Wednesday, 21 October 2015

ละเมอป๊อบ

Beach House : Depression Cherry ****

Released: August 2015
Genre: Dream pop
Producers: Beach House, Chris Coady




















Tracklist:
1.       Levitation
2.       Sparks
3.       Space Song
4.       Beyond Love
5.       10:37
6.       PPP
7.       Wildflower
8.       Bluebird
9.       Days of Candy



“ดรีมป๊อบ” เป็นคำเรียกแนวดนตรีที่มีมาตั้งแต่ยุคปลายทศวรรษที่80 ถ้าอ่านจากตัวหนังสืออย่างเดียวเราอาจจะคิดเอาเองว่ามันก็คือดนตรีป๊อบชวนฝัน นั่นก็อาจจะถูกในบางส่วน แต่คำจำกัดความจริงๆของมันคือดนตรีแนวหนึ่งที่อยู่ในหมวด alternative rock อันจะเน้น texture และ mood ของบทเพลงพอๆกับ melody เสียงร้องจะออกแนวล่องลอยกระซิบกระซาบ เนื้อหาของบทเพลงนั้นส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องมุมมองภายในหรือออกแนว”เซอร์ๆ”สักนิด วงดนตรีแนวนี้มักจะใช้ภาพปกแนวสีน้ำหรือมินิมัลลิสม์ วงดนตรีชื่อดังในแนวนี้ก็มี Cocteau Twins, My Bloody Valentine, Pale Saints, Slow Dive…

ที่กล่าวมาทั้งหมด เมื่อนำมาเช็คลิสต์กับ Depression Cherry อัลบั้มชุดที่ 5 ของBeach House ก็จะพบว่าเราคงต้องติ๊กถูกทุกหัวข้อ จะว่าไปเมื่อพูดถึงคำว่า ‘dream pop’ในทุกวันนี้ Beach House เป็นวงแรกๆที่คนจะหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่าง

พวกเขาก่อตั้งวงตั้งแต่ปี 2005 โดยมีสมาชิกแค่สองคน หนึ่งคือหญิงสาวที่เกิดในประเทศฝรั่งเศส Victoria Legrand และหนุ่มบัลติมอร์ Alex Scully พวกเขาเริ่มสร้างชื่อด้วยเสียงร้องอ่อนหวานล่องลอยแบบNico ของ Victoria และการใช้กีต้าร์และคีย์บอร์ดอย่างชาญฉลาดของ Alex เพลง “Apple Orchard” ไปปรากฏในซีรีส์ Infinite Mixtape ของเว็บอินดี้ทรงอิทธิพล Pitchfork ในเดือนสิงหาคม 2006 ตามด้วยอัลบั้มชุดแรกในสังกัด Carpark ในสองเดือนต่อมา พวกเขาปล่อยอัลบั้มชุดที่สอง Devotion ออกมาในสังกัดเดิมในปี 2008 Beach House เกิดเต็มตัวเมื่อพวกเขาย้ายมาซบสังกัด Sub Pop ในปี 2010 สองอัลบั้มที่ตามมาคือ Teen Dream (2010) และ Bloom (2012) ทำให้ใครๆรู้จักพวกเขาในวงกว้าง ถึงแม้ชื่อวง ‘Beach House’ จะเป็นชื่อที่ฟังดูผ่อนคลายสบายๆ แต่ดนตรีของวิคตอเรียและอเล็กซ์นั้นไม่ได้ฟังสบายเหมือนชื่อวง (พวกเขาคิดชื่อวงเท่ๆและคำแปลกๆอยู่นาน แต่สุดท้ายก็มาจบด้วยชื่อง่ายๆน่ารักๆนี้) มันเต็มไปด้วยท่วงทำนองและดนตรีที่หลอนหลอก,มืดหม่นและชวนฝัน ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า Beach House ยังนำเสนอความไพเราะในบทเพลงให้เราอยู่เนืองๆในความมืดมนอนธการนั้น

Depression Cherry เป็นงานที่เหมือนการเดินถอยกลับมานั่งพัก ณ จุดเดิมของ Beach House พวกเขาลดทอนความสำคัญของเสียงกลองจริง (live drum) และอารมณ์สดใสร่าเริงที่เจิดจ้าใน Teen Dream และ Bloom กลายเป็น Beach House ที่เซอร์ เศร้า หวาน เหมือนในสองชุดแรกก่อนเข้า Sub Pop เพียงแต่ไอเดียและ performance ของพวกเค้าพัฒนาไปกว่าเดิมมาก ด้วยเหตุผลนี้ ถ้าท่านชอบ Teen Dream และ Bloom ในความสว่างไสวของมัน อาจต้องเตรียมใจรับเมฆหมอกจาก Depression Cherry พอสมควร

แต่มันไม่ได้ซึมเศร้าขนาดนั้นหรอก เพราะถึงจะซึมจะเศร้าแค่ไหน มันก็ยังเป็นเชอรี่ (เดาว่าเป็นตัวแทนของความสุข) ราวกับพวกเค้าจะบอกว่าในความสุขก็มีทุกข์ และหรือในทุกข์ก็มีสุขคลุกเคล้าอยู่ในทุกเรื่อง ดนตรีของ Beach House เป็นอย่างนั้นในแทบทุกแทร็ค เนื้อหาใน Depression Cherry ใช้ถ้อยคำที่ห้วนสั้นและเหมือนเว้นที่ว่างไว้มากมาย ทุกเพลงคุณต้องเติมคำลงไปด้วยจินตนาการของคุณเอง ซึ่งอาจจะต้องมากกว่าเนื้อเพลงที่มีอยู่ ทำนองสวยๆมีมากมายแต่ความสวยงามของมันนั้นเป็นเกลียวคลื่นที่ไม่เคยซัดไปถึงฝั่ง...เมื่อเทียบกับเพลงป๊อบทั่วไป ถ้าเป็นรอยยิ้มของผู้หญิงคนหนึ่ง คุณก็จะไม่เคยเห็นฟันขาวๆของเธอ เพียงแค่การยกระดับของริมฝีปากที่มุมเท่านั้นที่เธอจะเผยให้ยล ซึ่งในบางขณะ คุณก็อยากเห็นแค่นั้นไม่ใช่หรือ

มีเพียง 9 แทร็คใน Depression Cherry และทุกเพลงก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ถ้าฟังผ่านๆและทำอย่างอื่นไปด้วย คุณอาจจะจับได้ว่านี่เป็นอัลบั้มที่มีแต่เสียงร้องลอยๆ ออร์แกนเก่าๆกดแช่ไม่กี่คอร์ด และเสียงสไลด์กีต้าร์วนไปวนมา แต่เมื่อคุณนั่งลงคนเดียว เปิดมันผ่านมินิคอมโปเก่าๆหรือหูฟังเอียร์บัดไอว่าจากยุค 90’sที่คุณเพิ่งค้นเจอในห้องใต้เพดาน (ไม่จำเป็นหรอกครับ, ผมแค่คิดว่ามันเข้ากันดี) และฟังมันครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่มีกิจกรรมอื่นประกอบ นั่นเองที่มันจะเผยความลับอันหลากหลายที่ซ่อนเร้นในแต่ละแทร็คออกมา และเมื่อถึงช่วงเวลานั้น,คุณจะปิตินักที่ได้รับรางวัลนี้

Levitation ต้อนรับและนำคุณสู่อัลบั้ม บางอย่างในเนื้อเพลงทำให้ผมคิดถึง Strawberry Fields Forever ของ The Beatles, Sparks ซิงเกิ้ลแรก เสียงกีต้าร์แหบพร่าแต่นุ่มนวลหยอกล้อไปกับเสียงร้องชวนฝันของวิคตอเรีย, Space Song + Beyond Love สไลด์กีต้าร์ริฟฟ์นำทางไปบนจังหวะที่เนิบและมั่นคง สองเพลงนี้ฟังง่ายและติดหูกว่า, 10:37 ไพเราะในแบบที่น่านำไปประกอบหนังฟิล์มนัวร์, Bluebird ในแนวทริปฮ็อปของ Portishead แต่หวานและไม่น่ากลัวเท่า, Days of Candy ใช้วง choir 24 คนมาช่วยขับร้อง ทุกอย่างในเพลงให้อารมณ์ nostalgia อย่างหนักหน่วง จนทำให้คุณต้องไป search e-bay หาประมูลเครื่องย้อนเวลามือสอง ทั้งหมดในย่อหน้านี้เป็นแค่ความรู้สึกสั้นๆในบางแทร็ค ซึ่งคุณอาจจะคิดไม่เหมือนผมเลยก็ได้ แน่นอน,โดยเฉพาะเนื้อเพลงปลายเปิดสุดๆของพวกเค้า

ถ้า dream popเป็น sub-genre ของ alternative rock หลังจากฟัง  Depression Cherry จบ ผมก็อยากจะเรียกมันว่าเป็น sleepwalk pop ที่เป็น sub-genre ของ dream pop อีกที เพลงของพวกเขาเหมือนคนเดินละเมอ มีสติน้อยเกินไปกว่าที่จะไม่จริงใจกับเรา ในขณะเดียวกันก็ตื่นพอที่จะมองโลกในแบบสลึมสลือให้เราเพ้อตาม นั่นแหละ, Beach House ในทุกวันนี้

หมายเหตุ—โดยไม่มีใครคาดฝัน สองเดือนหลังจากอัลบั้มนี้ พวกเค้าปล่อยอัลบั้มใหม่เอี่ยมตามมาอีกชุด ‘Thank Your Lucky Stars’ ที่ทางวงบอกว่า เพลงเหล่านี้มีความเป็น”การเมือง”มากกว่า Depression Cherry จึงแยกตัวออกมา (บันทึกเสียงพร้อมๆกัน) ผมยังไม่ได้ฟังละเอียดครับ แต่ก็เห็นด้วยนะที่แยกออกมา เพราะ Depression Cherry ก็ไม่ควรยาวไปกว่านี้แล้ว... ง่วง

Sunday, 20 September 2015

Rattle That Lock


ถอดโซ่ตรวนแห่งความเป็นพิงค์ ฟลอยด์

David Gilmour | Rattle That Lock ****
Release: กันยายน 2558
Producers: David Gilmour, Phil Manzanera
Genre: Rock, Blues, Jazz

tracklist
“5 A.M.”
“Rattle That Lock”
“Faces of Stones”
“A Boat Lies Waiting”
“Dancing Right in Front of Me”
“In Any Tongue”
“Beauty”
“The Girl in the Yellow Dress”
“Today”
“And Then …”

David Gilmour อดีตมือกีต้าร์, นักร้องนำ, นักแต่งเพลงของวงโปรเกรสซีพร็อค Pink Floyd กับงานอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 4 ของเขา “Rattle That Lock” ที่ทิ้งช่วงห่างจากอัลบั้มก่อน “On An Island” เก้าปี ภาพปกดูเหมือนจะมีความเกี่ยวเนื่อง ยึดโยงถึงกัน ด้วยฝูงนกเหล่านั้น

ก่อนหน้าที่จะมีข่าวการออกอัลบั้มใหม่นี้ไม่นาน เดวิดออกมาประกาศว่า อัลบั้ม “The Endless River” ของ Pink Floyd ที่ออกมาเมื่อปี 2014 เป็นอัลบั้มสุดท้ายของวงแล้ว จะไม่มีการออกงานใหม่ใดๆออกมาในนามของ Pink Floyd แล้ว นัยหนึ่ง นั่นคือการประกาศว่าเขากำลังจะมีงานใหม่ตามออกมานะ-ได้โปรดลืม Pink Floyd ได้แล้ว งาน Endless River ไม่ได้สร้างความประทับใจแก่แฟนๆและนักวิจารณ์เท่าที่ควร ด้วยความที่มันเป็นงานที่เป็นเพลงบรรเลงเชื่องช้าชวนง่วงอย่างหนักเกือบทั้งอัลบั้ม แต่เมื่อมองในแง่ที่ว่าเขาต้องการให้มันเป็นการทริบิวต์ให้มือคีย์บอร์ด Rick Wright ผู้ล่วงลับและยังมีเสียงดนตรีจากฝีมือของเขาอันหลงเหลือมาจากเซสชั่นเก่าๆสมัยทำอัลบั้ม The Division Bell (1994) นำมาใช้ใน Endless River นี้ด้วย—ก็พอจะเข้าใจได้ว่าทำไมงานจึงออกมาอย่างนั้น

ถ้าเดวิดจะแบ่งปันเพลงดีๆที่อยู่ใน Rattle That Lock มาใส่ใน The Endless River ก็คงจะได้ และมันน่าจะเป็นอัลบั้มที่มีความเป็น ‘Pink Floyd’ มากกว่านั้น แต่ทำไมเขาถึงไม่ทำ? ผมก็ไม่ได้ไปถามเดวิด แต่คิดเอาเองได้หลายอย่าง ถ้ามองในแง่ร้ายที่สุด เขาอาจจะคิดว่าชื่อของ Pink Floyd ขายได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นที่เขาจะต้องเอาเพลงดีๆส่วนตัวไปแบ่งปันให้ หรือเขาอาจจะคิดว่านั่นคือ Pink Floyd ที่ต้องมีการร่วมแรงร่วมใจของคนสามคน (แน่นอนว่าตอนนี้ Roger Waters ไม่เกี่ยวแล้ว) ที่ไม่ควรเอางานที่เป็นจากสมองของเขาล้วนๆมาปะปน

ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลออกมากลายเป็นว่า Rattle That Lock เป็นงานที่ชีวิตชีวา น่าฟังกว่า Endless River เป็นไหนๆ และแม้มันจะไม่ Pink Floyd จ๋า แต่มันก็เป็นงานที่แฟน Pink Floyd น่าจะมีความสุขในการฟังมากกว่า ผมยกให้มันเป็นงานของเดวิดที่ดีที่สุดนับจากที่ Roger Waters เดินออกจากวงไปหลังจาก The Final Cut ทีเดียว

ด้วยวัย 69 ปี ดูเหมือนอายุยังไม่ส่งผลอะไรกับฝีมือกีต้าร์และเสียงร้องทุ้มนุ่มของเดวิด ใครที่รักใคร่การโซโล่เสียงอ้วนใหญ่ลากยาวเอื้อนอลังการของเขาไม่มีทางผิดหวังกับการฟัง Rattle That Lock เพราะมันมีสิ่งเหล่านี้ให้คุณฟังพอสมควรเลยทีเดียว  ด้านการเขียนเนื้อเพลงเดวิดก็ดูจะยอมรับกลายๆว่าไม่ใช่ของถนัดของเขา Polly Samson ภรรยาของเดวิดเข้ามามีส่วนร่วมตรงนี้ตั้งแต่ปี 1994แล้ว แต่ได้โปรดอย่าเอาไปเปรียบเทียบกับงานเขียนของ Roger Waters ล่ะ!

มีเพลงบรรเลง 3 เพลงเท่านั้นในชุดนี้ และมันก็เป็นเพลงบรรเลงที่เข้มข้นไม่ได้เรื่อยเปื่อยเป็น new age ชวนบรรทมอย่างใน Endless River (รู้สึกผมจะติติงมันมากเกินไปแล้ว) เริ่มจาก 5 A.M. อันเป็นเพลงเปิดอัลบั้ม ที่แฟน Pink Floyd พันธุ์แท้จะต้องทักทันทีว่า อ้าว เดวิดตื่นสายกว่าโรเจอร์ครึ่งชั่วโมงนี่ (คำตอบอยู่ในอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของโรเจอร์-The Pros And Cons of Hitchhiking)  Beauty และ And Then… เป็นอีกสองเพลงบรรเลงที่เหลือที่อยู่ตรงกลางและปิดท้ายอัลบั้ม แน่นอนว่าทุกเพลงมีเสียงกีต้าร์ของเดวิดเป็นพระเอกและสีสันของดนตรีสวยงามน่าฟัง ที่ผมจะไม่บรรยายอะไรให้เป็นการรบกวนจินตนาการของท่าน (ทั้งสามแทร็คมันชวนปลดปล่อยความคิดไปกับมันจริงๆ)

เมื่อเทียบกับ On An Island งานเดี่ยวชุดก่อนของเดวิดเมื่อเก้าปีที่แล้ว Rattle That Lock ฟังดูผ่อนคลายและสนุกกับการทำดนตรีมากขึ้น การได้ Phil Manzanera (อดีต Roxy Music) มาช่วยโปรดิวซ์น่าจะทำให้ได้ความคมและกระชับของดนตรียิ่งกว่าเดิม แขกรับเชิญคนดังมีมากมาย และเลือกสรรมาได้อย่างเหมาะเจาะ อาทิ Graham Nash และ David Crosby ที่มามอบเสียงประสานจากสวรรค์ของเขาให้ในเพลง A Boat Lies Waiting (เพลงที่เดวิดประพันธ์เพื่ออุทิศให้ริค ไรท์อีกครั้ง แสดงว่าเขารักเพื่อนคนนี้มากมายจริงๆ) ต้องยอมรับว่าเพลงนี้บันทึกเสียงร้องของทั้งสามออกมาได้น่าอัศจรรย์มากๆจนอยากฟังแบบเซอร์ราวนด์ขึ้นมาเลย  พอเดวิดจะทำเพลงออกบลูส์-แจ๊ซหน่อยอย่างในเพลง The Girl In The Yellow Dress เขาก็เรียก Jools Holland มาเล่นเปียโน และ Robert Wyatt มาเป่าคอร์เน็ตให้ (เพลงนี้คงทำให้คนฟังแปลกใจ เพราะไม่เคยได้ยินเดวิดเล่นดนตรีแนวนี้มาก่อน แต่น่าฟังทีเดียวล่ะครับ มิตรสหายท่านหนึ่งเสนอว่าไหนๆก็ทำมาขนาดนี้แล้ว น่าจะให้ไมเคิล บลูเบลมาร้องร่วมเสียเลย!) Andy Newmark (กลอง) และ Roger Eno (คีย์บอร์ด) ก็มาร่วมวงด้วยในหลายแทร็ค ที่ทำให้เพลงดูหนักแน่นและหรูหรามากก็คือสกอร์ออเคสตร้าฝีมือคุณ Zbigniew Preisner  นักเขียนเพลงประกอบหนังชาวโปแลนด์, แม้ว่ามันจะไม่ได้ถูกใช้อย่างเด่นชัดนักก็ตาม

ถ้าไม่นับ Rattle That Lock และ Today สองซิงเกิ้ลแรกที่มีจังหวะคึกคักและฟังกี้เล็กน้อย (คิดถึงเพลงเก่าๆของ Pink Floyd อย่าง Money หรือ Have A Cigar) ที่เหลือก็เป็นเพลงช้าค่อยๆปูอารมณ์ทีละชั้นในแบบถนัดของ Pink Floyd โดดเด่นที่สุดคือ In Any Tongue เพลงต่อต้านสงครามและความรุนแรงที่มีท่อนฮุคด้านความหมายว่า... ไม่ว่าจะเป็นลิ้นของชาติใด เวลาเรียกแม่ก็ออกเสียงเหมือนๆกัน... (แล้วจะรบกันไปทำไม) เป็น epic ในแนวเดียวกับ Comfortably Numb เมื่อมองในแง่ดนตรี แต่ก็ยังไม่เลิศเท่าเพลงนั้นหรอกครับ ส่วน Dancing Right In Front Of Me เป็นเพลงวอลซ์ที่ค่อยๆแต่งตัวทีละนิดจนกลายเป็นร็อคบัลลาดที่น่าสนใจมาก ฝีมือจริงๆ

ใน deluxe edition จะมีมิกซ์ต่างๆของเพลง Rattle That Lock มาให้อีกสามแบบ (extended version ฟังโซโล่กีต้าร์จุใจ และมิกซ์ของ Youth ฟังแล้วต้องยิ้ม ว่าเดวิดนี่นะ ทำเพลงแดนซ์) และ orchestral version ของเพลง “สาวเสื้อเหลือง” และยังมี 5.1 mix ของทั้งอัลบั้มอีกด้วย (ในบลูเรย์หรือดีวีดี) รวมทั้งของแถมอีกเพียบ

ในฐานะของแฟนเพลงคนหนึ่งที่ฟังเสียงร้องและเสียงกีต้าร์ของเดวิด กิลมอร์มาตั้งแต่ยุค The Wall (ก่อนจะย้อนกลับไปฟังทั้งหมด) และตามงานของเขามาตลอดด้วยความใกล้ชิดพอสมควร Rattle That Lock เป็นงานที่ทำให้ผมอยากเดินเข้าไปจับมือกับเขา แล้วบอกเดวิดว่า มันน่าฟังจริงๆสมกับที่รอคอย แต่ความจริงผมไม่ได้คอยหรอก.....




Sunday, 19 July 2015

Communion

Years & Years : Communion ***1/2
Released : July 2015
Genre: Electric Pop, House, Electronica, Nu-disco
Producers:  Years & Years, Andy Smith, Mark Ralph, Two Inch Punch และ Mike Spencer

   Ellie Goulding, Jessie J, Haim, Adele, Sam Smith, Michael Kiwanuka…. ศิลปินเหล่านี้ได้รับการ”เก็ง”จาก BBC  Sound of… (ใส่ชื่อปี) ว่าเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดในวงการดนตรีอังกฤษในหลายปีที่ผ่านมา ก่อนที่พวกเขาจะออกอัลบั้มเต็มกันจริงๆ และต้องยอมรับว่าการเก็งของ BBC นั้นไม่ค่อยจะพลาด (เป็นไปได้สองทางคือนอกจากแม่นแล้ว ก็อาจจะเป็นได้ว่าศิลปินนั้นดังจากแรงดันของ BBC เอง) แต่ในแง่คุณภาพงานที่ไม่ต้องอ้างอิงความโด่งดังหรือยอดขาย...มันก็เป๊ะจริงๆล่ะ ผมเคยเขียนถึง Haim ไปแล้วเมื่อราวสองปีก่อน ส่วน Sam Smith ก็สร้างความประทับใจเหลือหลายในเสียงร้องของเขาในแบบที่หายากเหลือแสนในเพลงป๊อบ มาปีนี้ต้องบอกว่า Years & Years นี่ก็”โดน”อีกแล้วครับ

   สามหนุ่มน้อยลอนดอนเนอร์ Years & Years ได้รับอิทธิพลจากดนตรีอีเล็คโทรนิคอย่าง Flying Lotus, Disclosure, Radiohead ยุคหลัง, La Roux, Diplo และ Jai Paul แต่สิ่งที่ YY มีในสิ่งที่วงต่างๆที่เอ่ยมาไม่มีหรือมี่ไม่มากเท่าก็คือ pop sense และเสียงร้องอันโดดเด่นของ Olly Alexander ที่มีอะไรบางอย่างชวนให้ระลึกถึง Michael Jackson และ Sam Smith

   พวกเขาไม่ใช่วงหน้าใหม่ แต่ฟอร์มวงกันมาเมื่อครึ่งทศวรรษที่แล้ว มือเบส Mikey Goldsworthy ได้พบกับมือซินธ์ Emre Turkmen ทาง social media ในลอนดอน หลังจากนั้นไม่นาน Mikey มีโอกาสได้ยิน Olly ร้องเพลงขณะอาบน้ำ (ได้ยังไง?) จึงชวนเขาเข้าวงทันที ยังมีสมาชิกในยุคแรกอีกสองคนคือ Noel Leeman และ Olivier Subria แต่ปัจจุบันพวกเขาเหลือแค่ทริโอสามคน

   Years & Years ปล่อยซิงเกิ้ลแรก ‘I Wish I Knew’ มาตั้งแต่ปี 2012  ตามด้วย ‘Traps’ ในเดือนกันยายนปีถัดมา ปี2014 พวกเขาส่งออกมาอีก 3 ซิงเกิ้ลคือ ‘Real’, ‘Take Shelter’ และ ‘Desire’ เพลงหลังนี่ขึ้นไปได้ถึงอันดับ 22 ในชาร์ตอังกฤษ พวกเขาได้รับรางวัล BBC  sound of 2015 ตั้งแต่ต้นปีนี้ และแม้จะเป็นใบเบิกทางให้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ในอีกด้านนึงมันก็เป็นหอกแห่งความกดดันที่คอยทิ่มแทงพวกเขาระหว่างการทำงานอัลบั้มชุดแรก ‘Communion’ นี้

   แต่ถ้า Olly, Mikey และ Emre จะมีความเครียดหรือกดดันใดๆในการทำเพลงชุดนี้ พวกเขาก็ไม่ได้แสดงมันออกมาเลย และซิงเกิ้ล ‘King’ ของพวกเขาที่ออกมาในเดือนมีนาคมก็ก้าวขึ้นสู่อันดับ1ในอังกฤษ เช่นเดียวกับ LP Communion นี้ที่ขึ้นถึงจุดสูงสุดเช่นกันในสัปดาห์แรกที่มันวางตลาดในวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา

   ผมฟัง ‘Communion’ จากการสตรีมมิ่งผ่าน application TIDAL ที่มีให้เลือกทั้ง deluxe edition และแบบธรรมดา แน่นอนว่าผมต้องฟังแบบแรกที่มีเพลงมากกว่าสี่เพลง รวม17แทร็คที่ความยาวหนึ่งชั่วโมงนิดๆ มันเป็นการเดินทางผ่านแนวดนตรีโอลด์สคูลแดนซ์มิวสิคแบบยุค 90’s แต่ใช้เทคนิคบันทึกเสียงแบบยุคปัจจุบัน อันมีเอกลักษณ์คือการอัดเสียงคอรัสได้สว่างไสวและใหญ่โตเกินจริงและภาพรวมฟังสบายไม่อึดอัดเสียดหู เสียงร้องของ Olly คือพระเอกตลอดงาน เขาเป็นคนมีเสียงค่อนข้างเล็กพลิ้วเหมือนไมเคิล แจ็คสันวัยหนุ่ม (รวมทั้งวิธีการร้องด้วย ฟังได้ชัดเจนมากในเพลง ‘Without’) และเปี่ยมไปด้วยอารมณ์แบบ extreme เมื่อถึงช่วงที่ต้องการความdramatic ของบทเพลง นอกจาก ‘Eyes Shut’ ที่สุ้มเสียงเหมือนเพลงของ Sam Smith จนน่าประหลาดใจ

    แทร็คอื่นๆค่อนข้างจะไปในทางเดียวกันคือเป็นดนตรีอีเล็คโทรนิคแดนซ์ป๊อบจังหวะปานกลางที่เต็มไปด้วยลูกเล่นลูกชนแต่เนื้อเพลงและเสียงร้องแฝงความเศร้าลึกอยู่แทบจะตลอด เพลงเด่นๆนอกจากซิงเกิ้ลที่ปล่อยมาก่อนหน้านี้แล้วอย่าง Shine, King, Take Shelter และ Desire แล้วก็มี Real, Worship และ Ties ที่ผมยกให้เป็นแทร็คที่ดีที่สุดในอัลบั้ม เพลงแถม King (acoustic) จะเป็นบทพิสูจน์ว่าถ้าถอดเครื่องเคราอีเล็คโทรนิคส์ทั้งหลาย เหลือแต่เสียงร้องของ Olly และเปียโนของ Mikey แล้วเพลงของพวกเขาจะยังน่าฟังแค่ไหน และยังมี ‘I Want To Love’ ที่อาจจะออกแนวบับเบิ้ลกัมแบบวง Aqua ไปหน่อยเลยถูกลดเกรดลงมาเป็นเพลงแถม แต่ผมชอบมากแฮะ ส่วนมากเพลงแถมใน deluxe edition พวกนี้ มักจะมีเพลงที่ถูกใจมากๆสำหรับผมติดมาด้วยเสมอ ไม่รู้เป็นยังไง

   ‘Communion’ เป็นดนตรีป๊อบแดนซ์ร่วมสมัยที่ฟังได้เพลิดเพลินตลอดชุด ท่วงทำนองหลากหลายและติดหูหนึบ การใช้ซินธ์ทำได้อย่างมีรสนิยมและรสชาติ ถ้าจะมีข้อด้อยบ้างก็ตรงความคมคายของเนื้อหาที่อาจจะยังไม่บาดเท่าที่ควร และความเหมือนๆกันในแต่ละแทร็คมากไปนิด

   ก่อนหน้านี้ Olly Alexander เคยมีบทบาทในการแสดงภาพยนตร์มาบ้าง แต่จากนี้ไปคิดว่าเขาคงหาเวลาไปเล่นหนังยากแล้วล่ะ และขออวยพรให้พวกเขาทำเพลงอีเล็คทริคป๊อบดีๆต่อไปให้พวกเราฟังปีแล้วปีเล่าดุจดังชื่อวงจากนี้ไปครับ

----------------------------
หมายเหตุ

 1: อัลบั้มแนะนำถ้าคุณชอบ ‘Communion’

1. Jessica Ware ‘Tough Love’
2. Disclosure ‘Settle’
3. Radiohead ‘King of Limbs’


 2:  ในขณะที่ Years & Years ได้รางวัลอันดับ 1 จาก BBC  Sound of 2015 อันดับ 2-5 ในปีนี้คือ James Bay, Stormzy, Raury และ George The Poet

 3: ใน TIDAL มีซิงเกิ้ลต่างๆและรีมิกซ์ของวงนี้ให้ฟังกันด้วยครบครัน และแน่นอน มันเป็นการฟังแบบถูกลิขสิทธิ์ที่คุณต้องเสียค่าใช้จ่ายรายเดือนเพียงน้อยนิด และศิลปินจะได้รับเงินทุกครั้งที่คุณคลิก (tidal.com)

------------------------

Communion Deluxe CD Tracklist:
  1. Foundation
  2. Real
  3. Shine
  4. Take Shelter
  5. Worship
  6. Eyes Shut
  7. Ties
  8. King
  9. Desire
  10. Gold
  11. Without
  12. Border
  13. Memo
  14. 1977
  15. Ready For You
  16. I Want To Love
  17. King (acoustic)


Wednesday, 22 April 2015

๖ เหตุผลที่คุณไม่ควรพลาดการไปชม "โหมโรง เดอะ มิวสิคัล"



หัวค่ำวันพุธที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๘ ผมได้รับเกียรติจากคุณ Jack Kanit ให้ได้มีโอกาสเข้าชมการแสดงละครเวทีมิวสิคัลเรื่องนี้ โดยได้คู่ควงในงานนี้เป็นอาจารย์ส่วนตัวของผม: พี่สมบูรณ์ งามสุริยโรจน์ แฟนพันธุ์แท้บีจีส์ และเจ้าของผลงานอมตะ "30 ปี เดอะ บีทเทิลส์" ในสตาร์พิคส์เมื่อ ๒๐ ปีก่อน

รอบนี้เป็นรอบพิเศษ ไม่มีผู้ชมที่แท้จริง (มีแต่พวกดูฟรี เอ๊ย สื่่อมวลชน และทีมงาน) เพราะเป็นคืนที่พวกเขาเล่นเพื่อถ่ายทำวิดีโอไปด้วย และถือเป็นการซ้อมใหญ่ก่อนการแสดงจริงอีกครั้งในวันที่ ๒๓ หลังจากพักไปหลายวันในช่วงสงกรานต์

คุณแจ็คถามผมกับพี่สงกรานต์ เอ๊ย สมบูรณ์ว่า มีปัญหาอะไรไหม กับการชมในเวอร์ชั่นนี้ เพราะอาจจะไม่ได้บรรยากาศจริงๆของคนดูเป็นหมื่นเป็นแสน(เวอร์แระ) และต้องรำคาญกับกล้องที่วิ่งไปวิ่งมาบ้าง แต่เราก็ไม่มีปัญหาอะไร ดีเสียอีกที่คนไม่เยอะและได้เห็นเบื้องหลังอะไรๆด้วย

พี่สมบูรณ์บอกกับคุณแจ็คก่อนว่า ไม่เป็นไรหรอก ผมดูเป็นไอเดียเฉยๆ และอย่าว่านะ ถ้าผมจะกลับก่อน

ถ้าท่านเคยดูภาพยนตร์เรื่องนี้ที่โด่งดังมากเมื่อหลายปีก่อน ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องมาดูอะไรซ้ำซาก เพราะรูปแบบของละครเพลงเวทีทำให้มันมีอะไรแตกต่างไปจากภาพยนตร์จอเงินมากมาย และยังมีเนื้อหาและการตีความที่ได้มุมมองใหม่ๆอีก

แต่แก่นของความเป็น"โหมโรง" ยังอยู่ นั่นคือความสมดุลย์ของเสรีภาพในการแสดงออก, รากของวัฒนธรรม และความทรนงในความเป็นมนุษย์

ท่านควรไปชมละครเวทีเรื่องนี้ไหม ผมคิดว่าควร และนี่คือ ๖ เหตุผลที่ผมพอจะนึกได้

๑.การแสดงของศิลปินแห่งชาติ สุประวัติ ปัทมสูต ที่รับบท "ศร ศิลปบรรเลง" หรือ "หลวงประดิษฐไพเราะ" ในวัยชรา ในวัย ๗๗ ปี ท่านรับบทนี้ได้อย่างเหมาะสมและยิ่งใหญ่ ทั้งบทพูด การร้องเพลง และการแสดงดนตรี ที่ทำให้เราเชื่อไปเลยว่ากำลังดู"ครูศร" เล่นจริงๆ ถ้าผมคิดไม่ผิด มีบางประโยคที่ท่านพูดพลาดตะกุกตะกักไปหน่อย และทีมงานด้านหลังก็คุยกันว่า คงต้องถ่ายซ่อมฉากนี้ (แอบได้ยิน) แต่ผมกลับคิดว่านั่นเป็นความผิดพลาดที่ทำให้ดูเป็นธรรมชาติของคนชราวัยนั้น และสมควรปล่อยมันไว้อย่างนั้น

๒.ฝีมือระนาดของพระเอก "อาร์ม" กรกันต์ สุทธิโกเศศ ที่ท่านต้องไปดูด้วยตาและฟังด้วยหู โดยเฉพาะฉากดวลระนาดเอกกับ"ขุนอิน"ในไคลแมกซ์ของเรื่อง มหัศจรรย์ยิ่ง ยังไม่นับหน้าตาอันหล่อเหลาเอาเรื่อง และเสียงร้องเพลงที่ไม่ธรรมดาอีกต่างหาก

๓.เสียงร้องสะกดโลกของ "แนน" สาธิดา พรหมพิริยะ ที่แม้จะมีบทบาทไม่มากนัก แต่ทุกครั้งที่เธอเปล่งเสียงหวานกังวานก้องอันสุดจะสมบูรณ์แบบออกมา ทุกอย่างในโรงละครก็หยุดนิ่งและหมดความสำคัญไป

๔. การกำกับศิลป์ที่ทำได้อย่างมีรสนิยม,ได้บรรยากาศ และสร้างสรรค์ รวดเร็วทันใจ ตื่นตาตื่นใจ รวมถึงบทเพลงประพันธ์ใหม่ที่ทั้งเล่าเรื่องและให้ความบันเทิง ทำได้ดีไม่แพ้สากลเลยครับ

๕.การแสดงของตัวประกอบหลายๆคน เด็กๆน่ารักทุกคน "ทิว","เทอด", "พี่เปี๊ยก" ล้วนเรียกเสียงฮาและสร้างสีสันทำให้ "โหมโรง"ดูไม่เครียดเกินไป มีมุกเล็กๆของ"ครูรัก"ที่แฟนๆ AF คงอดฮาไม่ได้หลายตอนเหมือนกัน หลายครั้งที่เกือบๆจะเป็นนักแสดงเหล่านี้ขโมยซีนไปบ้างไม่มากก็น้อยล่ะ

๖. ประการสำคัญที่สุดที่ท่านควรจะพาบุตรหลานไปดู ก็คือละครเรื่องนี้จะทำให้พวกเขาสัมผัสอรรถรสของดนตรีไทยเดิมในแบบสำหรับผู้เริ่มต้นได้เป็นอย่างดี (มีการประสานดนตรีสากลเข้าไปด้วยพองาม) พร้อมๆไปกับแฝงคติธรรมในชีวิตอีกมากมาย ที่ผู้เขียนบทและผู้สร้างนำเสนอแบบมีระดับ ไม่ยัดเยียด เว้นช่องว่างให้คิดต่อ

โหมโรง เดอะ มิวสิคัล คือละครเพลงเวทีที่เต็มไปด้วยความประทับใจ ได้ทั้งความบันเทิง และ ศิลปะ อาจจะมีเพียงสิ่งเดียวที่ผมเสียไปในการชมเมื่อคืนนี้...น้ำตาที่ไหลซึมในฉากท้ายๆครับ

ผมเดินออกจากโรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศในเวลาเกือบห้าทุ่มพร้อมๆพี่สมบูรณ์... ครับ เหมือนเขาจะลืมไปแล้วว่าเคยบอกว่าอาจจะกลับก่อนละครจบ