Saturday, 12 June 2010

Mary J. Blige | Stronger withEach Tear


ยังไม่มีใครเทียบราชินีแห่งฮิปฮอปโซล

Mary J. Blige | Stronger withEach Tear

(2009- reissue 2010) ****

Genre: R&B, Hip Hop Soul

Producer: Mary J. Blige (Executive), Darkchild, Polow Da Don, Bryan-Michael Cox, Raphael Saadiq, Stargate, Ryan Leslie, Supa Dups, Konvict Music, The Runners, Stereotypes, Ne-Yo, Tricky Stewart, The-Dream, D'Mile, Ron Fair

ในเพลง The One ซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้ม ท่านจะได้ยินแมรี่ร้องวาทะเด็ดว่า “I ain’t saying that I am the best / but I’m the best” ในเนื้อเพลงอาจจะไม่ได้หมายถึงเธอจะโวว่าเธอเป็นหนึ่งในวงการดนตรี แต่ในบรรดาผู้หญิงในแบล็คมิวสิกสิบกว่าปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าเธอเหนือชั้นกว่าใคร แม้จะไม่มี look ที่ดึงดูดอย่าง Beyonce’ หรือความน่ารักและฝีมือเปียโนแบบ Alicia Keys แต่แค่ขายฝีมือล้วนๆ แมรี่ก็ยึดตำแหน่งราชินีแห่งฮิปฮอปโซลไปได้อย่างเต็มภาคภูมิ Stronger withEach Tear (สะกด with กับ each ติดกัน-เป็นความเก๋ไก๋ที่เธอตั้งใจ) คืออัลบั้มที่ 9 ของเธอ และแม้จะไม่คลาสสิกเท่า The Breakthrough หรือ Growing Pains มันก็ยังเป็นอัลบั้มที่เต็มไปด้วยเพลงที่ติดหูน่าฟังและทีมดนตรีที่กระชับพื้นที่-ปึ้กหายห่วง ส่วนการร้องเพลงของแมรี่นั้นเข้าขั้นเทพ(ธิดา)ไปแล้ว ทั้งน้ำเสียงและลูกล่อลูกชนของเธอฟังแล้วเพลิดเพลินยิ่งนัก โทน โดยรวมของอัลบั้มเป็นไปในแบบมองโลกบวก ไม่ติดเศร้าคิดมากเหมือนงานเก่าๆ หลายเพลงแดนซ์กันกระจาย ละเลยไม่คำนึงถึงวัยร่วม 40 ของเจ้าของผลงาน

อัลบั้มนี้ออกมานานเกือบครึ่งปีแล้ว แต่ด้วยโอกาสที่มีการเปลี่ยนปก-เพิ่มเพลงใหม่ ผมจึงหยิบมาพูดถึง ฉบับใหม่นี้มีชื่อว่า International Release ออกมาในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2010 นี้เอง จุดขายก็คือการนำเพลงของ วงเฮฟวี่เมตัลเทพ Led Zeppelin มาร้อง-บรรเลง 2 เพลง แม้ว่าแมรี่จะเคยร้องเพลง One ของ U2 ร่วมกับโบโนมาแล้วอย่างเลิศเลอ แต่การนำเพลงของ Zep มาร้องโดยนักร้องสาวผิวหมึกที่เป็นแนวโซลอย่างเธอก็ทำให้หลายคนสนใจและเตรียมประหลาดใจว่ามันจะออกมาอีท่าไหน แมรี่กันเหนียวไว้ก่อนด้วยการเชิญมือกีต้าร์ดาวรุ่ง Orianthi (มือกีต้าร์สาวคนสุดท้ายของไมเคิล แจ็คสัน) มาโซโลใน Whole Lotta Love และท่าน Steve Vai มาโชว์ฝีมือใน Stairway To Heaven แฟน Zep หลายคนทำใจไม่ได้กับสองเพลงนี้ และแฟนแมรี่จำนวนไม่น้อยที่รู้สึกพิลึกๆอยู่ แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพสุดๆของแมรี่ ผมคิดว่าเธอทำเพลงทั้งสองออกมาได้ไม่เลว Whole Lotta Love ถูกวางไว้เป็นแทร็คแรกเลยด้วยซ้ำ ดนตรีถูกเรียบเรียงแบบ Electric Rock มันส์ๆแบบเต้นได้ Orianthi โซโลได้สมราคา และหลายอย่างแมรี่ก็ยังล้อไปกับเวอร์ชั่นเดิมๆของ Zep เสียงร้องโหยหวน และ การส่งกลองอันเป็นอมตะของ Bonham สนุกมากๆครับแทร็คนี้ ส่วน Stairway To Heaven นั้นแมรี่เลือกที่จะทำออกมาอย่างเคารพต้นฉบับมากกว่า และเสียงร้องของเธอก็สามารถเล่นกับเพลงนี้ได้อย่าง “เอาอยู่” (ในขณะที่ต้นฉบับเอง ร้องไม่ไหวในคีย์เดิมไปนานแล้ว) Steve Vai รับบททั้งกีต้าร์โปร่งและไฟฟ้า ถือว่าสอบผ่าน แต่ไม่มีอะไรให้ตื่นเต้นเท่า Whole Lotta Love

ยุทธการออกอัลบั้มมาสักระยะ แล้วมีการเปลี่ยนปก เพิ่มเพลง นั้น จะว่าไปก็ถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคผู้ซื้อสัตย์อยู่แล้ว จนแฟนๆหลายคนมองการณ์ไกล ไม่ยอมซื้อตอนซีดีออกมาใหม่ๆ รอซื้อแผ่น reissue ดีกว่า แต่ในกรณี Stronger withEach Tear นี้ก็ยิ่งน่ากลุ้มเข้าไปอีก เพราะเวอร์ชั่นใหม่นี้นอกจากจะมีการเพิ่มเพลงสองเพลงของ Zep เข้ามาดังกล่าว และเพลง Stronger แล้ว ก็ยังมีการดึงเพลงเก่าออกไปสามเพลง! ที่น่าเสียดายก็คือ 3 เพลงนั้นเพราะๆทั้งนั้น Kitchen สโลว์แจมที่เซ็กซี่เก๋ๆ , Said and Done และ We Got Hood Love ที่ Trey Songz มาร่วมร้อง สรุปว่าถ้าจะให้ครบทุกเพลงก็ต้องซื้อทั้งสองเวอร์ชั่น......

เอาล่ะ บ่นนิดๆหน่อยๆ แต่ไม่ว่าจะเวอร์ชั่นไหน อัลบั้มนี้ก็เยี่ยมอยู่ดี แมรี่มีส่วนร่วมในการประพันธ์แทบทุกเพลงกับนักแต่งเพลงมือทองแห่งวงการไม่ซ้ำหน้าในแต่ละเพลง และโปรดิวเซอร์ก็เปลี่ยนไปทุกเพลงเช่นเดียวกัน แต่ การที่แมรี่เป็น Executive Producer ทำให้งานออกมาเป็นเอกภาพ ไม่ได้มีความรู้สึกว่าแต่ละเพลงไปคนละทางแต่อย่างใด

Tonight และ The One ที่ได้ Drake มาร่วมแร็ป และแมรี่ลองใช้เครื่อง auto-tune เป็นมิดเท็มโปที่คล้ายจะอุ่นเครื่องผู้ฟังกันก่อน Will.i.am มาทำ I Can’t Wait ให้ พร้อมให้เสียงกวนๆของแกนิดหน่อย เพลงนี้ก็ประมาณ เอาเฟอร์กี้มาร้องก็เป็น Black Eyed Peas น่ะ (แต่สนุกนะ) นาย T.I. มาสนทนาด้วยใน Good Love เต็มไปด้วยลีลาดนตรีและเสียงร้องที่พร้อมจะเป็นเพลงฮิต แมรี่ทำสุ้มเสียงได้สาวขึ้นมาเชียว เพลงนี้ Ne-Yo ร่วมโปรดิวซ์เช่นเดียวกับเพลงถัดไป I Feel Good ที่แมรี่ฉายเดี่ยวยืนยัน status ปัจจุบันของเธอที่เต็มไปด้วยความสุข “ I feel good, like the moon is shining just for me… I feel too damn good!”

I Am และ Each Tear คือเพลงในแนวที่แมรี่ถนัดที่สุด อาร์แอนด์บีที่แสนจะดราม่าและเสียงร้องสุดวิเศษของเธอ เสียงแมรี่อาจจะไม่หวานฟังง่ายเหมือนนักร้องคนอื่น แต่มันเจือด้วยความรู้สึกเศร้าแปร่งอยู่เสมอๆในทุกโน้ตที่เธอเอ่ยเอื้อน ส่วน In The Morning คือเพลงบัลลาดหยุดเวลาประจำอัลบั้มนี้ ไม่มีอะไรพลิกโผ แต่แฟนๆทุกคนคงอยากฟังแมรี่ร้องแบบนี้อย่างน้อยสักเพลงในอัลบั้ม

มีเพลงจากภาพยนตร์อีกสองเพลงคือ Stronger และ Color เพลงหลังทำดนตรีโดย Raphael Saadiq ผู้ถนัดนักกับดนตรีย้อนยุค และค่อนข้างจะโดดจากเพลงอื่น ด้วยเสียงร้องที่เปลือยเปล่าราวกับเป็นเพลงสุดท้ายในหนังชีวิตของเธอเอง

Stronger withEach Tear คืองานที่ยังคงมาตรฐานของ Mary J. Blige ไว้ได้อย่างสบายๆ มันคืองานตลาดที่เต็มไปด้วยศิลปะและความน่าฟังในทุกแทร็คครับ แนะนำสำหรับคนชอบฟังเพลงรึธึ่มแอนด์บลูส์และโซลสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยความไพเราะและโปรดักชั่นอันแทบจะไร้ที่ติ

Tracklist

WHOLE LOTTA LOVE

TONIGHT

THE ONE

I CAN’T WAIT

GOOD LOVE

I FEEL GOOD

I AM

EACH TEAR

I LOVE U (YES I DU)

CITY ON FIRE

STRONGER

IN THE MORNING

COLOR

STAIRWAY TO HEAVEN

I AM (REMIX)

Lucky Soul-A Coming of Age (2010)


วิญญาณหวาน-ดนตรีเสนาะ

Lucky Soul : A Coming Of Age (2010) ***1/2

Genre: Retro-Pop, Pop Rock, Indie Pop

Producer : Andy Laidlaw

ช็อคโกแล็ตชั้นเลิศที่ถึงพร้อมด้วยรสชาติหวานเคลือบขมและความนุ่ม-แข็ง-เหนียวกำลังดี แม้จะอร่อยแค่ไหน แต่ถ้าทานมากเกินไปก็ไม่พ้นเลี่ยนและอาจถึงขั้นเจ็บคอป่วยไปเลย ก็เหมือนกับเพลงของ Lucky Soul ที่ต้องเสพด้วยปริมาณพอเหมาะ แนะนำว่าฟังแต่ละครั้งไม่ควรติดต่อกันเกิน 3 เพลง!

นี่คืออัลบั้มที่สองของวงดนตรีหกชิ้นจากอังกฤษ ที่นำทีมโดยมือกีต้าร์และนักแต่งเพลง Andy Laidlaw และนักร้องสาวเสียงหวานสวย Ali Howard อัลบั้ม The Great Unwanted (2007) สร้างความสุขให้ผู้ฟังจำนวนไม่น้อยที่โหยหาบทเพลงที่หอมหวานเน้นเมโลดี้อบอวลอดีตและจังหวะจะโคนที่ชวนขยับแข้งขา ในแบบยุคคลาสสิกของเพลงจากค่าย Motown, งานประพันธ์ของ Burt Bacharach และเสียงร้องของ Dusty Springfield ที่เต็มไปด้วยวิญญาณในแบบผู้หญิงแสนสุภาพ น่าเสียดายที่เพลงของพวกเขาและเธอไม่ประสบความสำเร็จเท่าสาวเสียงแจ๋น Duffy ที่มาในสไตล์ไม่ห่างกันนัก อาจจะเป็นเพราะเสียงของ Ali แม้จะหวานน่าฟังเพียงใด แต่ก็ไม่ได้มีดีกรีของความน่าดึงดูดและแตกต่างเท่า Duffy

ในขณะที่เวลาสามปีนานพอที่จะทำให้คนเริ่มลืมๆ Lucky Soul ไปแล้ว วงก็กลับมาด้วย A Coming Of Age อัลบั้มที่สองที่ชื่อวงประกาศความเติบโตผ่านพ้นวัยเต็มที่ สุ้มเสียงของวงเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความหนักแน่นของจังหวะ เสียงกีต้าร์และเครื่องสาย ถาโถมเข้ามาเป็นลำธารเชี่ยวแทบหาช่องว่างไม่ได้ แต่เอกลักษณ์เดิมของวงในการทำเพลงได้อารมณ์ Retro และสดใสแบบซัมเมอร์ โปรยปรายไปด้วยเมโลดี้ระดับฝังเพชรนั้นก็ยังคงอยู่ไม่หายไปไหน หลายเพลงฟังแล้วคิดถึง Belle & The Sebastian ในแบบที่หญิงกว่าและร็อคกว่า

สี่เพลงแรกของ A Coming of Age คือ Lucky Soul ในแนวถนัดทิ่ยิงมาเป็นชุด Woah Billy! โมทาวน์ซาวนด์ผสม Mickey (เพลงดังเพลงเดียวของ Toni Basil ในยุค 80’s) เสียงปรบมือกระหึ่มและคอรัสสุดเพราะ เนื้อเพลงคือจดหมายเปิดผนึกถึง Billy Bragg White Russian Doll ซิงเกิ้ลที่ออกร็อคมากขึ้นและสไตล์การเขียนเนื้อเพลงที่เหมือนจะออกแบบมาให้ดัง Up In Flames ชื่อเพลงทำให้คิดถึงวันกรุงเทพเป็น “ทะเลเพลิง” แต่ Lucky Soul ไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้นหรอกครับ เป็น Northern Soul love song ที่มีช่วงโซโลเสียงร้องกับเครื่องดนตรีน้อยชิ้นที่สร้างอารมณ์แบบเก่าๆได้ชงัด Love3 เพลงแบบ girl group แท้ๆที่เอาไปให้ The Supremes หรือ The Shirelles ได้สบายๆ คุณจะร้องตามได้ทันทีที่คุณได้ยินไปครึ่งเพลง

แต่สิ่งที่แสดงฝีมือของ Lucky Soul แท้ๆออกมาคือเพลงอย่าง A Coming of Age ที่ออกมาดุดันเร่งเร้าต่างจากเพลงอื่น รวมทั้งการเรียบเรียงเครื่องสายที่เฉียบขาดเหลือเกิน แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เพลง “ขาย” แต่เป็นเพลงโชว์กึ่นโดยเฉพาะ ก็ต้องโชว์บ้างอะไรบ้าง!

ถ้าทางวงสลับเพลงมีกลิ่นคันทรี่อย่าง Upon Hilly Fields หรือเพลงสไตล์ Carole King’s ballad อย่าง Warm Water และ modern doo-wop แบบ Could Be I Don't Belong Anywhere แทรกเข้าสลับใน 4 เพลงแรกบ้าง อาจทำให้การฟังอัลบั้มนี้หลากหลายมากกว่าเดิม ซึ่งในยุคสมัยนี้ ท่านก็อาจจะเรียงเพลงเองในเครื่องเล่นของท่านเองได้สบายๆ แต่อย่างไรก็ตามคิดว่านี่คงเป็นการเรียงเพลงในลักษณะกึ่งๆ “ตีหัวเข้าบ้าน” โหลดเพลงที่มั่นใจว่า “ขาย” แน่ๆไว้ที่หัวอัลบั้มไว้ก่อน ก็ไม่ผิดอะไรหรอกครับ วงระดับ U2 ก็ยังใช้วิธีการนี้อยู่บ่อยๆ

A Coming of Age คือพัฒนาการของ Lucky Soul ที่สมควรให้การสนับสนุน ถ้าท่านยังอยากให้ดนตรีที่เน้นเมโลดี้และความสดใสแบบนี้อยู่คู่วงการต่อไปไม่สูญพันธุ์ไปกับกาลเวลา.....

Tracklist:

1 . Woah Billy!

2. White Russian Doll

3. Up In Flames

4. Love3

5. Upon Hilly Fields

6. A Coming Of Age

7. Warm Water

8. Ain't Nothin' Like A Shame (To Bring It All Back Home)

9. That's When Trouble Begins

10. Southern Melancholy

11. Our Heart

12. Could Be I Don't Belong Anywhere

Sunday, 9 May 2010

“ฉันคือ เชลบี้ ลีนน์( อีกครั้ง)”



Shelby Lynne-Tears, Lies and Alibis ***1/2

ออกจำหน่าย-เมษายน 2010

แนวดนตรี-Alternative Country, Americana

อัลบั้ม Just A Little Lovin’ เมื่อ 2 ปีก่อนของเชลบี้ ที่เป็นงานอุทิศให้ Dusty Springfield เป็นงานที่ดูเหมือนจะเป็นการจับคู่ของนักร้องและบทเพลงที่น่าสนใจมาก แต่งานออกมากลับจืดชืดและขาดพลังบางอย่างของความเป็นตัวตนเองที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญของผู้หญิงคนนี้ แต่อย่างน้อยจากอัลบั้มนั้น เชลบี้ก็ได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากการทำงานร่วมกับโปรดิวเซอร์ผู้ยิ่งใหญ่ Phil Ramone

Tears, Lies And Alibis คืออัลบั้มที่ 11 ของนักร้องสาวอเมริกันร่างเล็กวัย 41 ปีผู้นี้ เธอไม่อาจตกลงถึงแนวทางของการบันทึกเสียงกับต้นสังกัด Lost Highway ได้ เชลบี้ตัดสินใจเดินออกมาและเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง กับสังกัดแผ่นเสียงของเธอเอง Everso และจับงานโปรดิวซ์เอง รวมทั้งแต่งเพลงเองทั้ง 10 เพลงในอัลบั้มนี้อีกด้วย ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จทางเชิงพาณิชย์หรือไม่ ผมก็ต้องขอแสดงความยินดีกับเชลบี้ด้วย เพราะนี่คือตัวตนของเธอที่เธอทำได้ดีที่สุดอีกครั้ง เหมือนกับอัลบั้ม I Am Shelby Lynn ที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักในปี 2000 และคว้ารางวัลแกรมมี่ไปในฐานะศิลปินหน้าใหม่ ทั้งๆที่เธอมีผลงานมาแล้วหลายปีดีดัก

เชลบี้เริ่มต้นชีวิตด้วยการเป็นนักร้องคันทรี่เต็มตัว การบันทึกเสียงครั้งแรกของเธอคือการร้องเพลงคู่กับตำนานคันทรี่ George Jones ในเพลง If I Could Bottle This Up ในปี 1988 จากนั้นเธอก็วนเวียนอยู่ในการทำเพลงคันทรี่ในรูปแบบต่างๆกัน ทั้ง Country-Pop หรือ Big Band Country Swing ในแบบของ Bob Willis เชลบี้ได้รับเสียงวิจารณ์ในแง่ดีเสมอ แต่ดูเหมือนเธอจะเป็นได้แค่ศิลปินคันทรี่เงียบๆคนหนึ่งเท่านั้น และหลังจากปี 1995 เธอก็หายเงียบไปจากวงการหลายปี ก่อนจะกลับมาเหมือนกับศิลปินคนใหม่ ด้วยงานที่ประกาศความเป็นตัวเธอ I Am Shelby Lynne เสียงของเธอเปล่งประกายความไพเราะออกมาอย่างถึงที่สุดในบทเพลงอย่าง Your Lies และ Leavin’ ที่เป็นคันทรี่เจือริธีมแอนด์บลูส์ในอารมณ์ของ Northern Soul

แต่แทนที่เธอจะยึดแนวทางนี้เป็นหลัก เชลบี้กับหันไปเล่นกับ Pop Rock เอาใจตลาดมากขึ้น และภาพลักษณ์ที่เซ็กซี่โฉบเฉี่ยวในอัลบั้มถัดมา Love, Shelby ที่มีเพลงสุดดังในบ้านเรา Wall In Your Heart แม้เธอจะร้องเพลงในแนวนี้ได้ไม่เลว แต่มันก็ดูเหมือนจะไม่ใช่ตัวเธอเลย เชลบี้กลับมาทำเพลงในแบบ singer-songwriter ในอีกสองอัลบั้มถัดมา Identity Crisis, Suit Yourself และประสบความสำเร็จพอสมควรในวงที่ไม่กว้างขวางนัก (ก็ไม่ค่อยดังน่ะแหละ!)

แทบทุกคนที่ได้ฟัง Tears, Lies And Alibis ยืนยันว่านี่คือคลาสสิกเชลบี้ ทุกเพลงในอัลบั้มให้ความรู้สึกเหมือนเป็นอัตตชีวประวัติของตัวเธอเอง ไม่ว่ามันจะเป็นจริงหรือไม่ แต่น้ำเสียงของเธอก็ทำให้เรารู้สึกเช่นนั้นเสมอ นักดนตรีในอัลบั้มก็ล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนๆฝีมือดีของเธอ รวมทั้งยอดฝีมือจาก Muscle Shoals-มือเบส David Hood และคีย์บอร์ด Spooner Oldham ฝีมือของทั้งสองคนนี้มีส่วนอย่างมากในการสร้างเสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์ของโซลคลาสสิกในแบบงานของ Aretha Franklin ยุค Atlantic แม้ว่าเสียงหลักๆของดนตรีในอัลบั้มจะเป็นอคูสติกกีต้าร์และรึธึ่มเซ็กชั่นในแบบคันทรี่ก็ตาม

ตั้งแต่เพลงแรก Rains Came ที่เป็นเพลงแห่งความสุขบนความเศร้า, Why Didn’t You Call Me การรอคอยที่แสนหวานอมขื่น (นึกสนุกว่าถ้า Dusty Springfield ลุกขึ้นมา duet กับเธอ และดนตรีใส่เครื่องเป่าอีกสักหน่อย คงจะเป็นอะไรที่น่าฟังพิลึก), หรือ Old #7 ที่คงถูกใจคนที่ชอบใช้เพลงคันทรี่ย้อมใจเมามาย จนเพลงสุดท้าย Home Sweet Home อันเงียบสงบและอบอุ่นเหมือนชื่อเพลง ไม่มีเศษเพลงในอัลบั้มนี้ มันเป็นอัลบั้มที่แฟนดั้งเดิมของเธอทุกคนต้องภาคภูมิใจ สำหรับผู้ที่รู้จักเสียงของเธอแค่ในเพลง Wall In Your Heart ขอแนะนำให้ฟังอัลบั้มนี้ คุณจะรู้สึกเหมือนได้นั่งคุยกับเธออย่างใกล้ชิด และเมื่อฟังจบแผ่น อย่าแปลกใจถ้าคุณจะถามตัวเองว่า “เดี๋ยวนี้ยังคงมีคนทำอัลบั้มแบบนี้กันอีกหรือ”

Tracklist:

Rains Came 2:26

Why Didn't You Call Me 1:40

Like A Fool 3:58

Alibi 4:25

Something To Be Said About Airstreams 3:54

Family Tree 3:45

Loser Dreamer 4:53

Old #7 3:35

Old Dog 5:30

Home Sweet Home 3:33

AC/DC Iron Man 2 ****



ออกจำหน่าย-เมษายน 2010

แนวดนตรี-ฮาร์ดร็อค

โปรดิวเซอร์ -

Robert John "Mutt" Lange, George Young, Harry Vanda, Malcolm Young, Angus Young, Bruce Fairbairn, Brendan O'Brien

เอซีดีซีมีหลายอย่างเหมือนเครื่องดื่มยาคูลต์ ทั้งสองแบนด์และแบรนด์ค้นพบสูตรสำเร็จของตัวเองเมื่อหลายปีก่อน และพวกเขาไม่เคยเปลี่ยนสูตรนั้น ทั้ง “รสชาติ” และวิธีการนำเสนอ เอซีดีซีแก้ปัญหาความเลี่ยนและซ้ำซากด้วย การออกงานมาในปริมาณและช่วงเวลาที่พอเหมาะส่วนยาคูลต์ก็ยังอยู่ในขวดเล็กๆกินเท่าไหร่ก็ไม่เคยพออยู่ร่ำไป และ ยังดูเหมือนว่าตราบใดที่ยังมีสาวยาคูลท์ปั่นจักรยานส่งเครื่องดื่มแลคโตบาซิลลัสนี้ตามบ้านอยู่ แองกัส ยังก็ยังคงใส่ชุดนักเรียนขาสั้นดีดดิ้นพุ่งพล่านบนเวทีไปกับดนตรีบูกี้-เมทัลของวงต่อไป หลายปีผ่านมา มียาคูลต์เทียมออกมาไม่น้อย เช่นเดียวกับวงเมทัลหน้าใหม่ๆที่พยายามเดินตามรอยป๊ะป๋าขาสั้น แต่ก็คงทราบกันว่า ไม่มีอะไรจะเลิศเท่าของแท้และดั้งเดิม

แต่แม้แต่ยาคูลต์ในบางประเทศก็ยังมีหลายรสชาติให้เลือก และขนาดของขวดก็ไม่เท่ากันเสมอไป เอซีดีซีก็คงต้องมีอะไรแปลกใหม่มาให้แฟนๆหายคิดถึงกันบ้าง หลังจากกวาดชื่อเสียงเก่าๆกลับคืนมาได้อย่างสมบูรณ์แบบใน Black Ice (2008) พวกเขามีงานเพลงเก็บตกออกมาในปีถัดมาในชื่อ Backtrack และในปีนี้ กับอัลบั้มที่ใกล้เคียงกับคำว่า Greatest Hits ที่สุดในตำนานของวงร็อคอมตะจากออสเตรเลียวงนี้ เอซีดีซีอาจจะเป็นวงร็อคระดับพรีเมียร์วงเดียวในโลกที่ไม่เคยมีงานรวมฮิตมาก่อน วงอื่นอาจจะออกงานรวมเพลงมาเพื่อโกยเงิน แต่เอซีดีซีมีความสุขกับการขายอัลบั้มหลักของเขาอย่างนิ่มๆไปเรื่อยๆดีกว่า ส่วนตัวคิดว่าเป็นความชาญฉลาดทางธุรกิจของพวกเขา เชื่อได้ว่าถ้าเอซีดีซีมีงานรวมเพลง อัลบั้มอย่าง Back In Black (1980) หรือ For Those About To Rock , We Salute You (1981) คงจะขายไม่ได้มากมายต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้แน่

และอีกอย่าง การมีงานรวมเพลง อาจจะเป็นการประจานตัวเองอ้อมๆ ว่ากี่ปีกี่ชาติ วงนี้ไม่เคยมีพัฒนาการหรือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำเพลงเลยสักนิด! เอกลักษณ์ของวงนี้คือเนื้อร้องที่เว้ากันซื่อๆ เป็นเพลงเพื่อชีวิตแท้ๆของลูกผู้ชาย(โฉด) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเซ็กซ์ การดื่มกิน การต่อสู้ และนรก แต่ทั้งหมดนี้จะไม่มีความหมายถ้าไม่ได้การเล่นกีต้าร์ที่ฟังดูแสนง่ายดายแต่สุดจะเมามันทุกครั้งที่เขาโซโลของแองกัสยัง และ”ห้องเครื่อง” ของวงที่หนักแน่นเข้มแข็งราวกับทหารเดินสวนสนาม และนำทัพด้วยเสียงร้องนำที่กรีดทะลุเพดาน

Iron Man 2 คือซาวนด์แทร็คประกอบหนังแอ็คชั่นเรื่องดังที่สร้างจากการ์ตูนของมาร์เวล ประกอบไปด้วย 15 เพลงของ AC/DC ล้วนๆ แค่ไอเดียนี้อย่างเดียวก็ต้องยอมรับว่าเวิร์คมากๆแล้ว เพลงของพวกเขาหลายเพลงราวกับสร้างมาเพื่อหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ ทั้งๆที่จริงแล้ว 15 เพลงนี้เป็นเพลงต่างกรรมต่างวาระ และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับหนัง Iron Man 2 แต่อย่างใด เพลงเก่าแก่ที่สุดคือ T.N.T. ย้อนกลับไปในปี 1976 และใหม่ที่สุดคือ War Machine จากอัลบั้มล่าสุด Black Ice เมื่อสองปีก่อน เราคงไม่อาจเรียก Iron Man 2 ว่าเป็นงานรวมเพลงฮิตหรือเพลงเอกของวงได้อย่างเต็มปาก เพราะแม้จะมีเพลงเด็ดๆอย่าง Back In Black, Have A Drink On Me, Highway To Hell แต่ก็ยังมีเพลงที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักอย่าง Cold Hearted Man หรือ Rock ‘N’ Roll Damnation และก็ยังขาดเพลงชั้นยอดของวงอีกหลายเพลง ที่น่าเสียดายคือไม่มีเพลงใหม่เอี่ยมเลย ทางวงเคยทำเพลงประกอบหนังมาแล้วครั้งหนึ่งในอัลบั้ม Who Made Who (1986) สำหรับภาพยนตร์ Maximum Overdrive ที่ยังมีเพลงใหม่และเพลงบรรเลงอยู่ถึง 3 เพลง

ถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านอาจจะยังมองไม่เห็นว่าซาวนด์แทร็ค-รวมเพลงชุดนี้จะมีคุณค่าใดๆในการแสวงหามาครอบครอง? เอาล่ะ แม้มันจะมีข้อบกพร่องหรือเรื่องน่าเสียดายบางประการดังกล่าว แต่ Iron Man 2 ก็ยังเป็นอัลบั้มฮาร์ดร็อคที่ทรงคุณค่าด้วยตัวบทเพลงเอง ทุกเพลงจัดมาแบบเน้นๆว่าให้แป็นการประกอบหนัง action โดยเฉพาะ ชนิดดูชื่อเพลงก็สอบผ่านแล้ว อาทิ If You Want Blood (You’ve Got It) , Evil Ways หรือ The Razors Edge อานิสงค์อีกประการของอัลบั้มที่บุรุษผู้หนึ่งรับไปเต็มๆคือ Bon Scott นักร้องนำคนแรกของวงที่เสียชีวิตไปหลังจากอัลบั้ม Highway To Hell Iron Man 2 มีเพลงยุคที่ Bon ร้องถึง 7 เพลง แฟน AC/DC ยุคหลังๆอาจจะได้รู้จักเสียงของเขามากขึ้นในคราวนี้ เสียงและลีลาการร้องของ Bon และนักร้องคนปัจจุบัน Brian Johnson มีความคล้ายคลึงกันไม่น้อย เพียงแต่ Bon อาจะฟังดูกวนทีนส์และมีชีวิตชีวามากกว่า ส่วน Brain นั้นมีพลังเสียงที่แสบสันต์และเลวทราม(ขออภัย)ได้อย่างน่ารักน่าชัง ก็ลองเปรียบเทียบกันดู และการเรียงเพลงดูจะพยายามสลับนักร้องสองคนนี้กันไป-มาอย่างจงใจ อาจจะมีปัญหาเรื่องคุณภาพเสียงที่ลักหลั่นกันบ้างเป็นธรรมดาของงานรวมเพลงหลายๆยุค แต่ความเมามันส์ของดนตรีก็ช่วยกลบจุดด้อยนี้ไปได้สนิท

ข้อกล่าวหาที่ว่า AC/DC เป็นวงดนตรีประเภท “เนื้อเดียว ทำนองเดียว” แม้จะมีส่วนถูก แต่ลองฟังเพลงอย่าง Thunderstruck และ The Razors Edge ในอัลบั้มนี้ ถ้าคุณไม่เคยฟังมาก่อน ถ้า แองกัสและผองเพื่อน ต้องการจะทำจริงๆ ผมว่า AC/DC ยังมีดีที่เราไม่เห็นอีก แต่ก็อย่างว่า..ถ้ามันไม่เสีย...แล้วจะซ่อมมันทำไม?

Tracklist:

Shoot To Thrill 5:19

Rock 'n' Roll Damnation 3:38

Guns For Hire 3:26

Cold Hearted Man 3:36

Back In Black 4:17

Thunderstruck 4:54

If You Want Blood (You've Got It) 4:35

Evil Walks 4:25

T.N.T. 3:35

Hell Ain't A Bad Place To Be 4:15

Have A Drink On Me 4:00

The Razor's Edge 4:24

Let There Be Rock 6:08

War Machine 3:11

Highway To Hell 3:29