Come Fly With Me
เคนตัดสินใจว่าจะขอหลิวแต่งงานในคืนวันศุกร์ ขณะนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หกจอในสำนักงานของบริษัทปัญญาประดิษฐ์แห่งหนึ่งกลางกรุงเทพฯ
บนหน้าจอซ้ายสุด โมเดลภาษาที่เขารับผิดชอบกำลังประมวลผลบทสนทนาสามล้านประโยค บนหน้าจอขวาสุด โปรแกรมจำลองแหวนเพชรกำลังหมุนภาพสามมิติของแหวนทรงคลาสสิกอย่างเชื่องช้า ส่วนหน้าจอตรงกลางแสดงตารางเปรียบเทียบสถานที่ขอแต่งงานสิบเจ็ดแห่ง พร้อมคะแนนด้านความโรแมนติก ความเป็นส่วนตัว สภาพอากาศ การเดินทาง และความน่าจะเป็นที่หลิวจะตอบตกลง
อันดับหนึ่งคือร้านอาหารฝรั่งเศสบนตึกสูง
อันดับสองคือเรือยอชต์กลางแม่น้ำเจ้าพระยา
อันดับสามคือห้องฟังเพลงในบ้านของหลิวเอง
เคนเลือกอันดับสาม เพราะราคาถูกที่สุดและมีคะแนน “ความหมายส่วนตัว” สูงถึง 9.7
นั่นคือวิธีรักของเขา เขาไม่ได้รักหลิวน้อยกว่าคนอื่น เพียงแต่ชอบแปลงความรู้สึกเป็นปัญหาที่สามารถแก้ได้ เขาเชื่อว่าทุกสิ่งมีรูปแบบ ทุกความต้องการมีข้อมูลรองรับ และทุกความสัมพันธ์ย่อมดำเนินไปได้ดีขึ้น หากเราออกแบบระบบอย่างรอบคอบพอ
แต่หลิวไม่ใช่ระบบ
หญิงสาววัยยี่สิบสามปีผู้นี้มีผมดำยาว รอยยิ้มกว้าง และมีความสามารถพิเศษในการเปลี่ยนบทสนทนาธรรมดาให้กลายเป็นการบรรยายเรื่อง Frank Sinatra ได้ภายในสามนาที เธอสะสมแผ่นเสียง หนังสือ โปสเตอร์ ตั๋วคอนเสิร์ตจำลอง และนิตยสารเก่าเกี่ยวกับ Sinatra มากจนชั้นวางในห้องนอนเริ่มแอ่นตรงกลาง
เธอไม่เคยเรียกเขาว่า “แฟรงก์” เฉย ๆ
“คุณซินาตรา” คือคำที่เธอใช้เสมอ ราวกับชายผู้นั้นอาจเดินออกมาจากห้องครัวได้ทุกเมื่อ พร้อมสูทสีเข้ม หมวกเอียงพอดี และแก้วมาร์ตินีในมือ
อัลบั้มโปรดของหลิวคือ Come Fly with Me
ไม่ใช่เพราะมันเศร้าที่สุด ลึกที่สุด หรือได้รับการยกย่องสูงสุดในผลงานทั้งหมดของ Sinatra หลิวเองยอมรับว่า In the Wee Small Hours เจ็บปวดกว่า Only the Lonely มืดกว่า และ Songs for Swingin’ Lovers! สวิงได้แวววาวกว่า แต่ Come Fly with Me มีสิ่งที่อัลบั้มเหล่านั้นไม่มี
“มันเปิดประตูให้เราออกไปจากที่เดิม” เธอเคยบอกเคน “แค่เขาร้องประโยคแรก โลกก็เหมือนกว้างขึ้นทันที”
คืนวันศุกร์ เคนไปถึงบ้านหลิวพร้อมแหวนในกระเป๋าเสื้อ เขาพบเธอนั่งอยู่บนพรมข้างเครื่องเล่นแผ่นเสียง ส่วนแม่ของหลิวกำลังถักผ้าพันคออยู่บนโซฟา
แม่ชื่อเหมย อายุห้าสิบเจ็ดปี เป็นหญิงร่างเล็กที่พูดน้อย แต่มีสายตาซึ่งทำให้เคนรู้สึกอยู่เสมอว่าเธอสามารถมองเห็นประโยคถัดไปของเขาก่อนที่เขาจะพูดออกมา
บนเครื่องเล่น แผ่น Come Fly with Me หมุนอยู่ เสียงทองเหลืองของ Billy May พุ่งออกมาจากลำโพงเหมือนลมแรงที่เปิดประตูห้องบอลรูม
เคนนั่งลง รอจนเพลงจบ แล้วหยิบกล่องกำมะหยี่ออกมา
“หลิว” เขาพูด “ผมคำนวณแล้วว่าเราเข้ากันได้ในระยะยาวถึงเก้าสิบสามจุดสี่เปอร์เซ็นต์”
หลิวกะพริบตา
แม่เหมยหยุดถักผ้าพันคอ
เคนรู้ทันทีว่าประโยคเปิดของเขาอาจไม่ติดอันดับประโยคขอแต่งงานยอดเยี่ยมตลอดกาล
“ผมหมายถึง…” เขารีบแก้ “ผมรักคุณ ผมอยากใช้ชีวิตกับคุณ แต่งงานกับผมนะ”
หลิวมองกล่องแหวน จากนั้นมองหน้าเขา เธอไม่ได้หัวเราะ ไม่ร้องไห้ และไม่ได้ตอบตกลง
“ได้ค่ะ” เธอพูด
หัวใจเคนกระโดดขึ้นมาถึงลำคอ
“แต่มีข้อแม้”
หัวใจตกกลับลงไปอยู่ที่เดิม
หลิวชี้ไปยังปกอัลบั้มบนโต๊ะ ภาพ Sinatra ยืนข้างเครื่องบิน ยกมือเชิญหญิงสาวให้เดินทางไปกับเขา
“ก่อนแต่งงาน คุณต้องพาฉันกับแม่ไปทุกสถานที่ที่อยู่ในเพลงทุกเพลงของอัลบั้มนี้”
เคนมองแผ่นเสียง แล้วมองแม่เหมย
“ทุกเพลง?”
“สิบสองเพลง”
“ทุกสถานที่?”
“ทุกแห่งที่เพลงพาเราไป”
เคนเริ่มคำนวณในใจ ค่าตั๋วเครื่องบิน โรงแรม วีซ่า วันลา ความเสี่ยงจากเที่ยวบินล่าช้า รวมถึงความหมายที่คลุมเครือของเพลง “Around the World”
“ทำไมต้องพาแม่ไปด้วยครับ”
หลิวยิ้ม แต่แม่เหมยเป็นคนตอบ
“เพราะแผ่นนี้เป็นของฉัน”
แม่เล่าว่าเมื่อสามสิบปีก่อน พ่อของหลิวซื้อแผ่นเสียงเก่าชุดนี้จากร้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เขาบอกว่าจะพาเธอไปเที่ยวตามเพลงทุกเพลง แต่ชีวิตจริงมีค่าเช่าบ้าน ค่าเล่าเรียนลูก งานที่หยุดไม่ได้ และโรคภัยที่ไม่มีใครวางแผนไว้ ในที่สุดพ่อของหลิวก็จากไปโดยได้พาแม่เหมยไปไกลที่สุดเพียงหัวหิน
หลิวโตมากับอัลบั้มนี้ ทุกครั้งที่แม่เปิดเพลง เธอจะเห็นโลกที่พ่อยังไม่ได้พาแม่ไป
“ฉันไม่ได้อยากทดสอบว่าคุณมีเงินแค่ไหน” หลิวบอก “ฉันอยากรู้ว่าคุณยอมออกจากโลกที่ควบคุมได้ เพื่อเดินทางไปกับคนที่คุณรักหรือเปล่า”
เคนมองแหวนในมือ แล้วมองแผ่นเสียงซึ่งหมุนต่อไปอย่างไม่สนใจคำตอบของเขา
“ตกลง” เขาพูด “เราไปกัน”
แม่เหมยยกคิ้ว “อย่าเพิ่งตอบเร็ว ลองฟังให้ครบก่อนว่าแพงแค่ไหน”
แต่เคนตัดสินใจแล้ว
หลังจากนั้นหนึ่งเดือน เขาสร้างโปรแกรมชื่อ FLYWITHME ขึ้นมาเพื่อจัดตารางการเดินทาง ระบบคำนวณเส้นทางที่ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายที่สุด ตรวจสภาพอากาศ ประเมินเวลาต่อเครื่อง แนะนำร้านอาหาร และเตือนให้ทุกคนดื่มน้ำทุกสองชั่วโมง
หลิวมองหน้าจอซึ่งเต็มไปด้วยเส้นทางหลากสี
“นี่เรากำลังจะเดินทางหรือกำลังบุกรัสเซียคะ”
“นี่คือแผนที่ที่มีประสิทธิภาพที่สุด”
“คุณซินาตราไม่เคยร้องว่า ‘มาบินไปกับฉันด้วยแผนการเดินทางที่มีประสิทธิภาพที่สุด’”
“แต่ถ้าเขามีปัญญาประดิษฐ์ เขาอาจร้อง”
แม่เหมยส่ายหน้า “เขามี Billy May ก็พอแล้ว”
1
Come Fly with Me
การเดินทางเริ่มต้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 05.40 น.
หลิวสวมหมวกปีกกว้าง ส่วนแม่เหมยสวมแว่นดำและผ้าพันคอสีแดง แม้กรุงเทพฯ จะร้อนเกินกว่าจะมีมนุษย์คนใดต้องการผ้าพันคอ เคนถามว่าทำไมต้องแต่งตัวเหมือนกำลังขึ้นเครื่องบินในปี 1958
“เพราะสมัยนั้นการบินเป็นความหรูหรา” หลิวตอบ “คนขึ้นเครื่องบินเหมือนไปงานเลี้ยง ไม่ใช่ใส่กางเกงนอนแล้วถือหมอนรูปเป็ดเหมือนคุณ”
เคนมองหมอนรองคอรูปเป็ดในมือ ก่อนซ่อนไว้ในกระเป๋า
เมื่อเครื่องบินทะยานขึ้น หลิวเสียบหูฟังให้แม่ข้างหนึ่ง ส่วนตัวเองใช้หูอีกข้าง เพลง “Come Fly with Me” ดังขึ้นพอดีกับจังหวะที่ล้อเครื่องบินพ้นพื้น
เคนเคยฟังเพลงนี้หลายครั้ง แต่ครั้งนี้เขาได้ยินต่างออกไป เสียงทองเหลืองไม่ได้เป็นเพียงเสียงดังร่าเริง หากมีแรงผลักเหมือนเครื่องยนต์กำลังเร่ง Sinatra ร้องด้วยน้ำเสียงของคนที่ไม่ได้ถามว่าอยากไปหรือไม่ เพราะเขาเตรียมตั๋วไว้แล้ว เรียกแท็กซี่แล้ว และอาจสั่งเครื่องดื่มไว้ให้เรียบร้อยด้วย
“เพลงนี้แต่งโดย Sammy Cahn กับ Jimmy Van Heusen ตามคำขอของ Sinatra” หลิวอธิบาย “และนี่เป็นอัลบั้มแรกที่เขาทำงานกับ Billy May แบบเต็ม ๆ”
“ต่างจาก Nelson Riddle ยังไง” เคนถาม
“Riddle เหมือนสถาปนิกที่ออกแบบรถสปอร์ตโค้งสวย ส่วน Billy May เหมือนคนขับรถคันนั้นเร็วเกินกฎหมายอนุญาต”
แม่เหมยลืมตาขึ้น “และไม่เปิดไฟเลี้ยว”
เครื่องบินเอียงตัวเข้าสู่กลุ่มเมฆ กรุงเทพฯ หายไปเบื้องล่าง เคนมองผู้หญิงสองคนข้างกาย และเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าชีวิตกำลังเคลื่อนออกจากตารางที่เขาสร้างไว้จริง ๆ
2
Around the World
เพลงที่สองไม่มีจุดหมายเพียงแห่งเดียว ดังนั้นหลิวตัดสินว่าตั๋วเดินทางรอบโลกของพวกเขาคือสถานที่ของเพลงนี้
ที่สนามบินระหว่างต่อเครื่อง เคนเปิดแผนที่ดิจิทัล แสดงเส้นทางซึ่งโอบรอบโลกเหมือนด้ายสีฟ้า หลิวเปิดเพลง “Around the World” จากโทรศัพท์ เสียงร้องของ Sinatra ช้าลง อบอุ่นขึ้น ไม่ได้เร่งให้โลกหมุนเร็วกว่าเดิม แต่เหมือนเชิญให้มองมันผ่านหน้าต่าง
“นี่แหละสิ่งที่ฉันชอบในอัลบั้ม” หลิวบอก “มันไม่ตะโกนตลอดเวลา เพลงแรกเหมือนเครื่องบินขึ้น เพลงนี้เหมือนเราเริ่มมองเห็นเมฆ”
เคนพยักหน้า เขาสังเกตว่า Sinatra ไม่ได้ร้องอวดกำลังเสียง แต่เข้าหาไมโครโฟนใกล้พอดี ทำให้โลกทั้งใบฟังดูเหมือนสถานที่ส่วนตัว
แม่เหมยหยิบปากกามาวาดวงกลมบนแผนที่กระดาษ
“พ่อหลิวเคยบอกว่า อยากพาแม่เดินทางรอบโลก”
“แม่โกรธพ่อไหมที่ไม่ได้พาไป” เคนถาม
แม่เหมยคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ไม่โกรธหรอก ชีวิตคนเราไม่ได้ล้มเหลวเพราะทำความฝันไม่ครบทุกข้อ บางทีความฝันก็มีไว้ส่งต่อให้คนอื่นทำต่อ”
เธอมองหลิว แล้วมองเคน
เคนหันกลับไปที่แผนที่ รู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้อาจไม่ได้เกี่ยวกับคำตอบว่า “แต่ง” หรือ “ไม่แต่ง” เพียงอย่างเดียวอีกแล้ว
3
Isle of Capri
เกาะคาปรีต้อนรับพวกเขาด้วยแสงแดด น้ำทะเลสีฟ้า และบันไดจำนวนมากเกินกว่าที่โปรแกรม FLYWITHME คาดการณ์ไว้
เคนวางแผนให้ทั้งสามขึ้นรถ เปิดจุดชมวิว รับประทานอาหาร และถ่ายรูปตามตาราง แต่หลิวหยุดซื้อหมวกฟาง แม่เหมยหยุดคุยกับคนขายมะนาว และรถเที่ยวสุดท้ายไปยังจุดชมวิวออกไปต่อหน้าต่อตาพวกเขา
“ตารางพังแล้ว” เคนพูด
“ดีจัง” หลิวตอบ
พวกเขาจึงเดินเรื่อยเปื่อยไปตามตรอกแคบ ๆ จนพบระเบียงเล็ก ๆ ที่มองเห็นทะเล ไม่มีนักท่องเที่ยว ไม่มีร้านดัง และไม่มีคะแนนรีวิวในระบบ
หลิวเปิด “Isle of Capri”
เพลงมีจังหวะเด้งเบา ๆ และอารมณ์ขี้เล่น Sinatra ร้องเหมือนกำลังเล่าเรื่องพร้อมยกคิ้ว เขาไม่ทำให้เกาะกลายเป็นความโรแมนติกโอ่อ่าเกินจริง แต่ปล่อยให้แสงแดด ลม และอารมณ์ขันทำงานร่วมกัน
หลิวชวนแม่เต้น แม่เหมยปฏิเสธอยู่สองครั้ง ก่อนลุกขึ้นเต้นในครั้งที่สาม เคนยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายวิดีโอ แต่หลิวดึงเขาเข้ามาในวง
“ผมเต้นไม่เป็น”
“เพลงนี้ไม่ได้ถามว่าคุณเต้นเป็นหรือเปล่า”
“แล้วถามอะไร”
“ถามว่าคุณยอมดูตลกกับเราหรือเปล่า”
เคนจึงเต้นอย่างคนที่เขียนโปรแกรมเก่งกว่าควบคุมแขนขาตัวเองมาก แม่เหมยหัวเราะจนต้องนั่งลง ส่วนหลิวหัวเราะจนมีน้ำตา
ตารางวันนั้นพังทุกช่อง แต่เมื่อเคนกลับถึงโรงแรม เขาไม่แก้ไขระบบ
เขาเพียงเพิ่มข้อความหนึ่งบรรทัดลงไปว่า
บางสถานที่ควรปล่อยให้เราหลงทาง
4
Moonlight in Vermont
รัฐเวอร์มอนต์เงียบกว่าทุกแห่งที่พวกเขาไปมา หิมะเกาะอยู่บนต้นไม้ หลังคาบ้าน และขอบหน้าต่างโรงแรมเล็ก ๆ กลางภูเขา
คืนแรก ฟ้าปิดจนมองไม่เห็นดวงจันทร์ เคนหงุดหงิด เพราะชื่อเพลงระบุชัดว่าต้องมีแสงจันทร์ โปรแกรมพยากรณ์เมฆหนาทึบต่อเนื่องอีกสามคืน ขณะที่ตารางของเขาให้เวอร์มอนต์เพียงสองคืน
“เราย้ายเที่ยวบินได้” เขาพูด “หรือขับไปทางตะวันออกหกสิบกิโลเมตร ตรงนั้นมีโอกาสเห็นฟ้าเปิดเพิ่มขึ้นสิบสองเปอร์เซ็นต์”
แม่เหมยนั่งจิบช็อกโกแลตร้อน “ดวงจันทร์ไม่ใช่พนักงานบริษัทคุณนะ จะได้เรียกเข้าประชุมตามเวลา”
หลิวเปิดแผ่นเสียงฉบับดิจิทัลของ “Moonlight in Vermont” เสียงวงนุ่มลงจนแทบเป็นอากาศ Sinatra ร้องคำแต่ละคำอย่างระมัดระวัง ทิ้งช่องว่างไว้ระหว่างภาพหิมะ ทางสกี และแสงจันทร์
“เพลงนี้ไม่มีสัมผัสแบบเพลงทั่วไป” หลิวบอก “มันคล้ายบทกวีสั้น ๆ ภาพหนึ่งต่อภาพหนึ่ง สิ่งสำคัญคือพื้นที่ว่าง”
เคนนั่งลงข้างเธอ
“คุณไม่จำเป็นต้องแก้ทุกอย่างทันที” หลิวพูด “บางครั้งก็แค่รอ”
พวกเขาปิดโทรศัพท์ ปิดไฟ และนั่งอยู่ริมหน้าต่างโดยไม่มีใครพูดอะไร
เกือบเที่ยงคืน เมฆค่อย ๆ แยกออกจากกัน ดวงจันทร์ปรากฏเหนือแนวสน แสงสีเงินตกลงบนหิมะ ราวกับโลกถูกสร้างขึ้นใหม่เพื่อคนสามคนในห้องเล็ก ๆ นี้
เคนเอื้อมมือไปจับมือหลิว แต่ไม่ได้หยิบกล้องขึ้นมา
เขาเริ่มเข้าใจว่าทำไม Sinatra จึงยิ่งใหญ่จากการไม่ร้องบางสิ่งพอ ๆ กับสิ่งที่เขาร้อง เขารู้ว่าจะวางเสียงตรงไหน และรู้ว่าจะปล่อยความเงียบให้พูดเมื่อใด
คืนนั้นเคนเพิ่มอีกหนึ่งบรรทัดในโปรแกรม
ความเงียบไม่ใช่ข้อมูลที่หายไป
5
Autumn in New York
พวกเขาไปถึงนิวยอร์กในปลายฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้สีทองกองอยู่ริมทาง ลมพัดกลิ่นกาแฟ ควัน และฝนเก่าผ่านตึกสูง
หลิวบอกว่า “Autumn in New York” มีอารมณ์คล้าย “Moonlight in Vermont” ตรงที่ใช้ฤดูกาลและสถานที่สร้างความรู้สึก แต่เมืองนี้มีความขมกว่า เวอร์มอนต์คือความเงียบเย็น นิวยอร์กคือความงามที่รู้ว่าตัวเองเหนื่อย
พวกเขาเดินผ่านเซ็นทรัลพาร์ก แม่เหมยหยุดที่ม้านั่งตัวหนึ่งและหยิบรูปถ่ายสามีออกมาจากกระเป๋าสตางค์
ในรูป พ่อของหลิวยังหนุ่ม สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาว ยืนยิ้มอยู่หน้าร้านแผ่นเสียงในกรุงเทพฯ
“วันที่ซื้อ Come Fly with Me” แม่บอก “เขาบอกว่าจะพาฉันมานิวยอร์กตอนใบไม้เปลี่ยนสี”
หลิวนั่งลงข้างแม่
“แม่คิดถึงพ่อไหม”
“ทุกวัน แต่ความคิดถึงไม่ได้เหมือนเดิมทุกวัน บางวันมันหนัก บางวันมันเบา บางวันมันนั่งข้าง ๆ เราเงียบ ๆ”
เพลงดังจากลำโพงเล็กในกระเป๋าของหลิว Sinatra ร้องอย่างสง่างาม แต่มีรอยเหนื่อยบาง ๆ ใต้ถ้อยคำ แสงเมืองสวยเพราะมันส่องอยู่เหนือความโดดเดี่ยว ไม่ใช่เพราะความโดดเดี่ยวไม่เคยมีอยู่
เคนมองแม่ลูกนั่งชิดกัน เขาเริ่มเข้าใจว่าหลิวไม่ได้ขอให้พาแม่มาเพื่อชดเชยอดีต เพราะไม่มีใครชดเชยเวลาได้ เธอเพียงต้องการให้ความฝันเก่ามีบทต่อไป
เย็นนั้น เคนเกือบขอหลิวแต่งงานบนสะพานโบว์บริดจ์ เขาล้วงมือแตะกล่องแหวนในกระเป๋า แต่หยุดไว้
เพลงยังเหลืออีกเจ็ดเพลง
และเขายังไม่แน่ใจว่าตัวเองเข้าใจคำว่า “เดินทาง” ดีพอหรือยัง
6
On the Road to Mandalay
มัณฑะเลย์ร้อน ฝุ่นแดง และมีเสียงรถ เสียงผู้คน เสียงระฆังวัดซ้อนกันไปหมด
หลิวเปิด “On the Road to Mandalay” ขณะรถกำลังแล่นผ่านถนนนอกเมือง เสียงทองเหลืองและจังหวะกระแทกเข้ามาราวกับขบวนทหารที่หลุดเข้าสู่งานเต้นรำ Sinatra ขี่อยู่บนวงออร์เคสตราของ Billy May อย่างคนควบม้าศึกโดยยังรักษาปมเนกไทไว้ได้
“เพลงนี้แรงที่สุดเพลงหนึ่งในอัลบั้ม” หลิวตะโกนแข่งกับเสียงเพลง “แต่มันก็มีประวัติซับซ้อน เนื้อเดิมมาจาก Rudyard Kipling ครอบครัวของเขาไม่ชอบที่ถูกเอามาทำเป็นสวิง ถึงขั้นมีบางฉบับที่ต้องเปลี่ยนเพลงออก”
เคนมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเมืองจริงซึ่งแตกต่างจากภาพโรแมนติกในบทเพลงอย่างชัดเจน
“งั้นเพลงทำให้สถานที่ผิดไปหรือเปล่า”
แม่เหมยตอบแทนหลิว “เพลงทุกเพลงโกหกนิดหน่อย เพราะมันมีเวลาแค่ไม่กี่นาที คนฟังก็ต้องรู้ว่าความจริงกว้างกว่าเพลง”
พวกเขาไม่ได้ถ่ายภาพเลียนแบบยุคอาณานิคม ไม่ได้พยายามทำให้มัณฑะเลย์เป็นฉากแปลกตาสำหรับนักท่องเที่ยว แต่เดินตลาด กินอาหารข้างทาง ฟังคนท้องถิ่นเล่าเรื่องเมือง และยอมรับว่าการเดินทางที่ดีไม่ใช่การบังคับให้สถานที่จริงเหมือนภาพในหัว
ตอนบ่าย โปรแกรม FLYWITHME พาพวกเขาหลงเข้าไปในถนนที่กำลังซ่อม รถไปต่อไม่ได้ ต้องลงเดินเกือบสองกิโลเมตรกลางอากาศร้อน
เคนสบถใส่โทรศัพท์
หลิวหัวเราะ “ในที่สุดปัญญาประดิษฐ์ก็พาเรามาผจญภัย”
“มันคือข้อผิดพลาดของข้อมูลแผนที่”
“สำหรับคุณคือข้อผิดพลาด สำหรับคุณซินาตราคือท่อนบริดจ์”
ระหว่างเดิน แม่เหมยเหนื่อยจนต้องพัก เคนจึงรับกระเป๋าของเธอมาถือทั้งหมด เขาเดินช้าลงโดยไม่พูดอะไร และไม่ได้ตรวจดูว่าเสียเวลาไปกี่นาที
คืนนั้น เขาลบฟังก์ชันซึ่งประเมินว่าใครในกลุ่มเดินช้าที่สุดออกจากโปรแกรม
7
Let’s Get Away from It All
เพลงนี้ไม่มีเมืองที่ต้องพิชิต ไม่มีอนุสาวรีย์ที่ต้องถ่ายรูป มีเพียงความปรารถนาจะหนีไปจากกิจวัตร ไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ตรงนี้
หลิวจึงกำหนดกติกาว่า วันหนึ่งเต็ม ๆ พวกเขาจะออกเดินทางโดยไม่มีแผน
เคนต่อต้านอยู่เจ็ดนาที
“อย่างน้อยควรเลือกทิศทาง”
“ไม่”
“กำหนดงบประมาณ?”
“ได้ แต่ห้ามกำหนดจุดหมาย”
“เช็กสภาพอากาศ?”
“ดูฟ้าเอา”
พวกเขาเช่ารถคันเล็กจากเมืองหนึ่งในยุโรปที่ใช้เป็นทางผ่าน หลิวโยนเหรียญเลือกซ้ายหรือขวาทุกครั้งที่ถึงทางแยก แม่เหมยรับหน้าที่เลือกเพลง ส่วนเคนนั่งหลังพวงมาลัยด้วยสีหน้าเหมือนนักบินกำลังถูกสั่งให้ลงจอดโดยปิดเรดาร์ทั้งหมด
ช่วงบ่าย รถเกิดยางแบนบนถนนชนบท ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ และฝนเริ่มตก
นี่คืออุปสรรคที่โปรแกรมของเคนเตือนว่า “มีความน่าจะเป็นต่ำ” ซึ่งแปลตามกฎของจักรวาลว่า มันย่อมเกิดขึ้นแน่นอน
ทั้งสามหลบฝนอยู่ใต้ต้นไม้ แม่เหมยหยิบขนมปัง ชีส และแอปเปิลจากกระเป๋า หลิววางโทรศัพท์เปิด “Let’s Get Away from It All” เสียง Sinatra ฟังสบายเหมือนคนชวนเพื่อนหนีงานในบ่ายวันศุกร์
“แผนวันนี้ล้มเหลวทั้งหมด” เคนพูด
“เราตั้งใจไม่มีแผน จะล้มเหลวได้ยังไง” หลิวถาม
เคนมองถนนเปียก มองแอปเปิลในมือ และมองแม่เหมยซึ่งกำลังพยายามใช้ร่มคันเล็กบังลำโพงมากกว่าบังตัวเอง
เขาหัวเราะออกมา
ไม่ใช่หัวเราะเพราะสถานการณ์ตลก แต่เพราะเพิ่งค้นพบว่าการไม่มีคำตอบก็ไม่ได้ทำให้โลกพัง
ชายชาวไร่คนหนึ่งขับรถผ่านมา ช่วยเปลี่ยนยาง และพาพวกเขาไปดื่มกาแฟที่บ้าน ภรรยาของเขาไม่พูดภาษาอังกฤษ ส่วนแม่เหมยพูดภาษาของเธอไม่ได้ แต่ทั้งสองคุยกันเรื่องสูตรเค้กได้นานสี่สิบนาทีด้วยท่าทาง ภาพถ่าย และเสียงหัวเราะ
คืนนั้นพวกเขากลับโรงแรมช้ากว่ากำหนดห้าชั่วโมง
เคนบันทึกว่าเป็นวันที่ดีที่สุดของการเดินทางจนถึงตอนนั้น
8
April in Paris
ปารีสในเดือนเมษายนสวยจนดูเหมือนเมืองกำลังร่วมมือกับแผนขอแต่งงานของเคน
ดอกไม้ผลิบาน อากาศเย็นกำลังดี ร้านกาแฟตั้งเก้าอี้ออกมาบนทางเท้า และแสงเย็นทำให้แม้แต่ถังขยะริมถนนยังดูเหมือนผ่านการออกแบบจากโรงเรียนศิลปะ
เคนจองโต๊ะริมหน้าต่างในร้านอาหารเก่าแก่ เตรียมดอกไม้ และส่งข้อความให้พนักงานนำแหวนมาเสิร์ฟพร้อมของหวาน
นี่จะเป็นจุดที่สมบูรณ์แบบ
เพลง “April in Paris” ดังเบา ๆ จากวงดนตรีในร้าน Sinatra ร้องอย่างละเมียด ไม่ทำให้ปารีสกลายเป็นภาพหวานเกินจริง แต่ร้องเหมือนคนเพิ่งค้นพบว่าฤดูใบไม้ผลิสามารถเปลี่ยนความรู้สึกของมนุษย์ได้จริง
เมื่อของหวานถูกยกมา พนักงานวางจานลงตรงหน้าหลิว บนจานมีช็อกโกแลตเขียนว่า Will You Marry Me?
แต่กล่องแหวนไม่อยู่บนจาน
พนักงานหน้าซีด เคนหน้าซีดยิ่งกว่า เขาลุกขึ้นค้นโต๊ะ กระเป๋า และพื้น พนักงานสามคนวิ่งกลับไปในครัว ส่วนแขกโต๊ะข้าง ๆ เริ่มมองมาด้วยความสนใจ
หลิวอ่านตัวหนังสือบนจาน แล้วเงยหน้ามองเคน
“คุณกำลังจะขอฉันแต่งงานใช่ไหม”
เคนยืนนิ่ง “ตามแผนคือใช่”
“แล้วตอนนี้ล่ะ”
เขามองไปรอบร้าน สถานการณ์โรแมนติกที่สุดในระบบกำลังพังทลายอย่างรวดเร็ว
“ตอนนี้ผมกำลังจะเป็นลม”
แม่เหมยหัวเราะจนไหล่สั่น
ในที่สุดพนักงานพบว่ากล่องแหวนถูกวางผิดโต๊ะ ชายชราชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งเกือบได้แหวนหมั้นพร้อมทาร์ตมะนาว เขาส่งคืนพร้อมกล่าวแสดงความยินดีล่วงหน้า
เคนรับกล่องมา คุกเข่าลง แต่หลิวแตะไหล่เขาไว้
“ยังไม่ค่ะ”
ทั้งร้านเงียบลงอย่างพร้อมเพรียง
เคนรู้สึกเหมือนตึกทั้งหลังหายไป เหลือเพียงเขากับคำสองคำนั้น
หลิวรีบพูดต่อ “ฉันไม่ได้ปฏิเสธ แต่เรายังไปไม่ครบ”
“เหลืออีกสี่เพลง”
“ใช่”
“แต่ปารีสได้คะแนนโรแมนติกสูงสุด”
“เคน” หลิวพูดเบา ๆ “ฉันไม่ได้อยากแต่งงานกับสถานที่ที่คะแนนสูงสุด ฉันอยากแต่งงานกับคุณตอนที่คุณพร้อมจะอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่สิ่งที่ระบบทำนาย”
เขาเก็บแหวนกลับลงกระเป๋า
เพลงยังดำเนินต่อไปอย่างงดงาม Sinatra ไม่เร่ง ไม่หวานเลี่ยน และไม่ร้องเกินกว่าที่เพลงต้องการ
คืนนั้นเคนลบตาราง “ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการขอแต่งงาน” ทิ้ง
9
London by Night
ลอนดอนยามค่ำคืนเป็นสีเทา น้ำเงิน และทอง
พวกเขาเดินเลียบแม่น้ำเทมส์หลังฝนหยุด ไฟสะท้อนบนผิวน้ำ รถแท็กซี่สีดำเคลื่อนผ่านถนนเปียก และหมอกบาง ๆ ทำให้เมืองดูเหมือนฉากภาพยนตร์ซึ่งสร้างขึ้นก่อนโลกจะรู้จักดนตรีร็อก
“London by Night” ไม่ใช่ลอนดอนของ The Beatles หรือคลับดนตรีในทศวรรษ 1960 หลิวบอก แต่มันเป็นเมืองเก่าที่โรแมนติก อบอุ่น และมีไฟถนนเป็นดาวประจำเมือง
แม่เหมยเดินช้าลงเพื่อให้เคนกับหลิวเดินนำหน้า
“โกรธไหม” หลิวถาม
“เรื่องปารีสเหรอ”
“อือ”
“นิดหน่อย”
“เสียใจไหม”
“มากกว่านิดหน่อย”
หลิวจับแขนเขา “ฉันแค่อยากรู้ว่าคุณจะเดินทางกับฉันไปจริง ๆ หรือจะรีบไปให้ถึงคำตอบ”
เคนมองแม่น้ำ
“ผมคิดว่าความรักคือการลดความเสี่ยง ทำให้ทุกอย่างมั่นคง”
“แล้วตอนนี้ล่ะ”
“ตอนนี้ผมคิดว่าความรักอาจเป็นการยอมให้บางอย่างควบคุมไม่ได้ แต่ยังไม่หนี”
หลิวยิ้ม “ดีขึ้นเยอะ”
“คะแนนเท่าไร”
“แปดจุดห้า”
“ทำไมไม่เก้า”
“หักเพราะยังถามคะแนน”
ทั้งคู่หัวเราะ แม่เหมยเดินตามหลัง ห่างพอจะไม่รบกวน แต่ใกล้พอจะได้ยินทุกอย่าง
คืนนั้น เคนไม่ได้พยายามขอแต่งงาน เขาเพียงเดินกับหลิวจนเพลงจบ แล้วเดินต่อแม้ไม่มีเพลง
10
Brazil
บราซิลในอัลบั้มของ Sinatra ไม่ใช่ประเทศจริงทั้งหมด มันเป็นบราซิลผ่านจินตนาการของฮอลลีวูดยุค 1950 เต็มไปด้วยสีสัน จังหวะละติน วงใหญ่ และบรรยากาศงานรื่นเริง
หลิวบอกเรื่องนี้ขณะพวกเขาอยู่ท่ามกลางฝูงชนในงานเทศกาลกลางถนน
“ฟังวันนี้อาจรู้สึกเหมือนโปสต์การ์ดไปหน่อย” เธอว่า “แต่พลังของ Billy May ยังทำให้เพลงวิ่งได้เต็มแรง”
รอบตัวพวกเขามีเสียงกลอง เครื่องเป่า เสียงร้อง และผู้คนเต้นรำจนพื้นถนนเหมือนสั่นได้ เคนถูกลากเข้าไปในขบวน หลิวหมุนตัวอยู่ข้างหน้า ส่วนแม่เหมยสวมเครื่องประดับขนนกที่หญิงแปลกหน้าคนหนึ่งมอบให้
แล้วโทรศัพท์ของเคนก็ดัง
บริษัทมีปัญหา ระบบปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่ตอบคำถามผิดพลาดในระหว่างการสาธิต นักลงทุนกำลังรอ ทีมต้องการให้เขาเข้าสู่การประชุมด่วน
เคนออกจากขบวน ไปยืนในตรอกเงียบ เปิดคอมพิวเตอร์ และเริ่มแก้ปัญหา
สิบนาทีผ่านไป
ยี่สิบนาที
หนึ่งชั่วโมง
เมื่อเขากลับออกมา ขบวนผ่านไปแล้ว หลิวยืนรออยู่กับแม่ สีหน้าไม่โกรธ แต่ผิดหวัง
“ผมขอโทษ งานมีปัญหา”
“ฉันรู้”
“ทีมต้องการผม”
“ฉันก็รู้”
“ถ้าผมไม่เข้าไป—”
“เคน ฉันไม่ได้ขอให้คุณทิ้งงาน ฉันแค่อยากให้คุณรู้ว่าบางครั้งชีวิตก็เกิดขึ้นในเวลาที่ไม่เหมาะกับปฏิทิน”
เคนมองถนนซึ่งเหลือเพียงเศษกระดาษสีและเสียงกลองที่ไกลออกไป
เขาเปิดโทรศัพท์ ส่งข้อความให้ทีมว่าให้ดำเนินการตามแผนสำรอง แล้วปิดเครื่อง
“ขบวนไปทางไหน”
หลิวชี้ “น่าจะเลี้ยวไปถนนหน้า”
ทั้งสามวิ่งตามเสียงดนตรี พวกเขาหลงทางสองครั้ง ถามคนห้าคน และไปถึงขบวนอีกครั้งตรงช่วงที่วงเครื่องเป่ากำลังเร่งจังหวะ
เคนคว้ามือหลิวแล้วกระโดดเข้าไปเต้น
เขาเต้นไม่ดีขึ้นจากที่คาปรี แต่คราวนี้ไม่สนใจแล้ว
11
Blue Hawaii
ฮาวายควรเป็นช่วงที่ผ่อนคลายที่สุดของการเดินทาง
เพลง “Blue Hawaii” ไม่ต้องการการแสดงอารมณ์ใหญ่โต Sinatra ร้องน้อยกว่าที่คนส่วนใหญ่อาจคิด ปล่อยให้ทำนอง ทะเล และอากาศทำงานเอง หลิวบอกว่านี่คือเสน่ห์ของนักร้องที่รู้ว่าการใส่มากขึ้นไม่ได้ทำให้เพลงดีขึ้นเสมอไป
แต่ทันทีที่ลงจากเครื่อง กระเป๋าเดินทางใบหนึ่งของแม่เหมยหายไป
ในกระเป๋านั้นมีเสื้อผ้า ยา ของที่ระลึก และที่สำคัญที่สุดคือแผ่นเสียง Come Fly with Me ต้นฉบับซึ่งพ่อของหลิวซื้อให้แม่เมื่อสามสิบปีก่อน
แม่เหมยพยายามทำเป็นไม่กังวล แต่เคนเห็นมือเธอสั่นขณะกรอกเอกสารแจ้งสัมภาระสูญหาย
เขาใช้เวลาหลายชั่วโมงโทรหาสายการบิน ตรวจหมายเลขกระเป๋า และเชื่อมข้อมูลเที่ยวบิน โปรแกรมของเขาระบุว่ากระเป๋าอาจถูกส่งผิดไปยังสนามบินอีกเกาะหนึ่ง
“ผมจะเอากลับมาให้ได้” เขาบอก
“ไม่เป็นไร” แม่เหมยตอบ “มันก็แค่แผ่นเสียง”
แต่ไม่มีใครเชื่อคำว่า “แค่”
คืนนั้น ทั้งสามนั่งเงียบอยู่ริมทะเล ไม่มีใครเปิดเพลง หลิวมองคลื่น ส่วนแม่เหมยมองความมืด
“ผมขอโทษ” เคนพูด
“ไม่ใช่ความผิดคุณ” หลิวตอบ
“ผมน่าจะให้แม่ถือขึ้นเครื่อง”
แม่เหมยแตะแขนเขา “อย่าเปลี่ยนทุกอุบัติเหตุให้เป็นความผิดของตัวเองเลย มันเหนื่อย”
เช้าวันถัดมา สายการบินโทรมา กระเป๋าถูกพบและจะมาถึงในตอนบ่าย
เคนถอนหายใจยาวเหมือนเพิ่งได้รับชีวิตคืนมา แต่เมื่อกระเป๋ามาถึง กล่องใส่แผ่นเสียงด้านในแตกร้าว ปกมีรอยพับ และแผ่นไวนิลร้าวจากขอบเข้ามาเกือบถึงร่องเพลงแรก
หลิวเม้มปาก แม่เหมยลูบปกเบา ๆ
“จบแล้ว” เคนพูด “มันเปิดไม่ได้แล้ว”
แม่เหมยมองเขา “ใครบอกว่าของทุกอย่างต้องใช้ได้เหมือนเดิม ถึงจะมีค่า”
เธอวางแผ่นร้าวไว้บนโต๊ะ แล้วหยิบโทรศัพท์ออกมา เปิดเพลง “Blue Hawaii”
เสียง Sinatra ลอยออกมาเบา ๆ
“แผ่นนี้พาเรามาถึงที่นี่แล้ว” แม่บอก “หน้าที่ของมันเสร็จแล้ว”
ทั้งสามออกไปนั่งบนชายหาดตอนเย็น ไม่มีโต๊ะอาหารหรู ไม่มีดอกไม้ ไม่มีพนักงานถือกล่องแหวน และไม่มีโปรแกรมแนะนำว่าช่วงเวลาใดเหมาะสม
เคนกับหลิวนั่งอยู่บนทราย แม่เหมยนั่งห่างออกไป อ่านหนังสือใต้ต้นปาล์ม
“หลิว” เคนเรียก
เธอหันมา
“ผมเคยคิดว่าการแต่งงานคือการสัญญาว่าผมจะทำให้ทุกอย่างเรียบร้อย”
“ฟังดูเหนื่อยมาก”
“ใช่ ผมคงทำไม่ได้ด้วย” เขาหัวเราะ “ผมรับประกันไม่ได้ว่าเที่ยวบินจะไม่ช้า กระเป๋าจะไม่หาย งานจะไม่เข้ามาผิดเวลา หรือผมจะไม่ทำให้คุณโมโห”
“เรื่องสุดท้ายน่าจะรับประกันได้ว่าเกิดแน่นอน”
“แต่ผมสัญญาได้ว่า เวลาหลงทาง ผมจะหลงไปกับคุณ เวลาต้องรอ ผมจะไม่รีบหนี และเวลามีอะไรแตก ผมจะไม่รีบทิ้งเพียงเพราะมันใช้การไม่ได้เหมือนเดิม”
เขาหยิบกล่องแหวนออกมา แต่ยังไม่เปิด
“คราวนี้ไม่มีระบบ ไม่มีคะแนน ไม่มีแผนสำรอง คุณจะแต่งงานกับผมไหม”
หลิวมองเขาอยู่นานจนเคนเริ่มสงสัยว่าแผนสำรองอาจยังมีประโยชน์อยู่บ้าง
แล้วเธอก็ยิ้ม
“แต่งค่ะ”
เคนเปิดกล่อง
ข้างในว่างเปล่า
ทั้งสองจ้องกล่องพร้อมกัน
เคนล้วงทุกกระเป๋า พลิกกล่อง ดูใต้ตัวเอง และเริ่มหน้าซีด
“แหวนหาย”
แม่เหมยตะโกนมาจากใต้ต้นปาล์ม
“อยู่กับแม่!”
เธอเดินมาหาพร้อมแหวนในมือ
“แม่เอาออกจากกระเป๋าเคนตอนสนามบิน กลัวหายไปกับกระเป๋าอีกใบ”
“แม่หยิบไปตอนไหนครับ”
“ตอนเธอหลับกอดหมอนรูปเป็ด”
หลิวหัวเราะเสียงดังจนคนบนชายหาดหันมามอง
เคนสวมแหวนให้เธอ มือสั่นเล็กน้อย เสียง “Blue Hawaii” ยังไหลอยู่เบื้องหลังอย่างนิ่งและสบาย ราวกับเพลงรู้ดีว่าในฉากสำคัญที่สุด เราไม่จำเป็นต้องใส่ดนตรีให้ดังเกินไป
12
It’s Nice to Go Trav’ling
เพลงสุดท้ายเกิดขึ้นบนเที่ยวบินกลับกรุงเทพฯ
หลังจากพาไปทั่วโลก อัลบั้มปิดด้วยมุกง่าย ๆ ว่า การเดินทางนั้นแสนดี แต่การกลับบ้านก็ดีไม่แพ้กัน
หลิวนั่งหลับพิงไหล่เคน แหวนอยู่บนนิ้ว แม่เหมยนั่งริมหน้าต่าง ถือปกแผ่นเสียงที่มีรอยพับไว้บนตัก
เคนฟัง “It’s Nice to Go Trav’ling” และเพิ่งเข้าใจว่า Come Fly with Me ไม่ใช่เพียงชุดเพลงที่เอาชื่อสถานที่มาวางต่อกัน มันมีเรื่องเล่าของตัวเอง เริ่มจากคำเชิญ ออกเดินทาง พบเมือง แสงแดด หิมะ หมอก ความคึกคัก ความเงียบ และสุดท้ายก็วกกลับมายังบ้าน
Sinatra ไม่ได้เป็นเพียงนักร้องในอัลบั้มนี้ เขาเป็นเจ้าบ้าน เป็นคนนำทาง เป็นชายผู้กางแผนที่ เปิดประตู และทำให้ผู้ฟังเชื่อว่าโลกทั้งใบสามารถพับเก็บลงในกระเป๋าเดินทางได้
ส่วน Billy May คือเครื่องยนต์ของการเดินทาง เสียงทองเหลืองของเขาผลักเพลงให้เคลื่อนไปข้างหน้า บางครั้งหนา บางครั้งทะเล้น บางครั้งฉูดฉาดเหมือนโบรชัวร์ท่องเที่ยวยุคเก่า แต่เต็มไปด้วยพลังจนข้อจำกัดเหล่านั้นมักละลายหายทันทีที่วงเริ่มเล่น
เคนเข้าใจด้วยว่าอัลบั้มนี้เป็นภาพของโลกผ่านสายตาคนอเมริกันปลายทศวรรษ 1950 โลกซึ่งการบินยังเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย ความหรูหรา และความฝันหลังสงคราม บางเมืองในเพลงเป็นสถานที่จริง บางเมืองเป็นจินตนาการของฮอลลีวูด และบางแห่งมีประวัติศาสตร์ซับซ้อนกว่าที่บทเพลงไม่กี่นาทีจะเล่าได้หมด
แต่เสน่ห์ของอัลบั้มไม่ได้อยู่ที่ความถูกต้องของแผนที่
มันอยู่ที่ความรู้สึกอยากออกจากที่เดิม
หลังกลับถึงกรุงเทพฯ เคนกับหลิวจัดงานแต่งเล็ก ๆ ในห้องฟังเพลงของบ้านแม่เหมย ปกแผ่นเสียง Come Fly with Me ที่ชำรุดถูกใส่กรอบแขวนไว้หลังโต๊ะพิธี ส่วนแผ่นที่ร้าวอยู่ในกรอบกระจกอีกใบ ด้านล่างมีป้ายเล็ก ๆ เขียนว่า
มันพาเราไปถึงที่หมายแล้ว
แขกในงานได้รับโปสต์การ์ดสิบสองใบ แต่ละใบเป็นภาพจากสถานที่หนึ่งในเส้นทาง คาปรีใต้แสงแดด เวอร์มอนต์ใต้แสงจันทร์ นิวยอร์กในฤดูใบไม้ร่วง มัณฑะเลย์ท่ามกลางฝุ่น ปารีสในเดือนเมษายน ลอนดอนยามค่ำ บราซิลที่เต็มไปด้วยสี ฮาวายริมทะเล และภาพสุดท้ายคือประตูบ้านแม่เหมยในกรุงเทพฯ
เมื่อถึงเวลาเต้นรำ เพลง “Come Fly with Me” ดังขึ้น
เสียงทองเหลืองของ Billy May เปิดกว้างเหมือนประตูสนามบิน Sinatra ร้องคำเชิญด้วยความมั่นใจแบบเดิม ราวกับตลอดหกสิบกว่าปีที่ผ่านมา เขายังยืนอยู่ข้างเครื่องบินลำนั้น รอให้คนรุ่นใหม่เดินตามขึ้นไป
เคนโอบเอวหลิว
“ทริปต่อไปไปไหนดี” เธอถาม
“ขอผมเปิดโปรแกรมดูก่อน”
หลิวหรี่ตา
เคนหัวเราะ “ล้อเล่น คุณเลือกเลย”
“ไม่วางแผนจริงเหรอ”
“วางนิดหน่อยก็ได้ แต่เผื่อที่ว่างไว้ให้หลงทาง”
แม่เหมยซึ่งกำลังเต้นกับเพื่อนเก่าหันมาพูดว่า “แล้วอย่าลืมหมอนเป็ด”
ทั้งสามหัวเราะ
นอกหน้าต่าง กรุงเทพฯ สว่างอยู่ใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืน เครื่องบินลำหนึ่งกำลังลดระดับลงสู่สนามบิน อีกลำกำลังทะยานขึ้น มองจากไกล ๆ แสงของมันเหมือนดาวซึ่งยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะออกเดินทางหรือกลับบ้าน
เคนคิดว่า บางทีชีวิตที่ดีก็ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
เราสามารถออกไปให้ไกลพอที่จะเปลี่ยนแปลง และกลับมาใกล้พอที่จะรู้ว่าที่ใดคือบ้าน
เพลงเดินทางมาถึงท่อนสุดท้าย หลิววางศีรษะบนไหล่ของเขา แม่เหมยยืนยิ้มอยู่ข้างกรอบแผ่นเสียงเก่า และในชั่วขณะนั้น โลกทั้งใบก็ดูเล็กพอจะเก็บไว้ในห้องหนึ่งห้อง
มีสูทตัวหนึ่ง
หมวกที่เอียงพอดี
กระเป๋าเดินทางสามใบ
แหวนหนึ่งวง
แผ่นเสียงที่เปิดไม่ได้อีกแล้ว
และเสียงของ Frank Sinatra ซึ่งยังคงยื่นมือออกมาเชื้อเชิญคนทุกยุคทุกสมัยด้วยประโยคเดิม—
มาเถอะ
บินไปด้วยกัน

No comments:
Post a Comment