Sunday, 25 November 2012

อ่านว่า เล็น-เหนิร์ด สะกิน-เหนิร์ด



เมื่อวานหยิบซีดีรีมาสเตอร์ของวงร็อคปักษ์ใต้วงนี้มาฟัง
นี่เป็นชุดแรกของพวกเขา
ชื่อวงอ่านยากจัด ก็เลยสะกดให้ฟังซะเลย น่ารักจัง
ฟังไป อ่านไป
โห วงยุคนั้น กว่าจะได้ออกผลงาน เหนื่อยโคตรๆ
เล่นกันมาตั้งเจ็ดปี
กว่าจะไปเตะตา Al Kooper
จึงได้ออกเทปกะเค้า
แล้วกว่าจะออกงานชุดแรก พวกเค้าก็ซ้อมกันแหลกเป็นเดือนๆ
จนกระทั่งแทบจะเล่นทุกเพลงถอยหลังกันได้ แม่นยำกันทุกโน๊ต
ผมเชื่อนะ เพราะวงนี้เล่นกันแน่นปึ๊ก ทีมเวิร์คสุดๆจริงๆ
แน่นอน เพลงเอกก็คือ Freebird
ที่ต้นสังกัดแทบจะกราบ บอกช่วยตัดทอนลงหน่อยได้ไหม ไม่งั้นวิทยุไม่เปิดแน่
ยาวโคตรๆขนาดนี้
พวกเขาบอกว่า โนวว ตัดไม่ได้ ถ้าวิทยุอยากเปิด ก็เลือกเพลงอื่นไปเปิดจิ
มีเพลงสั้นๆกว่านี้อีกตั้งหลายเพลงในอัลบั้ม
แต่สุดท้าย Freebird ก็กลายเป็นเพลงร็อคคลาสสิกที่วิทยุเปิดกันมากมายไม่รู้จักเบื่อจนทุกวันนี้
ชุดนี้บันทึกเสียงดีมากๆด้วยครับ
อยากเก็บงานของวงทุกชุดเลยซะแล้ว
(ตอนนี้มีแค่สาม....)

สมองปิ๊ง


เดินซีเอ็ดวันนี้....
ได้หนังสือมา ๒ เล่ม
หนังสือของคุณมาร์ค ที่ว่าจะหามาอ่านนานแล้ว "ความจริงไม่มีสี"
ผมว่าคนที่สนใจการเมืองทุกคนควรจะอ่านนะครับ ไม่ว่าจะอยู่ฟากฝั่งไหน
แล้วค่อยวิเคราะห์กันอีกทีว่าคำว่าความจริงในหนังสือเล่มนี้นั้นมันจริงจริงจริงหรือเปล่า???

อีกเล่มก็เป็นหนังสือแปล...สามร้อยกว่าบาท กับหน้ากระดาษโล่งๆซะเป็นส่วนใหญ่
จะว่าไปมันก็เกือบๆจะเป็นแค่ไดอารี่
แต่มันก็มีอะไรบางอย่างที่คอย"เชียร์"ให้เราเขียนได้ทุกวัน
เอาล่ะนะ
แทนที่จะทวิตหรือFB
เราย้อนยุคตัวเองมาบันทึกส่วนตัวกันดีกว่า....

เริ่มคืนนี้เลยยยยย

อ้อ... หา Beatles Way ไม่เจอแฮะ......

I'm back.

ไม่มีอะไรครับ
แค่จะบอกว่าจะกลับมาเขียน blog ที่นี่อีกครั้ง.....

Wednesday, 11 May 2011

Paper Airplane









Alison Krauss & Union Station : paper airplane (2011) ****

Producer: Alison Krauss & Union Station

Genre: Bluegrass



Love is like a paper airplane

Flying in a folded dent

Riding high dipping low

เครื่องบินกระดาษที่คุณบรรจงพับอย่างปราณีต

คุณขว้างมันร่อนไปในอากาศ

แต่ไม่ว่ามันจะบินไปได้งดงามสง่าอย่างไร

ไม่นาน มันก็จะหมุนคว้างร่วงหล่นลง

แต่อย่างน้อยมันก็ให้ความสุขแก่คุณในช่วงเวลาสั้นๆนั้นที่คุณจะไม่มีวันลืม


อัลบั้มที่ 14 ของ Alison Krauss และเป็นการกลับมาออกอัลบั้มกับ Union Station ครั้งแรกในรอบเจ็ดปีหลังจาก อัลบั้ม Lonely Runs Both Ways ในปี 2004 และ Alison กับวงคู่ใจของเธอก็ยังทำงานออกมาได้มาตรฐานเดิมไม่เปลี่ยนแปลง paper airplane มีทุกสิ่งที่คุณคาดเดาได้ และต้องการจะได้ยิน บทเพลงรักหวานเศร้า เสียงร้องประหนึ่งนางฟ้า และฝีมือดนตรีในแนวบลูกราสส์ที่เข้มข้นและเหนือชั้นของ Barry Bales (acoustic bass, harmony vocals), Jerry Douglas (dobro, lap steel, harmony vocals), Ron Block (banjo, guitar), Dan Tyminski (guitar, mandolin, lead and harmony vocals)

ดนตรีบลูกราสส์จัดเป็นสาขาย่อยของดนตรีคันทรี่อเมริกัน ที่ได้รับอิทธิพลมาจากเพลงพื้นบ้านของอังกฤษ,สก็อตแลนด์ และ เวลส์ บางครั้งก็จะมีการเดี่ยวเครื่องดนตรีสลับกันไปคล้ายคลึงกับดนตรีแจ๊ซ เครื่องดนตรีหลักของบลูกราสส์ก็คือ fiddle, banjo, guitar, mandolin และ upright bass

Alison และ Union Station มีส่วนไม่น้อยในการนำเพลง bluegrass กลับมาสู่ความนิยมในวงกว้างขึ้น เสียงร้องและรูปลักษณ์ของเธอลบภาพเก่าๆของดนตรีแนวนี้ออกไป กลายเป็นอะไรที่งดงามและร่วมสมัย มากกว่าผู้ชายใส่หมวกคาวบอยล้อมวงกันเล่นแบนโจแมนโดลินรอบกองไฟ

หลายคนคิดว่าเธอจะทำงานกับ Robert Plant ต่อในฐานะศิลปินคู่ หลังจากประสบความสำเร็จล้นหลามกับ Raising Sand (2007) ที่คว้ารางวัลแกรมมี่ไปทุกสาขาที่เข้าชิง (5) ยอดขาย และเสียงวิจารณ์ในทางบวกแทบทั้งสิ้น เสียงเธอกับแพลนต์แตกต่างแต่สอดประสานกันอย่างได้รสชาติ ในแบบที่ Ella Fitzgerald เคยร้องคู่กับ Louis Armstrong เมื่อหลายทศวรรษก่อน (แม้จะเป็นคนละแนวกัน) แต่ด้วยเหตุผลที่แท้จริงที่ไม่มีใครทราบ Plant และ Alison แยกกันกลับไปทำงานเดี่ยวของตัวเองในแบบเดิม (อนาคตเราก็ยังหวังว่าจะได้ยินสองคนนี้ร้องเพลงคู่กันอีก, อย่างน้อยเราก็ยังอุ่นใจว่า Plant มีรายชื่อเป็นหนึ่งใน thank you list ของเธอในปกอัลบั้มด้านใน)

Alison Krauss สาวอเมริกันวัย 39 ปี (เกิด 23 ก.ค. 1971) สร้างชื่อมาด้วยการเป็นนักร้อง, fiddler และ นักแต่งเพลงแนว บลูกราสส์-คันทรี่ เธอเริ่มเข้าสู่วงการตั้งแต่วัยเยาว์ และบันทึกเสียงครั้งแรกตั้งแต่อายุแค่ 14 ปี Alison เซ็นสัญญากับ Rounder Records ในปี 1985 และเธอยังอยู่กับค่ายนี้มาจนทุกวันนี้ เธอมีผลงานทั้งในนามศิลปินเดี่ยว,ร่วมกับ Union Station และ Robert Plant แต่งานที่ทำให้เธอและดนตรีบลูกราสส์ได้กลับมาเกิดอีกครั้งคือผลงานใน soundtrack O Brother Where Art Thou? และ Cold Mountain

Alison ยังถือเป็นลูกรักของรายการ Grammy Awards นับถึงปี 2011 เธอคว้ารางวัลแกรมมี่ไปแล้วถึง 26 รางวัล ทำให้เธอเป็นผู้หญิงที่ได้รางวัลแกรมมี่มากกว่าใครในประวัติศาสตร์!

สำหรับผู้ที่เคยฟังเสียงของเธอใน Raising Sand เท่านั้น ในอัลบั้มนี้ท่านจะได้ฟังเสียงเต็มๆของ Alison เสียงเธออยู่ในระดับ mezzo soprano ที่เต็มไปด้วยความอ่อนหวาน,อบอุ่น,ล่องลอย และ เจือด้วยความเศร้าสร้อยในปริมาณพอเหมาะ มันเป็นเสียงร้องที่แสนจะสวยงามสมบูรณ์แบบ จนอาจจะน่าเบื่อเกินไปถ้าจะต้องฟังเสียงเธอทั้งอัลบั้ม จึงถือเป็นเรื่องดีที่ใน paper airplane เราได้ยินเสียงร้องเทเนอร์ที่เป็นคันทรี่แท้ๆของ Dan Tyminski มาสลับแก้เลี่ยนบ้าง (เขาเป็นคนร้องเพลงในบทของ George Clooney ในหนัง Brother, Where Art Thou?)

8 เพลงที่เป็นเสียงร้องของ Alison ล้วนแล้วแต่ไพเราะงดงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เธอเลือกเพลงเก่าของศิลปินอื่นมาร้อง 2 เพลงคือ Dimming of the Day ของ Richard Thompson และ My Opening Farewell ที่เป็นเพลงปิดอัลบั้มของราชาดนตรีเวสต์โคสต์ Jackson Browne จากอัลบั้มชุดแรกของเขา (และเธอก็นำมาปิดอัลบั้มนี้เช่นกัน) และก็เหมือนกับที่เธอเคยนำเพลง I Will ของ Beatles หรือเพลงอื่นๆของศิลปินอื่นมาร้อง Alison แทบจะทำให้ทุกคนลืมไปว่าเคยมีคนร้องเพลงนั้นมาก่อน โดยเฉพาะ Dimming of the Day ทุกคำร้องและทุกโน้ตที่ได้ยินทำให้เราแทบไม่กล้าจะหายใจจนจบเพลง ส่วนอีก 6 เพลงเป็นผลงานแต่งเพลงของนักแต่งเพลงอื่นที่ไม่ใช่เธอ

นอกจากเสียงร้องที่ไม่ต้องชมอะไรกันไปมากกว่านี้แล้ว ท่านจะเพลิดเพลินไปกับเสียงเครื่องดนตรีอคูสติกจากการบรรเลงด้วยฝีมือระดับโลกของ Union Station ไม่ว่าจะเป็น dobro หลอนๆของ Jerry Douglas ใน Lie Awake (บัลลาดที่น่าฟังที่สุดในชุด) , หรือ banjo ของ Ron Block ที่คึกคัก คมกริบใน My Love Follows You Where You Go

Paper Airplane คืออัลบั้มที่แฟนๆของ Alison Krauss ย่อมไม่ผิดหวัง และเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ดีมากของเธอ แนะนำสำหรับผู้ต้องการสัมผัสดนตรี bluegrass ที่ขับร้องด้วยเสียงร้องเยือกเย็นแสนไพเราะ มันคือความเป็นธรรมชาติที่ยังดำรงอยู่ในสุ้มเสียงยุคดิจิตัล เราหวังว่าเธอยังจะร้องเพลงไพเราะแบบนี้ให้เราฟังกันอีกนานเท่านาน และให้เธอทุเลาจากอาการไมเกรนเรื้อรังที่เธอประสบอยู่โดยเร็ว....

Paper Airplane 3:37

Dust Bowl Children 3:07

Lie Awake 3:56

Lay My Burden Down 3:52

My Love Follows You Where You Go 4:04

Dimming Of The Day 5:20

On The Outside Looking In 3:36

Miles To Go 2:54

Sinking Stone 4:43

Bonita And Bill Butler 4:03

My Opening Farewell 4:10

Wednesday, 6 April 2011

Layla 40th

















Derek and the Dominos:

Layla and other Assorted Love Songs (40th Anniversary Deluxe Edition) *****

Original released: November 1970

Original Producer : Tom Dowd

Reissue: 2011

Compilation producer: Bill Levenson

Genre: Rock, Blues, Country, Soul

Layla คืองานคลาสสิกของวงการร็อคแอนด์โรลอย่างไม่มีใครจะเถียง แต่ตอนมันออกมาใหม่ๆในปี 1970 อัลบั้มนี้คว่ำไม่เป็นท่า ทั้งยอดขายและคำวิจารณ์ เพราะไม่มีใครรู้ว่า Derek คือ Eric Clapton และแคลปตันก็คิดว่างานนี้มีความดีพอที่จะขายได้ด้วยตัวของมันเอง เขาคิดผิดถนัด แต่ในที่สุดโลกก็เริ่มรับรู้ว่าอะไรเป็นอะไร และมันก็ไต่เต้าไปอยู่ในสถานะที่มันคู่ควรในที่สุด

Derek and the Dominos ประกอบไปด้วยตัวแคลปตัน (ร้อง, กีต้าร์) และอีกสามอดีตสมาชิกของ Delaney and Bonnie คือ Bobby Whitlock (ร้อง, คีย์บอร์ด) , Carl Radle (เบส), Jim Gordon (กลอง) รวมทั้งแขกรับเชิญอีก 1 ท่านคือ Duane Allman ยอดมือกีต้าร์จาก The Allman Brothers Band Layla and other Assorted Love Songs คือสตูดิโออัลบั้มชุดเดียวของพวกเขา แต่นั่นก็เพียงพอกับการที่จะเป็นตำนาน มันคืองานที่ผสมผสานแนว Memphis Soul, Country, Blues, Rock and Roll ไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืนและไม่เหมือนใคร ด้วยฝีมือของนักดนตรีที่เอกอุและเข้าขากันอย่างเหลือเชื่อ ฝีมือริธึ่มเซ็กชั่นของ Carl และ Jim นั้นเรียกว่าไม่แพ้ใครในรุ่นเดียวกัน (แคลปตันเคยชมว่าจิมเป็นมือกลองที่ดีที่สุดที่เขาเคยเล่นด้วยมา) และเสียงร้องของ Bobby ที่ตะเบ็งแข่งและสลับกับแคลปตันก็สร้างอารมณ์ในแบบเพลงของ Sam & Dave ได้ไม่เลว ส่วนตัวแคลปตันเองก็ไม่เคยร้องเพลงได้อารมณ์เท่านี้มาก่อน และฝีมือกีต้าร์ของเขาก็สุดเสียงสังข์ไม่แพ้ยุค Cream หรือสมัยเล่นกับ John Mayall เลย

หลังจากผิดหวังกับ Blind Faith ซุปเปอร์กรุ๊ปวงใหม่ของเขาที่ไปได้แค่อัลบั้มเดียว แคลปตันก็หันไปสนุกสนานกับการแจมและออกทัวร์กับทีมนักดนตรีอเมริกันที่เคยเป็นวงเปิดให้ Blind Faith: Delaney and Bonnie และต่อมา Delaney ก็เชียร์ให้เขาออกอัลบั้มเดี่ยว (เสียที) โดยเขาจะช่วยแต่งเพลงและโปรดิวซ์ให้ ผลที่ได้คืองานโซโลชุดแรกของแคลปตันในชื่อ Eric Clapton ดูเหมือนเขาจะกลายมาเป็นศิลปินเดี่ยวอย่างเต็มตัว

แต่แล้วเมื่อเขาทราบว่าลูกวงของ Delaney แตกกระเซ็นในเวลาต่อมา แคลปตันก็ไม่รีรอที่จะเปิดอ้อมแขนรับ Bobby, Carl และ Jim เข้ามาร่วมวงด้วย ทั้งสามย้ายมาปักหลักที่บ้านของแคลปตันกันเลยทีเดียว และเริ่มต้นแจมกันอย่างไม่รู้เดือนรู้ตะวัน เคมีของเขาทั้ง 4 เข้ากัน รวมทั้งสารเคมีจากภายนอกทั้ง up และ down ที่เติมเต็มเข้ามาตลอดการเล่นดนตรี

ในอีกด้านหนึ่งของชีวิตที่ดำเนินไปพร้อมๆกัน แคลปตันเริ่มตกหลุมรัก Pattie ภรรยาของ George Harrison เพื่อนรักมาได้พักหนึ่งแล้ว เขาแอบสังเกตว่าชีวิตแต่งงานของจอร์จและแพ๊ตตี้ไม่ค่อยจะราบรื่นนัก พระเจ้าแห่งกีต้าร์ได้พยายามหาโอกาสจีบเมียเพื่อนอยู่เนืองๆ แต่แพ๊ตตี้ก็ไม่ใจอ่อนเสียที บทเพลงที่เขาแต่งในอัลบั้มนี้เป็นการระบายความในใจที่อัดอั้นให้แพ๊ตตี้ล้วนๆ

การบันทึกเสียงครั้งแรกของพวกเขาคือมาเล่นแบ็คอัพให้ George Harrison ในอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของจอร์จ All Things Must Pass ที่โปรดิวซ์โดย Phil Spector โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือฟิลต้องโปรดิวซ์ซิงเกิ้ลให้พวกเขา 1 แผ่น ผลงานที่ออกมาคือ Roll It Over (จอร์จเล่นกีต้าร์ด้วย) และ Tell The Truth มันเป็น rock and roll-blues ในแบบ wall of sound ที่ยอดเยี่ยมทีเดียว น่าเสียดายที่การร่วมงานของฟิลและ Derek and the Dominos จบลงแค่นี้ (Tell The Truth ถูกนำมาเล่นอีกครั้งใน Layla ในการเรียบเรียงที่ต่างกันกับเวอร์ชั่นนี้มากมาย)

แคลปตันพาลูกวงไปที่ Criteria Studios ในไมอามี่ เพื่อบันทึกเสียง LP ชุดแรก พวกเขาพกฝีมือและความเมามายไปเต็มเปี่ยม แต่บทเพลงในมือยังมีไม่มากนัก จึงต้องอาศัยเพลงบลูส์เก่าๆมาเป็นวัตถุดิบด้วย Duane Allman เข้ามาเสริมทีมภายหลัง หลังจากแคลปตันดอดไปดูเขาแสดงแล้วชวนมาแจมด้วยและจีบมาทำอัลบั้มด้วยในที่สุด Duane ไม่ได้เล่นทุกเพลงในอัลบั้ม และเมื่อเราฟังเพลงที่ไม่มี Duane ก็จะพบว่าแคลปตันและลูกวง “เอาอยู่” อยู่แล้ว แต่เพลงที่ยอดนักสไลด์เข้ามาเล่นด้วย ยิ่งยกระดับความยิ่งใหญ่ของบทเพลงขึ้นไปอีก แคลปตันนั้นเป็นที่รู้กันว่าเขาจะเล่นดีขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อมีนักกีต้าร์มือดีๆมาประกบด้วย คงไม่มีตัวอย่างไหนเห็นได้ชัดกว่าในอัลบั้มนี้ ไม่ว่าจะเป็นการโซโลไฟลุกใส่กันแบบไม่ยั้งใน Why Does Love Got To Be So Sad, บลูส์หลุดโลก Key To The Highway หรือไทเทิลแทร็คที่แคลปตันและ Duane แข่งกันสไลด์อย่างเมามันบนท่อนริฟฟ์บันลือโลกนั้น และเพลงเผยความในใจที่แสนระทม Have You Ever Loved A Woman เขาทั้งสองยังร่วมกันเล่น Little Wing ของ Jimi Hendrix ในแบบที่เจ้าของเพลงถ้าได้ฟังคงต้องภูมิใจ (แต่เฮนดริกซ์ไม่เคยได้ฟัง เขาตายเสียก่อน)

แคลปตันสุดจะประทับใจในฝีมือของ Duane และชวนเขามาเป็นโดมิโนตัวที่สี่อย่างเป็นทางการและเต็มตัว แต่ Duane ไม่เอาด้วย เพราะเขามี”ครอบครัว”แล้ว นั่นก็คือ Allman Brothers แต่ Duane ก็เสียชิวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนในอีก 1 ปีถัดมา

หลังจากอัลบั้มชุดแรกขายไม่ดีนัก พวกเขาก็กลับมาเข้าห้องอัดกันที่ Olympic Studios ในปี 1971 เพื่อบันทึกเสียงอัลบั้มชุดสอง แต่ทำกันไปได้แค่กี่เพลงวงก็แตก ด้วยสาเหตุของการใช้ยาอันหนักหน่วงของแต่ละคนอันนำมาซึ่งความหวาดระแวงและการทะเลาะเบาะแว้งในที่สุด ยังดีที่ยังมี่การบันทึกเสียงเอาไว้ได้บางส่วนที่ฟังดูแล้วก็ไม่เลวทีเดียว เช่น Snake Lake Blues, Evil, Mean Old Frisco, One More Chance และเพลงที่น่าจะดีที่สุดในเซสชั่น Got To Get Better In A Little While ต้องบอกว่าน่าเสียดายจริงๆครับที่พวกเขาไม่อาจอยู่กันทำต่อจนเสร็จ

แคลปตันเคยเชิญแพ็ตตี้มานั่งฟังอัลบั้มนี้ที่บ้านหลังจากบันทึกเสียงเสร็จใหม่ๆ หวังว่าจะทำให้เธอใจอ่อนยอมมาอยู่กับเขาด้วยพลังของบทเพลงที่เขาสร้างเอาไว้ แพ๊ตตี้รู้สึกทึ่ง แต่ก็ไม่ถึงขั้นจะทิ้งสามีมาอยู่กับเขา แคลปตันขู่ว่าถ้าไม่มาเขาจะเสพเฮโรอีนแบบ full-time แพ๊ตตี้ได้แต่ยิ้มๆ และแคลปตันก็ทำตามนั่น ชีวิตเขาดำดิ่งลงไปในความมืดอีกสามปีเต็ม

ใน Deluxe Edition นี้ดิสก์แรกจะเป็น original album ทื่ผ่านการรีมาสเตอร์ครั้งล่าสุดโดย Ellen Fitton ที่ฟังแล้วเป็นธรรมชาติและให้ความเป็นอนาล็อกดีทีเดียว ส่วนดิสก์สองจะเป็นเพลงที่พวกเขาทำไว้เพื่ออัลบั้มชุดที่สอง, ซิงเกิ้ลฝีมือโปรดิวซ์ของฟิล สเป็กเตอร์, การแสดงสดที่รายการทีวีของ Johnny Cash (ไม่เคยเผยแพร่มาก่อน) และเพลงจาก Layla sessions 1 เพลงคือ Mean Old World เพลงส่วนใหญ่จะเคยอยู่ใน Crossroads boxset และ Layla Sessions มาแล้ว ยกเว้นการแสดงที่ Johnny Cash show และ Got to Get Better In A Little While ฉบับแจม แต่เพลงจากอัลบั้มสองได้รับการรีมิกซ์ใหม่หมดทุกเพลง อย่างไรก็ตามสิ่งที่ไม่ได้รับการเหลียวแลในเวอร์ชั่นนี้เลยคือการแจมยาวๆแบบที่เราได้ฟังกันใน Layla Sessions เมื่อยี่สิบปีก่อน เชื่อว่าน่าจะยังมีแจมอีกมากที่ยังอยู่ในคลังที่เรายังไม่ได้ฟัง

ถ้าท่านยังไม่มีอัลบั้มนี้มาก่อน ผมแนะนำเวอร์ชั่นนี้ได้เลยครับ แต่สำหรับแฟนที่มีมาหลายเวอร์ชั่นแล้ว ก็ลองพิจารณาว่าอยากได้โบนัสแทร็คในแผ่นสองแค่ไหน หรือจะกระโดดไปคว้าฉบับใหญ่ Super Deluxe เลยที่จะได้ของแถมเพิ่มมาอีกคือ Surround DVD ของอัลบั้มนี้, ซีดี In Concert (remastered) และแผ่นไวนีล Layla สองแผ่น พร้อมอะไรต่างๆอีกมากมาย ในราคาที่มากมายเช่นกัน

Layla เป็นงานที่กลั่นออกมาจากหัวใจที่ปวดร้าว เล่นด้วยนักดนตรีฝีมือเก่งขั้นเทพลงมาแสดงปาฏิหารย์ และทีมดนตรีที่เข้าขากันด้วยการแจมต่อเนื่องยาวนาน มันคือปรากฏการณ์ครั้งหนึ่งในโลกดนตรีที่ไม่ได้มีบ่อยๆ

Track List: Disc #1/2

01. I Looked Away 3:07
02. Bell Bottom Blues 5:04
03. Keep On Growing 6:23
04. Nobody Knows You When You’re Down and Out 5:00
05. I Am Yours 3:37
06. Anyday 6:37
07. Key To The Highway 9:40
08. Tell The Truth 6:41
09. Why Does Love Got To Be So Sad? 4:44
10. Have You Ever Loved A Woman? 6:54
11. Little Wing 5:36
12. It’s Too Late 3:52
13. Layla 7:06
14. Thorn Tree In The Garden 2:50

Track List: Disc #2/2

01. Mean Old World 3:50
02. Roll It Over 4:32
03. Tell The Truth 3:25
04. It’s Too Late 4:11
05. Got To Get Better In A Little While 6:35
06. Matchbox 3:56
07. Blues Power 6:34
08. Snake Lake Blues 3:35
09. Evil 4:35
10. Mean Old Frisco 4:07
11. One More Chance 3:17
12. Got To Get Better In A Little While (Jam) 3:45
13. Got To Get Better In A Little While 6:04