Showing posts with label 2008. Show all posts
Showing posts with label 2008. Show all posts

Wednesday, 8 April 2009

PICTURES AT AN EXHIBITION


EMERSON, LAKE AND PALMER: PICTURES AT AN EXHIBITION (Deluxe Edition PLATINUM/VICTOR 2008) ****

ออกปี-2008 (ฉบับดั้งเดิมปี 1971)
บันทึกเสียง-มีนาคม 1971
โปรดิวเซอร์-Greg Lake
เอ็นจิเนียร์-Eddie Offord
แนวดนตรี-Progressive/Classical Rock


Platinum บ้านเราผลิตงานชุดนี้ออกมาในแบบ gatefold สองซีดี แพ็คเกจเนี้ยบไม่แพ้ของต่างประเทศ แถมราคายังเท่าซีดีแผ่นเดียว ต้องอย่างนี้สิครับถึงจะฟัดกับพวกของปลอมและการดาวน์โหลดฟรีๆได้ ผมเชื่อว่าถ้ารูปลักษณ์ของสื่องดงามน่าสะสมในราคาขนาดนี้คงไม่มีใครอยากเก็บของเทียมหรือแค่เป็นวิญญาณล่องลอยอยู่ในฮาร์ดดิสก์หรอกครับ Platinum ออกชุดนี้มาพร้อมๆกับ Deluxe Edition ของ Brain Salad Surgery ที่เป็นงานระดับตำนานอีกชุดของวงการร็อคก้าวหน้าและซับซ้อนที่เรียกกันว่า Progressive Rock ที่ผมอาจจะนำมาพูดถึงในโอกาสต่อไป โดยทั่วไปคอลัมน์นี้จะเน้นไปที่งาน new released แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยมีงานออกใหม่ที่โดดเด่น จึงขอฉวยโอกาสนี้ขุดงานคลาสสิกมาแนะนำกัน (จ้องมานานแล้ว)

ELP คือกลุ่มนักดนตรีสามคนที่ประกอบไปด้วย Keith Emerson อดีตจากวง The Nice พ่อมดคีย์บอร์ดผู้มีลีลาการเล่นซินธ์บนเวทีดุเดือดไม่แพ้ Jimi Hendrix, Greg Lake มือเบสและนักร้องผู้มีเครดิตที่ยิ่งใหญ่มาจาก King Crimson เขามีเสียงที่ก้องกังวานและน่าหลงใหลที่สุดคนหนึ่งในวงการเพลงร็อคยุคนั้น และ Carl Palmer มือกลองและเพอร์คัสชั่นที่ได้ชื่อว่ากระหน่ำกลองได้เร้าใจและสนุกสนานที่สุด เขาเคยอยู่วง Atomic Rootster มาก่อน แม้จะได้ชื่อว่าเป็น Progressive Rock แต่งานบันทึกเสียงของ ELP นั้นมันแตกต่างจากงานที่ซับซ้อนหดหู่หรือชวนปวดหัวอย่างวงอื่นๆในยุคเดียวกัน อดีตนักเขียนดนตรีชื่อดังของบ้านเรา-คุณพัณณาศิสแห่ง Starpics เคยสรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า ในขณะที่วงดนตรีอื่นๆอย่าง Yes พยายามทำดนตรีให้ยุ่งยากซับซ้อนขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ ELP กลับทำในสิ่งตรงข้าม เขานำ serious music อย่างดนตรีคลาสสิกมาทำให้ฟังง่ายขึ้น แต่สิ่งที่พวกเขาทำก็ไม่ได้ถูกใจทุกคนเสมอไป ดีเจชื่อดัง John Peel เคยเอ่ยถึงพวกเขาไว้หลังการแสดงครั้งหนึ่งว่า “ช่างเป็นอะไรที่สูญเปล่าของเวลา,อัจฉริยภาพ และค่าไฟ”

Pictures At An Exhibition คือการนำเอางาน classical music ของ Mussorgsky ในฉบับดัดแปลงโดย Ravel มาตีความใหม่ด้วยการบรรเลงของคีย์บอร์ด กีต้าร์ เบส และ กลอง มันเป็นไอเดียของ Keith หลังจากที่เขาได้ฟังงานชิ้นนี้จากคอนเสิร์ตครั้งหนึ่งโดยบังเอิญ Keith กำลังมองหาเพลงคลาสสิกดีๆมาเล่นกับวงอยู่พอดี เพราะเขามีความรู้สึกว่า Greg ยังไม่ค่อยจะยอมรับงานประพันธ์ดนตรีของเขาเองเท่าไหร่นัก แต่สำหรับงานนี้ Greg มองเห็นศักยภาพของชิ้นงานทันที และ Pictures At An Exhibition ก็กลายเป็นดนตรีที่พวกเขาใช้ในการแสดงสดเป็นประจำตั้งแต่นั้นมา

มีความพยายามในการบันทึกเสียง Pictures At An Exhibition บนเวทีหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีครั้งไหนสมบูรณ์ จนกระทั่งเอ็นจิเนียร์มือเทพ Eddie Offord ลงมาคุมงานด้วยตัวเองในการบันทึกเสียงการแสดงที่ Newcastle City Hall เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 1971 คราวนี้มันเป็นการแสดงและการบันทึกเสียงที่เฉียบขาดและสอบผ่านการพิจารณาของสมาชิกทุกคน Keith เล่าให้ฟังว่า นอกจากปัญหาด้านเทคนิคที่ Eddie จัดการได้หมดแล้ว พวกเขาก็ตั้งใจเล่นในคืนนั้นกันเป็นพิเศษ มาถึงที่ฮอลล์และซ้อมกันตั้งแต่เช้าจนแน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาด อีกทั้งผู้ชมในคืนนั้นก็ตอบรับอย่างอบอุ่น การแสดงสดเพลงร็อคที่สมบูรณ์แบบจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีของผู้ให้และผู้รับ การบันทึกเสียงในอัลบั้มนี้ยอดเยี่ยมและชัดเจนจนมีหลายคนสงสัยว่ามีการนำไปแต่งเสียงในห้องอัดกันแค่ไหน แต่ใจผมคิดว่า 90% น่าจะมาจากมาสเตอร์เทปที่ทำได้เยี่ยมอยู่แล้ว (ผมมีเหตุผลอยู่ในใจ)

นอกจากเป็นงานประพันธ์ของคีตกวี Mussorgsky แล้ว ELP ยังแต่งเพลงเพิ่มเสริมเข้าไปอีกบางส่วน เช่น The Sage โดย Lake, Blues Variation โดย Emerson และ The Curse Of Baba Yaga โดย Palmer แต่การแสดงกลับจบด้วยงานของ Tchaikovsky ‘Nutrocker’

Deluxe Edition นี้มีเพลงแถมในซีดีแรก (ต่อจาก original album) คือ Pictures At An Exhibition Medley ยาว 15:26 นาที ที่ไม่มีการให้รายละเอียดว่าเป็นการแสดงที่ไหน แต่คาดว่าน่าจะเป็นการแสดงที่ Isle Of Wight Festival ในวันที่ 29 สิงหาคม 1970 ส่วนซีดีแผ่นสองคือการบันทึกเสียงที่ Lyceum เมื่อเดือนธันวาคม 1970

Pictures At An Exhibition มีความสำคัญในแง่ที่เป็นการนำเพลงคลาสสิกมาตีความเป็นร็อคได้อย่างสร้างสรรค์และได้ประสิทธิผลที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ มันยังเป็นการบันทึกการแสดงสดของสุดยอดฝีมือร็อคทริโอที่คุณต้องฟังด้วยหูตัวเองถึงจะซาบซึ้งถึงความเป็นอัจฉริยะแห่งการบรรเลงของพวกเขา นั่นคือยุค 70’s ที่มนุษยชาติยังพอมีเวลาเหลือเพียงพอให้กับดนตรีที่สุรุ่ยสุร่ายอย่าง Progressive Rock

Monday, 6 April 2009

Amy Winehouse: Back To Black


ผู้หญิงที่อื้อฉาวและโด่งดังที่สุดในวงการดนตรีในรอบปีที่ผ่านมา? หลีกทางไปหน่อยนะ บริทนีย์ ปารีส หรือลินด์เซย์ โลฮาน เส้นทางนี้เป็นของเธอคนเดียวเท่านั้น Amy Winehouse ปี 2007 สำหรับเธอชีวิตเต็มไปด้วยสีสันสุดขั้ว ทั้งบวกสุดๆและดิ่งสุดเหวี่ยง ด้านดนตรีเธอได้ทั้งเงินและกล่อง Back To Black เป็นซีดีที่ขายดีที่สุดแห่งปี และเสียงวิจารณ์ก็เป็นในแง่บวกทั้งสิ้น ไม่นับรางวัลที่เธอแทบจะตามรับกันไม่ไหว แต่ชีวิตส่วนตัวเต็มไปด้วยปัญหามากมายทั้งปัญหากับสามีและเรื่องการใช้ยาและการดื่ม หนักหนาจนน่าเป็นห่วง ว่ากันว่าคนที่จะร้องดนตรีโซลได้ถึงอารมณ์จริงๆนั้นต้องใช้ชีวิตเยี่ยงบทเพลงนั้นด้วย นี่อาจเป็นสิ่งที่เธอโดดเด่นออกมาเหนือชั้นกว่านักร้องโซลรุ่นเดียวกันอย่าง Joss Stone

Amy เป็นลูกสาวของคนขับแท็กซี่และเภสัชกรชาวยิวในลอนดอน ซึมซาบดนตรีจากแผ่นเสียงของแม่ เริ่มแต่งเพลงเองตั้งแต่อายุ 14 ปี หลังจากได้กีต้าร์ตัวแรกไม่นาน ตามมาด้วยการออกจากโรงเรียนและเริ่มยุ่งกับการใช้ยาตั้งแต่วัยนั้น แฟนหนุ่มของเธอเป็นคนส่งเดโมของเอมี่ไปให้บริษัทแผ่นเสียง ส่งผลให้ในปี 2003 เอมี่ก็ได้เซ็นสัญญากับ Island Records Frank เป็นอัลบั้มแรกของเธอในปี 2003 โปรดิวซ์โดย Salaam Remi ออกในแนวแจ๊ส-บลูส์ที่มีคนเปรียบเทียบเธอกับ Macy Gray และ Sarah Vaughan อัลบั้มได้เข้าชิงรางวัล Mercury Music Prize ในปีนั้น

เอมี่หายไปสามปี เธอกลับมาอีกครั้งพร้อมกับรอยสักและร่างกายที่ซูบแห้งในปี 2006 ด้วย Back To Black ที่เธอทำงานกับ Remi โปรดิวเซอร์คนเดิม และ Mark Ronson โปรดิวเซอร์หนุ่มที่กำลังมาแรง อัลบั้มนี้เธอลดโทนความเป็นแจ๊สลง แต่ใส่อิทธิพลสำเนียงโซลแบบโมทาวน์ไปเต็มๆ บวกกับเครื่องเป่าหนักหน่วงแบบที่ Ronson ถนัด (มรดกจากโซลแบบของ Stax/Atlantic ที่ Aretha Franklin และ Otis Redding สร้างชื่อเอาไว้ในยุคกลางซิกซ์ตี้ส์) คุณยังจะได้ยินการเรียบเรียงเสียงประสานแบบ Girl Groups และการมิกซ์เสียงหนาแน่นที่ Phil Spector สร้างชื่อเอาไว้ในนามว่า Wall Of Sound อ่านดูแล้ว Back To Black น่าจะเป็นงานที่ฟังแล้วโบราณย้อนยุค แต่ด้วยเสียงที่ไม่เหมือนใครของเอมี่ และความคึกคักในสำเนียงการโปรดิวซ์ของ Ronson ทำให้ Back To Black กลายเป็นความลงตัวของการผสมผสานเสียงของดนตรีโซลต่างทศวรรษ มันคือ Neo-Retro Soul ถ้าอยากจะเรียก...Amy มีเสียงที่ห้าวค่อนข้างใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความคมกริบในเนื้อเสียง ทุกโน้ตและทุกการเว้นวลีเต็มไปด้วยลีลาเฉพาะตัว ราวกับเป็นนักร้องที่ผ่านประสบการณ์การร้องหลายสิบปี ทั้งๆที่เธอเพิ่งอายุแค่ 24 ปีเท่านั้น

Rehab เพลงเปิดอัลบั้มและกลายเป็นเพลงคลาสสิกแห่งยุคสมัยไปแล้ว เนื้อหาเกี่ยวกับการปฎิเสธเข้าสถานบำบัดการติดยาติดเหล้าของเธอเอง มันเป็นกอสเพลโซลที่สมบูรณ์แบบ การพบกันของเพลงและเสียงของ Amy กับการโปรดิวซ์ของ Mark Ronson (เครื่องเป่าจี๊ด เสียงกลองคอมเพรสส์แน่น บวกเอ็คโค่แบบ 50's) นั้นเรียกว่าถูกคู่บุพเพสันนิวาสจริงๆ เพลงอื่นๆอาจจะไม่ติดหูทันทีอย่าง Rehab แต่มันเป็นงานที่ยิ่งฟังยิ่งไพเราะ Love Is A Losing Game ให้อารมณ์แจ๊สพริ้วเหงาเหมือนกับอัลบั้มแรกของเธอ Tears Dry On Their Own ใช้โครงสร้างจากเพลงคลาสสิกโมทาวน์ Ain’t No Mountain High Enough ถ้าชอบสไตล์ดูว็อปเศร้าๆต้องฟัง Wake Up Alone และปิดท้ายด้วย Addicted ที่กลับมาเรื่องยาๆอีกครั้งสมเป็นลูกสาวเภสัชกร

Deluxe Edition ออกมาเมื่อปลายปีก่อน มี Bonus Disc อีกแผ่นที่คุณจะได้ฟังเอมี่ร้องเพลง Valerie ของ The Zutons ได้อย่างสุดไพเราะ (คนละเวอร์ชั่นกับในอัลบั้มของ Mark Ronson ที่เธอไปเป็นแขกรับเชิญ) และ Cupid ของ Sam Cooke ที่เธอเอามาตีความในแบบเร็กเก้น่าฟังมากทีเดียว

ความสำเร็จของ Amy กับ Back To Black ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้ฟังเริ่มเอียนเต็มกลืนกับศิลปินที่ถูก”สร้าง”ขึ้นมาจากเบ้าหลอมสูตรสำเร็จเดียวกัน เธอทำให้ดนตรีโซลจากสี่ทศวรรษที่แล้วกลับมากลายเป็นของ cool ได้ในบัดดล...!!!

Thursday, 5 March 2009

Fleet Foxes ดนตรีเหนือกาลเวลา


Fleet Foxes-Fleet Foxes*****

ขยับจะเขียนถึงงานของวงห้าชิ้นจากซีแอตเติลวงนี้มาหลายเดือนแล้ว
แต่ติดที่ว่าไม่เห็นมีใครนำซีดีมาขายในบ้านเราเสียที
จนกระทั่งมันได้รับคำชื่นชมไปทั่วโลกตลอดปี 2008 ในที่สุดอัลบั้มแรกของ Fleet Foxes
ก็ได้มาเผยโฉมปกอันสุดคลาสสิกบนแผงเทป (ที่ไม่มีเทปแล้วแต่ยังติดปากเรียกกันอยู่)
ประเทศไทย แถมมาในแบบ Special Edition ราคาประหยัด ปก gatefold และยังพ่วง Sun
Giant EP มาให้อีก อะไรจะคุ้มขนาดนี้ (ปกอัลบั้มนำมาจากภาพเขียนเก่าแก่ในปี
1559)

ดนตรีแบบนี้เขียนช้าไปค่อนปีก็คงจะไม่สายเกินไป เพราะมันเป็นดนตรีที่ไม่ร่วมสมัยนิยมเอาเสียเลย แต่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นดนตรีย้อนยุค ไม่มีวงดนตรีหน้าใหม่วงไหนจะเล่นดนตรีแนวใหม่ขึ้นมาโดยไม่อาศัยบทเรียนและอิทธิพลจากศิลปินรุ่นก่อนหน้า และ Fleet Foxes ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น แต่ความพิเศษของพวกเขาคือ การสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นซาวนด์ของวงโดยตรงทั้งในรูปแบบของดนตรี การบันทึกเสียง รวมถึงวิธีการเขียนเนื้อเพลง

พวกเขาเรียกแนวดนตรีของตัวเองว่า Baroque Harmonic Pop Jams ที่ผมคิดว่าเป็นการบรรยายที่ไม่เลว ดนตรีและเนื้อหาของพวกเขาสะท้อนถึงความเป็นอเมริกันย้อนหลังไปกว่าครึ่งศตวรรษ การประสานเสียงเป็นจุดขายที่โดดเด่น และพวกเขาก็ไม่ลืมความเป็น Pop ด้วยท่วงทำนองที่สละสลวย ตบท้ายด้วยคำว่า Jams ซึ่งในที่นี้ผมอยากจะตีความว่าเป็นทิศทางของดนตรีที่ยากจะคาดเดา หลุดพ้นโดยสิ้นเชิงจากสูตรสำเร็จของเพลงที่เราฟังกันอยู่ทุกวี่วัน ไม่น่าเชื่อว่านี่คืองานของกลุ่มเด็กหนุ่มวัยยี่สิบกว่าที่เพิ่งรวมตัวกันแค่สามปีเท่านั้น

มันสมองและหัวใจของ Fleet Foxes คือหนุ่มวัย22 ผมเผ้ากระเซิงพอๆกับเครารกครึ้ม Robin Pecknold ที่แต่งเพลงทุกเพลง,ร้องนำและเล่นกีต้าร์ เสียงร้องของเขาเข้มแข็งและอบอุ่น เต็มไปด้วยความมั่นใจในถ้อยคำทุกประโยคในเนื้อเพลง Robin และ Skyler Skjelset มือกีต้าร์อีกคนเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ high school ผู้ปกครองของทั้งคู่มีส่วนทำให้สองหนุ่มสนใจในวิธีการแต่งเพลงของ Bob Dylan,ความเป็นอิสระแบบ Neil Young,การทำชั้นดนตรีซ้อนซ้ำในแบบของ Brian Wilson,การตั้งสายกีต้าร์พิลึกพิลั่นของ Joni Mitchell และเสน่ห์ของชีวิตชนบทในดนตรีของ The Zombies -เหล่านี้กลายมาเป็นวัตถุดิบในการสร้างดนตรีในแบบของ Fleet Foxes อย่างไรก็ตามต้องย้ำว่าพวกเขาไม่ได้ทำดนตรีย้อนยุคแบบเคารพต้นฉบับที่กล่าวมาแล้วแต่อย่างไร ถ้าจะไม่เกินเลยเกินไปผมอยากจะบอกว่า มันราวกับดนตรีของ Fleet Foxes ,อย่างน่าอัศจรรย์, ย้อนลึกกลับไปในห้วงเวลาเป็นสุ้มเสียงที่กลายเป็นต้นฉบับของศิลปินรุ่นพี่ป้าน้าอาเหล่านั้นอีกที!

อัลบั้มนี้บันทึกเสียงกันในปี 2007 ที่บ้านของพวกเขา,บ้านเพื่อนๆและแม้กระทั่งบ้านพ่อ-แม่ รวมถึงสตูดิโอทั้งในอังกฤษและอเมริกา แต่สุ้มเสียงของมันกลับเหมือนพวกเขาเล่นกันอยู่ในโบสถ์เก่าๆที่ไม่มีใครเคยย่างกรายเข้ามานับสิบปี หรือในถ้ำเย็นยะเยือกท่ามกลางหินงอกหินย้อย ใต้ร่มไม้ กลางป่าเขาลำเนาไพร มากกว่าที่จะเป็นห้องอัดเสียงชั้นนำ มันยังเป็นอัลบั้มที่ใช้เสียงเอ็คโค่และดีเลย์ได้พร่ำเพรื่อ-แต่ทรงประสิทธิภาพที่สุดตั้งแต่ผมเคยฟังดนตรีมา ยากที่จะจินตนาการเพลงของพวกเขาโดยไม่มีเสียงก้องกังวานเหล่านั้นติดมาด้วย

Fleet Foxes คืองานคลาสสิกที่ไม่ต้องรอให้เวลาพิสูจน์ มันเต็มไปด้วยอารมณ์แห่งความเป็นมนุษย์ที่หาได้ยากในดนตรีทุกวันนี้ มิตรภาพ ครอบครัว ความสูญเสีย และการผจญภัย คือสิ่งที่คุณจะได้พบในโลกของพวกเขา มันเป็นงานเปิดตัวของศิลปินใหม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมานับจากอัลบั้มแรกของ Arctic Monkeys มันเยี่ยมเสียจนแทบจะมองไม่เห็นเลยว่า Pecknold และเพื่อนๆจะเอาตัวรอดกันได้อย่างไรกับอัลบั้มถัดไปของ Fleet Foxes

เพลงเด่น-White Winter Hymnal, Ragged Wood, Your Protector

Friday, 27 February 2009

Snoppy & Jazzy DAVID BENOIT Jazz For Peanuts






Jazz เป็นดนตรีที่น่าอัศจรรย์ วันหนึ่งมันอาจเป็นซาวนด์แทร็คประกอบหนังฟิล์มนัวร์อันแสนดำมืด แต่วันรุ่งขึ้นคุณก็อาจจะได้ยินมันโลดแล่นเป็นแบคกราวน์ให้การ์ตูนน่ารักๆอย่าง Peanuts ที่มีตัวเอกคือ Snoopy ที่ชาวไทยรู้จักกันดี

Jazz For Peanuts เป็นงาน retrospective ของดนตรีแจ๊สที่เป็นส่วนหนึ่งของการ์ตูนอมตะเรื่องนี้ ตั้งแต่ยุคของ Vince Guaraldi ที่รับหน้าที่ทำเพลงประกอบให้ในตอนแรกๆ และ 20 ปีหลังที่ David Benoit รับไม้ต่อ

ในเมื่อมันเป็นแจ๊ซประกอบการ์ตูนใสๆอย่าง Peanuts คุณจึงไม่ต้องหวังว่าจะได้ฟังการ improvise อย่างหน้าดำคร่ำเคร่ง หรือจังหวะและตัวโน๊ตที่ซับซ้อนเกินวัย Jazz For Peanuts คือแจ๊ซที่เหมาะสำหรับเด็กๆและผู้คิดจะเริ่มลองของกับดนตรีแนวนี้อย่างแท้จริง เพราะมันเต็มไปด้วยบทเพลงที่น่ารัก สดใส ฟังไม่ยาก แต่ก็ไม่ได้หวานแหววเรื่อยเจื้อยจนหาความเป็นแจ๊ซไม่เจออย่างดนตรีของ Kenny G แต่จะว่าไปตาหัวฟูตลอดกาลก็ยังมาฝากฝีมือไว้ในอัลบั้มกะเค้าด้วยหนึ่งเพลง ซึ่งก็เป็นเหมือนหลายๆครั้งที่ผ่านมาที่พอ G ไปทำงานนอกเค้ามักจะผ่อนคลายและเล่นได้เยี่ยมกว่าในอัลบั้มของตัวเองเสมอ

น่าเสียดายที่มีแค่ 10 เพลง แต่ก็เป็น 10 เพลงที่เยี่ยมยอดน่าฟังทุกเพลง Benoit ไม่ได้ขายของเก่าอย่างเดียว เขานำเพลงเก่ามาบรรเลงใหม่หลายเพลงตั้งแต่เพลงแรก You’re In Love, Charlie Brown ที่แต่งโดย Guaraldi เดวิดปล่อยให้เสียงเครื่องเป่าของ Christian Scott (Trumpet) และ And Suzuki (Tenor Sax) โดดเด่น ก่อนที่เขาจะมาเก็บตกบน Steinway Piano อย่างเพราะพริ้ง อีกสองเพลงที่เป็นเพลงเก่าของ Guaraldi ที่ Benoit นำมาบรรเลงใหม่คือ The Great Pumpkin Waltz และ Be My Valentine เพลงแรกให้ข้อมูลไว้ในซีดีว่าเป็นการบรรเลงของทริโอ เปียโน เบส กลอง แต่กลับมีกีต้าร์ออกมาอิมโพรไวส์หน้าตาเฉย (ผมว่าน่าจะสลับข้อมูลกับ Wild Kids เพลงถัดมาที่ไม่ได้ยินเสียงกีต้าร์แต่มีลิสต์ว่าเล่นโดย Pat Kelley) เพลงที่ Benoit แต่งเองอย่าง Rollerblading, Re-Run’s Theme และ Wild Kids ที่แต่งร่วมกับ Dave Grusin ดูจะมีรายละเอียดทางดนตรีมากกว่าที่ Guaraldi แต่ง แต่ก็ไม่มีเสน่ห์กระจุ๋มกระจิ๋มเท่า โดยเฉพาะเมื่อปิดอัลบั้มด้วยแทร็คอมตะ Linus And Lucy ที่ Benoit ตัดสินใจใช้เวอร์ชั่นเก่าของ Vince Guaraldi Trio เสียเลย (จากตอน A Charlie Brown Christmas ที่ผมแนะนำให้หาซีดีชุดนี้มาฟังด้วยครับ แต่ต้องเป็นเวอร์ชั่นก่อน remaster นะครับ เพราะรีได้เน่ามาก)

นอกจากงานของ Benoit และ VGT แล้วยังมีแทร็คจากแขกอย่าง Wynton Marsalis ใน The Buggy Ride (วินตันเคยมีงานทริบิวต์ให้การ์ตูนเรื่องนี้ในปี 1995-Joe Cool’s Blues) และ Dave Brubeck ในเพลง Benjamin ที่บรูเบ็คโชว์ฝีมือชั้นครู (มาจากตอน NASA Space Station) เพลงที่ตา Kenny G มาวาดลวดลายโซปราโนฉ่ำๆชื่อ Breadline Blues แต่งโดยเจ้าพ่อ GRP Dave Grusin

หาซื้อได้ในเมืองไทยในราคาไม่แพงครับ

Chinese Democracy History ตำนานแสนนานของอัลบั้มที่คนรอคอยที่สุดในประวัติศาสตร์


ตำนาน...แสนนาน.... ของ CHINESE DEMOCRACY




Chinese Democracy อัลบั้มของวงร็อค Guns N’ Roses ที่แฟนๆคอยแล้วคอยเล่าไม่ต่ำกว่า 14 ปี ออกวางขายจนได้ในวันที่ 23 พ.ย. 2008 ที่ผ่านมา การตอบรับจากนักวิจารณ์ทั่วโลกมีทุกรูปแบบ Rolling Stone และ allmusic ให้สี่ดาวพร้อมคำชื่นชม เว็บอินดี้ชื่อดัง pitchforkmedia มอบดาวให้ 5.8/10 และ NME 4.5/10 แฟนบางกลุ่มก็ชื่นชมและยกให้เป็น masterpiece แต่อีกกลุ่มก็แทบจะฟังให้จบอัลบั้มยังไม่ได้เลย ยอดขายในสัปดาห์แรก มันเปิดตัวในอเมริกาได้แค่อันดับ 3 และอันดับ 2 อังกฤษ ซึ่งด้วยมาตรฐานของทุกวันนี้กับวงระดับนี้ถือเป็นความล้มเหลว Geffen ก็กลุ้มใจเพราะ Axl Rose ไม่โผล่หัวมาช่วยโปรโมทเลยแม้แต่นิดเดียว ความจริงแล้วเขาหายตัวไปอย่างลึกลับกว่าสองเดือนแล้ว.... ชะตากรรมของอัลบั้มที่โลกรอนี้จะกลายเป็นความล้มเหลวครั้งยิ่งใหญ่ของ Guns N’ Roses หรือมันจะค่อยๆกลับมาชนะใจผู้ฟังได้เหมือน Appetite For Destruction อัลบั้มแรกของพวกเขาในปี 1987 ก็คงต้องติดตามกันต่อไปสักระยะ

ผมใคร่ขอพาท่านผู้อ่านย้อนกลับไปในปี 1993 และเดินทางไปกับการทำงานอันแสนจะวุ่นวายสับสนสุดเพี้ยนของอัลบั้มนี้ กว่าที่จะได้ออกมาเป็น 14 เพลงใน Chinese Democracy

ปลายเดือนพ.ย. 1993 GNR (ที่ขณะนั้นมีสมาชิกคือ Axl Rose ร้องนำ,เปียโน Slash, Gilby Clarke กีต้าร์ Duff McKagan เบส Matt Sorum กลอง และ Dizzy Reed คีย์บอร์ด) ออกอัลบั้มรวมเพลง punk cover ‘The Spaghetti Incident?’ แม้จะเป็นแค่งานขัดตาทัพแต่อัลบั้มนี้ฟังสนุกใช้ได้นะครับ ต้นปี 1994 โรสไปร้องเพลง Come Together กับ Bruce Springsteen ในงาน induct Elton John เข้า Hall Of Fame เขาจะไม่ปรากฎตัวในที่สาธารณะอีก 6 ปีหลังจากนี้ (ไม่นับในศาล) Geffen Records เริ่มวางแผนจะให้พวก GNR บันทึกเสียงอัลบั้มใหม่กันเสียที ด้วยการจองห้องอัด The Complex ใน L.A. ไว้ให้ แต่ทางวงไม่เคยโผล่มาพร้อมกันแม้แต่ครั้งเดียว เมษายน Duff McKagan มือเบสเจอปัญหาสุขภาพ-ตับอ่อนระเบิด จากการดื่มจัดเกินไป เขากลับตัวจากเหตุการณ์ครั้งนั้นและกลายไปเป็นนักเล่นศิลปะป้องกันตัวอย่างแกร่งแถมไปเรียนต่อได้ปริญญาทางการเงินมาด้วยในเวลาต่อมา มิ.ย. Gilby Clarke กีต้าร์มือสองของวงออกอัลบั้มเดี่ยว Pawnshop Guitars ที่หลายคนยกให้เป็นงานโซโลที่ดีที่สุดของสมาชิก GNR โดยมี Duff, Slash และ Axl เป็นแขกรับเชิญ Gilby ให้สัมภาษณ์กับ Kerrang! ขณะโปรโมทอัลบั้ม โดยมีการพาดพิงถึงโรสในแง่ลบนิดหน่อย ผลก็คือเขาถูกโรสไล่ออกจากวงทันที



ขณะที่การบันทึกเสียงของ GNR ยังไม่ไปไหน และแทบไม่มีใครเข้าถึงตัวโรสได้ Slash ก็เริ่มหันไปสนใจกับงานเดี่ยวของเขาในนาม SVO Snakepit ช่วงนั้น GNR มีงานเข้าคือการทำเพลง Sympathy For The Devil เพื่อเป็นซาวนด์แทร็คให้หนัง Interview With The Vampire เพลงนี้กลายเป็นรอยร้าวลึกสาหัสระหว่างโรสกับ Slash เขายืนยันจะให้ Paul Huge ผู้ที่ไม่มีใครในวงนอกจากโรสชอบหน้ามาเล่นกีต้าร์แทน Gilby และแย่กว่านั้นลับหลัง Slash โรสก็ยังให้ Huge บันทึกเสียงกีต้าร์ซ้อนทับไปบนส่วนของ Slash อีกด้วย สร้างความประทับใจให้มือกีต้าร์หัวฟูยิ่งนัก!!! Slash ยังพยายามจะหาเวลาปรับความเข้าใจกับโรสอีกครั้ง พวกเขาเจอกันใน lounge แห่งหนึ่งแต่โรสคุยผ่านนิตยสารที่ถือบังหน้าอยู่โดยไม่มองตา Slash แม้แต่ครั้งเดียว Sympathy For The Devil ถูกตัดออกมาเป็นซิงเกิ้ลของ GNR ในเดือนธันวาคม 1994 (ท่านผู้อ่านอาจจะหาฟังได้ในอัลบั้ม Greatest Hits ของวง) Slash นิยามว่าถ้าใครอยากฟังสภาพของวงที่กำลังจะล่มสลายก็ให้ฟังเพลงนี้ได้เลย (ถึงอย่างไร ผมก็ยังคิดว่านี่เป็นการ cover ที่ยอดเยี่ยมของวงอยู่ดี)



กุมภาพันธ์ 1995 อัลบั้ม It’s Five O’Clock Somewhere ของ Slash’s Snakepit ออกวางตลาด Gilby, Duff และ Matt มาร่วมเล่นด้วย Geffen ยังอยากให้ GNR กลับเข้าห้องอัดอีกครั้งเพื่อรักษาชื่อวงเอาไว้ ในปีนี้พวกเขาเข้าห้องอัดกันที่ The Complex กันไม่กี่ครั้ง และแต่ละครั้ง Axl ไม่โผล่หัวมาจนกระทั่งตีสอง กลางปีโรสหมดเวลาส่วนหนึ่งไปกับการขึ้นศาลกับคดีกับสองคนรักเก่าจนต้องตกลงกันนอกศาลในที่สุด สิงหาคม 1995 โรสประกาศลาออกจากวงและจะเอาชื่อวงไปใช้ต่อ? ก่อนหน้านี้มีการยื่นสัญญาบางอย่างให้ Slash และ Duff เซ็น ซึ่งทั้งสองรับไม่ได้ ด้วยความเซ็งระอาเต็มทนทั้งคู่จึงยอมเซ็นยกวงให้โรสไป fast forward ไปถึงเดือนกันยายน 1996 งานทุกอย่างของ GNR หยุดนิ่ง ตุลาคม Slash ประกาศออกจากวงเป็นทางการ เขากับโรสนัดเจอกันลับๆอีกครั้ง โรสเล่าแผนการณ์ที่เขาวางไว้กับอนาคตของวงให้ฟัง ซึ่งทั้งหมด Slash คิดว่ามันตลกสิ้นดี






1997 Todd Sullivan นักบริหารจัดการมือดีถูกส่งเข้ามาเพื่อจัดการกับโรสให้เข้าที่เข้าทาง เขาส่งซีดีหลายแผ่นที่มีโปรดิวเซอร์ต่างๆกันเพื่อให้โรสได้ลองเลือกเผื่อจะถูกใจ โรสโยนแผ่นทั้งหมดทิ้งและขับรถทับแหลกละเอียดโดยไม่ได้ฟังซักแผ่น Todd ได้นั่งคุยกับโรสในเวลาต่อมา และนักร้องเจ้าอารมณ์ได้เปิด demo บางส่วนให้ฟัง Todd ตั้งใจฟังอย่างดีและแนะนำให้โรสโฟกัสกับงานและทำเพลงให้เสร็จเป็นเพลงๆไป โรสจ้องตากลับและทวนประโยคของ Todd ใส่หน้า ไม่นานหลังจากนั้น Todd ก็ได้รับโทรศัพท์ว่าเขาไม่ได้ทำงานกับ GNR อีกต่อไป Moby คือรายต่อไปที่ก้าวเข้าสู่ production ของ Chinese Democracy (ตอนนั้นเริ่มใช้ชื่อนี้แล้ว) Moby มืชื่อในด้าน techno-sound production ที่โรสหวังจะใช้มันในอัลบั้ม แต่ Moby ก็อยู่ได้ไม่นาน เขาคิดว่าโรสมีปัญหาด้านสภาพจิตและยังคิดว่า Chinese… อาจจะไม่มีวันได้ออกเลยด้วยซ้ำ สิงหาคม 1997 Duff ประกาศลาออกจากวงอย่างเป็นทางการ

1998 GNR ยุคใหม่เริ่มต้นทำงานที่ห้องอัด The Rumbo Sound Matt Sorum มือกลองถูกเชิญออกและแทนที่ด้วย Josh Freese, Robin Finck อดีต Nine Inch Nails มาแทนที่ Slash, Duff มีตัวแทนชื่อ Tommy Stinson อดีต The Replacements ส่วน Dizzy Reed กับ Paul Huge ยังอยู่รอดต่อไป

Youth (Martin Glover) ผู้เคยทำงานกับ U2 คือโปรดิวเซอร์รายต่อไป Geffen อยากได้งานใหม่จาก GNR ใจจะขาด และให้รางวัลล่อใจโรสหลายอย่างรวมทั้งเงินล้านเหรียญฟรีๆถ้าอัลบั้มเสร็จทันมีนาคม 1999 แต่ดูเหมือนไม่มีอะไรดึงโรสมาเข้าห้องอัด Rumbo ได้ เขายังเก็บตัวเงียบอยู่ที่บ้านใน Latigo Canyan Youth ตระหนักว่างานไม่เดินแน่ๆเขาลาออกไป Sean Bevan ผู้เคยโปรดิวซ์ให้ Nine Inch Nails และ Marilyn Manson คือรายต่อไป เริ่มมีความกดดันอย่างหนักใน Geffen Records กับอัลบั้มที่ใช้เงินไปหลายล้านแต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้กำหนดคลอด แต่ปี 1988 ก็ผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกปี

มกราคม 1999 เริ่มมีการเตรียมบทเพลงสำหรับอัลบั้มแสดงสดของ Guns N’ Roses เพื่อกอบกู้สถานการณ์ และลดความกดดันให้โรส มีนาคม 1999 เส้นตายของ Chinese Democracy ผ่านไปโดยไม่มีใครตื่นเต้นอะไร แต่แล้วเพลงใหม่ล่าสุดของวงในรอบแปดปี Oh My God ก็โผล่ขึ้นมาในหนังเรื่อง End Of Days ด้วยซาวนด์ industrial จ๋าๆ แม้ว่าเพลงจะไม่เป็นที่ประทับใจกับใครเอาเสียเลย แต่มันก็เป็นการปลุกกระแส Chinese Democracy ขึ้นมาอีกครั้ง ปลายปีโรสเล่นเพลงใน Chinese…12 เพลงให้นิตยสาร Rolling Stone ฟังเล่นๆ RS เผยว่าอัลบั้มน่าจะออกวางขายได้ในปี 2000 พ.ย. 1999 Live Era 87-93 ออกวางจำหน่าย ยอดขายไปได้ไม่ดีนัก และตัวงานก็ออกมาน่าผิดหวัง
ก้าวสู่ทศวรรษใหม่ Sean Bevan ถอนตัวจากโปรเจ็ค Roy Thomas Baker อดีตโปรดิวเซอร์ผู้ยิ่งใหญ่ของ Queen ก้าวเข้ามาแทน พร้อมกับสมาชิกใหม่ Brian Mantia (กลอง) และ มือกีต้าร์ล้ำยุค Buckethead ผู้มักสวมใส่หน้ากากไร้อารมณ์สีขาวและหมวกที่เป็น KFC Bucket โรสสั่งให้บันทึกเสียงเพลงทั้งหมดใหม่อีกครั้งด้วยทีมงานชุดใหม่ มิ.ย. 2000 โรสขึ้นเวทีกับ Gilby Clarke ที่ Cathouse ท่ามกลางความตื่นตะลึงของแฟนๆ วันสุดท้ายของปี 2000 GNR เล่นที่ Houses Of Blues ใน Las Vegas นำทีมโดยโรส Buckethead, Finck ทางวงดูจะ active มากในช่วงนี้ มกราคม 2001 พวกเขาเล่นต่อหน้าคนดูสองแสนคนที่บราซิลในงาน Rock In Rio III และตามมาด้วยแผนการทัวร์ยุโรป แต่ในที่สุดก็มีการยกเลิกไปโดยไม่มีการแจงเหตุผลใดๆ

Tom Zutaut นักบริหารผู้เป็นคนเดียวที่เคยจัดการให้วงเข็นอัลบั้มออกมาได้สำเร็จตั้งแต่ยุค Appetite, Use Your Illusion กลับเข้ามารับงานอีกครั้ง Tom ทำให้งานเดินไปได้ดีพอสมควร Buckethead เริ่มมีปัญหากับวงด้วยความเพี้ยนที่ไม่น้อยไปกว่าโรส เขาต้องมีกรงส่วนตัวในห้องอัด (ในบางอารมณ์เขามีความเชื่อว่าตัวเองเป็นไก่..!!!??) และ Buckethead จะมีความสุขมากถ้าได้ชมหนัง porn สักเรื่องสองเรื่องก่อนบันทึกเสียงโซโล ซึ่งโรสไม่ขำไปด้วยกับพฤติกรรมเหล่านี้ คริสต์มาส 2001 ทั้ง Tom และ Roy Thomas ก็หลุดจากวงโคจรไปเช่นกัน ปลายเดือนธันวา 2001 GNR เล่นสองโชว์ส่งท้ายที่ Las Vegas Slash และภรรยาคนใหม่พยายามจะเข้าไปชม แต่ถูกการ์ดตะเพิด เพราะกลัวว่าจะทำให้โรสเสียสมาธิในการแสดง

โรสเริ่มต้นปี 2002 โดยการให้ทางวงบันทึกเสียงเพลงทั้งหมดใหม่อีกครั้ง Richard Fortus เข้ามาแทน Paul Huge ช่วงฤดูร้อนพวกเขาทัวร์ญี่ปุ่นและยุโรป ตั๋วขายหมดและโชว์ก็ได้รับการชื่นชมเป็นอย่างดี 29 สิงหาคม พวกเขาไปโผล่อย่างไม่มีใครคาดคิดในงาน MTV Music Video Awards เล่นเพลง Welcome To The Jungle, Madagascar และปิดท้ายอย่างเมามันด้วย Paradise City พ.ย. พวกเขาออกทัวร์อเมริกาเหนือเป็นครั้งแรกในรอบสิบปี แม้จะเริ่มต้นไม่ดีนักในแวนคูเวอร์เพราะโรสเครื่องบินเสียทำให้มาไม่ทันต้องเลื่อนโชว์แต่โชว์อื่นๆในเดือนนั้นก็ไปได้ค่อนข้างดี 5 ธันวาคม พวกเขาแสดงอย่างยิ่งใหญ๋ที่ Madison Square Garden แต่วันต่อมาก็เกิดเรื่องอีก ทางวงมีโปรแกรมแสดงที่ฟิลาเดลเฟียแต่โรสติดดูเบสบอลทางทีวีอยู่ที่โรงแรมในแมนฮัตตัน มีการประกาศงดการแสดงตอนห้าทุ่ม เกิดจลาจลในหมู่คนดูผู้เดือดดาล โปรโมเตอร์ประกาศเลิกทัวร์ทั้งหมดที่เหลืออยู่

2003 Geffen บอกโรสว่าจะออกอัลบั้ม Greatest Hits แต่โรสไม่ต้องการและสัญญาว่าจะออกอัลบั้มใหม่ให้ได้ในปีนี้ แต่จนแล้วจนรอดปีนั้นก็ผ่านไปโดยไม่มีอะไรเหมือนเคย

2004 กุมภาพันธ์ Buckethead ลาออก และเดือนต่อมา Geffen ก็ปล่อย Greatest Hits ออกมาจนได้ ไม่น่าเชื่อว่ามันขายดีเป็นเทน้ำเทท่าถึงสองล้านแผ่นอย่างรวดเร็วและขึ้นอันดับ 1 ในอังกฤษ Contraband อัลบั้มแรกของ Velvet Revolver ที่มีสมาชิกชื่อ Slash, Duff และ Matt Sorum โดยมี Scott Weiland อดีต Stone Temple Pilots ร้องนำออกวางตลาด

2005 Mark Mercuriades แห่ง Sanctuary Records กลายมาเป็นผู้จัดการวง GNR พ.ค..GNR เปิดการแสดงในสถานที่ระดับโรงภาพยนตร์ในนิวยอร์คเป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยเล่นเพลงเก่าๆเป็นหลัก นักวิจารณ์และแฟนๆชื่นชม ต้นปี 2006 เริ่มมีการรั่วไหลของเพลงจาก Chinese.. ทาง Internet สถานีวิทยุเริ่มเปิดแทร็ค I.R.S. ที่ได้จากการดาวน์โหลด ก่อนที่ทางวงจะออกมาระงับ

Slash ดอดไปเยี่ยมบ้าน Axl ในคืนวันหนึ่ง โรสออกมาประกาศว่า Slash ยอมรับว่าที่โรสเคยวาดฝันเอาไว้เมื่อวันวานนั้นเขาพูดถูกทุกอย่าง พ.ค. 2006 GNR เล่นโชว์อุ่นเครื่องในนิวยอร์คก่อน World Tour ในคืนแรกของการโชว์นี้ Izzy Stradlin’ อดีตมือกีต้าร์ยุคแรกของวงขึ้นเวทีท่ามกลางความประหลาดใจของทุกคน รวมทั้งตัวเขาเอง แฟนๆกรี้ดกันไม่หยุด แฟนๆแอบเห็น Izzy น้ำตาซึมขณะที่วงเริ่มเพลง It’s So Easy มิ.ย. 2006 หลังการแสดงที่สต็อกโฮล์ม โรสเมาแอ๋กลับโรงแรมตอนตีสามและมีเรื่องตะโกนด่าทอกับหญิงสาวคนหนึ่งจนร.ป.ภ. ต้องมาห้าม โรสตอบโต้ด้วยการฟาดกระจกแตกและกัดขาร.ป.ภ.ผู้โชคร้าย...โปรดฟังอีกครั้ง... “กัด” โรสถูกตำรวจลากเข้าคุกและถูกปรับไป 5,000 เหรียญสหรัฐฯ

กันยายน 2006 หลังโชว์ที่ San Bernardino โรสจัดปาร์ตี้ที่บ้านใน Malibu และเปิดเพลงใน Chinese… ให้แขกเหรื่อฟังเต็มๆ โรสคุยว่า Andy Wallace ผู้เคยมิกซ์อัลบั้ม Nevermind ให้ Nirvana กำลังมิกซ์ Chinese… อยู่ ผู้จัดการวง Merck Mercuriades รีบออกมาเสนอหน้าว่าอัลบั้มจะออกมาตอนปลายปี 2006 เดือนต่อมาโรสประกาศว่าเป็น Merck เองที่ต้องออก ส่วน Chinese… ยังอยู่ในกรุต่อไป ปลายปีนั้น Tower Records ปิดตัวลง เพราะเด็กๆไม่ซื้อซีดีกันอีกต่อไป โรสเองก็รู้สึกหวั่นใจว่าจะมีใครซื้อ Chinese… หรือไม่ เขายังออกมากล่าวเป็นนัยๆว่าอัลบั้มอาจจะออกในเดือนมีนาคม 2007 แต่แน่นอนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น พ.ค. 2007 มีแทร็คหลุดออกมาอีก ส่วนมากจะเป็นการ remix จากเพลงที่หลุดมาก่อนหน้านี้ ฤดูร้อนปีนั้น โรสเปลี่ยนบรรยากาศไปบันทึกเสียงร้องร่วมกับเพื่อนรัก Sebastian Bach ในงาน Solo ของฝ่ายหลัง Angel Down สามแทร็คในอัลบั้มนี้ที่โรสร่วมร้องเป็นการบันทึกเสียงครั้งแรกของเขาที่ออกมาในรอบหลายปี

มีนาคม 2008 โซดา Dr. Pepper ออกมาประกาศว่าจะแจกโซดาฟรีให้ทุกคนในอเมริกาถ้า Chinese… ออกมาก่อนสิ้นปี 2008 Spring 2008 Scott Weiland ออกจาก Velvet Revolver เกิดข่าวลือว่าโรสอาจจะมาแทนที่ มิ.ย. 2008 เก้าเพลงใน Chinese… หลุดออกมาอีก แฟนๆเริ่มมั่นใจว่าอัลบั้มน่าจะใกล้เสร็จจริงๆแล้ว วิทยุเริ่มเปิดเพลงเหล่านี้ ก่อนที่ทีมงานของวงจะออกมาสกัดอย่างดุดัน สิงหาคม Shackler’s Revenge แทร็คหนึ่งใน Chinese… มีชื่ออยู่ในซาวนด์แทร็คของเกม Rockband 2 ที่จะออกในเดือนกันยายน ตุลาคม 2008 Geffen ประกาศอย่างเป็นทางการว่า Chinese Democracy จะออกวางขายในวันที่ 23 พ.ย. 2008 โดยมีทั้งซีดี ไวนีล และดาวน์โหลด ซิงเกิ้ลแรกคือไทเทิลแทร็ค ตามด้วย ‘Better’

11 พ.ย. 2008 David Fricke แห่ง นิตยสารดนตรีชื่อดัง Rolling Stone เป็นเจ้าแรกที่รีวิว Chinese… โดยบรรยายว่ามันเป็นอัลบั้มร็อคที่ “ยิ่งใหญ่ ห้าวหาญ หลากหลาย และไม่ประนีประนอม....”

Sunday, 22 February 2009

The Fireman : Electric Arguments



The Fireman : Electric Arguments (2008) ***1/2




In Penny Lane the barber shaves another customer,We see the banker sitting waiting for a trim.And then the fireman rushes inFrom the pouring rain, very strange.

ท่อนหนึ่งจากบทเพลงอมตะของ The Beatles ในปี 1967 ‘Penny Lane’ จากการประพันธ์ของ Paul McCartney แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่าชื่อวงที่เป็น side project ของ Paul นี้จะมาจากบทเพลงนี้ Fireman ผู้พรวดพราดจากสายฝนตัวเปียกโชกเข้ามาในร้านตัดผม มันช่างเป็นภาพที่พิลึกยิ่งในสายตาของเด็กน้อยลิเวอร์พูล

Paul ขึ้นชื่อว่าเป็น workaholic ตัวยง ทำงานในชื่อของตัวเองแล้วยังแรงเหลือ ต้องหาเรื่องเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนแซ่ทำงานแฝงเป็นนอมินีให้ตัวเองอยู่บ่อยๆตั้งแต่สมัยอยู่กับ Beatles แล้ว บางครั้งเขาก็ทำเพื่อวัดใจแฟนๆว่าถ้าไม่ใช้ชื่อเสียงของความเป็น Paul McCartney แล้วยังจะรักพอลน้อยเหมือนเดิมหรือไม่ และบางทีเขาก็ใช้ชื่อแฝงเพื่อให้อิสรภาพทางศิลปะแก่ตัวเอง เหมือนกับตอนที่สมมติว่าวง The Beatles กลายไปเป็น Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band อันที่จริงมันก็คือการเล่นกับจิตใจของตัวเองมากกว่า เพราะใครๆก็ทราบว่า Sgt. Pepper คือ Beatles และ Paul McCartney ก็คือ The Fireman

Fireman project เริ่มขึ้นมาเมื่อ 15 ปีก่อน Paul กับ ‘Youth’ (ชื่อจริง Martin Glover) อดีตมือเบสวง Killing Joke และโปรดิวเซอร์ชื่อดังจับมือร่วมกันทำงาน ambience dance music ออกมาสองอัลบั้มคือ Strawberries Oceans Ships Forest (1993) และ Rushes (1998) ดูเหมือนจะเป็นงานอดิเรกยามว่างของอดีตสี่เต่าทองคนนี้มากกว่าที่จะหวังเงินหรือกล่องจากโปรเจ็คนี้ ดนตรีส่วนใหญ่ของ Fireman เป็น electronic dance music ที่ปราศจากเสียงร้องของ Paul ขนาดแฟนพันธุ์แท้จริงๆของเขาก็ยังแค่หาอัลบั้มเหล่านี้มาเก็บไว้ให้ครบๆเฉยๆ

แต่ Electric Arguments มันต่างออกไปจากสองอัลบั้มแรกของ Fireman มันยืนอยู่ระหว่างงาน solo ในนามของ Paul และผลงานแบบเดิมของ Fireman โดยออกจะเอียงไปทางงานโซโลของ Paul มากกว่า ชนิดที่ถ้าจะออกมาในนามของ Paul McCartney ก็ไม่น่าจะแปลกอะไรนัก บทเพลงเกือบทั้งหมดใน Electric Arguments มีเนื้อร้องและ “เป็นเพลง” มากกว่างานเดิมของ Fireman แต่สีสันของ ambience dance จากฝีมือของ Youth ก็ยังสาดกระจายไปทั่วอัลบั้มโดยเฉพาะใน 3 เพลงสุดท้าย

หลังจากได้รับคำชมไปอื้อซ่าและยอดขายก็น่ารักในอัลบั้ม Memory Almost Full (2007) Paul เริ่มได้ไอเดียจะกลับไปทำงานกับ Youth อีกครั้ง แต่เขาไม่มีเพลงในมือเลย การทำงานใน Electric Arguments จึงออกมาแบบประหลาดๆ แต่ละเพลงทำเสร็จในวันเดียวตั้งแต่แต่งเพลงจนบันทึกเสียงเสร็จเรียบร้อย และใช้เวลาประมาณ 1 ปี สำหรับ 13 เพลง (หมายถึง 1เพลง/1วัน แต่ไม่ได้ทำต่อเนื่องกันทุกวัน) ในอัลบั้มนี้ Paul เองก็ยอมรับว่าเนื้อเพลงในอัลบั้มส่วนใหญ่เป็นการด้นสดๆในห้องอัด (ad-lib) เป็นการทำงานที่ตรงข้ามกับการขัดเกลาอย่างสุดละเมียดอย่างที่เขาเคยทำไว้กับ Nigel Godrich ใน Chaos and Creation….

และนี่คืองานที่ Paul ทำอย่างสบายใจไร้ข้อจำกัดใดๆทั้งในด้านสไตล์ ความยาวของเพลง รวมทั้งความกังวลในยอดขายและชื่อเสียง เป็นงานที่ท้าทายที่สุดของเขานับตั้งแต่อัลบั้ม McCartney II ในปี 1980

ด้วยการทำงานในแบบ happening art เยี่ยงนี้ ทำให้ดนตรีใน Electric Arguments หลากหลายและไปคนละทิศละทางพอสมควร เปิดตัวด้วยบลูส์ร็อคในสาย Led Zeppelin ‘Nothing Too Much Just Out Of Sight’*** ที่นำไปเปิดต่อจาก ‘Nod Your Head’ เพลงสุดท้ายในอัลบั้มก่อนของ Paul ได้สบายๆ ‘Highway’**** เป็นอีกแทร็คเดียวในอัลบั้มที่เป็นร็อคหนักๆ ‘Two Magpies’ อคูสคิกพิคกิ้งแบบ Jenny Wren หรือ Blackbird ‘Sun Is Shining’***** น่าจะเป็น Paul ในแบบ Beatles ที่สุดในอัลบั้ม ทั้งเนื้อหาและท่วงทำนองสดใสในแบบเดียวกับ Good Day Sunshine ใน Revolver แถมด้วยทางเดินเบสในแบบบรมเทพของ Paul ‘Sing The Changes’**** Youth อาจจะใช้ประสบการณ์ที่เคยทำงานให้กับ U2 มาใช้ เจิดจ้า ฮึกเหิม และไพเราะ

แทร็คที่เหลือน่าจะเรียกได้ว่าเป็นการทดลองกับแนวที่ไม่ใช่สิ่งที่แฟนคุ้นเคยอันอาจจะเป็นสาเหตุที่ Paul ไม่อยากออกงานนี้ในนามตัวเอง ‘Traveling Light’*** Paul ร้องเสียงทุ้มลึกแบบ Johnny Cash ‘Light From Your Lighthouse’*** เล่นกับเสียงประสานในแบบ Cash อีกครั้งโดย blend ไปกับเสียง Falsetto ในแบบ Paul เองทั้งเพลง ‘Dance ‘Till We’re High’*****คือ Dance Tonight ภาคสวรรค์ ผสมผสานแนว New Age, Ambient และ Gospel เข้ากับเมโลดิกป๊อบแบบพอลๆและซาวนด์ในแบบ Wall Of Sound ของ Phil Spectorได้อย่างน่าทึ่ง ‘Lifelong Passion’***, ‘Is This Love?’*** กระโดดไปในทางของ Indian & Celtic Music ‘Lovers In A Dream’***, ‘Universal Here, Everlasting Now’*** คล้าย Fireman ในสองอัลบั้มแรก เพลงเหล่านี้ทำให้เราระลึกได้ว่านี่คืองานของ Fireman ไม่ใช่ Paul McCartney และ Youth ก็น่าจะมีความสำคัญไม่น้อยในสุ้มเสียงที่ออกมา

‘Don’t Stop Running’ ***เพลงสุดท้าย Paul อาจจะเตือนตัวเองไม่ให้หยุดนิ่งและวิ่งต่อไป ดูเหมือนจะเป็นการมองโลกในอีกมุมหนึ่งไม่เหมือนคนชราผู้สิ้นหวังอย่างใน Memory Almost Full นี่คือนักดนตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ในวัย 66 ปีกับผลงานดนตรีที่แปลกใหม่และสร้างสรรค์อีกครั้งหนึ่ง มันอาจจะไม่เหมาะสำหรับแฟนเพลงที่ต้องการแค่เพลงเพราะๆและสไตล์ที่คาดเดาได้จาก Paul แต่ผู้ที่ต้องการความท้าทายและอะไรที่ไม่คุ้นหู ความหาญกล้าอย่างในยุค White Album และงาน solo ยุคแรก นี่คืออัลบั้มที่คุณจะฟังแล้วฟังอีกได้นานเท่านาน

Keane-Perfect Symmetry


KEANE Perfect Symmetry ***

“Everybody’s changing and I don’t feel the same” Tom Chaplin นักร้องนำวง Keane ร้องไว้ในเพลงดังเพลงหนึ่งของพวกเขาจากอัลบั้ม Hopes And Fears (2004) งานเปิดตัวที่ทำให้พวกเขาเป็นหนึ่งในวง Britpop ที่น่าจับตามองที่สุดวงหนึ่งหลัง Coldplay 4 ปีต่อมา CHANGE ก็เป็นความจำเป็นสำหรับวงทริโอจาก East Sussex วงนี้ พอๆกับคนอเมริกันต้องการความเปลี่ยนแปลงจากประธานาธิบดีคนใหม่ Barack Obama

Keane สร้างชื่อขึ้นมาจากการเป็นวงป๊อบร็อคที่ไร้เสียงกีต้าร์ มีสมาชิกแค่สามคน นอกจาก Tom นักร้องเสียงสวรรค์แล้วก็มี Tim Rice-Oxley เล่นคีย์บอร์ดและเบส และ Richard Hughes กลอง พวกเขาเคยมีมือกีต้าร์ประจำวงมาก่อนชื่อ Dominic Scott แต่เขาลาออกจากวงไปก่อนที่จะประสบความสำเร็จ การหายไปของเสียงกีต้าร์ไม่ได้สร้างปัญหาให้วง แต่กลับกลายเป็นการสร้างเอกลักษณ์และสุ้มเสียงที่แตกต่างจากวง Britpop ทั่วไปที่ร้อยทั้งร้อยมักจะมีเสียงกีต้าร์นำหน้ามาก่อน Tim และ Tom รู้จักกันมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ ...แม่ของทั้งสองเป็นเพื่อนกัน Tim แต่งเนื้อร้องและดนตรีส่วนใหญ่ แต่เสียงของ Tom ก็เป็นส่วนสำคัญไม่น้อยกว่ากัน (พวกเขายังเคยหยอกเย้ากันเองว่า เสียงร้องของ Tom นั้น “เทพ” ขนาด เปลี่ยน shit ให้เป็น hit ได้เสมอ) Tom Chaplin คือเสียงของโบโน ....ที่เคลือบช็อคโกแล็ตไว้บางๆ

Hopes And Fears กลายเป็นงานที่ประสบความสำเร็จในทุกๆด้าน มันเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดเป็นอันดับสองของอังกฤษในปีนั้น และยอดขายทั่วโลกเกือบหกล้านแผ่น ด้าน “กล่อง” พวกเขาก็ได้รางวัล Best British Album ในปี 2005 จากงาน Brit Awards ทุกอย่างดูสดใสสำหรับหนุ่มหน้าใสทั้งสามคน แต่แล้ว Tom ก็เจอภาวะร็อคสตาร์ใจแตกเข้าให้เต็มเปา เขาหลุดเข้าไปในบ่วงของแอลกอฮอล์และยาเสพติดอย่างแทบถอนตัวไม่ขึ้น ในระหว่างการทัวร์เพื่อสนับสนุนอัลบั้มที่สอง Under The Iron Sea (2006) Tom ออกมาประกาศยอมรับว่าเขาต้องเข้ารับการบำบัดเสียแล้วและต้องระงับการทัวร์ไปในหลายประเทศ ข่าวดีคือ Tom ไม่เหมือนกับขี้ยาซุปเปอร์สตาร์ Pete Doherty และ Amy Winehouse เขาเอาชนะใจตัวเองได้เด็ดขาด ปัจจุบันเขาคือ Chaplin คนใหม่ที่สดใสไร้ยา วิ่งวันละ 5 ไมล์ทุกวัน

มีร่องรอยว่า Keane เริ่มแสวงหาความเปลี่ยนแปลงมาแล้วตั้งแต่อัลบั้มที่สอง โดยเฉพาะในซิงเกิ้ล Is It Any Wonder? ที่ฟังแล้วคิดถึง U2 ในยุค Achtung Baby ด้วยเสียงซินเธอะไซเซอร์ที่ดังสนั่นและบิดเบี้ยวจนผิดธรรมชาติ แต่ภาพรวมของอัลบั้มก็ยังไม่ฉีกไปจาก Hopes… นัก เพลงที่เต็มไปด้วยท่วงทำนองไพเราะและฮึกเหิมในแบบ anthem เปียโนและคีย์บอร์ดยังเป็นตัวกำหนดทิศทางของดนตรี

สื่อหลายสำนักเรียก Keane ว่าเป็น New Coldplay จะถือเป็นคำยกย่องก็ได้ (บางคนอาจจะไม่ทราบว่าอดีตก่อน Tim จะตั้งวง Keane นาย Chris Martin แห่ง Coldplay เคยออกปากชักชวน Tim มาเล่นคีย์บอร์ดให้ Coldplay มาแล้ว แต่ Tim ปฏิเสธไป) วินาทีนี้ถ้า Keane คิดจะวัดรอยเท้ากับ Coldplay การที่จะผูกมัดตัวเองกับการใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้นคงจะเป็นอุปสรรคในการขยายจินตนาการทางดนตรีไปเสียเปล่า ผมเห็นด้วยกับการที่ Keane หันหลังให้กับการประสมวงในแบบเดิมๆและเดินหน้าเข้าสู่ยุคใหม่เต็มตัวใน Perfect Symmetry

Viva La Vida ของ Coldplay ออกมาได้หลายเดือนแล้ว แม้จะไม่ถึงกับหยุดโลก แต่ก็ทำให้ทุกวงที่คิดจะเทียบชั้นต้องปาดเหงื่อ มันมีสุ้มเสียงที่หลากหลายแตกต่าง สร้างสรรค์แต่ไม่ยากที่จะเข้าถึง และยังไม่ทิ้งความเป็น Coldplay ไป จะว่าไปทาง Keane ก็ไม่เคยบอกว่าจะแข่งกับ Coldplay แต่ถ้าจะลองเปรียบเทียบกันแล้วก็น่าสนุก ขณะที่ Coldplay ฝากความหวังไว้เต็มที่กับปรมาจารย์โปรดิวเซอร์ Brian Eno Keane กลับโปรดิวซ์อัลบั้มกันเองเกือบทั้งหมด

อาวุธหลักของพวกเขาใน Perfect Symmetry คือการนั่งไทม์แมชชีนย้อนไปในยุค 80’s กับดนตรีซินธ์ป๊อบในแบบ A-Ha, Pet Shop Boys และร็อคหนักแน่นในแบบ Simple Minds บวกกับ White Soul Sound ของ David Bowie โดยมี Jon Brion (Fiona Apple, Rufus Wainwright) และ Stuart Price (Madonna) มาช่วยและร่วมโปรดิวซ์ในบางเพลง

นอกจาก Keane ยังอนุญาตให้เสียงกีต้าร์เข้ามาเพ่นพ่านในอัลบั้มได้เต็มตัวเป็นครั้งแรกแล้ว ก็ยังมีแนวร่วมเครี่องดนตรีชิ้นอื่นๆตามมาอีกหลายอย่าง เช่น violin, cello และ musical saw ในเพลงปิดอัลบั้ม Love Is The End, แซกโซโฟนใน Pretend That You’re Alone เสียงกีต้าร์ในอัลบั้มส่วนใหญ่จะเป็นฝีมือของ Tim และ Tom เอง

เหมือนเป็นการประกาศให้แฟนๆเตรียมพร้อม พวกเขาชิมลางด้วยการเปล่อยซิงเกิ้ล Spiralling ออกมาให้โหลดกันฟรีๆก่อนพักใหญ่ มันเป็นเพลงที่แตกต่างจาก Keane ในแบบเดิมๆเหมือน...สีเหลืองกับสีแดง จังหวะกระตุกกระชาก เสียงร้องเข้มข้น และดำเนินเรื่องด้วยเสียงซินเธอะไซเซอร์ฉูดฉาด เสียงประสานวู้..วู้...นั่นช่างฟังดูพิลึกพิลั่น และเหมือนกลัวประหลาดน้อยไป Tom ยังทำท่าจะ rap ในช่วงท้ายเพลงเสียอีก มันเป็นการเปิดตัวที่ทำให้แฟน Keane กลุ่มหนึ่งถึงกับวงแตกวิ่งกระเจิงพร้อมตะโกนทั้งน้ำตาว่าคงไม่มีโอกาสได้ฟัง Keane ในแบบเดิมๆอีกแล้ว

แต่เดี๋ยวก่อน...ฝรั่งเขาใช้คำว่า ‘grow on you’ สำหรับเพลงแบบนี้ เมื่อคุณให้เวลากับมัน Spiralling เป็นหนึ่งในเพลงที่ “งามพิศ” แล้วในที่สุดคุณจะอดไม่ได้ที่จะ วู้...วู้...ตามไปกับพวกเขาด้วย เพลงนี้ได้รางวัลเพลงแห่งปีจาก “Q” นิตยสารดนตรีที่ทรงอิทธิพลที่สุดของอังกฤษ (ขณะที่ Coldplay คว้ารางวัลอัลบั้ม และ best act in the world ไป)

10 เพลงที่เหลือในอัลบั้มกลับมีความเป็น Keane ในแบบเดิมๆมากกว่า Spiralling ซิงเกิ้ลที่สอง The Lovers Are Losing คือ Keane ในแบบที่แฟนๆรอคอย (จากการโหวตของแฟนๆใน keanethailand.com เพลงนี้ก็นำโลด) เวลาจะทำเพลงแบบนี้ pop sense ของพวกเขาหาใครกินยากจริงๆ Better Than This มีเสียงคีย์บอร์ดในแบบ Ashes To Ashes (เพลงดังในยุคต้น 80’s ของ David Bowie) ที่เหมือนเสียจนไม่แน่ใจว่าเป็นการ sampling หรือเปล่า Tom ร้องเสียงหลบ (falsetto) อย่างสนุกคลอไปด้วยเสียงปรบมือครื้นเครง

ริฟฟ์กีต้าร์เริ่มทำงานใน You Haven’t Told Me Anything ที่โปรดิวซ์โดย Jon Brion ส่วน Stuart Price ผู้เคยโปรดิวซ์อัลบั้มดิ้นสะบัด Confessions On The Dancefloor ให้ Madonna มาช่วยโปรดิวซ์ในเพลง Again and again และ Black Burning Heart ที่โครงสร้างคล้ายเพลงในยุคแรก เพียงแต่ประดับประดาด้วยซินฯหนาเปอะจนจำกันแทบไม่ได้

เพลงที่คุณควรจะใส่ใจกับเนื้อหาสักหน่อยคือไทเทิลแทร็ค ที่ดูจงใจจะให้ยิ่งใหญ่เป็น epic ว่าด้วยเรื่องของการพลีชีพในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ (สมัยนี้สื่อเขาเรียกว่า “ระเบิดฆ่าตัวตาย”) และทำลายฝ่ายตรงข้ามหรือการเลือกที่จะอยู่กับคนที่คุณรักและสร้างสิ่งดีงาม

Perfect Symmetry เป็นงานที่ไม่ค่อยจะสมดุลย์เหมือนชื่ออัลบั้มนัก เพลงที่โดดเด่นไหลลงมากองกันที่หน้าอัลบั้มเสียเกือบหมด ไม่ได้หมายความว่าเพลงที่เหลือจะแย่ ปัญหาอาจจะอยู่ที่การเรียงเพลง? แต่อัลบั้มคลาสสิกอย่าง Joshua Tree ก็มีลักษณะ front-loaded อย่างนี้เหมือนกัน ถ้าจะจับ Perfect Symmetryไปยืนแลกหมัดกับ Viva La Vida อาจจะสูสีในยกแรกๆแต่ยกหลังๆคงต้องยอมให้ Chris Martin เขาไปอีกระยะหนึ่งครับ แฟนเก่าๆอย่าเพิ่งถอดใจไปกับซิงเกิ้ลแรก แก่นแท้ความเป็น Keane เพราะๆของพวกเขายังอยู่ดีครับ เพียงแต่แต่งตัวใหม่สดใสเฟี้ยวฟ้าวขึ้นมาหน่อย และการที่เขานำซาวนด์แบบซินธ์ป๊อบ 80’s มาใช้ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเชยหรือย้อนยุคอะไร
(Deluxe edition จะมี demo ของทุกเพลงในอัลบั้มด้วยครับ ฟังแล้วก็ดิบๆและตลกดีเหมือนกัน)

Saturday, 21 February 2009

Jason Mraz | We Sing, We Dance, We Steal Things





















Jason Mraz
We Sing, We Dance, We Steal Things ***










เจสัน มราซ singer-songwriter ชาว Virginia เริ่มมีชื่อเสียงมาตั้งแต่ปี 2002 ด้วยอัลบั้ม Waiting For My Rocket To Come ที่มีซิงเกิ้ลฮิต Remedy (I Won’t Worry) ที่เขาแต่งร่วมกับทีมสุดยอดนักสร้างเพลงฮิตในยุคนั้น The Matrix แต่อัลบั้ม Mr.A-Z ในปี 2005 เจสันเป๋ไปนิดหน่อยกับการตอบรับที่ไม่ค่อยดีนักทั้งทางด้านยอดขายและเสียงวิจารณ์ โดยเฉพาะการเขียนเนื้อเพลงที่ถูกตำหนิว่าหมกมุ่นและคับแคบซ้ำซาก

การทิ้งช่วงจากอัลบั้มก่อนถึงสามปีในวงการป๊อบถือว่านานพอดู และพอจะคะเนได้ว่า น่าจะมีการยกเครื่องใหม่และยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนไป

เจสันเป็นแฟนของ Dave Matthews Band แต่เด็ก และอัลบั้มแรกของเขาก็ได้ John Alagia ที่เคยโปรดิวซ์ให้ DMB และ John Mayer มาก่อนมาดูแลการผลิตให้ จึงไม่น่าแปลกที่งานของเขาจะชวนให้นึกถึงสองศิลปินนั้น บางคนบอกว่าเขาคือ lite version ของMayer ผู้ซึ่งเป็น lite version ของ DMB อีกที!
แต่ในอัลบั้มที่สาม We Sing We Dance We Steal Things นี้ อาจจะได้นิยามใหม่ เพราะหลายเพลงเขามีสุ้มเสียงเหมือนแจ็ค จอห์นสัน ออน คาเฟอีน (ไม่ถึงขั้นแอมเฟตตามีน) แต่ที่ครื้นเครงเป็นที่สุดคือชุมนุมเครื่องเป่าทั้งแซ็กโซโฟน ทรัมเป็ต ทรัมโบน ฟลุต สร้างความคึกคักและซาวนด์แบบ 70’s funky ที่ไม่ได้ฟังกันมานานแล้ว

เจสันยังคงแต่งเพลงป๊อบได้เด็ดขาดเหมือนเดิม 12 แทร็คในอัลบั้มนี้ มีเพลงที่จะตัดเป็นซิงเกิ้ลฮิตได้ 5-6 เพลงเป็นอย่างน้อย แก่นของดนตรียังคงเป็นเสียงร้องของเขากับกีต้าร์โปร่งในแทบทุกเพลง
Make It Mine ****เริ่มต้นอย่างกระฉับกระแฉง เครื่องเป่าหนาแน่นชวนให้คิดถึงงานที่ควินซี่ โจนส์ทำให้กับไมเคิล แจ็คสัน โซโลทรอมโบนกลางเพลงเก๋ซะไม่มี จะหาเพลงป๊อบยุคนี้ได้ที่ไหนที่เอาเครื่องดนตรีนี้มาโชว์? เนื้อเพลงเหมือนบอกนัยยะของงานนี้ หรืออาจจะเป็นแค่เพลงรักธรรมดา?

I'm Yours*** เร็กเก้สายลมแสงแดด ขายความไพเราะล้วนๆ ซิงเกิ้ลแรก นี่คือ แจ็ค จอห์นสันที่ไม่สนใจภาวะโลกร้อน เพราะกำลังอินเลิฟสุดชีวิต (So, I won't hesitate no more, no more, it cannot wait I'm sure there's no need to complicate our time is short this is our fate, i'm yours) เพลงนี้เจสันนำมาเล่นในการแสดงของเขาอยู่หลายปีแล้ว ก่อนที่จะนำมาบันทึกเสียงในที่สุด

Lucky** ร้องคู่กับ Colbie Caillat คนชอบเพลงคู่แบบหวานจัด (น้ำตาลสี่ก้อน) คงถูกใจ แต่สำหรับผมมันออกจะเลี่ยนเกินไปหน่อยแล้ว แต่ Jason ไม่ปล่อยให้อ้อยสร้อยนาน งานกลับมาคึกคักเต็มที่กับ Butterfly**** ที่มีเนื้อหาเซ็กซี่ที่สุด (หรืออาจจะเกินไปด้วยซ้ำ) (…..And you make my slacks a little tight, you may unfasten them if you like That’s if you crash and spend the night….) เครื่องเป่าเร่งเครื่องกว่าเดิม ถ้าเสียงร้องของเจสัน"ดำ"กว่านี้อีกนิด กลายเป็นเพลงของ Earth, Wind & Fire ได้สบายๆ ก่อนฟังลองทายเล่นๆสิครับว่า Butterfly ของ เจสันคืออะไร?

หลังจากนั้นโมเมนตัมของงานดูจะช้าลง กับเพลงที่ได้รับอิทธิพลจากงานแบบ spiritual อย่าง Live High**** คอรัสกระหึ่มท้ายเพลงอาจจะเป็นสูตรสำเร็จรูปอันน่าละอาย แต่มันก็ได้ผลเสมอ, Love For A Child*** (มุมมองของเด็กบ้านแตก) หรือ Details In The Fabric** อคูสติกบัลลาดที่ได้ James Morrison มาช่วยร้อง เกือบขโมยซีนไปเหมือนกัน เพลงจะดีกว่านี้ถ้าลดความยาวลงซักนาที
Mraz ได้มีโอกาสร้องกึ่งแร็ปด้วยคำร้องถี่ยิบอย่างที่เขาชอบทำในงานเก่าๆใน The Dynamo Of Volition***

จบด้วยบัลลาดยาวเกือบหกนาที A Beautiful Mess ****เจสันเล่นกีต้าร์โปร่ง ไวโอลิน ไวโอลา เชลโลเคลียคลอ ค่อยๆให้เวลากับมันจนจบนะครับ คุณจะเห็นด้วยกับผมว่าเพลงนี้เจสันถอดหัวใจร้องจริงๆ ฟังแล้วคุณจะคิดถึง Elton John ยุคก่อนผ่าคอ หรือ Paul McCartney ที่ทำกับ Nigel Godrich ก็ไม่แปลกอะไร
ถ้าคุณคิดว่างานใหม่ของ Jack Johnson นั้นชวนนิทราเกินไป หรือรำคาญการโซโลกีต้าร์บลูส์ของ John Mayer แต่ก็ไม่อยากรับอะไรที่วุ่นวายอย่างงานของ Dave Matthews นี่คืองานที่น่าจะถูกใจคุณครับ และ We Sing… น่าจะเป็นงานที่ทำให้เจสันได้รับชื่อเสียงสมกับฝีมือของเขาเสียที

(หมายเหตุ-ก่อนหน้าจะออกซีดีชุดนี้ เจสันออกอีพีในชื่อ We Sing, We Dance และ We Steal Things ออกมาสามแผ่น ซึ่งจะมีเพลงหลายเพลงในซีดีนี้ในเวอร์ชั่นอคูสติก แผ่นอีพีอาจจะหายากสักหน่อยแล้ว เพราะทำจำหน่ายในวงแคบ แต่ถ้าจะหาโหลดคงไม่ .....ยาก)

Friday, 20 February 2009

Madonna Hard Candy


“Raw Sugar.”

Madonna Hard Candy (WARNER BROS.) ****





ผมโตและ...สูงวัยมาพร้อมๆกับเธอ บางคนบอกว่าเธอคือจีเนียสไอคิวติดเพดาน ผมเชื่อแฮะ การที่จะเป็นควีนออฟป๊อบมาได้นานขนาดนี้นั้นมันต้องใช้สมองขนาดเบ้งทีเดียวล่ะ ก็เธอไม่ใช่นักร้องเลิศเลออะไร การแต่งเพลงก็ไม่ได้โดดเด่น เอาล่ะ มาดอนนามักจะมีความฮ็อตอยู่เสมอไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่จุดแกร่งที่สุดของเธออยู่ที่เธอรู้เสมอว่าทำอย่างไรถึงจะดัง และเธอก็มักจะทำไอ้อย่างไรนั้นได้เสมอ Hard Candy อาจจะน่าเบื่อและเป็นสูตรสำเร็จ แต่ขณะเดียวกันนั่นก็แปลว่ามันจะเข้าถึงผู้คนและขายดีเป็นขนมหวานหน้าโรงเรียน อัลบั้มล่าสุดของเธอ Confessions On The Dance Floor เรียกชื่อเสียงกลับมาได้แต่ยอดขายในอเมริกากลับไม่กระฉูด ว่ากันว่าคนอเมริกันไม่ชอบเพลงเต้นแบบไหลลื่นอย่างนั้น คราวนี้เธอเลยไม่เอาแล้ว เพราะอเมริกาก็ยังเป็นเป้าหมายหลักของศิลปินระดับเธออยู่ดี “ใครจะมาทำอัลบั้มใหม่ให้ฉัน และทำให้คนอเมริกันทั้งประเทศรักและซื้อมัน?” ราชินีป๊อบถาม และลิ่วล้อก็ระล่ำระลักตอบกันว่า ดับเบิลทิม(บาแลนด์ บาเลค) ฟาเรลล์ สิครับ และถ้าจะให้เก๋ ก็ต้องเชิญท่านคันเย่มาบ่นซักเพลงด้วย “ดีมาก ไปเอามาให้หมดนั่นแหละ” เดอะควีนบัญชา

แล้วอิมเมจของงานนี้ล่ะ? ไม่แล้ว เธอรู้แล้วว่าเธอไม่อาจแต่งเป็นทหารอย่างใน American Life อีกได้ นั่นย่อมเป็นจุดต่ำสุดในชีวิตการงานของเธออย่างไม่ต้องสงสัย
คุณจะไม่ได้เห็นเธอในชุดแนบเนื้อสีหวานอย่างใน Confessions อีกเช่นกัน ลุคงวดนี้ของเจ๊ต้องดิบและแกร่งขึ้น สีต้องดำเท่านั้น บวกกับบู๊ตยาวส้นสูงปรี้ดและเครื่องประดับแบบพอร์นๆ เธอจะ 50 อยู่แล้ว แต่ก็ยังเชื่อมั่นในเซ็กซ์แอพพีลของตนเต็มเหนี่ยว งานนี้มันเกี่ยวกับความใคร่กระสันหา ความเชื่อมั่น และเฟเมนิสต์ แฟนหนุ่มสาวและชาวเกย์ทั่วโลกของเธอต้องรักงานนี้หัวปักหัวปำว่างั้นสิ

คุณไม่ควรฟังอัลบั้มนี้จากหูฟังจิ๋วๆของไอพ็อดหรือลำโพงคอมราคาประหยัด Hard Candy สมควรจะได้แผดเสียงจากสเตอริโอชุดใหญ่ที่สุดในบ้าน มันก็ไม่ถึงจะเป็นงานระดับหูเพชร แต่มันเป็นงานเต้นที่ทรงพลังที่จะพังบ้านคุณเป็นแถบๆได้ขณะเดียวกันก็ยังมีรายละเอียดดนตรียิบยับผิดวิสัยของงานแดนซ์-ป๊อบทั่วๆไป ต้องชมฝีมือการเป็น executive producer ของเธอที่คุมโทนของแต่ละเพลงได้ไม่แตก ทั้งๆที่ลึกลงไปมันเหมือนการทำสงครามชิงเด่นกันระหว่าง The Neptunes ของฟาเรลล์ วิลเลียมส์และทีมของ Timbaland ส่วนดนตรีนั้น Nat ‘Danja’ Hills รับเหมาเล่นเองเกือบทั้งหมด!


เปิดตัวด้วยซิงเกิ้ลโลกแตก 4 Minutes *** ที่เจ๊ยั่วยวนไปกับจัสติน ทิมเบอร์เลค โปรดักชั่นแบบคลาสสิกทิมเบอร์แลนด์ของแท้ ทั้งเสียงบ่นและจังหวะกลองที่ล็อคกับคีย์บอร์ดเลียนเสียงฮอร์น เป็นงานที่ไม่มีทางไม่ฮิต แต่เพลงที่ cool กว่ากลับเป็นงานโปรดิวซ์ของฟาเรลล์ Give It 2 Me *****มาดอนน่าฉบับร่าเริงย้อนไปถึงยุค Holiday-Everybody จังหวะดิสโก้แบบโมโรเดอร์และเสียงซินธ์ที่เหมือนจะจิกคุณออกไปกระโดดโลดเต้นกลางฟลอร์ มันยังมีเนื้อร้องที่เด็ดดวงที่สุดในอัลบั้ม If it's against the law, arrest me / If you can handle it, undress me ตัวเก็งซิงเกิ้ลต่อไปและกลายเป็น anthem ใหม่ในคอนเสิร์ตของเจ๊ไปเรียบร้อย

Miles Away*** (Timbaland) เพลงรักจังหวะกำลังงาม ปูพื้นด้วยกีต้าร์โปร่ง ทำนองสวยคอรัสหวาน เพลงนี้เธอดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาผิดสังเกต บางคนชี้ว่านี่คงเป็นเพลงที่แต่งให้สามีของเธอ Kanye West พิสูจน์ตัวเองว่าเขาไม่ใช่แค่ rapper ดาดๆใน Beat Goes On**** ที่เขาร่วมแต่งและร้องด้วย (The Neptunes โปรดิวซ์) ใช่ beat goes on และมันลุ่มลึกมีมิติกว่าเพลงของสองทิมอย่างเห็นได้ชัด แต่แล้วสองแทร็คสุดท้าย Devil Wouldn’t Recognize You**** และ Voices*** ที่เป็นงานของ Timberland ก็ช่วยตีตื้นให้เขา จู่ๆมาดอนนาก็ปิดฟลอร์เลิกเต้นและปิดท้ายอัลบั้มด้วยงาน electronic epic pop อย่างน่าประทับใจ รวมคะแนนแล้วต้องให้ทั้งสองค่ายโปรดิวเซอร์เสมอกันไปหวุดหวิด

อ้าว ดูเหมือนผมจะลืมพูดถึงนักร้อง,เจ้าของอัลบั้มไปเสียนี่ เสียงร้องของเธอย้อนกลับไปในยุค Like A Virgin อีกครั้ง คุณชอบไหมล่ะ เสียงเล็กๆบางๆเซ็กซี่แบบยุค boytoy นั่น รีวิวใน allmusic อัดเธอว่านี่เป็นงานที่หาได้ยาก...มาดอนน่าที่ไร้ชีวิตชีวา พูดไปก็ถูก เสียงร้องเธอไม่มีความรู้สึกเอาเสียเลย แต่ผมก็บอกคุณแล้วนี่นา มาดอนนาไม่ใช่ยอดนักร้องซักหน่อย

ต้องสรุปกันหน่อยล่ะ นี่เป็นงานป๊อบแดนซ์ชั้นยอดในแบบเอาใจตลาดอเมริกันเต็มที่ อาจจะไม่เหนือชั้นอย่าง Ray Of Light หรือ Like a Prayer แต่ถ้าเธอเล็งเป้าไปที่เชิงพาณิชย์ล้วนๆงานนี้ก็ปิดประตูล้มเหลว แล้วจะซีเรียสหรือทำเป็นไม่หิวโหยไปไย บุกเข้าไปร้านขนมหวานของเธอ เต้นให้สุดเหวี่ยง และ Give It 2 Her.

ขอปิดท้ายด้วยเนื้อเพลงอีกท่อนของเพลง Give It 2 Me
When the lights go down and there's no one left I can go on and on and on
ใครจะมาใครจะไป มาดอนนาก็ยังคงอยู่ ต่อไปต่อไปต่อไป....

Motown The Complete #1s Boxset


Various Artists-Motown: The Complete NO.1’s ****


ออกปี-2008
จำนวน-10 แผ่น (digipacks)
Compilation produced by Harry Weinger
Mastered By Kevin Reeves



สนนราคาของบอกซ์ MotownThe Complete #1s นั้นปาเข้าไปเกือบๆครึ่งหมื่น
มันก็ไม่ได้แพงเกินซีดีทั่วไปหรอกครับ แต่เป็นเพราะกล่องซีดีชุดนี้บรรจุซีดีไว้ถึง
10 แผ่นด้วยกัน
แฟนเพลงที่จะเป็นเจ้าของบอกซ์นี้จึงต้องเป็นผู้มีรายได้เกินกว่าที่จะต้องการความจุนเจือจากรัฐบาลหรือนักการเมืองใดๆ
นั่นเป็นประการแรก ด่านแรกที่ต้องผ่าน ถ้าคุณไม่มีปัญหาในการซื้อซีดี 10
แผ่นพร้อมๆกันแล้ว ก็ต้องถามตัวเองว่าคุณชอบเพลงในสไตล์ "โมทาวน์" ขนาดไหน
กล่องนี้เหมาะสำหรับคนที่เป็นแฟนเข้ากระดูกของโมทาวน์ที่สะสมทุกอย่าง
หรือไม่ก็เป็นผู้คิดจะเริ่มฟังแต่อยากเก็บเฉพาะเพลงสุดฮิตของค่ายนี้เอาไว้เปิดฟังรวดเดียว
(ใช้เวลากว่าครึ่งวันถ้าคุณเปิดไม่หยุด)
ก่อนที่ท่านจะคิดว่าผู้เขียนเป็นพวกไหนกันแน่ ก็ขอประกาศขอบคุณ คุณสัมพันธ์
โตสว่างไว้ตรงนี้เสียเลย ที่ให้ยืมแผ่นชุดนี้มาเขียนครับ!


ถ้านับว่าเพลงที่ขึ้นอันดับ 1 คือเพลงที่มีคุณค่ามีราคากว่าเพลงดาษๆทั่วไปล่ะก็ กล่องนี้ไม่แพงหรอกครับ เพราะมันรวมเพลงที่ขึ้นสู่ยอดชาร์ตเข้าไว้ด้วยกันมากกว่า 200 เพลง ผมไม่คิดว่าจะมีกล่องซีดีชุดไหนจะมีเพลงอันดับ1เอาไว้ในชุดมากมายขนาดนี้ ใครพบวานบอกด้วยนะครับ


แต่เดี๋ยวก่อน! เรื่องอันดับ 1 นี่ต้องดูคำจำกัดความกันหน่อย ในกล่องนี้ คำว่าอันดับ 1 ของเขานั้นกว้างไพศาล กินความไปถึงทุกชาร์ต (ทุกแนวดนตรี) ของทุกประเทศที่ทีมงานคนทำกล่องพอจะหามาได้ (นี่ขนาดไม่มีประเทศไทยนะ) แถมเพลงโมทาวน์ที่ไม่เคยขึ้นอันดับ1โดยตัวศิลปินโมทาวน์เอง แต่ศิลปินค่ายอื่นเอาไปร้องแล้วขึ้นที่1ได้ ก็ยังมารวมเอาไว้ในกล่องนี้ในฐานะโบนัสแทร็คด้วย ไม่งั้นเราคงไม่ได้มีเพลงดีๆอย่าง Dancing In The Street หรือ This Old Heart Of Mine ในกล่องนี้ (ไม่น่าเชื่อว่าเพลงระดับดังมากๆหลายเพลงกลับไม่เคยขึ้นอันดับ 1 ) นั่นเป็นเรื่องสนุกๆทางสถิติ แต่เพลงอันดับ1มันก็คือเพลงที่ฮิตที่สุดในเวลานั้นๆจากการรวบรวมข้อมูลของใครบางคน และมันก็หลายสิบปีมาแล้ว คุณค่าจริงๆของเพลงสองร้อยกว่าเพลงในกล่องนี้ไม่ได้อยู่ตรงนั้นเลยครับ


คงไม่ต้องบรรยายว่าเพลงแบบโมทาวน์เป็นอย่างไร ทุกท่านคงเคยฟังเพลงดังๆอย่าง My Girl ของ Temptations, Stop! In The Name Of Love ของ The Supremes หรือ I Heard It Through The Grapevine ของ Marvin Gaye กันมาแล้ว โมทาวน์ยุคแรกผลิดเพลงฮิตกันเป็นอุตสาหกรรมจริงๆ แทบจะไม่สำคัญว่าศิลปินคนร้องจะเป็นใคร เพราะทุกเพลงต้องผ่านคิวซีของทีมผลิตโมทาวน์มาก่อน นโยบายของโมทาวน์ในยุคนั้นไม่มีการพูดถึงศิลปะหรือการทำเพลงเอาใจตัวเอง ทุกเพลงทุกอัลบั้มมีเป้าหมายอย่างเดียวคือเพลงฮิตติดตลาด เนื้อหาของบทเพลงก็แทบจะเป็นเรื่องรักๆใคร่ๆล้วนๆ แต่เพลงแบบนี้แหละ ที่อยู่ยงคงกะพันมาจนถึงทุกวันนี้ เช่นเดียวกับเพลงหวานๆโหลๆของ Carpenters ไม่ว่าคุณจะทำเพลงเอาใจตลาดหรือเพลงฟังยากจริงจัง ถ้าคุณภาพของบทเพลงมันดีจริง ผมคิดว่ามันย่อมมีที่ทางในดวงใจของแฟนเพลงอยู่เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน มีข้อสังเกตนิดนึงว่าการเขียนเนื้อเพลงของโมทาวน์จะมีลักษณะการดำเนินเรื่องคล้ายๆเพลงคันทรี่ของคนขาวอยู่เหมือนกัน ซึ่งทีมแต่งเพลงของค่ายก็ออกมายอมรับ ด้วยเหตุผลที่ว่ามัน “ติดดิน” ดี อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เพลงของค่ายนี้มีเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ก็คือ เพลงส่วนใหญ่เล่นแบ๊คอัพด้วยวงดนตรีวงเดียวกันคือ The Funk Brothers


Berry Gordy บิดาแห่งโมทาวน์คือผู้ริเริ่มและประธานตัวจริงตลอดกาลของโมทาวน์ เขาได้ไอเดียในการทำเพลงแบบนี้จากการไปมองสายพานการผลิตรถยนต์ ที่เริ่มจากโครงเปล่าๆก่อน แล้วค่อยๆใส่เครื่องเคราลงไปทีละชิ้น จนเมื่อสุดสายพาน ก็จะได้รถยนต์ที่มีคุณภาพทัดเทียมกันทุกคันไปทุกครั้ง ก็สมดีกับชื่อ Motown ที่มาจาก motor town - เมืองดีทรอยท์ที่ๆค่ายนี้ตั้งอยู่อันเป็นเมืองผลิตรถตัวยงของอเมริกายุคนั้น กอร์ดี้เป็นนักแต่งเพลงมือดีมาก่อนด้วย เขาเป็นนักธุรกิจตัวยงที่มีนโยบาย win-win ในทุกสถานการณ์ การคัดเลือกทีมงานของกอร์ดี้ก็ถือว่าสุดยอด ทั้งการเลือกตัวศิลปิน และนักแต่งเพลง โมทาวน์ในยุค 60's และข้ามมาถึง 70's จึงเป็นโรงงานผลิตเพลงฮิตที่ไม่มีใครกล้าต่อกร


กล่อง Complete #1s นี้ทำเป็นแพ็คเกจใส่ไว้ในกล่องรูปบ้านเล็กๆที่ชื่อว่า Hitsville USA อันจำลองมาจากที่ทำงานดั้งเดิมของค่ายนี้ ไม่น่าเชื่อว่าบ้านเล็กๆนั้นจะเป็นออฟฟิซที่ทำงานทุกอย่างในยุคแรกของโมทาวน์ออกมา คุณภาพเสียงของเพลงในกล่องนี้ผ่านการรีมาสเตอร์เป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่ทราบ แต่หลายๆแทร็คสุ้มเสียงกระจ่างใสและมีน้ำมีนวลมากกว่าที่เคยฟังจากที่ใดๆมาก่อน แม้ว่าซีดีแผ่นหลังๆในกล่องนี้อาจจะไม่มีความคลาสสิกเท่ายุคแรก เพลงก็จะไม่ค่อยมีเอกลักษณ์ในแบบโมทาวน์เท่าไหร่แล้ว แต่โดยรวมแล้วนี่ก็ยังเป็นกล่องรวมเพลงที่สมบูรณ์ที่สุดชุดหนึ่งครับ ถ้าคิดว่ามันแพงเกินไป ก็ลองไปเลือกหากล่องที่เล็กลงกว่านี้ได้ เห็นมีแบบ 3 หรือ 5 แผ่น ฉลองครบ 50 ปีของค่ายนี้ด้วย


ทุกวันนี้ค่ายโมทาวน์ก็ยังอยู่ดี แม้จะไม่ใช่โรงงานผลิตเพลงฮิตอีกต่อไปแล้ว แต่ก็อย่าประมาทชายชราชื่อ Berry Gordy ในวัย 80 ปี ได้ข่าวว่าเขาเพิ่งกลับมาจากการเกษียณอายุอีกครั้ง เพื่อทำงานกับศิลปินหญิงวัยรุ่นหน้าใหม่ที่ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อแซ่ มีแต่เสียงกระซิบจากเจ้าพ่อโมทาวน์ว่า เธอคนนี้คือปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ ถ้าไม่ใช่ราคาคุยก็ต้องจับตามองกันล่ะครับ


ทิ้งท้ายไว้ด้วย 10 เพลงโมทาวน์ที่ผมรักที่สุดครับ และคิดว่ามันคงเป็นตัวแทนของ”เสียงแห่งโมทาวน์” ได้เป็นอย่างดี และแน่นอนมันต้องเคยเป็นเพลงอันดับ1ที่ไหนสักแห่งในโลกมาก่อน และอยู่รวมในกล่องนี้ด้วย


1.My Guy-Mary Wells
2.My Girl-The Temptations
3.I Second That Emotion-Smokey Robinson
4.I Want You Back-Jackson 5
5.Please Mister Postman-The Marvelettes
6.Let's Get It On-Marvin Gaye
7.For Once In My Life-Stevie Wonder
8.Just My Imagination-The Temptations
9.Penny Lover-Lionel Richie
10.You Are The Sunshine Of My Life-Stevie Wonder

Taylor Swift+++ Fearless


Taylor Swift-Fearless (2008)****




จะให้พูดอย่างไรดีสำหรับ Taylor Swift นี่คือปรากฏการณ์ของดนตรี ผู้หญิงคนนี้ช่างสมบูรณ์แบบ เธอมีทุกสิ่งที่จะทำให้เธอเป็นสตาร์ สาวน้อยแนชวิลล์ผมบลอนด์กับกีต้าร์และน้ำเสียงน่ารักๆ....นั่นก็น่าจะเพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ ยัง....เธอยังแต่งเพลงเองเกือบทั้งหมดใน Fearless อัลบั้มที่สองของเธอนี้อีกด้วย และที่สำคัญที่สุด เพลงที่เธอแต่งนั้นมันยังเยี่ยมยอดทั้งสิ้น!

Fearless ใช้เวลาแค่สองเดือนสุดท้ายในปี 2008 ในการที่จะกลายเป็นอัลบั้มที่ขายถล่มทลายที่สุดในอเมริกา เป็นรองแค่ Tha Carter III ของ Lil Wayne และ Viva La Vida ของ Coldplay เท่านั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไร มีอะไรที่จะทำให้คุณไม่รัก Taylor Swift ได้เล่า? จากคุณสมบัติที่กล่าวมาทั้งหมดข้างบนนั้น

Fearless เป็นอัลบั้มคันทรี่-ป๊อบที่เน้นไปที่ความเป็นป๊อบมากกว่าคันทรี่ คุณจะไม่ได้ยินเสียงแบนโจหรือแมนโดลินมากนักแต่จะหนักไปทางไวโอลินมากกว่า แน่นอนว่ากีต้าร์เป็นเครื่องดนตรีที่โดดเด่นที่สุด แต่อารมณ์ของบทเพลงก็ยังคงเป็นคันทรี่อยู่ดี Taylor เขียนเพลงจากประสบการณ์ของเธอเองเป็นส่วนใหญ่ ไม่น่าเชื่อว่าด้วยอายุแค่นี้เธอจะมีเรื่องราวให้เขียนได้มากมาย (เธอเกิดปี 1989 ตอนที่ท่านผู้อ่านอ่านอยู่นี้ก็เพิ่งย่างเข้าปีที่20เท่านั้น) แน่นอนว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องรักๆใคร่ๆกับหนุ่มๆในมุมมองและฉากหลังที่ต่างกันออกไปในแต่ละเพลง Hey Stephen คือลีลาการจีบหนุ่มแบบเว้ากันซื่อๆ Stephen คงต้องเป็นคนที่ใจแข็งมากทีเดียวถ้าจะปฏิเสธรักจาก Taylor โดยเฉพาะประโยคทอง Hey Stephen I could give you fifty reasons why I should be the one you choose/ All those other girls, well they’re beautiful/ but would they write a song for you เอากับเธอสิครับ Taylor หัวเราะเบาๆหลังจบประโยคนี้ Love Story ซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้ม ความรักแบบโรมิโอกับจูเลียตที่ Taylor เขียนฉากจบแบบ happy ending ให้ เธอเล่าเบื้องหลังไว้ใน website ส่วนตัวว่า “นี่คือตอนจบที่สาวๆอยากให้เป็น รวมทั้งฉันด้วย คุณต้องการผู้ชายที่ไม่แคร์ว่าใครจะว่าอย่างไร แค่บอกว่า “Marry me, Juliet, I love you, and that’s all I really know.เท่านั้นแหละ” The Way I Loved You เรื่องของความรักกับหนุ่มที่แสนจะเพอร์เฟ็ค ช่างเอาใจ เป็นคนมีเหตุผล เข้ากับพ่อแม่ได้ดี แต่ใจของแม่สาวน้อยกับไพล่ไปคิดถึงอีกรักหนึ่งกับอีกหนุ่มที่แม้รักกับเขาจะไม่สมบูรณ์และเต็มไปด้วยการทะเลาะเบาะแว้ง แต่มันก็เป็นสีสันที่เธอลีมไม่ลง... I miss screaming and fighting and kissing in the rain….and that’s the way I loved you Fearless ความรักแบบหัวปักหัวปำของสาวน้อยที่ไม่เกรงกลัวใดๆทั้งสิ้น Taylor เขียนเนื้อเพลงด้วยถ้อยคำง่ายๆสั้นๆแต่เห็นภาพ I don’t know why but with you I’d dance in a storm in my best dress, Fearless… เนื้อเพลงอย่างนี้จะไม่ให้โดนใจวัยรุ่นได้ยังไง ในยุคที่ใครๆก็ดาวน์โหลดเพลงกัน แต่อัลบั้มนี้ก็ยังขายดีเหมือนให้ฟรี

Fearless ไม่ได้มีแค่เพลงรักเท่านั้น Fifteen คือบทเรียนที่เธออยากย้อนเวลากลับไปแนะนำตัวเองยามยังเป็นเด็กน้อยด้อยประสบการณ์สมัยปี 1 ไฮสคูล (เพลงนี้เธอทำให้เพื่อนวัยเรียน Agibail ดังไปด้วย เพราะเธอเอ่ยชื่อจริงในเพลงนี้แถมเอารูปมาลงด้วย) และเธอแต่ง The Best Day ให้คุณแม่ เธอเล่าว่าแอบแต่งและบันทึกเสียงเพลงนี้โดยไม่ให้แม่รู้ และทำวิดีโอโดยใช้ภาพของครอบครัวมาประกอบ เปิดให้แม่ดูตอนคริสต์มาส คงยากเหลือเกินที่คุณแม่จะกลั้นน้ำตาอยู่ (และเธอก็ร้องไห้จริงๆ)

Taylor ไม่ใช่นักร้องเสียงดังอย่าง Carrie Underwood เธอเลือกที่จะกระซิบกระซาบและครวญเนื้อเพลงมากกว่าการตะโกนโชว์พลัง นั่นเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ Fearless เป็นอัลบั้มคันทรี่ป๊อบฟังสบายที่ยอดเยี่ยมที่สุดชุดหนึ่งในรอบหลายปี ถือเป็นพัฒนาการอีกขั้นจากอัลบั้มแรกของเธอในปี 2006 อนาคตของเธอสดใสอย่างที่ไม่ต้องให้โหรท่านใดทักทาย

Lee Ann Womack | Call Me Crazy


Lee Ann Womack: Call Me Crazy ***1/2
ออกปี-2008
โปรดิวเซอร์- Tony Brown
มาสเตอร์ โดย- Bob Ludwig




ฉบับที่แล้วผมเพิ่งเขียนถึงสาวน้อยคันทรี่ Taylor Swift ไปหมาดๆ ก็ว่าจะไม่เขียนถึงแนวนี้บ่อยนัก เพราะเกรงว่าแฟนแนวนี้อาจจะไม่มาก แต่อัลบั้มนี้ของ Lee Ann มันยอดเยี่ยมเหลือเกินจนอดไม่ได้ที่จะต้องให้อภิสิทธิ์ตัดหน้าชาวบ้านเข้ามาแนะนำกัน

Lee Ann ไม่ใช่สาวรุ่นอย่าง Taylor เธออยู่ในวงการมากว่าสิบปีแล้ว (ปัจจุบันอายุ 42 ปี) และนี่ก็เป็นอัลบั้มที่หกของเธอ เธอเข้ามาวงการมาพร้อมๆกับนักร้องคันทรี่สาวอีกคนหนึ่งคือ LeAnn Rimes (เขียนต่างกันเล็กน้อย) ที่กำลังดังมากๆในตอนนั้น จนทีมงานของ Womack อยากจะให้เธอเปลี่ยนชื่อเพราะกลัวว่าแฟนๆจะสับสน แต่ Womack ก็ยืนยันจะใช้ชื่อจริงที่พ่อแม่ตั้งให้มา นับว่าเธอมีความมั่นใจในตัวเองสูงจริงๆ ว่าความสามารถของเธอเป็นสิ่งสำคัญกว่าชื่อแซ่ใดๆ และถึงตอนนี้เธอก็ได้พิสูจน์แล้วครับว่าเธอไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนหรือใช้ชื่อปลอมใดๆเลย ผลงานของเธอคือใบเบิกทางและประกาศนียบัตรขั้นสูงสุด

Lee Ann Womack เป็นผู้หญิงที่ร้องเพลงด้วยน้ำเสียงที่มีมวลและเนื้อเสียงละเอียด
แทบทุกประโยคของเธอนั้นจะเจือความเศร้าหมองปนอยู่เสมอๆ และเธอก็ใช้มันได้เป็นประโยชน์อย่างสุดคุ้มจริงๆ แทบทุกเพลงใน Call Me Crazy มีแต่เรื่องราวของหัวใจที่แหลกสลาย การหย่าร้าง และอารมณ์เมามาย ซึ่งต้องบอกว่าน้ำเสียงของเธอรับใช้เนื้อหาของเพลงแบบนี้ได้อย่างวิเศษ (ก็ไม่ถึงกับเศร้ากันทั้งชุดหรอกนะครับ ยังพอมีเพลงให้ความหวังกันอยู่บ้าง) แต่ความเศร้าที่คุณจะพบในอัลบั้มนี้ผมคิดว่ามันเป็นแบบ bittersweet นะครับ คือไม่ใช่ความเศร้าที่ซีเรียสชวนปลิดชีพตัวเอง แต่เป็นความขมขื่นลึกๆที่เหมือนกำลังถูกเยียวยาด้วยเสียงดนตรีมากกว่าน่ะครับ

ใครที่ไม่ได้ใส่ใจในดนตรีลูกทุ่งอเมริกันนักอาจจะไม่ทราบว่า เรื่องโศกตรมเหล่านี้เป็นเนื้อหาหลัก ในเพลงคันทรี่ที่นิยมกันมากมาตั้งแต่สมัย Hank Williams แล้ว เรียกว่าถ้าจะโหวตนับเสียงกันจริงๆ ผมคิดว่าจำนวนเพลงคันทรี่เศร้าๆมีไม่น้อยกว่าเพลงสนุกสนานชมต้นไม้ใบหญ้าแน่ๆครับ

ถ้าคุณเป็นแฟนดนตรีแนวนี้อยู่แล้ว และชอบเพลงคันทรี่เศร้าๆแบบ Patsy Cline, Tammy Wynette ก็คงไม่ต้องคิดกันมาก คุณน่าจะชอบอัลบั้มนี้แน่นอน แต่ไม่ได้หมายความว่าดนตรีในอัลบั้มจะโบราณเท่าของแพ๊ตซี่และแทมมี่นะครับ สุ้มเสียงเป็นคันทรี่ป๊อบยุคใหม่ทีเดียว

อย่างที่บอกไว้ว่า เธอเป็นคนเนื้อเสียงละเอียด การร้องของเธอจึงไม่ใช่โหวกเหวกโชว์พลังปอด แต่เป็นในแนวเหมือนพูดคุยเล่าเรื่องราวให้กันฟังแบบเพื่อนคุยกัน การฟังเพลงคันทรี่นั้นถ้าเป็นไปได้อยากให้อ่านเนื้อเพลงไปด้วยนะครับ (เป็นสิ่งที่ผมพูดแทบทุกครั้งเวลาแนะนำเพลงแนวนี้) เนื้อเพลงรับรองแปลไม่ยาก และไม่มีการใช้การตีความซับซ้อน แต่เมื่อคุณทราบความหมายของมัน เพลงที่ว่าไพเราะอยู่แล้ว ก็จะยิ่งซาบซึ้งขึ้นไปอีก และเพลงธรรมดาๆก็อาจจะฟังดูดีขึ้นเป็นเท่าตัว ยิ่งสมัยนี้เนื้อเพลงหากันง่ายแค่คลิก (ในกรณีที่ในซีดีไม่แจกเนื้อเพลงมาด้วยนะครับ)

อีกนิดหนึ่งสำหรับการร้องของเธอ Lee Ann มีความสามารถหนึ่งที่นักร้องระดับพระกาฬทุกคนต้องมี คือการดึงให้ผู้ฟังคล้อยตามไปกับเนื้อหาได้ หรือพูดด้วยภาษาแบบทุกวันนี้ก็คือ ให้เราอินไปกับสิ่งที่เธอร้อง หลายเพลงในอัลบั้มนี้ทำให้ผมรู้สึกเศร้าสร้อยไปกับเธออย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับการฟังนักร้องคนไหนร้องมาเป็นเวลานานแล้ว คิดว่าถ้าเป็นคนฟังที่ใจอ่อนหน่อย หรือมีประสบการณ์คล้ายๆกับเนื้อเพลงคงได้น้ำตาไหลพรากกันไม่ยาก

เพลงแรก Last Call ที่ซ่อนชื่ออัลบั้มไว้ในเพลง เล่าถึงแฟนเก่าที่จะโทรหาเธอเพียงแค่ตอนเมามายและร้านเหล้าใกล้ปิดเท่านั้น ลองนึกถึงอารมณ์ของฝ่ายหญิงที่ต้องอดกลั้นไม่ยอมรับสายทั้งๆที่ใจก็อยากจะรับสิครับ นั่นคือสิ่งที่ Lee Ann บรรยายออกมาในเพลง เศร้าถึงใจจริงๆ Either Way เรื่องของคู่รักที่อยู่ด้วยกันแบบซังกะตาย เธอจะอยู่หรือไปฉันก็ไม่รักเธออยู่ดี คอรัสโดดเด่นมาก น่าตัดเป็นซิงเกิ้ล เนื้อเพลงท่อนหนึ่งเก๋มาก... I’ve passed the point of give a damn/and all my tears are cried. ฉันผ่านจุดที่จะแยแสอะไรไปหมดแล้ว และน้ำตาทั้งหมดที่มีก็ร้องออกไปสิ้นแล้ว เช่นกัน ใครคิดถึง Keith Urban หวานใจของ Nicole Kidman ฟังเสียงประสานของเขาให้หายคิดถึงได้ใน The Bees ที่ออกไปทาง gospel country rock (เป็นเพลงที่แหวกแนวไปจากเพลงอื่นและสร้างสรรค์ที่สุดในแผ่น) และ George Straits คันทรี่คนดังก็มาร้องคู่ด้วยใน Everything But Quits ซึ่งคงจะมีผลให้อัลบั้มขายดีขึ้นจากแฟนๆของ George แต่ผมว่ามันเป็นส่วนเกินๆของอัลบั้มอย่างไรไม่ทราบ แถมเนื้อหาก็ยังออกหวานๆไม่ค่อยไปกันกับเพลงโศกาอาดูรอื่นๆในอัลบั้มเลย

แม้ว่าโทนโดยรวมจะเศร้าสร้อย แต่ก็ยังมีเพลงในแง่บวกอยู่ไม่น้อยอย่าง The Story of My Life, I Found It In You, New Again ซึ่งเป็นไม่กี่เพลงที่เธอมีส่วนแต่งเพลงด้วย

นี่คืออัลบั้มคันทรี่ร่วมสมัยที่น่าฟังที่สุดแผ่นหนึ่งที่ออกเมื่อปีที่แล้ว แนะนำสำหรับคนชอบเสียงร้องหวานเศร้าๆในแบบลูกทุ่งอเมริกันครับ มันอาจจะไม่ใช่งานที่ดังมากนักของเธอเมื่อเทียบกับผลงานเก่าๆ แต่นั่นก็ไม่เกี่ยวอะไรกับความดีงามของบทเพลงในอัลบั้มเลย จริงไหมครับ

Girls Aloud-- Out Of Control


Girls Aloud-Out Of Control ****




Girls Aloud เป็นวง “สาวสร้าง”ของแท้ ที่ถือกำเนิดขึ้นหน้าจอทีวีต่อหน้าผู้ชมนับล้านในรายการทีวี Popstars: The Rivals ในเดือนพ.ย.ปี 2002 และสาวห้าคนที่ถูกคัดมาเรียงตามลำดับในแต่ละสัปดาห์ มีนามว่า Cheryl Tweedy, (เปลี่ยนเป็น Cole แล้ว) Nicola Roberts, Nadine Coyle, Kimberley Walsh และ Sarah Harding


ภาระแรกของห้าสาวคือการประชันกับอีกวงที่เป็น Boy Band ซึ่งคัดมาจากงานเดียวกัน ชื่อวง One True Voice ว่าซิงเกิ้ลของใครจะขึ้นอันดับหนึ่งในช่วงคริสต์มาสได้ (ไม่มีคู่แข่งอื่นเลยหรือก็ไม่ทราบ?) ผลก็คือ Sound Of The Underground ของสาวๆ Girls Aloud เป็นผู้คว้าชัยในการประชัน โดยครองอันดับ 1 ได้ถึง 4 สัปดาห์ติดต่อกัน เพลงนี้ยังเป็นการร่วมงานกันครั้งแรกของสาวๆกับทีม production ที่มีชื่อว่า Xenomania หนุ่มๆ One True Voice ออกซิงเกิ้ลได้อีกแผ่นสองแผ่นก็พับฉากเก็บไปเรียบร้อยในปี 2003


แต่ใครจะเชื่อว่า Girls Aloud จะยืนยงคงกระพันมาได้ถึงปี 2008 มิหนำซ้ำชื่อเสียงของเธอยังโด่งดังไม่มีตก และ Xenomania ก็ยังคงอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของสาวๆมาตลอดนับจากนั้นมา ซิงเกิ้ลดังแทบทุกแผ่นของ Girls Aloud เป็นผลงานการโปรดิวซ์ของทีมงาน Xenomania ทั้งสิ้น พวกเธอมีเพลงติดท็อปเท็นในอังกฤษ 19 เพลง 4 เพลงไปได้ถึงอันดับ 1 ลักษณะการทำงานของทีมโปรดักชั่นและศิลปินคุ่นี้ทำให้คิดถึง The Supremes ในยุค Motown Classics หรือทีมแต่งเพลงของ Stock, Aitken & Waterman ในยุค 80’s กับศิลปินอย่าง Kylie หรือ Rick Astley


ทีม Xenomania ประกอบไปด้วย Brian Higgins, Nick Coler, Giselle Sommerville, Miranda Cooper ( Moonbaby, ), Lisa Cowling, Tim Powell, และ Matt Gray. นอกจากศิลปินตัวหลักอย่าง GA แล้วพวกเขายังทำเพลงให้ Sugababes, Texas,Kylie, Franz Ferdinand, Annie, Gabriella Cilmi และที่โด่งดังที่สุดคือเพลง Believe ของ Cher

ถึงแม้ Xenomania จะทำเพลงได้สุด catchy แค่ไหน แต่ก็ต้องให้เครดิตกับสาวๆ Girls Aloud ด้วย แม้พวกเธอจะไม่ใช่สุดยอดนักร้องไร้เทียมทาน หรือมีเสน่ห์โดดเด่นเฉพาะตัวแบบ Spice Girls แต่ Girls Aloud มีความพอดีในหลายๆมิติ พวกเธอร้องเพลงได้ดีทุกคนและมีน้ำเสียงแตกต่างกันพอแยกออก character ที่วางไว้ก็ออกไปทางสวยมีคลาส เซ็กซี่พองามแต่ไม่โป๊น่าเกลียด เพลงที่ทีมงานทำให้ก็ช่างลงตัวกับภาพลักษณ์และวัยวุฒิของสาวๆยิ่ง เพลงของ Girls Aloud เป็น electric pop dance ที่มักจะ upbeat ชวนเต้น และรุ่มรวยเมโลดี้ติดหูหนึบหนับ

Out Of Control เป็นอัลบั้ม studio ลำดับที่ห้าของ GA อย่าหวังว่าพวกเธอจะเปลี่ยนแนวทางแต่อย่างใด ทั้ง 12 เพลงยังคงเป็น pop dance สุด catchy ที่มีโปรดักชั่นเข้มข้นจาก Xenomania เช่นเคย The Promise ซิงเกิ้ลเปิดตัวในสไตล์ Phil Spector ข้ามเวลามาโปรดิวซ์ ซินเธอะไซเซอร์รับบทพาร์ทที่ควรจะเป็นเครื่องเป่า สาวๆทั้งห้าแบ่งกันร้องคนละท่อนสองท่อน ความ pop ของมันทำให้ทำใจลำบากว่าท่อนเวิร์สหรือคอรัสที่ไพเราะกว่ากัน Loving Kind ป๋า Neil Tennant และ Chris Lowe แห่ง Pet Shop Boys บรรจงแต่งให้ร่วมกับทีม Xenomania แน่นอนย่อมมีกลิ่นของ PSB และชวนให้คิดถึง Call The Shots ซิงเกิ้ลสุดฮ็อทจากอัลบั้มที่แล้ว Tangled Up (ที่ผมยกให้เป็น pop single แห่งปี 2007) music video ของเพลงนี้ก็ทำได้เฉียบ โดยเฉพาะการตีความเนื้อร้องที่ว่า I buy you flowers I pour you wine แต่ใน clip พวกเธอสาดไวน์กันซะ.... สาวๆคงหวังจะน็อคแฟนๆในยกแรกเพราะเพลงที่สาม Rolling Back The Rivers In Time ก็เป็น Girls Aloud Classic พร้อมใบรับประกัน ที่น่าจะจ่อคิวซิงเกิ้ลต่อจากสองแทร็คแรก Johnny Marr อดีต The Smiths แอบมาเล่นกีต้าร์ให้

Brian Higgins หัวหน้าทีม Xenomania เคยคุยไว้ว่า หลักการของทีมงานเขาคืออะไรก็ได้ที่น่าสนใจในวงการดนตรีเขาจะเอามาใส่ในเพลงได้หมด แต่มีข้อแม้ว่าต้องให้บุรุษไปรษณีย์ผิวปากตามไปด้วยนะ ใน Out Of Control จึงไม่ได้มีแต่ pop สูตรสำเร็จซ้ำซาก Untouchable คือ dance epic ที่ยาวเหยียดถึงหกนาทีกว่า แต่เต็มไปด้วยสีสันตลอดเพลงจนไม่รู้สึกถึงความยาวเกินปกติเพลงป๊อบ Fix Me Up ฟังกี้และเซ็กซี่ที่สุดในอัลบั้ม Live In The Country ในแนว Drum ‘n’ Bass ที่นึกว่าสูญพันธุ์ไปแล้วแถมมีเซอร์ไพรซ์ด้วย sound effect ราวกับเป็น Pink Floyd ถึงยังไงแนวที่ GA ทำได้มันส์ที่สุดก็คือเพลง dance กระฉึกกระฉักเร็วจี๋อย่าง Miss You Bow Wow ปิดอัลบั้มด้วย We Wanna Party ที่มีชื่ออัลบั้ม “Out Of Control” ซ่อนอยู่

Out Of Control ไม่ได้อยู่เหนือการควบคุมเหมือนกับชื่ออัลบั้ม มันยังคงเป็น Girls Aloud ที่ catchy, dancy เหมือนเดิม แม้ลึกๆในเนื้อหาและเสียงร้องอาจจะอ่อนหวานและเศร้าสร้อยขึ้นตามวัย หลายคนอาจมองข้ามพวกเธอไปเพราะมองว่าเป็นแค่วงที่อุปโลกขึ้นมาหรือเป็นแค่เด็กสร้างของวงการ แต่ดนตรีก็คือดนตรี ไม่ว่าเบื้องหลังจะเป็นอย่างไรปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือหนึ่งใน best party album ในรอบปีครับ

Thursday, 19 February 2009

วิทยาศาสตร์ยอดรัก


TV ON THE RADIO; DEAR SCIENCE, (****1/2)




ใครที่ชอบดูโพลล์สุดยอดอัลบั้มช่วงท้ายปีคงจะสังเกตเห็นว่าอัลบั้ม Dear Science, (ของแท้ต้องมีคอมม่าต่อท้าย) ของวง Post-punk, electronic จาก New York วงนี้ -TV On The Radio น่าจะมีคะแนนรวมสูงสุด เพราะมันติด Top Ten แทบจะทุกสำนัก แม้แต่สำนักที่ไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไหร่อย่าง pitchfork และ Rolling Stone ก็ยังมีความเห็นตรงกันถึงความเยี่ยมของมัน

บางคนพยายามจะเรียกพวกเขาว่า American Radiohead ลองดูชื่ออัลบั้มนี้สิครับ ชวนให้คิดถึงงานคลาสสิก OK Computer หรือไม่ความจริง TV On The Radio ก็เคยตั้งชื่องานอัลบั้มแรกที่ออกกันเองว่า Ok Calculator มาแล้วตั้งแต่หลายปีก่อน คงจะพอบอกได้ว่าพวกเขาตั้งใจจะวัดรอยเท้ากับพลพรรคของ Thom Yorke จริงๆแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าดนตรีของสองวงนี้จะเหมือนกันเป๊ะๆหรอกนะครับ แนวทางแตกต่างกันพอสมควร สิ่งที่อาจจะชวนให้คิดถึง Radiohead อยู่บ้างก็คือการใช้ programming/ drums loops อย่างเต็มพิกัด เพลงแรกใน Dear Sciene, Half Way Home ก็ชวนให้คิดถึง 15 Step เพลงเปิดอัลบั้ม In Rainbows (2007) ของ Radiohead อยู่เหมือนกัน

TV On The Radio ตั้งวงตั้งแต่ปี 2001 มีสมาชิกหลักคือ Tunde Adebimpe (vocals/loops), David Andrew Sitek (guitars/keyboards/loops) และ Kyp Malone (guitars/vocals/loops) ร่วมดัวยมือกลองนาม Jaleel Bunton และ Gerald Smith (bass/keyboards) แนวทางดนตรีของ TV On The Radio นั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นส่วนผสมของ post-punk, dance, soul, doo-wop, R and B, electronica, free-jazz, a cappella…. แต่เชื่อสิครับ ว่าพวกเขาเขย่าส่วนผสมเหล่านี้ออกมาได้กลมกล่อมน่าฟังอย่างไม่น่าเป็นไปได้จริงๆ

Dear Science, เป็นอัลบั้มเต็ม (LP) แผ่นที่สามของพวกเขา ต่อจาก Return To Cookie Mountain (2006) และ Desperate Youth, Blood Thirsty Babes (2003) ที่ผ่านมางานของพวกเขาได้รับคำชมเชยจากนักวิจารณ์ในแง่บวกมาตลอด แต่สถานะภาพของวงก็ยังคงเป็นวง indie ที่ดังเงียบๆอยู่ดี น่าสนใจว่า Dear Science, น่าจะทำให้ TVOR ก้าวเข้าสู่การเป็นที่ยอมรับในวงกว้างขึ้นแค่ไหนกับความยอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบระดับนี้

11 เพลงในอัลบั้มเต็มไปด้วยรายละเอียดหนาแน่นทางดนตรีที่เน้นคีย์บอร์ดและการโปรแกรมมิ่งเป็นหลัก แต่อย่านึกถึงการใช้เครื่องสังเคราะห์เหล่านี้แบบไร้ชีวิต พวกเขาเล่นกับมันได้อย่างมีรสนิยมจนไม่มีความรู้สึกว่าเป็นเสียงทิ่เกิดจากการเลียนแบบธรรมชาติ ทุกเพลงโดดเด่นด้วยเสียงร้องของสองหนุ่ม Tunde และ Kyp ที่ผลัดและร่วมกันจับไมค์ขับร้องอย่ายอดเยี่ยมในทุกลีลา แม้เนื้อหาที่ทางวงนำเสนอจะหนักอึ้งและซ่อนความหมายมากมาย (จนหลายเพลงยากจะเข้าใจว่าต้องการจะสื่อถึงอะไร ) แต่โทนอารมณ์ใน Dear Sciene, กลับไม่ได้หดหู่หรือชวนแขวนคอตาย มันเต็มไปด้วยเพลง upbeat ดีดดิ้น คึกคัก และเมโลดี้จับใจ ทุกเพลงมีความเยี่ยมยอดในตัวเองราวกับจะเป็นงานรวมเพลงเอกมากกว่าอัลบั้มปกติ

เปิดอัลบั้มด้วย Half Way Home ที่ยาวถึงกว่าห้านาที ค่อยๆสร้างอารมณ์ด้วยเสียงกลองโปรแกรมมิ่งและเสียงปรบมือรัวระริกฉาบด้วยซินเธอะไซเซอร์ที่โอบอุ้มอยู่เบื้องหลัง อารมณ์ของเพลงไม่ต่างอะไรจากการฟังเพลง Progressive Rock จากยุค 70’s ในจังหวะและอารมณ์ของดนตรี electronica อย่าง The Prodigy ยุคแรกๆ วิ่งเข้าเส้นชัยด้วยเสียงกีต้าร์ที่สรุปเรื่องราวทั้งหมด Cryin’ เสียงร้องของ Malone คร่ำครวญถึงความเฮงซวยน่าสลดในโลกใบนี้

หลายปีหลังจาก What’s Goin’ On เราก็ยังต้องตั้งคำถามกับสิ่งที่เป็นไปอย่างไร้เหตุผลสิ้นดี แต่ Cryin’ ยังมีทางสว่างให้เล็กน้อยที่ปลายอุโมงค์ (time to take the wheel and the road from the masters/ take this car, drive it straight into the wall/ build it back up from the floor) มันคือโซลชั้นดีที่ Marvin Gaye แทบจะอยากขึ้นจากหลุมมาขับร้องเอง โดยส่วนตัวผมชอบแทร็คนี้ที่สุดครับ Red Dress ฟังกี้สุดเหวี่ยง กีต้าร์ลิกสั้นๆเริงร่าไปกับคีย์บอร์ดเลียนเสียงเครื่องเป่าตัดฉับกับเนื้อหาอย่างเครียด (..but I’m scared to death that I’m livin’ a life not worth dyin’ for) Family Tree ลดเกียร์ลงเป็นบัลลาดที่เกือบจะเป็น Coldplay เสียงเครื่องสายประคองไปกับเปียโนไฟฟ้าที่อัดเอ็กโค่หนักหน่วง ทำนองงดงามครับ Golden Age Tunde ร้องเสียงหลบและรัวเนื้อร้องในแบบที่ชวนให้นึกถึง Wanna Be Startin’ Something เพลงหนึ่งในอัลบั้ม Thirller ของ Michael Jackson ‘golden age’ อย่างไรก็ตามที่เขาพูดถึงดูเหมือนจะเป็นความหายนะของมนุษยชาติมากกว่าที่จะเป็นยุคพระศรีอาริย์
Dear Science, ปิดปาร์ตี้ด้วย Lover’s Day ที่เหมือนเพลงมาร์ชเดินเข้าสู่การประกาศชัยชนะ(อะไรบางอย่าง?) เพลงนี้ได้เสียงร้องสวยๆของ Katrina Ford (จาก Celebration)มาร่วมประสาน

ไม่น่าแปลกใจที่นี่จะเป็นอัลบั้มขวัญใจนักวิจารณ์ทั่วโลก Dear Sciene, มีทุกอย่างที่พร้อมจะเป็นอัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปี คุณจะชอบมันถ้าคุณเป็นแฟนดนตรี black music อย่าง Prince แต่ก็มีหูเปิดรับดนตรีอีเล็กโทรนิคสมัยใหม่และความซับซ้อนทั้งทางด้านเนื้อหาและดนตรีในแบบ Progressive Rock เป็นงานที่พิสูจน์ว่าพวกเขาดีเกินไปกว่าที่จะหวังแค่ให้เป็น Radiohead ฉบับอเมริกัน

Saturday, 29 November 2008

Chinese Democracy ****


Guns N’ Roses Chinese Democracy ****

ครั้งสุดท้ายที่ Guns N' Roses ออกอัลบั้มที่เป็นเพลงออริจินัลออกมาคือในปี 1991 กับอัลบั้มคู่ที่มีเพลงแน่นขนัด (ตัดเป็นแผ่นเสียงได้สามชุด) Use Your Illusion 1+2 สมัยนั้นนายกฯเรายังชื่อ อานันท์ ปันยารชุน และจวบจนวันนี้ 2008...ฟุตบอลโลกก็ผ่านไปแล้ว4สมัย....ส่วนนายกฯ ...ใครก็ได้ช่วยนับที

แฟนเพลงทุกคนรู้เรื่องราวหลังจากนั้นกันดี Chinese Democracy เป็นอัลบั้มที่มีประวัติศาสตร์การทำงานยาวเหยียด นานพอที่จะทำให้ Axl Rose ไล่ original members ออกไปเกือบหมด (เหลือมือคีย์บอร์ด Dizzy Reed คนเดียวที่รอดมาได้อย่างเหลือเชื่อ) รวมทั้งสมาชิกใหม่ๆก็เดินสายเข้าออกกันราวกับมาชอปปิ้ง มันผ่านข่าวลือและ deadline นับครั้งไม่ถ้วน จากการเป็นอัลบั้มที่โลกจดจ่อรอคอยจนหลายปีให้หลังกลายเป็นโจ๊กเศร้าๆในวงการดนตรีเวลาที่ใครทำอะไรไม่เสร็จเสียทีก็มักจะยกมันขึ้นมาแซว ถึงขั้นที่หลายคนเชื่อว่าประเทศจีนอาจจะมีประชาธิปไตยจริงๆก่อนอัลบั้มนี้ออกเสียล่ะมั้ง (แต่ที่แน่ๆประเทศจีนสั่งแบนอัลบั้มนี้ไม่ให้วางขายในประเทศเรียบร้อยโรงเรียน...จีนไปแล้ว)

แต่นั่นก็ไม่สำคัญ... ไม่ว่าอัลบั้มนี้จะใช้เวลาสร้างนานแค่ไหน หรือแอกเซิลจะใช้เงินและนักดนตรีไปเท่าไหร่ ประเด็นสำคัญคือ มันออกมาแล้ว Chinese Democracy อัลบั้มที่ต้องแบกความกดดันมหาศาล เราควรตัดสินมันที่คุณภาพดนตรีโดยไม่ต้องไปคิดดอกเบี้ยย้อนหลังกับเวลาที่หายไป เพราะแอกเซิลไม่ได้ยืมเงินคุณไปบันทึกเสียงเสียหน่อย (แต่มันก็อาจจะไม่ใช่เงินเขา)

แม้ว่าจะเหลือสมาชิกหลักคือเขาคนเดียว แต่ Chinese Democracy ก็ยังคงมีซาวนด์ของ Guns N' Roses มากกว่าวงดนตรีอื่นใดในโลก (รวมทั้ง Velvet Revolver) มันคือการเดินทางต่อจาก Use Your Illusion ซาวนด์กีต้าร์ดิบๆและจังหวะแบบ boogie-rock-and-roll หายไปพร้อมๆกับ Slash คงเหลือแต่ความอลังการอู้ฟู่สุดขั้วสุดขีดทางอารมณ์ที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวของแอกเซิล แต่ถ้าเป็นไปได้ แอกเซิลคงอยากให้ Slash ยังอยู่ เพราะพาร์ทกีต้าร์เด็ดๆในหลายเพลงล้วนแล้วแต่เป็น"ทาง"ของนายหัวฟูทั้งสิ้น ขอแสดงความเสียใจไว้ตั้งแต่ตรงนี้สำหรับผู้หวังซาวนด์แบบอัลบั้มแรกในปี 1987 Appetite For Destruction โรสมาไกลเกินกว่าจะกลับไปจุดนั้นแล้ว

Industrial sound แบบ Nine Inch Nails ที่แผ่ซ่านในเพลงสุดท้ายของ GN’R ก่อนหน้าอัลบั้มนี้ Oh My God ที่เป็นซาวนด์แทร็คของหนัง End Of Days (1999) ยังคงพอให้ได้ยินเป็นระยะๆ สลับไปกับซาวนด์ Nu-metal อย่าง Korn และ Linkin Park!

Chinese Democracy มีเพลง 14เพลง แต่ยาวถึง 71นาทีกว่าๆ แทบทุกเพลงยาวเหยียด5-7นาที พอจะสรุปได้ว่าเวลาที่เขาสูญเสียไปอยู่ที่การพยายามทำทุกเพลงให้ perfect ที่สุด ว่ากันว่าแค่เสียงกลองใน title track ที่แอกเซิลอยากให้เหมือนที่ Dave Grohl ฟาดไว้ใน Smell Like Teen Spirit ก็ต้องใช้เวลาสร้างสรรค์และค้นหากันถึงกว่าหกเดือน! หลายต่อหลายเพลงมีโครงสร้างไม่เหมือนเพลงป๊อบร็อคหรือเมตัลธรรมดาๆ คุณจะพบบัลลาดที่ไร้คอรัส การโซโลที่กระจายไปทั่วเพลงทั้งกีต้าร์ไฟฟ้า กีต้าร์สแปนิช เครื่องเป่า เครื่องสายที่ร่ายรำอย่างไม่ไยดีกาละและเทศะ จนบางทีเหมือนว่ามันนึกอยากใส่อะไรก็ใส่เข้ามาหมด 14 ปีกับ 14 เพลงอาจจะแสนนานสุดเวอร์ แต่สำหรับอัจฉริยะกึ่งบ้าอย่าง W. Axl Rose อาจจะน้อยเกินไปด้วยซ้ำสำหรับการไล่จับเสียงในจินตนาการของเขาให้ออกมาเป็นตัวตน

เมื่อเทียบกับ Use Your Illusions แล้ว Chinese Democracy จึงฟังยากกว่าและต้องใช้เวลาในการทำความรู้จักกับมันมากขึ้น แต่รับรองว่าคงไม่ต้องฟังกันนานเป็นสิบปีถึงจะเข้าถึง

เปิดอัลบั้มด้วยไทเทิลแทร็คและซิงเกิ้ลเปิดตัว Chinese Democracy **** เริ่มด้วยเสียงคีย์บอร์ดเวิ้งว้าง....เสียงพูดคุยเบาๆเป็นภาษา..น่าจะจีน ...ท่อนริฟฟ์กระชั้นสั้นหนัก...และเรารู้สึกว่านี่คืออัลบั้มของ GN’R ในที่สุดเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องตัดหมอกที่เราคุ้นเคยของ Axl ในวัย 46 ปี เขายังรักษาความแหลมคมและแสบสันต์ของน้ำเสียงนรกประทานเอาไว้ได้อย่างน่าชมเชย นี่เป็นแทร็คที่ประกาศก้องถึงความยิ่งใหญ่และทรงพลัง สบายใจได้สำหรับผู้ที่ห่วงว่า Chinese Democracy จะเต็มไปด้วยเพลงบัลลาดแหววๆ ต่อกันด้วย Shackler's Revenge *** ที่มีทุกอย่างที่เหมาะสำหรับการเป็นเพลงประกอบ Computer Game ทั้งจังหวะและเสียงกีต้าร์ และมันก็เป็นซาวนด์แทร็คของเกม Rock Band 2 จริงๆด้วย

Better ***** ซิงเกิ้ลที่สอง เริ่มต้นด้วยดรัมลูปแบบเมทัลลิกและเสียงร้องแบบโรบ็อต ก่อนที่จะเข้าสู่ตัวเพลงที่เป็น GN’R classic... เมโลดี้งดงามและค่อยๆสร้างอารมณ์เข้าสู่ความหนักหน่วงดุดันขึ้นตามลำดับ ในเวลาเกือบห้านาทีมีอะไรเกิดขึ้นมากมายสุดจะคาดเดา นี่เป็นตัวอย่างของการทำเพลงไม่ยึดติดสูตรสำเร็จแต่ก็ยังฟังติดหูได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพลงที่สี่...คงถึงเวลาที่ต้องเอาใจแฟนๆกันแล้ว Street Of Dreams **** (ชื่อเดิม “The Blues”) โหงวเฮ้งน่าจะเป็น November Rain ของอัลบั้มได้ ทำนองเด็ดขาดแบบนี้พลาดยาก แต่ฟังๆไปมันอาจจะหนักเกินกว่าที่จะเป็นเพลงขวัญใจประชานิยมอย่าง "ฝนพฤศจิก"เมื่อ 17 ปีก่อนนั้น โซโลกีต้าร์กลางเพลงโดย Buckethead เจิดจ้าระยับระยิบกับออเคสตร้ากระหึ่มก้อง ขณะที่ November Rain ประหนี่งฝนพรำในลมหนาวปวดร้าวน้ำตาพรั่ง Street Of Dreams กระหน่ำหนักเป็นเฮอริเคนม้วนเดียวจบตายคาที่!

ถ้ายังจำเพลงแรปอุบาทว์ๆ My World จาก Use Your Illusion II กันได้ If The World ****เหมือนจะเป็นการแก้ตัวของแอกเซิล นี่อาจเป็นเพลงเดียวในอัลบั้มที่ไมเคิล แจ็คสันอาจจะนำไปร้องได้ แตกต่างจากเพลงอื่นและถือว่าเป็นการพักหู กลองไฟฟ้าเดินเรื่องไปกับกลองมนุษย์ กีต้าร์สแปนิช กีต้าร์ไฟฟ้า เครื่องสาย คีย์บอร์ด-ลูป และเสียงร้องที่น่าจะเรียกได้ว่า"อ้อน"ที่สุดในอัลบั้มของโรส There Was A Time ***** มันเป็นเพลงที่ถ้าคุณไม่รักมันก็จะเกลียดไปเลย บัลลาดมหากาพย์ที่ไร้คอรัสที่แท้จริง เริ่มด้วยเสียงวงไควร์เคว้งคว้างและโรสร้องไปกับดรัมลูป เครื่องสายกรีดกรายเข้ามา ชักชวนเสียงกลองและกองทัพกีต้าร์ไม่ทราบกำลังพลเดินเท้าเข้ากระหน่ำ โรสร้องเพลงนี้ได้สุดเสียงสังข์ ทุกวลีจากปากราวกับมาจากความรวดร้าวที่ลึกล้ำสุดบรรยาย Buckethead มือกีต้าร์จอมเพี้ยนผู้ฝักใฝ่ในผู้พันแซนเดอร์สฝากฝีมือโซโลไว้อย่างยิ่งใหญ่ Robin Finck ออกมาร่ายมนต์โซโลก่อนในลีลางดงามล่องลอยและปวดร้าว ก่อนที่พ่อหัวเคเอฟซี (Buckethead จะใส่ถังใส่ KFC เป็นหมวกไว้บนหัวเสมอ)จะออกมาสรุปคดีขยี้ปิดศาลในนาทีที่ 4:25 แอกเซิลปล่อยให้เขาใส่ยาวเหยียด มันคือการโซโลที่ดีที่สุดในอัลบั้ม และอาจจะเป็นการโซโลแห่งปี 2008 เพลงนี้น่าจะเป็นเพลงปิดอัลบั้ม เพราะมันเรียกความรู้สึกว่าไม่ควรมีอะไรต่อจากนี้อีกแล้วหลังจากจบเพลงด้วยเสียงวงไควร์เดิมอีกครั้ง...

ผมคิดว่านั่นเป็นการจบภาคแรกของอัลบั้ม ถ้าไม่เหนื่อยเกิน...ต่อกันที่เพลงที่เจ็ด... Catcher In The Rye ***** ชื่อเพลงมาจากวรรณกรรมคลาสสิกของ J.D. Salinger ที่ดันเป็นหนังสือโปรดสุดๆของผมด้วย โครงสร้างและการเรียบเรียงจัดว่า conservative เมื่อเทียบกับเพลงอื่นๆ ท่อนโซโลที่เคยเป็นของ Brian May คือจุดเด่นแม้จะเปลี่ยนคนเล่นเป็น Bumblefoot และ Robin Finck (มือกีต้าร์วงควีนเคยเข้ามาร่วมบันทึกเสียงด้วยในเพลงนี้ แต่ภายหลังพาร์ทของเขาถูกลบไป) นี่คือเพลงป๊อบที่สุดในอัลบั้ม แต่มันก็ยาวเลยเถิดไปเกือบห้านาที นักวิจารณ์บางคนบอกว่า แอกเซิลมันดูเหมือนจะไม่รู้ว่าจะหยุดตรงไหน ทุกอย่างดูมากเกินไป หรือว่าน้อยเกินไปทั้งนั้นในอัลบั้มนี้ เห็นด้วยครับ แอกเซิลเลือกที่จะทำงานตามใจตัวเอง ไม่ play safe แบบ AC/DC ที่เหมือนเดิมเป๊ะๆ

Scraped *** อินโทรอะแคปเปลลาฟังดูประหลาดยิ่งก่อนที่จะกลายเป็นร็อคแรงๆแบบ Locomotive ในอัลบั้ม Use Your Illusion II Sorry *** บัลลาดอารมณ์สยดสยองที่กลายเป็นเพลงโปรดของแฟนๆอย่างรวดเร็ว (จากโพลล์ใน chinesedemocracy.com) ว่ากันว่าแอกเซิลแต่งเพลงนี้เพื่อกัด Slash โดยเฉพาะ เป็นไปไม่ได้เลยที่ในคอนเสิร์ตแฟนๆจะไม่แหกปากร้องตามในท่อนคอรัส I'm sorry for you.... not sorry for me... Buckethead solo ได้เด็ดขาดอีกครั้ง น่าเสียดายที่เขาถูกตะเพิดออกจากวงไปเมื่อ 4 ปีก่อน Madagascar และ I.R.S. แทร็คที่”หลุด”ออกมาหลายปีแล้วกลับฟังไม่โดดเด่น แต่ Axl ก็ยังเก็บทีเด็ดไว้ปิดท้าย This I Love **** เปียโนบัลลาดคลอเครื่องสายและเสียงร้องใน mode หล่อ-หวาน สลับกับ โหยหา-ปวดร้าว ของโรส และแน่นอนต้องมี killer guitar solo ที่เป็นฝีมือ Robin ฉายเดี่ยว

Chinese Democracy ปิดท้ายด้วยเพลงรักแบบโรสๆ Prostitute ****1/2 ถ้าคุณสงสัยในความเป็นยอดนักร้องของเขานี่คือคำตอบ บทจะเน้นความลึกซึ้งเขาก็ตีบทแตกเป็นชิ้นๆ อารมณ์และเนื้อหาของบทเพลงดูจริงเกินกว่าที่จะเชื่อว่านี่เป็นเรื่องแต่ง จบด้วยเครื่องสายแบบคลาสสิคัล

คงจะโหดร้ายเกินไปมากถ้าจะหวังว่า Chinese Democracy จะเป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดที่โลกเคยมีมา เพียงเพราะว่ามันใช้เวลาการทำงานนานไปไม่หน่อย แต่ความจริงคือนี่คืออัลบั้มของวง Guns N' Roses ที่ยังให้ความเมามันส์และอารมณ์สุดขั้วในการฟัง ที่คุณไม่ละอายใจที่จะแหกปากสุดขั้วปอดตามนายโรสไปด้วยและไม่ลืมที่จะ"แอร์กีต้าร์"อย่างลืมตัวเป็นพักๆอีกต่างหาก (แม้ว่าคุณจะไม่ค่อยแน่ใจว่านั่นมันเสียงโซโลจากฝีมือใคร) ถ้าอัลบั้มนี้ไม่ล้มเหลวเกินไปนัก เราอาจจะไม่ต้องรอนานนักสำหรับงานต่อไปของ GN’R เพราะข่าววงในเล่าว่ามีเพลงพอสำหรับอีกสองอัลบั้มรออยู่แล้ว.... จะเชื่อดีไหมเนี่ย

Bob Ludwig มือมาสเตอร์ที่ขายดีที่สุดตลอดกาลรับหน้าที่ทำมาสเตอร์ และนี่ก็เป็นหนึ่งในอัลบั้มร็อคยุคใหม่ที่ยังให้สุ้มเสียงเปิดกว้างเต็มไปด้วยรายละเอียด สรรพเสียงมากมายที่แออัดกันอยู่ในแต่ละเพลงถูกจัดสรรที่ทางกันไว้อย่างมีศิลปะ

เอาล่ะ ถึงแม้จะเชียร์แค่ไหน ก็ต้องยอมรับว่าแท้จริงแล้ว Chinese Democracy คืองานโซโลของ Axl Rose ทุกอย่างเป็นวิสัยทัศน์ ชีวิต และตัวตนของเขา โปรดตัดสินมันที่ตัวดนตรีครับ

Saturday, 22 November 2008

Guns N' Roses: Chinese Democracy

This is the information:I'm an Axl fan. No Slash's solo works and Velvet Revolver impressed me much. I love both Appetite For Destrucion and Use Your Illusion. I even like 'The Spaghetti Incident?' If you have a heart like mind then you should love 'Chinese Democracy'. Now what? You haven't heard anything by GN'R in your lifetime? Well, then I've got nothing to say to you.



Yes, it is some hours before its official release date but you should not surprise that the final version was leaked days ago.I want to write a review for it. Though I know I shouldn't now. It takes time. This is not an album you could write a propriate review in a few listens. By the way, I don't need 13 years!



So, what? I listen, listen, listen... and read,read,read many reviews. And some of them made me angry. The fact that it was created in 13 years has nothing to do with its music, you know! Axl didn't use your money to record it. It's his own, man (or at least it's someone that not you)! And should we call this band Guns N' Roses? The only original member is Axl alone, Ok two if you count the keyboard player Dizzy Reed. My final answer is yes, it should be called Guns N' Roses. Reason? Get me ANY band in this f__kin' world that sounds more like GN'R. You understand? It's not like Pink Floyd without Roger Waters , Queen with Paul Rodgers or Led Zeppelin without Robert Plant. That's all wrong.

So, you should judge this album by what it really sounds not how long it took to create or who's in the band or not.



Any GN'R fan who likes a simple hard rock style of early GN'R should stick with Slash's and Velvet Revolver works. This is definitely not a place for you. The music is grand, complex, epic and most important, not created in a standard structure. So no wonder some critics get lost in the mix. They should not be hurry. If he or she wants to find a verse-verse-chorus-solo-bridge-verse stucture...surely they will be disappointed.



You know, any critic who doesn't mention the solos (I think it's Buckethead) in 'There Was A Time' is surely miss the boat. Man, I don't know how many thousands of solo ever passed my ears but this is one of the best, ranked with Randy Rhoades in Ozzy's Mr. Crowley (in 'Tribute'). Yeah, this is the best moment in this album. And Axl howls like he's in deepest pain all over. His voice at 46 is, incredible, better than ever!



You're looking for 'November Rain'? Sorry, dude, you won't find any. Axl didn't need to do that style once more. Personally, I think it's overrated and too simple.



Listen to 'Street Of Dreams' and 'Sorry'. Axl writes his own rule in ballad rock.

As I said, it takes time to digest all of this. So I will finish at this. Like it or not, give it a good amount of time. I believe it's not a bad one. He can make it like AC/DC, sounds like an old band that everyone's waiting for. But Axl takes risk. I don't know if it will success or fail.

Tuesday, 11 November 2008

20 Greatest Albums Of 2008































20.Guns N’ Roses -Chinese Democracy
14 ปีที่รอคอย ถึงตอนที่ท่านผุ้อ่านอ่านอยู่อัลบั้มนี้คงออกมาแล้ว แต่ขณะที่เขียนอยู่นี้ผมเพิ่งได้ฟังแค่ไทเทิลแทร็คเพลงเดียว เมื่อนำไปผูกโยงกับเวอร์ชั่นเก่าๆที่เคยหลุดออกมาเป็นระยะทำให้ผมสรุปออกนอกหน้าและไร้เหตุผลรองรับว่ามันน่าจะเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ยอดเยี่ยมที่สุดของปีนี้อีกแผ่น

19.Elvis Costello -Momofuku* คอสเทลโลค้นหาไฟในตัวเจออีกครั้ง ถ้าไม่นับเสียงร้องที่อาจจะไม่สดใสเหมือนวัยหนุ่ม นี่คือร็อคเรียบง่ายแต่เปี่ยมพลังเหมือนงานในยุคแรกของเขา โปรดพิสูจน์ฝีมือการเขียนเนื้อเพลงยังคงปราดเปรื่อง และฝีมือกีต้าร์ที่มักจะถูกมองข้าม

18.Sheryl Crow -Detours* สาวแกร่ง Sheryl กลับไปร่วมงานกับโปรดิวเซอร์คนแรกที่ทำให้เธอโด่งดัง Bill Bottrell Detours เป็นอัลบั้มที่แฟนๆพร้อมจะอ้าแขนรับ มันเป็น classic Sheryl เสียงร้องหวานใส และดนครีโฟล์คร็อคที่ไม่เคยแห้งแล้งเมโลดี้ แม้เนื้อหาจะหนักอึ้งไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวทางการเมือง, การเลิกร้างกับแฟนหนุ่ม แลนซ์ อาร์มสตรอง หรือสภาวะจิตใจของเธอขณะรอรับการฉายรังสีรักษามะเร็ง แต่ Crow ก็ยังทำเพลงออกมาได้น่าฟังเสมอ

17.Neil Diamond -Home Before Dark* การร่วมมือกันอีกครั้งของ Neil และ Rick Rubin ดนตรียังคงเป็นในแบบคล้ายที่ Rubin โปรดิวซ์ให้กับ Johnny Cash เน้นกีต้าร์โปร่ง ดนตรีน้อยชิ้น บทเพลงจริงจังตรงไปตรงมา แตกต่างไปจากยุครุ่งเรืองของ Neil พอสมควร

16.Madonna -Hard Candy* ราชินีป๊อบทำอัลบั้มนี้ในแบบ play safe ปิดประตูล้มเหลว ด้วยการจ้างโปรดิวเซอร์ที่ทำงานติดตลาดที่สุด อย่าง Timberland และ Pharrell Williams และแขกรับเชิญงานชุกอย่าง Justin Timberlake มาเป็นหน้าเป็นตาให้ Hard Candy อีกทั้งดนตรีก็เป็นป๊อบสูตรสำเร็จที่คาดเดาได้ กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นงานคุณภาพที่เหนือชั้น เพียงแต่คงไม่มีความจีรังในความทรงจำของแฟนเพลงได้เท่างานเยี่ยมๆของเธอในอดีตอย่าง Ray Of Light หรือ Like A Prayer

15.She & Him- Volume 1* Zooey Deschannel เป็นหนึ่งในดาราหนังไม่กี่คนที่เป็นนักร้องได้อย่างเต็มตัว แถมเธอยังแต่งเพลงเองเสียอีก ‘him’ คือ M.Ward มือกีต้าร์และโปรดิวเซอร์หนุ่มในทาง alternative country Volume One เต็มไปด้วยเพลงรักในแบบยุคคุณป้ายังสาว wall-of-sound แบบ Phil Spector และป๊อบสนุกแบบ Girl Group ที่โด่งดังในยุค 60’s

14.Kean -Perfect Symmetry* เลิกทำตัวเป็นทริโอเปียโนป๊อบไร้กีต้าร์ แต่หันไปเล่นซินธ์ป๊อบแบบ A-Ha และ Pet Shop Boys แถมใส่ดนตรีแน่นขนัด เสียงร้องของ Tom Chaplin ยังคงอิ่มเอิบเฉียบขาด และ Tim Rice-Oxley ก็ยังคงร่ายมนต์ผลิตเมโลดี้เร้าใจได้มากมายเหมือนเดิม

13.Mariah Carey -E=MC2 สมัยเธอดังขึ้นมาคู่กันมากับ Whitney Houston เราก็ติดตามอยู่ว่าใครจะคงกระพันกว่ากันระหว่างสองดีว่าดำ-ขาว แต่ในขณะที่ Whitney ติดยาหมดสภาพไปแล้ว เจ๊ม้าลายของเรายังอยู่ แม้ว่าจะเคยสติแตกหวิดฆ่าตัวตายไปเหมือนกันในยุคตกต่ำ แต่เธอก็กลับมาได้อย่างไม่น่าเชื่อในอัลบั้มที่แล้ว The Emancipation Of Mimi อัลบั้มนี้ยังเดินรอยตามเดิมเป็นป๊อบที่กลมกลืนไปกับฮิปฮอปที่เธอโปรดมานานแล้วพร้อมแขกรับเชิญกระจาย เสียงกระบังลมหวีดหวิวของเธอก็ยังตามมาหลอกหลอนเป็นระยะๆ นี่เป็นงานที่ฟังได้เพลินๆและจับตลาดอเมริกันได้อยู่หมัดเหลือเกิน

12.Rolling Stones -Shine A Light ซาวนด์แทร็คจากหนังคอนเสิร์ตอีกเรื่องของสโตนส์จากการแสดงที่ Bacon Theatre ในปี 2006 ด้วยความที่เป็นสถานที่เล็กและต่อหน้าการกำกับของ Martin Scorsese ทำให้การแสดงของพวกเขาเข้มข้นและโฟกัสเป็นพิเศษ ผมได้ชมหนังเรื่องนี้ในการฉาย “กลางแปลง” ที่ Siam Paragon ในวันที่ 1 พ.ย. แม้สุ้มเสียงจะไม่สมบูรณ์ แต่ก็ต้องบอกว่าสนุกมากๆ มันจะเป็นอัลบั้มที่จะทำให้คุณกลับมาหลงรักร็อคแอนด์โรลอีกครั้ง

11.The Last Shadow Puppets -The Age Of Understatement โปรเจ็คเล่นๆของ Alex Turner แห่ง british punk pop ชื่อดัง Arctic Monkeys และ Miles Kane จาก The Rascals แต่ฟังแล้วโปรดักชั่นหรูหราไม่ใช่งานแก้เหงาธรรมดาๆเลย นอกจากน้ำเสียงของ Alex แล้วงานนี้แทบไม่มีอะไรเหมือน the Monkeys อิทธิพลสำคัญคือ symphonic pop ของ Scott Walker และ David Bowie ในยุคก่อนมี Alex Turner คือนักดนตรี-นักแต่งเพลงที่น่าจับตามองที่สุดคนหนึ่งในปัจจุบัน เชื่อว่าอัลบั้มที่สามของ Arctic Monkeys ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน

10.Slipknot -All Hope Is Gone* เมทัลหน้ากาก9หน่อจากไอโอวาหาจุดลงตัวของตลาดและความรุนแรงหนักหน่วงของดนตรีของพวกเขาพบในอัลบั้มที่ 4 ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะทำเพลงในระดับการทำลายล้างขนาดนี้ให้มีท่วงทำนองติดหูได้ด้วย

9. Randy Newman- Harps And Angles * ปลีกเวลาจากงานซาวนด์แทร็คมาทำงานเดี่ยวอีกครั้ง ไม่มีคำว่าฟอร์มตกสำหรับแรนดี้ นิวแมน เขายังทำดนตรีป๊อบที่มีสุ้มเสียงแบบนิวออร์ลีนส์บ้านเกิดได้น่าฟัง หลายเพลงโชว์ฝีมือการเขียนภาคออเคสตร้าราวกับเป็นซาวนด์แทร็คในบทเพลง

8.Ryan Adams and the Cardinals -Cardinology หลังจากเคยออกถึงสามอัลบั้มในปีเดียว ไรอันทิ้งช่วงห่างจาก Easy Tiger งานเดี่ยวของเขาไปถึง 1 ปี รายงานข่าวว่าเขาเอาชนะปัญหาเหล้ายาได้เด็ดขาด และ Cardinology ก็เป็นหนึ่งในงานยอดเยี่ยมที่สุดที่เขาเคยทำมา ไรอันคือส่วนผสมของแกรม พาร์สันส์ และนีล ยังก์ในวัยหนุ่ม และ Cardinology ก็ยังยืนยันในส่วนผสมนั้น มันคือ classic rock ในแบบที่คนหนุ่มยุคนี้หาใครมือถึงทำได้อย่างนี้แทบไม่มีอีกแล้ว

7.The Ting Tings -We Started Nothing ดูโอจากแมนเชสเตอร์คู่นี้ดูเผินๆเหมือนจะเป็นวงติงต๊องตลกๆธรรมดา Katie White นักร้องและกีต้าร์ผมบลอนด์น่ารักน่าชังและมือกลอง Jules De Martino กลับทำเพลงออกมาได้อย่างน่าเกรงขาม? ลองฟัง That’s Not My Name ซิงเกิ้ลดัง หนึ่งในเพลงป๊อบที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งปีจากเพลงป๊อบพังค์ที่เหมือนจะเอาสนุกเข้าว่าแบบ Mickey ของ Toni Basilแต่ตอนจบกลับโชว์การ counterpoint กันถึง 4 elements! ดนตรีของพวกเขานั้นคงจะ started nothing เหมือนกับที่ออกตัวไว้ แต่สิ่งที่เขาและเธอสานต่อนั้นก็เหลือเฟือแล้ว ได้แต่หวังว่าพวกเขาคงจะเป็น New Blondie มากกว่า New Knack ที่จอดแค่ป้ายแรก

6.B.B. King -One Kind Favor* ราชันย์แห่งบลูส์มาในสุ้มเสียงที่สดดิบที่สุดในรอบหลายปี จากการโปรดิวซ์ของ T-Bone Burnett วัย 83 ไม่เป็นปัญหาใดๆแก่คิงทั้งเสียงร้องและการเล่นกีต้าร์ Lucille ยังกรีดเสียงหวานเศร้าได้เหมือนหลายสิบปีที่ผ่านมา ปู่คิงล้อเล่นกับมรณะกาลของตนเองอย่างไม่ยี่หระใน See That My Grave Is Kept Clean และร่ายมนต์บลูส์ปลิดน้ำตาแฟนๆปิดท้ายด้วย Tomorrow Night นี่คืออัลบั้มที่จะเป็นตำนานบลูส์ในอนาคต

5.AC/DC -Black Ice หายไปหลายปี กลับมาครั้งนี้พวกเขาจับซาวนด์ในแบบ Back In Black ที่ทำให้วงเมทัลออสเตรเลียนนี้กลายเป็นหนึ่งในวงดนตรีขายดีที่สุดตลอดกาลได้อีกครั้ง ทุกอย่างยังเป็นสูตรเดิมๆ ฮาร์ดร็อคจังหวะกลางๆที่ขายริฟฟ์มันส์ๆ เสียงร้องกรีดเค้น (แต่ในอัลบั้มนี้ Brian Johnson ในวัยนี้กรีดร้องน้อยลงแต่ใส่ความ soulful ที่ไม่ค่อยเคยได้ยินลงไปในเนื้อเสียงของเขาได้อย่างน่าฟัง) และเนื้อหาที่ไม่มีอะไรมากไปกว่า ปัจจัย4ของร็อคแอนด์โรลล์ แต่คุณคิดว่าสูตรนี้ทำกันได้ง่ายๆหรือ และมีใครทำได้อย่างพวกเขาบ้างล่ะ?

4.Fleet Foxes -Fleet Foxes งานเปิดตัวของหนุ่มฮิปปี้หลงสมัย5คนจากซีแอตเติล มันเป็นอัลบั้มที่ฟังแล้วเหมือนบันทีกเสียงกันในหุบผาซอกหินหรือเทือกเขาลำเนาไพรอันซ่อนเร้นสักแห่งในอเมริกาแทนที่จะเป็นห้องบันทึกเสียงสมัยใหม่ พวกเขาเรียกดนตรีโฟล์คร็อคที่เน้นเสียงประสานโหยหวนของพวกเขาว่า “baroque harmonic pop jams” อาจจะเป็นงานที่ไม่ขายนัก แต่เรื่องคำวิจารณ์รับดาวไปหลายตะกร้าจากทุกสำนัก

3.Duffy -Rockferry สาวเวลช์ร่างเล็กที่โด่งดังมาก่อนจะออกอัลบั้ม และเสียงเธอก็สมคำร่ำลือจริงๆ การร้องของเธอคล้ายนักร้องรุ่นใหญ่หลายคนแต่ที่โดดเด่นออกมาคือสไตล์ของ Dusty Springfield และโทนเสียงจัดจ้านแบบ Cyndi Lauper Bernard Butler อดีตมือกีต้าร์ Suede โปรดิวซ์อัลบั้มนี้ออกมาในแนวดนตรีป๊อบโซลยุค 60’s ในแบบที่เขาถนัด โดยส่วนตัวผมคิดว่าเธอมีเสียงร้องที่น่าทึ่งที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา อย่าแปลกใจว่าทำไมเธอถึงได้มาในอัลบั้มแรกอย่างสมบูรณ์แบบเช่นนี้ เพราะเบื้องหลังการทำงานใน Rockferry นั้นใช้เวลาย้อนกลับไปถึง 4 ปี จึงไม่ถูกนักถ้าจะเรียกเธอว่าเป็น New Amy Winehouse

2.Coldplay -Viva La Vida or Death and All His Friends Brian Eno ก้าวเข้ามารับบทโปรดิวเซอร์ในอัลบั้มนี้ แต่น่าจะเรียกเขาว่าเป็นผู้อำนวยการสร้างน่าจะเหมาะกว่า ไม่มีอีกแล้วสำหรับเพลงอ้อนสาวอย่าง Fix You หรือ In My Place, Viva La Vida เต็มไปด้วยซาวนด์ที่ถักทอสอดประสานหลายซับทับซ้อน มันอาจจะไม่มีเพลงติดหูง่ายๆเหมือนสามอัลบั้มแรก แต่ในภาพรวมของอัลบั้มนี่คือการผจญภัยครั้งใหม่ที่พวกเขาไปใกล้ขอบฟ้ามากขึ้นทุกที เสียงร้องของ Martin ยังทรงเสน่ห์และเป็นเอกลักษณ์ของวงเหมือนเดิม

1.Nick Cave and The Bad Seeds -Dig!!! Lazarus Dig!!!* เจ้าพ่อ Gothic Rock วัยครึ่งศตวรรษ เครื่องติดตั้งแต่โปรเจ็กก่อนที่เขาทำกับวง Bad Seeds ชุดเล็กในชื่อ Grinderman, Dig!!! Lazarus Dig!!! ยังคงเต็มไปด้วยเพลงที่ว่าด้วยเรื่องต้องห้ามของเซ็กซ์ ศาสนา และความหายนะ ที่หาใครในโลกเขียนได้อย่างเข้มข้น(และบางทีก็ขำขัน)ได้เท่า Nick Cave ยาก ดนตรีขับเคลื่อนด้วยเบสอ้วนลึกและคีย์บอร์ดไหลลื่นในแบบ The Doors สมทบด้วยกีต้าร์ดิบร้อนฉ่า นี่คือร็อคที่ไร้กาลเวลาโดยสิ้นเชิง

Saturday, 11 October 2008

มหาบุรุษแห่งบลูส์




B.B. King One Kind Favor (2008) ****










ทำไมงานรีวิวของผมถึงมีแต่สี่ดาวห้าดาว?


ผมพยายามจะหางานป๊อบ-ร็อคที่น่าสนใจในแต่ละเดือนมาเขียนถึงโดยจะเน้นงานที่ออกใหม่เป็นหลัก แต่ด้วยโควต้าที่จำกัดแค่ฉบับละ2อัลบั้ม มันจึงเป็นการคัดเลือกโดยธรรมชาติไปโดยปริยาย งานที่ไม่ได้มาตรฐานหรือน่าผิดหวังแม้บางทีอาจจะมีแง่มุมน่าสนใจ แต่ผมก็เลือกที่จะนำงานที่เปี่ยมคุณภาพมานำเสนอเพราะคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนมากกว่า


เป็นไงครับ ลีลาพอจะมีแววเป็นนักการเมืองได้หรือยัง?


เดือนนี้นอกจาก Harps And Angels ของ Randy Newman ที่โดดเด่นขึ้นมา ก็มีอีกหลายงานที่อยากเขียนถึง Perfect Symmetry ของ Keane, Death Magnetic ของ Metallica งาน debut ของ Glasvegas หรือป๊อบน่ารักๆจาก Emiliana Torriniแต่ผมเลือกเขียนถึงงานของชายชราที่ชื่อ B.B. King มันเป็นความรู้สึกส่วนตัวที่อยากจะเขียนถึงปูชณียบุคคลแห่ง electric blues นี้สักครั้งขณะที่แกยังมีชีวิตอยู่ (แม้ว่าแกจะไม่ได้รับรู้ก็ตามที) ด้วยอายุที่ปาเข้าไปถึง 83 ขวบ และสุขภาพที่ถดถอยลงเรื่อยๆ ผมล่ะหวาดเสียวทุกครั้งที่เปิดอินเตอร์เน็ต กลัวว่าจะเจอประโยคทำนอง R.I.P. King Of The Blues...


แต่ผมไม่ควรจะเป็นกังวลเลย เพราะปู่บีบีคิงเองก็ตระหนักเรื่องนี้ อาจจะดีกว่าใครๆ ผมเชื่อว่าแกรับมือกับเรื่องนี้ได้อย่างสบายๆด้วยหัวใจที่กว้างขวางราวลุ่มน้ำมิสซิปซิปปี้และทัศนคติในการมองชีวิตในแง่รื่นรมย์มาตลอด แม้ดนตรีที่แกเล่นจะมีชื่อว่า Blues แต่บลูส์จากเสียงร้องและปลายนิ้วของคิง กลับเป็นเหมือนการรำพันกลั่นความรู้สึกจากส่วนลึก ราวกับเป็นการเยียวยารักษาความปวดร้าวมากกว่าจะเป็นการคร่ำครวญไร้สติ นั่นคือสิ่งหนึ่งที่ยกระดับของคิงให้อยู่ต่างจากศิลปินบลูส์รุ่นเดียวกัน และคงไม่เป็นการเกินเลยไปถ้าจะบอกว่าเขาคือราชันย์แห่งดนตรีบลูส์ที่ไม่มีใครอาจเอื้อมเลื่อยขาเก้าอี้มาตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา


แต่ผมไม่ได้เขียนถึง One Kind Favor เพราะสักแต่ว่ามันเป็นงานของ B.B. King แต่มันเป็นงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเขาในรอบหลายปี พูดตรงๆว่าถ้านี่เป็นอัลบั้มสุดท้ายของเขา มันก็สุดจะสมเกียรติ ดนตรีบลูส์นั้นจะว่าไปก็ไม่ใช่ดนตรีที่ซับซ้อนหรือมีทางให้โลดแล่นไปมากนัก ตรงกันข้ามมันออกจะเป็นดนตรีที่ซ้ำซากวนไปวนมาด้วยซ้ำทั้งทางด้านเนื้อหาและท่วงทำนอง แต่บลูส์นั้นวัดกันที่ feel ครับ และ One Kind Favor ก็เป็นงานที่โชว์ feel กันล้วนๆ


เหตุผลสามประการที่ทำให้ One Kind Favor กลายเป็นงานบลูส์ที่แทบจะขึ้นหิ้งไปในทันทีนั้นคือ 1.โปรดิวเซอร์ที่ชื่อ T-Bone Burnett ที่เพิ่งสร้างชื่อมากๆจากการทำงานให้ Robert Plant & Alison Krauss, 2.ทีมนักดนตรีระดับพระกาฬที่ประกอบด้วย Dr. John (Piano), Nathan East (Bass) และ Jim Keltner (Drums) และ3.ตัวบทเพลงที่เป็นเพลงบลูส์เก่าแก่ที่ตัวแกเองโปรดปรานตั้งแต่สมัย 1930-1940's แต่ปู่บีบีไม่เคยนำมาบันทึกเสียงมาก่อน (น่าประหลาดยิ่งนัก) ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ตัวบีบีเองปล่อยพลังในวัยชราของเขาออกมาได้อย่างน่าขนลุก เสียงร้องของเขาอาจจะอ่อนล้าไปตามวัย แต่มันยังหนักแน่นและดึงทุกอณูอารมณ์ออกมาจากทุกถ้อยวลีอันปวดร้าวที่ถูกขีดเขียนไว้เมื่อนานแสนนานแล้วออกมาได้ เขาอาจจะไม่เล่นกีต้าร์แคล่วคล่องลื่นไหลเหมือนเมื่อสิบปีก่อนในอัลบั้ม Blues On The Bayou (ที่ว่ากันว่าเป็น masterpiece สุดท้ายของแก) แต่เมื่อถึงเวลาที่จะต้องซัดกันด้วยอารมณ์เนื้อๆอย่างใน Waiting For Your Call ก็ไม่มีใครในโลกกินแกได้ สำเนียงกีต้าร์แกทั้งหวานและเต็มไปด้วยเมโลดี้ ขณะเดียวกันมันก็เศร้าสุดหัวใจ


เพลงเปิดอัลบั้ม See That My Grave Is Kept Clean ผลงานของ Blind Lemon Jefferson ท่วงทำนองชัฟเฟิลคึกคัก ใครที่ไม่คุ้นเคยกับซาวนด์ของ T-Bone Burnett อาจจะรู้สึกว่ามันหนืดๆและแห้งแล้ง แต่เมื่อคุ้นเคยกับมันแล้วจะพบว่าซาวนด์อย่างนี้มันเหมาะสำหรับ root music อย่าง blues และ country มากกว่าการโปรดิวซ์แบบเนียนเนี้ยบอย่างอัลบั้มหลังๆของคิง เนื้อหาของเพลงและอารมณ์ที่บีบีถ่ายทอดแสดงชัดถึงมนุษย์ผู้ซึ่งบรรลุแล้วในชีวิตอันเปี่ยมคุณค่า เขาไม่แยแสอะไรนักกับวาระสุดท้าย ขอแค่ดูแลหลุมฝังศพให้สะอาดหน่อยก็พอใจแล้ว


ผมปล่อยให้บีบีและลูกวงพาอารมณ์กระเจิงไปกับประวัติศาสตร์แห่งบลูส์อย่างดื่มด่ำ จนถึงเพลงสุดท้าย Tomorrow Night (งานของ Lonnie Johnson) ที่ Elvis Presley เคยนำมาร้อง ประหลาดใจเล็กน้อยที่มีการโซโลแซ็กโซโฟน(เพราะมาก)มาก่อนกีต้าร์ แต่สุดท้ายก็เป็น 'Lucille' กีต้าร์คู่ใจของราชันย์ที่มาปิดสกอร์


สักวันหนึ่งเจ้าของ Lucille ก็คงต้องจากไป และผมไม่อยากให้ใครมาแตะต้องเธออีก และไม่คิดว่าเธอจะยอมส่งเสียงเหมือนเดิมด้วย