Showing posts with label 1967. Show all posts
Showing posts with label 1967. Show all posts

Saturday, 21 February 2009

The Beatles | Sgt. Pepper's (3) (Final)


Sgt. Pepper’s
เป็นงานที่ต้องฟังกันต่อเนื่องทั้งอัลบั้มถึงจะได้อรรถรสสมบูรณ์แบบ
แต่ในแต่ละแทร็คก็มึความโดดเด่นในตัวของมันเอง
เรามาดูเบื้องหลังและเกร็ดเล็กน้อยในบางเพลงสำคัญๆกันครับ(ก็เกือบหมดแผ่นนั่นแหละ)



Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Bandเพลงเปิดอัลบั้ม มันเปรียบได้กับบท “โหมโรง” หรือ ‘Overture’ ของดนตรี Opera ก่อนที่จะนำเข้าสู่เนื้อหาที่แท้จริงของ Sgt. Pepper’s พอลร้องนำในตัวบทเพลงที่เดินเรื่องด้วยกีต้าร์สไตล์จิมี่ เฮนดริกซ์ สนับสนุนด้วยเครื่องเป่า French Horns อีกสี่ชิ้น และเพื่อสร้างบรรยากาศให้เหมือนการแสดงบนเวที จอร์จ มาร์ตินก็ได้โอเวอร์ดับเสียงวงดนตรีอุ่นเครื่อง, เสียงปรบมือและหัวเราะจากเทปบันทึกการแสดงละคร Beyond The Fringe ลงไปอย่างแนบเนียน

With A Little Help From My Friends จอห์นและพอลช่วยกันแต่งเพลงนี้ให้ริงโก้ร้องนำโดยเฉพาะ เดิมมีชื่อเพลงว่า ‘Bad Finger Boogie’ มันเป็นเพลงที่พวกเขาบันทึกเสียงกันเกือบจะเป็นเพลงสุดท้ายของอัลบั้มในวันที่ 29 มีนาคม 1967 ก่อนที่จะนำมาเกี่ยวก้อยกับแทร็คแรกด้วยเสียงกรีดร้องของแฟนๆ (ตัดต่อมาจากเสียงคนดูในการแสดงของ Beatles เองที่ Hollywood Bowl!) นอกจากเนื้อหาจะแทงใจแฟนๆริงโก้แล้ว ท่วงทำนองก็ยังอยู่ในคีย์ที่สบายๆสำหรับนักร้องสไตล์ริงโก้ พอลช่วยเสริมท่อนเบสหวานละมุนที่เขาบรรจง overdub (อัดทับ) ลงไปภายหลัง

Lucy In The Sky With Diamonds จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังมีคนคิดว่าชื่อเพลงนี้ถ้านำมาย่อแล้วจะได้คำว่า LSD แม้ว่าจอห์นจะออกมาประกาศปาวๆว่าไม่ใช่ เพลงนี้เขาได้ชื่อเพลงมาจาก”ชื่อรูป”ที่จูเลียนลูกชายวัยสี่ขวบเขาวาดเพื่อนนักเรียนหญิงกำลังลอยล่องในนภาต่างหาก ส่วนเนื้อหานั้นจอห์นได้รับอิทธิพลมาจากหนังสือ Through The Looking Glass ของ Lewis Carroll นักเขียนคนโปรดในวัยเด็กของเขาเสียงร้องและดนตรีที่ฟังดูฟุ้งฝันได้มาจากการใส่ effect ต่างๆและการปรับสปีดอันซับซ้อน โดยเฉพาะเสียงร้องของจอห์นเอง ที่เขาต้องการให้ฟังออกมาไม่เหมือนเสียงของเขาที่สุด

She’s Leaving Home พอลเล่นกับออเคสตร้าในสไตล์ที่เขาเคยทำไว้กับ Yesterday และ Eleanor Rigby แต่คราวนี้ดูเหมือนเขาจะทำได้ไม่กระชับและลงตัวเท่า ไอเดียของเพลงได้มาจากข่าวนักเรียนสาวอายุ 17 ที่หนีออกจากบ้าน ทั้งๆที่พ่อแม่ก็ออกมาให้สัมภาษณ์แก่นักข่าวว่า “เราได้ให้ทุกอย่างแก่เธอที่เงินสามารถซื้อได้แล้วนะ” นี่เป็นเพลงๆเดียวของ Beatles ที่จอร์จ มาร์ตินไม่ได้เป็นคนอะเรนจ์เครื่องสายให้ มันเป็นฝีมือของ Mile Leander จอห์นช่วยร้องและแต่งในท่อนที่เป็นดั่งเสียงทอดถอนใจของผู้เป็นพ่อแม่ (จอห์นเล่าว่าเขาจำมาจากคำบ่นของป้ามิมี่)

Being For The Benefit Of Mr. Kite! ไม่รู้ว่าจะเป็นเพราะความอัจฉริยะหรือความเกียจคร้าน จอห์นลอกคำโปรยในโปสเตอร์โฆษณาละครสัตว์ยุคปี 1843 ที่เขาได้มาจากร้านขายของเก่าเอามาทำเป็นเนื้อเพลงๆนี้ทั้งยวง แต่ด้วยความเป็นนายทางภาษาทำให้เนื้อหาที่เขียนออกมาดูดีในแบบจอห์นๆอีกเช่นเคย ทีเด็ดของเพลงนี้คือช่วงโซโล่เสียงม้าหมุนที่จอห์นต้องการให้ได้บรรยากาศของงานวัดฝรั่ง มาร์ติน”จัดให้”ด้วยการโยนเทปตัดกลางอากาศแล้วเอามาต่อใหม่แบบสุ่มส่งเดช ไม่น่าเชื่อว่าผลจะออกมาเวิร์คอย่างจัง

Within You Without You เพลงภารตะเพลงที่สองของจอร์จ ต่อจาก ‘Love You To’ ใน Revolver แต่นี่ไม่ใช่เพลงแขกธรรมดาๆ มันเป็นการผสมผสานดนตรีตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ด้วยเนื้อหาที่เป็นปรัชญาแบบตะวันออกแท้ๆ นอกจากเครื่องดนตรีอินเดียที่เล่นโดยนักดนตรีจาก Asian Music Circle จากลอนดอนแล้ว จอร์จกับ Neil Aspinall ผู้ช่วยและเพื่อนสนิทของวงก็ยังเล่นเครื่องดนตรีแขกอีกบางส่วนเสริมลงไป ประชันกับไวโอลินแปดตัว เชลโลสามตัว กีต้าร์โปร่ง จอร์จร้องนำเองอย่างยอดเยี่ยมโดยไม่มีเต่าทองคนอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยว ก่อนจบเพลงจอร์จจงใจใส่เสียงหัวเราะของเขาเองลงไปท้ายเพลงเพื่อเป็นการคลายเครียดให้ผู้ฟังจากดนตรีที่ค่อนข้างจะบีบเค้นอารมณ์ในเพลงนี้ ในอัลบั้มรีมิกซ์ Love (2006) จอร์จ มาร์ตินและลูกชายนำเพลงนี้ไปผสมกับ Tomorrow Never Knows ออกมาได้อย่างเหลือเชื่อ

When I’m Sixty-Four หลังจากเครียดกันหน้านิ่วกับเพลงของจอร์จ พอลนำท่านผู้ฟังย้อนยุคกลับไปด้วยดนตรีแนวก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 มันเป็นเพลงเก่าเก็บที่เขาแต่งไว้นานแล้ว และ Beatles ชอบนำมันมาเล่นในแบบอคูสติกยามเครื่องเสียงมีปัญหาในการแสดงยุคที่พวกเขายังเล่นที่ Cavern Club พวกเขานำมันมาขัดเกลาใหม่และบันทึกเสียงกันในช่วงปลายปี 1966 ระหว่างการบันทึกเสียง ‘Strawberry Fields Forever’ และ ‘Penny Lane’ พวกเขาเชิญนักคลาริเน็ตสามท่านมาร่วมบรรเลงในเพลงนี้และเพลงทั้งหมดถูกปรับสปีดให้เร็วขึ้นเล็กน้อยด้วยเหตุผลทางอารมณ์ของบทเพลง เนื้อหาของเพลงนี้เป็นเรื่องของหนุ่มคิดมากที่กังวลว่าสาวเจ้าจะยังเอ็นดูเขาอยู่ไหมยามเขาเฒ่าชแรแก่ชรา...อยากรู้นัก....

Good Morning, Good Morning จอห์นกดดันพอสมควรกับการแต่งเพลงแข่งกับพอลที่อยู่ในช่วงฟอร์มสดเหลือเกินในตอนนั้น แต่เขาก็เล่นง่ายๆด้วยการนำไอเดียมาจากโฆษณา cornflakes ทางทีวีในตอนเช้า เนื้อหาที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรนอกจากหยิบประโยคต่างๆมาต่อกันแบบกลอนพาไปแต่ก็มีนักวิจารณ์บางคนยกย่องไว่ามีความหมายดีๆซ่อนเร้นอยู่ ทีมเครื่องเป่าจาก Sounds Inc หกท่านช่วยเสริมความคึกคักในยามเช้าของเพลงนี้ จบด้วยเสียงเอ็ฟเฟ็คของสรรพสัตว์ที่ดูเหมือนจะไล่ต่อกันเป็นทอดๆก่อนที่เพลงจะกลืนไปกับ...

………. Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band (Reprise)การกลับมาเล่นกับ theme เดิมที่ได้เสนอไว้ตอนต้นช่วยทำให้ Sgt. Pepper’s ดูเป็น concept album มากขึ้น ด้วยท่วงทำนองและเนื้อหาที่แทบจะไม่ต่างจากเพลงแรก นอกจากจังหวะที่เร้าใจกว่า (ริงโก้ตีกลองได้ “โจ๊ะ” จริงๆในแทร็คนี้) และประโยคอมตะ ‘It’s getting very near the end’ อันเร้าอารมณ์ยิ่งนัก พวกเขาบันทึกเสียงเพลงนี้เสร็จอย่างง่ายดายในวันที่ 1 เมษายน 1967 ในห้องอัดหมายเลข 1 ที่มีสุ้มเสียงต่างจากเพลงอื่นๆที่อัดในห้องเบอร์ 2 เต่าทองทั้งสี่ร่วมกันแชร์เสียงร้องร่วมกัน โมโนมิกซ์ของเพลงนี้มีอะไรที่แตกต่างจากสเตอริโอหลายอย่าง ทั้งเสียงกีต้าร์และเสียง”ผู้ชม”ที่แทรกเข้ามาเป็นระยะๆ

A Day In The Life ดูเหมือนวงของจ่าเป๊บเปอร์จะลงจากเวทีไปแล้ว และวินาทีแรกที่เสียงกีต้าร์โปร่งอินโทรของ ‘A Day In The Life’ คลืบคลานเข้ามา มันประหนึ่งว่า Beatles ตัวจริงได้ทยอยเดินขึ้นมาบนเวทีแทน นี่คือการบันทึกเสียงและบทเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Beatles ไม่ว่าจะมองในแง่ไหน และมันทำให้ Sgt. Pepper’s เป็นยิ่งกว่าอัลบั้มชั้นดีที่มีเพลงดีๆมากมายเท่านั้น มันคือบทสรุปและ “ตอนจบ” ที่ฉาบพลังฉายย้อนกลับไปให้ทุกแทร็คใน Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band จอห์นได้ไอเดียมาจากข่าวหลายๆข่าวในหนังสือพิมพ์ Daily Mail ฉบับวันที่ 17 มกราคม และสองวันหลังจากนั้นเขาก็นำเพลงนี้ไปบันทึกเสียงร่วมกับพวก Beatles ในชื่อว่า ‘In The Life Of…’ ท่อนกลางของเพลงที่แสดงชีวิตอันเร่งรีบไร้แก่นสารของหนุ่มชาวกรุงได้มาจากเพลงที่พอลแต่งค้างไว้ซึ่งเข้าล็อคพอดีกับเพลงของจอห์น อีกความยิ่งใหญ่ของบทเพลงคือเสียงออเคสตร้าจากนักดนตรี 40 คน (อัดซ้อนทับกัน4ตลบทำให้ฟังดูเหมือนวง 160 ชิ้น!) ที่ได้รับคำสั่งให้เล่นด้วยโน้ตที่ต่ำที่สุดและเบาที่สุดและค่อยๆเพิ่มความดังและความสูงของเสียงขึ้นทีละน้อยจนกระทั่งถึงขีดสุด พวกเขาเล่นแบบนี้สองครั้งภายใต้การกำกับวงของพอลเองและครั้งที่สองจบลงด้วยเสียงกระหน่ำเปียโนอย่างกึกก้องที่ดูเหมือนจะดังไปชั่วนิรันดร์ เป็นจุดจบของบทเพลงและอัลบั้ม?
โอ ไม่ ยังมีอะไรอีกนิดหน่อยเป็นเซอร์ไพรซ์ท่านผู้ฟังอีกนิด ลองเงี่ยหูฟังว่าท่านจะได้ยินอะไรอีกไหมหลังจากนี้? แต่ผมเชื่อว่าท่านคนไม่ได้ยินหรอก เพราะจอห์น เลนนอน นึกสนุกให้ทีมงานใส่เสียงความถี่สูงที่มนุษย์ไม่อาจได้ยินได้ลงไปหลายเพลงนี้ (ว่ากันว่าสุนัขจะได้ยินได้ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับลำโพงคุณด้วย) แถมก่อนเข็มแผ่นเสียงจะเด้งขึ้น พวกเขายังช่วยกันประสานเสียงแปลกๆฟังไม่ได้ศัพท์ลงไปปิดท้าย ซึ่งถ้าเป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงแบบไม่มีระบบยกเข็มกลับอัตโนมัติ เสียงบ๊องๆนี้จะวนไปเรื่อยๆตลอดกาล (ภายหลังมีคนตั้งชื่อให้มันว่า Sgt. Pepper’s Inner Groove)

สำหรับในแง่ของออดิโอไฟล์ ท่านน่าจะหาแผ่นที่เป็นระบบโมโนมาฟังเปรียบเทียบกับสเตอริโอด้วย ซึ่งคงจะต้องเป็นแผ่นเสียงยุคก่อนๆหรือไม่ก็ซีดี bootleg เพราะยังไม่มีการทำเป็นซีดีเป็นทางการออกมา โมโนมิกซ์ของ Pepper จะมีความแตกต่างในหลายๆจุดจากสเตอริโอ และเป็นมิกซ์ที่พวก Beatles ดูแลกำกับอย่างละเอียดละออกว่า เพราะยุคนั้นยังเป็นตลาดของโมโนอยู่ ส่วนผู้ที่สนใจสุ้มเสียงแบบโมเดิร์น มีบางแทร็คที่ผ่านการรีมิกซ์ให้ฟังกัน ที่น่าสนใจคือ Penny Lane ในซีดี Anthology2, หลายแทร็คใน The Beatles:Love และ Yellow Submarine Songtrack รวมทั้งใน Anthology DVD ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่งเราคงจะได้ฟังรีมิกซ์ของอัลบั้มนี้กันเต็มๆ และอาจเป็นในระบบ 5.1 หรือ surround ระบบใดระบบหนึ่งด้วย
ปกอัลบั้มนี้ก็เป็นอะไรที่เป็นตำนานของมันเอง เริ่มจากไอเดียของพอลอีกเช่นเคย ที่จินตนาการให้เป็นภาพถ่ายของวงจ่าเป๊บเปอร์ที่ชักรูปกับแฟนๆหลังแสดงเสร็จ ปีเตอร์ เบล็ค นักออกแบบเป็นคนสานไอเดียต่อ พวก Beatles และผู้ร่วมงานคัดเลือกฮีโร่ในดวงใจมาทำเป็น cut-out ยืนถ่ายแบบร่วมกัน รวมทั้งหุ่นขี้ผึ้งของ Beatles เองในยุคใส่สูทผมทรง moptops ที่ดูเหมือนจะมาไว้อาลัยอะไรบางอย่าง ขณะที่จอห์น พอล จอร์จ ริงโก้ ตัวจริงใส่ชุดเต็มยศยืนตระหง่านอยู่ตรงกลาง มันเป็นภาพปกที่ลงทุนมหาศาล แต่ก็ยิ่งกว่าคุ้ม ทุกวันนี้มันยังคงเป็นปกแผ่นเสียงที่ตรึงตาตรึงใจที่สุดในวงการดนตรี และหลายคนยังค้นหาความหมายที่ซ่อนอยู่ในหน้าปกนี้ไม่จบไม่สิ้น

Sgt. Pepper’s ไม่ใช่งานที่ผมชอบที่สุดของ The Beatles
แต่มันเป็นงานที่ผมจะพกไปติดเกาะด้วยถ้าให้เลือกแค่แผ่นเดียว เสน่ห์ของมันคือ
ทุกครั้งที่ฟัง มันจะมีอะไรใหม่ๆมาให้ได้ยินเสมอ แม้ว่า it was 40 years ago today
ก็ตาม..... หลังจากนั้น พวกเขายังทำงานชั้นเยี่ยมออกมาอีกจำนวนหนึ่ง แต่ในแง่ของ
creative และการร่วมด้วยช่วยกันของวง ทุกๆอย่างดูจะเป็นช่วงขาลงหลังจากนี้ไป....

The Beatles | Sgt. Pepper's (2)


หลังจากเลิกทัวร์กัน พวกเขาก็ใช้เวลาแยกย้ายกันไปทำอะไรตามใจชอบ จอห์น เลนนอน
ได้รับคำเชิญไปเป็นดารานำในหนังของ ริชาร์ด เลสเตอร์ ผู้กำกับหนังสองเรื่องก่อนของ
The Beatles ใน ‘How I Won The War’ (ชื่อไทยในตอนฉายบ้านเรา “พลทหารปืนฝืด”) พอล
แมคคาร์ทนีย์ ได้มีโอกาสไปทำดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่อง The Family Way จอร์จ
แฮริสัน บินไปศึกษาวัฒนธรรมและดนตรีในอินเดีย ส่วนริงโก้ สตาร์
มือกลองอาจจะเป็นคนเดียวที่อยู่เล่นกับลูกที่บ้าน

พวกเขากลับมารวมตัวกันอีกครั้งในราวเดือนพ.ย. 1966 ด้วยมาดใหม่ที่เปลี่ยนไป ทั้งทรงผมและหนวดเครา ตลอดจนแฟชั่นการแต่งกายที่ฉูดฉาดไซคีดีลิกจ๋า พวกเขาไม่ได้เข้าห้องอัดกันด้วยเพลงเป็นกอบเป็นกำ หรือคอนเซ็พท์ต่างๆพกมาจากบ้าน ตรงข้าม คอนเซ็พท์ของ Sgt. Pepper’s ถูกสร้างขึ้นไปพร้อมๆกับตัวมัน

ยุคนั้นยังเป็นแฟชั่นว่าเพลงที่ออกเป็นซิงเกิ้ลไปแล้ว ไม่ควรจะมารวมในอัลบั้มอีก (เฉพาะของฝั่งอังกฤษนะที่เป็นอย่างนี้) สองเพลงคลาสสิก Strawberry Fields Forever ของจอห์น และ Penny Lane ของ พอล ที่ออกเป็นซิงเกิ้ลไปก่อน จึงไม่ได้มาอยู่ในอัลบั้ม (แต่มันกลับไปอยู่ในอัลบั้ม Magical Mystery Tour ในบางประเทศที่ออกตามหลังมา) จอร์จ มาร์ตินโปรดิวเซอร์เจอแรงกดดันจากอีเอ็มไอทำให้เขาต้อง”ปล่อย”สองเพลงนี้ออกไปเป็นซิงเกิ้ลแก้คิดถึงก่อน (ภายหลังมาร์ตินออกมายอมรับว่าเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิตการทำงานของเขาที่ปล่อยซิงเกิ้ลนี้ออกไปคุ่กันเอง เพราะเพลงดีทั้งคู่ เลยแย่งอันดับกันเอง ส่งผลให้ไปไม่ถึงอันดับ1 ซึ่ง Release Me ของเองเกิลเบิร์ต ฮัมป์เบอร์ดิงก์คว้าไป)
Strawberry Fields เป็นเพลงที่มีการบันทึกเสียงซับซ้อนยาวเหยียดที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Beatles จอห์นแต่งเพลงนี้เพื่อบรรยายความรู้สึกลึกๆในใจเขาเองโดยผ่านทางสถานที่จริงที่เป็นสถานเลี้ยงเด็กในลิเวอร์พูลใกล้ๆบ้านของเขา งานใน Revolver หลายๆเพลงที่ว่าฟังแล้วมึนตึ้บ เมื่อมาเจอ Strawberry Fields ยิ่งทำให้แฟนๆตะลึงไปกันใหญ่ พวกเขาใส่ทุกอย่างที่นึกได้ประเคนลงไปในเพลงนี้ ทั้งเครื่องดนตรีแปลกๆอย่าง mellotrone, swordmandel หรือวงเครื่องสายเครื่องเป่าให้อุตลุต ส่วน Penny Lane นั้นก็เหมือนเป็นอีกด้านหนึ่งของ Beatles อันนำแสดงโดยพอล แมคคาร์ทนีย์ สองเพลงนี้มีความซับซ้อนในการบันทึกเสียงไม่แพ้กัน โดย Penny Lane จะเน้นไปทางคีย์บอร์ดและเสียงเคาะเล็กๆน้อยๆบวกกับเสียพิคโคโลทรัมเป็ตอันโดดเด่น สองเพลงนี้ยังเป็นเพลงที่เล่าถึงสถานที่ในวัยเด็กของเพวกเขาเหมือนกัน แต่อารมณ์ของ Penny Lane นั้นสดใสฟ้าเปิด ต่างกับความหนืดมืดมัวใน Strawberry Fields อย่างคนละขั้ว

เมื่อปล่อยสองเพลงเด็ดนี้ออกไปแล้ว พวกเขามีแค่เพลงย้อนยุคแบบแจ๊สฮอลล์น่ารักๆของพอล When I’m Sixty-Four อยู่ในมือเท่านั้น งานที่เหลือคือการทำงานเพื่ออัลบั้มใหม่อย่างแท้จริง พวกเขาเริ่มกันที่เพลงสุดท้ายของอัลบั้ม A Day In The Life ก่อนที่จะมาได้คอนเซ็พท์กันจริงๆตอนบันทึกเสียงเพลง Sgt. Pepper’s และต่อด้วยเพลง With A Little Help From My Friends ที่ริงโก้ สตาร์ได้โอกาสร้องนำ

พอลอาจจะได้ไอเดียชื่อ Sgt. Pepper’s มาจากผู้ช่วยของวง Mal Evans หรือจากคำว่า Salt and Pepper ที่เพี้ยนมา หรือได้มาจากชื่อเครื่องดื่ม Dr. Pepper ก็เป็นไปได้ แต่ความคิดหลักๆในการสร้างคอนเซ็พท์นี้ต้องยกให้พอลเอง เขาอยากจะสร้าง alter ego ของวงขึ้นมา เพื่อตัวพวกเขาเองหรือเพื่อแฟนๆจะได้รู้สึกว่านี่ไม่ใช่ Beatles วงเดิม นี่เป็นวงดนตรีอีกวงที่มีอิสระเสรีในการที่จะทำอะไรก็ได้ที่ Beatles ไม่เคยทำมาก่อน

ไอเดียนี้ ไม่มากก็น้อย อาจจะมีผลทำให้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานของพวกเขาหลุดโลกฉลุยไร้ข้อจำกัด ไม่ต้องมีคำว่า Beatles มาค้ำคอ (พอลเป็นสมาชิกคนเดียวของวงในช่วงนั้นที่”อินเทรน”สุดๆไปกับวงการศิลปะในลอนดอน ทั้งในวงการภาพวาด หนังสือ และดนตรี underground จึงไม่น่าแปลกที่ไอเดียเริ่ดๆหลายอย่างใน Pepper จะมาจากเขา)

พอลต้องการให้อัลบั้มนี้เป็นการแสดงสดของวงของจ่าเป๊บเปอร์ ที่เปิดตัวด้วยการแนะนำวงดนตรี ต่อด้วยการแนะนำนักร้องคนต่อไป เขาคือ บิลลี่ เชียร์ส (ริงโก้) ที่มาร้อง With A Little Help…. ส่วนเพลงอื่นๆก็เป็นการแสดงของวง และมาขมวดปมด้วยเพลงก่อนลา Sgt. Pepper’s (reprise) และจบจริงๆด้วย A Day In the Life จอห์นเคยบอกว่าอัลบั้มนี้เป็นคอนเซ็พท์จริงๆก็แค่ต้นกับปลาย เพลงที่เหลือจะไปอยู่ในอัลบั้มไหนก็ได้ทั้งนั้น ก็มีส่วนถูกของเขา เนื่องจากความที่ Pepper เป็น”ลูกพอล” ทำให้อัลบั้มนี้ไม่เป็นที่โปรดปรานของเต่าทองตัวอื่นๆนัก ริงโก้รู้สึกเฉยมากๆกับงานนี้ แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เขาเล่นหมากรุกเก่งขึ้น (เล่นระหว่างรอคิวตีกลอง)
จอห์นเองในช่วงหลังจากนี้เขายิ่งต่อต้านการทำดนตรีแบบอลังการฟุ้งเฟ้อแถมเสแสร้งอย่าง Pepper เข้าไปใหญ่ อย่างไรก็ตามเพลง”ฆ่า”ในอัลบั้มสอง-สามเพลงก็เป็นงานของเขา ส่วนจอร์จ นอกจาก Within You Without You แล้ว บทบาทของเขาออกจะไม่เด่นชัดจริงๆ แม้แต่การโซโลกีต้าร์ก็ถูกพอลขโมยไปเล่นอยู่ไม่น้อย

และที่ลืมไม่ได้เด็ดขาดคือ โปรดิวเซอร์ จอร์จ มาร์ติน และ ซาวนด์เอ็นจิเนียร์หนุ่ม เจฟฟ์ เอเมอริก ที่เนรมิตเสียงแปลกๆจากไอเดียของเต่าทองลงมาเป็นเสียงให้เราฟังได้ราวกับเล่นกล

ปัจจัยสุดท้ายที่ผมไม่ค่อยอยากจะกล่าวถึงนักคือบทบาทของยาหลอนประสาทยอดนิยมแห่งยุคที่มีชื่อย่อว่า LSD (lysergic acid) ที่มีผลทำให้การรับรู้ของผู้เสพถูกบิดเบือนไปจาก reality กว่าที่คุณจะนึกฝัน ต้องยอมรับว่ายาตัวนี้มีผลต่อการทำงานของ Beatles ขณะทำ Pepper โดยเฉพาะเลนนอนที่ว่ากันว่า”เล่น”มันหนักที่สุด แต่ผมไม่คิดว่า LSD หรือยาอะไรเพียงอย่างเดียวจะทำให้คุณเป็นอัจฉริยะข้ามคืนขึ้นมาได้ อย่าลืมว่ายุคนั้นใครๆก็ใช้มัน แต่ไม่ทุกคนที่กลับมาพร้อมกับ masterpiece และยังอีกหลายคนที่ไม่กลับมาจาก ‘trip’ (คำที่ใช้สำหรับสถานะของผู้เสพที่กำลังล่องลอยไปกับ LSD) เลยด้วยซ้ำไป

The Beatles Sgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band (1)




ความสนุกของการพยายามที่จะบรรยายความยิ่งใหญ่ของอัลบั้ม Sgt. Pepper’s ให้นักฟังรุ่นใหม่ฟังอยู่ที่การสร้างบรรยากาศให้เหมือนเขาไปอยู่ในปี 1967 จริงๆ ต้องยอมรับว่าความเจ๋งของมันส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับห้วงเวลานั้นด้วย มันมีความเป็น Timeless น้อยกว่างานของพวกเขาเองอย่าง Abbey Road หรือ Rubber Soul ความสำคัญของมันจริงๆ ถ้าจะพูดกันอย่างให้สั้นที่สุดก็มีอยู่แค่สองคำ Pioneer และ Influential มันเป็นงานที่บุกเบิกอะไรหลายๆอย่างให้กับวงการดนตรียุคนั้น และมันจะไม่สำคัญหรือยิ่งใหญ่อะไรนักหนา ถ้าการบุกเบิกนั้นไม่มีคนแห่ตามกันและนำไปต่อยอดสร้างสรรค์ผลงานทางดนตรีกันต่อมาจวบจนทุกวันนี้

ถ้าคุณไม่ใช่แฟนเพลงหรือคนที่เกิดในยุคนั้น คงจะไม่ง่ายนักที่จะเข้าใจว่าทำไมใครๆถึงต้องยกย่องอัลบั้มชื่อยาวเหยียดแผ่นนี้กันไม่เลิกรา


ยุคนั้น อัลบั้มหรือแผ่นเสียงขนาด 12 นิ้ว ในวงการร็อค ไม่ใช่มีเดียหลัก มันเป็นตลาดของซิงเกิ้ลที่มีเพลงแค่สองเพลงหน้า-หลัง อัลบั้มส่วนใหญ่ก็เป็นการจับเพลงต่างๆมารวมกันโดยไม่ได้สนใจความต่อเนื่องหรือความเข้ากันได้ของเพลงนัก หน้าปกก็มักจะเป็นการถ่ายภาพกันแบบง่ายๆ ยังไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญกับการนำเสนอเนื้อเพลง ไม่มีการพิมพ์เนื้อแถมมาให้บนปก ยุคนั้นการบันทึกเสียงในอีเอ็มไอสตูดิโอหรือที่เรียกกันภายหลังว่า Abbey Road เป็นแค่เทป 4 แทร็ค ซึ่งมีข้อจำกัดมากมายในการบันทึกเสียงที่ซับซ้อน น้อยคนนักที่จะคิดว่าดนตรีร็อคเป็นศิลปะที่จะอยู่ยั่งยืน หรือมีอะไรให้ครุ่นคิด ในสายตาของคนส่วนใหญ่มันยังเป็นแค่ความบันเทิงฉาบฉวยสนองตัณหาผู้ฟังชั่วครั้งชั่วคราว


นั่นคือทั้งหมดก่อนที่จะมีอัลบั้ม Sgt. Pepper’s


มันเป็นอัลบั้มที่ทำให้งานร็อคเป็นที่ยอมรับว่าเป็นศิลปะที่มีความจีรังมากไปกว่าฟังแล้วทิ้ง มันอาจจะไม่ใช่ concept album แรกของโลก แต่ Pepper ก็ทำให้คำๆนี้เป็นของเท่ที่น่าลิ้มลองทั้งของผู้สร้างและผู้เสพในเวลาต่อมา มันเป็นอัลบั้มที่มีดนตรีหลากหลายตั้งแต่ฮาร์ดร็อคยันเพลงแขกแต่กลับมีความต่อเนื่องกันอย่างน่าอัศจรรย์บนคอนเซ็พท์หลวมๆของการเป็นวงสมมติที่ไม่ใช่ Beatles มันคือการแสดงของวง Sgt. Pepper’s และนี่คือกำเนิดที่ทำให้วงโปรเกรสซีพหรือวงอย่าง KISS มีความชอบธรรมในการทำอะไรที่เป็น”การแสดง”หรืออาจจะใช้คำว่าเสแสร้งแกล้งเล่นเป็นอะไรต่างๆนาๆในการนำเสนอผลงานดนตรีของพวกเขา The Beatles ยังใช้มันสมองความคิดสร้างสรรค์ความุมานะและความอึดของทีมงานในการเอาชนะข้อจำกัดของเทป4 แทร็คและเครื่องไม้เครื่องมือที่ห่างไกลความเจริญของยุคดิจิทัลอย่างไม่อาจประมาณได้ สร้างผลงานที่มีความซับซ้อนออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ถึงกระทั่งบางนักวิจารณ์ยังกัดว่า งานนี้ over-produced หรือทำได้สมบูรณ์เกินไป (จนน่าเบื่อ)


พวกเขาใช้เวลารวมๆกันแล้วถึง 700 ชั่วโมงในการผลิตอัลบั้มนี้ ซึ่งมันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่ใช่วงบารมีระดับ The Beatles ที่สามารถใช้เวลาในห้องอัดได้อย่างไม่ต้องกลัวใครมาไล่ และพวกเขาคงไม่มีโอกาสทำงานได้ต่อเนื่องเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้ ถ้าพวกเขาไม่กล้าทำในสิ่งที่ไม่เคยมีวงดนตรีวงไหนทำมาก่อนในยุคนั้น


ปี 1966 The Beatles ยุติการออกทัวร์แสดงดนตรี หลังจากการทัวร์อเมริกาครั้งที่ 4 พวกเขาแสดงกันครั้งสุดท้ายที่ซานฟรานซิสโกในเดือนสิงหาคม จอร์จ แฮริสัน มือกีต้าร์ถึงกับเอ่ยออกมาอย่างโล่งอกบนเครื่องบินคืนนั้นว่า “เฮ้อ พอกันที ผมไม่เป็นอีกแล้ว บีเทิล” มีข่าวลือตามมามากมายว่าพวกเขาอาจจะแตกวงกัน เพราะในยุคนั้น การที่วงไม่มีการแสดง ก็หมายถึงไม่มีวงนั้นอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็คงจะทู่ซี้เล่นกันต่อไปไม่ไหวแล้ว เพราะเหตุการณ์ต่างๆประเดประดังเข้ามามากมายเหลือเกิน ไหนจะการถูกขู่ฆ่าบนเวทีครั้งแล้วครั้งเล่า (ขอบคุณจอห์น เลนนอน สำหรับการให้สัมภาษณ์ว่า “เราดังกว่าพระเยซู”) หรือการถูกไล่เตะก้นในฟิลิปปินส์จากการที่บังอาจไม่ยอมไปเข้าพบสุภาพสตรีหมายเลข1ของประเทศด้วยเหตุผลว่ายังนอนไม่เต็มอิ่ม เมื่อมารวมกับความเบื่อหน่ายในการที่ต้องเล่นดนตรีให้คนดูที่ไม่เคยได้ยินดนตรีเพราะมัวแต่กรี้ดทั้งเพลง แถมเพลงในยุคหลังๆของพวกเขาโดยเฉพาะใน Revolver (1966) มันก็มีความซับซ้อนมากขึ้นจนทำให้แทบจะเป็นไปไม่ได้ในการที่พวกเขาสี่คนจะเล่นกันสดๆบนเวที นั่นยิ่งทำให้ The Beatles ไม่อาจอยู่บนท้องถนนของการแสดงสดๆได้อีกต่อไป


แต่ต่อไปพวกเขาจะไม่ต้องแคร์อีกแล้ว ว่าดนตรีของ Beatles จะเล่นบนเวทีไม่ได้ พวกเขาสามารถ”ใส่”ได้ทุกอย่างตามแต่จินตนาการและฝีมือจะพาไปลงไปในแผ่นเสียงแบบไม่ต้องยั้งมือ