Wednesday, 21 April 2010

Ellie Goulding – Lights ***1/2


แนวดนตรี- Electropop, Folktronica

โปรดิวเซอร์-Starsmith, Frankmusik, Fraser T. Smith, Richard Stannard

ออกจำหน่าย – 1 มีนาคม 2010

สาวน้อยผมบลอนด์ชาวอังกฤษท่าทางทะมัดทะแมงเต็มไปด้วยความมั่นใจวัย 23 ปีผู้นี้ เป็นศิลปินหญิงอีกคนในรอบสอง-สามปีที่ผ่านมาที่มีชื่อเสียงก้องประเทศก่อนที่จะออกอัลบั้มเสียอีก เหมือนกับ Adele และ Florence and the Machine ก่อนหน้านี้ เธอมีรางวัลรับประกันความสามารถจากนักวิจารณ์ “Critic’s Choice” จาก Brit Award 2010 และ “Sound of 2010” จาก BBC ที่คณะกรรมการพิจารณาจากผลงานซิงเกิ้ลและอีพีของเธอที่ออกมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และลีลาในการแสดงสดบนเวที สองรางวัลนี้เป็นทั้งใบเบิกทางและอะไรที่ค้ำคอเธอไว้ในเวลาเดียวกัน (คู่แข่งของเธอในรุ่นราวคราวเดียวกันอย่าง Marina and the Diamonds, Delphic, The Drums ก็ล้วนแล้วแต่มีผลงานออกมาแล้ว และทำออกมาได้น่าสนใจทั้งสิ้น ซึ่งผมอาจจะนำมาพูดถึงในเวลาต่อไปครับ)

ด้วยความคาดหวังสูงเสียดฟ้านี้ ทำให้เสียงวิจารณ์อัลบั้มนี้ออกมาในสองแนวทางใหญ่ๆคือ 1) ค่อนข้างผิดหวัง ทำได้แค่นี้เองหรือกับสองรางวัลใหญ่ที่เธอได้มา 2) เสมอตัว แต่ก็ยังแอบหวังว่าอัลบั้มต่อไปจะทำได้ดีกว่านี้

เอลลี่จับกีต้าร์ครั้งแรกตอนเธออายุ 15 ปี แต่เริ่มมาสนใจในดนตรีแนวอีเล็กโทรนิคส์ตอนศึกษาอยู่มหาวิทยาลัย Kent ‘Wish I Stayed’ เป็นเพลงแรกที่เธอประพันธ์ และด้วยความช่วยเหลือของนาย Frankmusik ศิลปินและโปรดิวเซอร์แนวอีเล็คโทรนิคก็ทำให้เอลลี่มีพัฒนาการในการทำดนตรีและแต่งเพลงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เธอสร้างชื่อเสียงมาจากผู้ตามนับล้านใน myspace และได้เซ็นสัญญากับ Polydor ในเดือนกันยายน 2009 ‘Under The Sheets’ เป็นซิงเกิ้ลแรกในชีวิตของเธอที่โปรดิวซ์โดย Starsmith (ผู้ซึ่งรับผิดชอบงานโปรดิวซ์ส่วนใหญ่ในอัลบั้ม) ไปได้ถึงอันดับ 53 ในอังกฤษ เธอเริ่มออกแสดงโดยเป็นศิลปินสนับสนุนให้ Little Boots ศิลปินแนวเดียวกันที่ได้รางวัลเดียวกันมาก่อนในเดือนตุลาคม และการได้ออกอากาศในรายการทีวี Later… ของ Jools Holland ก็ทำให้ผู้คนเริ่มรู้จักหน้าค่าตาเธอทั่วประเทศ (ในรายการนั้นเธอเล่นเพลง Under The Sheets พร้อมกับกลองชุดเล็ก และเล่นกีต้าร์ใน Guns And Horses คุณสามารถหาชมได้จาก youtube เอลลี่ออกจะตื่นเต้นเล็กน้อยและร้องได้ไม่ดีนัก แต่ก็ถือว่าสอบผ่าน)

และต้นปี 2010 ทุกคนก็รู้จักเธอในฐานะศิลปินที่น่าจับตามองที่สุดของอังกฤษในปี 2010 จากสองรางวัลดังกล่าว เอลลี่เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อที่ถามว่าเธอกดดันไหมว่า “ฉันก็พยายามจะสงบใจให้ได้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

เหมือนทุกอัลบั้มและทุกเพลงในโลก ทุกอย่างที่กล่าวมาเป็นเพียงน้ำจิ้มและความคิดเห็นของผู้อื่น ผมพยายามฟัง Lights แบบทำใจให้ว่างที่สุด มันเป็นอัลบั้มแนว Electropop ที่ไม่ใช่ dance music หรือ pop เฮฮาดาดๆ ผมออกจะชอบที่มีคนเลือกให้มันอยู่ในหมวด Folktronica เพราะมีหลายเพลงที่พอจะจินตนาการได้ว่าตอนที่เอลลี่แต่งมันกับกีต้าร์และเสียงร้องของเธอก่อนที่จะใส่บีทและสรรพเสียงทางอีเล็กโทรนิคส์มันก็น่าจะเป็นเพลงโฟล์คดีๆนี่เอง

เอลลี่มีเสียงร้องที่อ่อนเยาว์สดใสแต่คล่องแคล่วพร้อมจะไต่ขึ้นลงไปตามตัวโน๊ตดั่งใจต้องการ เสียงเธออาจไม่อลังการเท่า Florence Welch หรือแสบสันต์เท่า La Roux แต่ก็น่าฟังไปอีกแบบ (มีการใช้เครื่อง auto-tune ไม่น้อยใน Lights) สำเนียงเธอบางคำอาจฟังดูแปร่งๆเดาว่าอาจจะมาจากความเป็นเวลส์ที่เธอไปอยู่ในวัยเด็ก เอลลี่ยังร่วมแต่งเพลงทุกเพลงในอัลบั้ม และทุกเพลงก็สอบผ่านในด้านเมโลดี้ที่สวยงามน่าฟังและ pop sense สมบูรณ์แบบชนิดที่ถ้าไม่บอกก็ชวนให้คิดถึงเพลง Electric Pop จากวงแถบสแคนดิเนเวียน สื่อบางเจ้าสรุปว่าแนวทางของเอลลี่อยู่ระหว่าง Florence และ Little Boots และสรุปว่าเธอคือ Dido คนใหม่ไปเลย แต่ผมไม่เห็นด้วย ดนตรีและเสียงร้องของเอลลี่มีสีสันกว่า Dido ที่ขายอารมณ์นิ่งๆและลึกซึ้งมากกว่า ผมอยากจะบอกว่าเธอเหมือนกับ Bjork ในภาคที่ Pop สุดเหวี่ยง....ถ้าจะให้เปรียบจริงๆ จะว่าไปการเปรียบเทียบให้เห็นภาพแบบนี้ก็ไม่ค่อยจำเป็นแล้วในยุคที่คุณสามารถคลิกฟังเพลงใดๆจาก youtube ได้ในพริ้วนิ้วเดียว

เอลลี่สรุปเองว่าอัลบั้มนี้เป็นเรื่องของ “ส่วนผสมของความรักและการอกหักและความขัดข้องใจและความหมดหวังและความคิดถึงบ้านและความคิดถึงชนบท” ในด้านเนื้อหานี่เป็นอัลบั้มที่เปิดเผยและจริงใจเกินกว่าอัลบั้ม Pop ธรรมดา แต่สุ้มเสียงอีเล็กโทรนิคอย่างนี้ก็น่าสงสัยว่าจะมีใครมาสนใจเนื้อร้องกันสักเท่าไหร่

คุณจะชอบ Lights ถ้าคุณรักดนตรีป๊อบที่เล่นด้วยเครื่องดนตรีอีเล็กโทรนิคส์ยืนพื้นมีกีต้าร์และเปียโนโปรยปราย ฟังแล้วพอเต้นรำได้แต่ไม่จี๊ดจ๊าดอย่าง Lady Gaga แต่มีความละเมียดละไมพอที่จะนั่งหาความหมายหลายๆรอบทั้งด้านดนตรีและเนื้อหา ผมเชื่อว่านี่คือจุดเริ่มต้นของ Ellie Goulding ที่มองเห็นว่าเธอน่าจะไปได้อีกไกลครับ


Tracklist:

1. Guns And Horses

2. Starry Eyed

3. This Love (Will Be Your Downfall)

4. Under The Sheets

5. The Writer

6. Every Time You Go

7. Wish I Stayed

8. Your Biggest Mistake

9. I'll Hold My Breath

10. Salt Skin

She & Him - Volume Two ***1/2



She & Him : Volume Two

แนวดนตรี : Indie Pop , Folk
โปรดิวเซอร์: M. Ward
ออกวางจำหน่าย: มีนาคม 2010




ไม่ว่าคุณจะอายุสิบขวบหรือหกสิบ อารมณ์หวนหาอดีตอันแสนหวานย่อมมีเสน่ห์จับใจเสมอ และนี่คือนโยบายหลักของคู่ดูโอ She & Him อัลบั้มที่สองของเธอและเขายังคงดื่มด่ำอยู่กับสายลมแสงแดดและนิยามรักในวันคืน ของสังคมป๊อบอเมริกันยุคทศวรรษที่ 60 ถึง 70 แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากอัลบั้มแรก Volume One เมื่อปี 2008 (ช่างนานเหลือเกิน) แต่เชื่อได้ว่าจะไม่มีแฟนเพลงคนไหนบ่น เพราะความแหวกแนวล้ำยุคไม่ใช่แนวทางของ วงอยู่แล้ว ขอเชิญท่านขึ้นไทม์แมชชินลำน้อยที่มี M. Ward โปรดิวเซอร์และนักดนตรีสารพัดเครื่องเป็นกัปตัน (เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกวงซุปเปอร์กรุ๊ป Monsters of Folk) และสาวน้อยตาลูกกวาง Zooey Deschanel เป็น hostage นำท่านสู่แคลิฟอร์เนียย้อนกลับไปสี่สิบปี....

ผมเคยเขียนถึงอัลบั้มแรกของ She & Him ไปแล้วเมื่อสองปีก่อนด้วยความชื่นชม Zooey เป็นดาราที่หันมาจับไมค์ไม่กี่คนที่ทำได้ดีจนไม่ต้องใช้ชื่อเสียงจากการแสดงภาพยนตร์มาดึงแฟนๆ ส่วน M. Ward ก็ทำหน้าที่ผู้ชายเท้าหลังได้อย่างน่ายกย่อง เขาสร้างฉากเสริมบรรยากาศด้วยเสียงกีต้าร์ล่องลอย ออเคสตร้าบางเบา และเสียงประสานหน่อมแน้มอ้อยสร้อย ช่วยขับให้เสียงร้องทรงเสน่ห์ของ Zooey โดดเด่น ประหนึ่งจับดีเอ็นเอของเส้นเสียงนักร้องรุ่นพี่หลายๆคนทั้ง Karen Carpenter, Linda Ronstadt, Carly Simon, Carole King มาเย็บต่อกันใหม่ และเชิญท่าน Phil Spector ออกจากคุกมาชั่วคราวเพื่อแนะนำการโปรดิวซ์

นั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึกกับ Volume One แต่เมื่อฟัง Volume Two จบไปหลายๆรอบ ก็ได้คิดว่าการเปรียบเทียบเยี่ยงนั้นเป็นสิ่งไม่จำเป็นอีกต่อไป She & Him สามารถสร้างเสียงของตัวเองได้แล้ว และฝีมือการทำดนตรีของ Ward ก็หลากหลาย เต็มไปด้วยฝีมือและรสนิยมเกินกว่าที่จะไปติดอยู่กับคำว่า Spector’s Wall of Sound หรือเสียงแบบแคลิฟอร์เนียที่ไบรอัน วิลสันทำไว้กับ The Beach Boys ผมอยากจะบอกว่า Ward ตอบโจทย์ในแต่ละเพลงของ Zooey อย่างคนที่สนุกกับดนตรี เขาพร้อมที่จะพลิกผันแนวทางการเรียบเรียงให้เข้าไปกับเนื้อหาและอารมณ์รวมถึงความหลักแหลมในการหยอดลูกกวาดหวานๆให้ผู้ฟังเสนาะหูกันเป็นระยะๆ

Zooey เป็นผู้ประพันธ์ 11 จาก 13 เพลงในอัลบั้มนี้ และถ้าไม่ทราบมาก่อนคงยากที่จะคาดเดาว่าสองเพลงที่เธอไม่ได้แต่งนั้นคือเพลงไหน เนื้อหาส่วนใหญ่ไม่พ้นเรื่องของผู้หญิงที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆแห่งรัก หนักไปทางผิดหวัง แต่ไม่ฟูมฟายอาดูร เนื้อเพลงอย่าง “Sometimes lonely isn’t sad’ ในเพลงเปิดอัลบั้ม Thieves คือประโยคที่นำไปเป็นคำโฆษณาอัลบั้มได้เลย

และ Thieves *****ก็เป็น retro-50’s love song ที่สมบูรณ์แบบไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว... จังหวะร็อคอะบิลลี่เนิบๆ เครื่องสายเบาบาง เสียงร้องที่เหมือนกระซิบให้ตัวเองฟังในใจเศร้าพองามแบบนางเอกละครของ Zooey กีต้าร์โปร่งและไฟฟ้าแบ่งข้างกันปูพรมสนับสนุน “That won’t stop me crying over you…” ประโยคสุดท้ายของเพลงเป็นการจบแบบโบราณๆไม่มีการเคอะเขิน เป็นเพลงที่ฟังอ่อนหวานและเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยรายละเอียดหยุมหยิมมากมายอย่างเหลือเชื่อ กีต้าร์ไฟฟ้ามีบทบาทมากขึ้นใน In The Sun *** จังหวะจะโคนหนักแน่นเป็นร็อคมากขึ้น กีต้าร์ไฟฟ้าเร่งเครื่องวาดลวดลายตลอดเพลงแต่ก็ยังนิ่มนวลอ่อนหวานทั้งเสียงร้องและเนื้อหาสมกับการเป็นซิงเกิ้ลแรก เสียงประสานสไตล์ถาม-ตอบขานรับซื่อๆถูกนำมาใช้อย่างได้ผลในท่อนสร้อย Don’t Look Back*** เต็มไปด้วยรายละเอียดหนาแน่นและมากมายทั้งเปียโนเครื่องสายและเสียงร้องสลับซับซ้อน เหมือนเป็น Wall of sound แห่งศตวรรษที่ 21 ที่ไม่ได้เรียงกันมาเป็นหน้ากระดานแบบยุค Phil Spector แต่วางชั้นของเครื่องดนตรีไว้ได้อย่างน่าฟัง Ridin’ In My Car*** เพลงเก่าของ NRBQ ที่ She & Him นำมาทำเป็นของตัวเองได้อย่างแนบเนียน เพลงนี้นาย Ward ได้โอกาสเดียวในอัลบั้มร้องคู่กับ Zooey

Me And You ***เปลี่ยนมุมมองจากเพลงรักหนุ่มสาวเป็นเพลงสไตล์สอนน้องเหมือนกับบางเพลงใน Volume One เพลงแบบนี้ถ้าคนร้องไม่มีเสน่ห์พอคงจะกระอักกระอ่วนพิลึก Gonna Get Along Without You Now*** เพลงเก่าของ Skeeter Davis ที่ Zooey ร้องแบบคันทรี่-โฟล์คได้อย่างสนุกสนาน นอกจาก Thieves แล้ว Lingering Still *****เป็นเพลงที่ผมประทับใจที่สุดในอัลบั้ม ไม่ได้มีอะไรพิลึกพิลั่น แต่ท่วงทำนองและความลงตัวของมันสามารถบอกได้ว่าออกมาจากตึก Brill Building โรงงานผลิตเพลงป๊อบชั้นยอดของยุค 60’s ได้เลย เพลงสุดท้าย If You Can’t Sleep*** น่าจะเป็น She ผู้เดียวไม่มี Him Zooey ร้องกับเสียงร้องแบ็คอัพ multi-track ของตัวเธอเอง.... คงจะไม่มีปัญหา อัลบั้มนี้ฟังแล้วนอนหลับสบายฝันดีไม่มีเครียด และอยากจะตื่นเช้ามาพบกับ Volume 3 เสียพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำ

ถ้าคุณเคยชอบ Volume One และไม่คาดหวังถึงการเปลี่ยนแปลง ฟันธงว่าคุณจะรัก Volume Two ไม่น้อยกว่า นี่เป็นงานคลายร้อนที่เหมาะสำหรับนักฟังผู้กระหายความงดงามของเมโลดี้และดนตรีโปร่งบางแต่ไม่น่าเบื่อหน่าย....และเสียงร้องสวยๆของสาวที่งามพอๆกับเสียงครับ

Tracklist: ทุกเพลง Zooey แต่งเอง เว้นที่มีวงเล็บท้ายเพลง

"Thieves" — 4:08
"In the Sun" — 2:51
"Don't Look Back" — 3:23
"Ridin' in My Car" (Alan G. Anderson) — 3:15
"Lingering Still" — 3:02
"Me and You" — 3:20
"Gonna Get Along Without You Now" (Milton Kellem) — 2:32
"Home" — 4:41
"I'm Gonna Make It Better" — 3:32
"Sing" — 3:14
"Over It Over Again" — 3:30
"Brand New Shoes" — 3:05
"If You Can't Sleep" — 2:49

Saturday, 2 January 2010

ชื่อไทยๆของหนัง A Hard Day's Night ตั้งโดย Beatles Facebook Thailand

รอบนี้ยังไม่หินนัก จะว่าไปก็อาจจะง่ายกว่ารอบแรกเสียอีก กติกามีดังนี้ ให้ผู้ที่ผ่านรอบแรกมาแล้วทุกท่าน....

1.ตั้งชื่อหนัง A Hard Day's Night เป็นภาษาไทย โดยให้คิดว่ามันเป็นหนังใหม่ที่จะฉายในปัจจุบัน จะสร้างสรรค์ อลังการ คลาสสิก จิกกัด หรือซาบซึ้ง อย่างไรก็แล้วแต่ท่าน

2.มีคำโฆษณาหนังเรื่องนี้พอสังเขปต่อท้ายด้วยเช่น "สี่เต่าทองดิ้นพล่าน"เพลงไพเราะ หนังสนุกอร่อย เป็นกำลังใจให้กับวันคืนชุลมุนของสี่หนุ่มเต่าทอง(ไม่จำเป็นต้องเขียนให้สะเหร่อเหมือนตัวอย่างนะ)

(คลิกแต่ละ comment เพื่อขยายอ่านได้ครับ)





































Wednesday, 14 October 2009

Mark Knopfler: Get Lucky


Mark Knopfler-Get Lucky **** (2009)


ออกจำหน่าย – 14 กันยายน 2009
แนวดนตรี-บลูส์ร็อค คันทรี่ เคลติก
โปรดิวเซอร์- Mark Knopfler, Chuck Ainley, Guy Fletcher

ในการให้สัมภาษณ์เมื่อไม่นานมานี้ กับคำถามถึงการกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง (reunion) ของวง Dire Straits มาร์คตอบอย่างสุภาพว่า เขารู้สึกพอใจกับการตัดสินใจยุติการทำงานของวงหลังจากปี 1995 แต่เมื่อผู้สัมภาษณ์คะยั้นคะยอต่อไปอีกว่านั่นหมายถึงการปฏิเสธเงินหลายล้านเหรียญที่เขาจะหามาได้สบายๆจากการทัวร์เล่นเพลงเก่าๆไม่กี่เดือนเชียวนะ มาร์คตอบว่า ทุกวันนี้เขามีความสุขดีกับการทำแผ่นเสียงให้ดีขึ้น เล่นดนตรีใหม่ๆในการแสดงสด และมีความสุขกับความหลากหลายที่เป็นผลพวงตามมา...

นั่นแปลว่าอย่างน้อยในช่วงเวลานี้ แฟนๆที่โหยหาการกลับมาของ Dire Straits ก็คงต้องรอคอยกันต่อไป...!

แต่แฟนเพลงที่เข้าใจโครงสร้างของ Dire Straits ย่อมทราบดีว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระที่จะคาดหวังกับการกลับมาของวงดนตรีวงนี้ เพราะเกือบทุกอย่างใน Dire Sraits ก็คือชายชื่อ มาร์ค นอฟเลอร์ เขาเป็นผู้กำหนดทิศทางของวง แต่งเพลงทั้งหมด ร้องนำ และแน่นอน...เล่นกีต้าร์ จะมีก็แต่ John Illsley มือเบสเท่านั้นที่พอจะมีบทบาทสำคัญในวงอยู่บ้าง (ทุกวันนี้เป็นที่รู้กันว่าจอห์นอยากให้รียูเนียนใจจะขาด!) เมื่อมาร์คยุบวงก็หมายความว่างานศิลปินเดี่ยวคือทิศทางที่เขาต้องการ เชื่อได้ว่าต่อให้ชื่อวง Dire Straits ยังคงอยู่ มาร์คก็คงจะต้องทำเพลงออกมาในแนวทางนี้ แต่เขาคงไม่อยากให้ชื่อของ Dire Straits มาเป็นอะไรที่ค้ำคออยู่ให้เขาทำงานใหม่ๆได้ไม่ถนัด จึงเป็นเหตุผลที่มาร์คไม่เคยคิดจะเดินย้อนรอยทางตัวเองกลับไป

มาร์ค นอฟเลอร์ ปีนี้อายุ 60 ปีแล้ว เขาสร้างชื่อเสียงมากับวง Dire Straits มาตั้งแต่อัลบั้มชุดแรกในปี 1977 และประสบความสำเร็จสูงสุดกับ Brothers In Arms อัลบั้มในปี 1985 ที่มีเพลงฮิตสุดยอดอย่าง Money For Nothing….มันทำให้ผู้ชายหน้าผากกว้างและที่คาดศีรษะสีฉูดฉาดคนนี้กลายเป็นร็อคสตาร์ผู้ร้อนแรงที่สุดในวงการดนตรี แต่หลังจากนั้น Dire Straits ก็ออกงาน studio ออกมาอีกอัลบั้มเดียวคือ On Every Street ที่มีแนวทางซึมเซาไม่เหมือนกับ Brothers… ผู้คนยังไม่ทราบว่านั่นคือพิมพ์เขียวของงานเดี่ยวของมาร์คที่จะตามมา

หลังจากนั้นโลกก็รับรู้ว่ามาร์คกลายเป็นศิลปินเดี่ยวและนักทำซาวนด์แทร็คฝีมือดี โดยเริ่มจากอัลบั้ม Golden Heart ในปี 1996 ส่วนงานซาวนด์แทร็คนั้นมาร์คทำมาตั้งแต่ปี 1983 แล้วสำหรับหนังเรื่อง Local Hero ที่มี theme สุดไพเราะ ‘Going Home’

ต่อจาก Kill To Get Crimson เมื่อสองปีก่อน Get Lucky คืองานในนามศิลปินเดี่ยวลำดับที่ 6 ของมาร์ค ซึ่งเท่ากับจำนวน studio album ของ Dire Straits พอดี อาจจะถึงเวลาแล้วที่เราควรจะทำใจได้แล้วกับการเป็นศิลปินเดี่ยวของเขา แม้ว่าในอดีตมาร์คกับ Dire Straits จะแทบเป็นสิ่งเดียวกันดังที่กล่าวมา แต่ดนตรีของเขาในนามศิลปินเดี่ยวก็แตกต่างออกไปจากของวง น้อยนักที่จะเราจะได้ยินจังหวะร็อคเข้มข้นรวดเร็ว,ท่อนริฟฟ์ของกีต้าร์อันเร้าใจ หรือการโซโลกีต้าร์ระดับเวิร์ลคลาสส์ แต่ดนตรีของมาร์คจะออกไปในแนวลุ่มลึกนิ่มนวล กลิ่นอายของดนตรีคันทรี่ เคลติก และบลูส์อ่อนๆ ที่ดูเหมือนจะเป็นการบรรเลงประกอบคำบรรยายเนื้อเพลงของมาร์ค อดีตนักข่าวและบัณฑิตด้านภาษาผู้ที่มีเรื่องราวจะเล่าขานไม่ขาดสาย การที่อีกมุมหนึ่งของมาร์คเป็นนักทำสกอร์ประกอบภาพยนตร์นั้นเป็นข้อได้เปรียบของเขาที่ไม่ต้องไปจ้างใครมาเรียบเรียงเครื่องสายหรือออเคสตร้าให้บทเพลงของเขา ทั้งหมดนี้ทำให้บทเพลงของมาร์ค นอฟเลอร์ในยุค solo artist เป็นผลงานของ perfectionist ที่งดงามเรียบง่ายและเต็มไปด้วยรายละเอียดทางดนตรี แต่ฟังโดยผิวเผินไม่ตั้งใจหลายคนอาจจะรู้สึกง่วงเหงา และสงสัยว่าทำไมมาร์คไม่ลองขยับอะไรๆที่มันลื่นไหลอย่าง Sultans Of Swing หรือริฟฟ์โจ๊ะๆแบบ Money For Nothing ให้แฟนเก่าๆฟังกันหายคิดถึงบ้าง

ความโดดเด่นของที่ต่างจากงานเดี่ยวอื่นๆของมาร์คก็คือ Get Lucky มีแนวดนตรี Scottish และ Celtic อย่างเด่นชัด เสียงปี่สก็อตอบอวลไปทั่ว พรสวรรค์ในการเขียนเมโลดี้สวยๆของมาร์คยังไม่หายไปไหน สกอร์ออเคสตร้ามีบทบาทไม่แพ้กันเพียงแต่วาดฉากอยู่เบื้องหลังเงียบๆ เพลงอย่าง Border Reiver, Get Lucky, So Far From The Clyde, Piper To The End และ Before Gas & TV งดงามระดับ****ทุกเพลง โดยเฉพาะ Before Gas & TV ที่มีหลายอย่างในบทเพลงชวนให้คิดถึงบทเพลง Brothers In Arms ในทางดนตรี... (แต่เพื่อนๆหลายคนกลับคิดไปถึงเพลงของคาราวาน!) เนื้อหาเพลงนี้พูดถึงเรื่องราวในอดีตยามเด็กของเขา ก่อนที่มีจะมีโทรทัศน์และรถยนต์ พวกเขามีความสุขกันกับการเล่นกีต้าร์และพูดคุยกันรอบกองไฟ (ยุคนี้คงต้องเป็น Before PC and Internet) ไทเทิลแทร็ค Get Lucky ใครชอบเสียงไนล่อนกีต้าร์ของมาร์คคงถูกใจ เสียงบาริโทนของเขาในวัย 60 ประหนึ่งไวน์ที่บ่มได้ที่ Piper To The End ทำนองสุดยอด เนื้อหาเหมือนจะอำลาวงการ แถมเป็นเพลงสุดท้ายเสียอีก

มาร์คไม่ได้ใจร้ายเกินไปที่จะเล่นเพลงร็อค-บลูส์ที่หนักแน่นขึ้นมาหน่อยให้ฟังกันบ้างใน You Can’t Beat The House และ Cleaning My Gun การเล่นกีต้าร์ของมาร์คในทุกวันนี้ยังคงสำเนียงเฉพาะบุคคลที่เราคุ้นเคยและฝีมืออันเอกอุยังอยู่ครบครัน เพียงแต่เขาเล่นมันเพื่อประกอบบทเพลงเท่านั้นไม่ได้โดดเด่นออกนอกหน้าเหมือนในยุค Dire Straits

นี่คืออัลบั้มฟังสบายๆที่เหมาะแก่การฟังอย่างละเมียดค่อยๆดื่มด่ำทั้งทางด้านดนตรีและเนื้อหา แฟนๆที่ตามงานของมาร์คมาตลอดน่าจะไม่ผิดหวัง ส่วนผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับงานของเขาอาจจะเริ่มที่ชุดนี้ หรือ Sailing To Philadelphia ก็ไม่เลวครับ แต่สำหรับแฟนๆที่ยังยึดมั่นถือมั่นกับ Dire Straits…..

Tracklist:
1. "Border Reiver" – 4:35 2. "Hard Shoulder" – 4:33 3. "You Can't Beat the House" – 3:25 4. "Before Gas and TV" – 5:50 5. "Monteleone" – 3:39 6. "Cleaning My Gun" – 4:43 7. "The Car Was the One" – 3:55 8. "Remembrance Day" – 5:05 9. "Get Lucky" – 4:33 10. "So Far from the Clyde" – 5:58 11. "Piper to the End" – 5:47

Friday, 25 September 2009

The Beatles In Mono


The Beatles In Mono: The Fab Four Director’s Cut


ถ้ากล่องสีขาวบริสุทธิ์ที่ห่อหุ้มซีดีบางๆ10แผ่นนี้ข้างในเป็นภาพยนตร์ ก็คงไม่ผิดอะไรที่จะเปรียบเปรยว่า The Beatles In Mono นี้เป็นฉบับที่ตัดต่อโดยตัวผู้กำกับเอง เพราะในยุค 60’s ที่เป็นรอยต่อของการบันทึกเสียงแบบ Stereo/Mono The Beatles มักจะใส่ใจใน mono mix เสมอมา จวบจนกระทั่งปี 1968 และในที่สุดพวกเขาก็เลิกสนใจทำ mono mix ไปโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่อัลบั้มซาวนด์แทร็ค Yellow Submarine ดังนั้นกล่อง The Beatles In Mono นี้จึงหยุดเวลาไว้ที่อัลบั้มสุดท้ายที่มีการทำ mono mix อย่างเป็นทางการ ‘The Beatles’ หรือที่มีชื่อเล่นที่ทุกคนรู้จักกันในนาม ‘The White Album’


กล่องนี้จึงเป็นการรวมเพลงทุกเพลงของ Beatles ที่ได้รับการผสมเสียงในแบบโมโน แต่ไม่ครบทุกเพลงทุกอัลบั้ม ถ้าท่านต้องการสะสมงานของพวกเขาในแบบครบครันโดยไม่สนใจเรื่องมิกซ์ว่าจะเป็นสเตอริโอหรือโมโนก็น่าจะควักตังค์ซื้อ “กล่องดำ” stereo box มากกว่า


แต่ถ้าท่านอยากศึกษาผลงานการบันทึกเสียงของ Beatles อย่างจริงจังและดูดดื่ม ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ท่านต้อง “ฟัง” ดนตรีในกล่องขาวนี้ เพราะมันมีแง่มุมและอารมณ์ที่แตกต่างจากสเตอริโอเวอร์ชั่นอยู่ไม่น้อย


แต่ขอขัดจังหวะในเรื่องของหีบห่อเสียก่อน


นักฟังรุ่นใหม่ๆอาจจะสนใจในเรื่องของหน้าปกแผ่นหรือแม้กระทั่งตัวซีดีเองน้อยลง แต่ในยุคของ Beatles สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญและเป็นส่วนร่วมในตำนานของพวกเขาอย่างไม่ต้องสงสัย ในขณะที่ package ของสเตอริโอบอกซ์เป็นการผสมผสานระหว่างความเป็นออริจินัลและการดีไซน์ใหม่ๆที่เสริมเข้ามา แต่อาร์ทเวิร์คในกล่องโมโนนี้กลับเป็นการยึดมั่นกับอดีตอย่างซื่อตรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทุกอย่างของปกซีดีเป็นการถ่ายทอดจากปกแผ่นเสียงทุกกระเบียดนิ้ว ไล่ตั้งแต่โทนสีของหน้าปกที่ออกครึ้มๆไม่ฉูดฉาด ต่างจากสเตอริโออย่างเห็นได้ชัด (โดยเฉพาะ Sgt. Pepper’s) ปกหลัง,สันปก การพับกระดาษใน gatefold,ตัวโลโกกลางแผ่นเสียงที่กลายมาเป็น CD label หรือแม้กระทั่งซองกระดาษที่ใส่แผ่น อะไรที่เคยมีแถมใน White Album หรือ Pepper กล่องนี้ก็มีมาให้หมด


แน่ละ สิ่งเหล่านี้อาจจะไม่มีผลอะไรกับดนตรีโดยตรง แต่การเสพดนตรีของมนุษย์นั้นซับซ้อนกว่าแค่การฟังอย่างเดียวโดยตัดปัจจัยต่างๆออกไปสิ้น สมองของปุถุชนคนเราไม่ฉลาดถึงขนาดนั้น!


นักฟังรุ่นใหม่ๆอาจจะไม่ได้ความรู้สึกถวิลหาอดีตกับการฟังกล่อง The Beatles In Mono นี้มากเท่ากับผู้ที่เติบโตมากับเสียงแบบนี้ (เท่าที่ได้คุยกับแฟนเพลงรุ่นใหญ่ที่เป็นชาวไทยท่านก็บอกว่าบ้านเรานิยม stereo มาตั้งแต่ยุคนั้นแล้ว ใครฟัง mono ถือว่าหลงยุค) รวมทั้งตัวผมเองด้วย


ผมเคยฟัง Beatles ในแบบโมโนมาพอสมควร จากสี่อัลบั้มแรกของพวกเขาที่ออกมาแบบโมโนตั้งแต่ปี 1987 และ EP Collection รวมทั้งการได้ฟังจากแผ่นเสียงเก่าๆในบางอัลบั้ม แต่นี่เป็นครั้งแรกที่จะได้ฟัง Beatles ในแบบที่พวกเขาอยากให้เราฟังแบบครบชุด


ทีมงาน “รีมาสเตอร์” ให้ข้อมูลว่าในการเตรียมมาสเตอร์ใหม่เพื่อทำกล่องโมโนนี้ พวกเขาแทบไม่ได้ไปดัดแปลงแก้ไขอะไรกับสุ้มเสียงเดิมๆในมาสเตอร์เทปเลย เรียกว่าคงความคลาสสิกเอาไว้ไม่ต่างอะไรจากที่เขาทำกับ artwork ในขณะที่ใน stereo box พวกทีมงานรีมาสเตอร์ได้เหยาะเครื่องปรุงเอาไว้ไม่น้อย

จึงไม่แปลกอะไรที่ถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว เสียงใน mono box จะบางเบากว่า stereo ที่ส่วนหนึ่งทำเพื่อเอาใจคนใน generation นี้ที่ต้องการความ “ดัง” และพลังของเสียง คุณจึงต้องเร่ง volume ของเครื่องเสียงคุณขึ้นอีกสักเล็กน้อยเมือฟังซีดีจากกล่องขาวนี้


แฟนๆเต่าทองทั่วโลกยังถกกันไม่เลิกแม้จะผ่านมา 40 กว่าปีแล้ว ว่าในแต่ละอัลบั้มเวอร์ชั่นโมโนหรือสเตอริโอเยี่ยมกว่ากัน ในสองอัลบั้มแรก Please Please Me และ With The Beatles พวกเขาบันทึกเสียงกันด้วยแค่เทป 2 แทร็ค ดังนั้นสเตอริโอเวอร์ชั่นของสองอัลบั้มนี้จึงฟังดูแปลกๆไม่เป็นสเตอริโอที่สมบูรณ์แบบ ผมชอบ mono ของ Please Please Me แต่ใน With the Beatles กลับฟังสนุกกว่าในแบบ stereo


A Hard Day’s Night น่าจะให้สุ้มเสียงที่ดีกว่านี้ใน stereo เท่าที่เคยฟังจากแผ่นเสียงเก่าๆ แต่ในรีมาสแตอร์นี้โมโนกลับน่าฟังกว่า Beatles For Sale นั้นยอดเยี่ยมในทั้งสองแบบ Help! Mono นั้นเสียงออกจะกระป๋องหน่อย แต่กลับได้อารมณ์ดิบๆมากกว่า และยังมี Yesterday ที่ใครได้ฟังแบบโมโนแล้วต้องติดใจทุกราย


ห้าอัลบั้มในครึ่งหลังถือเป็นช่วงที่พวกเขาเริ่มกลายเป็นเซียนในห้องอัดเต็มตัว ตั้งแต่Rubber Soul, Revolver, Sgt. Pepper’s, Magical Mystery Tour, White Album ทุกอัลบั้มให้ feel ที่แตกต่างไปจากสเตอริโอ รวมไปถึงความแตกต่างเล็กๆน้อยๆจนถึงมากๆในแต่ละเพลง ถ้าคุณเคยรักอัลบั้มเหล่านี้ในแบบ stereo นี่อาจจะไม่ต่างอะไรกับการได้ใกล้ชิดกับน้องสาวของคนที่คุณรัก...หน้าคล้ายๆกัน แต่มีเสน่ห์ไปคนละแบบ....!!!


การทำโมโนมิกซ์นั้นจะว่าง่ายก็ใช่ เพราะไม่ต้องคิดถึงการวาง image ของเสียงดนตรี แต่ก็จะมีความยากในการทำให้แต่ละเสียงโดดเด่นไม่ซ้อนทับกันจนฟังไม่รู้เรื่อง โดยเฉพาะเมื่อดนตรีมากชิ้นขึ้นอย่าง I Am The Walrus หรือ A Day In The Life แต่ George Martin และทีมงานของเขาก็ฝากผลงานไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์

ถ้าจะมีสิ่งหนึ่งที่เสียดายก็คือ พวกเขาไม่ได้ทำอัลบั้ม “เพลงหงส์” Abbey Road ไว้ในแบบ mono กล่องนี้จึงเหมือนขาดอะไรบางอย่างไป


สรุปว่าควรจะหามาฟังกันเป็นอย่างยิ่งครับ สำหรับผู้ที่รักดนตรีของ Beatles ในแบบมากกว่าแฟนเพลงทั่วไป (คือต้องบ้าขึ้นมาอีกระดับ) กล่องนี้ไม่มีการขายแยกแผ่น ถ้าจะซื้อก็ต้องยกกล่องกันอย่างเดียวครับ!