Eddie Vedder
based on the 2004 interview
-------
Eddie Vedder: การมีชีวิตอยู่คือความเสี่ยงอย่างหนึ่ง
พรุ่งนี้ผมจะเลิกสูบบุหรี่
อย่างน้อยนั่นคือแผน ผมจะไปให้คนสะกดจิตเพื่อช่วยให้ผมหยุดมันเสียที ผมยังอดคิดเล่น ๆ ไม่ได้ว่า ในเมื่อเธอจะเข้าไปยุ่งกับจิตใต้สำนึกของผมแล้ว บางทีผมน่าจะขอให้เธอช่วยเรื่องอื่นไปพร้อมกันด้วย เช่น ทำให้ผมเขียนท่อนเชื่อมของเพลงได้ดีขึ้น ผมมีปัญหากับท่อนเชื่อมอยู่บ้าง และเมื่อเริ่มคิดว่าจิตใต้สำนึกอาจถูกปรับเปลี่ยนได้ ผมก็พบว่ามีอีกสารพัดเรื่องที่ผมอยากขอความช่วยเหลือจากมัน
ผมยอมรับว่าตัวเองเป็นคนที่อาจถูกชักจูงได้พอสมควร บางทีผมคงถูกโน้มน้าวให้เริ่มสูบบุหรี่ได้ และก็คงถูกโน้มน้าวให้เลิกได้เช่นกัน ตอนนี้ผมเหนื่อยกับมันแล้ว ผมเคยเดินป่าเป็นระยะทางไกล ปีนขึ้นไปจนถึงยอดเขา มองเห็นภูมิประเทศกว้างใหญ่และสวยงาม มีอากาศที่อาจสะอาดที่สุดเท่าที่จะหาได้บนโลก แล้วสิ่งแรกที่ผมทำกลับเป็นการหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุด ก่อนจะคิดว่า นี่ช่างเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การสูบบุหรี่เหลือเกิน
เมื่อพฤติกรรมหนึ่งสามารถบิดทุกสถานการณ์ให้กลายเป็นข้ออ้างของมันได้ ผมคิดว่ามันไม่ใช่ความพอใจธรรมดาอีกต่อไป มันเหมือนสิ่งชั่วร้ายบางอย่างเข้ามายึดอำนาจ และผมต้องการเอาอำนาจนั้นกลับคืนมา
ปัญหาคือบุหรี่ยังไม่ได้ทำร้ายการแสดงของผมในแบบที่สังเกตเห็นได้ชัด ผมยังร้องเพลงได้ ยังเคลื่อนไหวและกระโดดไปมาบนเวทีได้ นั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองยังเอาตัวรอดจากมันได้ ผมยังไม่มีหลักฐานทันทีที่บังคับให้หยุด จึงปล่อยให้ตัวเองหลบอยู่ในช่องว่างนั้นมานาน
ผมเริ่มสูบบุหรี่จริงจังในช่วงที่ Kurt เสียชีวิต เหตุการณ์นั้นก่อความปั่นป่วนบางอย่างขึ้นในตัวผม เป็นความวิตกหรือความผิดปกติทางประสาทที่ผมพยายามทำให้สงบลงด้วยบุหรี่ มันไม่ได้เป็นคำอธิบายที่งดงามหรือมีเหตุผลนัก แต่เรื่องแบบนี้คงไม่เคยทำงานอย่างมีเหตุผลอยู่แล้ว
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนในวงและชุมชนดนตรีรอบตัวผมต้องพบกับความสูญเสียมากมาย มีทั้งเพื่อนที่จากไปและเหตุการณ์ที่ Roskilde ซึ่งมีคนเก้าคนเสียชีวิตท่ามกลางฝูงชนในคอนเสิร์ตของเรา นอกจากความตายแล้ว ผมยังนับความสัมพันธ์ที่สิ้นสุดลงไว้ในช่องเดียวกันด้วย การที่คนคนหนึ่งไม่อยู่ในชีวิตเราอีกต่อไป ไม่ว่าจะเพราะตายจากกันหรือเดินออกไปจากกัน ล้วนทิ้งช่องว่างบางอย่างไว้
มันเศร้าและหนักหนา แต่ผมไม่คิดว่านักดนตรีมีสิทธิ์ผูกขาดความสูญเสีย คนทำงานขายที่ต้องเดินทางตลอดเวลาอาจสูญเสียความสัมพันธ์ คนในกองทัพอาจสูญเสียสิ่งต่าง ๆ ด้วยวิธีที่รุนแรงกว่า และคนทั่วไปก็ต้องผ่านการพลัดพรากในรูปแบบของตนเอง ผมจึงไม่แน่ใจว่าควรเรียกมันว่าเป็นความเสี่ยงของอาชีพนักดนตรีหรือไม่ บางทีมันอาจเป็นความเสี่ยงของการพยายามมีชีวิตอยู่เฉย ๆ
เมื่อเกิดความสูญเสีย เราไม่มีทางเลือกมากนักนอกจากเคลื่อนไปข้างหน้า ทุกสิ่งกำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การห้ามไม่ให้มันเปลี่ยน แต่อยู่ที่การยอมรับความเคลื่อนไหวนั้น แล้วพยายามเคลื่อนตัวไปพร้อมกับมัน เราไม่สามารถวางตัวเป็นกลางอยู่บนขบวนรถที่กำลังแล่นได้ ชีวิตไม่เคยจอดนิ่งเพื่อให้เราตัดสินใจก่อนว่าจะไปทางไหน
ในช่วงนั้น ผมยังต้องเผชิญกับคำถามอีกแบบหนึ่ง คือศิลปินควรพูดเรื่องการเมืองหรือไม่
ระหว่างการแสดงที่ Denver ผมร้อง “Bush Leaguer” โดยใช้หน้ากากของ George W. Bush เป็นส่วนหนึ่งของการแสดง ผมถอดหน้ากากออก วางมันไว้บนขาตั้งไมโครโฟน ร้องเพลงใส่มัน แล้วพูดถึงความรู้สึกที่ผมมีต่อประธานาธิบดีหลังจบเพลง
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในคืนนั้นเราไม่ได้รู้สึกว่าผู้ชมมีปฏิกิริยาต่อต้านรุนแรงอะไรนัก แน่นอนว่าคนบางส่วนอาจไม่เห็นด้วย แต่ผมไม่เห็นภาพผู้คนจำนวนมากกรูกันออกจากสถานที่แสดง ทว่าวันต่อมา ข่าวบางแห่งกลับพาดหัวราวกับว่าผู้ชมพากันหนีออกจากคอนเสิร์ตเพราะคำพูดต่อต้าน Bush
สิ่งที่ทำให้ผมกลัวไม่ใช่เพียงการมีคนเห็นต่าง แต่เป็นการได้เห็นว่าการรายงานที่ผิดพลาดหรือไร้ความรับผิดชอบสามารถสร้างความจริงอีกชุดหนึ่งขึ้นมาได้อย่างไร เรื่องนั้นถูกนำไปขยายต่อในรายการวิทยุฝ่ายอนุรักษนิยม ไปปรากฏบนแถบข่าวของ CNN และ FOX News จนความร้อนแรงสะสมขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อมันไปถึงจุดนั้น เราต้องนั่งคุยกันในวง เพราะสมาชิกบางคนมีภรรยา มีลูก มีบ้าน และอาศัยอยู่ในพื้นที่ธรรมดาที่ไม่ได้มีระบบรักษาความปลอดภัยเหมือนป้อมปราการ เราได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ Dixie Chicks ทั้งบ้านที่ถูกทำลายและญาติผู้ใหญ่ที่ถูกคุกคาม เรื่องที่เริ่มต้นจากคำพูดบนเวทีจึงอาจไหลเข้าไปถึงชีวิตของคนในครอบครัวซึ่งไม่ได้ยืนอยู่ใต้แสงไฟกับเราเลย
ในช่วงเวลาเดียวกัน Sleater-Kinney มาออกทัวร์กับเรา ผมจำได้ว่าในตอนตรวจเสียง พวกเธอเล่น “Fortunate Son” Jeff Ament กับผมนั่งฟังอยู่ข้างหลังและยิ้ม เพราะก่อนหน้านั้นเราเองก็เล่นเพลงนี้ในออสเตรเลีย ในที่สุดเราจึงเล่นมันร่วมกัน
การได้ยืนอยู่ด้วยกันในตอนนั้นให้ความรู้สึกเหมือนเป็นความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่จับต้องได้ ไม่ว่าคนซื้อตั๋วจะคาดหวังอะไรจากคอนเสิร์ต หรือพร้อมรับฟังความเห็นของเรามากน้อยเพียงใด เราก็มีความเชื่อบางอย่างร่วมกัน การเล่น “Fortunate Son” การยืนอยู่ปลายเพลง “Rockin’ in the Free World” การจับมือกับ Corin Tucker แล้วชูสัญลักษณ์สันติภาพต่อหน้าผู้ชม มันทั้งน่าตื่นเต้นและน่ากลัว
ผมยังรู้สึกถึงความหมายของการที่ผู้หญิงและผู้ชายยืนอยู่ด้วยกันบนเวทีในฐานะผู้แสดงจุดยืนเดียวกัน เราไม่ได้พูดแล้วรีบหลบไปหลังม่าน แต่ยืนมองผู้ชมตรง ๆ ในตอนจบของเพลงและตอนจบของค่ำคืนนั้น
ในเวลานั้น การกระทำเช่นนั้นดูเหมือนเป็นจุดยืนที่กล้าหาญมาก มันมีความเสี่ยงจริง ๆ แต่สิ่งประหลาดคือ เพียงหนึ่งปีต่อมา การทำแบบเดียวกันอาจไม่ถูกมองว่าเป็นปัญหาใหญ่เท่าเดิม บริบทเปลี่ยนไป ความรู้ที่ผู้คนมีเปลี่ยนไป และบางสิ่งที่เคยทำให้คนหวาดกลัวก็เริ่มถูกมองเห็นในอีกแง่หนึ่ง
ผมได้รับจดหมายจากบางคนที่บอกให้ผมหุบปากแล้วเล่นกีตาร์ไปเสีย สิ่งที่ผมไม่เข้าใจคือ ทำไมเราจึงต้องการให้ศิลปินไม่มีความคิดเห็นส่วนตัว หาก Kurt Vonnegut หรือศิลปินคนใดที่ผมนับถือแสดงทัศนะออกมา ต่อให้ผมไม่เห็นด้วย ผมก็คงอยากฟังก่อน จากนั้นจึงตัดสินใจว่าผมเห็นต่างตรงไหน
การไม่เห็นด้วยเป็นสิทธิ์ของทุกคน แต่การประกาศว่าศิลปินไม่ควรพูด หรือการบอกว่าจะเลิกอ่านหนังสือ เลิกฟังเพลง เพียงเพราะเขาแสดงความเห็นบางอย่างออกมา เป็นท่าทีที่ผมเข้าถึงได้ยาก สำหรับผม ความคิดส่วนตัวมักเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อศิลปินคนนั้นใช้เวลาศึกษาประเด็นที่ตนพูดถึงจริง ๆ
ผมรู้ว่าเมื่อใดก็ตามที่ผมเรียกร็อกแอนด์โรลว่าเป็นศิลปะ Mark Arm แห่ง Mudhoney คงกำลังเตะอะไรสักอย่างอยู่ที่ไหนสักแห่ง ซึ่งก็ดี มันเป็นเครื่องวัดไม่ให้เราพูดเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจังจนหลงตัวเองเกินไป แต่ในผลงานที่ผมรัก ความคิดทางสังคมและความคิดเห็นส่วนตัวของผู้สร้างไม่เคยถูกแยกออกจากตัวงานอย่างเด็ดขาด ผมไม่ได้ต้องการให้ศิลปินเงียบ ตรงกันข้าม ผมอยากรู้ว่าพวกเขาคิดอะไร
คำถามที่ยากกว่านั้นคือ ดนตรียังมีพลังทางการเมืองอยู่หรือไม่ ดนตรีสามารถเริ่มต้นขบวนการ เปลี่ยนความคิด หรือรวมคนเข้าด้วยกันได้จริงเพียงใด
ผมเคยคุยกับคนที่ทำเพลงในยุคทศวรรษ 1960 เขามองว่า แม้ในยุคนั้นดนตรีและขบวนการสันติภาพอาจไม่ได้เป็นสิ่งที่หยุดสงครามเวียดนามอย่างแท้จริง สิ่งที่เปลี่ยนความรู้สึกของประเทศอาจเป็นภาพถุงบรรจุศพที่ถูกส่งกลับมา รวมถึงการที่ Walter Cronkite ซึ่งในเวลานั้นเปรียบเสมือนคุณปู่ผู้ได้รับความไว้วางใจของคนทั้งชาติ ออกมาบอกว่าสิ่งที่อเมริกากำลังทำนั้นผิด
ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองเห็นด้วยกับการตีความนั้นทั้งหมดหรือไม่ แต่มันเป็นความคิดที่ควรนำมาพิจารณา ดนตรีอาจสร้างภาษาและอารมณ์ร่วม แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะเอาชนะโครงสร้างทางอำนาจได้ด้วยตัวเอง
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมตกใจคือจำนวนคนที่ไม่ออกไปเลือกตั้ง Bush เข้าสู่ตำแหน่งด้วยเสียงจากประชาชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งเพียงสัดส่วนไม่มากนัก ผมไม่เข้าใจว่าผู้คนมองชายผู้เกิดมาพร้อมอภิสิทธิ์ ผู้ล้มเหลวในธุรกิจแล้วได้รับการช่วยเหลือครั้งแล้วครั้งเล่าเพราะนามสกุลของตัวเอง ว่าเป็นคนธรรมดาที่ประชาชนผู้ทำงานหาเลี้ยงชีพสามารถนั่งดื่มเบียร์ด้วยได้อย่างไร
และเมื่อคิดถึงคนอีกจำนวนมหาศาลที่ไม่ไปลงคะแนน ผมก็สงสัยว่าดนตรีอาจมีพลังมากพอจะพาคนเหล่านั้นออกไปเลือกตั้งได้หรือไม่ ผมไม่รู้ว่าต้องใช้อะไร แต่การร้องเชียร์ในคอนเสิร์ตยังไม่เพียงพอ
ในเวลานั้นมีโครงการอย่าง Punkvoter และ MoveOn.org มีทัวร์ Rock Against Bush ซึ่งอย่างน้อยก็ประกาศอย่างชัดเจนว่า ค่ำคืนนี้จะไม่ใช่เพียงการแสดงดนตรี แต่จะมีการพูดถึงสิ่งที่ผู้คนสามารถลงมือทำได้จริง
แน่นอนว่ามีปัญหาเรื่องการพูดกับคนที่เชื่ออยู่แล้ว ผู้ชมที่มางานชื่อ Rock Against Bush ย่อมไม่ได้เข้ามาเพราะต้องการฟังเหตุผลสนับสนุน Bush แต่ต่อให้เราพูดกับคนที่เห็นด้วย หน้าที่ก็ยังไม่จบ เราต้องทำให้แน่ใจว่าคนเหล่านั้นไม่ได้เพียงชูมือส่งเสียงในคอนเสิร์ต แต่ไปลงคะแนนจริงด้วย
วันหนึ่งผมไปที่ร้านขายอุปกรณ์ช่าง ซื้อเสาอะลูมิเนียมมาสองสามชิ้น วางไว้ท้ายรถกระบะแล้วขับกลับบ้าน ระยะทางไม่ได้ไกลอะไร แต่เมื่อจอดรถและเดินไปหยิบของ เสาเหล่านั้นหายไปหมด มันคงกระเด็นออกระหว่างทาง ผมจึงต้องขับย้อนกลับไป มองตามรางน้ำและข้างถนนเพื่อหามัน แต่ไม่พบ สุดท้ายต้องกลับไปซื้อใหม่
ขณะขับรถกลับอย่างระมัดระวังกว่าเดิม ผมคิดถึงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่เป็นคนหนุ่มสาว เรื่องเสาที่กระเด็นออกจากท้ายรถกลายเป็นภาพเปรียบเทียบขึ้นมา คนจำนวนหนึ่งอาจคิดว่าเรื่องของประเทศถูกจัดการไว้เรียบร้อยแล้ว มีผู้ใหญ่หรือใครสักคนกำลังดูแลมันอยู่ พวกเขาจึงขับต่อไปโดยไม่หันกลับไปมองสิ่งที่บรรทุกอยู่ด้านหลัง
แต่นั่นคืออนาคตของประเทศ และเมื่อถึงวันที่พวกเขาจอดรถแล้วหันกลับไปดู มันอาจไม่อยู่ตรงนั้นอีกแล้ว คราวนี้พวกเขาอาจย้อนกลับไปหาไม่ได้ และไม่ใช่ทุกสิ่งที่จะซื้อกลับคืนมาใหม่ได้เหมือนเสาอะลูมิเนียม
ผมไม่แน่ใจว่าความไม่สนใจของคนหนุ่มสาวเกิดจากความเฉยชาหรือความรู้สึกว่าเรื่องการเมืองเข้าใจยาก แต่ในยุคอินเทอร์เน็ต ข้อมูลจำนวนมากเข้าถึงได้แล้ว ที่สำคัญคือมีข้อมูลซึ่งเราไม่อาจได้รับจากการดูข่าวกระแสหลักเพียงอย่างเดียว ผู้คนเดินทางไปพูดในสถานที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เอกสารและข้อโต้แย้งมีอยู่ เพียงแต่เราต้องเข้าไปหา
อีกด้านหนึ่ง อินเทอร์เน็ตอาจสร้างความเฉื่อยชาได้เช่นกัน เมื่อเราเห็นองค์กรอย่าง MoveOn.org เคลื่อนไหวอยู่ในโลกเสมือน เราอาจรู้สึกว่ามีคนอื่นกำลังจัดการเรื่องนี้แทนเรา แม้กิจกรรมเหล่านั้นจะเชื่อมโยงกับโลกจริง แต่การมองเห็นภาพการรวมตัวบนหน้าจออาจทำให้เราหลงคิดว่าการมีส่วนร่วมเกิดขึ้นแล้ว ทั้งที่ตัวเราไม่ได้ทำอะไรเลย
สำหรับผม การลงคะแนนให้รัฐบาล Bush ออกจากตำแหน่งจะเป็นข้อความที่ทรงพลัง ไม่ใช่เฉพาะภายในอเมริกา แต่ต่อสายตานานาชาติด้วย เมื่อเรามีอำนาจควบคุมสิ่งใด เราต้องปฏิบัติต่อสิ่งนั้นด้วยความเคารพ แต่รัฐบาลในเวลานั้นทำให้ประเทศของเรากลายเป็นภาระและความเสี่ยงต่อโลก
ถึงอย่างนั้น วงต้องระมัดระวังไม่ให้การเคลื่อนไหวทางการเมืองกลืนกินดนตรีทั้งหมด เราเคยมีประสบการณ์เรื่องนี้มาแล้วตอนต่อสู้กับ Ticketmaster
หลังจากเราแสดงจุดยืนต่อต้าน Ticketmaster ทัวร์ของเราถูกเรียกและถูกมองราวกับเป็น “ทัวร์ Ticketmaster” ไม่ว่าเราจะเล่นดีเพียงใด ไม่ว่าเพลงจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ข่าวและบทวิจารณ์จำนวนมากสนใจเพียงว่าเราเปิดศึกกับบริษัทนั้นอย่างไร และเราล้มเหลวหรือชนะ เพราะการเล่าเรื่องแบบสื่อมักต้องการผู้ชนะหนึ่งฝ่ายและผู้แพ้อีกหนึ่งฝ่าย
พวกเรารู้สึกว่าเรื่องนั้นพรากความสนใจไปจากดนตรี เราทำงานหนักและกำลังเล่นกันได้ดี แต่คนไม่ได้พูดถึงสิ่งนั้นอีกแล้ว วงกลายเป็นตัวแทนของประเด็นหนึ่งเพียงประเด็นเดียว นี่เป็นเหตุผลที่เราต้องถามตัวเองอยู่เสมอว่า จะพูดในสิ่งที่จำเป็นโดยไม่ปล่อยให้มันนิยามทุกสิ่งที่เราเป็นได้อย่างไร
ช่วงที่เราผ่านพื้นที่ Bible Belt ขึ้นไปทาง Jersey เราคิดว่าอาจพูดได้อย่างเปิดกว้างขึ้น แต่กลับพบปฏิกิริยาต่อต้านรุนแรงที่สุดที่ Hershey รัฐ Pennsylvania หลังจากเล่น “Bush Leaguer” ผู้ชมกลุ่มใหญ่ตะโกน “U.S.A.” จนเกิดสภาพเหมือนทั้งสองฝ่ายยืนประจันหน้ากัน
เราเชื่อในสิ่งที่กำลังพูด แต่ขณะเดียวกันก็จำได้ว่า เมื่อครั้ง Ticketmaster เข้ามาครอบคลุมเรื่องราวทั้งหมด ดนตรีของเราถูกผลักออกไปอยู่ด้านข้างอย่างไร ศิลปินอาจกลัวการแสดงจุดยืนไม่ใช่เพราะไม่มีความเชื่อ แต่เพราะทันทีที่แสดงออก สื่ออาจลดทอนงานทุกมิติให้เหลือเพียงป้ายว่า “วงการเมือง”
ความสัมพันธ์ของผมกับสื่อมีความซับซ้อนมาตั้งแต่ความสำเร็จช่วงแรก ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไปตอนเราทำอัลบั้มชุดที่สอง เส้นทางของ Pearl Jam พุ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็วผิดธรรมชาติ และความรู้สึกที่ตามมาคือ เรากำลังถูกยึดครองและเปลี่ยนให้เป็นสินค้า
ผมเปิดนิตยสารแล้วพบตัวเองอยู่บนปกฉบับพิเศษเกี่ยวกับกรันจ์ มีภาพโปสเตอร์ให้ดึงออกไปติดผนัง มีการจัดแพ็กเกจทุกอย่างเสร็จสรรพ ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าคนเหล่านี้เป็นใคร พวกเขารู้จักเราจริงหรือไม่ เราเกี่ยวข้องกับสิ่งที่กำลังถูกขายในชื่อของเรามากน้อยเพียงใด แล้วเรายังได้ค่าตอบแทนจากภาพเหล่านั้นหรือเปล่า
แต่เรื่องเงินไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด สิ่งที่น่ากลัวคือการเห็นตัวเองถูกเผยแพร่มากเกินไป แม้แต่ผมเองยังรู้สึกว่าผู้ชายบนหน้ากระดาษคนนั้นถูกมองเห็นมากเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งควรถูกมองเห็นเสียอีก
ครั้งหนึ่งผมไปงาน Halloween แล้วมีคนตัดภาพโปสเตอร์ใบหน้าผมออกมาทำเป็นหน้ากาก เขาคงคิดว่ามันตลก และในสถานการณ์อื่นผมอาจหัวเราะได้ แต่ตอนนั้นผมอ่อนไหวเกินไป การเห็นใบหน้าของตัวเองถูกนำมาสวมเล่นต่อหน้าให้ความรู้สึกเหมือนความเป็นตัวผมถูกแยกออกจากร่างแล้วกลายเป็นวัตถุสาธารณะ ผมรักษาอารมณ์ขันไว้ไม่ไหว
ผมนึกถึงแนวคิดจาก Death of a Salesman ที่ว่า คนอื่นไม่ควรกินเนื้อส้มจนหมดแล้วทิ้งเพียงเปลือกไว้ให้เจ้าของชีวิต ช่วงนั้นผมรู้สึกคล้ายกัน บางองค์กร โดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์ดนตรี มีวิธีทำงานและแผนการของตนเอง พวกเขาต้องการให้เราทำสิ่งต่าง ๆ ตามกระบวนการนั้น แต่ผมไม่อยากทำ
ปัญหาคือ เมื่อคุณต้องการปฏิเสธคนไม่กี่คน บางครั้งคุณต้องปฏิเสธเกือบทุกคน เพราะถ้าเปิดประตูไว้เพียงบานเดียว กลไกทั้งหมดก็อาจไหลกลับเข้ามาอีก เราจึงลดการให้สัมภาษณ์ ลดการทำวิดีโอ และถอยห่างจากเครื่องจักรประชาสัมพันธ์ส่วนใหญ่
ส่วนคำว่า “กรันจ์” ผมไม่ได้รู้สึกว่ามันสามารถกำหนดดนตรีของเราได้อย่างสมบูรณ์ ผมค่อนข้างมั่นคงกับสิ่งที่วงกำลังทำ เพราะรู้สึกว่าเรามีภาษาทางดนตรีของตัวเอง Stone Gossard กับ Jeff เล่นร่วมกันมานานแล้ว ขณะที่สมาชิกคนอื่น ๆ กำลังเข้ามาผสมรวมอยู่ในความสัมพันธ์ใหม่ วิธีที่เสียงของเราก่อตัวขึ้นให้ความรู้สึกแตกต่างจากสิ่งที่ผมเคยทำมาก่อน
การถูกจับรวมกับวงอื่นเพียงเพราะเราอยู่ในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เดียวกันอาจเป็นการลดทอน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผมเคยเป็นเด็กอายุประมาณสิบห้าที่อ่านเรื่อง The Who และยุคเริ่มต้นของขบวนการม็อด แล้วคิดว่า หากผมมีโอกาสได้อยู่ในชุมชนดนตรีแบบนั้นคงวิเศษมาก วงต่าง ๆ เติบโตขึ้นพร้อมกัน มีการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนพลังระหว่างกัน
ตอนที่อยู่ San Diego ผมไม่เคยมีชุมชนเช่นนั้น มีดนตรีเกิดขึ้นอยู่บ้าง แต่ไม่ได้เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง พื้นที่อยู่ใกล้ Los Angeles เกินไป ผู้คนค่อนข้างผ่อนคลาย และไม่ได้ออกมามอบตัวเองให้กับคอนเสิร์ตร็อกด้วยพลังแบบที่ผมจินตนาการถึง
แล้วจู่ ๆ ผมกลับมาอยู่ใน Seattle ท่ามกลางชุมชนจริง ๆ มีบางสิ่งคล้ายความเคลื่อนไหวทางดนตรีเกิดขึ้น มีวงที่แข็งแรงหลายวง และในระยะแรกที่ความสนใจจากภายนอกยังไม่บิดเบี้ยวทุกอย่าง บรรยากาศนั้นน่าตื่นเต้นมาก
ผมเป็นคนที่ย้ายเข้ามา ไม่ได้เติบโตที่นี่ เพราะฉะนั้นเมื่อเริ่มรู้สึกว่าตัวเองได้รับการยอมรับ ผมจึงภูมิใจเป็นพิเศษ ผมรัก Seattle รักภาคตะวันตกเฉียงเหนือ และรู้สึกขอบคุณเสมอที่ผู้คนเปิดประตูให้ผมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง
มีช่วงหนึ่งที่ผมคิดขึ้นมาว่า สมัยเด็กผมเคยอ่านเรื่อง The Who และยุคสำคัญต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์ดนตรีด้วยความอิจฉา แต่ตอนนี้เราอาจกำลังอยู่ในช่วงเวลาแบบนั้นด้วยตัวเอง มันน่าตื่นเต้น เพียงแต่เมื่ออยู่ตรงกลางเหตุการณ์ เราแทบไม่มีเวลาหรือระยะห่างมากพอจะเข้าใจว่ามันคืออะไร
ผมย้ายไป Seattle ช่วงเดือนกันยายนหรือตุลาคม ปี 1990 ก่อนการทำ Ten ไม่นาน เมื่อไปถึง เราเริ่มทำงานกันแทบจะทันที
สมาชิกที่เคยอยู่ใน Mother Love Bone เพิ่งเผชิญการเสียชีวิตของ Andy Wood จากเฮโรอีน วงนั้นกำลังจะออกเดินทางหลังทำอัลบั้มจริงจังชุดแรก แต่จู่ ๆ พวกเขาก็ไม่มีวงอีกต่อไป พลังรอบตัวพวกเขาจึงประกอบขึ้นจากทั้งความเศร้า ความสูญเสีย และความคาดหวังที่ยังค้างอยู่ พวกเขาเคยพร้อมจะเคลื่อนตัวไปข้างหน้า แล้วทุกอย่างหยุดลงทันที จึงมีพลังอย่างมากในการพยายามสร้างวงขึ้นมาอีกครั้ง
จุดเชื่อมต่อของผมคือ Jack Irons ทางวงบอกเขาว่า หากรู้จักนักร้องคนใดก็ให้ลองส่งมา ผมจึงส่งเทปขึ้นไป Seattle พวกเขามีเพลงบรรเลงชุดหนึ่ง ซึ่งเท่าที่ผมจำได้บันทึกโดยมี Matt Cameron เล่นด้วย เพลงส่วนหนึ่งไปอยู่ในโครงการ Temple of the Dog ส่วนเพลงที่ผมเขียนเนื้อร้องให้กลายเป็นเพลงในแผ่นเสียงของเรา
ในเทปที่ผมส่งไปมีสามเพลง ผมคิดว่าเป็น “Alive,” “Black” และ “Once” สำหรับ “Alive” กับ “Black” โครงสร้างและสิ่งสำคัญต่าง ๆ แทบไม่ต่างจากรูปแบบในตอนเริ่มต้นเลย ผมรู้สึกภูมิใจกับเพลงเหล่านั้น เพราะมันมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง
หลังจากผมไปถึง เราซ้อมกันประมาณหนึ่งสัปดาห์ แล้วบันทึกเสียงในวันสุดท้าย ผมกลับบ้านพร้อมเทปที่มีเพลงสิบหรือสิบเอ็ดเพลง และเพลงส่วนใหญ่ในนั้นต่อมาก็ปรากฏอยู่ในอัลบั้ม
ก่อนหน้านั้น สิ่งที่ผมเคยมีส่วนร่วมมักฟังดูเหมือนการเลียนแบบ หรือได้รับอิทธิพลจากบางอย่างชัดเจนเกินไป แต่ดนตรีชุดนี้มีตัวตนของมันเอง นั่นคือสิ่งที่ผมสัมผัสได้ตั้งแต่แรก
ผมไม่ใช่คนที่ชอบการแข่งขันในเรื่องดนตรี การแข่งขันอาจมีประโยชน์หากเรารู้จักเปิดและปิดมันตามเวลา แต่เมื่อใครสักคนหลงระเริงกับชัยชนะมากเกินไป ด้านที่ดีของการแข่งขันก็หายไป แล้วคนคนนั้นอาจต้องถูกทำลายเพื่อคืนความยุติธรรมให้โลก—ผมพูดอย่างนั้นพร้อมรอยยิ้ม แน่นอนว่าบางครั้งคนที่หลงระเริงคนนั้นก็อาจเป็นผมเอง
เมื่อเห็นวงรุ่นใหม่ได้รับคำชื่นชมและแรงโฆษณามหาศาล ผมไม่เคยอยากย้อนกลับไปอยู่ในจุดนั้นอีกเลย หากเป็นวงที่ผมชอบ ผมหวังเพียงว่าพวกเขาจะรอดผ่านทุกสิ่งไปได้ แต่หากเป็นดนตรีที่ผมเห็นว่าแย่ ผมก็ยอมรับตรง ๆ ว่าหวังให้กระแสนั้นหายไป เพราะยังมีวงยอดเยี่ยมอีกมากที่ควรได้รับพื้นที่แทน
การแสดงดนตรีต่อหน้าผู้คนครั้งแรก ๆ ของผมไม่ได้สง่างามอะไรนัก ผมจำงานเลี้ยงริมถนนหรืองานที่มีเบียร์เป็นถังอยู่ใน San Diego ได้ เรามีวงเล็ก ๆ ประกอบด้วยผู้ชายห้าคน ทุกคนทำงานตามร้านขายยาหรืองานอื่น ๆ เพื่อหาเลี้ยงตัวเอง
วงนั้นฟังดูแย่มาก คนหนึ่งหลงใหล The Cars ผมหมกมุ่นกับ The Who อีกคนชอบ Eagles ส่วนมือคีย์บอร์ดชอบ Styx เมื่อนำทุกอย่างมารวมกัน มันไม่ได้เกิดเป็นการผสมผสานอันมหัศจรรย์ มันเป็นเพียงความยุ่งเหยิงที่เราจำเป็นต้องผ่านให้ได้ การมีวงที่เลวร้ายอาจเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะทำให้เราเรียนรู้ว่าการรวมอิทธิพลโดยไม่มีภาษาร่วมกันนั้นฟังดูอย่างไร
ผมคุ้นเคยกับเครื่องบันทึกเสียงมาตั้งแต่เด็ก จึงได้ยินเสียงตัวเองผ่านเทปค่อนข้างเร็ว ผมเขียนเพลงตั้งแต่อายุประมาณเจ็ดหรือแปดขวบ ตอนนั้นยังไม่รู้วิธีเขียนโน้ต ผมจึงเขียนประโยคแล้ววาดลูกศรไว้เหนือคำ หากต้องร้องสูงก็เขียนลูกศรหนึ่งอัน ถ้าต้องสูงขึ้นไปอีกก็วาดสองอัน นั่นคือระบบบันทึกทำนองของผม
พ่อแท้ ๆ ของผมเสียชีวิตจากโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง ผมไม่เคยรู้ว่าเขาเป็นพ่อจนกระทั่งหลังจากเขาเสียชีวิตไปแล้ว เท่าที่ทราบ เขาเป็นนักดนตรี เป็นนักร้องตามเลานจ์ เล่นในสถานที่ซึ่งมีแก้วรับเงินวางอยู่บนเปียโน เรื่องนี้อาจบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับพันธุกรรมก็ได้
ผมมีเทปเสียงของเขาอยู่หนึ่งม้วน ในนั้นมีเพลงของ Gordon Lightfoot และเสียงของเขาก็มีลักษณะคล้าย Lightfoot อยู่บ้าง ที่สำคัญคือมีเพลงหนึ่งที่เขาเขียนเองและใส่ชื่อผมไว้ในเพลง การได้ยินสิ่งนั้นเป็นประสบการณ์ที่มีความหมายมาก
ตอนผมเกิด เขาน่าจะยังอยู่กับครอบครัวประมาณหนึ่งหรือสองปี แต่ผมจำไม่ได้ หลังจากพ่อแม่แยกทาง แม่แต่งงานใหม่ แล้วพ่อแท้ ๆ ของผมก็ไม่เคยถูกพูดถึงอีก
เหตุผลที่ผู้ใหญ่ทำเช่นนั้นน่าจะเป็นเพราะผมมีน้องชายสามคน พวกเขาไม่ต้องการให้เรารู้สึกว่าเราแตกต่างกัน และในแง่หนึ่งมันได้ผล พวกเราสนิทกันมาก ภายหลังเรายังเล่นดนตรีร่วมกันในวันเกิดอายุหกสิบปีของแม่ เราเล่น “Long May You Run” และ “Let My Love Open the Door” ให้เธอฟัง มันเป็นช่วงเวลาที่งดงามมาก
โลกดนตรีในวัยเด็กของผมเริ่มต้นจาก Jackson Five ผมเติบโตในสภาพแวดล้อมคล้ายบ้านที่มีเด็กหลายเชื้อสายอยู่ร่วมกัน เรามีพี่น้องผิวดำและพี่น้องเชื้อสายไอริช มีห้องใต้ดินที่เต็มไปด้วยดนตรี เหตุการณ์เหล่านี้อยู่ใน Chicago ช่วงปลายทศวรรษ 1960 ถึงต้นทศวรรษ 1970 ซึ่งเสียงของ Motown อยู่ทั่วทุกแห่ง
ผมฟัง Sly and the Family Stone ฟังทุกอย่างที่ออกกับ Motown ฟัง Stevie Wonder และผูกพันกับ Jackson Five เป็นพิเศษ เพราะพวกเขาเป็นเด็ก ผมจึงรู้สึกว่าสามารถเชื่อมโยงกับพวกเขาได้มากกว่านักร้องผู้ใหญ่ที่อยู่ไกลออกไปจากโลกของผม
จากนั้นโลกก็ขยายไปสู่ภาพยนตร์ The Last Waltz และผู้คนทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในนั้น ไม่ว่าจะเป็น Bob Dylan, Neil Young, Ron Wood, Muddy Waters หรือ Van Morrison คนเหล่านี้ค่อย ๆ ฝังตัวอยู่ในความคิดของผมในฐานะตัวอย่างของความยิ่งใหญ่
ผมยังชอบขโมยแผ่นเสียงจากลุง ซึ่งจริง ๆ แล้วเขายอมให้ผมขโมย เขาจะโทรหาแม่แล้วถามว่าแผ่นนั้นอยู่ที่บ้านเราหรือไม่ แม่ก็จะตอบว่าใช่ ตอนอายุเจ็ดหรือแปดขวบ ผมจึงสามารถเปิด Woodstock และ Country Joe and the Fish ให้เพื่อน ๆ ฟังได้ เป็นวิธีเรียนรู้ดนตรีที่รู้สึกเหมือนกำลังค้นพบความลับของโลกผู้ใหญ่
แม้จะอยู่ Southern California แต่ผมไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวงการพังก์ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ฉากดนตรีของผม” จริง ๆ ผมอยู่ในย่านชานเมืองที่คลื่นของวัฒนธรรมเหล่านั้นเดินทางมาไม่ถึง
ช่วงที่ผมเป็นวัยรุ่น พ่อแม่แยกทางกัน และผมต้องทำงาน ผมจึงไม่สามารถทำผมทรงโมฮอว์กหรือใช้ชีวิตแบบเด็กพังก์เต็มตัวได้ ที่โรงเรียนมีเด็กอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นกบฏแบบพังก์และแต่งตัวครบเครื่อง ส่วนผมทำได้เพียงใส่เสื้อแบบม็อดหรือเสื้อ Public Image Ltd. แล้วไปทำงานที่ร้านขายยา ไปทำงานก่อสร้าง และรับผิดชอบชีวิตในแบบที่เด็กวัยเดียวกันบางคนไม่ต้องทำ
Thurston Moore ยังเคยถามผมเรื่องนี้ เขาบอกว่าผมอยู่ในวัยที่เหมาะกับการเข้าไปอยู่ในวงการพังก์พอดี ผมตอบได้เพียงว่า ใช่ ผมพลาดมันไปแล้ว
ผมเสียดาย เพราะหากได้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งนั้น ดนตรีของผมอาจเปลี่ยนไปบ้าง สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดในพื้นที่ของผมอาจเป็นการไปดู Dance Craze รอบเที่ยงคืนเท่านั้น
ประสบการณ์นี้ทำให้ผมเข้าใจเด็กจำนวนมากที่อยู่ในเมืองเล็กหรือพื้นที่ซึ่งไม่มีชุมชนดนตรีรองรับ อย่างน้อยในยุคอินเทอร์เน็ต พวกเขาอาจซื้อหรือค้นหาเพลงได้ง่ายขึ้น Jeff Ament เองก็มีประสบการณ์คล้ายกัน เขาเติบโตในเมืองเล็กมากและต้องสั่งซื้อดนตรีผ่านแค็ตตาล็อก
เมื่อไม่มีวงการรอบตัว เราต้องค้นหาทุกอย่างด้วยตัวเอง และมักรู้สึกแปลกแยก เพราะคนอื่นไม่เข้าใจว่าเรากำลังฟังอะไรอยู่ ขณะที่เราพยายามตามหาเพลงซึ่งดูเหมือนส่งสัญญาณมาจากโลกอีกใบ คนรอบข้างอาจกำลังฟัง Journey กันทั้งหมด
ความหลงใหลในเครื่องบันทึกเสียงตั้งแต่วัยเด็กเชื่อมโยงโดยตรงกับการที่ Pearl Jam ออกบันทึกการแสดงสดจำนวนมาก เรื่องนี้มีเหตุผลอยู่สองด้าน ทั้งการทำให้คอนเสิร์ตเข้าถึงได้มากขึ้นและการตอบสนองต่อบูตเลกผิดกฎหมาย แต่สำหรับผม มันเริ่มจากความต้องการรักษาประสบการณ์ส่วนตัวเอาไว้
ตอนทำงานที่ร้านขายยา Walkman รุ่นแรกออกวางจำหน่าย ผมนำค่าจ้างไปซื้อทันที ต่อมาเมื่อมี Walkman ที่สามารถบันทึกเสียงได้ ผมก็แอบนำมันเข้าไปในคอนเสิร์ต ผมไม่ได้อัดเพื่อทำสำเนาขายหรือแจก เพียงต้องการมีสิ่งที่พาผมกลับไปยังสถานที่และช่วงเวลานั้นได้
คอนเสิร์ตที่ยอดเยี่ยมปลดปล่อยพลังงานจำนวนมหาศาล แต่ไม่ว่าคืนนั้นจะดีเพียงใด พลังดังกล่าวจะค่อย ๆ จางหายภายในสองสัปดาห์หรือหนึ่งเดือน เทปบันทึกเสียงเป็นวิธีที่ทำให้ผมกลับเข้าไปอยู่ในพื้นที่ทางอารมณ์นั้นอีกครั้ง
ผมดู The Who ครั้งแรกในปี 1980 ตอนอายุประมาณสิบห้า ตลอดครึ่งแรกของการแสดง ผมแทบไม่สามารถก้าวข้ามความประหลาดใจที่ว่า สมาชิกทั้งสี่คนกำลังยืนอยู่ในห้องเดียวกับผมที่ San Diego ได้เลย
ในโลกที่ผมเติบโตมา การเดินทางไปยังส่วนอื่นของโลกดูไม่น่าเป็นไปได้ ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้เดินทาง มันไม่ได้อยู่ในขอบเขตชีวิตที่ผมได้รับการสอนให้จินตนาการถึง London อาจอยู่ไกลพอ ๆ กับดาวอังคาร และนั่นคือสถานที่ซึ่งเทพเจ้าแห่งร็อกถือกำเนิด ก่อนจะเดินทางลงมาปรากฏตัวต่อหน้าเรา
ความตื่นเต้นจากการได้เห็น The Who ครั้งนั้นรุนแรงมาก การบันทึกคอนเสิร์ตให้ได้เสียงดีเป็นเรื่องยากเสมอ มีคนกรีดร้องอยู่ข้าง ๆ หรือทะเลาะกับแฟน บางครั้งเพื่อนที่มาด้วยกันก็พูดใส่ไมโครโฟนตลอดเวลา ทั้งที่ในใจผมกำลังคิดว่า เทปนี้อาจเป็นเพียงเสียงบันทึกแย่ ๆ จากคอนเสิร์ตหนึ่งคืน แต่ผมจะกลับไปฟังมันอีกสามร้อยห้าสิบครั้ง
เราต้องสวมหูฟัง หลับตา แล้วปล่อยให้หูทำงานหนักเพื่อมองทะลุเสียงซ่า เสียงแตก และบทสนทนาของคนรอบข้าง สิ่งสำคัญไม่ใช่คุณภาพเสียง แต่คือการมีหลักฐานว่าครั้งหนึ่งเราเคยอยู่ตรงนั้น
เมื่อ Pearl Jam ออกบันทึกการแสดงสดอย่างเป็นทางการ ผู้ฟังจึงสามารถกลับไปค้นหารายละเอียดที่พลาดไปในคืนจริง ได้ยินการพูดบนเวที หรือสัมผัสคอนเสิร์ตซึ่งพวกเขาไม่มีโอกาสเข้าร่วม มันเป็นอีกวิธีหนึ่งที่วงสร้างความสัมพันธ์โดยตรงกับผู้ฟัง
การที่เราไม่ค่อยให้สัมภาษณ์ ไม่ทำวิดีโอใหม่ ๆ และลดการปรากฏตัวทาง MTV ทำให้ประสบการณ์ของ Pearl Jam ย้ายกลับไปอยู่ที่การแสดงสด ความสัมพันธ์ไม่จำเป็นต้องผ่านนักข่าว สถานีโทรทัศน์ หรือแผนประชาสัมพันธ์ ผู้ฟังกับวงพบกันผ่านเพลงและพื้นที่คอนเสิร์ตโดยตรง
แน่นอนว่าการทำเช่นนั้นลดจำนวนผู้ฟังและยอดขายของเราลงอย่างมาก เราประสบความสำเร็จในการก่อวินาศกรรมตัวเองอย่างแทบสมบูรณ์ แต่สิ่งนั้นก็พิสูจน์บางอย่างที่เราต้องการพิสูจน์
เมื่อสิ่งใดประสบความสำเร็จ ผู้คนจำนวนมากจะออกมาอ้างเครดิตในลักษณะที่ดึงเครดิตออกจากผู้สร้าง บริษัทอาจพูดราวกับว่า Pearl Jam ประสบความสำเร็จเพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการวางตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ผมไม่ได้คิดว่าความขุ่นเคืองนี้เป็นเพียงเรื่องอัตตา แต่คำอธิบายดังกล่าวขัดแย้งกับสิ่งที่เราเห็นบนเวที
เราเห็นปฏิกิริยาจากผู้ชมซึ่งไม่ใช่สิ่งที่การตลาดสร้างขึ้นได้ง่าย ๆ มีบางสิ่งพิเศษเกิดขึ้นระหว่างเพลง วง และคนที่มาดู แน่นอนว่า MTV การประชาสัมพันธ์ และการตลาดมีส่วนทำให้ผู้คนรู้จักเราในตอนแรก แต่เมื่อพวกเขาเข้ามาอยู่ในห้องแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นไม่ได้เป็นผลงานของฝ่ายการตลาด
เราอยากให้พลังอยู่ในดนตรี อยากให้เครดิตกลับไปอยู่ที่เพลงและความสัมพันธ์กับคนที่มาชม เราต้องแย่งสิ่งเหล่านั้นกลับคืนมา แล้วบอกว่าเราไม่ใช่สบู่ก้อนหนึ่งซึ่งมีคนออกแบบบรรจุภัณฑ์ วางขาย ทำเงิน และอ้างว่าความสำเร็จทั้งหมดเกิดจากกล่องที่ห่ออยู่ภายนอก
มีสิ่งอื่นเกิดขึ้นอยู่ข้างใน และผมไม่แน่ใจว่าคนในธุรกิจเข้าใจมันจริงหรือไม่ บางคนบอกว่าพวกเขาเข้าใจ แต่การกระทำกลับบอกอีกอย่าง
ท้ายที่สุด เครดิตสำคัญต้องเป็นของผู้ฟังที่ยังอยู่กับเรา พวกเขายังคงติดตามวงทั้งที่ไม่มีวิดีโอใหม่ ไม่มีการเปิดเพลงอย่างถี่ในสถานีวิทยุกระแสหลัก และไม่มีการประชาสัมพันธ์ขนาดใหญ่ในช่วงออกอัลบั้ม เราไม่สามารถรักษาเส้นทางนี้ไว้ได้หากพวกเขาไม่ยอมเดินมาด้วยกัน
วงอื่นเคยพยายามต่อสู้เพื่อควบคุมงานของตัวเองมาก่อน แม้แต่ The Monkees ก็เคยต้องการเล่นเครื่องดนตรีในแผ่นเสียงและนำเสนอเพลงของตัวเอง แต่ผลงานในช่วงที่พวกเขาพยายามทำเช่นนั้นกลับแทบไม่มีใครได้ยิน Pearl Jam ไม่ใช่วงแรกที่ต่อสู้เรื่องนี้ เราเพียงโชคดีพอที่ผู้ฟังให้โอกาสเรา
บางคนอาจมองว่าเราแลกเงินและชื่อเสียงระดับใหญ่กว่านี้กับการควบคุมงานศิลปะ แต่ข้อดีของเงินไม่ได้อยู่ที่การมีมันเพียงอย่างเดียว เงินทำให้เราสามารถทำสิ่งที่ดีได้ เมื่อมีใครต้องการความช่วยเหลือ หรือเราต้องระดมทุนให้ผู้ต้องโทษประหารอย่างกรณี West Memphis Three เรายังสามารถหาวิธีออกไปลงมือทำได้
มันอาจไม่ง่ายเท่าการเขียนเช็คหนึ่งใบ แต่เรายังขึ้นเวที รวมคน และสร้างบางสิ่งขึ้นมาได้
บางทีนั่นอาจเป็นคำตอบว่าเหตุใดผมจึงยังอยากเป็นส่วนหนึ่งของวง เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และเป็นส่วนหนึ่งของผู้ชมพร้อมกัน ผมไม่ต้องการยืนอยู่เหนือดนตรี ผมอยากให้ดนตรีอยู่รอบตัว อยากให้มันเชื่อมผมกับคนอื่น และอยากรักษาพื้นที่นั้นไว้จากทุกสิ่งที่พยายามเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเพียงสินค้า
ชีวิตเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ผู้คนจากไป ความสัมพันธ์เปลี่ยน วงดนตรีถือกำเนิดจากซากของอีกวงหนึ่ง ชื่อเสียงสร้างตัวตนจำลองขึ้นมาบนหน้ากระดาษ การเมืองไหลเข้ามาในคอนเสิร์ต และพลังของคืนหนึ่งค่อย ๆ จางลงจากความทรงจำ
เราไม่อาจหยุดขบวนรถนั้นได้ สิ่งที่ทำได้คือเคลื่อนไปพร้อมกับมัน พยายามไม่ทำของสำคัญหล่นหายจากท้ายรถ และเมื่อมีดนตรีดังขึ้น ก็พยายามบันทึกความรู้สึกนั้นไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

No comments:
Post a Comment