Wednesday, 14 October 2009

Mark Knopfler: Get Lucky


Mark Knopfler-Get Lucky **** (2009)


ออกจำหน่าย – 14 กันยายน 2009
แนวดนตรี-บลูส์ร็อค คันทรี่ เคลติก
โปรดิวเซอร์- Mark Knopfler, Chuck Ainley, Guy Fletcher

ในการให้สัมภาษณ์เมื่อไม่นานมานี้ กับคำถามถึงการกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง (reunion) ของวง Dire Straits มาร์คตอบอย่างสุภาพว่า เขารู้สึกพอใจกับการตัดสินใจยุติการทำงานของวงหลังจากปี 1995 แต่เมื่อผู้สัมภาษณ์คะยั้นคะยอต่อไปอีกว่านั่นหมายถึงการปฏิเสธเงินหลายล้านเหรียญที่เขาจะหามาได้สบายๆจากการทัวร์เล่นเพลงเก่าๆไม่กี่เดือนเชียวนะ มาร์คตอบว่า ทุกวันนี้เขามีความสุขดีกับการทำแผ่นเสียงให้ดีขึ้น เล่นดนตรีใหม่ๆในการแสดงสด และมีความสุขกับความหลากหลายที่เป็นผลพวงตามมา...

นั่นแปลว่าอย่างน้อยในช่วงเวลานี้ แฟนๆที่โหยหาการกลับมาของ Dire Straits ก็คงต้องรอคอยกันต่อไป...!

แต่แฟนเพลงที่เข้าใจโครงสร้างของ Dire Straits ย่อมทราบดีว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระที่จะคาดหวังกับการกลับมาของวงดนตรีวงนี้ เพราะเกือบทุกอย่างใน Dire Sraits ก็คือชายชื่อ มาร์ค นอฟเลอร์ เขาเป็นผู้กำหนดทิศทางของวง แต่งเพลงทั้งหมด ร้องนำ และแน่นอน...เล่นกีต้าร์ จะมีก็แต่ John Illsley มือเบสเท่านั้นที่พอจะมีบทบาทสำคัญในวงอยู่บ้าง (ทุกวันนี้เป็นที่รู้กันว่าจอห์นอยากให้รียูเนียนใจจะขาด!) เมื่อมาร์คยุบวงก็หมายความว่างานศิลปินเดี่ยวคือทิศทางที่เขาต้องการ เชื่อได้ว่าต่อให้ชื่อวง Dire Straits ยังคงอยู่ มาร์คก็คงจะต้องทำเพลงออกมาในแนวทางนี้ แต่เขาคงไม่อยากให้ชื่อของ Dire Straits มาเป็นอะไรที่ค้ำคออยู่ให้เขาทำงานใหม่ๆได้ไม่ถนัด จึงเป็นเหตุผลที่มาร์คไม่เคยคิดจะเดินย้อนรอยทางตัวเองกลับไป

มาร์ค นอฟเลอร์ ปีนี้อายุ 60 ปีแล้ว เขาสร้างชื่อเสียงมากับวง Dire Straits มาตั้งแต่อัลบั้มชุดแรกในปี 1977 และประสบความสำเร็จสูงสุดกับ Brothers In Arms อัลบั้มในปี 1985 ที่มีเพลงฮิตสุดยอดอย่าง Money For Nothing….มันทำให้ผู้ชายหน้าผากกว้างและที่คาดศีรษะสีฉูดฉาดคนนี้กลายเป็นร็อคสตาร์ผู้ร้อนแรงที่สุดในวงการดนตรี แต่หลังจากนั้น Dire Straits ก็ออกงาน studio ออกมาอีกอัลบั้มเดียวคือ On Every Street ที่มีแนวทางซึมเซาไม่เหมือนกับ Brothers… ผู้คนยังไม่ทราบว่านั่นคือพิมพ์เขียวของงานเดี่ยวของมาร์คที่จะตามมา

หลังจากนั้นโลกก็รับรู้ว่ามาร์คกลายเป็นศิลปินเดี่ยวและนักทำซาวนด์แทร็คฝีมือดี โดยเริ่มจากอัลบั้ม Golden Heart ในปี 1996 ส่วนงานซาวนด์แทร็คนั้นมาร์คทำมาตั้งแต่ปี 1983 แล้วสำหรับหนังเรื่อง Local Hero ที่มี theme สุดไพเราะ ‘Going Home’

ต่อจาก Kill To Get Crimson เมื่อสองปีก่อน Get Lucky คืองานในนามศิลปินเดี่ยวลำดับที่ 6 ของมาร์ค ซึ่งเท่ากับจำนวน studio album ของ Dire Straits พอดี อาจจะถึงเวลาแล้วที่เราควรจะทำใจได้แล้วกับการเป็นศิลปินเดี่ยวของเขา แม้ว่าในอดีตมาร์คกับ Dire Straits จะแทบเป็นสิ่งเดียวกันดังที่กล่าวมา แต่ดนตรีของเขาในนามศิลปินเดี่ยวก็แตกต่างออกไปจากของวง น้อยนักที่จะเราจะได้ยินจังหวะร็อคเข้มข้นรวดเร็ว,ท่อนริฟฟ์ของกีต้าร์อันเร้าใจ หรือการโซโลกีต้าร์ระดับเวิร์ลคลาสส์ แต่ดนตรีของมาร์คจะออกไปในแนวลุ่มลึกนิ่มนวล กลิ่นอายของดนตรีคันทรี่ เคลติก และบลูส์อ่อนๆ ที่ดูเหมือนจะเป็นการบรรเลงประกอบคำบรรยายเนื้อเพลงของมาร์ค อดีตนักข่าวและบัณฑิตด้านภาษาผู้ที่มีเรื่องราวจะเล่าขานไม่ขาดสาย การที่อีกมุมหนึ่งของมาร์คเป็นนักทำสกอร์ประกอบภาพยนตร์นั้นเป็นข้อได้เปรียบของเขาที่ไม่ต้องไปจ้างใครมาเรียบเรียงเครื่องสายหรือออเคสตร้าให้บทเพลงของเขา ทั้งหมดนี้ทำให้บทเพลงของมาร์ค นอฟเลอร์ในยุค solo artist เป็นผลงานของ perfectionist ที่งดงามเรียบง่ายและเต็มไปด้วยรายละเอียดทางดนตรี แต่ฟังโดยผิวเผินไม่ตั้งใจหลายคนอาจจะรู้สึกง่วงเหงา และสงสัยว่าทำไมมาร์คไม่ลองขยับอะไรๆที่มันลื่นไหลอย่าง Sultans Of Swing หรือริฟฟ์โจ๊ะๆแบบ Money For Nothing ให้แฟนเก่าๆฟังกันหายคิดถึงบ้าง

ความโดดเด่นของที่ต่างจากงานเดี่ยวอื่นๆของมาร์คก็คือ Get Lucky มีแนวดนตรี Scottish และ Celtic อย่างเด่นชัด เสียงปี่สก็อตอบอวลไปทั่ว พรสวรรค์ในการเขียนเมโลดี้สวยๆของมาร์คยังไม่หายไปไหน สกอร์ออเคสตร้ามีบทบาทไม่แพ้กันเพียงแต่วาดฉากอยู่เบื้องหลังเงียบๆ เพลงอย่าง Border Reiver, Get Lucky, So Far From The Clyde, Piper To The End และ Before Gas & TV งดงามระดับ****ทุกเพลง โดยเฉพาะ Before Gas & TV ที่มีหลายอย่างในบทเพลงชวนให้คิดถึงบทเพลง Brothers In Arms ในทางดนตรี... (แต่เพื่อนๆหลายคนกลับคิดไปถึงเพลงของคาราวาน!) เนื้อหาเพลงนี้พูดถึงเรื่องราวในอดีตยามเด็กของเขา ก่อนที่มีจะมีโทรทัศน์และรถยนต์ พวกเขามีความสุขกันกับการเล่นกีต้าร์และพูดคุยกันรอบกองไฟ (ยุคนี้คงต้องเป็น Before PC and Internet) ไทเทิลแทร็ค Get Lucky ใครชอบเสียงไนล่อนกีต้าร์ของมาร์คคงถูกใจ เสียงบาริโทนของเขาในวัย 60 ประหนึ่งไวน์ที่บ่มได้ที่ Piper To The End ทำนองสุดยอด เนื้อหาเหมือนจะอำลาวงการ แถมเป็นเพลงสุดท้ายเสียอีก

มาร์คไม่ได้ใจร้ายเกินไปที่จะเล่นเพลงร็อค-บลูส์ที่หนักแน่นขึ้นมาหน่อยให้ฟังกันบ้างใน You Can’t Beat The House และ Cleaning My Gun การเล่นกีต้าร์ของมาร์คในทุกวันนี้ยังคงสำเนียงเฉพาะบุคคลที่เราคุ้นเคยและฝีมืออันเอกอุยังอยู่ครบครัน เพียงแต่เขาเล่นมันเพื่อประกอบบทเพลงเท่านั้นไม่ได้โดดเด่นออกนอกหน้าเหมือนในยุค Dire Straits

นี่คืออัลบั้มฟังสบายๆที่เหมาะแก่การฟังอย่างละเมียดค่อยๆดื่มด่ำทั้งทางด้านดนตรีและเนื้อหา แฟนๆที่ตามงานของมาร์คมาตลอดน่าจะไม่ผิดหวัง ส่วนผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับงานของเขาอาจจะเริ่มที่ชุดนี้ หรือ Sailing To Philadelphia ก็ไม่เลวครับ แต่สำหรับแฟนๆที่ยังยึดมั่นถือมั่นกับ Dire Straits…..

Tracklist:
1. "Border Reiver" – 4:35 2. "Hard Shoulder" – 4:33 3. "You Can't Beat the House" – 3:25 4. "Before Gas and TV" – 5:50 5. "Monteleone" – 3:39 6. "Cleaning My Gun" – 4:43 7. "The Car Was the One" – 3:55 8. "Remembrance Day" – 5:05 9. "Get Lucky" – 4:33 10. "So Far from the Clyde" – 5:58 11. "Piper to the End" – 5:47

Friday, 25 September 2009

The Beatles In Mono


The Beatles In Mono: The Fab Four Director’s Cut


ถ้ากล่องสีขาวบริสุทธิ์ที่ห่อหุ้มซีดีบางๆ10แผ่นนี้ข้างในเป็นภาพยนตร์ ก็คงไม่ผิดอะไรที่จะเปรียบเปรยว่า The Beatles In Mono นี้เป็นฉบับที่ตัดต่อโดยตัวผู้กำกับเอง เพราะในยุค 60’s ที่เป็นรอยต่อของการบันทึกเสียงแบบ Stereo/Mono The Beatles มักจะใส่ใจใน mono mix เสมอมา จวบจนกระทั่งปี 1968 และในที่สุดพวกเขาก็เลิกสนใจทำ mono mix ไปโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่อัลบั้มซาวนด์แทร็ค Yellow Submarine ดังนั้นกล่อง The Beatles In Mono นี้จึงหยุดเวลาไว้ที่อัลบั้มสุดท้ายที่มีการทำ mono mix อย่างเป็นทางการ ‘The Beatles’ หรือที่มีชื่อเล่นที่ทุกคนรู้จักกันในนาม ‘The White Album’


กล่องนี้จึงเป็นการรวมเพลงทุกเพลงของ Beatles ที่ได้รับการผสมเสียงในแบบโมโน แต่ไม่ครบทุกเพลงทุกอัลบั้ม ถ้าท่านต้องการสะสมงานของพวกเขาในแบบครบครันโดยไม่สนใจเรื่องมิกซ์ว่าจะเป็นสเตอริโอหรือโมโนก็น่าจะควักตังค์ซื้อ “กล่องดำ” stereo box มากกว่า


แต่ถ้าท่านอยากศึกษาผลงานการบันทึกเสียงของ Beatles อย่างจริงจังและดูดดื่ม ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ท่านต้อง “ฟัง” ดนตรีในกล่องขาวนี้ เพราะมันมีแง่มุมและอารมณ์ที่แตกต่างจากสเตอริโอเวอร์ชั่นอยู่ไม่น้อย


แต่ขอขัดจังหวะในเรื่องของหีบห่อเสียก่อน


นักฟังรุ่นใหม่ๆอาจจะสนใจในเรื่องของหน้าปกแผ่นหรือแม้กระทั่งตัวซีดีเองน้อยลง แต่ในยุคของ Beatles สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญและเป็นส่วนร่วมในตำนานของพวกเขาอย่างไม่ต้องสงสัย ในขณะที่ package ของสเตอริโอบอกซ์เป็นการผสมผสานระหว่างความเป็นออริจินัลและการดีไซน์ใหม่ๆที่เสริมเข้ามา แต่อาร์ทเวิร์คในกล่องโมโนนี้กลับเป็นการยึดมั่นกับอดีตอย่างซื่อตรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทุกอย่างของปกซีดีเป็นการถ่ายทอดจากปกแผ่นเสียงทุกกระเบียดนิ้ว ไล่ตั้งแต่โทนสีของหน้าปกที่ออกครึ้มๆไม่ฉูดฉาด ต่างจากสเตอริโออย่างเห็นได้ชัด (โดยเฉพาะ Sgt. Pepper’s) ปกหลัง,สันปก การพับกระดาษใน gatefold,ตัวโลโกกลางแผ่นเสียงที่กลายมาเป็น CD label หรือแม้กระทั่งซองกระดาษที่ใส่แผ่น อะไรที่เคยมีแถมใน White Album หรือ Pepper กล่องนี้ก็มีมาให้หมด


แน่ละ สิ่งเหล่านี้อาจจะไม่มีผลอะไรกับดนตรีโดยตรง แต่การเสพดนตรีของมนุษย์นั้นซับซ้อนกว่าแค่การฟังอย่างเดียวโดยตัดปัจจัยต่างๆออกไปสิ้น สมองของปุถุชนคนเราไม่ฉลาดถึงขนาดนั้น!


นักฟังรุ่นใหม่ๆอาจจะไม่ได้ความรู้สึกถวิลหาอดีตกับการฟังกล่อง The Beatles In Mono นี้มากเท่ากับผู้ที่เติบโตมากับเสียงแบบนี้ (เท่าที่ได้คุยกับแฟนเพลงรุ่นใหญ่ที่เป็นชาวไทยท่านก็บอกว่าบ้านเรานิยม stereo มาตั้งแต่ยุคนั้นแล้ว ใครฟัง mono ถือว่าหลงยุค) รวมทั้งตัวผมเองด้วย


ผมเคยฟัง Beatles ในแบบโมโนมาพอสมควร จากสี่อัลบั้มแรกของพวกเขาที่ออกมาแบบโมโนตั้งแต่ปี 1987 และ EP Collection รวมทั้งการได้ฟังจากแผ่นเสียงเก่าๆในบางอัลบั้ม แต่นี่เป็นครั้งแรกที่จะได้ฟัง Beatles ในแบบที่พวกเขาอยากให้เราฟังแบบครบชุด


ทีมงาน “รีมาสเตอร์” ให้ข้อมูลว่าในการเตรียมมาสเตอร์ใหม่เพื่อทำกล่องโมโนนี้ พวกเขาแทบไม่ได้ไปดัดแปลงแก้ไขอะไรกับสุ้มเสียงเดิมๆในมาสเตอร์เทปเลย เรียกว่าคงความคลาสสิกเอาไว้ไม่ต่างอะไรจากที่เขาทำกับ artwork ในขณะที่ใน stereo box พวกทีมงานรีมาสเตอร์ได้เหยาะเครื่องปรุงเอาไว้ไม่น้อย

จึงไม่แปลกอะไรที่ถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว เสียงใน mono box จะบางเบากว่า stereo ที่ส่วนหนึ่งทำเพื่อเอาใจคนใน generation นี้ที่ต้องการความ “ดัง” และพลังของเสียง คุณจึงต้องเร่ง volume ของเครื่องเสียงคุณขึ้นอีกสักเล็กน้อยเมือฟังซีดีจากกล่องขาวนี้


แฟนๆเต่าทองทั่วโลกยังถกกันไม่เลิกแม้จะผ่านมา 40 กว่าปีแล้ว ว่าในแต่ละอัลบั้มเวอร์ชั่นโมโนหรือสเตอริโอเยี่ยมกว่ากัน ในสองอัลบั้มแรก Please Please Me และ With The Beatles พวกเขาบันทึกเสียงกันด้วยแค่เทป 2 แทร็ค ดังนั้นสเตอริโอเวอร์ชั่นของสองอัลบั้มนี้จึงฟังดูแปลกๆไม่เป็นสเตอริโอที่สมบูรณ์แบบ ผมชอบ mono ของ Please Please Me แต่ใน With the Beatles กลับฟังสนุกกว่าในแบบ stereo


A Hard Day’s Night น่าจะให้สุ้มเสียงที่ดีกว่านี้ใน stereo เท่าที่เคยฟังจากแผ่นเสียงเก่าๆ แต่ในรีมาสแตอร์นี้โมโนกลับน่าฟังกว่า Beatles For Sale นั้นยอดเยี่ยมในทั้งสองแบบ Help! Mono นั้นเสียงออกจะกระป๋องหน่อย แต่กลับได้อารมณ์ดิบๆมากกว่า และยังมี Yesterday ที่ใครได้ฟังแบบโมโนแล้วต้องติดใจทุกราย


ห้าอัลบั้มในครึ่งหลังถือเป็นช่วงที่พวกเขาเริ่มกลายเป็นเซียนในห้องอัดเต็มตัว ตั้งแต่Rubber Soul, Revolver, Sgt. Pepper’s, Magical Mystery Tour, White Album ทุกอัลบั้มให้ feel ที่แตกต่างไปจากสเตอริโอ รวมไปถึงความแตกต่างเล็กๆน้อยๆจนถึงมากๆในแต่ละเพลง ถ้าคุณเคยรักอัลบั้มเหล่านี้ในแบบ stereo นี่อาจจะไม่ต่างอะไรกับการได้ใกล้ชิดกับน้องสาวของคนที่คุณรัก...หน้าคล้ายๆกัน แต่มีเสน่ห์ไปคนละแบบ....!!!


การทำโมโนมิกซ์นั้นจะว่าง่ายก็ใช่ เพราะไม่ต้องคิดถึงการวาง image ของเสียงดนตรี แต่ก็จะมีความยากในการทำให้แต่ละเสียงโดดเด่นไม่ซ้อนทับกันจนฟังไม่รู้เรื่อง โดยเฉพาะเมื่อดนตรีมากชิ้นขึ้นอย่าง I Am The Walrus หรือ A Day In The Life แต่ George Martin และทีมงานของเขาก็ฝากผลงานไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์

ถ้าจะมีสิ่งหนึ่งที่เสียดายก็คือ พวกเขาไม่ได้ทำอัลบั้ม “เพลงหงส์” Abbey Road ไว้ในแบบ mono กล่องนี้จึงเหมือนขาดอะไรบางอย่างไป


สรุปว่าควรจะหามาฟังกันเป็นอย่างยิ่งครับ สำหรับผู้ที่รักดนตรีของ Beatles ในแบบมากกว่าแฟนเพลงทั่วไป (คือต้องบ้าขึ้นมาอีกระดับ) กล่องนี้ไม่มีการขายแยกแผ่น ถ้าจะซื้อก็ต้องยกกล่องกันอย่างเดียวครับ!

Thursday, 17 September 2009

Arctic Monkeys ***-*-*-*-* Humbug


Arctic Monkeys-Humbug ****


แนวดนตรี-Post Punk, Alternative Rock, Psychedelic Rock
Producer: Josh Homme, James Ford* (เฉพาะเพลงที่ 4 และ 7)


Tracklist:

1. "My Propeller" 3:28
2. "Crying Lightning" 3:42
3. "Dangerous Animals" 3:24
4. "Secret Door"* 3:41
5. "Potion Approaching" 3:32
6. "Fire and the Thud" 3:50
7. "Cornerstone"* 3:17
8. "Dance Little Liar" 4:43
9. "Pretty Visitors" 3:40
10. "The Jeweller's Hands" 5:42


ออกจำหน่าย-สิงหาคม 2552




เผลอแว่บเดียว หนุ่มๆจากเชฟฟิลด์ (Alex Turner-vocal, guitar/Jamie Cook-guitar/Nick O’Malley-bass/Matt Helders-drums) กลุ่มนี้ก็เดินทางมาถึงอัลบั้มที่สามแล้ว พวกเขาคือวงดนตรีโพสต์พังค์-ป๊อบที่โดดเด่นที่สุดจากเกาะอังกฤษหลังจาก Franz Ferdinand อัลบั้มแรกของ The Monkeysในปี 2006 Whatever People Says I Am, That's What I'm Not นั้นอัดแน่นด้วยพลังและความสดใหม่ที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้อัลบั้มแรกของ Oasis หรือ The Stone Roses มันเป็นอัลบั้มที่ขายได้ "เร็ว" ที่สุดตลอดกาลในขณะนั้น (ก่อนที่จะถูกทำลายในปีต่อมาด้วยฝีมือของ Leona Lewis) ด้วยแนวคิดทางการตลาดที่หักล้างสูตรสำเร็จเก่าๆอย่างพลิกแผ่นดิน งานที่สอง Favourite Worst Nightmare ตามมาอย่างทันใจในปี 2007 หลายเพลงในนั้นทำขึ้นมาประหนึ่งเพื่อที่จะพิสูจน์ว่าพวกเขาเล่นยังเล่นดนตรีให้แรงและเร็วกว่าเดิมได้อีก แต่ครึ่งหนึ่งของอัลบั้มก็เริ่มชี้ไปในแนวทางใหม่ที่ผ่อนคลาย,อ่อนโยน และหลอนเวิ้งว้าง....


Alex Turner นักร้องนำและนักแต่งเพลงผู้แทบจะเป็นทุกอย่างของวงร่วมมือกับเพื่อนร่วมวงการ Miles Kane จากวง The Rascals ทำงาน"คั่นเวลา"ออกมาในปี 2008 ในนามของ The Last Shadows Puppets (ที่อดคิดไม่ได้ว่ามันเหมือนจะเป็นงานเดี่ยวของเขากลายๆ) แต่มันเป็นงานที่สำคัญกว่าการเป็นแค่งานคั่นเวลาหรืองานอดิเรก โลกได้ฟังเทอร์เนอร์ในอีกมุมหนึ่งที่แตกต่างจากความกราดเกรี้ยวของ Arctic Monkeys เขาและไมลส์ทำเพลงย้อนยุค-เล่นกับเครื่องสาย ดนตรีที่อิงได้กับซาวนด์แทร็คหนังคาวบอยอิตาเลียน และการร้องเพลงแบบ crooner มันได้รับคำยกย่องจากนักวิจารณ์แทบจะถ้วนหน้า


และ Humbug ก็ควรจะถูกมองว่ามันเป็นการเดินทางของวงที่เป็นรอยบรรจบจาก The Last Shadows Puppets และ Favourite Worst Nightmare พวกเขาแทบจะไม่ใส่ใจกับความดุเดือดของพลังแบบพังค์ หรือการเล่นดนตรีด้วยความเร็วระดับ 150 BPM อย่างใน Brianstorm อีกต่อไป arctic monkeys หันไปทำงานร่วมกับ Josh Homme แห่ง Queens of the Stone Age ในฐานะโปรดิวเซอร์ และมันก็มีอิทธิพลของ Josh ในด้าน soundscape และ guitar soundให้ได้ยินกังวานไปทั่วใน Humbug แต่ไม่มากเกินไปจนทำให้มันกลายเป็น Prince of the stone age เพลงของพวกเขายังคงเป็นเพลงแบบ arctic monkeys ที่คมคาย แม่นยำ ดนตรีแน่นขนัดอันเต็มไปด้วยเมโลดี้ที่ไพเราะอย่างน่าประหลาด...อย่างที่ไม่มีใครจำผิดวง เพียงแต่คราวนี้พวกเขาสุขุมขึ้น หลากหลายและหลักแหลมขึ้น และไม่มีความเร่งร้อน...แทบไม่มี...เหลืออยู่


The Monkeys อาจจะเลือกเพลงอย่าง Pretty Visitors หรือ Potion Approaching ที่ยังมีดีเอ็นเอของความรีบเร่งและริฟฟ์ดุๆแบบสองอัลบั้มแรกมาเป็นเพลงเปิดหัว Humbug เพื่อสร้างความอุ่นใจให้แฟนๆก็ได้ แต่พวกเขาไม่ทำ พวกเขากลับเลือกที่จะนำเสนอแนวทางใหม่โดยพลัน และนับเป็นครั้งแรกที่พวกเขาเปิดอัลบั้มด้วยเพลงค่อนข้างช้าอย่าง My Propeller อิทธิพลของ Josh ได้ยินชัดมาตั้งแต่หัววัน จังหวะหนักแน่น กีต้าร์ก้องกังวานอยู่ห่างๆ เสียงร้องของเทอร์เนอร์ขรึมลึกล่องลอย ก่อนที่พวกเขาจะกลับมาร้องด้วยเสียงร้องแบบที่เราคุ้นเคยราวกับว่ากลัวแฟนเพลงจำไม่ได้ในนาทีสุดท้าย Crying Lightning ซิงเกิ้ลแรก แม้จะเป็นเพลงป๊อบที่ออกจะประหลาดๆ แต่เมื่อกรอกหูไปไม่กี่รอบคุณก็ไม่อาจหนีมันพ้น พวกเขาร็อคกันหนักขึ้นด้วย Dangerous Animals นี่สิ Arctic Monkeys! เพลงๆเดียวแต่ใส่อะไรต่อมิอะไรเข้ามาอลหม่านไปหมดตั้งแต่อินโทรอะแคปเปลลาหลอนๆ ท่อนสร้อยที่ร้องชื่อเพลงทีละตัวอักษรแบบเชยๆแต่กลับฟังเข้าท่า และเนื้อหาแบบ S&M! Secret Door และ Fire And The Thud เลิกดุดันชั่วคราว มันเป็นความหวานหลอนที่ชวนให้นึกถึง Last Shadow Puppets Cornerstone อาจจะเป็นเพลงรักแท้ๆเพลงเดียวในอัลบั้ม เรื่องราวของผู้ชายที่ตามหาคนรักที่หายไป แต่เจอแต่คนคล้ายๆ และทุกครั้งเขาจะถามหล่อนเหล่านั้นว่า จะให้เขาเรียกเธอด้วยชื่อของแฟนเก่าเขาได้ไหม? Dance Little Liar เทอร์เนอร์ร้องด้วยพลังของคนใกล้หมดสติจากยาสลบขณะที่วิญญาณ John Bonhamเข้าสิงน้องแมทท์ของเราเต็มตัว แทร็คเดียวที่อารมณ์ของเพลงถูกสร้างขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปจนถึงไคลแมกซ์ Monkeys ปิดอัลบั้มยาว 39 นาทีนี้ด้วยเพลงยาวเกือบ 6 นาที The Jeweller’s Hand


แฟนเพลงที่ยังหวังว่าพวกเขาจะยังเล่นเพลงพังค์ป๊อบร็อคผสมริฟฟ์เท่ๆถล่มทลายกันด้วยพลังคนหนุ่มเหมือนสองอัลบั้มแรกก็เป็นอันต้องผิดหวังอย่างไม่ต้องสงสัย นี่คือการเติบโตของวงอย่างแกร่งกล้าที่เสียงไม่น้อยกับการสูญเสียแฟนเก่า มันเป็นงานที่ต้องใช้เวลาในการฟังมากกว่าสามสี่รอบขึ้นไป ด้วยรายละเอียดของดนตรีที่มากมายและทางเดินของการประพันธ์ที่ซ้อนซับและซ่อนเงื่อนงำเรียงรายไว้ตามรายทาง อเล็กซ์ เทอร์เนอร์ยกระดับการเขียนเนื้อเพลงของเขาไปอีกขั้นหนึ่งที่เล่นกับการใช้สัญลักษณ์และการสร้างฉากในบทเพลง อีกทั้งหลายเพลงยังเต็มไปด้วยความมืดหม่นของบรรยากาศฟิล์มนัวร์และความคุกรุ่นในกามวิสัยอย่างไม่เคยมีมาก่อน ขณะเดียวกันก็ยังมีการใช้คำง่ายๆและกินใจอย่างใน Cornerstone หรือประโยคทีเด็ดอย่าง "What came first, the chicken or the dickhead?" ใน Pretty Visitors ฝีมือกลองของ Matt Helders ยังคงเป็นเอกลักษณ์หนึ่งที่ควบคู่ไปกับเสียงร้องของอเล็กซ์ แมทท์มีอะไรหลายอย่างที่ชวนให้คิดถึง John Bonham และ Keith Moonแม้โครงสร้างดนตรีจะไม่เปิดโอกาสให้เขาโชว์ได้มากนัก และฝีมือกีต้าร์ของ Jamie Cook ก็พัฒนาไปอีกขึ้นทั้งในแง่เทคนิคฝีมือและแนวคิดในการใช้เสียงจากกีต้าร์ของเขาเพื่ออารมณ์ของบทเพลง


ผลงานนี้ได้พิสูจน์ว่าการตัดสินใจใช้บริการของ Josh Homme เป็นความคิดที่ถูกต้อง นี่เป็นก้าวที่ไกลที่สุดนับจากพวกเขาออกอัลบั้มแรกมา ถ้าท่านยังไม่เคยฟังงานของพวกเขามาก่อนจะเริ่มจาก Humbug นี้ก็ไม่น่าจะผิดหวังอะไร แต่ถ้าจะให้สนุกก็น่าจะตามเก็บกันตั้งแต่อัลบั้มแรก คงไม่เกินเลยเกินไปถ้าจะบอกว่าแค่ถึงตอนนี้พวกเขาก็กลายเป็นตำนานหนึ่งของ British Rock แล้วครับ

Monday, 20 July 2009

Michael Jackson The Stripped Mixes


ดูจากวันออกจำหน่ายของซีดีชุดนี้คงจะไม่ต้องอธิบายกันมาก - 7 ก.ค. 2009


โมทาวน์ทำงานชิ้นนี้ออกมาเพื่อตักตวงผลประโยชน์จากความตายของไมเคิลอย่างไม่ต้องมีความเขินอายใดๆกันแล้ว ปกติฝรั่งเค้าจะค่อนข้างถือเรื่องนี้นะ ยังไงก็ควรจะทิ้งช่วงนานกว่านี้สักหน่อย หรือว่ายุคสมัยนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว คงไม่มีใครมาถือสาเรื่องกาละเทศะหรือมารยาท-รสนิยมอะไร ขืนออกเดือนหน้าคนก็อาจจะลืมไมเคิลไปหมดแล้ว
อัลบั้มนี้มี 11 เพลง ล้วนเป็นเพลงเก่าที่ไมเคิลร้องไว้ในงานเดี่ยวหรือกับพี่ๆวง Jackson 5 สมัยเขายังอยู่กับโมทาวน์ แต่ความ"พิเศษ"ของมันก็คือ แต่ละเพลงจะมิกซ์ดนตรีมาไม่ครบและกดเสียงดนตรีให้เบาบาง ขับเสีัยงร้องของไมเคิลและพี่ๆให้โดดเด่นชัดเจนขึ้น มันหากินกันง่ายๆอย่างนี้เองนะเนี่ย


เฮ้อ แต่ถึงจะเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจแค่ไหน ก็ต้องยอมรับว่า 11 เพลงในเวอร์ชั่นเปลื้องผ้านี้ มันสุดแสนจะไพเราะจริงๆ Ben และ I'll Be There ราวกับจะเป็น unplugged version ส่วน I Want You Back ก็เพลิดเพลินไปกับการร้องของไมเคิลและพี่ๆที่ตั้งใจและละเอียดมากๆกับทุกโน้ต เพลงที่ไม่ดังนักอย่าง We Got A Good Thing Going หรือ With A Child's Heart ก็หวานซึ้งตรึงใจ ส่วน Who's Loving You นั้น...ตายไปเลยกับการขับร้องแบบหยุดหัวใจผู้ฟังของไมเคิล


น่าเสียดายที่ยุคหลังๆของไมเคิล น้อยครั้งนักที่เขาจะโชว์เสียงร้องจับใจอย่างนี้.... สรุปว่านี่เป็นอัลบั้มที่ชุบมือเปิบอย่างหน้าตาเฉยไปหน่อย แต่คุณค่าของดนตรีก็คุ้มค่าครับ ซื้อๆเขาหน่อยเถอะครับ โมทาวน์ไม่ได้มีงานขายดิบขายดีอะไรมานานแล้ว.....


ฟังพรีวิวได้ที่ http://www.amazon.com/The-Stripped-Mixes/dp/B002GF37GG

Monday, 13 July 2009

KING OF POP

MICHAEL
The Greatest Entertainer Who Ever Lived



“ผมพบเขาครั้งแรกตอนเขาอายุ 12 ขวบ ไมเคิลเป็นเหมือนน้องคนเล็กของผม เขามีเวทมนตร์ทั้งปวงในตัวเขา ไมเคิลมีพลังในการเชื่อมต่อกับสิ่งอัศจรรย์เหล่านั้น มันเหมือนกับมีเทียนที่กำลังลุกโชนอยู่ในวิญญาณของคุณ เขาเป็นบุคคลที่มีความซับซ้อนในตัวตนอย่างยิ่ง แต่ผมไม่เคยพบศิลปินคนไหนที่ไม่เป็นเช่นนั้น ผมยังไม่เคยเจอสักคน ศิลปินที่ปรับตัวเองได้เป็นอย่างดี : นั่นเป็นคำที่ไปด้วยกันไม่ได้เลย”

-ควินซี่ โจนส์ ,โปรดิวเซอร์ Off The Wall, Thriller และ Bad

King of POP






There’s Elvis, there’s Beatles and there’s MJ.

นั่นคือคำอธิบายที่สั้นที่สุดที่ผมพอจะคิดได้สำหรับความยิ่งใหญ่ของ Michael Jackson ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะต้องมาเขียนเรื่องเกี่ยวกับความตายของเขาใน Around Music ฉบับนี้ เล่มที่แล้วยังเขียนถึงเขาอยู่เลยด้วยความเป็นห่วงไยว่าแกจะไหวหรือเปล่า กับคอนเสิร์ตใหญ่ 50 รอบ และสังขารขนาดนั้น และไมเคิลก็ไม่ได้อยู่พิสูจน์ด้วยซ้ำว่าเขาจะไหวหรือไม่

การจากไปของไมเคิลอาจจะไม่มีผลกระทบต่อวงการดนตรีอะไรนัก เพราะเขาก็แทบจะไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันออกมานับสิบปีแล้ว แต่ถ้าคุณสงสัยถึงความยิ่งใหญ่ของเขา ลองมองไปรอบๆและหา King Of Pop คนต่อไปให้ผมหน่อยเถิด ชายหนุ่มผู้มีความสามารถและพรสวรรค์ตั้งแต่วัยเยาว์ เสียงร้องที่เลอเลิศ การเต้นที่สามารถหยุดหัวใจคนทั้งโลก และผลงานดนตรีที่เข้าถึงได้ทุกซอกทุกมุมของจิตใจมนุษย์ทุกหมู่เหล่า อย่าแปลกใจที่คุณไม่อาจหาได้ ผมพยายามแล้ว และพบว่า มันไม่มี มันจะไม่มี King Of Pop อีกต่อไป ฉายานี้ไม่ว่าเขาจะตั้งให้ตัวเองหรือไม่ แต่มันก็ได้ติดตัวเขาไปสู่สรวงสวรรค์แล้ว

ไมเคิลมีช่วงเวลาการทำงานที่ยาวนาน เพราะเขาออกผลงานชิ้นแรกตั้งแต่อายุแค่ 10 ขวบกับพี่น้องแจ็กสันจวบจนอัลบั้มสุดท้ายที่ค่อนข้างจะล้มเหลว Invincible ในปี 2001 ถ้าชีวิตเขาเป็นกราฟ มันก็คงจะพุ่งขึ้นๆตั้งแต่ปี 1968 และเริ่มปักหัวลงในยุค 90’s แฟนๆทุกคนตั้งความหวังไว้ว่าคอนเสิร์ตใหญ่ที่กำลังจะมาถึงในเดือนก.ค.นี้จะเป็นการกลับมาอีกครั้งของเขา ผมยังจำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน ได้เขียนรีวิว DVD ‘68 Comeback Special ของ Elvis Presley ยังเปรียบเทียบสถานการณ์ไว้เลยว่าการกลับมาดังของเอลวิสตอนนั้น มันยากเข็ญยิ่งพอๆกับการกลับมาของไมเคิล แต่เขาก็เกือบทำได้ มีคลิปสั้นๆและรูป3-4รูปจากการซ้อมของเขาก่อนที่เขาจะเสียชีวิตแค่ 2 วัน ที่ใครดูแล้วก็ต้องบอกว่าน่าเสียดายจริงๆ เพราะดูไมเคิลมีความสุขและพร้อมที่จะกลับมายิ่งใหญ่

ขณะที่เขียนอยู่นี้ก็ยังไม่มีการสรุปแน่ชัดว่าไมเคิลเสียชีวิตจากการฆาตกรรมหรือการได้รับยาเกินขนาด แต่มันก็อาจจะไม่สลักสำคัญเท่าใดนัก อย่างไรเขาก็จากไปแล้ว ทิ้งไว้แต่ผลงานมากมายทั้งการบันทึกเสียงและเหตุการณ์ประวัติศาสตร์มากมาย ทั้งงดงาม น่าทึ่ง จนไปถึงน่าอึ้ง แต่นั่นก็คือชีวิตที่หลากหลายของบุรุษผู้หนึ่ง ที่คุณไม่อาจคาดหวังอะไรที่ธรรมดาๆจากเขา

ในงาน memorial ของเขาที่ Staple Center ,L.A. Berry Gordy ผู้ก่อตั้งโมทาวน์และเป็นผู้เซ็นสัญญาไมเคิลกับพี่ๆเป็นคนแรก ได้กล่าวประโยคที่ทำให้โลกต้องตะลึงไว้ว่า “สำหรับไมเคิล คำว่า king of pop มันดูจะน้อยเกินไป อย่างเขานั้น ผมอยากจะเรียกว่า เขาเป็น... the greatest entertainer who ever lived…”

และนี่คือบทสรุปของชีวิต 50 ปีของเขา อ่านแล้วก็ตัดสินใจกันเองนะครับว่าเขาคู่ควรกับฉายาไหนดี
(ข้อมูลจาก Time Magazine)

1958 ไมเคิล แจ็กสันเกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 1958 ที่ Gary, Inde. เขาเป็นลูกคนที่ 7 ของพี่น้องทั้งหมด 9 คน
1966 ไมเคิล รับตำแหน่งนักร้องนำของวง The Jackson 5 ตั้งแต่อายุแค่ 8 ขวบ เดิมตำแหน่งนี้เป็นของ Jermaine สมาชิกคนอื่นๆคือ Marlon, Jackie และ Tito
1967 The Jackson 5 ชนะการประกวด amateur-night contest ที่ Apollo Theater
1968 วงออกซิงเกิ้ลแรก ‘Big Boy’ ในสังกัด Steeltown
The Jackson 5 ผ่านการ audition ของ Motown ซึ่งต่อมาพวกเขาได้ออกอัลบั้มในสังกัดนี้อีกมากกว่าครึ่งโหล
1969
เด็กๆย้ายไปอยู่แคลิฟอร์เนีย และได้รับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการด้วยการแสดงที่ the Daisy ไนท์คลับในเบเวอรี่ฮิลล์ และหลายวันต่อมาพวกเขาก็เล่นเป็นวงเปิดให้ The Supremes
The Jackson 5 แสดงครั้งแรกในรายการ Ed Sullivan Show
The Jackson 5 ออกอัลบั้มแรก Diana Ross Presents The Jackson 5 ขึ้นถึงอันดับ 5 แต่ซิงเกิ้ล I Want You Back ที่ร้องนำโดยหนูน้อยไมเคิลวัย 11 ขวบทะยานขึ้นสู่อันดับ 1
1970 3 ซิงเกิ้ลต่อมาของ The Jackson 5 คือ ABC, The Love You Save และ I’ll Be There ขึ้นถึงอันดับ 1 ทั้งหมด ไม่เคยมีศิลปินใดทำได้เช่นนี้มาก่อน
1971 ไมเคิลออกซิงเกิ้ลในฐานะศิลปินเดี่ยวเป็นครั้งแรก Got To Be There ไปได้ถึงอันดับ 4 และออกอัลบั้มชื่อเดียวกันนี้ในปีต่อมา ขึ้นถึงอันดับ 14
1972 ไมเคิลวัย 14 มีซิงเกิ้ลอันดับ 1 เพลงแรกในเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับหนูที่มีพลังจิต ‘Ben’
1976
พี่น้องแจ็กสันออกจาโมทาวน์สู่อ้อมกอดของ CBS records และถูกบีบให้เปลี่ยนชื่อวงเป็น The Jacksons
เปิดตัวรายการทีวี The Jacksons ทาง CBS เวลาเดียวกันนี้ แรนดี้ น้องคนสุดท้องเข้ามาแทนที่เจอร์เมน
1978 ไมเคิลแสดงหนังเรื่อง The Wiz โดยรับบทเป็นหุ่นไล่กา หนังไม่ประสบความสำเร็จ แต่มันก็ทำให้ไมเคิลได้พบกับ ควินซี่ โจนส์ในการถ่ายทำหนังเรื่องนี้
1979
ไมเคิลประสบอุบัติเหตุดั้งจมูกหัก ระหว่างการซ้อมเต้น นี่อาจเป็นการเริ่มต้นของการทำศัลยกรรมที่จะตามมาอีกมากในอนาคต
Off The Wall ออกจำหน่าย อัลบั้มนี้ขายไปได้มากกว่า 20 ล้านชุด มันเป็นหนี่งในสามอัลบั้มที่เขาทำงานกับ ควินซี่ โจนส์ และมีเพลงท็อปเทนถึงสี่เพลง ถือเป็นการเปิดศักราชการทำงานเดี่ยวของไมเคิลอย่างแท้จริง
1980
ไมเคิลได้รับรางวัลแกรมมี่ตัวแรก Best R&B Male Vocal Performance ในเพลง Don’t Stop ‘Till You Get Enough แต่ไมเคิลไม่พอใจที่อัลบั้มไม่ได้รางวัลอะไรเลย
อัลบั้ม Triumph ของ The Jacksons ได้รางวัลแผ่นเสียงทองคำขาว
1982
ไมเคิลโปรดิวซ์เพลง Muscles ให้ไดอาน่า รอสส์ ไปได้ถึงอันดับ 10 ในชาร์ต
ไมเคิลให้เสียงบรรยายและร้องเพลงใน E.T. The Extra-Terrestrial storybook album มันได้รับรางวัลแกรมมี่ในปี 1984 ในสาขา Best Recording for Children
ออกอัลบั้ม Thriller ขายได้มากกว่า 104 ล้านชุด อยู่ในอันดับ 1 37 สัปดาห์ มีเพลงอันดับ 1 สองเพลง และเจ็ดเพลงเป็นท็อปเทน จากโพลล์ของ MTV เร็วๆนี้ มันคือ “อัลบั้มที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล”

1983
· Billie Jean ซิงเกิ้ลที่สองจาก Thriller moonwalk ขึ้นสู่อันดับ 1 ด้วยเสียงร้องไมเคิลที่มาจากการบันทึกเสียงอันน่ามหัศจรรย์เพียงเทคเดียว มันอยู่ในอันดับ 1 ถึง 7 สัปดาห์
· เปิดตัวมิวสิกวิดีโอ Beat It ทาง MTV ทำให้ไมเคิลเป็นศิลปินอาฟริกัน-อเมริกันคนแรกที่มีผลงานออกทางช่องนี้
· ไมเคิล moonwalk เป็นครั้งแรกที่งานฉลองครบรอบ 25 ปีโมทาวน์ ผู้ชมแทบคลั่งเมื่อเห็นเขาเคลื่อนตัวถอยหลังราวกับไร้น้ำหนักจากฝั่งถึงอีกฝั่งเวทีในขณะร้องเพลง Billie Jean วันนั้นเขาใส่ถุงมือสีขาวฝังเพชร-ข้างเดียว
· MTV ฉาย Thriller mini-movie ยาว 14 นาที มันเป็นมิวสิกวิดีโอที่แพงที่สุดในขณะนั้น
1984
· กินเนสส์บุ๊คบันทึกไว้ว่า Thriller เป็น อัลบั้มของศิลปินเดี่ยวที่ขายดีที่สุดตลอดกาล
· ไมเคิลประสบอุบัติเหตุไฟไหม้ศีรษะด้วยความรุนแรงระดับสองและสามขณะถ่ายทำโฆษณาเป๊บซี่ในแอลเอ
· ไมเคิลหอบแกรมมี่กลับบ้านแปดตัว Beat It ได้ Record of the Year ขณะที่ Thriller เป็น Best album
· The Jacksons เริ่มออกทัวร์ในชื่อ Victory Tour ในแคนซัสซิตี้ นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ไมเคิลทัวร์กับพี่น้อง
1985
· ไมเคิลบันทึกเสียงร่วมกับศิลปินดังหลากหลายแห่งยุค 80’s ในเพลง We Are The World ที่เขาแต่งร่วมกับ Lionel Richie เพื่อองค์กรการกุศล USA for Africa มันขายไปได้ 7 ล้านชุด
· ไมเคิลซื้อลิขสิทธิ์เพลงของ ATV Music ซึ่งในนั้นมีเพลงของ Beatles รวมอยู่ด้วย ในราคา 47.5 ล้านเหรียญ
1986
· ไมเคิลต่อสัญญากับเป๊บซี่เป็นเงิน 15 ล้านเหรียญในช่วงเวลาสามปี
· เปิดฉายหนังสามมิติ Captain EO ที่ไมเคิลนำแสดง จากการกำกับของ Francis Ford Coppola ที่ Disney’s Epcot Center ในฟลอริดา ฉายจนถึงปี 1994
1987
ออกอัลบั้ม Bad ขายไปได้ 32 ล้านชุด ได้รางวัลแผ่นเสียงทองคำหลายแผ่น และเป็นอัลบั้มเดียวที่มีเพลงอันดับ 1 ถึงห้าเพลง
1988
ไมเคิลซื้อทุ่งกว้าง 2,700 เอเคอร์ใกล้กับ Santa Ynez แคลิฟอร์เนียในราคา 17 ล้านเหรียญ และตั้งชื่อมันว่า Neverland ตามการ์ตูนเรื่อง Peter Pan เขาสร้างสนามเด็กเล่นในนั้นและเลี้ยงสัตว์แปลกๆอย่าง งูpythons และแมงมุม tarantulas
1991
· ไมเคิลเซ็นสัญญาประวัติการณ์กับโซนี่เป็นเงิน 65 ล้านเหรียญสำหรับ MJ label, ภาพยนตร์ และอัลบั้ม 6 ชุด คาดกันว่าสัญญานี้จะสร้างเงินได้ถึง 1 พันล้านเหรียญ
· Elizabeth Taylor แต่งงานกับสามีคนที่ 7 Larry Fortensky ที่ Neverland
· Dangerous ออกวางแผง ขายได้ประมาณ 30 ล้านชุด พร้อมกับวิดีโอ Black or White ที่สร้างความฮือฮาในเนื้อหาที่รุนแรงและมีนัยทางเพศ
1993
· ไมเคิลพูดในการให้สัมภาษณ์ออกรายการของ Oprah Winfrey ว่าที่สีผิวของเขาขาวขึ้นๆไม่ได้เกิดจากการตั้งใจฟอกสี แต่เป็นเพราะเขามีความผิดปกติทาง เซลล์สร้างสีผิว
· ได้รับรางวัล Grammy’s Legend award
· แสดงช่วงพักครึ่งเวลา Super Bowl ที่ Rose Bowl Stadium
· ครอบครัวของเด็กที่เคยอยู่ที่ Neverland ฟ้องศาลว่าไมเคิลล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ไมเคิลตัดตอนทัวร์ Dangerous ของเขาและออกทีวีปฏิเสธ คดีนี้ตกลงกันนอกศาลและคาดว่าไมเคิลต้องจ่ายถึง 20 ล้านเหรียญ
1994
แต่งงานกับ Lisa Marie Presley ลูกสาวคนเดียวของ Elvis ทั้งคุ่หย่ากันในเดือนมกราคม 1996
1995
· ออกอัลบั้ ม History: Past, Present and Future---Book 1 ขายไปได้ประมาณ 20 ล้านชุด
· เข้าโรงพยาบาลในนิวยอร์คหลังจากหมดสติระหว่างซ้อมเพื่อรายการพิเศษทางเคเบิลทีวี
1996
แต่งงานกับนางพยาบาลชื่อ Debbie Rowe ไม่เคยอยู่ด้วยกัน แต่มีลูกสองคน หย่าร้างไปในปี 1999
1997
· กำเนิดลูกชายคนแรก Michael Joseph Jackson Jr. หรืออีกชื่อว่า Prince Michael
· The Jackson 5 ได้รับการเสนอชื่อเข้า The Rock and Roll Hall of Fame
1998
กำเนิดลูกสาว Paris Michael Katherine Jackson
2001
· ไมเคิลเข้าสู่ Rock and Roll Hall of Fame ในฐานะศิลปินเดี่ยว
· ออกอัลบั้ม Invincible ขายไปได้ 10 ล้านชุด
2002
· กำเนิดลูกคนที่สาม Prince Michael Jackson II (ชื่อเล่น ‘Blanket’) จากแม่อุ้มบุญที่ไม่มีใครทราบว่าเป็นใคร และไมเคิลเองก็บอกว่าเขาไม่เคยพบตัว
· ไมเคิลถูกฟ้องจากอดีตผู้ให้คำแนะนำทางการเงินเป็นเงิน 12 ล้านเหรียญด้วยข้อหาที่ไม่จ่ายค่าจ้าง คดีถูกตกลงกันนอกศาลอีกครั้ง
· ไมเคิลสร้างความอื้อฉาวด้วยการอุ้ม Blanket มาที่ระเบียงโรงแรมในเบอร์ลินเพื่ออวดแฟนๆอย่างน่าหวาดเสียว
2003
· ไมเคิลเปิดเผยในรายการทีวี Living with Michael Jackson ว่าเขาเคยชวนเด็กๆมาค้างคืนที่เนเวอร์แลนด์ โดยนอนบนเตียงเขา แต่ไม่มีอะไรทางเพศเกิดขึ้น แค่ให้นมร้อนๆและคุ๊กกี้เท่านั้น
· ถูกฟ้องว่าล่วงละเมิดเด็ก 12 ขวบที่ป่วยเป็นมะเร็ง คดีจะตัดสินในเดือนมกราคม 2005
2004
มีรายงานว่าไมเคิลไม่อาจจ่ายหนี้ที่ยืมมาจาก Bank Of America เป็นจำนวนเงิน 70 ล้านเหรียญ
2005
ไมเคิลรอดพ้นทุกข้อกล่าวหาคดีล่วงละเมิดเด็ก หลังจากการตัดสิน ไมเคิลหายตัวไปและไปโผล่อีกทีที่บาห์เรน
2008
· ไมเคิลถูกยึดกรรมสิทธิ์ Neverland หลังค้างหนี้ชำระ 24.5 ล้านเหรียญ
· เชื้อพระวงศ์บาห์เรนที่ให้ที่อยู่แก่ไมเคิลหลังคดีละเมิดเด็กฟ้องไมเคิล 7 ล้านเหรียญฐานผิดสัญญาที่ตกลงกันไว้ คดีนี้ก็ตกลงกันนอกศาลอย่างรวดเร็วเช่นเคย
2009
· ประกาศการออกคอนเสิร์ตอำลา ‘final curtain call’ ที่ O2 ในลอนดอน ตั๋ว 750,000 ใบหมดในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
· เสียชีวิตในลอสแอนเจอลิส ในวันที่ 25 มิถุนายน


10 Things you may not know about Michael

ในเพลง Man in the Mirror ใน Concert DVD – Live in Bucharest คุณสามารถที่จะได้ฟังท่อนที่เพิ่มเติมขึ้นมาในช่วงตอนจบ “Stand up for your brother, stand up for your sister”, “Run home and tell your mother, run home and tell your sister…”
และใน DVD ชุดนี้เช่นกันที่คุณจะได้ยินท่อนเพิ่มเติมในเพลง Billie Jean “she loves the city life”
ในเพลง Smooth Criminal จากภาพยนต์เรื่อง Moonwalk จะมีท่อน verse และท่อนดนตรี เพิ่มเติมที่ไม่ได้อยู่ในอัลบั้มเวอร์ชั่นใน Bad
เพลง You’re not Alone เพลงแรกในประวัติ์ศาตร์ Billboard ที่ขึ้นไปถึงอันดับหนึ่งในสัปดาห์แรกที่ออกจำหน่าย
อัลบั้ม Thriller เป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดในโลก สำหรับในสหรัฐอเมริกา มันเคยเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดจนเมื่ออัลบั้มรวมฮิตของ The Eagles เบียดมันตกลงมา
ท่าหุ่นยนต์เป็นท่าที่ไมเคิ่ลเต้นออกทีวีครั้งแรกในเพลง Dancing Machine ในรายการ Soul Train ในปี 1974
เพลง We are here to Change the World ในหนังสามมิติเรื่อง Caption EO สามารถหาฟังได้ใน The Ultimate Collection และ King of Pop ซีดี
ในตอนที่อัลบั้ม Dangerous ออกวางขาย มีกลุ่มคนร้ายพร้อมอาวุธบุกเข้าไปขโมยซีดี 30,000 ชุดที่สนามบินแห่งนานาชาติใน Los Angeles
เพลง This Place Hotel ของวง The Jacksons จากอัลบั้มต้องถูกเปลี่ยนชื่อ ซึ่งในตอนแรกเพลงนี้มีชื่อว่า “Heartbreak Hotel” ซึ่งไปซ้ำกับเพลงของ เอลวิส เพรสลี่ย์
เพลง “What More Can I Give แต่งโดยไมเคิ่ล มีแผนในการออกจำหน่ายเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ที่ตึกเวิร์ดเทรดถล่ม โดยมีศิลปินชื่อดังมาร่วมร้องด้วยกว่า 30 ชีวิต อย่าง Usher, Mariah Carey และ Celine Dion แต่โดยตอนหลังก็มีปัญหาและไม่ได้อออกวางจำหน่ายอย่างที่ตั้งใจไว้

King of POP