Saturday, 15 August 2026

King Crimson: The Players

 

KING CRIMSON

เข้า–ออก–แตก–เกิดใหม่: ประวัติสมาชิกทุกคนของวง

ถ้าจะเข้าใจ King Crimson ให้ถึงแก่น อย่ามองมันเป็นเพียง “วงดนตรีที่เปลี่ยนสมาชิกบ่อย” เพราะประโยคนั้นยังอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้ไม่ถึงครึ่ง King Crimson มีลักษณะเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้วเกิดใหม่หลายครั้ง แต่ละ incarnation สามารถมีภาษา จังหวะ เครื่องดนตรี และวิธีคิดต่างจากชุดก่อนหน้าจนแทบเป็นคนละวง สิ่งที่เชื่อมทั้งหมดไว้คือชื่อ King Crimson, Robert Fripp และหลักคิดสำคัญที่ว่าเมื่อดนตรีชุดเดิมเดินมาถึงปลายทาง ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะรักษารูปแบบนั้นไว้เพียงเพราะมันเคยประสบความสำเร็จ การเข้า–ออกของสมาชิกจึงไม่ใช่แค่ personnel changes แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์ของวงเสียเอง

บทความนี้ใช้ข้อมูลจาก DGM Live ซึ่งเป็นคลังอย่างเป็นทางการของ Robert Fripp และ King Crimson เป็นฐานหลัก โดยถือว่า “สมาชิก” คือผู้ที่ถูกนำเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ King Crimson จริง แม้จะอยู่เพียงช่วง rehearsal สั้น ๆ ก็ตาม แต่ไม่นับ guest/session musicians หรือคนที่เพียงมา audition เช่น Keith Tippett, Marc Charig, Robin Miller, Nick Evans, Jon Anderson, Peter Giles หรือ Ian McDonald ในปี 1974 ซึ่งแม้บางคนมีบทบาทสำคัญมากในอัลบั้ม แต่ไม่ได้กลับเข้าเป็นสมาชิกเต็มตัวในช่วงนั้น กรณีพิเศษคือ Rick Kemp ซึ่งประวัติย่อของวงมักละเลยเพราะอยู่กับ Crimson สั้นมากและไม่ปรากฏในอัลบั้ม แต่ DGM มีหลักฐาน rehearsal และระบุว่าเขาได้รับ invitation to join ก่อนจะ “quit KC” ดังนั้นตามเกณฑ์นี้เขาต้องถูกนับ ส่วน Peter Giles แม้เป็นหนึ่งใน Giles, Giles & Fripp และอยู่ในช่วงตัวอ่อนก่อนกำเนิด Crimson แต่ Greg Lake เข้ามารับตำแหน่งเบส/ร้องก่อน rehearsal อย่างเป็นทางการของ King Crimson จะเริ่มในวันที่ 13 มกราคม 1969 จึงไม่ถือเป็นสมาชิก King Crimson

ตามนิยามนี้ King Crimson มีสมาชิกทั้งหมด 23 คน


I — 1969: ห้าคนแรกที่สร้างสัตว์ประหลาดขึ้นมา

วันที่ 13 มกราคม 1969 Robert Fripp, Michael Giles, Ian McDonald และ Greg Lake เริ่ม rehearsal ที่ห้องใต้ดิน Fulham Palace Road โดย Peter Sinfield อยู่ในแกน creative/organizational ของวงตั้งแต่ต้น สมาชิกชุดนี้สร้าง In the Court of the Crimson King และภายในเวลาไม่ถึงปีเปลี่ยนความหมายของคำว่า progressive rock ไปอย่างรุนแรง ก่อนวงจะแตกแทบจะทันทีเมื่อทัวร์สหรัฐฯ สิ้นสุดลง

1. Robert Fripp — Guitar, Mellotron, electronics

สมาชิก: 1969–74 / 1981–84 / 1994–2008 / 2013–21

Robert Fripp เกิดปี 1946 ที่ Dorset เริ่มเล่นกีตาร์ตั้งแต่เด็กและก่อน Crimson เคยทำ Giles, Giles & Fripp ร่วมกับ Michael และ Peter Giles สิ่งสำคัญคือต้องไม่เรียก Fripp ว่า “สมาชิก King Crimson ต่อเนื่องกว่า 50 ปี” เพราะตัววงหยุดดำเนินงานหลายช่วง ครั้งแรกหลังปี 1974 อีกครั้งหลังปี 1984 และหลังทัวร์ 2008 จนถึงการเกิดใหม่ปี 2013 แต่ทุกครั้งที่ Crimson มีชีวิต Fripp คือสมาชิกเพียงคนเดียวที่อยู่ในทุก incarnation

Fripp ไม่ใช่ frontman แบบ Mick Jagger หรือ Pete Townshend และหลายช่วงถึงกับปฏิเสธคำว่า “leader” แต่ในเชิงโครงสร้างเขาคือผู้รักษาเงื่อนไขว่าเมื่อใดชื่อ King Crimson ยังสมควรถูกใช้ นอกวงเขาทำงานสำคัญกับ Brian Eno, David Bowie, Peter Gabriel และ David Sylvian พัฒนา Guitar Craft และ New Standard Tuning รวมทั้งร่วมกับ David Singleton ก่อตั้ง Discipline Global Mobile หรือ DGM ซึ่งกลายเป็นคลังเก็บประวัติศาสตร์ Crimson อย่างเป็นระบบ

ปี 1974 Fripp ตัดสินใจยุติวงหลังทำ Red ปี 1984 Crimson สิ้นสุดอีกครั้งหลัง Three of a Perfect Pair ปี 2008 วงหยุดหลังทัวร์สหรัฐฯ และเมื่อ incarnation สุดท้ายจบ concert ในญี่ปุ่นปี 2021 เขาบันทึกว่า King Crimson ได้เคลื่อน “from sound to silence.”

2. Michael Giles — Drums, percussion, vocals

สมาชิก: 1969

Michael Giles คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ King Crimson รุ่นแรกฟังไม่เหมือนวง rock อังกฤษทั่ว ๆ ไป การตีกลองของเขามีทั้ง jazz vocabulary, orchestral sensitivity และการเล่น dynamics ที่ละเอียดมาก “21st Century Schizoid Man” สามารถหนักเหมือน proto-metal แต่ใน “I Talk to the Wind” หรือ “Moonchild” เขากลับเล่นบางราวกับ chamber music

Giles กับ Ian McDonald ตัดสินใจออกจากวงระหว่างช่วงท้ายทัวร์อเมริกาปี 1969 เพราะไม่พอใจกับทิศทางและความเครียดของวง การออกของทั้งคู่แทบทำให้ Crimson ยุติลงทันที หลังจากนั้น Giles ทำ McDonald and Giles และกลายเป็น session drummer ที่ได้รับการยอมรับ เขากลับมาช่วยบันทึก In the Wake of Poseidon ปี 1970 แต่สถานะตอนนั้นคือ session musician ไม่ใช่สมาชิกที่กลับเข้าวง

หลายสิบปีต่อมาเขากลับมาเล่น repertoire Crimson รุ่นแรกกับ 21st Century Schizoid Band

3. Ian McDonald — Saxophones, flute, clarinet, Mellotron, keyboards, vibes, vocals

สมาชิก: 1969

ถ้า Fripp คือกระดูกสันหลังของ Crimson ชุดแรก Ian McDonald ก็แทบเป็นผู้สร้างสีสันทั้งหมดรอบโครงนั้น เขาเป็น multi-instrumentalist ที่เล่น Mellotron, flute, saxophone, clarinet และ keyboards รวมถึงมีบทบาทอย่างหนักด้าน composition และ arrangement ใน In the Court of the Crimson King เสียง Mellotron มหึมาใน “Epitaph” และ “The Court of the Crimson King” คือหนึ่งใน signature ที่ทำให้อัลบั้มฟังเหมือนไม่ได้มาจากโลกเดียวกับ rock ปี 1969 ทั่วไป

McDonald กับ Michael Giles ตัดสินใจออกในช่วงปลายทัวร์อเมริกา 1969 ซึ่งสร้างวิกฤตใหญ่ที่สุดครั้งแรกของวง หลังออก เขากับ Giles ทำอัลบั้ม McDonald and Giles ต่อมา McDonald กลายเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Foreigner และประสบความสำเร็จอย่างสูง เขากลับมาปรากฏใน Red ปี 1974 แต่เป็น guest ไม่ใช่สมาชิกที่กลับเข้าวง และช่วงปลายชีวิตมีส่วนกับ 21st Century Schizoid Band ก่อนเสียชีวิตในปี 2022

4. Greg Lake — Bass, lead vocals

สมาชิก: 1969–ต้น 1970

Greg Lake เป็นเพื่อนร่วมวงของ Fripp มาตั้งแต่ยุค Bournemouth และเข้ามาแทน Peter Giles ก่อน King Crimson เริ่ม rehearsal อย่างเป็นทางการ เสียงของ Lake มีทั้งพลังแบบ rock singer และความกังวานแบบ ballad singer ซึ่งช่วยทำให้ music มหึมาของ Crimson รุ่นแรกยังมีศูนย์กลางทางอารมณ์ “Epitaph” และ “The Court of the Crimson King” จึงไม่ใช่เพียงงาน arrangement ยิ่งใหญ่ แต่เป็นเพลงที่คนร้องตามได้

หลัง McDonald และ Giles ตัดสินใจออก Lake ก็เตรียมเดินทางออกเช่นกัน เขาออกจาก King Crimson เพื่อไปก่อตั้ง Emerson, Lake & Palmer กับ Keith Emerson และ Carl Palmer แต่กลับมาร้องบางส่วนของ In the Wake of Poseidon ในฐานะ session vocalist ดังนั้นแม้เสียงของเขายังอยู่ในอัลบั้มชุดสอง แต่ในเชิง membership Crimson รุ่นแรกจบลงไปแล้ว

5. Peter Sinfield — Lyrics, lights, live sound, visual conception

สมาชิก: 1969–71

Peter Sinfield เป็นกรณีพิเศษที่สุดในรายชื่อแรก เพราะไม่ใช่นักดนตรีประจำบนเวที แต่ DGM ยืนยันสถานะเขาในที่สุดว่าเป็น fully-fledged member ของ King Crimson เขาเขียนเนื้อเพลงจำนวนมากในยุคแรก มีบทบาทในการตั้งชื่อวง จัดระบบแสงและ live presentation ช่วยหาสถานที่ rehearsal และเป็นคนเชื่อมวงกับ Barry Godber ผู้วาดหน้าปก In the Court of the Crimson King

หลัง McDonald, Giles และ Lake ออก Sinfield ยังอยู่ข้าง Fripp และเขียนเนื้อให้ In the Wake of Poseidon, Lizard และ Islands แต่ทั้งคู่เริ่มแยกทางกันทางศิลปะ ปลายปี 1971 หลังทัวร์อเมริกา Fripp ยุติ professional relationship กับเขาทางโทรศัพท์ ต่อมา Sinfield ผลิตอัลบั้มแรกของ Roxy Music เขียนเนื้อให้ Emerson, Lake & Palmer และประสบความสำเร็จในฐานะ songwriter เพลงป็อป เขาเสียชีวิตในปี 2024


II — 1970–72: Crimson ที่แทบหาสมาชิกไม่ได้

หลังวงรุ่นแรกแตก Fripp กับ Sinfield ต้องพยายามสร้าง King Crimson ขึ้นใหม่ ยุคนี้จึงวุ่นวายที่สุดช่วงหนึ่ง สมาชิกเข้ามาแล้วออกอย่างรวดเร็ว บางคนทำเพียงหนึ่งอัลบั้ม บางคนอยู่เพียงช่วง rehearsal และในที่สุดวงถึงขั้นรับนักร้องเข้ามาก่อนแล้วสอนให้เขาเล่นเบสเสียเอง

6. Mel Collins — Saxophones, flute, Mellotron

สมาชิก: 1970–72 / 2013–21

Mel Collins มาจากวง Circus และเข้าร่วม King Crimson ช่วงปี 1970 พื้นฐานของเขามี jazz, soul และ R&B มากกว่าโลก European/classical ของ Fripp ซึ่งกลับกลายเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เสียง saxophone และ flute ของ Collins ช่วยทำให้ Lizard และ Islands มีความอบอุ่นและความเป็นมนุษย์มากขึ้น

หลัง incarnation ปี 1972 แตก Collins ยังกลับมาเป็น guest ใน Red และกลายเป็น session musician ระดับแนวหน้า ทำงานกับศิลปินจำนวนมหาศาล หลายสิบปีต่อมาเขาร่วม 21st Century Schizoid Band ก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด: Fripp เรียกเขากลับมาเป็นสมาชิก King Crimson เต็มตัวเมื่อสร้าง incarnation ใหม่ในปี 2013 Collins จึงเชื่อม Crimson ยุคต้นทศวรรษ 1970 เข้ากับวงที่เดินทางไปจนถึงปี 2021 ห่างกันกว่าสี่สิบปี

7. Gordon Haskell — Bass, lead vocals

สมาชิก: 1970

Haskell เป็นเพื่อนเก่าของ Fripp จาก Bournemouth และเคยร่วม The Fleur de Lys เขาร้อง “Cadence and Cascade” ใน In the Wake of Poseidon ในฐานะ guest ก่อนจะได้รับการดึงมาเป็นสมาชิกเต็มตัวเพื่อบันทึก Lizard ทั้งร้องและเล่นเบส

แต่ musical personality ของ Haskell กับ Fripp ต่างกันอย่างรุนแรง เขาไม่ชอบความซับซ้อนและบรรยากาศการทำงานของ Crimson ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่เลวร้ายลงจนเขาออกหลัง Lizard ในสภาพที่ DGM เองใช้คำว่า acrimonious หลัง Crimson เขาทำงาน solo ต่อไป และหลายสิบปีภายหลังเกิด second career อย่างน่าทึ่งเมื่อ “How Wonderful You Are” กลายเป็นเพลงฮิตในอังกฤษ Haskell เสียชีวิตในปี 2020

8. Andy McCulloch — Drums

สมาชิก: 1970

Andy McCulloch ถูกดึงเข้ามารับตำแหน่งที่ Michael Giles ทิ้งไว้ และปรากฏตัวใน Lizard งานกลองในอัลบั้มนั้นไม่ง่ายเลย เพราะเต็มไปด้วย changing meters, ensemble writing และ jazz-oriented passages แต่ McCulloch ทำหน้าที่ได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะ “Cirkus” และมหากาพย์ title suite

หลัง Haskell ออกจากวง McCulloch ก็จากไปในเวลาใกล้เคียงกัน tenure ของเขากับ Crimson จึงสั้นมากแทบจะเท่าระยะเวลาทำอัลบั้มหนึ่งชุด หลังจากนั้นเขาไปเล่นกับ Fields และโดดเด่นที่สุดกับ Greenslade

9. Ian Wallace — Drums, percussion, backing vocals

สมาชิก: 1971–72

Ian Wallace เข้ามาในปี 1971 หลัง McCulloch ออก บุคลิกการตีกลองของเขา groove กว่า Michael Giles และมีความเป็น jazz-rock/blues มากขึ้น เหมาะกับทิศทางที่วงเริ่มเปลี่ยนไปใน Islands รวมถึงการ improvisation บนเวที

Wallace อยู่กับ lineup Fripp–Collins–Boz Burrell ซึ่งออกทัวร์อย่างหนักตลอดปี 1971–72 หลัง incarnation นี้สิ้นสุด เขากลายเป็น session drummer ระดับสูง ทำงานกับ Bob Dylan และศิลปินจำนวนมาก ช่วงปลายชีวิตเขาตั้ง Crimson Jazz Trio เพื่อนำ material ของ King Crimson ไปตีความในรูป jazz ก่อนเสียชีวิตในปี 2007

10. Rick Kemp — Bass

สมาชิกช่วงสั้นมาก: ต้น 1971

Rick Kemp เป็นสมาชิกที่ timeline ย่อ ๆ ของ King Crimson มักมองข้าม แต่ตามหลักฐานของ DGM เขาควรอยู่ในรายชื่อนี้ เขาเป็น bassist ที่ทำงานกับ Michael Chapman และได้รับ invitation ให้เข้าร่วม King Crimson ในช่วงที่ Fripp กำลังประกอบวงใหม่ มี rehearsal tape ของ Kemp เล่นร่วมกับ Fripp, Mel Collins และ Ian Wallace อยู่จริง และ DGM ใช้คำตรง ๆ ว่า Kemp ภายหลัง “quit KC.”

เขาไม่มี studio album ของ Crimson และไม่มี official concert สำคัญให้พูดถึง tenure จึงอาจนับเป็นสัปดาห์มากกว่าปี แต่สถานะต่างจาก guest หรือคนที่เพียง audition หลังออกจาก Crimson Kemp ไปสร้างชื่ออย่างจริงจังกับ Steeleye Span และทำงานกับ Maddy Prior มาอย่างยาวนาน

11. Boz Burrell — Lead vocals, bass

สมาชิก: 1971–72

Boz Burrell เป็นหนึ่งในเรื่องเล่าที่ Crimson ที่สุดในประวัติวง เขาเข้ามาในฐานะ นักร้อง แต่ Fripp ยังหา bassist ที่เหมาะสมไม่ได้ หลัง Rick Kemp ออก ในที่สุด Fripp จึงตัดสินใจสอน Boz เล่นเบสเสียเอง แม้เขาแทบไม่มีพื้นฐานเครื่องดนตรีนี้มาก่อน ผลคือ Burrell กลายเป็นทั้ง lead singer และ bassist ของ King Crimson อย่างเต็มตัว

เขาร้องและเล่นใน Islands และออกทัวร์กับ Fripp, Collins และ Wallace จน concert สุดท้ายของ incarnation นี้วันที่ 1 เมษายน 1972 ที่ Birmingham, Alabama หลังจากนั้น Boz, Collins และ Wallace อยู่ในอเมริกาต่อเพื่อเล่นกับ Alexis Korner ขณะที่ Fripp กลับอังกฤษ ต่อมา Boz กลายเป็น bassist ของ Bad Company และประสบความสำเร็จระดับโลก เขาเสียชีวิตในปี 2006

เมื่อช่วง Islands จบลง Sinfield, Collins, Wallace และ Burrell ต่างออกจากระบบ King Crimson Fripp จึงเหลือเป็นสมาชิกเดิมเพียงคนเดียวอีกครั้ง


III — 1972–74: Crimson ตัวใหม่ที่แทบไม่เหลือ DNA ของวงเดิม

Fripp ไม่ได้พยายามซ่อมวง Islands เขาสร้าง King Crimson ใหม่ทั้งตัว ไม่มี saxophone เป็นแกน ไม่มี Sinfield ไม่มีการพยายามเลียนแบบ In the Court of the Crimson King เขาดึง bassist จาก Family มือกลองของ Yes violinist และ percussionist จากโลก free improvisation มารวมกัน ผลคือ incarnation ที่สร้าง Larks’ Tongues in Aspic, Starless and Bible Black และ Red

12. John Wetton — Bass, lead vocals

สมาชิก: 1972–74

John Wetton เคยเล่นกับ Family และ Fripp สนใจเขามาก่อนแล้ว เมื่อเข้าวง Wetton นำ low-end ที่รุนแรงอย่างมหาศาลเข้ามา Bass ของเขาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรองรับ harmony แต่มีสถานะเท่ากับ guitar และ drums ในการผลัก music ไปข้างหน้า ขณะเดียวกันเสียงร้องของเขามีความเข้มและเศร้า ซึ่งกลายเป็นหัวใจของ “Exiles,” “Easy Money” และ “Starless”

หลัง Crimson จบปี 1974 Wetton ไปทำ UK ก่อนกลายเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Asia และมี career ยาวนานทั้งในวงและ solo เขาเสียชีวิตในปี 2017 Fripp ยกย่องเขาในฐานะหนึ่งใน bassist ชั้นยอดของ generation ตน

13. Bill Bruford — Drums, percussion

สมาชิก: 1972–74 / 1981–84 / 1994–97

Bill Bruford ลาออกจาก Yes หลังทำ Close to the Edge ทั้งที่วงกำลังขึ้นสู่จุดสูงสุด เพื่อเข้าร่วม King Crimson ซึ่ง ณ ขณะนั้นยังแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะกลายเป็นวงแบบใด การตัดสินใจนี้บอกบุคลิก Bruford ได้ดี เขาต้องการความเสี่ยงและพื้นที่ improvisation มากกว่าความมั่นคงของความสำเร็จ

Bruford อยู่ในยุค Larks’ Tongues–Red ก่อนกลับมาใน quartet ปี 1981 และกลับอีกครั้งใน Double Trio ปี 1994 แต่ช่วงสุดท้ายต้องแก้ chronology ให้ชัด: เขาออกจาก King Crimson ในปี 1997 ไม่ใช่ 1998 หลังทำงานกับ Double Trio และ ProjeKct One เขาเลือกถอนตัวจาก Crimson เพื่อมุ่งสู่ jazz และวง Earthworks อย่างจริงจัง

Bruford เกษียณจาก public performance ในวันที่ 1 มกราคม 2009 แต่ไม่ได้หายจากดนตรีไปตลอดกาล เขากลับสู่การแสดงต่อหน้าสาธารณะในปี 2023 กับ Pete Roth Trio และยังมี activity ทางดนตรีในช่วงหลัง

14. David Cross — Violin, viola, Mellotron, keyboards

สมาชิก: 1972–74

David Cross มาจากพื้นฐาน classical/folk และนำ violin เข้ามาอยู่ในวงที่มี Fripp, Wetton และ Bruford ซึ่งสามารถสร้างระดับ volume บนเวทีรุนแรงมาก ใน Larks’ Tongues in Aspic และ Starless and Bible Black เขาใช้ violin เป็นทั้ง melodic instrument, drone generator และเครื่องมือสำหรับ improvisation

ปัญหาเกิดเมื่อ Crimson live sound หนักขึ้นเรื่อย ๆ violin ของ Cross ต่อสู้กับ volume ของ rhythm section ได้ยาก ในช่วงปลายทัวร์สหรัฐฯ ปี 1974 สมาชิกคนอื่นตัดสินใจภายในว่าเขาจะออกจากวง ที่สำคัญคือ chronology ที่ถูกต้อง: การตัดสินใจเกิดขึ้นก่อน concert Central Park วันที่ 1 กรกฎาคม 1974 แต่ Cross เองยังไม่ได้รับแจ้งขณะขึ้นเล่น คืนนั้นจึงกลายเป็น concert สุดท้ายของเขากับ Crimson โดยเจ้าตัวไม่รู้ล่วงหน้าว่ากำลังเล่น gig สุดท้าย

หลังจากนั้น Red ถูกสร้างโดย core trio Fripp–Wetton–Bruford แม้ performance และ material ที่ Cross มีส่วนสร้างยังคงปรากฏในอัลบั้ม

15. Jamie Muir — Percussion, found objects, “allsorts”

สมาชิก: 1972–ต้น 1973

Jamie Muir อยู่ใน King Crimson เพียงประมาณห้าเดือน แต่ผลกระทบของเขาเกิน tenure ไปมหาศาล เขามาจากโลก free improvisation และ Music Improvisation Company ไม่ยอมรับว่าคำว่า percussion ต้องหมายถึง drums และ cymbals เขาใช้โลหะ โซ่ ของเล่น whistle found objects และทุกสิ่งที่สามารถสร้างเสียงเป็นส่วนหนึ่งของ instrumentarium

Bill Bruford ยอมรับภายหลังว่า Muir เปลี่ยนวิธีคิดของเขาเกี่ยวกับ percussion อย่างลึกซึ้ง หลังบันทึก Larks’ Tongues in Aspic และออกทัวร์ช่วงแรก Muir ประสบสิ่งที่ Fripp เรียกว่า deep spiritual experience และออกจากวง เขาไปศึกษาและปฏิบัติธรรมที่ Samye Ling Tibetan monastery ในสกอตแลนด์ ก่อนกลับมาทำศิลปะและดนตรีเป็นครั้งคราว Muir เสียชีวิตในปี 2025

หลัง Muir ออก Crimson เหลือ quartet Fripp–Wetton–Bruford–Cross จากนั้น Cross ออกในปี 1974 เหลือ trio ทำ Red เมื่ออัลบั้มเสร็จ Fripp ตัดสินใจยุติ King Crimson ในเดือนกันยายนปีนั้น


IV — 1981–84: Discipline ที่กลายเป็น King Crimson

เจ็ดปีหลัง Red Fripp เริ่มสร้างวงใหม่ และคราวนี้โครงการ ไม่ได้มีชื่อ King Crimson ตั้งแต่ต้น เขาเรียกวงว่า Discipline มี Bill Bruford กลับมา พร้อมชาวอเมริกันสองคน Tony Levin และ Adrian Belew เมื่อ Fripp เห็นว่า music ชุดนี้มีคุณสมบัติของสิ่งที่เขาเรียกว่า King Crimson ชื่อเก่าจึงกลับมา Quartet นี้เปิดตัวในฐานะ Discipline ที่ Moles Club วันที่ 30 เมษายน 1981 ก่อนกลายเป็น Crimson incarnation ใหม่

16. Adrian Belew — Guitar, guitar synthesizer, lead vocals

สมาชิก: 1981–84 / 1994–2008

Adrian Belew เคยทำงานกับ Frank Zappa, David Bowie และ Talking Heads ก่อน Fripp ดึงเข้ามา สิ่งสำคัญคือ Belew เป็น guitarist เต็มตัวอีกคนที่ยืนคู่ Fripp ใน King Crimson ซึ่งเปลี่ยน architecture ของวงทันที ทั้งสองใช้ interlocking guitar patterns, polymeter และ guitar synthesizer สร้างภาษาใหม่ที่แทบไม่มีอะไรเหมือน Crimson ยุค 70s

Belew เป็นทั้ง frontman, singer, lyricist และ creative partner สำคัญใน Discipline, Beat และ Three of a Perfect Pair เขากลับมาอีกครั้งใน Double Trio ปี 1994 และอยู่กับ Crimson ต่อจนถึงทัวร์ปี 2008 รวมแล้วเป็น vocalist ระยะยาวที่สุดคนหนึ่งของวง

เมื่อ Fripp สร้าง incarnation ใหม่ปี 2013 Belew ไม่ได้ถูกเรียกกลับ ภายหลัง Fripp แสดงการสนับสนุนโครงการ BEAT ซึ่ง Belew กับ Tony Levin ร่วมกับ Steve Vai และ Danny Carey นำ repertoire Crimson ยุค 80s กลับมาเล่น

17. Tony Levin — Bass, Chapman Stick, upright bass, vocals

สมาชิก active: 1981–84 / 1994–98 / 2008 / 2013–21; nominal “fifth man” ตั้งแต่ 2003 ในช่วงหนึ่ง

Tony Levin เป็น bassist/session musician ระดับสูงที่ทำงานกับ Peter Gabriel และรู้จัก Fripp จาก session ต่าง ๆ เขานำ Chapman Stick เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของ Crimson ยุคใหม่ เครื่องนี้ช่วยให้เขาสร้าง counterpoint, ostinato และ chordal textures ที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง bass กับ guitar ได้

Levin อยู่ครบ trilogy ยุค 80s และกลับมาใน Double Trio ปี 1994 ช่วงปลายทศวรรษ 1990 chronology ต้องอธิบายละเอียดกว่าการเขียนว่า “อยู่จนปลาย 90s”: เขายังมีบทบาทในโลก Crimson ผ่าน ProjeKct Four ปี 1998 แต่ไม่ได้อยู่ใน functioning Double Duo ที่เดินหน้าตั้งแต่ราว 1999 ซึ่งประกอบด้วย Fripp–Belew–Trey Gunn–Pat Mastelotto

หลังทัวร์ปี 2003 Fripp วาง Tony Levin กลับไว้ในโครงสร้าง Crimson ในฐานะ “fifth man” หรือ nominal/non-performing member ขณะที่ plans ชุดใหม่ยังไม่พัฒนาไปถึงการทำงานจริงตามคาด จนปี 2008 Levin จึงกลับขึ้นเวที King Crimson อย่างเต็มตัว และเมื่อวงเกิดใหม่ในปี 2013 เขากลับมาเป็นเสาหลักอีกครั้งจน concert สุดท้ายปี 2021

Quartet Fripp–Belew–Levin–Bruford ยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ตรงที่เป็น King Crimson incarnation แรกที่สามารถทำ studio album หลายชุดติดต่อกันโดย ไม่เปลี่ยนสมาชิกเลย ก่อนสิ้นสุดลงหลังทัวร์ Three of a Perfect Pair ปี 1984


V — 1994–2008: Double Trio, ProjeKcts และ Double Duo

เมื่อ King Crimson กลับมาในปี 1994 Fripp ไม่สร้าง quartet ธรรมดา แต่คิดในรูป Double Trio: guitar สองคน, bass/touch-instrument สองคน และ drummers สองคน เขาเรียก Belew, Levin และ Bruford จากยุค 80s กลับมา แล้วเพิ่ม Trey Gunn กับ Pat Mastelotto

18. Trey Gunn — Warr Guitar, touch guitar, Chapman Stick

สมาชิก: 1994–2003

Trey Gunn เติบโตจากวงจร Guitar Craft และ League of Crafty Guitarists ของ Fripp ก่อนทำงานใน Sylvian/Fripp เมื่อถูกดึงเข้า King Crimson เขาไม่ได้ทำหน้าที่แบบ bassist หรือ guitarist ปกติ แต่ใช้ touch-style instruments โดยเฉพาะ Warr Guitar สร้างทั้ง bass lines, chords และ counterpoint

ใน Double Trio เขาทำงานคู่กับ Tony Levin แต่เมื่อวงหดเหลือ Double Duo Gunn กลายเป็น low-register voice หลักร่วมกับ Fripp, Belew และ Mastelotto เขามีบทบาทสำคัญใน The ConstruKction of Light และ The Power to Believe

หลัง European tour ปี 2003 Gunn ตัดสินใจออกจาก King Crimson ในช่วงที่ Fripp กำลังวาง Tony Levin กลับเข้าโครงสร้างวง หลังจากนั้นเขาทำ solo work, KTU และงาน experimental จำนวนมาก

19. Pat Mastelotto — Acoustic/electronic drums, percussion, programming

สมาชิก: 1994–2008 / 2013–21

Pat Mastelotto เคยประสบความสำเร็จระดับ mainstream กับ Mr. Mister ก่อนพัฒนาตัวเองไปทาง electronic percussion, loops, sampling และ experimental music เมื่อเข้าร่วม Double Trio ปี 1994 เขาต้องเล่นคู่กับ Bill Bruford แต่แทนที่จะพยายามเลียนแบบ Bruford เขาสร้างพื้นที่ของตัวเองผ่านการผสม acoustic และ electronic drumming

เมื่อ Bruford ออกในปี 1997 Mastelotto กลายเป็น drummer หลักของ Double Duo และอยู่ต่อผ่าน The ConstruKction of Light และ The Power to Believe เขากลับมาอีกครั้งในปี 2008 และเมื่อ Fripp ประกอบ King Crimson ใหม่ปี 2013 Pat ก็เป็นหนึ่งในสมาชิกแรก ๆ ที่ถูกเรียกกลับ

DGM ระบุว่า Mastelotto กลายเป็น มือกลองที่มี tenure ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ King Crimson เมื่อรวมช่วงเวลาที่เขาทำงานจริงกับวง

ช่วงปลาย 1990s Double Trio เริ่มมีขนาดใหญ่และยุ่งยากเกินไป Fripp จึงทดลอง fraKctalisation ผ่าน ProjeKcts ต่าง ๆ เมื่อ Bruford ออกและ Levin ไม่อยู่ใน functioning quartet วงจึงตกผลึกเป็น Double Duo: Fripp–Belew–Gunn–Mastelotto

20. Gavin Harrison — Drums, percussion

สมาชิก: 2008 / 2013–21

Gavin Harrison เป็น drummer อังกฤษที่โดดเด่นจาก Porcupine Tree และมีชื่อเสียงด้าน rhythmic subdivision, polymeter และความสามารถในการทำ pattern ซับซ้อนให้ยัง groove ได้ Fripp เชิญเขาเข้าร่วม King Crimson ในปี 2008 ทำให้เกิด quintet Fripp–Belew–Levin–Mastelotto–Harrison

ทัวร์นั้นสั้นและ Crimson ไม่เดินหน้าต่อทันที แต่ Harrison ถูกเรียกกลับเมื่อ Fripp สร้าง incarnation ใหม่ในปี 2013 การจับคู่ Harrison กับ Mastelotto ก่อนจะขยายเป็นแนวหน้ามือกลองสามคน กลายเป็น signature สำคัญของ Crimson รุ่นสุดท้าย


VI — 2013–21: Seven-Headed Beast, Eight-Headed Beast และ Crimson รุ่นสุดท้าย

วันที่ 24 กันยายน 2013 Fripp ประกาศ King Crimson incarnation ใหม่ ประกอบด้วย Fripp, Tony Levin, Pat Mastelotto, Gavin Harrison, Mel Collins, Jakko Jakszyk และ Bill Rieflin เจ็ดคน วงเริ่ม rehearsals และเข้าสู่ active performing phase ในปี 2014 สิ่งสำคัญคือไม่มี Adrian Belew และไม่มีแนวคิดว่าจะสร้างเพลงใหม่ด้วยโครงสร้าง quartet แบบเดิม แต่ repertoire ตลอดประวัติศาสตร์ Crimson ถูกเปิดออกให้วงชุดใหม่ rearrange และตีความใหม่

21. Jakko Jakszyk — Guitar, lead vocals, flute, keyboards

ประกาศเป็นสมาชิก: 2013 / active performing member: 2014–21

Jakko Jakszyk มีความสัมพันธ์กับ King Crimson แบบแฟนเพลงที่ค่อย ๆ เดินเข้าไปอยู่ในประวัติศาสตร์ของสิ่งที่ตัวเองเคยชื่นชม เขาเคยดู Crimson ที่ Watford Town Hall ในปี 1971 และเหตุการณ์นั้นมีผลต่อเส้นทางชีวิต ต่อมาเขาเป็น singer/guitarist และ co-founder ของ 21st Century Schizoid Band ซึ่งรวมอดีตสมาชิก Crimson หลายคน

ปี 2011 เขาทำ A Scarcity of Miracles กับ Fripp และ Mel Collins ก่อนถูกประกาศเป็นสมาชิก King Crimson incarnation ใหม่ในปี 2013 ส่วน DGM บางข้อความภายหลังใช้ปี 2014 เมื่อกล่าวว่าเขา “joined” ซึ่งในทางปฏิบัติหมายถึงปีที่วงเริ่ม functioning/performing อย่างจริงจัง ดังนั้น chronology ที่แม่นที่สุดคือ ประกาศ lineup 2013 และ active service 2014–21

ภารกิจของ Jakko ยากมาก เพราะต้องร้อง repertoire ที่เคยเป็นของ Greg Lake, Gordon Haskell, Boz Burrell, John Wetton และ Adrian Belew โดยไม่กลายเป็น tribute-band impersonator เขาจึงทำหน้าที่เหมือน interpreter ของประวัติศาสตร์ Crimson พร้อมเพิ่ม guitar, flute และ material ของตนเองเข้าไป

22. Bill Rieflin — Drums, keyboards, Mellotron

สมาชิก: 2013–19; sabbatical ปี 2016; กลับปี 2017 ในบทบาท keyboards

Bill Rieflin มาจากโลก industrial/alternative เคยทำงานกับ Ministry, Nine Inch Nails และ R.E.M. และเป็น multi-instrumentalist ที่สามารถเล่น drums, keyboards, guitar และ bass ได้ Fripp ดึงเขาเข้ามาในปี 2013 ให้เป็น drummer คนที่สามร่วมกับ Mastelotto และ Harrison

ปี 2016 Rieflin ขอ sabbatical และจุดนี้ต้องระบุให้ชัดว่า เขาไม่ได้ลาออกจาก King Crimson DGM ยืนยันเวลานั้นว่าเขายังเป็น ongoing member Jeremy Stacey จึงถูกเรียกเข้ามาในช่วงที่ Rieflin ไม่ออกทัวร์

เมื่อ Rieflin กลับในปี 2017 Fripp ไม่ได้เอา Stacey ออก แต่ย้าย Rieflinไปเป็น full-time keyboard player ทำให้ Crimson ขยายจาก Seven-Headed Beast ไปเป็น Eight-Headed Beast

เรื่องปีสุดท้ายต้องแก้จาก version เดิม: ไม่ควรลง membership แบบตรง ๆ ว่า “2013–2020” เพียงเพราะเขาเสียชีวิตในปี 2020 เพราะ Rieflin ออกจาก active touring lineup ก่อนทัวร์ปี 2019 ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ ดังนั้น membership ที่แม่นกว่าในบริบทบทความเรื่องการเข้าออกคือ 2013–19 โดยมี sabbatical ปี 2016 และกลับมา 2017–18 ในบทบาท keyboards เขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในวันที่ 24 มีนาคม 2020

23. Jeremy Stacey — Drums, keyboards, vocals

สมาชิก: 2016–21

Jeremy Stacey เป็น drummer และ keyboard player ที่ทำงานกับศิลปินหลากหลายตั้งแต่ Noel Gallagher, The Waterboys, Chris Squire ไปจนถึง Neil Diamond เขาถูกเรียกเข้ามาในปี 2016 เพื่อแทน Bill Rieflin ระหว่าง sabbatical และในตอนแรกอาจดูเหมือน replacement ชั่วคราว

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นแบบ King Crimson แท้ ๆ เมื่อ Rieflin กลับในปี 2017 Stacey ไม่ได้ออก แต่กลายเป็น permanent third drummer ขณะที่ Rieflinย้ายไป keyboards วงจึงมีสมาชิกแปดคน Stacey ยังสามารถลุกจาก drum kit ไปนั่ง piano ระหว่าง concert ได้ ทำให้ repertoire เช่น “Islands” หรือ “Moonchild” มีมิติของ jazz piano ที่ Crimson incarnation อื่นแทบไม่เคยมี

เขาคือ สมาชิกคนสุดท้ายที่เข้ามาในประวัติศาสตร์ King Crimson จนถึงปัจจุบัน


จากห้าคนสู่แปดหัว — แล้วกลับสู่ความเงียบ

หลัง Bill Rieflin ออกจาก active lineup และเสียชีวิตในปี 2020 King Crimson ช่วงสุดท้ายประกอบด้วย Robert Fripp, Mel Collins, Tony Levin, Pat Mastelotto, Gavin Harrison, Jakko Jakszyk และ Jeremy Stacey วงผ่านช่วงหยุดชะงักจาก COVID-19 ก่อนกลับมาออกทัวร์อีกครั้ง และจบ concert สุดท้ายที่ Bunkamura Orchard Hall, Tokyo วันที่ 8 ธันวาคม 2021

Fripp บันทึกว่าโน้ตสุดท้ายของ “Starless” จบลงเวลา 21:04 น. และ King Crimson ได้เคลื่อน “from sound to silence.” คำนี้สำคัญ เพราะเขาไม่ได้ประกาศ melodramatically ว่า “King Crimson จะไม่มีวันกลับมาอีก” หากแต่บอกว่าสิ่งมีชีวิตนี้ได้เปลี่ยนสถานะจากเสียงเป็นความเงียบ ซึ่งเหมาะกับประวัติของวงที่เคยหายไปเจ็ดปี เก้าปี ห้าปี แล้วกลับมาโดยไม่เคยเหมือนเดิมเลยสักครั้ง

เมื่อมองย้อนกลับ สมาชิกทั้ง 23 คนทำหน้าที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ บางคน สร้างภาษาแล้วจากไป เช่น Ian McDonald, Michael Giles และ Jamie Muir บางคนเข้ามาช่วงสั้นแต่ทิ้งรอยไว้ถาวร เช่น Gordon Haskell, Andy McCulloch หรือ Rick Kemp บางคนเดินกลับเข้า Crimson หลาย incarnation เช่น Bill Bruford, Tony Levin และ Mel Collins บางคนกลายเป็น creative partner ระยะยาวของ Fripp เช่น Adrian Belew ขณะที่ Mastelotto มีเส้นทางประหลาดกว่าใคร—เข้าวงปี 1994 ผ่าน Double Trio, ProjeKcts, Double Duo, quintet ปี 2008 และ incarnation สุดท้ายจนถึงปี 2021

รายชื่อสมาชิกทั้งหมดตามเกณฑ์ของบทความนี้คือ:

Robert Fripp / Michael Giles / Ian McDonald / Greg Lake / Peter Sinfield / Mel Collins / Gordon Haskell / Andy McCulloch / Ian Wallace / Rick Kemp / Boz Burrell / John Wetton / Bill Bruford / David Cross / Jamie Muir / Adrian Belew / Tony Levin / Trey Gunn / Pat Mastelotto / Gavin Harrison / Jakko Jakszyk / Bill Rieflin / Jeremy Stacey

ความแตกต่างพื้นฐานระหว่าง King Crimson กับวง rock ส่วนใหญ่ก็คือ สำหรับ The Beatles หรือ Led Zeppelin การสูญเสียสมาชิกหลักหนึ่งคนแทบเท่ากับการทำลาย identity ของวง แต่สำหรับ Crimson การทำลาย identity เก่าเสียเองกลับเป็นส่วนหนึ่งของ identity

Fripp ไม่พยายามสร้าง In the Court of the Crimson King II หลัง Ian McDonald ออก ไม่ทำ Red II ในปี 1981 ไม่ทำ Discipline II เมื่อวงกลับมาในปี 1994 และไม่หาคนมาเป็น “Adrian Belew คนใหม่” ในปี 2013 ทุกครั้งที่ personnel เปลี่ยน เขากลับตั้งคำถามใหม่ว่า:

ถ้านักดนตรีกลุ่มนี้อยู่ในห้องเดียวกัน ณ เวลานี้ King Crimson ควรเป็นอะไร?

ดังนั้นการเข้า–ออกของสมาชิกจึงไม่ใช่เชิงอรรถท้าย discography แต่เป็นส่วนหนึ่งของ composition ขนาดมหึมาที่กินเวลากว่าครึ่งศตวรรษ บางคนอยู่สิบกว่าปี บางคนอยู่ไม่กี่เดือน บางคนอยู่สั้นจนไม่มีอัลบั้มให้ชี้ว่า “นี่คือผลงานของเขา” แต่ถ้าเขาเคยถูกนำเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรที่ชื่อ King Crimson จริง เขาก็คือชิ้นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์นั้น

เพราะท้ายที่สุด King Crimson ไม่ใช่วงที่บังเอิญเปลี่ยนสมาชิกอยู่เรื่อย ๆ

King Crimson คือวงที่ใช้การเปลี่ยนสมาชิกเป็นวิธีเปลี่ยนตัวเองอยู่เรื่อย ๆ ต่างหาก.....

กรณี Quincy Jones ด้อยค่า The Beatles ไม่เหลือซาก

 

กรณี Quincy Jones ด้อยค่าสี่เต่าทองไม่เหลือซาก ที่มีเบื้องหลังซับซ้อนกว่านั้นมาก

มีคำด่าทางดนตรีอยู่ไม่กี่ประโยคในประวัติศาสตร์ป๊อปที่สร้างความรู้สึกประมาณว่า “เฮ้ย แกกล้าพูดขนาดนี้เลยเหรอวะ” ได้เท่ากับคำพูดของ Quincy Jones เมื่อปี 2018 ตอนถูกถามถึงความประทับใจแรกที่มีต่อ The Beatles ชายผู้ผลิต Off the Wall, Thriller และ Bad ของ Michael Jackson ผู้ผ่านงานกับ Frank Sinatra, Count Basie, Ray Charles, Sarah Vaughan และศิลปินชั้นยอดมาแทบทุกแขนง ตอบชนิดไม่เหลือซากว่า The Beatles คือ “นักดนตรีที่ห่วยที่สุดในโลก” เป็นพวกเล่นกันไม่เป็นเรื่องเป็นราว แล้วแทงตรงไปที่ Paul McCartney ว่าเป็นมือเบสที่แย่ที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยิน ก่อนปิดด้วย Ringo Starr ในทำนองว่า—อย่าให้พูดถึงมันเลย! 

สำหรับแฟน Beatles ประโยคนี้ฟังแล้วแทบอยากถามว่า ลุง Q เมาอะไรมา? Paul McCartney เนี่ยนะมือเบสห่วยที่สุด? คนที่สร้าง bass line ของ “Something”, “Come Together”, “Dear Prudence”, “Rain”, “Paperback Writer”, “Taxman”, “With a Little Help from My Friends” และอีกเป็นกระบุง? ส่วน Ringo ที่มือกลองตั้งแต่ Phil Collins, Dave Grohl ไปจนถึง Jim Keltner ยกย่องเรื่อง feel, time และการเล่นเพื่อเพลง กลับกลายเป็นคนที่ “ไม่ต้องพูดถึง” เสียอย่างนั้น

แต่เมื่อแกะเรื่องนี้ออกทีละชั้น คำพูดของ Quincy กลับกลายเป็นกรณีศึกษาที่สนุกกว่าการเถียงว่า Beatles เล่นดนตรีเก่งหรือไม่เก่ง มาก เพราะข้างหลังมันมีทั้งความแตกต่างระหว่างโลก jazz กับโลก rock, ความทรงจำของชายวัย 84 ปี, เรื่องเล่าที่ดูเหมือนจะปะปนกันเอง, คำขอโทษภายหลัง, มิตรภาพระหว่าง Quincy กับ Paul และ—ส่วนที่เหลือเชื่อที่สุด—Peggy Lipton อดีตภรรยาของ Quincy ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสาวน้อยที่หลงรัก Paul McCartney แบบแทบถอนตัวไม่ขึ้น

พูดง่าย ๆ คือ meme ที่เราเห็นกันนั้นจริงอยู่ประมาณหนึ่ง แต่เรื่องทั้งหมดมันซับซ้อนและสนุกกว่า meme หลายเท่า

ก่อนอื่นต้องฟัง “คำถาม” ให้ครบ

บทสัมภาษณ์เจ้าปัญหาลงใน Vulture/New York Magazine วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2018 โดย David Marchese ตอนนั้น Quincy อายุ 84 ปี กำลังเข้าสู่ช่วงฉลองชีวิตและผลงานก่อนอายุครบ 85 สารคดี Netflix และรายการโทรทัศน์หลายชิ้นกำลังจะตามมา สิ่งที่ทำให้ interview นี้ดังระเบิดไม่ใช่เฉพาะเรื่อง Beatles แต่คือ Quincy อยู่ในโหมดที่เรียกว่า ไม่มี filter เหลือแล้ว เขาพูดเรื่อง Michael Jackson, Bono, Taylor Swift, Donald Trump, Ivanka Trump, Marlon Brando, Richard Pryor, JFK, Mafia ไปเรื่อย ๆ ด้วยลีลาแบบชายที่ผ่านโลกมาแปดสิบกว่าปีและคิดว่า “กูจะกลัวอะไรอีก” ผู้สัมภาษณ์เองอธิบายบรรยากาศว่า Quincy ทั้งกัด ทั้งชม ทั้งนินทา และเล่าเรื่องคนดังด้วยเสน่ห์แบบคนที่สนุกกับประสบการณ์ชีวิตของตัวเองเต็มที่ 

ประเด็นสำคัญที่ meme มักตัดทิ้งคือ Marchese ไม่ได้ถามว่า “คุณคิดอย่างไรกับ The Beatles?” เขาถามว่า “What were your first impressions of the Beatles?” — ความประทับใจแรกของคุณต่อ Beatles เป็นอย่างไร? ก่อนหน้านั้น Quincy เพิ่งพูดว่าเขาเจอ Paul ตอน Paul อายุประมาณ 21 ปี นั่นหมายความว่าความเห็นนี้อย่างน้อยในโครงสร้างของบทสนทนา กำลังย้อนกลับไปหาความรู้สึกของ Quincy ต่อ Beatles ยุคต้น ไม่ใช่ Quincy นั่งฟัง Rubber Soul, Revolver, Sgt. Pepper, The White Album และ Abbey Road ครบทั้งหมดแล้วสรุปว่าพวกมันเล่นดนตรีห่วย 

ความแตกต่างเล็ก ๆ ตรงนี้เปลี่ยนความหมายมหาศาล

ถ้า Quincy เจอ Paul ตอนอายุ 21 เรากำลังพูดถึง Paul ราวปี 1963–64 ก่อนที่มือเบสคนนี้จะพัฒนาภาษาเครื่องดนตรีของตัวเองไปถึงขั้น melodic counterpoint แบบ “Rain”, เสียงเบสทะลุทะลวงของ “Paperback Writer”, เส้นเบสอันวิจิตรของ Sgt. Pepper หรือความสมบูรณ์แบบใน “Something” เสียอีก และอย่าลืมว่า Beatles ยุคนั้นไม่ได้คิดแบบวง fusion ที่สมาชิกแต่ละคนต้องโชว์ chops พวกเขาคิดเรื่อง song, arrangement, groove, vocal blend และผลรวมของวง

ปัญหาคือ Quincy Jones มาจากอีกจักรวาลหนึ่งโดยสิ้นเชิง

ถ้าอาจารย์ของคุณคือ jazz monsters พวก Beatles อาจดูเหมือนเด็กเล่นดนตรีจริง ๆ

ลองจินตนาการ benchmark ในหัว Quincy ดู เขาเติบโตมากับ big band, jazz harmony, orchestration, sight-reading, session musicians และคนประเภทที่โยน chart ยาก ๆ ให้ตอนเช้าแล้วอัด master take ได้ตอนบ่าย โลกของเขามีนักดนตรีอย่าง Dizzy Gillespie, Lionel Hampton, Count Basie, Ray Brown, Clark Terry, Frank Sinatra และต่อมาก็ Herbie Hancock, Toots Thielemans ฯลฯ ในบทสัมภาษณ์เดียวกัน Quincy ยังบ่นว่าป๊อปสมัยใหม่ขาดความรู้เรื่องหลักดนตรี และยืนยันอย่างหนักแน่นว่าศิลปินควรรู้ประวัติศาสตร์ harmony และหลักการของคนรุ่นก่อน 

ดังนั้นคำว่า “เล่นเป็น” ในพจนานุกรมของ Quincy ไม่จำเป็นต้องเท่ากับคำว่า “เล่นเป็น” ในพจนานุกรม rock ’n’ roll

Paul McCartney ไม่ใช่ Ray Brown; Ringo Starr ไม่ใช่ Buddy Rich; John Lennon ไม่ใช่ Wes Montgomery และ George Harrison ในปี 1963 ก็ยังไม่ใช่มือกีตาร์ประเภทที่คุณเอา chart ของ Quincy Jones มาวางแล้วบอก “อ่านตั้งแต่ bar 32, modulation สองรอบ แล้วเจอกัน take แรก” โลก Beatles คือ musicianship อีกชนิดหนึ่ง—เรียนด้วยหู เล่นกลางคืนยาวเหยียดที่ Hamburg จดจำเพลงเป็นร้อย ๆ เพลง และค่อย ๆ สร้างไวยากรณ์ของวงขึ้นมาจากการเล่นด้วยกัน

Paul เองเข้าใจประเด็นนี้ดีอย่างน่าประหลาด เมื่อ GQ เอาคำด่าของ Quincy ไปถามในปีเดียวกัน เขาหัวเราะก่อนเลย แล้วอธิบายว่า Quincy กำลังพูดจากโลกของ jazz และ arranging Paul เปรียบว่า ถ้า Buddy Rich มอง Ringo จากมาตรฐานของ Buddy Rich เขาก็อาจคิดว่า Ringo เล่นกลองไม่ได้ แต่จากโลกของ Beatles มาตรวัดนั้นไม่ได้มีความหมายอะไรนัก นี่เป็นคำตอบที่ฉลาด เพราะไม่ได้พยายามพิสูจน์ว่า Ringo วิ่ง rudiment ได้เร็วกว่าใคร แต่บอกว่า musicianship มีหลายภาษา 

เพลงไม่ได้ถามว่าคุณเล่นโน้ตได้กี่ตัวต่อวินาที มันถามว่าโน้ตที่คุณเล่น ใช่หรือไม่

และถ้าใช้เกณฑ์นั้น ประวัติศาสตร์ได้ตัดสิน Paul กับ Ringo ไปเรียบร้อยแล้ว

แต่เรื่องที่ Quincy เล่าเกี่ยวกับ Ringo เริ่มมีอะไรแปลก ๆ

หลังจากพูดว่าอย่าให้พูดถึง Ringo แล้ว Quincy ก็เล่า anecdote สุดโหดว่า ครั้งหนึ่งเขาอยู่ใน studio กับ George Martin และ Ringo พยายามแก้ passage สี่ห้องอยู่นานหลายชั่วโมงแต่เล่นไม่ได้ จึงให้ Ringo ออกไปพัก จากนั้นเรียกมือกลอง jazz ชาวอังกฤษ Ronnie Verrell เข้ามาเล่นแทนอย่างรวดเร็ว เมื่อ Ringo กลับมาฟัง playback และรู้สึกว่ามันฟังไม่เลว Quincy ก็เฉลยแบบเจ็บแสบว่าที่มันฟังดีเพราะไม่ใช่ Ringo เล่น เรื่องนี้ถูกนำไปแชร์ราวกับเป็น session ลับสมัย Beatles แต่บริบทที่น่าจะเกี่ยวข้องคือช่วงที่ Quincy ทำ arrangement ให้เพลง “Love Is a Many-Splendored Thing” ในอัลบั้มเดี่ยว Sentimental Journey ของ Ringo ปี 1970 ซึ่ง George Martin เป็นโปรดิวเซอร์ 

และตรงนี้เองที่นักค้นข้อมูล Beatles เริ่มเกาหัว เพราะรายละเอียดของเรื่องเล่า Quincy ไม่ได้ประกบกับ session history อย่างเรียบร้อยนัก งานของ Sentimental Journey ใช้วง orchestra และ arranger หลายคน โดย Quincy รับผิดชอบ arrangement เพลงดังกล่าว ขณะที่ประวัติการอัดที่ตรวจสอบได้ไม่ได้ทำให้เรื่อง “Ringo ตีกลองสี่ห้องไม่ผ่านแล้ว Ronnie Verrell แอบมาแทน” ชัดเจนอย่างที่ anecdote ทำให้เราเข้าใจ 

นั่นไม่ได้แปลว่า Quincy “โกหก” แต่เปิด possibility สำคัญว่า ชายวัย 84 อาจกำลังควบรวมเหตุการณ์หลายช่วงเข้าด้วยกัน ชื่อคนถูก สถานที่อาจถูกบางส่วน เหตุการณ์บางอย่างอาจเกิดจริง แต่เวลา รายละเอียด และความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์อาจถูก memory ตัดต่อใหม่

เรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจ เพราะ Paul เองจับได้อีกสองกรณี

ใน interview อีกชิ้น Quincy เล่าว่าเคยดื่มกับ John และ Paul แล้วสองคนนั้นพนันกับเขาว่า Beatles ไม่มีวันดังในอเมริกา พอ GQ เอาไปถาม Paul เขาส่ายหัวและบอกว่าจำไม่ได้แบบนั้นเลย Beatles ตอนนั้นมั่นใจเสียด้วยซ้ำว่าจะบุกอเมริกาสำเร็จ อีกเรื่อง Quincy บอกว่าเคยพา Beatles ไป Apollo Theater ที่ Harlem; Paul ตอบทันทีว่าไม่จริง เพราะวงถูกห้ามไม่ให้ไป และจบแบบ Paul ว่า Quincy อาจพา “ใครสักคน” ไปก็ได้ แต่ไม่ได้พา Beatles เพราะ “ผมอยู่ใน Beatles ผมย่อมรู้สิ” 

Paul สรุปเรื่องนี้ด้วยประโยคธรรมดาแต่สำคัญมาก: memory is a fragile thing

แล้วทันใดนั้น เรื่อง “Paul คือมือเบสที่ห่วยที่สุดในโลก” ก็เริ่มมีสถานะต่างจากเดิม เราไม่จำเป็นต้องปฏิเสธว่า Quincy เคยคิดว่า Beatles ยุคแรกเล่นไม่เอาไหน แต่ควรระวังการเอาคำพูดของชายวัย 84 ที่กำลังเล่าความทรงจำเมื่อห้าสิบกว่าปีก่อนมาอ่านแบบ courtroom transcript

และนั่นยังไม่ใช่ twist ที่ดีที่สุด

ผู้หญิงชื่อ Peggy Lipton

ถ้าใครชอบ Beatles gossip ชื่อนี้ควรติดดาวไว้

Peggy Lipton คือสาวสวยระดับไอคอนยุค 60s ต่อมาโด่งดังจาก The Mod Squad และอีกหลายสิบปีให้หลังกลายเป็น Norma Jennings ใน Twin Peaks เธอแต่งงานกับ Quincy Jones ในปี 1974 มีลูกสาวด้วยกันสองคนคือ Kidada และ Rashida Jones ก่อนแยกกันในทศวรรษ 1980 และหย่าในปี 1990 แต่ก่อน Peggy จะเป็น “Mrs. Quincy Jones” เธอเคยเป็นเด็กสาววัย 17 ผู้หลง Paul McCartney แบบเข้าเต็มเปา 

Peggy เล่าเรื่องนี้อย่างละเอียดใน memoir Breathing Out ปี 2005

เธอพบ Beatles ที่ Los Angeles ในเดือนสิงหาคม 1964 ช่วง Beatlemania กำลังลุกเป็นไฟ Peggy เป็นแฟน Beatles อยู่ก่อนแล้ว และจากคำบอกเล่าของเธอเอง การได้พบ Paul แทบเป็น Cinderella moment เธอกับ Paul คุยกัน ฟังเพลง เล่นเปียโน และใช้เวลาร่วมกันในบ้านที่ Bel Air ก่อนจะแยกจากกันเมื่อวงต้องเดินทางต่อ 

ปีถัดมา Beatles กลับ Los Angeles อีก Peggy ก็กลับไปหา Paul ทั้งที่รู้ว่าเขามี Jane Asher อยู่ที่อังกฤษ ความสัมพันธ์คราวนี้เลยพ้นจาก puppy love ไปเป็นความสัมพันธ์ทางเพศอย่างชัดเจน Peggy บรรยายใน memoir ว่าเธอรัก Paul มาก ขณะที่ความรู้สึกของ Paul ไม่ได้เท่ากัน และคืนหนึ่งหลังทั้งคู่มีความสัมพันธ์กัน เธอรู้สึกว่า Paul กำลังห่างออกไปจนต้องแอบร้องไห้และออกจากบ้านเงียบ ๆ ในที่สุดเธอต้องยอมรับว่าความฝันเรื่องอนาคตร่วมกับ Paul ไม่มีทางเกิดขึ้น 

แต่เรื่องยังไม่จบ

ปี 1968 Paul กลับอเมริกาเพื่อธุรกิจของ Apple และติดต่อ Peggy อีกครั้ง เธอคิดว่าตัวเองตัดใจได้แล้ว แต่พอ Paul โทรมา ความรู้สึกเดิมก็กลับทันที เรื่องที่ตามมาอ่านเหมือนบทภาพยนตร์ screwball comedy ผสม heartbreak: Peggy ไปหา Paul ที่ Beverly Hills Hotel ตอนเช้ามืด รออยู่หลายชั่วโมง ก่อนพบว่ามีผู้หญิงอีกคนอยู่กับเขา จากแหล่งข้อมูลและ chronology ของเรื่องในเวลานั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง Paul กับ Linda Eastman ก็กำลังเริ่มต้นขึ้นพอดี Peggy จากไปทั้งโกรธทั้งเจ็บ และต่อมาเขียนว่าตอนนั้นเธอคิดว่าตัวเองจบกับการรัก Paul McCartney เสียที

หลายปีผ่านไป Peggy กลายเป็นดาราใหญ่ ส่วน Paul แต่งงานกับ Linda

แล้ว Peggy ก็แต่งงานกับ...

Quincy Jones

ตรงนี้แหละครับที่ conspiracy theory เริ่มทำงาน

หรือจริง ๆ Quincy เกลียด Paul เพราะ Paul เคยเป็นคนรักเก่าของเมีย?

ฟังเผิน ๆ นี่คือ theory ชั้นยอด

ชายคนหนึ่งแต่งงานกับผู้หญิงซึ่งครั้งหนึ่งเคยหลงรัก Paul McCartney อย่างหนัก รู้ด้วยว่าความสัมพันธ์นั้นเคยลึกซึ้งถึงระดับไหน ต่อมาอีกหลายสิบปีชายคนนั้นให้สัมภาษณ์ว่า Paul เป็นมือเบสที่ห่วยที่สุดที่เคยได้ยิน

โอ้โห... motive มาเต็ม

แฟน Beatles บางคนจึงโยงว่า หรือคำด่าปี 2018 ไม่ใช่เรื่อง musicianship เลย แต่เป็น old-fashioned male jealousy ที่เก็บหมักไว้หลายสิบปี?

ปัญหาคือพอเอาหลักฐานจริงมาวาง theory นี้กลับเริ่มยุบ เพราะเหตุการณ์สำคัญที่สุดเกิดขึ้นในปี 1982

Quincy กำลังผลิต Thriller ให้ Michael Jackson และหนึ่งในเพลงที่บันทึกคือ duet กับ Paul McCartney ชื่อ “The Girl Is Mine” อยู่ดี ๆ ชายผู้เป็นอดีตคนรักของ Peggy ก็กลับเข้ามาในชีวิตคู่ของเธอ แต่สิ่งที่ Quincy ทำกลับตรงข้ามกับสามีขี้หึงแทบทุกข้อ

เขา ชวน Peggy ให้ไปเจอ Paul

ไม่ใช่แค่ชวนครั้งเดียวเสียด้วย

Peggy เขียนเองว่า Quincy บอกเธอซ้ำ ๆ ให้มาที่ recording session เธอต่างหากที่ไม่อยากไป Quincy เดินทางไปพบ Paul และ Linda ที่ Arizona และกลับมาบอก Peggy ว่า Paul กับ Linda อยากพบเธอ โดยเฉพาะ Linda เขายังพยายามชวน Peggy ไปบ้าน McCartney จน Peggy ต่อต้านหนัก เพราะการเผชิญหน้ากับอดีตทำให้เธอหวั่นไหวมากกว่าที่อยากยอมรับ 

คืนหนึ่งตอนกำลังเก็บงาน “The Girl Is Mine” ที่ Los Angeles Quincy โทรหา Peggy ที่บ้านประมาณว่า ถ้าไม่มาคืนนี้ เดี๋ยวคนอื่นจะคิดว่ามีอะไรผิดปกติ ในที่สุดเธอยอมไป

ภาพที่เกิดขึ้นแทบเขียน screenplay ได้เลย: Peggy Lipton เดินเข้าสตูดิโอ เห็น Paul McCartney อยู่ที่ console หลังไม่ได้เจอกันมานาน Paul ทักเธออย่างอารมณ์ดีว่า “Mrs. Jones” ทั้งคู่จูบแก้มทักทายกัน แล้ว Quincy ก็แนะนำ Linda ให้ Peggy อย่างเป็นธรรมชาติ ส่วน Linda ทักกลับในลักษณะที่ทำให้ Peggy สงสัยว่า Linda จำเหตุการณ์เก่า ๆ ได้หรือไม่ 

คืนนั้น Peggy กลับบ้านแล้วร้องไห้

แต่น้ำตาไม่ใช่เพราะเธอต้องการ Paul กลับคืน เธออธิบายว่ามันเหมือนการไว้ทุกข์ให้เด็กสาวในตัวเอง—เด็กผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งเคยมอบหัวใจทั้งหมดให้ Paul McCartney และต้องเจ็บปวดเพราะมัน หลังจากนั้น Paul กับ Linda ใช้เวลาอยู่ที่บ้านของ Quincy และ Peggy หลายวัน Peggy ช่วยดูแลลูก ๆ McCartney พาเด็ก ๆ ไปเที่ยวพร้อมลูกของตัวเอง และในที่สุดเธอกลับรู้สึกชอบ Linda เสียด้วยซ้ำ 

ลองคิดดูอีกครั้ง

ถ้า Quincy มี grudge ฝังใจประเภท “ไอ้หมอนี่เคยนอนกับเมียกู” พฤติกรรมของเขาในปี 1982 แทบอธิบายไม่ได้ เขาไม่เพียงร่วมงานกับ Paul อย่างมืออาชีพ แต่เป็นคน ผลักให้ภรรยาของตัวเองกลับไปพบอดีตคนรัก สนับสนุนให้ Peggy พบทั้ง Paul และ Linda และยอมให้สองครอบครัวใช้เวลาร่วมกัน

มีความเป็นไปได้ไหมว่า Quincy เคยหึง Paul บ้าง?

แน่นอน มนุษย์ก็คือมนุษย์ และเราไม่มีทางเข้าไปอ่านใจ Quincy ได้

แต่มีหลักฐานไหมว่าเขาด่า Paul ในปี 2018 เพราะ Peggy?

ไม่มี

ตรงนี้ต้องลากเส้นหนา ๆ ระหว่างคำว่า possible กับ documented

เรื่อง Peggy เป็น background ที่ทำให้เรื่องทั้งหมดชวนดูหนังขึ้นร้อยเท่า แต่ถ้าจะบอกว่าเป็น “สาเหตุ” ของคำด่า Beatles เรากำลังเดินเลยหลักฐานไปแล้ว

ที่ตลกกว่านั้นคือ Quincy กับ Paul ไม่ได้เป็นศัตรูกัน

หลัง interview ปี 2018 ระเบิดออกมา Quincy โทรหา Paul เอง Paul เล่าให้ GQ ฟังอย่างขำมากว่า ตอนนั้นเขาอยู่บ้าน ทำอาหาร จิบไวน์ อารมณ์ดี แล้วโทรศัพท์เข้ามาว่า Quincy อยากคุยด้วย

แทนที่ Paul จะเปิดสงคราม เขาทัก Quincy แบบเพื่อนเก่าว่าเป็นไงบ้างไอ้เวร จากนั้น Quincy พยายามบอกว่าเขาไม่ได้พูดอย่างที่ข่าวออกมาและยืนยันว่ารัก Paul กับ Beatles Paul ก็สวนกลับประมาณว่า ถ้านายพูดจริง ฉันก็จะบอกว่า Fuck you, Quincy Jones!

แล้วทั้งสองคนก็หัวเราะ

Paul บอกชัดว่าเขารัก Quincy เคารพสิ่งที่ Quincy ทำ และไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นมือเบสที่ห่วยที่สุดที่ชายคนนี้เคยได้ยิน เขายังยิงมุกต่อด้วยว่า หรือบางที Quincy อาจไม่เคยได้ยินมือเบสห่วย ๆ จริง ๆ มาก่อนก็ได้ 

นี่ไม่ใช่ภาษาแห่ง feud

นี่คือภาษาของคนสองคนที่รู้จักกันมานานพอที่จะด่ากันว่า motherfucker แล้วหัวเราะต่อได้

แล้ว Quincy เองก็รู้ว่า interview รอบนั้นหลุดไปไกล

ประมาณสองสัปดาห์หลังบทสัมภาษณ์ Vulture ออก Quincy เผยว่าลูกสาวทั้งหกคนจัด family intervention ให้พ่อ เพราะสิ่งที่เขาพูดใน interview สองชุดสร้างเรื่องไปทั่วโลก Quincy ออกคำขอโทษสาธารณะ เรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “wordvomit” และ “bad-mouthing” ยอมรับว่ารายละเอียดความทรงจำจากชีวิตอันยาวนานบางครั้งถาโถมออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้สะท้อนภาพทั้งหมดของประสบการณ์หรือเจตนาของเขา และบอกว่าเขาติดต่อขอโทษเพื่อนบางคนเป็นการส่วนตัวแล้ว 

น่าสังเกตว่า Quincy ไม่ได้ออกเอกสาร fact-check ทีละข้อว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง เขาไม่ได้บอกว่า quote Beatles ถูกปลอมขึ้นโดย Vulture แต่ขอโทษโดยรวมต่อการ bad-mouth ผู้คนและวิธีที่ตัวเองพูด นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมท่าทีที่สมเหตุสมผลที่สุดต่อ interview นี้จึงไม่ใช่ “ทุกอย่างจริงหมด” หรือ “ทุกอย่างมั่วหมด” แต่คือ

ฟังได้—แต่ต้องฟังอย่างมีบริบท

Quincy อาจเคยมี first impression ว่า Beatles เป็นนักดนตรีไม่เอาไหนจริง เขาอาจจำ Ringo session บางอย่างได้จริง เขาอาจเคยเจอ John กับ Paul ในสถานการณ์คล้ายเรื่องที่เล่าจริง แต่หลังผ่านห้าสิบกว่าปี memory, anecdote, comic timing และ personality ของผู้เล่ามีโอกาสผสมกันจนเรื่องเล่ากลายเป็นเวอร์ชันที่ “Quincy กว่าเดิม” มากขึ้น

และหลักฐานสุดท้ายมาหลัง Quincy จากโลกนี้ไปแล้ว

Quincy Jones เสียชีวิตในเดือนพฤศจิกายน 2024

Paul McCartney เขียนข้อความอาลัยบนเว็บไซต์ทางการของตัวเอง เนื้อหาไม่มีร่องรอยของความขุ่นเคืองจากเหตุการณ์ปี 2018 เลย Paul เรียก Quincy ว่าเป็นคนที่มีพรสวรรค์มหาศาล เล่าว่า Quincy เป็นเพื่อนกับ George Martin และพูดถึง “private moments” ที่ทั้งคู่ใช้ร่วมกันอย่างอบอุ่น เขาขอบคุณ Nancy ภรรยาของเขาที่มักจัดเวลาให้ไปเยี่ยม Quincy เวลาอยู่ Los Angeles และปิดท้ายว่า ในบรรดาทุกสิ่งที่ Quincy เป็น—trumpeter, bandleader, arranger, producer, legend—สิ่งที่ Paul อยากจำที่สุดคือ Quincy ในฐานะเพื่อน 

เท่านี้ก็แทบพอจะปิดแฟ้ม “Quincy vs. Paul feud” ได้แล้ว

เพราะถ้าเรื่อง Peggy เป็นบาดแผลลับที่ทำให้ Quincy เกลียด Paul มาห้าสิบปี เราคงต้องอธิบายให้ได้ว่าทำไม Quincy ถึงชวน Peggy ไปพบ Paul, ทำไมสองครอบครัวไปมาหาสู่กัน, ทำไม Quincy โทรไปเคลียร์หลัง interview, ทำไม Paul หัวเราะกับเรื่องทั้งหมด และทำไมอีกหกปีต่อมา Paul จึงพูดถึง Quincy ด้วยความรักแบบเพื่อนเก่า

Occam’s razor บอกว่า explanation ที่ง่ายกว่าอาจถูกกว่า:

Quincy Jones แค่พูดแรงเกินไป

แล้วสุดท้าย The Beatles เล่นดนตรีห่วยไหม?

ถ้าคำว่า “เล่นเก่ง” หมายถึง sight-reading, harmonic vocabulary, technical facility, orchestral literacy และความสามารถแบบ elite session player—Beatles ไม่ได้อยู่ระดับเดียวกับสัตว์ประหลาดทางดนตรีที่ Quincy ใช้ชีวิตอยู่ด้วยแน่นอน

แต่ถ้าคำว่า “musicianship” รวมถึง touch, tone, rhythmic judgment, arrangement, melodic imagination, interaction และความสามารถในการรู้ว่า เพลงต้องการอะไรและไม่ต้องการอะไร ภาพกลับด้านทันที

Paul McCartney ไม่ได้กลายเป็นมือเบสสำคัญเพราะเล่นเร็วที่สุด แต่เพราะเขาเริ่มคิด bass เสมือนเป็น melodic voice อีกเส้นหนึ่งที่สามารถคุยกับ melody ได้ เสียงเบสของเขาเดินสวนร้อง เติมช่องว่าง สร้าง hook และบางครั้งเป็นส่วนที่ทำให้ harmony เคลื่อนไปข้างหน้า

Ringo ไม่ได้ยิ่งใหญ่เพราะ solo เก่งกว่า Buddy Rich แต่เพราะเขามี internal clock, feel, orchestration ของชุดกลอง และความประหลาดในการสร้าง pattern ที่จำได้ภายในไม่กี่วินาที ตั้งแต่ “Ticket to Ride”, “Rain”, “Come Together”, “A Day in the Life” ไปจนถึง “Tomorrow Never Knows”

George ไม่ได้เป็น guitar hero ประเภท Eric Clapton แต่สร้าง line ที่คนร้องตามได้

John ยิ่งไม่ใช่ instrumental virtuoso แต่ rhythm guitar ของเขาเป็นส่วนหนึ่งของ DNA ของวง และ sense of attack ของเขาแทบเลียนแบบไม่ได้

นี่คือความแตกต่างระหว่าง virtuosity กับ musical identity

และบางที Quincy ซึ่งเป็นอัจฉริยะอีกชนิดหนึ่ง ก็กำลังใช้ไม้บรรทัดของโลกตัวเองไปวัดวงที่สร้างไม้บรรทัดขึ้นมาใหม่

เพราะฉะนั้น meme นั้น “จริง”—แต่ก็หลอกเราอยู่ครึ่งหนึ่ง

ใช่ Quincy Jones พูดประโยคนั้นจริง

ใช่ เขาเรียก Beatles ว่านักดนตรีห่วยและเล่นงาน Paul กับ Ringo หนักที่สุด 

แต่สิ่งที่ meme ไม่บอกคือเขาถูกถามถึง first impression, ไม่ใช่ final verdict

มันไม่บอกว่า interview ทั้งชุดอยู่ในโหมดที่ Quincy พูดอะไรแรง ๆ ออกมามหาศาลจนลูกสาวต้องจัด family intervention และเจ้าตัวออกมาขอโทษภายหลัง 

มันไม่บอกว่า Paul กับ Quincy โทรคุยกันแล้วหัวเราะกับเรื่องนี้ 

มันไม่บอกว่า memory บางเรื่องของ Quincy เกี่ยวกับ Beatles ถูก Paul โต้แย้งโดยตรง

และแน่นอนที่สุด มันไม่บอกเรื่องมหัศจรรย์ข้างหลังทั้งหมดว่า ภรรยาของ Quincy เคยเป็นเด็กสาวที่หลง Paul McCartney อย่างหนัก เคยมีความสัมพันธ์กับเขา เคยร้องไห้เพราะเขา และอีกเกือบยี่สิบปีต่อมา คนที่ลากเธอกลับเข้าไปพบ Paul อีกครั้งกลับเป็น Quincy Jones เอง 

ตรงนี้เองที่ทำให้เรื่องนี้ดีเกินกว่าจะเหลือเพียง quote บน Facebook

เพราะสุดท้ายมันไม่ใช่เรื่องว่า ใครเล่นเบสดีกว่าใคร เท่านั้น

มันเป็นเรื่องของคนสามคนที่ใช้ชีวิตผ่านยุคสมัยเดียวกัน—Paul McCartney เด็กหนุ่ม Liverpool ที่กลายเป็นหนึ่งในคนแต่งเพลงสำคัญที่สุดของโลก, Peggy Lipton เด็กสาววัย 17 ที่ครั้งหนึ่งเคยรัก Beatle คนหนึ่งจนหัวใจแตก และ Quincy Jones นักดนตรี jazz ผู้มองเด็กหนุ่มอังกฤษสี่คนแล้วอาจคิดในใจว่า ไอ้พวกนี้เล่นอะไรกันวะ

จากนั้นเวลาเดินไปหกสิบปี

เด็กอังกฤษสี่คนนั้นเปลี่ยนโลก

เด็กสาวคนนั้นเติบโต แต่งงาน มีลูก และวันหนึ่งต้องกลับมาเผชิญหน้ากับรักแรกใน studio ที่สามีของตัวเองเป็นคนเรียกไป

ส่วนชาย jazz ผู้เคยคิดว่าพวก Beatles เล่นไม่เป็น กลับกลายเป็นเพื่อนกับ Paul McCartney ไปตลอดชีวิต

เรื่องจริงจึงไม่ได้ลงเอยด้วย Quincy Jones ชนะ หรือ Beatles ชนะ

มันลงเอยด้วยภาพที่สวยกว่าเยอะ:

ชายแก่สองคนที่เป็นตำนานคนละแบบ โทรศัพท์หากัน เรียกกันว่า motherfucker หัวเราะ แล้วก็ยังรักกันเหมือนเดิม

และบางทีนี่อาจเป็น footnote ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคำด่าที่โหดที่สุดคำหนึ่งในประวัติศาสตร์ Beatles

Quincy Jones อาจเคยคิดว่า Paul McCartney เล่นเบสห่วยชิบหายจริง ๆ

แต่ถ้าจะบอกว่าเขาเกลียด Paul?

หลักฐานทั้งหมดที่เหลือกลับฟ้องว่า—

ไม่เลย ไอ้สองคนนี้เป็นเพื่อนกันต่างหาก