวิตรักข้ามคืนของร็อคสตาร์กับเหล่ากรุ๊ปปี้สาวๆที่เขียนไว้ได้อย่างเจ็บปวดใน Goodbye Stranger ความกดดันทางจิตใจและความสัมพันธ์ในวงเองที่ริคเขียนไว้ใน Just Another Nervous Wreck และ Casual Conversations

แต่เพลงที่เป็นพระเอกจริงๆของอัลบั้มล้วนแล้วแต่เป็นผลงานของ Hodgson โดยเฉพาะ The Logical Song ที่เป็นเหมือน Stairway To Heaven ของ Supertramp มันเป็นเพลงตั้งคำถามต่อชีวิตที่อาจจะไพเราะและมีสีสันทางดนตรีที่สุดที่เคยมีมา รวมไปถึงท่อนแซ็กโซโฟนโซโลอมตะของ John Helliwell ที่มีการเปิดเผยเคล็ดลับกันว่าอัดเสียงกันในห้องน้ำ! เพลงดังอีกเพลง-Take The Long Way Home นั้นเหมือนจะเขียนขึ้นมาจากชีวิตที่แปลกแยกในแอลเอของพวกเขา ยังมีบัลลาดที่โชว์เสียงของ Hodgson เน้นๆอย่าง Lord Is It Mine แต่เพลงปิดท้าย Child of Vision กลับหนักหน่วงซับซ้อนยาวเฟื้อยเป็นที่ถูกใจแฟนเพลงที่ค่อนข้างชอบแนวทาง Progressive ของวงมากกว่าป๊อบ

ถ้าคุณเป็นแฟนวงนี้มาก่อนและเคยมีอัลบั้มนี้อยู่แล้ว แพ็กเกจที่สวยงาม,ราคาที่น่าคบหา,แผ่นแสดงสดและคุณภาพในการรีมาสเตอร์ครั้งนี้คงทำให้ตัดสินใจเสียเงินอีกครั้งได้ไม่ยาก และสำหรับผู้คิดจะเริ่มต้นเดินทางไปกับ Supertramp นี่ถือเป็นประตูทางเข้าที่ดีครับ ข่าวว่าปีหน้าอาจจะมี deluxe edition ของอัลบั้ม Crime of the Century ออกมากันอีก ถ้างานออกมาดีอย่างนี้ก็น่าเสียเงินให้กันอีกครับ

Track listing

"Gone Hollywood" – 5:20

"The Logical Song" – 4:10

"Goodbye Stranger" – 5:50

"Breakfast in America" – 2:38

"Oh Darling" – 3:58

"Take the Long Way Home" – 5:08

"Lord Is It Mine" – 4:09

"Just Another Nervous Wreck" – 4:26

"Casual Conversations" – 2:58

"Child of Vision" – 7:25

-------------

Deluxe Edition Disc 2

"The Logical Song" (Live At Pavillon de Paris) - 4:06

"Goodbye Stranger" (Live At Pavillon de Paris) - 6:11

"Breakfast In America" (Live At Wembley) - 3:05

"Oh Darling" (Live In Miami) - 4:21

"Take The Long Way Home" (Live At Wembley) - 4:48

"Another Man's Woman" (Live At Pavillon de Paris) - 7:32

"Even In The Quietest Moments" (Live At Pavillon de Paris) - 5:36

"Rudy" (Live At Wembley) - 7:29

"Downstream" (Live At Pavillon de Paris) - 3:28

"Give A Little Bit" (Live At Pavillon de Paris) - 4:03

"From Now On" (Live At Wembley) - 6:53

"Child Of Vision" (Live At Pavillon de Paris) - 7:32

Tuesday, 7 December 2010

"I heard a Rumer"




Rumer-Seasons of My Soul ****
Released: November 2010
Genre: Vocal Pop
Producer: Steve Brown

การนำเสนอชื่อศิลปินด้วยคำๆเดียวไม่มีนามสกุลของนักร้องหญิงนั้นมีมาตั้งแต่สมัย Lulu จนกระทั่งถึงยุคของ Adele และ Duffy มันอาจจะเป็นเหตุผลทางการตลาดเป็นหลัก แต่สำหรับ Sarah Joyce ที่นำชื่อนี้มาจากนักเขียน Margaret Rumer Gordon เจ้าของงานเขียน Black Narcissus (1939) หนังสือเล่มโปรดของคุณแม่ของเธอผู้ล่วงลับไปในปี 2003 เธอเลือกชื่อนี้เพราะเธอรู้สึกว่าชื่อนี้สื่อสารกับเธอได้ และมันเหมือนกับคุณแม่ได้เลือกชื่อใหม่นี้ให้เธอสำหรับช่วงชีวิตใหม่ของผู้หญิงลูกครึ่งอังกฤษ-ปากีสถานวัย31ปีคนนี้ที่ต้องยืนหยัดโดยไม่มีแม่อีกต่อไป

นั่นเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางที่ยาวไกลกว่าจะมาเป็น Seasons Of My Soul ช่างเป็นอะไรที่กลับตาลปัตรกับการ “เกิด” ของศิลปินข้ามคืนจาก reality show มากมายในทุกวันนี้ (ไม่เว้นแม้แต่ Susan Boyle) Rumer เคยบันทึกเสียงในห้องอัดมาก่อนแล้วตั้งแต่ 10 ปีก่อนในนามของผู้นำวงอินดี้ La Honda และในปี 2005 เธอก็ได้ทำงานร่วมกับ Carly Simon และลูกชายของเธอ Ben Taylor ในอัลบั้ม Another Run Around The Sun แต่แน่นอนว่าแทบไม่มีใครจำอะไรเธอได้ Rumer หายต๋อมไปจากวงการ เธอกลับไปทำงานเลี้ยงชีพในหลายรูปแบบมากมายทั้งสอนหนังสือ,ขายโฆษณา หรือกระทั่งซ่อม iPod แต่ความฝันในการมีเพลงของตัวเอง ได้ร้องเพลงบันทึกเสียงยังอยู่ในหัวใจเสมอ

Seasons Of My Soul ชื่อนี้ได้มาจากการทำงานอันยาวนานของ Rumer ในอัลบั้มชุดนี้ จนความรู้สึกต่างๆหมุนวนกลับมาซ้ำรอยเดิมเหมือนฤดูกาล....ฤดูแห่งวิญญาณและอารมณ์ เมื่อถูกถามให้บรรยายอัลบั้มนี้ด้วยประโยคสั้นๆ เธอบอกว่ามันคือ “อัลบั้มของนักร้อง-นักแต่งเพลงที่มีอารมณ์ของโซล/แจ๊ซ มันน่าฟังในแบบเดียวกับงานของ Norah Jones และ Diana Krall คุณอาจจะเปิดมันเป็น background music หรือจะชิลเอาท์กับมันแบบแจ๊ซๆก็ได้ แต่ถ้าคุณเป็นแฟนเพลงของศิลปินในแบบ singer-songwriter ดิฉันเชื่อว่าคุณจะเข้าถึงมันได้อย่างลึกซึ้งทั้งทางด้านเนื้อหาและอารมณ์” ให้ตายสิ นี่ช่างเป็นการรีวิวอัลบั้มตัวเองที่ยอดเยี่ยมที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยได้ยินมาจนเราแทบจะไม่ต้องเขียนอะไรต่อ

มันคืออัลบั้มที่หลุดพ้นจากกระแสนิยมและห้วงเวลาปัจจุบันโดยสิ้นเชิง นี่คือดนตรีที่นุ่มนวลเรียบง่ายละเมียดละไมอ่อนหวานในแบบที่ Burt Bacharach เคยทำไว้ในงานของ Dionne Warwick ในแบบที่ Richard Carpenter เคยเรียบเรียงให้น้องสาวเขาขับร้อง ในแบบที่ Carole King เคยนั่งลงประพันธ์กับสามีของเธอ Gerry Goffin แต่นี่ไม่ใช่งาน cover ไม่นับ Goodbye Girl ทุกเพลงเป็นงานประพันธ์ของเธอ นี่ไม่ใช่งานดนตรีแหวกแนวสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆให้วงการ แต่เป็นการกลับไปทำดนตรีเก่าๆด้วยเพลงใหม่ๆอีกครั้ง... ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ไม่น่าแปลกใจอะไรที่ Burt Bacharach นักแต่งเพลง-โปรดิวเซอร์ระดับตำนานวัย82ปีจะประทับใจกับเพลงและเสียงร้องของเธอทันทีที่เขาได้ยินซิงเกิ้ลแรก Slow ถึงขั้นติดต่อให้เธอไปร้องเพลงให้ฟังสดๆที่บ้าน เพราะอะไรหลายๆอย่างใน Seasons Of My Soul เต็มไปด้วยลายเซ็นของ Burt ไม่ว่าจะเป็นเมโลดี้ การใช้เสียงประสาน และเครื่องเป่าอย่าง Flugelhorn ที่เป็นเอกลักษณ์ในเพลงคลาสสิกหลายๆเพลงของ Burt (แน่นอนว่ารวมทั้งเสียงเครื่องสายอบอุ่น,เครื่องเคาะจังหวะกรุ๋งกริ๋งและเสียง B4 ออร์แกนที่แสนจะโบราณคร่ำครึแต่ก็แสนจะไพเราะ) แหล่งข่าวแจ้งว่าเชื่อว่าเราคงจะได้เห็นการร่วมงานของ Burt กับ Rumer ในเร็วๆนี้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามผลงานดนตรีอันสวยสดในชุดนี้ก็ต้องยกเครดิตให้โปรดิวเซอร์ Steve Brown ผู้ที่ถือว่าเป็นผู้ “ค้นพบ”เธอด้วยโดยบังเอิญในการแสดงที่คลับแห่งหนึ่งในลอนดอน เขาเป็นผู้เติมความเป็นแจ๊ซในหัวใจที่เต็มไปด้วย Soul ของ Rumer จนเป็นการพบกันครึ่งทางที่ลงตัวสมบูรณ์ยิ่งในอัลบั้มที่ใช้เวลาทำงานถึงสองปีครึ่งนี้

หลายคนพยายามเปรียบเทียบเสียงของ Rumer กับ Karen Carpenter แต่ผมคิดว่าที่เหมือนจริงๆคือ ดนตรีที่ใกล้เคียงกับของ Carpenters และการ phrasing ของ Rumer มากกว่าน้ำเสียงจริงๆ เสียงของ Karen จะใสและลึกกว่า ทุกตัวโน้ตจะแฝงด้วยอารมณ์ผ่องใส ส่วนเสียงของ Rumer นั้นเบาบางหวานพริ้ว และสิ่งที่ได้ยินทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเธอมีความเศร้าโศกลึกๆอยู่ในใจตลอดเวลาที่เธอเปล่งคำร้องเหล่านั้น

Slow ทำให้คู่รักที่แต่งงานกันมาเป็นสิบปีลุกขึ้นมาสโลว์ซบกันอีกครั้ง Aretha ทำให้คุณคิดถึงยามเช้าที่คุณอยากตื่นมานั่งฟังเพลงอยู่คนเดียวในห้องมากกว่าจะไปโรงเรียนที่ไม่มีใครเข้าใจคุณซักคนนอกจากเสียงร้องของนักร้องคนโปรดที่ร้องอยู่ในเฮดโฟน Am I Forgiven จะทำให้คุณหัวเราะในความไร้ฟอร์มของคุณ แต่คุณก็จะทำมันอีกครั้งเพื่อคนที่คุณรัก Rumer เป็นนักร้องรุ่นใหม่ไม่กี่คนที่ทำให้คุณรู้สึกว่า ที่เธอร้องอยู่นั้น เธอกำลังสบตาคุณอยู่ เธอร้องให้คุณฟัง และสำหรับแฟนเพลงสาวๆ Goodbye Girl คือการกล่าวสวัสดีของพี่สาวหรือคุณแม่ที่สัญญาว่าจะกลับมาร้องเพลงให้ฟังอีกเร็วๆนี้ “Goodbye doesn’t mean forever.” (แต่ผมก็ยังชอบที่ David Gates ร้องมากกว่านะ)

แต่ถ้า Rumer จะไม่มีอัลบั้มใดๆต่อจาก Seasons Of My Soul อีกแล้ว นี่ก็จะยังเป็นงานคลาสสิกงานหนึ่งของวงการดนตรีและโลกก็จะไม่ลืมเธออีกหลังจากได้ยินเธอแล้วอย่างชุ่มชื่นเต็มหัวใจและวิญญาณในครั้งนี้ สำหรับหลายๆคนนี่คือบทเพลงแห่งฤดูกาลสุดท้ายที่เขาหรือเธอจะจดจำตลอดไปสำหรับปี 2010

Tracklist:

1.
"Am I Forgiven?"
3:28
2.
"Come to Me High"
2:49
3.
"
Slow"
3:32
4.
"Take Me As I Am"
3:45
5.
"
Aretha"
3:15
6.
"Saving Grace"
3:20
7.
"Thankful"
3:36
8.
"Healer"
3:14
9.
"Blackbird"
3:55
10.
"On My Way Home"
4:29
11.
"Goodbye Girl"

Friday, 5 November 2010

John Lennon & Yoko Ono- Double Fantasy Stripped Down (2010) ***





Producer-Jack Douglas & Yoko Ono, (Stripped Down), John Lennon, Yoko Ono and Jack Douglas (Original 1980 mix)

Genre-Pop Rock

Released-October 2010

นักข่าวถามโยโกะ โอโนะเมื่อเร็วๆนี้ว่าเธอคิดว่าถ้าจอห์นทราบเขาจะคิดยังไงกับสถานะความเป็นไอคอนขั้นเทพของเขาในทุกวันนี้ เธอตอบว่าจอห์นนั้นเป็นไอคอนมาตั้งแต่สมัยบีทเทิลส์แล้ว เขาคงไม่ตื่นเต้นอะไรหรอก

แต่สิ่งที่จอห์นอาจจะตื่นเต้นในวันเกิด 70 ขวบนี้อาจจะเป็นโครงการฉลองที่ภรรยาของเขาจัดให้ที่มีการรีอิชชูงานทั้งหมดของเขาสารพัดรูปแบบ ทั้งรวมฮิตแผ่นเดียว บ๊อกซ์ 4 แผ่น บอกซ์ครบชุดทุกแผ่น (ในแบบ original mix) แต่เกือบทั้งหมดเป็นงานที่เคยออกมาก่อนแล้ว เว้นแต่แผ่น Home Tapes ใน Signature Box ซึ่งรวม demo versions ที่น่าสนใจไว้หลายเพลง และก็แผ่นที่เรากำลังจะพูดถึงนี้ Double Fantasy Stripped Down ที่ขายแยกออกมาไม่อยู่ในกล่องใดๆ

Double Fantasy Stripped Down หน้าปกเป็นภาพวาดลายเส้นฝีมือของ Sean Lennon บรรจุซีดีสองแผ่น แผ่นแรกเป็น Stripped Down Mix แผ่นที่สองเป็น Original 1980 mix, remastered เมืองนอกขายราคาแผ่นเดียว แต่บ้านเราไม่ใช่นะ

ไอเดียของ Stripped Down คือ เวอร์ชั่นดั้งเดิมในปี 1980 นั้นเต็มไปด้วยเสียงแต่งแต้มที่มากเกินไป ทั้งเสียงร้องประสานและเครื่องดนตรีที่มากชิ้น รวมทั้งการใช้เอ็คโค่กับเสียงร้องของจอห์น สิ่งที่โยโกะและแจ็คทำใน Stripped Down นี้ก็คือการมิกซ์ทุกแทร็คใหม่ ตัดเสียงที่คิดว่ามันเป็นส่วนเกินออก เร่งเสียงจอห์นให้ดังขึ้น เธอไม่เห็นด้วยกับจอห์นที่ไม่มั่นใจในเสียงร้องของตัวเองและมักจะพยายามหมกเสียงตัวเขาด้วยวิธีการต่างๆนาๆ และโยโกะก็ยังคิดว่าโปรดักชั่นในยุค 80 มันล้าสมัยไปเสียแล้ว การ Stripped Down จะทำให้ได้ซาวนด์ที่ทันสมัยและร่วมสมัยมากกว่า

แน่ล่ะ แนวคิดอย่างนี้ย่อมก่อให้เกิดการถกเถียงตามมามากมายถึงความเหมาะสม แต่โยโกะก็ตัดปัญหาด้วยการใส่ original album มาด้วย ทำนองว่าอย่างไรเสียฉันก็ยังไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับของเดิมนะ ถ้าเธออยากฟังแบบเดิมๆก็ยังมีขายมีให้ฟังกันอยู่ แผ่น Stripped Down จึงเหมือนแถมมาให้ฟังกันเล่นๆ

Double Fantasy เป็นงาน ‘come back’ ของจอห์นหลังจากห่างหายจากวงการไปเลี้ยงลูกและทำหน้าที่ ‘househusband’ เสีย 5 ปี เขาแต่งเพลงใหม่อย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่เดือน มันเป็นอัลบั้มที่เป็นเฟสใหม่ของชีวิต ที่เขาสื่อสารกับคนยุค 60’sที่กำลังก้าวข้ามสู่ 80’s มาด้วยกันกับเขา เพลงทุกเพลงในอัลบั้มเป็นเรื่องส่วนตัวของเขาและครอบครัว เขาตั้งใจจะให้มันเป็นกึ่งๆบทสนทนาระหว่างเขากับโยโกะ มีเรื่องเล่าว่าหลังจากบันทึกเสียงเสร็จ จอห์นกับแจ็ค ดักลาสโปรดิวเซอร์ก็ช่วยกันเรียงเพลงเสร็จเรียบร้อย โดยมีเพลงของจอห์นทั้งหมดอยู่หน้าเอ และที่เหลือหน้าบีเป็นเพลงของโยโกะ แต่เมื่อภรรยาคนเก่งของจอห์นทราบเรื่องเธอถึงกับเม้งแตกเหวี่ยงกระจายสั่งให้เรียงเพลงใหม่เป็นสลับกันเพลงต่อเพลงทันที ใครๆก็รู้แม้แต่เธอเองว่าถ้าวางคนละหน้าอย่างนั้น ไวนีลด้านบีของ Double Fantasy คงแทบไม่ได้สัมผัสเข็ม

เรียนตรงๆว่ามันก็เลยเป็นอัลบั้มที่ฟังกันด้วยความกระอักกระอ่วน เพราะเพลงของจอห์นในชุดนี้ไพเราะน่าฟังแทบทุกแทร็ค แต่คุณต้องผ่านด่านเพลงคั่นของโยโกะไปก่อนทุกเพลงเหมือนกัน มหกรรมการยกเข็มและกรอเทปตลอดจนการอัดเทปใหม่ไปเลยจึงเริ่มต้นขึ้น แซวกันอีกว่ายุคซีดีมาถึงทำให้การฟัง Double Fantasy ง่ายขึ้นเยอะ

เมื่อทราบว่าการ ‘stripped down’ นี้จะมีการยกระดับเสียงร้องให้ฟังชัดเจนยิ่งขึ้นในแบบราวกับร้องให้ฟังสดๆต่อหน้า หลายคนเริ่มผวา ว่าแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับเพลงอย่าง Kiss Kiss Kiss หรือ Give Me Something ของโยโกะ เพราะเวอร์ชั่นดั้งเดิมก็หลบกระสุนเสียงร้องเธอกันไม่หวาดไม่ไหวอยู่แล้ว ถ้าจะมีการยกให้เด่นดังกว่าเดิมอีกจะเป็นอย่างไรนั่น

แต่โชคดีที่โยโกะมีคุณธรรมเพียงพอที่จะไม่ทำร้ายจิตใจคนฟังอย่างนั้น เธอไม่ได้เน้นเสียงร้องของเธอเหมือนกับที่ทำกับจอห์น และเสียงที่ทำร้ายจิตใจมากๆในหลายๆเพลงเหมือนเธอจะตั้งใจมิกซ์ให้เบาลงและรีบๆเฟดหายไป ทั้งหมดทำให้การฟังเพลงของโยโกะใน Double Fantasy ฉบับปลดเปลื้องนี้สบายหูกว่าเดิมมากเลยครับ

แต่ประเด็นสำคัญก็คงอยู่ที่เพลงของจอห์น เสียงร้องของจอห์นชัดแจ๋วและเดียวดายโดดเด่นอย่างที่แทบไม่เคยได้ยินแบบนี้มาก่อนในทุกๆแทร็ค หลายๆเพลงฟังแล้วเหมือนเป็นเดโมหรืองานที่ยังทำไม่เสร็จเนื่องจากสมองเราอดไม่ได้ที่จะนำมันไปเปรียบเทียบกับ final version เดิมที่เราฟังมาสามสิบปี มันเป็นงานที่น่าฟัง การได้ฟังเสียงจอห์นชัดๆแบบนี้เป็นอะไรที่ยอดเยี่ยม แต่แทบไม่มีเพลงไหนที่ผมคิดว่าภาพรวมมันจะดีไปกว่าเวอร์ชั่นเดิมชนิดที่ว่าแทนกันได้ อาจจะเว้นก็แต่ Cleanup Time ที่ฟังกี้ได้สุดมันส์ในเวอร์ชั่นใหม่นี้จนทำให้ของเก่าน่าเบื่อไปเลย จอห์นร้องได้อร่อยพอๆกับเบสดีดดิ้นของ Tony Levin

เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของ Stripped Down คือบทสนทนา หรือการพูดก่อนเข้าเพลง รวมทั้งท่อนเฟดที่ยาวกว่าเดิม ที่มีให้ได้ยินพอสมควร ให้บรรยากาศเหมือนเราเข้าไปฟังพวกเขาบันทึกเสียงกันจริงๆ

(Just Like) Starting Over เปิดด้วยเสียงจอห์น “This one for Gene, and Eddy and Elvis….and Buddy” แต่เสียง wishing bell หายไป เสียงประสานดูวับถูกตัดออกไป ทำให้เอ็ฟเฟ็คในช่วงที่จอห์นร้องเดี่ยว “Why don’t we take off alone” ไม่ได้อารมณ์เท่าเดิม ตอนท้ายเพลงให้ฟังกันยาวเหยียดกว่าเดิม I’m Losing You ร็อคกว่าเดิมแต่ไม่เท่าเวอร์ชั่นที่ Cheap Trick back up (หาฟังได้ใน Lennon Anthology) ส่วน Woman และ Watching The Wheels ชัดแจ่มแต่โหวงเหวงเหมือนซ้อมกันสนุกๆ มันเป็นเพลงที่ต้องการการแต่งเติมมากกว่านี้ Beautiful Boy (Darling Boy) กับ Dear Yoko ดูจะไม่แตกต่างมากนัก เว้นแต่ท่อนท้ายของเพลงหลังที่จอห์น แร็ป ให้ฟังกันฮาๆ

จินตนาการว่าท่านได้เป็นแขกรับเชิญเข้าไปรับฟังจอห์น เลนนอน บันทึกเสียงที่ The Hit Factory ในวันใดวันหนึ่งก่อนที่จะถึงขั้นตอนสุดท้าย น่าจะเป็นไอเดียที่ดีในการฟัง Stripped Down ครับ สัมผัสได้ถึงความสุขและความกระตือรือร้นในการกลับมาทำงานดนตรีอีกครั้งของเลนนอน ในเพลง Cleanup Time เขาถึงกับร้องในตอนท้ายเพลงว่า คริสต์มาสใกล้เข้ามาอีกครั้งแล้ว แต่ก็อย่างที่เรารู้กันว่า คริสต์มาสสุดท้ายของเขาคือปี 1979

· 1. Just Like Starting Over

· 2. Kiss Kiss Kiss

· 3. Cleanup Time

· 4. Give Me Something

· 5. I'm Losing You

· 6. I'm Moving On

· 7. Beautiful Boy (Darling Boy)

· 8. Watching The Wheels

· 9. Yes I'm Your Angel

· 10. Woman

· 11. Beautiful Boys

· 12. Dear Yoko

· 13. Every Man Has A Woman Who Loves Him

· 14. Hard Times Are Over