Saturday, 11 October 2008

มหาบุรุษแห่งบลูส์




B.B. King One Kind Favor (2008) ****










ทำไมงานรีวิวของผมถึงมีแต่สี่ดาวห้าดาว?


ผมพยายามจะหางานป๊อบ-ร็อคที่น่าสนใจในแต่ละเดือนมาเขียนถึงโดยจะเน้นงานที่ออกใหม่เป็นหลัก แต่ด้วยโควต้าที่จำกัดแค่ฉบับละ2อัลบั้ม มันจึงเป็นการคัดเลือกโดยธรรมชาติไปโดยปริยาย งานที่ไม่ได้มาตรฐานหรือน่าผิดหวังแม้บางทีอาจจะมีแง่มุมน่าสนใจ แต่ผมก็เลือกที่จะนำงานที่เปี่ยมคุณภาพมานำเสนอเพราะคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนมากกว่า


เป็นไงครับ ลีลาพอจะมีแววเป็นนักการเมืองได้หรือยัง?


เดือนนี้นอกจาก Harps And Angels ของ Randy Newman ที่โดดเด่นขึ้นมา ก็มีอีกหลายงานที่อยากเขียนถึง Perfect Symmetry ของ Keane, Death Magnetic ของ Metallica งาน debut ของ Glasvegas หรือป๊อบน่ารักๆจาก Emiliana Torriniแต่ผมเลือกเขียนถึงงานของชายชราที่ชื่อ B.B. King มันเป็นความรู้สึกส่วนตัวที่อยากจะเขียนถึงปูชณียบุคคลแห่ง electric blues นี้สักครั้งขณะที่แกยังมีชีวิตอยู่ (แม้ว่าแกจะไม่ได้รับรู้ก็ตามที) ด้วยอายุที่ปาเข้าไปถึง 83 ขวบ และสุขภาพที่ถดถอยลงเรื่อยๆ ผมล่ะหวาดเสียวทุกครั้งที่เปิดอินเตอร์เน็ต กลัวว่าจะเจอประโยคทำนอง R.I.P. King Of The Blues...


แต่ผมไม่ควรจะเป็นกังวลเลย เพราะปู่บีบีคิงเองก็ตระหนักเรื่องนี้ อาจจะดีกว่าใครๆ ผมเชื่อว่าแกรับมือกับเรื่องนี้ได้อย่างสบายๆด้วยหัวใจที่กว้างขวางราวลุ่มน้ำมิสซิปซิปปี้และทัศนคติในการมองชีวิตในแง่รื่นรมย์มาตลอด แม้ดนตรีที่แกเล่นจะมีชื่อว่า Blues แต่บลูส์จากเสียงร้องและปลายนิ้วของคิง กลับเป็นเหมือนการรำพันกลั่นความรู้สึกจากส่วนลึก ราวกับเป็นการเยียวยารักษาความปวดร้าวมากกว่าจะเป็นการคร่ำครวญไร้สติ นั่นคือสิ่งหนึ่งที่ยกระดับของคิงให้อยู่ต่างจากศิลปินบลูส์รุ่นเดียวกัน และคงไม่เป็นการเกินเลยไปถ้าจะบอกว่าเขาคือราชันย์แห่งดนตรีบลูส์ที่ไม่มีใครอาจเอื้อมเลื่อยขาเก้าอี้มาตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา


แต่ผมไม่ได้เขียนถึง One Kind Favor เพราะสักแต่ว่ามันเป็นงานของ B.B. King แต่มันเป็นงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเขาในรอบหลายปี พูดตรงๆว่าถ้านี่เป็นอัลบั้มสุดท้ายของเขา มันก็สุดจะสมเกียรติ ดนตรีบลูส์นั้นจะว่าไปก็ไม่ใช่ดนตรีที่ซับซ้อนหรือมีทางให้โลดแล่นไปมากนัก ตรงกันข้ามมันออกจะเป็นดนตรีที่ซ้ำซากวนไปวนมาด้วยซ้ำทั้งทางด้านเนื้อหาและท่วงทำนอง แต่บลูส์นั้นวัดกันที่ feel ครับ และ One Kind Favor ก็เป็นงานที่โชว์ feel กันล้วนๆ


เหตุผลสามประการที่ทำให้ One Kind Favor กลายเป็นงานบลูส์ที่แทบจะขึ้นหิ้งไปในทันทีนั้นคือ 1.โปรดิวเซอร์ที่ชื่อ T-Bone Burnett ที่เพิ่งสร้างชื่อมากๆจากการทำงานให้ Robert Plant & Alison Krauss, 2.ทีมนักดนตรีระดับพระกาฬที่ประกอบด้วย Dr. John (Piano), Nathan East (Bass) และ Jim Keltner (Drums) และ3.ตัวบทเพลงที่เป็นเพลงบลูส์เก่าแก่ที่ตัวแกเองโปรดปรานตั้งแต่สมัย 1930-1940's แต่ปู่บีบีไม่เคยนำมาบันทึกเสียงมาก่อน (น่าประหลาดยิ่งนัก) ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ตัวบีบีเองปล่อยพลังในวัยชราของเขาออกมาได้อย่างน่าขนลุก เสียงร้องของเขาอาจจะอ่อนล้าไปตามวัย แต่มันยังหนักแน่นและดึงทุกอณูอารมณ์ออกมาจากทุกถ้อยวลีอันปวดร้าวที่ถูกขีดเขียนไว้เมื่อนานแสนนานแล้วออกมาได้ เขาอาจจะไม่เล่นกีต้าร์แคล่วคล่องลื่นไหลเหมือนเมื่อสิบปีก่อนในอัลบั้ม Blues On The Bayou (ที่ว่ากันว่าเป็น masterpiece สุดท้ายของแก) แต่เมื่อถึงเวลาที่จะต้องซัดกันด้วยอารมณ์เนื้อๆอย่างใน Waiting For Your Call ก็ไม่มีใครในโลกกินแกได้ สำเนียงกีต้าร์แกทั้งหวานและเต็มไปด้วยเมโลดี้ ขณะเดียวกันมันก็เศร้าสุดหัวใจ


เพลงเปิดอัลบั้ม See That My Grave Is Kept Clean ผลงานของ Blind Lemon Jefferson ท่วงทำนองชัฟเฟิลคึกคัก ใครที่ไม่คุ้นเคยกับซาวนด์ของ T-Bone Burnett อาจจะรู้สึกว่ามันหนืดๆและแห้งแล้ง แต่เมื่อคุ้นเคยกับมันแล้วจะพบว่าซาวนด์อย่างนี้มันเหมาะสำหรับ root music อย่าง blues และ country มากกว่าการโปรดิวซ์แบบเนียนเนี้ยบอย่างอัลบั้มหลังๆของคิง เนื้อหาของเพลงและอารมณ์ที่บีบีถ่ายทอดแสดงชัดถึงมนุษย์ผู้ซึ่งบรรลุแล้วในชีวิตอันเปี่ยมคุณค่า เขาไม่แยแสอะไรนักกับวาระสุดท้าย ขอแค่ดูแลหลุมฝังศพให้สะอาดหน่อยก็พอใจแล้ว


ผมปล่อยให้บีบีและลูกวงพาอารมณ์กระเจิงไปกับประวัติศาสตร์แห่งบลูส์อย่างดื่มด่ำ จนถึงเพลงสุดท้าย Tomorrow Night (งานของ Lonnie Johnson) ที่ Elvis Presley เคยนำมาร้อง ประหลาดใจเล็กน้อยที่มีการโซโลแซ็กโซโฟน(เพราะมาก)มาก่อนกีต้าร์ แต่สุดท้ายก็เป็น 'Lucille' กีต้าร์คู่ใจของราชันย์ที่มาปิดสกอร์


สักวันหนึ่งเจ้าของ Lucille ก็คงต้องจากไป และผมไม่อยากให้ใครมาแตะต้องเธออีก และไม่คิดว่าเธอจะยอมส่งเสียงเหมือนเดิมด้วย

Wednesday, 8 October 2008

RANDY NEWMAN harps and angels

Randy Newman Harps And Angels ****

คนรุ่นใหม่อาจจะรู้จักหนุ่มใหญ่ใส่แว่นชาวอเมริกันคนนี้ในบทบาทของนักแต่งเพลงให้ภาพยนตร์ของ Disney/Pixar (Toy Story, Bug’s Life, Monster Inc.) แต่แรนดี้ นิวแมนเป็นอะไรมากกว่านั้นมาก่อนหน้านี้ เขาเป็น singer-songwriter คนสำคัญของอเมริกาในรอบสี่สิบปี ในแนวทางที่ต่างออกไปจากศิลปินอย่าง Bob Dylan เนื้อหาที่เขาเขียนจะเต็มไปด้วยการเสียดสีและอารมณ์ขัน ด้วยมุมมองผ่านตัวละครที่”เชื่อถือไม่ค่อยได้”ที่เขาสร้างขึ้นมาเป็นส่วนมาก แต่บางอัลบั้มของเขาก็เป็นงานเขียนแบบอัตตชีวประวัติจากมุมมองของตัวเองโดยตรงอย่าง Land Of Dreams และ Harps And Angels ก็ดูจะเป็นในแนวทางนั้น

การที่นักฟังรุ่นใหม่จะไม่คิดว่าเขาเคยทำอะไรนอกเหนือจากเพลงประกอบหนังนั้นก็ไม่ใช่เรื่องน่าเปลกอะไร เพราะงานเพลงใหม่ก่อนหน้านี้ของเขาต้องย้อนกลับไปถึงแปดปีที่แล้วกับ Bad Love (1999) และก่อนนั้นคือ Land Of Dreams (1984) จนหลายคนคิดว่าแรนดี้คงไม่ทำงาน solo อีกแล้ว

การได้ฟัง Harps And Angels ในปีนี้จึงเหมือนได้รางวัลพิเศษจากแรนดี้ หลังจากเขาปล่อยซิงเกิ้ลออกมาเรียกน้ำย่อยเมื่อปีที่แล้ว A Few Words In Defense Of Our Country

Harps and Angels คือแรนดี้ นิวแมนในวัย 65 ปีที่ยังคงเฉียบคมกริบในการเขียนเนื้อหาที่ทั้งเจ็บแสบ ขำขัน และเมื่อถึงเวลาจะซาบซึ้งเขาก็ทำได้ถึงขั้วหัวใจ ท่วงทำนองและการเรียบเรียงยังอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของดนตรีแบบ New Orleans และ Dixieland ที่เขาถนัด แต่ก็มีการหยอด topping รายทางด้วยสีสันทางดนตรีด้านอื่น ที่เหนือชั้นสมเป็น film composer มือเทพคือการเรียบเรียงออร์เคสตร้าที่จับอารมณ์เพลงได้ไม่มีพลาดและรุ่มรวยไปด้วยรสนิยม

ท่ามกลาง 10 เพลงป๊อบใน Harps and Angels ที่มีการเรียบเรียงดนตรีอย่างมีชั้นเชิงน่าสนใจ แต่สองแทร็คที่โดดเด่นขึ้นมากลับเป็นเพลงบัลลาดช้าหวานที่มีเครื่องดนตรีน้อยชิ้น Losing You แรนดี้ใช้คำง่ายๆบรรยายเรื่องราวความรักที่แสนจะธรรมดาแต่ด้วยวิธีการร้องและเล่นเปียโนของเขาทำให้ทุกถ้อยคำมีความหมายอย่างน่าประหลาด โดยเฉพาะประโยคที่ว่า When you’re young and there’s time you forget the past/ You don’t think but you will but you do/ But I know that I don’t have time enough/ and I’ll never get over losing you ส่วน Feels Like Home เป็นเพลงที่แรนดี้แต่งไว้นานแล้วและก็มีศิลปินอื่นนำไปร้องกันหลายเจ้าแต่เขาไม่เคยบันทึกเสียงมาก่อน ถือเป็นงานระดับ masterpiece อีกชิ้นของแรนดี้ ผมคิดเอาเองว่าแรนดี้อาจจะจงใจเลือกสองเพลงนี้ไว้ในอัลบั้มเพื่อเป็นเหมือนการบันทึกความรู้สึกของชีวิตรักของเขา ด้านหนึ่งใน Losing You ที่เป็นการอาลัยรักเก่าของภรรยาคนแรก ส่วน Feels Like Home คือความสุขสงบในชีวิตรักทุกวันนี้ “I never thought I’d love anyone so much…” เป็นเพลง “ขอแต่งงาน” ที่ไม่เลวนะครับ

ท่านผู้อ่านอาจจะฟัง Harps And Angels อย่างเพลิดเพลินไปกับอรรถรสและลีลาทางดนตรีที่มีให้อย่างเหลือเฟือและการบันทึกเสียงที่ยอดเยี่ยม (นิตยสาร Stereophile เพิ่งยกให้เป็น album of the month) แต่ถ้าให้ความสำคัญกับเนื้อหาไปด้วยจะทำให้ฟังสนุกยิ่งขึ้นไทเทิลแทร็ค Harps And Angels เล่าถึงประสบการณ์เฉียดตายของผู้เล่าที่แรนดี้นำมาเล่าอย่างฮาแต่ขมวดปมได้อย่างน่าคิดว่าเขาคิดว่ามันมีชีวิตหลังความตายจริงๆและเมื่อยังมีโอกาสคุณก็ควรทำชีวิตให้สะอาดบริสุทธิ์ ไม่งั้นเมื่อถึงวันนั้น คุณอาจจะไม่ได้ยินได้เห็น ‘Harps and angels’ มารับ แต่จะกลายเป็น trombones, kettle drums, pitchforks and tambourines แทน

A Few Words In Defense Of Our Country ในอัลบั้มนี้เป็นคนละเวอร์ชั่นกับ iTunes single ดนตรีเป็นคลาสสิคนิวแมนแท้ๆ เปียโนพริ้งพราย ทำนองไพเราะ และการร้องแบบกึ่งพูด คนไม่ชอบ George Bush ฟังแล้วรับรองต้องสะใจถึงขั้นก๊าก แรนดี้แกทำทีเหมือนจะเห็นใจบุชด้วยการบอกว่าถึงแม้ผู้นำเราจะแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกัน แต่ในโลกก็ยังเคยมีผู้นำที่เฮงซวยกว่านี้อีกเยอะ ก่อนแกจะร่ายยาวถึง ฮิตเลอร์ สตาลิน ซีซาร์..ฯลฯ Korean Parents ว่าถึงความห่วงไยที่มีต่อเด็กๆอเมริกันที่วันๆเอาแต่เล่นเกมและเรื่องไร้สาระ ดนตรีตะวันออกที่สอดแทรกเข้ามาทำได้เก๋ไก๋ทีเดียว A Piece Of The Pie ดนตรีซับซ้อนเอะอะราวกับเป็นภาพยนตร์ในตัว เพลงนี้ก็แดกดันสังคมอเมริกันอีกล่ะ แต่มาจี้เส้นเอาตรงมาใช้พี่ Jackson Browne ของผมมาเป็น punch line เสียนี่! Easy Street สลับอารมณ์ด้วยดนตรีที่เรียบง่ายฟังสบาย แต่เนื้อหาก็ยังแฝงนัยให้ขบอยู่ไม่วาย

ไม่ว่าท่านจะรู้จักแรนดี้ นิวแมนจากงานคลาสสิคในยุค70’s อย่าง 12 Songs และ Good Old Boys หรือจากงานซาวน์แทร็คหนังแอนิเมชั่น นี่เป็นอัลบั้มที่คุณจะไม่น่าจะผิดหวัง 10 แทร็คอาจจะน้อยไปนิดเมื่อดูจากตัวเลข แต่น้ำหนักชั่งเมื่อเช้าตาชั่งคุณภาพดนตรีชี้ไปที่ขวาสุดครับ




Wednesday, 10 September 2008

Slipknot ALL HOPE IS GONE










Slipknot All Hope Is Gone ***1/2






อย่าปล่อยให้หน้ากากและชุด jumpsuit ที่ผู้ชายเก้าคนเหล่านี้สวมใส่ทำให้คุณไขว้เขวว่า Slipknot เป็นแค่พวกขาย image ไปวันๆ นับจากอัลบั้มแรกอย่างเป็นทางการในชื่อเดียวกับวงในปี 1999 เผลอแว่บเดียว พวกเขากลายเป็นวง metal รุ่นใหญ่ไปแล้ว All Hope Is Gone คืองานชุดที่สี่ของพวกเขา และนี่เป็นงานชุดแรกของ Slipknot ที่ขึ้นอันดับ 1 ในบิลบอร์ด

Vol.3 (The Subliminal Verses) อัลบั้มก่อนหน้านี้ในปี 2004 ที่ได้ Rick Rubin มาเป็นโปรดิวเซอร์เป็นงานที่ได้รับทั้งคำชมเชยและเสียงบ่น พวกเขาทำเพลงที่มีท่วงทำนองมากขึ้นและใส่ใจในรายละเอียดของดนตรีมากกว่าพลังและความรุนแรงในสองอัลบั้มแรก All Hope Is Gone แม้จะทิ้งช่วงจาก Vol.3 เกือบ 4 ปี แต่ก็เหมือนเป็นการเดินทางที่ต่อเนื่อง พวกเขาไม่ใช้บริการของ Rick Rubin อีกต่อไป แต่เปลี่ยนโปรดิวเซอร์เป็น Dave Fortman ผู้เคยทำงานให้กับ Mudvayne และ Evanescene มาก่อน

แม้จะมีการปล่อยข่าวออกมาก่อนหน้านี้ว่า All Hope Is Gone จะเป็นงานที่หนักหน่วงและมืดหม่นที่สุดเท่าที่ Slipknot เคยทำมา แต่เนื้องานจริงๆกลับเป็นการผสมผสานความก้าวร้าวและอลหม่านในงานยุคแรกกับความเข้าถึงตลาดในวงกว้างของ Vol.3

ผลที่ได้คือ All Hope Is Gone คือความลงตัวครั้งสำคัญของงานของหัวหอก metal อดไม่ได้ที่จะนำไปเปรียบเทียบกับ อัลบั้ม ‘Black Album’ งูสปริงของ Metallica (ที่เพิ่งออกอัลบั้มใหม่ตามมาติดๆและกลับมาคืนฟอร์มอย่างน่าชื่นใจ) แฟนๆที่ยังชื่นชมกับอัลบั้มแรกและ Iowa อัลบั้มที่สองโดยไม่อยากให้พวกเขาเปลี่ยนแนวคงจะรับไม่ได้กับ All Hope Is Gone แต่ถ้าทำใจยอมรับกับความเปลี่ยนแปลงและประเด็นที่ว่าการทำอะไรในเชิงพาณิชย์ไม่ใช่เรื่องเสียหาย คุณจะเห็นว่า All Hope Is Gone คือหลักชัยครั้งสำคัญของดนตรีหนักกะโหลกบนถนน mainstream








Slipknot ฟอร์มวงตั้งแต่ปี 1995 พวกเขาสร้างชื่อเสียงในแง่ image และฝีมือดนตรีมาพร้อมๆกัน อาจวิเคราะห์ได้ว่าแนวดนตรีของพวกเขาเป็นการหล่อหลอมอิทธิพลจากวงเมทัลรุ่นพี่อย่าง Slayer, Korn, AC/DC ลีลาการ rap อย่าง Beastie Boys ความหมกมุ่นในด้านมืดและซาตานอย่าง Black Sabbath และการสร้างรูปลักษณ์อย่าง Kiss (เป็นไปได้ว่าหลังจาก Kiss มา พวกเขาเป็นวง “ปิดหน้าปิดตา” ที่โด่งดังที่สุดในวงการดนตรี สำหรับเรื่องนี้พวกเขาตอบโต้คำครหาว่าเป็นการเรียกร้องความสนใจได้อย่างเจ็บปวด ว่าจริงแล้วมันเป็นเรื่องตรงข้าม พวกเขาต้องการปิดบังตัวตนที่แท้จริงของสมาชิกโดยให้ผู้ฟังสนใจในดนตรีมากกว่าต่างหาก หน้ากากของพวกเขายังมีการเปลี่ยนรูปแบบพัฒนาไปทุกครั้งที่ออกอัลบั้มใหม่ ต่างจาก Kiss ) วิธีการร้องของสมาชิกหมายเลข 8 Corey Taylor นั้นก็น่าสนใจ ที่โดดเด่นที่สุดคือเสียงแบบ ‘growled’ (เสียงกดต่ำเหมือนนสำรอกเนื้อเพลงอยู่ในกระบังลม) สลับกับการ rap แต่ใน All Hope Is Gone ก็มีหลายเพลงที่ Corey ร้องแบบคนธรรมดา!

สำหรับผู้ใส่ใจในคุณภาพของการบันทึกเสียง และดนตรีอย่าง metal อาจจะไม่ใช่แนวที่เหมาะกับหูทองเท่าไหร่นัก แต่ All Hope Is Gone น่าจะเป็นอัลบั้มที่ชาวหูทองกับหูเหล็กไปด้วยกันได้ ต้องขอบคุณฝีมือการมิกซ์ของทีมงานที่ประกอบด้วย Jeremy Parker, Colin Richardson, Matt Hyde และการทำมาสเตอร์ของมือรุ่นเก๋าอย่าง Ted Jensen ที่ทำให้ดนตรีโกลาหลอลเวงเหล่านี้มีสุ้มเสียงออกมาแยกแยะน่าฟังในระดับหนึ่ง (อย่าไปเปรียบกับดนตรีอย่าง Jazz หรือ Classical) และถ้าคุณต้องการทดสอบ woofer ล่ะก็นี่เป็นอัลบั้มที่คุณจะได้ฟังเสียง double bass drums ฝีมือของ Joey Jordison กันอย่างเกินอิ่ม!

สิ่งสำคัญที่สุดในความเปลี่ยนแปลงของ Slipknot ที่เริ่มจาก Vol.3 ถึง All Hope ที่อาจจะทำให้วงเป็นที่ยอมรับในวงกว้างอาจจะอยู่ที่กีต้าร์ พวกเขาให้ความสำคัญกับท่อนริฟฟ์และการโซโล่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การโซโล่กีต้าร์ดูเหมือนจะเป็นศิลปะที่สูญหายไปในยุคของ nu-metal สำหรับคนที่โตมากับเพลงร็อคที่มีโซโลยาวเหยียดนี่นับเป็นข่าวดี ลองฟัง Sulfur แทร็คที่สามที่มี killer riffs ชวนให้คิดถึง Tony Iommi ขณะที่ Psychosocial ซิงเกิ้ลที่สองมีทุกอย่างของปัจจัยในการเป็นเพลงฮิต แต่ก็ยังไว้ลายด้วยการดวลกีต้าร์และกลองบน time signature ที่ซับซ้อนที่อาจทำให้เซียนแอร์กีต้าร์เล่นตามไม่ถูก Dead Memories คือตัวอย่างของ Slipknot ที่ปราศจากเสียงร้องแบบสำรอก หลายคนฟังแล้วนึกถึง Enter Sandman ของ Metallica ส่วน Snuff เป็นอคูสติกบัลลาดหน้าตาเฉยชนิดที่แฟน Iowa แทบร้องไห้



All Hope Is Gone คือความเติบโตของวงร็อควงหนึ่งที่น่าสนใจ แฟนที่ผิดหวังมักจะแดกดันว่าชื่ออัลบั้มหมายถึงความสิ้นหวังของแฟนเพลงที่จะให้พวกเขากลับไปเล่นแนวเดิมๆ แต่สิ่งที่พวกเขาพูดถึงจริงๆในตัวเพลงคือความสิ้นหวังของสังคมและการตอบโต้กับความรุนแรงและถ้อยคำไร้สัจจะของผู้นำ เบื้องหลังความเมามันของบทเพลงทั้งหมดนี้ เนื้อหาที่พวกเขาต้องการสื่อออกมาก็เป็นสิ่งที่ท่านผู้ฟังน่าจะใส่ใจไปด้วยครับ
Note: โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าการใส่หน้ากากและการแต่งตัวเป็น gimmick ของพวกเขานั่นแหละ แต่ผมชอบนะ เพราะคิดว่ามันเป็นศิลปะที่ผสมผสานความสะอิดสะเอียนกับความงดงามเข้าด้วยกันอย่างน่าทึ่ง!

Sunday, 7 September 2008

Alison Krauss: a hundred miles or more

Alison Krauss/A Hundred Miles Or More :A Collection *****


เมื่อคุณนึกถึงนักร้องสาวในสไตล์ดนตรีคันทรี่-โฟล์คที่มีเสียงหวานใสไร้ที่ติประหนึ่งคริสตัลเจียระไน ในยุค 70's คงต้องเอ่ยนามของ Emmylou Harris


แต่ถ้าเป็น 90's เป็นต้นมา ต้องเป็นสาวบลอนด์คนนี้ Alison Krauss


Alison ผสมผสานดนตรีโฟล์คกับบลูกราสอย่างอิงแอบแนบเนียนและขับขานด้วยเสียงร้องประหนึ่งนกไนติงเกล นอกจากเป็นนักร้องชั้นยอดแล้วเธอยังเป็นโปรดิวเซอร์และมือ fiddle ระดับครูอีกด้วย


ตั้งแต่ออกผลงานแรก Too Late To Cry ในปี 1987 เป็นต้นมา Alison ได้เก็บเกี่ยวรางวัลแกรมมี่มากมายจนแทบไม่มีที่เก็บ และนี่คือผลงาน"รวมเพลง"ของเธอ แต่ A Hundred Miles Or More: A Collection ไม่ใช่งานรวมเพลงเอกที่เป็น vol.2 หรือ update version ของ Now That I've Foud You งานรวมฮิตที่สร้างชื่อให้เธอเป็นที่รู้จักในปี 1995 (มีเพลง cover ของ Beatles "I Will" ที่โด่งดังในบ้านเรา)


แต่ A Hundred Miles เป็นงานรวมเพลงใหม่ที่ยังไม่เคยเผยแพร่ที่ไหนมาก่อนของเธอ บวกกับผลงานที่เธอไปร้องไว้ในอัลบั้มของศิลปินอื่นและงานซาวนด์แทร็ค รวมแล้วเป็น 16 แทร็คที่น่าจะถูกใจทั้งแฟนประจำและขาจร


ถึงแม้จะเป็นงานต่างกรรมต่างวาระ แต่เอกภาพของบทเพลงและคุณภาพในการบันทึกเสียงก็ทำได้อย่างราบรื่นกลมกลืนน่าฟัง วิศวกรทำมาสเตอร์ได้มือเก๋าของวงการ Doug Sax มาช่วยดูแล ชื่อของ Sax ยังการันตีได้เหมือนหลายสิบปีที่ผ่านมา (งานหลังๆของ Sax มักจะเป็นการทำมาสเตอร์ร่วมกับน้องๆ อาจเป็นเพราะประสาทหูเริ่มถดถอย และแผ่นนี้เขามาสเตอร์ร่วมกับ Sangwook "Sunny" Nam ที่ The Mastering Lab ใน California)


สำหรับหูทองผู้นิยมปลดปล่อยอารมณ์ไปในโหมด "หลงเสียงนาง" ผมแนะนำอย่างยิ่งให้เติมอัลบั้มนี้เข้าไปใน collection ของท่านครับ เพราะทุกๆแทร็คในอัลบั้มคุณจะได้ฟังเสียงร้องโซปราโนที่อ่อนหวานชวนเคลิ้มฝันของ Alison กันแบบเต็มอิ่ม นี่นับเป็นงาน solo album แรกของเธอนับจาก Forget About It ในปี 1999

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าวง backup คู่บุญของเธอจะไม่ได้มาแสดงฝีมือเลย อย่างน้อยพวกเขาก็ได้มาร่วมบรรเลงในแทร็คที่สนุกสนานที่สุดในอัลบั้ม Sawing On The Strings มันคือเพลงที่คุณควรจะเปิดให้เพื่อนฟังถ้าเขาถามว่าดนตรี bluegrass เป็นอย่างไร

ถ้าไม่ได้ Sawing On The Strings ที่เป็นแทร็คเก่าจากปี 2004 มารวมใน collection นี้ อัลบั้มคงจะง่วงเหงาเกินไปหน่อย เพราะที่เหลือเป็นเพลงช้าอ้อยสร้อยแทบทั้งสิ้น จะมีอีกแทร็คที่กระฉึกกระฉักขึ้นมาหน่อยคือ Missing You ที่ Alison ร้องคู่กับเจ้าของเพลงต้นฉบับ John Waite มันคือเพลงสุดฮิตของเขาย้อนกลับไปในปี 1984 Alison เป็นแฟนเพลงของ John อยู่ก่อนหน้านี้แล้ว การร้องคู่นั้นจะว่าง่ายก็ได้ แต่ถ้าสักแต่ว่ามาแบ่งเนื้อร้องให้สลับกันร้องมันก็มักจะเป็น duet ที่น่าเบื่อและเสียเวลาฟัง แต่ Missing You เวอร์ชั่นนี้เป็นตัวอย่างที่ดี ทั้งสองสามารถสร้างอารมณ์ร่วมให้บทเพลงและนำพามันสู่มิติใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง แทบจะทำให้คุณลืมเวอร์ชั่นโซโลของ John ไปเลย เพลงนี้มาจากอัลบั้ม Downtown...Journey Of A Heart ของ John (2007) ตัว Alison เองก็ติดลมชวน John มาร้องในอัลบ้ัมนี้โดยเฉพาะเป็นการปิดอัลบั้ม Lay Down Beside Me เพลงที่ Don Williams เคยร้องไว้และขึ้นถึงอันดับ3ในปี 1979

เพลงเปิดอัลบั้มก็เป็นงานของ Don Williams เช่นกัน You're Just A Country Boy (ชื่อเดิม I'm Just A Country Boy) เพลงนี้เคยขึ้นอันดับ1ในปี1977 และนี่เป็นหนึ่งในเพลงที่บันทึกเสียงใหม่เอี่ยมในอัลบั้ม ที่เธอนำมาไว้ที่ด้านหน้าทั้งหมด ซึ่งนอกจากเพลงแรกนี้ก็มี Simple Love, Jacob's Dream และ Away Down The River ถ้าเพลงเหล่านี้เป็นเข็มทิศชี้ทางเดินของศิลปินสาวในอนาคต ก็อาจบอกได้ว่าเธอคงจะหยิบ fiddle หรือ violin,viola ขึ้นมาเล่นน้อยครั้งลง และมุ่งเอาดีกับการเป็นนักร้องเสียงหวานเป็นสวีทอลิสเสียมากกว่า ทั้ง 4 แทร็คนี้เธอโปรดิวซ์เองครับ

O Brother, Where Art Thou? ภาพยนตร์ในปี 2000 ทำให้ผู้คนหันมาสนใจดนตรี bluegrass กันอย่างไม่เคยมีมาหลายปีดีดัก และแน่นอนว่า Alison ย่อมร่วมในขบวนการนี้ด้วย Down To The River To Pray เป็น acapella ที่เธอร้องนำนักร้องสมทบอีกหลายชีวิต สองในนั้นมีชื่อดังๆอย่าง Sam Philips และ Gillian Welch

Baby Mine เพลงน่ารักๆที่มีต้นตอจากซาวนด์แทร็คหนังการ์ตูนของดิสนีย์ Dumbo Alison ร้องเพลงนี้ไว้ในอัลบั้ม The Best Of Country Sing The Best Of Disney (1996)

อีกสามเพลงที่มาจาก soundtrack แท้ๆ I Give You To His Heart จาก The Prince Of Egypt (1998) และจาก Cold Mountain (2003) 2 เพลงคือ You Will Be My Ain True Love ที่มีสติงมากระซิบเสียงประสานและ The Scarlet Tide จากการประพันธ์ของ Elvis Costello

สิ่งหนึ่งที่ Alison เหมือนกับ Emmylou Harris คือเธอโปรดปรานในการร้อง duet และใครๆก็อยากจะ duet กับเธอ (โดยเฉพาะ Robert Plant แห่ง Led Zeppelin ที่ยอมเลือกที่จะระงับ reunion tour กับเพื่อนแก่ๆและมาออกตะลอนกับสาว Alison แทน) ลองฟังเธอร้อง How's The World Treating You ที่เธอร้องกับ James Taylor และ Whiskey Lullaby กับสุดหล่อ Brad Paisley เพื่อยืนยันความเป็นยอดนักร้องคู่ของเธอ

และถ้าความดีเด่นของอัลบั้มนี้ยังไม่พอเพียง เธอยังโชว์ความสามารถในการขับร้องเพลงแนว celtic กับ The Chieftains ไว้ในเพลงพื้นบ้าน Molly Ban (2002) เพลงนี้ The Corrs ก็เคยนำมาร้องเช่นกัน

แฟนเก่าของ Alison Krauss and the Union Station ที่คาดหวังจะได้ฟังเธอสีซอและร้องเพลงบลูกราสเยอะๆอาจจะผิดหวังไปบ้าง แต่เชื่อว่างานนี้จะได้แฟนใหม่ๆอีกมากมาย หลังจากที่เธอออกอัลบั้มที่ขายดีที่สุดในชีวิต Raising Sand กับ Robert Plant แฟนๆเพลงป๊อบร็อคคงจะหันกลับมาฟังงานของเธอกันมากขึ้น และถ้าชอบเสียงของเธอเป็นทุน A Hundred Miles Or More จะไม่ทำให้คุณผิดหวังอย่างไร้ข้อกังขาใดๆ

Track List:

You're Just A Country Boy
Simple Love
Jacob's Dream
Away Down The River
Sawing On The Strings
Down To The River To Pray
Baby Mine
Molly Ban
How's The World Treating You
Scarlet Tide
Whiskey Lullaby
You Will Be My Ain True Love
I Give You To His Heart
Get Me Through December
Missing You
Lay Down Beside Me

Wednesday, 27 August 2008

B.B. King: One Kind Favor


B.B. KING One Kind Favor ****



สถาบันแห่งดนตรีบลูส์ท่านนี้อายุอานามปาเข้าไป 82 ปีแล้ว อัลบั้มหลังๆของปู่บีบีดูจะถดถอยไปพอสมควร แต่แฟนๆก็คงให้อภัยสำหรับคนหนุ่มอายุปูนนี้

ไม่มีใครคิดว่าปีนี้ปู่จะกลับมาพร้อมกับอัลบั้มบลูส์เปลือยๆแบบเข้มข้นถึงใจอย่าง One Kind Favor ที่นิตยสาร Rolling Stone ถึงกับออกปากชมว่า "นี่ไม่ใช่อัลบั้มที่ดีที่สุดของบีบีคิงในรอบหลายปีเท่านั้น มันยังเป็นงานในห้องอัดที่เยี่ยมที่สุดชุดหนึ่งในชีวิตการทำงานของเขา"

งานหลังๆของบีบีมักจะอยู่ในความควบคุมของโปรดิวเซอร์ Simon Climie ผู้เชี่ยวชาญด้าน sequencing และ programming อีกทั้งยังพิสมัยในความ"เนียน"ของเนื้อเสียงแบบไม่มีออกนอกลู่นอกทาง จะหวังสำเนียงดิบๆจากงานโปรดิวซ์ของไซมอนนั้นยากเต็มที

ดังนั้นการเปลี่ยนตัวโปรดิวเซอร์มาเป็น T Bone Burnett (ผลงานหลังๆที่ผมชอบมากของเขาคือการโปรดิวซ์ให้ Robert Plant & Alison Krauss และซาวนด์แทร็ค Across The Universe)ที่มีแนวทางแทบจะตรงกันข้ามกับไซมอนจึงส่งผลกระทบอย่างชัดเจน One Kind Of Favor ไม่มีอะไรหรูหรา ดนตรีน้อยชิ้นเน้นฝีมือ จากผู้อาวุโสมากฝีมืออย่าง Dr. John ที่เปียโน Nathan East-Bass และ Jim Keltner กลอง

ปู่บีบีของเราดูกระชุ่มกระชวยเป็นพิเศษทั้งน้ำเสียงและการเล่นกีต้าร์อันเป็นธรรมชาติของนักดนตรีทุกผู้เมื่อได้อยู่ในบรรยากาศที่เป็นใจ

นี่อาจจะเป็นงานชิ้นสุดท้ายของปู่ก็เป็นได้ แต่บุรุษผู้ผ่านอะไรต่อมิอะไรมาเหลือเฟืออย่างปู่ดูเหมือนจะไม่หวั่นไหวอะไรต่อวาระสุดท้าย ไม่งั้นท่านคงไม่เลือกเพลง See That My Grave Is Kept Clean ของ Blind Lemon Jefferson มาเปิดอัลบั้ม มันเป็นการมองความตายด้วยมุมมองของนักดนตรีบลูส์ได้สะอารมณ์และเท่ชมัด ...ผมไม่ขออะไรมาก...แค่ดูแลหลุมศพให้สะอาดก็พอแล้ว....


ชื่นใจแทนแฟนๆและตัวปู่ครับที่สามารถผลิตงานชั้นยอดออกมาได้อีกครั้ง!!
------------------------------------
"See That My Grave Is Kept Clean" (Blind Lemon Jefferson)
"I Get So Weary" (T-Bone Walker)
"Get These Blues Off Me" (Lee Vida Walker)
"How Many More Years" (Chester Burnett)
"Waiting For Your Call" (Oscar Lollie)
"My Love Is Down" (Lonnie Johnson)
"The World Is Gone Wrong" (Walter Vinson and Lonnie Chatmon)
"Blues Before Sunrise" (John Lee Hooker)
"Midnight Blues" (John Willie "Shifty" Henry)
"Backwater Blues" (Big Bill Broonzy)
"Sitting On Top Of The World" (Walter Vinson and Lonnie Chatmon)
"Tomorrow Night" (Lonnie Johnson)