Tuesday, 5 October 2010

Brian Wilson : Reimagines Gershwin


Brian Wilson : Reimagines Gershwin (2010) ****

Release: August 2010

Genre: Traditional Pop

Producer: Brian Wilson


Brian Wilson คือหัวใจของ The Beach Boys และนักสร้างสรรค์เพลงป๊อบชาวอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในยุคของดนตรีร็อค George Gershwinคือเจ้าของผลงาน American Songbook ที่เป็นอมตะจนถึงทุกวันนี้จากบทเพลงที่เขาประพันธ์ไว้ในทศวรรษที่ 20 และ 30 ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในปี 1937 งานของ Gershwin มีผู้นำมา cover มากมายในหลากหลายสไตล์ แต่ผมก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าไบรอันจะทำอัลบั้มอุทิศให้กับ Gershwin ทั้งอัลบั้มอย่างนี้ เพราะแนวทางของทั้งสองดูจะห่างไกลกันอยู่ และโดยปกติไบรอันก็ไม่ค่อยจะบันทึกเสียงเพลงที่คนอื่นประพันธ์บ่อยครั้งนัก

ความน่าตื่นเต้นและน่าสนใจที่สุดของโครงการนี้อาจจะอยู่ที่การที่มูลนิธิของ Gershwin เปิดโอกาสให้ไบรอันและลูกวงเข้าไปฟังงานที่ยังไม่เคยเผยแพร่และแต่งค้างไว้ของ George Gershwin จำนวน 104 เพลง และนำ 2 เพลงจากในนั้นไป “แต่งต่อ” ให้เสร็จ และนำมาบันทึกเสียงในอัลบั้มนี้ ก่อนที่จะฟังกันว่าเพลงสองเพลงนี้เป็นอย่างไร ต้องยอมรับว่านี่เป็นแผนการตลาดที่ยอดเยี่ยม (ไม่ว่าจะตั้งใจให้มันเป็นแผนหรือไม่) มันแตกต่างกันมากกับการที่ไบรอันร้องเพลงเก่าๆของ Gershwin 13 เพลง กับการที่มี 2 เพลงในนั้นเป็นผลงานใหม่เอี่ยมของสุดยอดนักแต่งเพลงอเมริกันสองคนที่อยู่คนละยุคสมัย เหมือนกับตอนที่ Natalie Cole ร้องเพลงคู่กับพ่อของเธอในอัลบั้ม Unforgettable with Love หรือ Free As A Bird ของ Beatles ใน Anthology

ไบรอันแต่งทำนองและเรียบเรียงดนตรีต่อยอดจากต้นฉบับเดิมของ Gershwin เพลงแรกคือ “The Like in I Love You” ที่เป็น out-take จากมิวสิคัล Lady, Be Good! ในปี 1924 ท่วงทำนองช้าหวานน่าฟัง แต่ยังไม่อาจไปเทียบเพลงคลาสสิกอื่นๆของ Gershwin ได้ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเนื้อเพลงจากการแต่งของมือกีต้าร์ของไบรอัน Scott Bennett ยังห่างไกลจากความเหนือชั้นของ Ira Gershwin พี่ชายของ George ที่มักจะแต่งเนื้อเพลงให้เสมอ อีกเพลงคือ “Nothing But Love” (จากปี 1929) ที่กว่าจะกลายมาเป็นเวอร์ชั่นนี้เคยเป็นเพลงวอลทซ์มาก่อน แต่ไบรอันบอกว่าไม่ใช่ทางเขา สุดท้ายจึงกลายเป็นเพลงร็อคสนุกๆที่แทบไม่ได้ยินสำเนียงแบบ Gershwin ในเพลงเลย (ทำให้อยากได้ยินจังว่าต้นฉบับของ Gershwin ทำไว้แค่ไหนกัน) และก็เหมือนกับเพลงแรก ที่ความคมคายของเนื้อเพลงยังไม่ถึงระดับ สรุปว่าสองเพลงนี้แค่สอบผ่านหวุดหวิด และถ้าใครหวังไว้มากๆก็น่าจะผิดหวังเลยล่ะ แต่ถ้าไม่คิดมาก จะเอาความไพเราะและละเมียดละไม สองเพลงนี้มีให้แน่นอน แต่แหม Gershwin + Wilson มันน่าจะมีอะไรมากกว่านี้นี่น่า!

บทเพลงของ Gershwin ที่ไบรอันคุ้นเคยจริงๆก็คืองานอมตะของเขา Rhapsody In Blue ที่ไบรอันเอามาทำเป็นกึ่งอะแคปเปลล่าปิดหัวท้ายอัลบั้ม ส่วนอีก 11 เพลงที่เหลือ เขาและลูกวงก็มานั่งฟังซีดีเก่าๆของ Ella Fitzgerald มั่ง Louis Armstrong มั่ง เพื่อเรียนรู้บทเพลงเหล่านั้น และสุดท้าย 11 เพลงที่ไบรอันคัดมาก็เป็นเพลงดังๆของ Gershwin ทั้งสิ้น

นักวิจารณ์หลายท่านสับอัลบั้มนี้เละ เพราะรับไม่ได้กับการที่ไบรอัน นำเพลงของ Gershwin มาทำให้เป็นเพลงแบบ Beach Boys ซึ่งผมก็อึ้งไปเหมือนกันเมื่อได้ฟังครั้งแรก แต่ก็ต้องถามตัวเองว่า แล้วจะคาดหวังอะไรล่ะ จะให้ไบรอันร้องแบบหลุยส์ อาร์มสตรองหรือไร? นี่น่าจะเป็นสิ่งที่เราน่าจะคาดไว้อยู่แล้ว เพลงอมตะของ Gershwin ร้องด้วยสุ้มเสียงหวานซึ้งและเสียงประสานแบบ Beach Boys มันเป็นอย่างนี้ทั้งอัลบั้ม! ถ้ารับตรงนี้ไม่ได้ไม่ต้องหามาฟังเลยครับ

น้ำเสียงของไบรอันยังเรียกได้ว่าพอไหวสำหรับวัยของเขา และเขาก็ไม่ได้ทำร้ายตัวเองด้วยการเลือกคีย์ที่โหดร้ายอะไร ทุกเพลงเป็นการตีความอย่างค่อนข้างตรงไปตรงมาไม่ได้มีอะไรหลุดโลก สี่เพลงจาก Porgy & Bess สอดคล้องต่อเนื่องอย่างหรูหราและงดงามทุกตัวโน้ตและออเคสตร้าอุ่นๆคอยโอบอุ้ม ตั้งแต่ Summertime, I Loves You, Porgy, I Got Plenty O’ Nuttin’ และ It Ain’t Necessarily So

ไบรอันใส่จังหวะแซมบ้าเนิบๆเข้าไปใน ‘S Wonderful ได้อย่างกำลังดี ส่วน They Can’t Take That Away From Me กลายเป็นร็อคสนุกด้วยเสียงประสานแบบ call and response ไบรอันบอกว่าเพลงนี้มีเนื้อเพลงที่”เหลือเชื่อที่สุดที่เคยได้ยินมา” I’ve Got A Crush On You มาในแบบดู-วอบอย่างแนบเนียน และ I Got Rhythm คือร็อคแอนด์โรลในแบบ Beach Boys เต็มตัว! ผมคิดเอาเองว่าเพลงนี้เหมือนกับไบรอันจะประกาศว่าเขาเป็นเจ้าของอัลบั้มนี้ และจะทำในแบบของเขา ใครรับไม่ได้ก็ถอยไป ส่วนผมล่ะชอบสุดหัวใจไปเลยล่ะครับ เพลงช้าอย่าง Love Is Here To Stay (“หนึ่งในเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยมีคนเขียนขึ้นมา และผมก็ร้องสุดความสามารถ”-ไบรอัน)และ Someone To Watch Over Me อาจจะไม่ลึกซึ้งนัก แต่ก็สวยงามปลอดโปร่งและเต็มไปด้วยความจริงใจในน้ำเสียงร้องนำของไบรอัน

ถ้าคุณชอบดนตรีในแบบของไบรอัน วิลสัน และ Beach Boys ผมว่าคุณจะรักอัลบั้มนี้เลยล่ะ แต่แฟนเพลงของ Gershwin ก็น่าจะลองฟังดูนะครับ มันอาจจะไม่มีการขับร้องหรือตีความลึกซึ้งเหมือน Ella, Billie Holiday หรือ Sinatra แต่คุณก็ฟังแบบนั้นมาตั้งหลายสิบปีแล้วไม่ใช่หรือ? และกรุณาอย่านำผลงานนี้ไปเทียบกับ American Songbook ของ Rod Stewart เพราะงานของไบรอันทำอย่างประณีตและเคารพผลงานมากกว่ามากมายครับ

อัลบั้มนี้มิกซ์โดย Al Schmitt ที่ชาวหูทองไว้ใจเสมอในด้านคุณภาพเสียงครับ

Tracklist

01 Rhapsody in Blue /Intro
02 The Like in I Love You
03 Summertime
04 I Loves You Porgy
05 I Got Plenty of Nothin

06 It Ain't Necessarily So
07 'S Wonderful
08 They Can't Take That Away from Me
09 Our Love Is Here to Stay
10 I've Got a Crush on You
11 I've Got Rhythm
12 Someone to Watch Over Me
13 Nothing But Love
14 Rhapsody in Blue/Reprise

Tuesday, 7 September 2010

Sting-Symphonicities


“Sting ทรงเครื่อง

Sting-Symphonicities ****

แนวดนตรี- Rock, Classical

โปรดิวเซอร์- Rob Mathes, Sting

ออกจำหน่าย-ก.ค.2010

ชื่ออัลบั้ม Symphonicities เป็นการล้อเลียนชื่ออัลบั้มสุดท้ายอันโด่งดังของ The Police –Synchronicity ก่อนที่ Sting จะก้าวออกมาเป็นศิลปินเดี่ยวในปี 1984 แต่อัลบั้มนี้ไม่ได้มีเพลงใดๆจาก Synchronicity ผู้ที่คาดหวังจะได้ยิน King of Pain หรือ Every Breath You Take ในแบบซิมโฟนิคจึงต้องผิดหวังเล็กน้อย

ครับ นี่คือการนำเอาเพลงเก่าๆของ Sting และ The Police มาเล่น+ร้องใหม่ ร่วมกับ The Royal Philharmonic Concert Orchestra โดยเจ้าของบทเพลง นาย Gordon Matthew Thomas Sumner (ชื่อเต็มๆของ Sting) มาขับร้องเอง และควบคุม project อย่างใกล้ชิด

ฟังดูเผินๆเหมือนกับการเอาของเก่ามาขายหากินของศิลปินสูงวัยที่นึกอะไรไม่ออก แต่ถ้าคุณติดตามการทำงานของ Sting มาพอสมควร คุณจะไม่คิดเช่นนั้น เพราะ Sting ไม่เคยขาดพลังความคิดสร้างสรรค์ และงานของเขามีเป้าหมายสูงส่งเสมอ

งานนี้เกิดขึ้นมาโดยเหตุการณ์ต่อเนื่อง กึ่งๆจะเป็นอุบัติเหตุไม่ได้มีความจงใจแต่เริ่มแรก จากการเป็นแขกรับเชิญของวง Philadelphia Orchestra และ Chicago Symphony Orchestra ที่นำเพลงของเขาไปเล่นในแบบซิมโฟนี Sting ซึ่งเป็นคนรักดนตรีคลาสสิกอยู่แล้วรู้สึกตื่นเต้นและสนุกไปกับการได้เห็นบทเพลงที่เขาแต่งคนเดียวด้วยกีต้าร์ตัวเดียวในห้องเงียบๆ ได้รับการแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างอลังการด้วยนักดนตรีออเคสตร้าชุดใหญ่ โครงการ Symphonicities จึงเริ่มขึ้นด้วยการให้นักเขียนสกอร์และเรียบเรียงหลายท่าน นำเพลงของ Sting มาแต่งตัวใหม่ และส่งให้ Sting พิจารณา

สิ่งหนึ่งที่ Sting ย้ำนักย้ำหนาแก่ arranger แต่แรกเริ่มคือ เขาไม่ต้องการสกอร์เครื่องสายที่อ่อนช้อยลากยาวงดงามที่รังแต่จะส่งผู้ฟังเข้าสู่นิทรา แต่ที่เขาอยากจะได้ฟังคือการใช้วงออเคสตร้าอย่างสร้างสรรค์มีชีวิตชีวาและน่าตื่นเต้น ผู้ที่รับหน้าที่นี้คือ Rob Mathes ผู้เป็นโปรดิวเซอร์ร่วมกับ Sting ด้วย ยกเว้นเพลง “I Hung My Head” ที่เรียบเรียงโดย David Hartley และ “You Will Be My Ain True Love” กับ “When We Dance” ที่เป็นหน้าที่ของ Steven Mercurio

Symphonicities ไม่ใช่การนำเพลงเก่าๆมาใส่เครื่องสายเครื่องเป่าลงไปแล้วก็ทำออกมาขายอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นการเขียนซิมโฟนีบนเพลงของ The Police บทเพลงส่วนใหญ่ยังมีจังหวะจะโคนและโครงสร้างเหมือนเดิมในแบบที่อยู่ในแผ่นเสียงและซีดีของ The Police และ Sting และ Orchestra ทำหน้าที่ขับเคลื่อน สอดแทรก และหลายครั้งนำพาบทเพลงเหล่านั้นยกขึ้นสู่อีกระดับหนึ่งอย่างงดงาม

และอัลบั้มนี้คงจะไม่มีประเด็นอะไรให้กล่าวถึงนัก ถ้ามันเป็นแค่เพลงบรรเลง เสียงร้องของ Sting คือเพชรเม็ดใหญ่ที่ประดับสูงสุดบนมงกุฏนี้ เป็นที่รู้กันว่าเขาเป็นคนรักษาสุขภาพตัวเองแค่ไหนด้วยการเล่นโยคะแบบลึกซึ้ง ในวัย 58 จึงไม่พบร่องรอยของความอ่อนล้าในน้ำเสียง เขายังควบคุมมันได้อย่างเหนือชั้น Sting ร้องทุกเพลงอย่างอบอุ่น นุ่มนวล และเมื่อถึงเวลา เขาก็ยัง บิด มันสู่มิติใหม่ๆได้อย่างน่าประทับใจ เช่นในช่วงท้ายเพลง When We Dance

Sting เลือกเพลงที่มีชื่อเสียงและเพลงที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของเขามาในปริมาณพอๆกัน เพลงของ The Police ดูจะสร้างความแตกต่างและมีอะไรน่าสนใจทุกเพลง Next To You ยังแรงส์...เหมือน original version ขณะที่เครื่องสายสาดใส่สุ้มเสียงลงไปอย่างเร้าอารมณ์ จินตนาการถึงเร็กเก้พังค์ใส่สูทนั่งประชุมในหมู่นักบริหารแต่ยกเท้าพาดบนโต๊ะ Every Little Thing She Does Is Magic อาจจะไม่ครื้นเครงเท่าเดิม แต่ฟังดูยิ่งใหญ่อลังการ เหมือนจะพยายามตีความคำว่า ‘magic’ ส่วน masterpiece ของเขา Roxanne -Sting ก็ไม่มีทางทำให้เสียของ ออเคสตร้าขับเน้นอารมณ์ดำมืดลึกๆในบทเพลงให้ใสกระจ่างขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ ยกให้เป็นการตีความและ performance ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในแผ่น

We Work The Black Seam จากงาน solo ชุดแรก The Dream of The Blue Turtles ที่จำไม่ได้แล้วว่านานแค่ไหนที่ไม่ได้ฟัง ได้รับการ treatment โดยเครื่องเป่าสารพัดฉีกแนวไปจากเพลงอื่นๆในอัลบั้ม I Hung My Head จาก Mercury Falling ในเวอร์ชั่นนี้ดูกลมกลืนและลงตัวราวกับมันถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นแบบนี้แต่แรกมากกว่า

ความสนุกของการฟัง Symphonicities อยู่ที่ความตื่นเต้นในการฟังเพลงที่เราคุ้นหูในรูปแบบที่ต่างกันออกไป ยังมีอีกหลายเพลงที่ผมไม่ได้กล่าวถึงที่ผมขอเก็บไว้ให้ท่านผู้ฟังค้นหากันเอง งานนี้แฟน Sting คงไม่พลาดอยู่แล้ว เว้นแต่ว่าท่านจะยึดมั่นถือมั่นกับ original version จนไม่อยากค้นหาอะไรใหม่ๆ ซึ่งผมไม่คิดว่านั่นเป็นธรรมชาติของแฟน Sting นะครับ ส่วนท่านที่ไม่เคยฟังงาน Sting อย่างจริงจังมาก่อน จะเริ่มที่อัลบั้มนี้เลยก็คงไม่ผิดกฎหมายประเทศใด เพียงแต่ท่านควรจะเป็นคนที่รักเสียงแบบ symphonic พอสมควร

Tracklist

"Next to You" – 2:30

"Englishman in New York" – 4:23

"Every Little Thing She Does Is Magic" – 4:56

"I Hung My Head" – 5:31

"You Will Be My Ain True Love" – 3:44

"Roxanne" – 3:37

"When We Dance" – 5:26

"The End of the Game" – 6:07

"I Burn for You" – 4:03

"We Work the Black Seam" – 7:17

"She's Too Good for Me" – 3:03

"The Pirate’s Bride" – 5:02

Monday, 6 September 2010

Tom Petty MOJO


Tom Petty and the Heartbreakers: MOJO ****

แนวดนตรี- American Rock, Electric Blues Rock

โปรดิวเซอร์- Tom Petty, Mike Campbell และ Ryan Ulyate

"อย่าตัดสินหนังสือจากปกของมัน" สุภาษิตฝรั่งกล่าวไว้ แต่บางทีเราก็ได้ยินว่า "คบคนให้ดูหน้า" จะเชื่ออันไหนดี หน้าปกอัลบั้มที่ 11 ของ Tom Petty and the Heartbreakers ใส่ชื่ออัลบั้มตัวเท่าช้าง และสมาชิกทั้ง 6 ยืนเรียงหน้ากระดาน ด้วยมาดเท่ และดูอารมณ์แจ่มใส คึกคัก ความรู้สึกที่ได้รับจากภาพปกนี้ก็คือ นี่น่าจะเป็นอัลบั้มที่พวกเขาเล่นดนตรีร่วมกันอย่างสนุกสนาน และเต็มไปด้วยความมั่นใจ มันยังให้ความรู้สึกว่านี่คือวงดนตรีที่เป็น band จริงๆไม่มีใครโดดเด่นออกมา ทั้งๆที่ยังใช้ชื่อ Tom นำหน้าอยู่ เพราะจากในภาพเขาก็ยืนอยู่ตรงกลาง เอียงๆหัวไปด้านขวาเล็กน้อยไม่ได้มีอะไรบอกว่าคือตัวชูโรง หรือเป็นผู้นำวง ถ้าไม่นับแว่นดำ และเคราครึ้มปื้นนั้น

หลังจากฟัง MOJO จบไปแค่รอบเดียว ผมก็ตัดสินใจได้เลยว่างานนี้สุภาษิต "คบคนให้ดูหน้า" ดูจะใช้ได้ผล!

MOJO-อัลบั้มแรกในรอบ 8 ปีที่ออกมาในนามของเพ็ตตี้และวงคือการกลับมาอย่างรถเก่าที่ได้รับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและซ่อมแซมส่วนสึกหรอเติมน้ำมันเต็ม ถัง แน่นอน เสียงร้องอันยียวนกวนเบื้องล่างของทอมก็ยังคงเอกลักษณ์เหมือนสามสิบปีกว่าๆที่ผ่านมา และซาวนด์ของ The Heartbreakers ก็ยังเข้มข้น หนึ่งในอเมริกันแบนด์ที่เล่นได้หนักแน่นและเข้าขากันที่สุดในวงการ แต่ MOJO ก็มีจุดขายบางอย่างที่ทำให้มันต่างจากอัลบั้มอื่นๆของ Tom Petty and the Heartbreakers…..

MOJO เป็นศัพท์แสลงที่มีความหมายหลายอย่าง หรืออาจจะไม่มีความหมายอะไรเลย คำแปลที่ดูจะเข้าทีที่สุดก็น่าจะเป็น ความสุขในการที่ได้ทำอะไรบางอย่าง และมันก็เป็นศัพท์ที่นิยมใช้ในดนตรีบลูส์ ที่โด่งดังที่สุดก็คือในเพลงบลูส์คลาสสิก I Got My Mojo Workin’ ของ Muddy Waters ตีความง่ายๆการที่ทอมนำชื่อนี้มาใช้ในอัลบั้มก็เพราะ Blues คือธีมหลักของดนตรีในอัลบั้มนี้ และพวกเขาทั้งหกมีความสุขและเมามันส์กันอย่างยิ่งในการบันทึกเสียง

Tom Petty (Vocals, Guitar), Mike Campbell (Lead Guitar), Benmont Tench (Piano and Organ), Ron Blair (Bass), Scott Thurston (Harmonica and Guitar) และ Steve Ferrone (Drums and Percussion) ร่วมบันทึกเสียงอัลบั้มนี้กันแบบสดๆในห้องอัด โดยเล่นดนตรีพร้อมๆกัน ไม่ใส่ headphone และทุกเพลงมีการ overdub น้อยมาก พวกเขายังจงใจที่จะอัดเสียงในแต่ละเพลงเสร็จตั้งแต่ต้นจบจบในช่วงเวลาแค่วันเดียวด้วย ยิ่งไปกว่านั้น มันยังเป็นเหมือนการแจมในห้องอัด เพราะว่าไม่มีการทำเดโม ไม่มีการซ้อมกันมาก่อน ทุกคนทราบแต่เค้าโครงคร่าวๆของบทเพลงเท่านั้น ทอมให้สัมภาษณ์ว่า ที่พวกเขาทำได้พราะความคุ้นมือและเข้าขากันเป็นอย่างดี ถ้าเป็น The Heartbreakers ในยุคก่อนๆคงไม่อาจเล่นกันสดๆแบบนี้ได้ดีขนาดนี้

ถ้าเราไม่ทราบมาก่อนก็คงยากที่จะบอกว่านี่คืองาน live ใน studio เพราะพวกเขาเล่นกันเนี้ยบมากเหมือนงานที่ผ่านการขัดเกลาและปรุงแต่งมาอย่างดี ซึ่งในมุมหนึ่งก็น่าเสียดาย เพราะมันน่าจะมีความสดและอารมณ์ดิบมากกว่านี้...กลายเป็นอย่างนั้นไป แต่ถ้ามองในแง่คุณภาพเสียง คนเล่นเครื่องเสียงน่าจะถูกใจ เพราะเป็นงานร็อคที่บันทึกเสียงมาได้สมบูรณ์มากๆอีกชุดหนึ่ง ทั้งพลังของชิ้นดนตรีและความกระจ่างใสแยกแยะ ความเป็นธรรมชาติ ไม่เสียชื่อที่ทำ master ที่ Bernie Grundman Mastering (โดย Chris Bellman)

ชื่อเสียงของหนุ่มวัยใกล้เกษียณ Tom Petty ในบ้านเราก็คงจัดว่าขายได้พอสมควร สำหรับคออเมริกันร็อค อาจจะไม่ถึงระดับ Bruce Springsteen หรือ Bob Dylan แต่อย่างน้อยเขาก็เคยเป็นหนึ่งใน Supergroup เฉพาะกิจระดับ Super- Traveling Wilburys เคียงคู่ไปกับ Dylan, George Harrison, Roy Orbison และ Jeff Lynne ล่ะน่า.... เสียงร้องและสไตล์ของเขาเป็นอิทธิพลจาก Bob Dylan, The Byrds แต่การเขียนเพลงของเขานั้นออกไปในแนวทางเรียบง่ายแต่ได้ผลของ Neil Young ยอมรับว่าตอนได้ยินเสียงร้องของแกเมื่อยี่สิบปีก่อน ผมแทบจะรับไม่ได้กับเสียงกวนส้นและแหบแห้งนั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็พบว่านี่เป็นหนึ่งในเสียงที่ยียวนและเข้ากับดนตรีเก๋าๆของพวกเค้าอย่างเป็นที่สุด เพลงดังๆของ Tom Petty & The Heartbreakers มีมากมายอาทิ American Girl, Breakdown, Don’t Do Me Like That, You Got Lucky, The Waiting… ทอมไม่เคยสนใจที่จะสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆให้วงการดนตรี เพราะเขาถือว่าดนตรีร็อคถึงจุดสูงสุดแล้วในปี 1968 กับอัลบั้ ม White Album ของ Beatles (ส่วนตัวไม่เห็นด้วย-ผู้เขียน) แต่ที่เขาทำ คือการเล่าเรื่องผ่านการเล่นดนตรีในแนวเดิมๆที่มีคนทำมาแล้ว แต่...พวกเขาทำกันด้วยฝีมือระดับที่ทุกคน ต้องฟัง

ทอมทำงาน solo อยู่ 3 ชุด ที่เยี่ยมที่สุดในความเห็นผมคือ Wildflowers (1994) ที่ได้ Rick Rubin มาโปรดิวซ์ แต่งานเดี่ยวของทอม ก็ดูจะไม่เดี่ยวเท่าไหร่ เพราะก็มีสมาชิกของ Heartbreakers แวะเวียนมาช่วยกันตรึมทุกที งานชิ้นสุดท้ายของ Tom & Heartbreakers คือ Last DJ เมื่อปี 2002 หลังจากนั้นเขาออก solo อีก 1 ชุด และ Live Anthology 4 แผ่นของวง รวมทั้งการย้อนกลับไปออกอัลบั้มกับวงแรกของเขา Mudcrutch มาอีก 1ชุด ทำให้เราไม่ค่อยรู้สึกว่าเขาจะหายไปนานนัก

กลับมาที่ Mojo อย่างที่บอกก็คืองานนี้มีธีมคือบลูส์ สิ่งที่หายไปคือท่อนฮุคติดหูหนึบและเพลงในแบบ arena rock ที่วงถนัด แต่ความเก๋าและยียวนยังคงกระจายเต็มแผ่น

และอย่าเข้าใจผิดว่าจะมีแต่เพลงบลูส์ซ้ำซาก พวกเขาปราดเปรื่องกว่าที่จะทำอะไรน่าเบื่อเช่นนั้น หลังจากเปิด อัลบั้มด้วย Chess-like blues และกีต้าร์ unison ใน Jefferson Jericho Blues อย่างน่าตื่นเต้นแล้ว ทอมก็ขับคาดิแลกติดป้ายทะเบียนบลูส์แวะเวียนไปในแนวทางต่างๆที่เกี่ยวดอง ไม่ว่าจะเป็น blues jazz โชว์ฝีมืออย่างที่ Allman Brothers เคยทำได้ดีใน First Flash of Freedom บลูส์แบบ J.J. Cale ใน Candy และ Running Man’s Bible สวมวิญญาณดีแลนในเพลงรักเศร้าหวานที่แสนไพเราะ No Reason To Cry (สไลด์กีต้าร์หวานมาก) เปิดโอกาสให้ Campbell วาดลวดลายกีต้าร์แบบ Jimmy Page และ Led Zeppelin ใน I Should Have Known It ส่วน Takin’ My Time เล่นบลูส์ตบจังหวะหยุด-ปล่อยในแบบที่ Willie Dixon ทำเป็นประจำได้อย่างเนียนแนบ หรือบางทีก็ออกคันทรี่บลูส์ไปเลยใน U.S.41 เร็กเก้โยนๆก็ยังมีนะครับ ใน Don’t Pull Me Over(เพลงนี้กวนสุดๆ) และปิดด้วย blues anthem… Good Enough ที่คนรัก Gary Moore น่าจะกรี๊ด...!

แต่เพลงโปรดที่สุดของผมคือ The Trip To Pirate’s Cove ที่เป็นการเล่าเรื่องแบบ Highway song ที่ทอมถนัดนัก เพื่อนรักสองคนที่ขับรถตะลอนกันไปจนแก๊ซหมดและราตรีมาเยือน พวกเขาใช้เวลาว่างในการปาร์ตี้ กับสอง maid โรงแรม......

เพลงส่วนใหญ่ในอัลบั้มจะต่อเนื่องกันไปโดยมีช่องว่างน้อยมาก เป็นอัลบั้มที่แฟนเก่าอาจจะต้องใช้เวลาเล็กน้อยในการทำความคุ้นเคย เพราะไม่ได้ติดหูง่ายเหมือนงานเก่าๆ แนะนำสำหรับคนชอบอเมริกันร็อคที่มีรสชาติบลูส์ปะแล่มๆ และคนชอบร็อคบันทึกเสียงดีๆครับ

และที่แน่ๆ หลังจากดูหน้าและฟังเสียงแล้ว ผมตัดสินใจจะคบพวกเขาต่อไปจนกว่าจะเลิกรากันไปข้างขอรับ...

tracklist

1. 'Jefferson Jericho Blues'
2. 'First Flash of Freedom'
3. 'Running Man's Bible'
4. 'The Trip to Pirate's Cove'
5. 'Candy'
6. 'No Reason to Cry'
7. 'I Should Have Known It'
8. '
U.S. 41'
9. 'Takin' My Time'
10. 'Let Yourself Go'
11. 'Don't Pull Me Over'
12. 'Lover's Touch'
13. 'High in the Morning'
14. 'Something Good Coming'
15. 'Good Enough'

Wednesday, 4 August 2010

Intriguer



Hey now, don’t dream it’s over!

Crowded House : Intriguer****

ออกวางจำหน่าย-มิย.2010

แนวดนตรี-Pop Rock, Alternative Rock

โปรดิวเซอร์-Jim Scott & Neil Finn

Crowded House สะเก็ดสุกสกาวของประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งแห่งยุค 80’s ที่ยังคงฝ่าชั้นบรรยากาศแห่งกาลเวลาหลายทศวรรษมาถึงปัจจุบัน Intriguer คืองานลำดับสองในการกลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้งของวงหลังจากสลายวงกันไปสิบกว่าปี ต่อจาก Time On Earth ในปี 2007 และ Intriguer คือ Crowded House ที่อยู่ในสภาพท็อปฟอร์มอีกครั้ง Neil Finn มันสมองและหัวใจยังคงเป็นทุกอย่างของวงทั้งในการแต่งเพลงเกือบทุกเพลงและร้องนำ 10 เพลงในอัลบั้มมีทั้งป๊อบชั้นเลิศที่ดำเนินเรื่องด้วยเมโลดี้เสนาะหูอย่างร้ายกาจ และอีกหลายเพลงที่ซับซ้อนลึกซึ้งเรียกร้องสมาธิและเวลาในการฟังเป็นพิเศษ Neil อาจจะไม่ได้เขียนเพลงป๊อบแบบ Weather With You, Fall At Your Feet Better Be Home Soon หรือเพลงฮิตที่สุดของพวกเขา Don’t Dream It’s Over อีกแล้ว แต่ในวัย 52 กะรัตผลงานการประพันธ์ของเขาลุ่มลึกและกว้างไกลทั้งในแง่เนื้อหาและแนวดนตรีกว่าที่เคยเป็นมา ผมเชื่อว่าแฟนเพลงที่โตมากับวงน่าจะมีความสุขกับการฟัง Crowded House ในแบบปัจจุบัน

Crowded House ก่อตั้งวงในปี 1985 หลังการล่มสลายของ Split Enz , Neil ออกมาฟอร์มวงใหม่ ตัวเขาเป็นชาวนิวซีแลนด์ แต่สมาชิกของวงก็มีทั้งมาจากนิวซีแลนด์,ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา เหมือนวงดนตรีทั่วไปที่มีอายุยาวนาน พวกเขาผ่านการถ่ายเลือดเปลี่ยนสมาชิกกันหลายรอบ (สมาชิกยุคปัจจุบันนอกจาก Neil ที่เล่นกีต้าร์,เปียโนและร้องนำ แล้วก็มี Nick Seymour มือเบสคู่ทุกข์คู่ยากที่อยู่กับวงมาตลอด Mark Hart มือคีย์บอร์ดและกีต้าร์ ส่วนมือกลองอดีตเคยตีให้ Beck เขาชื่อ Matt Sherrod) พวกเขาประสบความสำเร็จตั้งแต่อัลบั้มแรกชื่อเดียวกับวงและซิงเกิ้ล Don’t Dream It’s Over และมีอัลบั้มตามออกมาอีกสามชุดคือ Temple Of Low Men (1988),Woodface (1991) และ Together Alone (1993) และซิงเกิ้ลดังๆอีกมากมาย ที่ท่านอาจจะหาฟังได้ในงานรวมฮิต Recurring Dream (1996) พวกเขาประกาศแยกทางกันเดินในปีนี้ หลังจากการแสดงอำลา Farwell To The World ที่ Sydney Opera House ต่อหน้าคนดูกว่าสองแสนคน Neil หันไปทำงาน solo ของตัวเองและบางครั้งก็ไปร่วมงานกับ Tim Finn พี่ชาย และประสบความสำเร็จพอสมควร ปี 2005 มือกลองดั้งเดิมของวง Paul Hester ปลิดชีพตัวเองด้วยการแขวนคอกับต้นไม้ใกล้ๆบ้าน เขามีประวัติของอาการซึมเศร้ามาก่อน

Neil Finn กลับมาเล่นดนตรีกับ Seymour และ Hart อีกครั้งใน sessions ที่ตั้งใจจะให้เป็นงานโซโลชุดที่สามของ Neil แต่แล้วพวกเขาก็ตัดสินใจว่ามันน่าจะเข้าท่ากว่าถ้าจะเรียกตัวเองว่า Crowded House อีกครั้งหนึ่ง และงานเดี่ยวของ Neil ก็กลายไปเป็นงาน comeback ของ Crowded House ในชื่อ Time On Earth ที่สามารถเปิดต่อจาก Together Alone ได้แบบแทบไม่รุ้สึกถึงความห่างไกลในช่วงเวลาสิบกว่าปีนั้น อัลบั้มประสบความสำเร็จเช่นเดิม (Transit Lounge เพลงหนึ่งในอัลบั้มเล่าถึงประสบการณ์การนั่งเลานจ์ในกรุงเทพฯ) ไม่มีใครมั่นใจนักว่า Crowded House จะกลับมาทำแค่อัลบั้มเดียวแล้วหายไปเลยเหรือเปล่า จนกระทั่งมีข่าวว่าพวกเขาเข้าห้องอัดอีกครั้งเพื่อบันทึกอัลบั้มใหม่

Neil Finn ได้รับพรสวรรค์ในการไขว่คว้าเมโลดี้จากอากาศมาเป็นบทเพลงได้ในระดับเดียวกับ Paul McCartney นอกเหนือจากนั้นยังมีกลิ่นอายของไอริชโฟล์ค ,John Denver, Joan Baez และบางอารมณ์ของ The Rolling Stones ในงานของเขาด้วย แต่ด้วยสถานะปัจจุบันคงไม่จำเป็นต้องนำเขาไปเปรียบกับใครอีก เพลงของ Crowded House หลากหลายแต่ก็มีสำเนียงเฉพาะตัว ส่วนหนึ่งมาจากน้ำเสียงอันไพเราะและเรียบง่ายของ Neil เอง ซึ่งในวัยนี้ Neil ยังคงรักษาน้ำเสียงไว้ได้เป็นอย่างดี (แหบลงเล็กน้อย)

Intriguer (ชื่อนี้อาจแปลตรงๆว่าผู้วางแผนลับๆอยู่เบื้องหลัง) ให้ความรู้สึกของการทำเพลงแบบวงดนตรีมากกว่า Time On Earth ทั้ง 10 เพลงมีแง่มุมที่น่าสนใจ บางเพลงอาจจะฟังดูน่าเบื่อและง่วงหาวในแรกฟังแต่กลับแฝงนัยยะและคุณค่าทางดนตรีให้เราคุ้ยหาในรอบต่อๆมาของการฟัง ซิงเกิ้ลแรกและเพลงเปิดอัลบั้มค่อนข้างจะช็อคแฟนๆพอสมควร เพราะ Saturday Sun**** ฟังเหมือน Sonic Youth มากกว่า Crowded House ทั้งเสียงกีต้าร์แตกพร่าและกลองที่ compress มาเต็มที่ จนกระทั่งถึงท่อนคอรัสจึงค่อยจะพอจำได้ แต่วงก็เล่นกับ sound นี้แค่เพลงเดียว / Archer’s Arrow***** คือคลาสสิก CH เนื้อเพลงที่งดงามเป็นกวีที่ถูกขับขานด้วยเมโลดี้และฮาร์โมนี่อันงามไม่แพ้กัน ภรรยาของ Neil มาช่วยร้องประสาน/ Amsterdam นิราศฮอลแลนด์ บัลลาดในแบบของ Neil/ Either Side Of The World *****ป๊อบแซมบ้าที่กลายพันธุ์มาจากคันทรี่คาวบอย ทุกอย่างในเพลงไม่มีที่ติไหลลื่นเหมือนล่องลอยในปุยเมฆและตอนจบยังใช้มุก แกล้งจบ (false end) อย่างได้ผลอีกครั้ง /Falling Dove***, Isolation*** ลดสปีดลงเป็นเพลงช้าเกือบๆจะเป็นโฟล์คที่ต้องตั้งใจฟังเขาเล่าเรื่อง เพลงหลังมีเซอร์ไพรซ์ท้ายเพลงแก้ง่วงด้วยฝีมือ Liam ลูกชาย Neil เอง /Twice If You’re Lucky**** น่าจะเป็นเพลงที่ใกล้เคียงกับ Crowded House ยุคแรกที่สุด เนื้อหาดูเหมือนจะพูดถึงโชคชะตาของวงเอง บางอย่างในชีวิตเรามีโอกาสแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่ถ้าโชคดีก็อาจจะมีครั้งที่สอง... เหมือนพวกเขาที่กลับมาอีกครั้ง /Inside Out** เหมือนพวกเขานึกสนุกอยากเป็น Oasis สักเพลง แต่ก็เป็น Oasis ที่สุภาพเหลือเกิน! /Even If***, Elephants**** จบอัลบั้มแบบเงียบๆแต่ตรึงใจ โดยเฉพาะเนื้อหาในเพลงสุดท้ายเป็นปรัชญาที่น่าขบคิดตามไปด้วย

ยอมรับกันเถิดว่าโลกไม่ได้หมุนตามเรา มันยังทำเหมือนว่าเราไม่ได้มีตัวตนด้วยซ้ำไป......

Track listing

"Saturday Sun"

"Archer's Arrows"

"Amsterdam"

"Either Side of the World"

"Falling Dove"

"Isolation" (Finn/Seymour/Hart/Sherrod)

"Twice If You're Lucky"

"Inside Out"

"Even If"

"Elephants"

Except where stated, all songs written by Neil Finn