Saturday, 1 October 2016

Sheezus

"Mumback"


Lily Allen  |  Sheezus ***
Produced by Greg Kurstin, Dj Dahi และ Shellback
Released: May 2014
Genre: Pop

"นี่เป็นเหมือนการอาเจียนครั้งใหญ่สำหรับทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของฉันใน 4 ปีที่ผ่านมา" ลิลลี่ โรส คูเปอร์ หรือที่เรารู้จักกันในนามเดิมว่า ลิลลี่ อัลเลน สรุปอัลบั้ม 'Sheezus' ไว้ในประโยคเดียวสั้นๆด้วยภาษาและอารมณ์ในแบบของเธอ ผมเคยเขียนถึงอัลบั้มที่ 2 ของลิลลี่ It's Not Me, It's You ไว้ใน GM2000 เมื่อห้าปีก่อน (2009) ด้วยความชื่นชมพอสมควร (เพิ่งกลับไปอ่านเมื่อสักครู่) ตอนนั้นก็ไม่คิดสักนิดว่าลิลลี่จะจำศีลถอนตัวออกจากวงการดนตรีนานถึง 5 ปี เหตุผลหลักก็คือเธอใช้เวลาแทบจะทั้งหมดไปในการดูแลลูกสาว 2 คน แต่ในที่สุดเธอก็ทนความเย้ายวนของดนตรีไม่ไหว 5 ปีในวงการป๊อบมันยาวนานเหมือนชั่วชีวิต น่าสนใจว่าลิลลี่ยังจะกลับมาเป็นขวัญใจวัยรุ่นหรืออย่างน้อยก็รุ่นเดียวกับเธอได้หรือไม่ เธอไม่ใช่เด็กน้อยขี่จักรยานไปทั่วลอนดอนร้องเพลงเกี่ยวกับจ้าวโลกของแฟนเก่าอีกต่อไปแล้ว นี่คือคุณแม่ลูกสองวัย 29 ปีที่เด็กๆหลายคนอาจจะยังไม่เริ่มฟังเพลงตอนเธอออกอัลบั้มครั้งสุดท้าย Kate Nash ศิลปินหญิงที่ทำท่าจะตีคู่กับเธอมาในยุคนั้นก็เหมือนจะตกหล่นไปจากความสนใจเสียแล้ว ส่วนน้อง Ellie Goulding ที่เปี่ยมความสามารถเหลือล้น แต่เธอก็ไม่มีความแสบคันหรรษาเหมือนสาวอัลเลนของเรา ดังนั้น,มันจึงเป็นข่าวดีที่เราได้ลิลลี่ อัลเลนกลับมา!

ลิลลี่ตั้งชื่ออัลบั้มล้อเลียน (หรือจะใช้คำว่าแซวดีกว่า?) อัลบั้ม 'Yeezus' ของ Kanye West แต่นี่ไม่ใช่อัลบั้มที่พอกอีโก้มาจนมองไม่เห็นตัวศิลปินแบบของคันเย่ ผมมองว่าเธอตั้งใจให้มันออกมาขำๆแดกดันตัวเองมากกว่า โปรดิวเซอร์หลักของอัลบั้มนี้คือเจ้าเก่า Greg Kurstin (หนึ่งใน The Bird and The Bee) ที่ทำงานกับเธอมาตั้งแต่อัลบั้มแรก ซาวนด์ของ Sheezus จึงกลมกลืนและต่อเนื่องไปกับ It's Not Me, It's You คือเป็นอีเล็กโทรป๊อบที่เต็มไปด้วยลูกล่อลูกชนสีสันและของหวานโปรยปรายในสุ้มเสียง แต่ที่เพิ่มเข้ามาคืออิทธิพลของ M.I.A. และซาวนด์ในแบบสองอัลบั้มแรกของ Vampire Weekend

ลิลลี่เป็นคนเสียงเล็กบางไม่มีพลัง แต่เธอร้องเพลงเก่งในแบบของเธอ กึ่งร้องกึ่งพูด,ทักษะในการใช้จริตจะก้านในการร้อง และการแบ่งวรรคแบ่งตอนที่บางคนบอกว่าชวนให้นึกถึงนักร้องแจ๊ซในตำนานอย่าง Ella Fitzgerald หรือ Blossom Dearie โปรดิวเซอร์ของเธอทุกคนก็รู้จักวิธีในการ enhance เสียงร้องให้ อาทิการทำ double track หรือการมิกซ์เสียงให้โดดเด้ง จุดเด่นอีกอย่างของเธอก็คือลีลาการเขียนเพลง ทั้งมุมมองอันคมคายและภาษาทิ่มแทง พูดกันง่ายๆว่าเพลงของเธอ "ปากจัด" เหลือหลายตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ในวัยคุณแม่ ลิลลี่จะเลือกอะไรมาเม้าท์มอยใน Sheezus?

ปกอัลบั้มออกแนวอลังการ กร่างๆนิดๆเหมือนพวกศิลปินฮิปฮอป ลิลลี่ยืนอยู่หน้าประตูของคฤหาสน์ มือจูงสุนัข corgi สองตัว ที่บันไดมีคำจารึกไว้ว่า 'Divide et impera' หรือแปลเป็นไทยว่า "แบ่งแยกแล้วปกครอง" (หน้าปกมีหลายเวอร์ชั่น)
Sheezus ฉบับ special edition แบ่งเป็นซีดีสองแผ่น แผ่นแรกมีสิบสองเพลง ส่วนอีกแผ่นเป็นโบนัสแทร็ค 5 เพลง รวมถึง Somewhere Only We Know เพลง cover ของ Kean ที่ตัวเธอเองก็ยังไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ("ฉันยังไม่เข้าใจว่าฉันคิดอะไรอยู่ตอนนั้น") ส่วนอีก 4 เพลงก็ฟังเพลินๆและให้ความรู้สึกสองอย่าง 1) มันเหมือน demo, unfinished tracks 2) คุณภาพของเพลงก็เหมาะสมแล้วที่ถูกตัดออกจากแผ่นหลัก

12 เพลงใน Sheezus เป็นผลงานการร่วมแต่งและโปรดิวซ์ของ Kurstin เสีย 10 เพลง เว้นแต่ไทเทิลแทร็คที่ลิลลี่แต่งและโปรดิวซ์ร่วมกับ Dj Dahi (เคยร่วมงานกับ Drake และ Kendrick Lamar)  และใน Air Balloon เธอได้ Shellback โปรดิวเซอร์/นักแต่งเพลงสุดฮอตชาวสวีเดนมาช่วยงาน (เกียรติประวัติเคยทำเพลงให้ Pink, Maroon 5, Usher และ Avril Lavigne)
'Sheezus' เป็นเพลงที่บ่งบอกถึงความรู้สึกของการกลับมาของเธอครั้งนี้-ไม่ว่ามันจะเป็นความรู้สึกจริงๆหรือไม่ก็ตาม เธอยอมรับว่าตื่นเต้น แม้เธอจะเป็นมือเก่ามาก่อน แต่การหายไปนานๆก็ไม่ใช่ว่ากลับมาคว้าไมค์แล้วจะกลับมาดังเหมือนเดิมได้ง่ายๆ แล้วจู่ๆเธอก็เริ่มกัด divas คนอื่นๆเป็นชุด ไล่ตั้งแต่ Katy Perry , Beyonce, Lady Gaga ไม่เว้นแม้แต่หนู Lorde ก็ยังเจอหางเลขกับเขาด้วย ลงท้ายด้วยการขอมงกุฎมาครองหน้าตาเฉย 'Give me that crown bitch I wanna be Sheezus' ดีเจ Dahi ทำดนตรีออกมาในแนวของ M.I.A. ได้น่าฟัง แต่การไล่กัดชาวบ้านของลิลลี่มันฟังกระอักกระอ่วนชอบกล ไม่เหมือนกับที่ Eminem ทำ โชคดีที่เธอกลับเข้าสู่เกมอย่างรวดเร็วในสองเพลงต่อมา 'L8 CMMR' ชื่อเพลงไม่ใช่รหัสอะไรซับซ้อน มันคือ late comer ที่อุทิศให้คนรักคนล่าสุดของเธอ พ่อยอดสามี Sam Cooper นี่คือความเพอร์เฟ็คที่สุดที่ bubblegum pop จะทำได้ในจังหวะฟิวชั่นของแนวดนตรีใหม่เอี่ยม 'Moombahton' ที่เป็นลูกผสมของ dutch house และ reggaeton ที่ฟังแล้วเข้าได้กับลิลลี่เหมาะเจาะ เนื้อหาก็ออกแนวสรรเสริญและแสดงความเป็นเจ้าของคนรักอย่างออกนอกหน้าสุดๆ แต่ลิลลี่ก็ร้องออกมาได้น่ารักน่าชัง 'He's going nowhere 'till this fat lady sings' '

'Air Balloon' การหนีความวุ่นวายไปบนฟากฟ้า สูงยิ่งเกินกว่าจะมีฝน production ของ Shellback ให้ความเป็น high energy pop ที่สามารถนำไปวางสลับให้เคธี่ เพอรี่ร้องได้โดยไม่มีใครระแคะระคาย แต่เธอจะร้อง na na na na ได้กวนเท่าลิลลี่หรือไม่? (ไอเดียเพลงนี้เหมือนกับ Up On The Roof เพลงคลาสสิกจากการแต่งของ Goffin and King แต่....สูงกว่ามาก)  'Our Time' กลับสู่โปรดักชั่นเนี้ยบๆของ Kurstin ลิลลี่เปิดบ้านชวนเพื่อนๆมาปาร์ตี้กันแบบลืมโลก 'Insincerely Yours' ฟังกี้นุ่มๆ ลิลลี่ประกาศตรงๆถึงเหตุผลที่เธอมาอยู่ตรงนี้ 'Let's be clear, I'm here, to make money money'

'Take My Place' เมื่อลิลลี่จะทำเพลงช้าหวานรำพึงรำพันกับตัวเองเธอทำได้ดีเสมอ บางครั้งชีวิตมันก็เจ็บปวดเกินจะรับ เธอประกาศจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอมีเพื่อแลกกับการให้คนอื่นมารับความปวดร้าวที่เธอมีอยู่ในตอนนี้ คอรัสออกจะกระหึ่มไปนิดสำหรับอารมณ์เพลง มีบางอย่างที่ทำให้นึกถึง Keane 'As Long As I Got You' ลิลลี่ในบูธคลุมถึงเข่าต้อนรับเสียงดนตรีแนว cajun และเสียง dobro ในเพลงที่เหมือนบทคัดย่อชีวิตรักระหว่างเธอกับแซม หนุ่มคนนี้รู้จักเธอมาตั้งแต่อายุ 15 แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ทนดูลิลลี่ทำลายชีวิตตัวเองต่อไปด้วยยาและปาร์ตี้ไม่ได้ แซมยื่นข้อเสนอให้ลิลลี่มาอยู่ด้วย และชีวิตเธอก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ใน liner notes ของอัลบั้มนี้ ลิลลี่เขียนอุทิศให้ Amy Winehouse ศิลปินร่วมรุ่นผู้ล่วงลับ ถ้าไม่มีแซม ใครจะรู้ว่าลิลลี่ อัลเลนจะไปถึงไหนแล้วตอนนี้?

 'Close Your Eyes' slow jam ที่อาจจะเป็นเพลงที่เซ็กซี่ที่สุดที่เธอเคยทำมา 'When I'm standing there in my underwear / I know that I've let myself go / But I still feel sexy when you undress me...' ไพเราะและหวานในแบบ TLC ครับ 'URL Badman' แทร็คที่หลุดพ้นจากเรื่องชีวิตรักส่วนตัวและการจิกกัดชาวบ้านมาเป็นเพลงสนุกๆเกี่ยวกับเหล่า "เกรียนอินเตอร์เน็ต" (นี่เป็นแทร็คที่นักวิจารณ์ดูจะชื่นชมกันมากมาย) 'Silver Spoon' ก็คนมันคาบช้อนเงินช้อนทองมาตั้งแต่เกิด ช่วยไม่ได้จริงๆ แต่ลิลลี่คงไม่ได้หมายถึงชีวิตของเธอหรอก เพราะแม้จะเป็นลูกสาวคนดังแต่ชีวิตในวัยเยาว์ของเธอนั้นก็ไม่ได้ง่ายดายเลย ถึงตรงนี้เห็นปัญหาอย่างหนึ่งใน Sheezus- ผู้ฟังเริ่มไม่แน่ใจว่าตรงไหนเรื่องจริงเรื่องแต่ง?  'Life For Me' เป็นแทร็คที่ผมยกให้ดีที่สุดในแง่การเขียนเพลง ลิลลี่เขียนถึงชีวิตของตัวเองและตั้งคำถามกับความรู้สึกที่เธอมีในแบบที่จอห์น เลนนอนน่าจะชอบ ดนตรีได้รับอิทธิพลจาก Vampire Weekend อย่างแจ่มชัดแต่ก็มีความรู้สึกของลิลลี่ในอัลบั้มแรกอยู่ไม่น้อย (ไม่แปลกอะไรเพราะทั้งสองอย่างมีจุดร่วมกันที่ดนตรีแนวสกาและบรรยากาศเปิดโล่ง) 'Hard Out Here' ที่เปิดตัวเป็นซิงเกิ้ลแรกตั้งแต่ปีก่อนพร้อมกับมิวสิกวิดีโอที่ฮือฮาและทำให้ลิลลี่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกเหยียดผิว เป็นไอเดียที่ดีที่นำมันมาปิดอัลบั้ม มันคือแดนซ์แทร็คในแบบเต้นกันปิดฟลอร์ สำหรับเพลงนี้ถ้าจะให้ดีต้องหาฟังในแบบ uncensored นะครับ เหม่ ถ้าต้องถูกดูดเสียงในคำสำคัญๆอย่าง balls และ tits และต้องเปลี่ยน bitch เป็น chic นี่มันหมดพลังของเพลงไปมากมายพอๆกับที่เพลง Fuck You ของ Cee Lo Green เจอเมื่อหลายปีก่อน

ในแง่ดนตรีนี่เป็น pop album ที่ฟังร่วมสมัยและสุดจะ catchy ในแบบที่ลิลลี่ทำได้ดีเสมอ แม้ว่าอาจจะฟังเชยและไม่มีอะไรใหม่ไปสักนิดเมื่อเทียบกับความจี๊ดจ๊าดของสองอัลบั้มแรก แต่ก็น่าจะให้อภัยสำหรับการเคาะสนิมของเธอในครั้งนี้ แต่สิ่งที่ทำให้เธอเสียรังวัดไปไม่น้อยก็คือเนื้อหาของมัน โดยเฉพาะการไปหาเรื่องชาวบ้านโดยไม่เห็นมีความจำเป็นใดๆ และที่น่าเป็นห่วงก็คือคนที่เธอไปท้าชกด้วยนั้นแต่ละคนล้วนมีดีกรีน่าเกรงขามยิ่งนัก อัลบั้มใหม่ของ Beyonce ได้รับการยกย่องถึงขนาดว่าเป็นงานศิลปะที่ดึงความเป็นอัลบั้มกลับมาอีกครั้ง ส่วนงาน debut ของ Lorde นั้นก็ลึกซึ้งและคมคายเหลือเชื่อ ไม่น่าไปท้าต่อยท้าตีกะเค้าเลยลิลลี่เอ๋ย (เธอให้ความเห็นว่าการแต่งเพลงแบบ social commentary ในยุคนี้ ถ้าไม่เอ่ยชื่อบุคคลขึ้นมา มันจะไม่มีพลังใดๆเลย อืมม์ ก็ฟังดูมีเหตุผล)

ลิลลี่ให้สัมภาษณ์ว่าเธอไม่ได้หวังอะไรกับอัลบั้มนี้มาก นอกจากให้มันขายดีพอที่สังกัดจะจ้างเธอมาทำอัลบั้มต่อ หลายอย่างใน Sheezus แสดงถึงความเติบโตทางความคิดและความเป็นไปในชีวิตของคุณแม่ยังสวยคนนี้ ไม่รู้สินะ เธอมีอะไรบางอย่างที่ไม่พบในศิลปินสาวคนอื่นๆ เธออาจจะไม่ใช่ดีว่าในความรู้สึกของใคร งั้นก็ให้เธอเป็นชีซัสของเธอไปก็แล้วกัน แฟนเก่าๆตั้งแต่สมัย myspace คงยังไม่ทอดทิ้งกันนะครับ ส่วนนักฟังใหม่ๆ หรือแฟนเพลงของสาวๆที่เธอท้าชนด้วยทั้งหลายในอัลบั้มนี้ทั้งหมดนั่นแหละ,ก็น่าจะชอบ Sheezus.

Tracklist:
1.            Sheezus | Lily Allen
2.            L8 CMMR | Lily Allen, Greg Kurstin
3.            Air Balloon | Lily Allen, Shellback
4.            Our Time | Lily Allen, Greg Kurstin
5.            Insincerely Yours | Lily Allen, Greg Kurstin
6.            Take My Place | Lily Allen, Greg Kurstin & Karen Poole
7.            As Long As I Got You | Lily Allen, Greg Kurstin & Karen Poole
8.            Close Your Eyes | Lily Allen, Greg Kurstin
9.            URL Badman | Lily Allen, Greg Kurstin
10.          Silver Spoon | Lily Allen, Greg Kurstin
11.          Life for Me | Lily Allen, Greg Kurstin & Karen Poole
12.          Hard Out Here | Lily Allen, Greg Kurstin

Sunday, 25 September 2016

The Beatles Live At The Hollywood Bowl

THE SOUND OF BEATLEMANIA

The Beatles
Live At The Hollywood Bowl ****
Recorded : 1964, 1965
First released : 1977
Reissue: September 2016
Produced and remixed by : Giles Martin



งานบันทึกคอนเสิร์ตชิ้นเดียวของวงดนตรีอันดับ 1 ตลอดกาล ได้รับการมิกซ์ใหม่และเพิ่มเพลงโดย Giles Martin แม้อาจยังมีอะไรให้ขุ่นหมองใจสำหรับแฟนๆ แต่นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราเคยได้ยินจากการแสดงของพวกเขา

ในยุคที่ผมเริ่มฟัง The Beatles ตอนต้นทศวรรษ 80’s งานแสดงสดของพวกเขาที่พอจะหาฟังกันได้ก็มีเพียง Live! At The Star Club 1962 และ The Beatles At The Hollywood Bowl สำหรับชุดสตาร์คลับนั้นฟังแล้วก็เก็บเข้ากรุ เพราะคุณภาพเสียงมันสุดจะทน แต่กับ Hollywood Bowl แม้ว่าสุ้มเสียงจะไม่ได้มาตรฐานนัก แต่มันก็มีสิ่งที่ทำให้ตื่นเต้นยิ่ง...นั่นคือเสียงของคนดู (น่าจะเป็นสาวๆซะ 90%) ที่ดังกระหึ่มตลอดเวลา เสียงของพวกเธอในคอนเสิร์ตนี้มีความดังอยู่แค่สองระดับ คือ ดังมาก และ ดังมากกกกก และนั่นคือปัญหาของอัลบั้มนี้ เพราะมันแย่งพื้นที่ของเสียงดนตรีจาก The Beatles ไปไม่น้อยเลย

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีการนำงานเก่าๆของ Beatles มาปรับปรุงเสียงออกขายหลายต่อหลายครั้ง แต่ The Beatles At The Hollywood Bowl ก็ไม่เคยได้รับการเหลียวแล จนแฟนๆบางส่วนเริ่มจะทำใจ และคิดว่าคงต้องอยู่กับแผ่นเสียงจากปี 1977 ตลอดไป (ก่อนหน้านี้อัลบั้มนี้ไม่เคยออกเป็นชีดีมาก่อน) จนกระทั่งปีนี้ก็ถึงเวลาของมัน “Live At The Hollywood Bowl” ออกมาควบคู่กับหนังสารคดีของ Ron Howard “Eight Days A Week: The Touring Years” โดยที่แฟนๆส่วนมากยังไม่ทันตั้งตัว อัลบั้มแสดงสดหนึ่งเดียวชุดนี้ก็มาอยู่ในมือของพวกเขาเรียบร้อย

The Beatles ได้มีความพยายามจะบันทึกการแสดงสดมาตั้งแต่ยุคแรก ในอัลบั้มเปิดตัวของพวกเขา George Martin วางแผนจะอัดเสียงกันที่ Cavern Club ก่อนที่จะพบว่าสภาพอคูสติกที่นั่นไม่เอื้ออำนวย ทำให้จอร์จพาเด็กๆเข้า EMI studios เพื่อสร้างอัลบั้ม Please Please Me อย่างที่เราได้ฟังกัน ต่อมาในเดือนก.พ. 1964 Capitol Records ก็วางแผนจะอัดเสียงพวกเขาในการแสดงที่ Carnegie Hall   แต่น่าเสียดายที่ American Federation of Musicians ไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น (เสียดายเพราะคาดว่าน่าจะได้คุณภาพเสียงที่ดีงามถ้าอนุญาต เพราะงานบันทึกเสียงของศิลปินอื่นที่ฮอลล์นี้ส่วนมากจะออกมาเยี่ยม) ความพยายามของ Capitol เป็นผลสำเร็จในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 1964 พวกเขาแสดงที่ Hollywood Bowl, North Highland Ave, Los Angeles, California ต่อหน้าผู้ขม 18,700 คน

The Beatles เล่น 12 เพลงในคืนนั้น รวมเวลา 29 นาที ทั้งหมดได้ถูกบันทึกลงเทปและมิกซ์ในวันที่ 27 สิงหาคม แต่ Capitol และ The Beatles เองฟังมิกซ์แล้วเบ้ปาก ชี้นิ้วไปที่หิ้ง ด้วยคุณภาพเสียงที่ยังไม่ถึงขั้น มันถูกวางอยู่ตรงนั้นจนถึงเดือนมกราคม 1977 George Martin และ Geoff Emerick เอ็นจิเนียร์คู่ใจ ถูกเชิญมาอีกครั้งเพื่อตัดต่อและมิกซ์เสียงจากเทปม้วนนี้และอีกสองม้วนจากการแสดงในที่เดียวกันในอีก 1 ปีถัดมา ทั้งสองใช้ทักษะและเทคโนโลยีทั้งหมดที่มีในขณะนั้น สร้างสรรค์ให้มันออกมาเป็นอัลบั้มบันทึกการแสดงสดของ The Beatles ยาว 13 แทร็ค (หกเพลงจากปี 1964 และเจ็ดจากปี 1965) มันออกวางขายในวันที่ 6 พ.ค. 1977 และขึ้นอันดับ 1 ในวันที่ 18 มิ.ย. 13 ปีหลังจากการบันทึกเสียงแรกของการแสดงนี้

เรากลับมาที่ปี 2016 Giles Martin เล่าว่ามีการค้นพบเทปต้นฉบับใหม่ในคลังของ Capitol ที่ให้เสียงที่ดีกว่าที่คุณพ่อเขาเคยทำ รวมทั้งเทคโนโลยีในมือของมาร์ตินผู้ลูกก็พัฒนาไปไกลกว่าในปี 1977 หลายเท่า เขาสามารถ ‘demix’ ลดเสียงรบกวน และเสียงผู้ชมที่ดังสนั่นราวเครื่องบินเจ็ตหลายลำลงจอดพร้อมกันนั้นให้เบาบางลง และตรงข้าม, เสียงดนตรีและเสียงร้องจาก The Beatles ถูกขับให้โดดเด่นขึ้น โดยเฉพาะเสียงกลองที่หนักแน่นแม่นยำของ Ringo และท่อนกีต้าร์ที่เฉียบคมของ George Harrison เสียงร้องนำของ Paul และ John ก็ทรงพลังและน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิมพอสมควร เราต้องไม่ลืมความจริงสำคัญที่ว่าในยุคนั้นพวกเขาเล่นคอนเสิร์ตกันโดยไม่มีลำโพงมอนิเตอร์ นั่นหมายความว่าท่ามกลางเสียงผู้ชมถล่มทลายอย่างนั้น พวกเขาต้องเล่นและร้องโดยที่ไม่ได้ยินเลยว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ กล่าวโดยรวม คุณภาพเสียงของ Live At The Hollywood Bowl อยู่ในขั้นน่าพอใจ ความน่าตื่นเต้นจากผู้ชมยังคงอยู่ แต่ไม่มากเกินไปจนกลบความยิ่งใหญ่ของฝีมือดนตรีจาก The Beatles

Giles มีทางเลือกหลายทางในการนำเสนออัลบั้มชุดนี้ เขาเลือกเส้นทางที่ให้ความเคารพต่อบิดา-George Martin ด้วย 13 แทร็คแรกที่เหมือนกับที่จอร์จเลือกและเรียงไว้ในปี 1977 และใส่ 4 เพลงใหม่ที่ไม่เคยออกมาก่อนไว้ในช่วงท้ายอัลบั้มเหมือนเป็น bonus tracks หรือ encore ในแง่ของการเคารพ”ต้นฉบับ” นี่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ในแง่ของการทำให้มันเป็นบันทึกการแสดงที่สมบูรณ์แบบในการรับฟัง Giles ก็น่าจะใส่ทั้ง 4 เพลงมิกซ์เข้าไปมากกว่า และสำหรับแฟนตัวกลั่นที่ต้องการอะไรที่บริสุทธิ์ สิ่งที่เขาเรียกร้องก็แค่ง่ายๆ บันทึกการแสดงของพวกเขาแบบเต็มๆไม่ตัดทอนตั้งแต่ต้นจนจบของวันที่ 23 สิงหาคม 1964 และ 30 สิงหาคม 1965 (การบันทึกเสียงในวันที่ 29 สิงหาคม 1965 ประสบปัญหาเรื่องไมโครโฟนทำให้ได้งานที่นำมาใช้ได้เพียงเล็กน้อย) เท่านั้นเอง แต่ก็อย่างที่เราทราบกัน ความปรารถนาของแฟนๆมักไม่ค่อยได้รับการตอบสนองง่ายๆเสมอ

ก่อนหน้านี้เราได้สัมผัสความยิ่งใหญ่แบบเป็นกันเองของพวกเขาใน Live at the BBC ทั้งสองชุด แต่นั่นเป็นการแสดงในห้องส่ง ซึ่งเทียบอะไรไม่ได้กับความอลังการใน Live at the Hollywood Bowl นี่คือความใกล้เคียงที่สุดที่คุณจะได้ยินเสียงของ Beatlemania.

The Beatles, Live at the Hollywood Bowl Track List
1. "Twist and Shout" [August 30th, 1965]
2. "She's A Woman" [August 30th, 1965]
3. "Dizzy Miss Lizzy" [August 30th, 1965 / August 29th, 1965 - one edit]
4. "Ticket to Ride" [August 29th, 1965]
5. "Can't Buy Me Love" [August 30th, 1965]
6. "Things We Said Today" [August 23rd, 1964]
7. "Roll Over Beethoven" [August 23rd, 1964]
8. "Boys" [August 23rd, 1964]
9. "A Hard Day's Night" [August 30th, 1965]
10. "Help!" [August 29th, 1965]
11. "All My Loving" [August 23rd, 1964]
12. "She Loves You" [August 23rd, 1964]
13. "Long Tall Sally" [August 23rd, 1964]
14. "You Can't Do That" [August 23rd, 1964] *
15. "I Want To Hold Your Hand" [August 23rd, 1964] *
16. "Everybody's Trying to Be My Baby" [August 30th, 1965] *
17. "Baby's In Black" [August 30th, 1965] *
* previously unreleased


Thursday, 25 August 2016

Lydia Loveless. REAL

The Real Thing.





Lydia Loveless : Real ****
Genre: Pop Rock, Alternative Country
Released : August 2016
Producers : Lydia Loveless, Joe Viers

Tracklist:
1.
"Same to You"  

2.
"Longer"  

3.
"More Than Ever"  

4.
"Heaven"  

5.
"Out On Love"  

6.
"Midwestern Guys"  

7.
"Bilbao"  

8.
"European"  

9.
"Clumps"  

10.
"Real"  


Who is Lydia Loveless? เป็นชื่อสารคดีที่กำกับโดย Gorman Bechard ที่เขาใช้เวลา 1 ปีเต็มในการถ่ายทำการทำงานและชีวิตของ Loveless และออกฉายครั้งแรกไปแล้วในเดือนเมษายนที่ผ่านมา จากเทรลเลอร์คิดว่าเป็นสารคดีที่ทำได้น่าสนใจเลย กอร์แมนคงมองเห็นความยอดเยี่ยมในตัวของ Loveless และคิดจะถ่ายทำเรื่องราวของเธอไว้ ก่อนที่เธอจะมีชื่อเสียงมากกว่านี้ ซึ่งถึงตอนนั้น เขาอาจจะไม่มีโอกาสง่ายๆที่จะเข้าถึงตัวเธอ

กอร์แมนเล่าว่า ตอนทำสารคดีเรื่องนี้ เขาต้องฟัง Lydia กับวงเล่นเพลงทั้ง 10 เพลงจาก Real นี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่รู้จักกี่รอบ เขาคิดเสมอว่าพอหมดโปรเจ็คนี้ เขาคงไม่อยากฟังมันอีกแล้ว แต่ความจริงก็คือ มันยังคงเป็นงานที่เขาฟังอยู่เสมอ ซึ่งหายากนักที่จะมีอัลบั้มที่มีฤทธิ์ต้านทานความเบื่อหน่ายจากการฟังซ้ำได้มากเท่านี้ ซึ่งกอร์แมนอาจจะอวยมากไปนิด หรือเร็วไปหน่อยที่จะบอกว่า Real นั้น timeless ผู้กำกับหนุ่มยังชมเชยทิ้งทายไว้อีกว่า ยุคนี้ ไม่มีนักแต่งเพลงคนไหนทำได้ดีไปกว่าเธอ หืมม แรงไปหรือเปล่า?

นี่ไม่ใชรีวิวสารคดีนั้น แต่เป็นรีวิวของอัลบั้มใหม่ล่าสุดของเธอ (ชุดที่ 4 ) ที่มีชื่อสั้น แต่แรง Real

ก่อนอื่น กลับไปที่คำถามแรก Lydia Loveless เธอคือใคร?

ศิลปินหญิงวัย 25 ปีจากโอไฮโอ ผู้มีเสียงร้องใช้ลูกคอในแบบของ Patsy Cline, ความ”มั่น”และเกรี้ยวกราดของ Loretta Lynn ในวัยสาว, เธอร็อคแอนด์โรลได้เหมือน Sheryl Crow ซึ่งก็เหมือนกับจะบอกว่าเหมือน Rolling Stones ไปในตัว เลิฟเลสส์มีความหาญกล้าและคมคายในแบบของ Neko Case เซ็กซี่ดุดันเหมือน Liz Phair และอารมณ์ในบทเพลงของเธอหลายต่อหลายครั้งทำให้คิดถึง PJ Harvey เลิฟเลสส์เป็นศิลปินหญิงที่ไม่ต้องพึ่งนักแต่งเพลงใดๆ—บทประพันธ์ของเธอนั้นแม้จะยังมีไม่มาก แต่บอกได้เลยว่าเธอสามารถสืบทอดความยิ่งใหญ่จาก Lucinda Williams ได้สบายๆ อ้อ แต่บทเธอจะ catchy เพลงของเธอนั้นก็นำไปเปิดให้แฟนๆของ Taylor Swift ยุคแรกฟังได้อย่างรื่นหู

Lydia Loveless เกิดมาในครอบครัวดนตรี คุณพ่อของเธอเป็นแฟนเพลงตัวยงและยังมีอาชีพในการสรรหาวงดนตรีมาเล่นในบาร์อีกด้วย  เลิฟเลสส์เริ่มจับกีต้าร์และแต่งเพลงตั้งแต่อายุ 13 เธอมีวงดนตรีวงแรกกับพี่น้องสาวๆของเธอในนามวงว่า Carson Drew ออกงานมา 1 อัลบั้มชื่อ Under The Table ในปี 2006 ก่อนที่จะสลายวง Loveless หันมาเป็นศิลปินเดี่ยว เธอตั้งวงดนตรีแบ็คอัพเอง ดึงคุณพ่อมาร่วมตีกลองด้วย และออกอัลบั้มแรก The Only Man ในปี 2010 มันเป็นงานที่เกรียวกราวพอสมควรเลยในแวดวง Alternative Country

Loveless ได้เซ็นสัญญากับ Bloodshot Records และได้ออกอัลบั้มแรกในสังกัด Indestructible Machine ในปี 2011 คั่นด้วย EP Boy Crazy ในปี 2013 และ LP ที่เริ่มสร้างชื่อเสียงจริงๆจังๆให้เธอ Somewhere Else ตอนต้นปี 2014 เธอทิ้งเวลาสองปีก่อนจะมาถึง Real

ผมได้มีโอกาสฟัง LP สองชุดหลังของเธอ และอีพี Boy Crazy และสัมผัสได้ในพลังอันมากมายเปี่ยมล้นเหลือเฟือของ Loveless (ทั้งหมดเป็นงานระดับ ****) สไตล์ในการเขียนเพลงของเธอนั้นเป็นธรรมชาติและไม่ค่อยมีการยั้งมือในการเปิดโปงความรู้สึกและอารมณ์ของตัวเอง ผมหมายถึงทั้งดนตรีและภาษา แน่นอนมันมีความเป็นคันทรี่อยู่ในเสียงร้องของเธอ ที่มักจะถูกใช้อย่างระมัดระวังและชาญฉลาด แต่ความเป็นพังค์และร็อคแอนด์โรลดิบๆมันก็เป็นส่วนผสมที่ไม่ได้น้อยไปกว่าคันทรี่เลย

Real เป็นงานที่ลดความเป็นคันทรี่ลงไปอีก มันแทบจะเหลือแต่ความเป็น power pop ที่ติดหูหนึบ ความใสพลิ้วของงานยุคแรกหายไป แทนที่ด้วยความมืดหม่นหนักแน่น มาถึงตรงนี้ ผมคิดถึง Alanis Morrisette เธอยังคงร่วมงานกับโปรดิวเซอร์คนเดิม Joe Viers ที่ร่วมงานกันมาตั้งแต่อัลบั้มแรก

ดูเหมือนรีวิวนี้จะพูดถึงศิลปินสาวๆคนอื่นๆก่อนหน้า Lydia Loveless มาเยอะเกินไปแล้ว ด้วยเหตุผลในการอุปมาให้เห็นภาพและนึกเสียงออก แต่มันดูจะไม่แฟร์เลยถ้าจะทำให้ท่านคิดว่าเลิฟเลสส์ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าศิลปินนักก๊อปปี้สไตล์จากตำนาน เพราะในความเป็นจริงเมื่อคุณเปิด Real คุณจะไม่รู้สึกอะไรอย่างนั้น หญิงห้าวคนนี้มีสไตล์ของเธอเอง คุณจะไม่คิดหรอกว่าเพลงนี้เหมือนเพลงไหนของใคร แต่คุณจะเผลอใจโลดแล่นไปกับความโดดเด่นในทั้ง 10 แทร็คนี้ ทุกเพลงดีงาม แต่ถ้าจะให้คัดมาให้คุณลองฟังก่อน ผมแนะนำ Same To You, Longer (เพลงแรกของเธอที่มีการสร้างมิวสิกวิดีโอ) , Midwestern Guys และไทเทิลแทร์ค-Real

ความจริง Lydia Loveless พิสูจน์ตัวเองตั้งแต่ Indestructible Machine แล้วว่าเธอนั้น ‘real’ แค่ไหน และใน Real นี่ก็ยิ่งตอกย้ำความเป็นของจริงของเธอหนักเข้าไปอีก และคราวนี้ด้วยความกลมกล่อมและเคลือบความหวานมากขึ้น เป็นกำลังใจให้เธอเข้าสู่เมนสตรีมครับ ภาพปกที่เป็นเลิฟเลสส์ทำหน้ามึนคีบบุหรี่นั่งหัวเข่าชนกันชวนให้ตีความได้มากมาย หนึ่งในความรู้สึกนั้นคือ ผู้หญิงคนนี้ จะทำในสิ่งที่เธออยากทำ,เท่านั้น ครับ จำชื่อเธอไว้ Lydia Loveless.