กรณี Quincy Jones ด้อยค่าสี่เต่าทองไม่เหลือซาก ที่มีเบื้องหลังซับซ้อนกว่านั้นมาก
มีคำด่าทางดนตรีอยู่ไม่กี่ประโยคในประวัติศาสตร์ป๊อปที่สร้างความรู้สึกประมาณว่า “เฮ้ย แกกล้าพูดขนาดนี้เลยเหรอวะ” ได้เท่ากับคำพูดของ Quincy Jones เมื่อปี 2018 ตอนถูกถามถึงความประทับใจแรกที่มีต่อ The Beatles ชายผู้ผลิต Off the Wall, Thriller และ Bad ของ Michael Jackson ผู้ผ่านงานกับ Frank Sinatra, Count Basie, Ray Charles, Sarah Vaughan และศิลปินชั้นยอดมาแทบทุกแขนง ตอบชนิดไม่เหลือซากว่า The Beatles คือ “นักดนตรีที่ห่วยที่สุดในโลก” เป็นพวกเล่นกันไม่เป็นเรื่องเป็นราว แล้วแทงตรงไปที่ Paul McCartney ว่าเป็นมือเบสที่แย่ที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยิน ก่อนปิดด้วย Ringo Starr ในทำนองว่า—อย่าให้พูดถึงมันเลย!
สำหรับแฟน Beatles ประโยคนี้ฟังแล้วแทบอยากถามว่า ลุง Q เมาอะไรมา? Paul McCartney เนี่ยนะมือเบสห่วยที่สุด? คนที่สร้าง bass line ของ “Something”, “Come Together”, “Dear Prudence”, “Rain”, “Paperback Writer”, “Taxman”, “With a Little Help from My Friends” และอีกเป็นกระบุง? ส่วน Ringo ที่มือกลองตั้งแต่ Phil Collins, Dave Grohl ไปจนถึง Jim Keltner ยกย่องเรื่อง feel, time และการเล่นเพื่อเพลง กลับกลายเป็นคนที่ “ไม่ต้องพูดถึง” เสียอย่างนั้น
แต่เมื่อแกะเรื่องนี้ออกทีละชั้น คำพูดของ Quincy กลับกลายเป็นกรณีศึกษาที่สนุกกว่าการเถียงว่า Beatles เล่นดนตรีเก่งหรือไม่เก่ง มาก เพราะข้างหลังมันมีทั้งความแตกต่างระหว่างโลก jazz กับโลก rock, ความทรงจำของชายวัย 84 ปี, เรื่องเล่าที่ดูเหมือนจะปะปนกันเอง, คำขอโทษภายหลัง, มิตรภาพระหว่าง Quincy กับ Paul และ—ส่วนที่เหลือเชื่อที่สุด—Peggy Lipton อดีตภรรยาของ Quincy ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสาวน้อยที่หลงรัก Paul McCartney แบบแทบถอนตัวไม่ขึ้น
พูดง่าย ๆ คือ meme ที่เราเห็นกันนั้นจริงอยู่ประมาณหนึ่ง แต่เรื่องทั้งหมดมันซับซ้อนและสนุกกว่า meme หลายเท่า
ก่อนอื่นต้องฟัง “คำถาม” ให้ครบ
บทสัมภาษณ์เจ้าปัญหาลงใน Vulture/New York Magazine วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2018 โดย David Marchese ตอนนั้น Quincy อายุ 84 ปี กำลังเข้าสู่ช่วงฉลองชีวิตและผลงานก่อนอายุครบ 85 สารคดี Netflix และรายการโทรทัศน์หลายชิ้นกำลังจะตามมา สิ่งที่ทำให้ interview นี้ดังระเบิดไม่ใช่เฉพาะเรื่อง Beatles แต่คือ Quincy อยู่ในโหมดที่เรียกว่า ไม่มี filter เหลือแล้ว เขาพูดเรื่อง Michael Jackson, Bono, Taylor Swift, Donald Trump, Ivanka Trump, Marlon Brando, Richard Pryor, JFK, Mafia ไปเรื่อย ๆ ด้วยลีลาแบบชายที่ผ่านโลกมาแปดสิบกว่าปีและคิดว่า “กูจะกลัวอะไรอีก” ผู้สัมภาษณ์เองอธิบายบรรยากาศว่า Quincy ทั้งกัด ทั้งชม ทั้งนินทา และเล่าเรื่องคนดังด้วยเสน่ห์แบบคนที่สนุกกับประสบการณ์ชีวิตของตัวเองเต็มที่
ประเด็นสำคัญที่ meme มักตัดทิ้งคือ Marchese ไม่ได้ถามว่า “คุณคิดอย่างไรกับ The Beatles?” เขาถามว่า “What were your first impressions of the Beatles?” — ความประทับใจแรกของคุณต่อ Beatles เป็นอย่างไร? ก่อนหน้านั้น Quincy เพิ่งพูดว่าเขาเจอ Paul ตอน Paul อายุประมาณ 21 ปี นั่นหมายความว่าความเห็นนี้อย่างน้อยในโครงสร้างของบทสนทนา กำลังย้อนกลับไปหาความรู้สึกของ Quincy ต่อ Beatles ยุคต้น ไม่ใช่ Quincy นั่งฟัง Rubber Soul, Revolver, Sgt. Pepper, The White Album และ Abbey Road ครบทั้งหมดแล้วสรุปว่าพวกมันเล่นดนตรีห่วย
ความแตกต่างเล็ก ๆ ตรงนี้เปลี่ยนความหมายมหาศาล
ถ้า Quincy เจอ Paul ตอนอายุ 21 เรากำลังพูดถึง Paul ราวปี 1963–64 ก่อนที่มือเบสคนนี้จะพัฒนาภาษาเครื่องดนตรีของตัวเองไปถึงขั้น melodic counterpoint แบบ “Rain”, เสียงเบสทะลุทะลวงของ “Paperback Writer”, เส้นเบสอันวิจิตรของ Sgt. Pepper หรือความสมบูรณ์แบบใน “Something” เสียอีก และอย่าลืมว่า Beatles ยุคนั้นไม่ได้คิดแบบวง fusion ที่สมาชิกแต่ละคนต้องโชว์ chops พวกเขาคิดเรื่อง song, arrangement, groove, vocal blend และผลรวมของวง
ปัญหาคือ Quincy Jones มาจากอีกจักรวาลหนึ่งโดยสิ้นเชิง
ถ้าอาจารย์ของคุณคือ jazz monsters พวก Beatles อาจดูเหมือนเด็กเล่นดนตรีจริง ๆ
ลองจินตนาการ benchmark ในหัว Quincy ดู เขาเติบโตมากับ big band, jazz harmony, orchestration, sight-reading, session musicians และคนประเภทที่โยน chart ยาก ๆ ให้ตอนเช้าแล้วอัด master take ได้ตอนบ่าย โลกของเขามีนักดนตรีอย่าง Dizzy Gillespie, Lionel Hampton, Count Basie, Ray Brown, Clark Terry, Frank Sinatra และต่อมาก็ Herbie Hancock, Toots Thielemans ฯลฯ ในบทสัมภาษณ์เดียวกัน Quincy ยังบ่นว่าป๊อปสมัยใหม่ขาดความรู้เรื่องหลักดนตรี และยืนยันอย่างหนักแน่นว่าศิลปินควรรู้ประวัติศาสตร์ harmony และหลักการของคนรุ่นก่อน
ดังนั้นคำว่า “เล่นเป็น” ในพจนานุกรมของ Quincy ไม่จำเป็นต้องเท่ากับคำว่า “เล่นเป็น” ในพจนานุกรม rock ’n’ roll
Paul McCartney ไม่ใช่ Ray Brown; Ringo Starr ไม่ใช่ Buddy Rich; John Lennon ไม่ใช่ Wes Montgomery และ George Harrison ในปี 1963 ก็ยังไม่ใช่มือกีตาร์ประเภทที่คุณเอา chart ของ Quincy Jones มาวางแล้วบอก “อ่านตั้งแต่ bar 32, modulation สองรอบ แล้วเจอกัน take แรก” โลก Beatles คือ musicianship อีกชนิดหนึ่ง—เรียนด้วยหู เล่นกลางคืนยาวเหยียดที่ Hamburg จดจำเพลงเป็นร้อย ๆ เพลง และค่อย ๆ สร้างไวยากรณ์ของวงขึ้นมาจากการเล่นด้วยกัน
Paul เองเข้าใจประเด็นนี้ดีอย่างน่าประหลาด เมื่อ GQ เอาคำด่าของ Quincy ไปถามในปีเดียวกัน เขาหัวเราะก่อนเลย แล้วอธิบายว่า Quincy กำลังพูดจากโลกของ jazz และ arranging Paul เปรียบว่า ถ้า Buddy Rich มอง Ringo จากมาตรฐานของ Buddy Rich เขาก็อาจคิดว่า Ringo เล่นกลองไม่ได้ แต่จากโลกของ Beatles มาตรวัดนั้นไม่ได้มีความหมายอะไรนัก นี่เป็นคำตอบที่ฉลาด เพราะไม่ได้พยายามพิสูจน์ว่า Ringo วิ่ง rudiment ได้เร็วกว่าใคร แต่บอกว่า musicianship มีหลายภาษา
เพลงไม่ได้ถามว่าคุณเล่นโน้ตได้กี่ตัวต่อวินาที มันถามว่าโน้ตที่คุณเล่น ใช่หรือไม่
และถ้าใช้เกณฑ์นั้น ประวัติศาสตร์ได้ตัดสิน Paul กับ Ringo ไปเรียบร้อยแล้ว
แต่เรื่องที่ Quincy เล่าเกี่ยวกับ Ringo เริ่มมีอะไรแปลก ๆ
หลังจากพูดว่าอย่าให้พูดถึง Ringo แล้ว Quincy ก็เล่า anecdote สุดโหดว่า ครั้งหนึ่งเขาอยู่ใน studio กับ George Martin และ Ringo พยายามแก้ passage สี่ห้องอยู่นานหลายชั่วโมงแต่เล่นไม่ได้ จึงให้ Ringo ออกไปพัก จากนั้นเรียกมือกลอง jazz ชาวอังกฤษ Ronnie Verrell เข้ามาเล่นแทนอย่างรวดเร็ว เมื่อ Ringo กลับมาฟัง playback และรู้สึกว่ามันฟังไม่เลว Quincy ก็เฉลยแบบเจ็บแสบว่าที่มันฟังดีเพราะไม่ใช่ Ringo เล่น เรื่องนี้ถูกนำไปแชร์ราวกับเป็น session ลับสมัย Beatles แต่บริบทที่น่าจะเกี่ยวข้องคือช่วงที่ Quincy ทำ arrangement ให้เพลง “Love Is a Many-Splendored Thing” ในอัลบั้มเดี่ยว Sentimental Journey ของ Ringo ปี 1970 ซึ่ง George Martin เป็นโปรดิวเซอร์
และตรงนี้เองที่นักค้นข้อมูล Beatles เริ่มเกาหัว เพราะรายละเอียดของเรื่องเล่า Quincy ไม่ได้ประกบกับ session history อย่างเรียบร้อยนัก งานของ Sentimental Journey ใช้วง orchestra และ arranger หลายคน โดย Quincy รับผิดชอบ arrangement เพลงดังกล่าว ขณะที่ประวัติการอัดที่ตรวจสอบได้ไม่ได้ทำให้เรื่อง “Ringo ตีกลองสี่ห้องไม่ผ่านแล้ว Ronnie Verrell แอบมาแทน” ชัดเจนอย่างที่ anecdote ทำให้เราเข้าใจ
นั่นไม่ได้แปลว่า Quincy “โกหก” แต่เปิด possibility สำคัญว่า ชายวัย 84 อาจกำลังควบรวมเหตุการณ์หลายช่วงเข้าด้วยกัน ชื่อคนถูก สถานที่อาจถูกบางส่วน เหตุการณ์บางอย่างอาจเกิดจริง แต่เวลา รายละเอียด และความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์อาจถูก memory ตัดต่อใหม่
เรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจ เพราะ Paul เองจับได้อีกสองกรณี
ใน interview อีกชิ้น Quincy เล่าว่าเคยดื่มกับ John และ Paul แล้วสองคนนั้นพนันกับเขาว่า Beatles ไม่มีวันดังในอเมริกา พอ GQ เอาไปถาม Paul เขาส่ายหัวและบอกว่าจำไม่ได้แบบนั้นเลย Beatles ตอนนั้นมั่นใจเสียด้วยซ้ำว่าจะบุกอเมริกาสำเร็จ อีกเรื่อง Quincy บอกว่าเคยพา Beatles ไป Apollo Theater ที่ Harlem; Paul ตอบทันทีว่าไม่จริง เพราะวงถูกห้ามไม่ให้ไป และจบแบบ Paul ว่า Quincy อาจพา “ใครสักคน” ไปก็ได้ แต่ไม่ได้พา Beatles เพราะ “ผมอยู่ใน Beatles ผมย่อมรู้สิ”
Paul สรุปเรื่องนี้ด้วยประโยคธรรมดาแต่สำคัญมาก: memory is a fragile thing
แล้วทันใดนั้น เรื่อง “Paul คือมือเบสที่ห่วยที่สุดในโลก” ก็เริ่มมีสถานะต่างจากเดิม เราไม่จำเป็นต้องปฏิเสธว่า Quincy เคยคิดว่า Beatles ยุคแรกเล่นไม่เอาไหน แต่ควรระวังการเอาคำพูดของชายวัย 84 ที่กำลังเล่าความทรงจำเมื่อห้าสิบกว่าปีก่อนมาอ่านแบบ courtroom transcript
และนั่นยังไม่ใช่ twist ที่ดีที่สุด
ผู้หญิงชื่อ Peggy Lipton
ถ้าใครชอบ Beatles gossip ชื่อนี้ควรติดดาวไว้
Peggy Lipton คือสาวสวยระดับไอคอนยุค 60s ต่อมาโด่งดังจาก The Mod Squad และอีกหลายสิบปีให้หลังกลายเป็น Norma Jennings ใน Twin Peaks เธอแต่งงานกับ Quincy Jones ในปี 1974 มีลูกสาวด้วยกันสองคนคือ Kidada และ Rashida Jones ก่อนแยกกันในทศวรรษ 1980 และหย่าในปี 1990 แต่ก่อน Peggy จะเป็น “Mrs. Quincy Jones” เธอเคยเป็นเด็กสาววัย 17 ผู้หลง Paul McCartney แบบเข้าเต็มเปา
Peggy เล่าเรื่องนี้อย่างละเอียดใน memoir Breathing Out ปี 2005
เธอพบ Beatles ที่ Los Angeles ในเดือนสิงหาคม 1964 ช่วง Beatlemania กำลังลุกเป็นไฟ Peggy เป็นแฟน Beatles อยู่ก่อนแล้ว และจากคำบอกเล่าของเธอเอง การได้พบ Paul แทบเป็น Cinderella moment เธอกับ Paul คุยกัน ฟังเพลง เล่นเปียโน และใช้เวลาร่วมกันในบ้านที่ Bel Air ก่อนจะแยกจากกันเมื่อวงต้องเดินทางต่อ
ปีถัดมา Beatles กลับ Los Angeles อีก Peggy ก็กลับไปหา Paul ทั้งที่รู้ว่าเขามี Jane Asher อยู่ที่อังกฤษ ความสัมพันธ์คราวนี้เลยพ้นจาก puppy love ไปเป็นความสัมพันธ์ทางเพศอย่างชัดเจน Peggy บรรยายใน memoir ว่าเธอรัก Paul มาก ขณะที่ความรู้สึกของ Paul ไม่ได้เท่ากัน และคืนหนึ่งหลังทั้งคู่มีความสัมพันธ์กัน เธอรู้สึกว่า Paul กำลังห่างออกไปจนต้องแอบร้องไห้และออกจากบ้านเงียบ ๆ ในที่สุดเธอต้องยอมรับว่าความฝันเรื่องอนาคตร่วมกับ Paul ไม่มีทางเกิดขึ้น
แต่เรื่องยังไม่จบ
ปี 1968 Paul กลับอเมริกาเพื่อธุรกิจของ Apple และติดต่อ Peggy อีกครั้ง เธอคิดว่าตัวเองตัดใจได้แล้ว แต่พอ Paul โทรมา ความรู้สึกเดิมก็กลับทันที เรื่องที่ตามมาอ่านเหมือนบทภาพยนตร์ screwball comedy ผสม heartbreak: Peggy ไปหา Paul ที่ Beverly Hills Hotel ตอนเช้ามืด รออยู่หลายชั่วโมง ก่อนพบว่ามีผู้หญิงอีกคนอยู่กับเขา จากแหล่งข้อมูลและ chronology ของเรื่องในเวลานั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง Paul กับ Linda Eastman ก็กำลังเริ่มต้นขึ้นพอดี Peggy จากไปทั้งโกรธทั้งเจ็บ และต่อมาเขียนว่าตอนนั้นเธอคิดว่าตัวเองจบกับการรัก Paul McCartney เสียที
หลายปีผ่านไป Peggy กลายเป็นดาราใหญ่ ส่วน Paul แต่งงานกับ Linda
แล้ว Peggy ก็แต่งงานกับ...
Quincy Jones
ตรงนี้แหละครับที่ conspiracy theory เริ่มทำงาน
หรือจริง ๆ Quincy เกลียด Paul เพราะ Paul เคยเป็นคนรักเก่าของเมีย?
ฟังเผิน ๆ นี่คือ theory ชั้นยอด
ชายคนหนึ่งแต่งงานกับผู้หญิงซึ่งครั้งหนึ่งเคยหลงรัก Paul McCartney อย่างหนัก รู้ด้วยว่าความสัมพันธ์นั้นเคยลึกซึ้งถึงระดับไหน ต่อมาอีกหลายสิบปีชายคนนั้นให้สัมภาษณ์ว่า Paul เป็นมือเบสที่ห่วยที่สุดที่เคยได้ยิน
โอ้โห... motive มาเต็ม
แฟน Beatles บางคนจึงโยงว่า หรือคำด่าปี 2018 ไม่ใช่เรื่อง musicianship เลย แต่เป็น old-fashioned male jealousy ที่เก็บหมักไว้หลายสิบปี?
ปัญหาคือพอเอาหลักฐานจริงมาวาง theory นี้กลับเริ่มยุบ เพราะเหตุการณ์สำคัญที่สุดเกิดขึ้นในปี 1982
Quincy กำลังผลิต Thriller ให้ Michael Jackson และหนึ่งในเพลงที่บันทึกคือ duet กับ Paul McCartney ชื่อ “The Girl Is Mine” อยู่ดี ๆ ชายผู้เป็นอดีตคนรักของ Peggy ก็กลับเข้ามาในชีวิตคู่ของเธอ แต่สิ่งที่ Quincy ทำกลับตรงข้ามกับสามีขี้หึงแทบทุกข้อ
เขา ชวน Peggy ให้ไปเจอ Paul
ไม่ใช่แค่ชวนครั้งเดียวเสียด้วย
Peggy เขียนเองว่า Quincy บอกเธอซ้ำ ๆ ให้มาที่ recording session เธอต่างหากที่ไม่อยากไป Quincy เดินทางไปพบ Paul และ Linda ที่ Arizona และกลับมาบอก Peggy ว่า Paul กับ Linda อยากพบเธอ โดยเฉพาะ Linda เขายังพยายามชวน Peggy ไปบ้าน McCartney จน Peggy ต่อต้านหนัก เพราะการเผชิญหน้ากับอดีตทำให้เธอหวั่นไหวมากกว่าที่อยากยอมรับ
คืนหนึ่งตอนกำลังเก็บงาน “The Girl Is Mine” ที่ Los Angeles Quincy โทรหา Peggy ที่บ้านประมาณว่า ถ้าไม่มาคืนนี้ เดี๋ยวคนอื่นจะคิดว่ามีอะไรผิดปกติ ในที่สุดเธอยอมไป
ภาพที่เกิดขึ้นแทบเขียน screenplay ได้เลย: Peggy Lipton เดินเข้าสตูดิโอ เห็น Paul McCartney อยู่ที่ console หลังไม่ได้เจอกันมานาน Paul ทักเธออย่างอารมณ์ดีว่า “Mrs. Jones” ทั้งคู่จูบแก้มทักทายกัน แล้ว Quincy ก็แนะนำ Linda ให้ Peggy อย่างเป็นธรรมชาติ ส่วน Linda ทักกลับในลักษณะที่ทำให้ Peggy สงสัยว่า Linda จำเหตุการณ์เก่า ๆ ได้หรือไม่
คืนนั้น Peggy กลับบ้านแล้วร้องไห้
แต่น้ำตาไม่ใช่เพราะเธอต้องการ Paul กลับคืน เธออธิบายว่ามันเหมือนการไว้ทุกข์ให้เด็กสาวในตัวเอง—เด็กผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งเคยมอบหัวใจทั้งหมดให้ Paul McCartney และต้องเจ็บปวดเพราะมัน หลังจากนั้น Paul กับ Linda ใช้เวลาอยู่ที่บ้านของ Quincy และ Peggy หลายวัน Peggy ช่วยดูแลลูก ๆ McCartney พาเด็ก ๆ ไปเที่ยวพร้อมลูกของตัวเอง และในที่สุดเธอกลับรู้สึกชอบ Linda เสียด้วยซ้ำ
ลองคิดดูอีกครั้ง
ถ้า Quincy มี grudge ฝังใจประเภท “ไอ้หมอนี่เคยนอนกับเมียกู” พฤติกรรมของเขาในปี 1982 แทบอธิบายไม่ได้ เขาไม่เพียงร่วมงานกับ Paul อย่างมืออาชีพ แต่เป็นคน ผลักให้ภรรยาของตัวเองกลับไปพบอดีตคนรัก สนับสนุนให้ Peggy พบทั้ง Paul และ Linda และยอมให้สองครอบครัวใช้เวลาร่วมกัน
มีความเป็นไปได้ไหมว่า Quincy เคยหึง Paul บ้าง?
แน่นอน มนุษย์ก็คือมนุษย์ และเราไม่มีทางเข้าไปอ่านใจ Quincy ได้
แต่มีหลักฐานไหมว่าเขาด่า Paul ในปี 2018 เพราะ Peggy?
ไม่มี
ตรงนี้ต้องลากเส้นหนา ๆ ระหว่างคำว่า possible กับ documented
เรื่อง Peggy เป็น background ที่ทำให้เรื่องทั้งหมดชวนดูหนังขึ้นร้อยเท่า แต่ถ้าจะบอกว่าเป็น “สาเหตุ” ของคำด่า Beatles เรากำลังเดินเลยหลักฐานไปแล้ว
ที่ตลกกว่านั้นคือ Quincy กับ Paul ไม่ได้เป็นศัตรูกัน
หลัง interview ปี 2018 ระเบิดออกมา Quincy โทรหา Paul เอง Paul เล่าให้ GQ ฟังอย่างขำมากว่า ตอนนั้นเขาอยู่บ้าน ทำอาหาร จิบไวน์ อารมณ์ดี แล้วโทรศัพท์เข้ามาว่า Quincy อยากคุยด้วย
แทนที่ Paul จะเปิดสงคราม เขาทัก Quincy แบบเพื่อนเก่าว่าเป็นไงบ้างไอ้เวร จากนั้น Quincy พยายามบอกว่าเขาไม่ได้พูดอย่างที่ข่าวออกมาและยืนยันว่ารัก Paul กับ Beatles Paul ก็สวนกลับประมาณว่า ถ้านายพูดจริง ฉันก็จะบอกว่า Fuck you, Quincy Jones!
แล้วทั้งสองคนก็หัวเราะ
Paul บอกชัดว่าเขารัก Quincy เคารพสิ่งที่ Quincy ทำ และไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นมือเบสที่ห่วยที่สุดที่ชายคนนี้เคยได้ยิน เขายังยิงมุกต่อด้วยว่า หรือบางที Quincy อาจไม่เคยได้ยินมือเบสห่วย ๆ จริง ๆ มาก่อนก็ได้
นี่ไม่ใช่ภาษาแห่ง feud
นี่คือภาษาของคนสองคนที่รู้จักกันมานานพอที่จะด่ากันว่า motherfucker แล้วหัวเราะต่อได้
แล้ว Quincy เองก็รู้ว่า interview รอบนั้นหลุดไปไกล
ประมาณสองสัปดาห์หลังบทสัมภาษณ์ Vulture ออก Quincy เผยว่าลูกสาวทั้งหกคนจัด family intervention ให้พ่อ เพราะสิ่งที่เขาพูดใน interview สองชุดสร้างเรื่องไปทั่วโลก Quincy ออกคำขอโทษสาธารณะ เรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “wordvomit” และ “bad-mouthing” ยอมรับว่ารายละเอียดความทรงจำจากชีวิตอันยาวนานบางครั้งถาโถมออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้สะท้อนภาพทั้งหมดของประสบการณ์หรือเจตนาของเขา และบอกว่าเขาติดต่อขอโทษเพื่อนบางคนเป็นการส่วนตัวแล้ว
น่าสังเกตว่า Quincy ไม่ได้ออกเอกสาร fact-check ทีละข้อว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง เขาไม่ได้บอกว่า quote Beatles ถูกปลอมขึ้นโดย Vulture แต่ขอโทษโดยรวมต่อการ bad-mouth ผู้คนและวิธีที่ตัวเองพูด นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมท่าทีที่สมเหตุสมผลที่สุดต่อ interview นี้จึงไม่ใช่ “ทุกอย่างจริงหมด” หรือ “ทุกอย่างมั่วหมด” แต่คือ
ฟังได้—แต่ต้องฟังอย่างมีบริบท
Quincy อาจเคยมี first impression ว่า Beatles เป็นนักดนตรีไม่เอาไหนจริง เขาอาจจำ Ringo session บางอย่างได้จริง เขาอาจเคยเจอ John กับ Paul ในสถานการณ์คล้ายเรื่องที่เล่าจริง แต่หลังผ่านห้าสิบกว่าปี memory, anecdote, comic timing และ personality ของผู้เล่ามีโอกาสผสมกันจนเรื่องเล่ากลายเป็นเวอร์ชันที่ “Quincy กว่าเดิม” มากขึ้น
และหลักฐานสุดท้ายมาหลัง Quincy จากโลกนี้ไปแล้ว
Quincy Jones เสียชีวิตในเดือนพฤศจิกายน 2024
Paul McCartney เขียนข้อความอาลัยบนเว็บไซต์ทางการของตัวเอง เนื้อหาไม่มีร่องรอยของความขุ่นเคืองจากเหตุการณ์ปี 2018 เลย Paul เรียก Quincy ว่าเป็นคนที่มีพรสวรรค์มหาศาล เล่าว่า Quincy เป็นเพื่อนกับ George Martin และพูดถึง “private moments” ที่ทั้งคู่ใช้ร่วมกันอย่างอบอุ่น เขาขอบคุณ Nancy ภรรยาของเขาที่มักจัดเวลาให้ไปเยี่ยม Quincy เวลาอยู่ Los Angeles และปิดท้ายว่า ในบรรดาทุกสิ่งที่ Quincy เป็น—trumpeter, bandleader, arranger, producer, legend—สิ่งที่ Paul อยากจำที่สุดคือ Quincy ในฐานะเพื่อน
เท่านี้ก็แทบพอจะปิดแฟ้ม “Quincy vs. Paul feud” ได้แล้ว
เพราะถ้าเรื่อง Peggy เป็นบาดแผลลับที่ทำให้ Quincy เกลียด Paul มาห้าสิบปี เราคงต้องอธิบายให้ได้ว่าทำไม Quincy ถึงชวน Peggy ไปพบ Paul, ทำไมสองครอบครัวไปมาหาสู่กัน, ทำไม Quincy โทรไปเคลียร์หลัง interview, ทำไม Paul หัวเราะกับเรื่องทั้งหมด และทำไมอีกหกปีต่อมา Paul จึงพูดถึง Quincy ด้วยความรักแบบเพื่อนเก่า
Occam’s razor บอกว่า explanation ที่ง่ายกว่าอาจถูกกว่า:
Quincy Jones แค่พูดแรงเกินไป
แล้วสุดท้าย The Beatles เล่นดนตรีห่วยไหม?
ถ้าคำว่า “เล่นเก่ง” หมายถึง sight-reading, harmonic vocabulary, technical facility, orchestral literacy และความสามารถแบบ elite session player—Beatles ไม่ได้อยู่ระดับเดียวกับสัตว์ประหลาดทางดนตรีที่ Quincy ใช้ชีวิตอยู่ด้วยแน่นอน
แต่ถ้าคำว่า “musicianship” รวมถึง touch, tone, rhythmic judgment, arrangement, melodic imagination, interaction และความสามารถในการรู้ว่า เพลงต้องการอะไรและไม่ต้องการอะไร ภาพกลับด้านทันที
Paul McCartney ไม่ได้กลายเป็นมือเบสสำคัญเพราะเล่นเร็วที่สุด แต่เพราะเขาเริ่มคิด bass เสมือนเป็น melodic voice อีกเส้นหนึ่งที่สามารถคุยกับ melody ได้ เสียงเบสของเขาเดินสวนร้อง เติมช่องว่าง สร้าง hook และบางครั้งเป็นส่วนที่ทำให้ harmony เคลื่อนไปข้างหน้า
Ringo ไม่ได้ยิ่งใหญ่เพราะ solo เก่งกว่า Buddy Rich แต่เพราะเขามี internal clock, feel, orchestration ของชุดกลอง และความประหลาดในการสร้าง pattern ที่จำได้ภายในไม่กี่วินาที ตั้งแต่ “Ticket to Ride”, “Rain”, “Come Together”, “A Day in the Life” ไปจนถึง “Tomorrow Never Knows”
George ไม่ได้เป็น guitar hero ประเภท Eric Clapton แต่สร้าง line ที่คนร้องตามได้
John ยิ่งไม่ใช่ instrumental virtuoso แต่ rhythm guitar ของเขาเป็นส่วนหนึ่งของ DNA ของวง และ sense of attack ของเขาแทบเลียนแบบไม่ได้
นี่คือความแตกต่างระหว่าง virtuosity กับ musical identity
และบางที Quincy ซึ่งเป็นอัจฉริยะอีกชนิดหนึ่ง ก็กำลังใช้ไม้บรรทัดของโลกตัวเองไปวัดวงที่สร้างไม้บรรทัดขึ้นมาใหม่
เพราะฉะนั้น meme นั้น “จริง”—แต่ก็หลอกเราอยู่ครึ่งหนึ่ง
ใช่ Quincy Jones พูดประโยคนั้นจริง
ใช่ เขาเรียก Beatles ว่านักดนตรีห่วยและเล่นงาน Paul กับ Ringo หนักที่สุด
แต่สิ่งที่ meme ไม่บอกคือเขาถูกถามถึง first impression, ไม่ใช่ final verdict
มันไม่บอกว่า interview ทั้งชุดอยู่ในโหมดที่ Quincy พูดอะไรแรง ๆ ออกมามหาศาลจนลูกสาวต้องจัด family intervention และเจ้าตัวออกมาขอโทษภายหลัง
มันไม่บอกว่า Paul กับ Quincy โทรคุยกันแล้วหัวเราะกับเรื่องนี้
มันไม่บอกว่า memory บางเรื่องของ Quincy เกี่ยวกับ Beatles ถูก Paul โต้แย้งโดยตรง
และแน่นอนที่สุด มันไม่บอกเรื่องมหัศจรรย์ข้างหลังทั้งหมดว่า ภรรยาของ Quincy เคยเป็นเด็กสาวที่หลง Paul McCartney อย่างหนัก เคยมีความสัมพันธ์กับเขา เคยร้องไห้เพราะเขา และอีกเกือบยี่สิบปีต่อมา คนที่ลากเธอกลับเข้าไปพบ Paul อีกครั้งกลับเป็น Quincy Jones เอง
ตรงนี้เองที่ทำให้เรื่องนี้ดีเกินกว่าจะเหลือเพียง quote บน Facebook
เพราะสุดท้ายมันไม่ใช่เรื่องว่า ใครเล่นเบสดีกว่าใคร เท่านั้น
มันเป็นเรื่องของคนสามคนที่ใช้ชีวิตผ่านยุคสมัยเดียวกัน—Paul McCartney เด็กหนุ่ม Liverpool ที่กลายเป็นหนึ่งในคนแต่งเพลงสำคัญที่สุดของโลก, Peggy Lipton เด็กสาววัย 17 ที่ครั้งหนึ่งเคยรัก Beatle คนหนึ่งจนหัวใจแตก และ Quincy Jones นักดนตรี jazz ผู้มองเด็กหนุ่มอังกฤษสี่คนแล้วอาจคิดในใจว่า ไอ้พวกนี้เล่นอะไรกันวะ
จากนั้นเวลาเดินไปหกสิบปี
เด็กอังกฤษสี่คนนั้นเปลี่ยนโลก
เด็กสาวคนนั้นเติบโต แต่งงาน มีลูก และวันหนึ่งต้องกลับมาเผชิญหน้ากับรักแรกใน studio ที่สามีของตัวเองเป็นคนเรียกไป
ส่วนชาย jazz ผู้เคยคิดว่าพวก Beatles เล่นไม่เป็น กลับกลายเป็นเพื่อนกับ Paul McCartney ไปตลอดชีวิต
เรื่องจริงจึงไม่ได้ลงเอยด้วย Quincy Jones ชนะ หรือ Beatles ชนะ
มันลงเอยด้วยภาพที่สวยกว่าเยอะ:
ชายแก่สองคนที่เป็นตำนานคนละแบบ โทรศัพท์หากัน เรียกกันว่า motherfucker หัวเราะ แล้วก็ยังรักกันเหมือนเดิม
และบางทีนี่อาจเป็น footnote ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคำด่าที่โหดที่สุดคำหนึ่งในประวัติศาสตร์ Beatles
Quincy Jones อาจเคยคิดว่า Paul McCartney เล่นเบสห่วยชิบหายจริง ๆ
แต่ถ้าจะบอกว่าเขาเกลียด Paul?
หลักฐานทั้งหมดที่เหลือกลับฟ้องว่า—
ไม่เลย ไอ้สองคนนี้เป็นเพื่อนกันต่างหาก

No comments:
Post a Comment