Genesis: จากโรงเรียนผู้ดี ชายหัวดอกไม้ และมือกลองที่ไม่มีใครคิดว่าจะได้เป็นพระเอก
หากคุณต้องอธิบายประวัติของ Genesis ให้คนที่ไม่เคยฟังวงนี้เลย วิธีง่ายที่สุดอาจเป็นการบอกว่า ครั้งหนึ่งพวกเขามีนักร้องนำแต่งตัวเป็นดอกไม้ยักษ์ ต่อมานักร้องคนนั้นลาออก มือกลองจึงลุกขึ้นมาร้องแทน แล้ววงก็ขายแผ่นเสียงได้เป็นสิบ ๆ ล้านชุด
ฟังดูคล้ายแผนธุรกิจที่เขียนขึ้นหลังรับประทานอาหารกลางวันพร้อมไวน์มากเกินไป แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง และน่าประหลาดตรงที่ทุกขั้นตอนดูสมเหตุสมผลในขณะที่มันกำลังเกิดขึ้น
Genesis เริ่มต้นในปลายทศวรรษ 1960 ที่ Charterhouse โรงเรียนประจำเก่าแก่ในมณฑล Surrey ซึ่งเป็นสถานที่ที่สร้างทั้งนักการเมือง นักบวช ข้าราชการจักรวรรดิ และเด็กหนุ่มซึ่งวันหนึ่งจะสวมหน้ากากจิ้งจอกกับชุดราตรีของผู้หญิงขึ้นเวทีร็อก
สมาชิกยุคแรก ได้แก่ Peter Gabriel, Tony Banks, Mike Rutherford และ Anthony Phillips พวกเขามาจากวงนักเรียนหลายวงที่ค่อย ๆ รวมตัวกัน โดยมี Chris Stewart เป็นมือกลองคนแรก ๆ ทุกคนยังเด็ก หน้าตาเรียบร้อย และดูเหมือนคนที่พ่อแม่เชื่อว่าจะต้องมีอนาคตมั่นคง ซึ่งในอังกฤษมักเป็นสัญญาณเตือนว่าพวกเขากำลังจะตั้งวงโปรเกรสซีฟร็อก
ดนตรีระยะแรกยังไม่ได้เต็มไปด้วยเพลงยาวยี่สิบนาที ตัวละครในตำนาน หรือคีย์บอร์ดที่ฟังเหมือนมหาวิหารกำลังลอยขึ้นจากพื้น พวกเขาได้รับอิทธิพลจากเพลงป๊อปอังกฤษ รวมถึง The Beatles และ Bee Gees และหวังว่าจะเขียนเพลงไพเราะพอให้ใครสักคนสนใจ
คนคนนั้นคือ Jonathan King อดีตนักเรียน Charterhouse ซึ่งได้ฟังเดโมของพวกเขา ช่วยพาเข้าสตูดิโอ และตั้งชื่อวงว่า Genesis ชื่อนี้สื่อถึงการเริ่มต้นใหม่ ฟังยิ่งใหญ่ และดูเหมาะกับวัยรุ่นที่ยังไม่เคยออกอัลบั้มแต่เตรียมตั้งชื่อบทแรกของตนเองราวกับกำลังเขียนคัมภีร์
อัลบั้มแรก From Genesis to Revelation ออกในปี 1969 และไม่ได้ทำให้โลกหยุดหมุน ร้านแผ่นเสียงบางแห่งถึงกับนำมันไปวางในหมวดเพลงศาสนา เพราะทั้งชื่อวงและชื่ออัลบั้มฟังดูเหมือนสิ่งที่ญาติผู้ใหญ่จะซื้อให้กันในวันคริสต์มาส นี่อาจเป็นบทเรียนแรกของวงว่า การตั้งชื่อให้ดูขลังเกินไปมีความเสี่ยงพอ ๆ กับการตั้งชื่อให้ไม่มีความหมายเลย
แต่ Genesis ยังไม่ยอมแพ้ พวกเขาแยกจาก King และเซ็นสัญญากับ Charisma Records จากนั้นจึงออก Trespass ในปี 1970 เสียงของวงเริ่มเปลี่ยน เพลงยาวขึ้น มืดขึ้น และมีความทะเยอทะยานแบบคนที่เลิกหวังว่าจะได้เปิดในรายการวิทยุช่วงเช้า
“The Knife” เป็นหลักฐานชัดเจนว่า Genesis ไม่อยากเป็นวงป๊อปนักเรียนผู้ดีอีกต่อไป เพลงนี้รุนแรง ดุดัน และมีบรรยากาศเหมือนการปฏิวัติซึ่งจัดขึ้นในห้องสมุดโรงเรียนแล้วลืมบอกบรรณารักษ์
ไม่นานหลังจากนั้น Anthony Phillips มือกีตาร์ผู้มีบทบาทสำคัญต่อเสียงยุคแรกก็ออกจากวง ส่วนหนึ่งเพราะความกดดันจากการแสดงสด การจากไปของเขากระทบสมาชิกอย่างหนักจน Genesis เกือบยุติลงตรงนั้น หากเป็นวงทั่วไป นี่คงเป็นตอนจบที่สมเหตุสมผล ทุกคนกลับไปเรียนต่อ หางานในธนาคาร และใช้เวลาหลังอาหารค่ำบอกลูกว่า พ่อเคยเกือบเป็นร็อกสตาร์
แต่ Genesis กลับหาสมาชิกใหม่
Phil Collins เข้ามาเป็นมือกลองในปี 1970 เขาเป็นนักดนตรีที่มีประสบการณ์ เป็นนักแสดงวัยเด็ก และดูผ่อนคลายกว่าสมาชิกคนอื่นเล็กน้อย ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องยากนักเมื่อเพื่อนร่วมวงใช้เวลาส่วนใหญ่ครุ่นคิดเรื่องจังหวะซับซ้อน ตำนานกรีก และเสียงของกีตาร์สิบสองสาย
Steve Hackett ตามเข้ามาเป็นมือกีตาร์ เขานำเสียงที่ละเอียด เย็น และลึกลับมาสู่วง บางครั้งกีตาร์ของเขาฟังเหมือนกำลังร้องเพลง บางครั้งเหมือนกำลังสวด และบางครั้งเหมือนมีใครเปิดประตูไปยังภูมิประเทศอีกแห่งหนึ่งซึ่งอากาศดีกว่าโลกของเราเล็กน้อย
ไลน์อัปคลาสสิกจึงสมบูรณ์: Gabriel, Banks, Rutherford, Collins และ Hackett
Tony Banks เป็นผู้สร้างโครงสร้างฮาร์โมนีของวง คีย์บอร์ดของเขาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเติมช่องว่าง แต่สร้างทั้งอาคาร ทางเดิน หน้าต่าง และในบางเพลงอาจสร้างที่จอดรถใต้ดินไว้ด้วย Mike Rutherford สลับระหว่างเบส กีตาร์ และกีตาร์สิบสองสาย โดยดูเหมือนคนที่ไม่มีใครบอกว่าในวงหนึ่งคนควรรับผิดชอบเครื่องดนตรีเพียงอย่างเดียว
ส่วน Peter Gabriel กลายเป็นผู้เล่าเรื่องประจำวง เขาร้องเพลงราวกับกำลังส่งข่าวมาจากดินแดนซึ่งประชากรประกอบด้วยนักบุญ คนบ้า ตัวตลก สัตว์ประหลาด และชายอังกฤษที่มีปัญหากับพ่อ
อัลบั้ม Nursery Cryme ในปี 1971 เปิดประตูเข้าสู่โลกนิทานมืดของ Genesis อย่างเต็มตัว “The Musical Box” เล่าเรื่องราวประหลาดเกี่ยวกับเด็กชาย วิญญาณ และความปรารถนาของชายชราที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน ทุกอย่างเกิดขึ้นในเพลงเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าวงนี้เห็นว่าการเขียนเพลงรักธรรมดาอาจเป็นการใช้เวลาที่ไม่คุ้มค่า
บนเวที Gabriel เริ่มแต่งตัวเป็นตัวละครต่าง ๆ เขาออกมาในชุดหัวดอกไม้ ชุดจิ้งจอก หรือเครื่องแต่งกายครึ่งคนครึ่งสัตว์ ระหว่างเพลง เขาเล่าเรื่องยาวเพื่อให้เพื่อนร่วมวงมีเวลาปรับเครื่องดนตรี ในไม่ช้าเรื่องเล่าเหล่านั้นก็กลายเป็นส่วนสำคัญของการแสดง
นักร้องวงอื่นอาจพูดว่า “ขอบคุณครับ เพลงต่อไปมาจากอัลบั้มใหม่ของเรา” ส่วน Gabriel อาจเริ่มด้วยเรื่องของฤๅษี เด็กกำพร้า ภูเขาไฟ และสัตว์ประหลาดที่เก็บดอกแดฟโฟดิล จากนั้นจึงค่อยบอกชื่อเพลง ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นผู้ชมบางคนอาจลืมไปแล้วว่าตนมาดูคอนเสิร์ต
Foxtrot ในปี 1972 มี “Supper’s Ready” มหากาพย์ยาวกว่า 20 นาทีที่รวมความรัก ศาสนา วันสิ้นโลก อารมณ์ขัน และสงครามเหนือธรรมชาติไว้ด้วยกัน วงร็อกส่วนใหญ่ต้องใช้ทั้งอาชีพจึงจะเล่าเรื่องได้มากขนาดนี้ Genesis ทำเสร็จภายในด้านหนึ่งของแผ่นเสียง
จากนั้น Selling England by the Pound ในปี 1973 ทำให้วงดูทั้งเป็นอังกฤษอย่างลึกซึ้งและสงสัยในความเป็นอังกฤษของตัวเอง พวกเขามองประเทศบ้านเกิดด้วยความรักปนประชด เหมือนคนกำลังพิจารณาญาติผู้ใหญ่ซึ่งยังสวมเสื้อสูทเก่าตัวเดิมและพูดถึงจักรวรรดิระหว่างรับประทานถั่วต้ม
“Firth of Fifth” เป็นหนึ่งในช่วงเวลางดงามที่สุดของวง โซโลเปียโนของ Banks ค่อย ๆ เปิดพื้นที่ ก่อนที่กีตาร์ของ Hackett จะลอยขึ้นมาด้วยเมโลดี้สง่างาม เพลงฟังเหมือนมหาวิหารกำลังนึกถึงความรักครั้งแรก ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ไม่มีใครขอ แต่เมื่อได้ยินแล้วก็ยากจะปฏิเสธ
จุดสูงสุดและจุดแตกหักของยุค Gabriel มาถึงพร้อม The Lamb Lies Down on Broadway ในปี 1974 อัลบั้มคู่ที่เล่าเรื่อง Rael หนุ่มเปอร์โตริกันในนิวยอร์กซึ่งหลุดเข้าไปในโลกกึ่งจริงกึ่งฝัน เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตประหลาด ห้องใต้ดิน การเปลี่ยนร่าง และคำถามว่ามนุษย์คนหนึ่งจะตามหาตัวเองได้ไกลเพียงใดก่อนจะพลาดรถไฟกลับบ้าน
อัลบั้มนี้ทะเยอทะยาน หนาแน่น และไม่ค่อยสนใจว่าผู้ฟังมีธุระอื่นหรือไม่ บางคนหลงรักมัน บางคนหลงทาง และบางคนอาจยังเดินวนอยู่ในเรื่องราวของ Rael จนถึงปัจจุบัน
เบื้องหลัง Gabriel เริ่มแยกตัวจากสมาชิกคนอื่น เขามีภาระทางครอบครัว สนใจการแสดงและภาพยนตร์มากขึ้น และต้องการควบคุมทิศทางของตนเอง หลังจบทัวร์ เขาประกาศออกจากวงในปี 1975
หลายคนคิดว่า Genesis จบแล้ว เพราะนักร้องนำไม่ได้เป็นเพียงเสียงร้อง แต่เป็นดอกไม้ จิ้งจอก ผู้เผยพระวจนะ และฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่แต่งกายดีที่สุดของวง
Genesis ทดลองนักร้องใหม่หลายคน แต่ไม่มีใครฟังดูถูกต้อง Phil Collins ซึ่งเคยร้องประสานและร้องนำบางเพลงอยู่แล้ว จึงลองร้องเดโม ปรากฏว่าเสียงของเขาเข้ากับวงเป็นธรรมชาติอย่างน่าอึดอัด ราวกับคำตอบนั่งอยู่หลังชุดกลองมาตลอด แต่ทุกคนมัวออกประกาศหางานในหนังสือพิมพ์
Collins จึงรับตำแหน่งนักร้องนำ อัลบั้ม A Trick of the Tail ในปี 1976 พิสูจน์ว่า Genesis ยังไม่ตาย และดูเหมือนจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองควรตาย “Dance on a Volcano” เปิดอัลบั้มด้วยความมั่นใจ ขณะที่เพลงอื่นยังคงความซับซ้อน จินตนาการ และอารมณ์แบบ Genesis ไว้ครบถ้วน
ต่อมาวงออก Wind & Wuthering ซึ่งยังเต็มไปด้วยความงามแบบโปรเกรสซีฟ แต่ Steve Hackett เริ่มรู้สึกว่าความคิดของเขาไม่ได้รับพื้นที่เพียงพอ เขาจึงออกจากวงในปี 1977
Genesis เหลือเพียง Banks, Rutherford และ Collins รูปถ่ายโปรโมตของพวกเขาดูคล้ายคณะกรรมการบริหารบริษัทเล็ก ๆ มากกว่าวงที่เคยร้องเรื่องวันสิ้นโลก แต่ความจริงคือ วงกำลังจะใหญ่กว่าเดิมมาก
อัลบั้ม ...And Then There Were Three... มี “Follow You Follow Me” เพลงรักกระชับที่ประสบความสำเร็จอย่างกว้างขวาง แฟนยุคเก่าบางคนคงตกใจที่ Genesis เขียนเพลงซึ่งจบลงก่อนผู้ฟังต้องพลิกแผ่นเสียง แต่เพลงนี้ไม่ได้หมายความว่าวงเลิกฉลาด เพียงแต่พวกเขาค้นพบว่าความคิดหนึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เวลาสิบแปดนาทีเสมอไป
Duke ในปี 1980 ยังมีโครงสร้างใหญ่และอารมณ์แบบโปรก แต่ “Turn It On Again” ทำให้ Genesis ฟังแน่น ทันสมัย และเข้าถึงผู้ฟังวงกว้างขึ้น ที่น่าขันคือจังหวะของเพลงซับซ้อนกว่าที่คนเต้นตามวิทยุส่วนใหญ่รู้ตัว บางครั้งวิธีที่ดีที่สุดในการขายโปรเกรสซีฟร็อกคือไม่บอกใครว่ามันเป็นโปรเกรสซีฟร็อก
Abacab ในปี 1981 ลดเสียงฟุ้ง ลดชั้นดนตรี และเพิ่มพื้นที่ให้เสียงกลอง ซึ่งเหมาะอย่างยิ่ง เพราะมือกลองของวงบังเอิญกำลังกลายเป็นหนึ่งในนักร้องที่ดังที่สุดในโลก
ในทศวรรษ 1980 Collins ประสบความสำเร็จเดี่ยวมหาศาล เขาปรากฏตัวทางวิทยุ โทรทัศน์ และอาจรวมถึงสถานที่อื่น ๆ ที่มนุษย์สามารถติดตั้งลำโพงได้ แต่เขายังกลับมาทำงานกับ Genesis ราวกับชายคนหนึ่งบริหารร้านอาหารสามแห่งแล้วใช้เวลาว่างไปทำอาหารให้เพื่อน
อัลบั้ม Genesis ปี 1983 มี “Mama” เพลงมืด หนัก และน่ากลัว เสียงหัวเราะของ Collins ฟังเหมือนคนเพิ่งค้นพบว่าประตูห้องใต้ดินล็อกจากด้านนอก มันช่วยเตือนว่า Genesis ยุคป๊อปยังสามารถสร้างความไม่สบายใจได้โดยไม่ต้องให้ใครสวมหน้ากากดอกไม้
จากนั้น Invisible Touch ในปี 1986 พาวงขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการค้า เพลงไตเติลขึ้นอันดับหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ส่วน “Land of Confusion” ใช้หุ่นเชิดล้อเลียนผู้นำโลกในมิวสิกวิดีโอที่ทำให้การเมืองยุคสงครามเย็นดูเหมือนฝันร้ายหลังรับประทานชีสมากเกินไป
Genesis กลายเป็นวงสนามกีฬา พวกเขาใช้จอขนาดใหญ่ แสง เวที และเทคโนโลยีสมัยใหม่ หากยุค Gabriel สร้างความตื่นตาด้วยชายคนหนึ่งแต่งตัวเป็นสิ่งมีชีวิตประหลาด ยุค Collins ก็สร้างความตื่นตาด้วยอุปกรณ์ซึ่งต้องใช้รถบรรทุกหลายสิบคันและเจ้าหน้าที่ที่มีใบอนุญาต
ที่น่าทึ่งคือ สมาชิกเก่าและสมาชิกปัจจุบันต่างประสบความสำเร็จนอกวง Peter Gabriel สร้างงานเดี่ยวที่ทั้งทดลองและได้รับความนิยม โดยเฉพาะ So Mike Rutherford มี Mike + The Mechanics ส่วน Steve Hackett เดินหน้าสร้างงานกีตาร์และโปรเกรสซีฟของตนเอง
วงทั่วไปมักมีสมาชิกหนึ่งคนดัง ที่เหลือเปิดร้านขายเครื่องดนตรีหรือใช้เวลาหลายปีอธิบายในงานแฟนมีตว่าเพลงฮิตนั้นแท้จริงใครเป็นคนคิดท่อนเบส Genesis กลับผลิตศิลปินสำคัญหลายคนพร้อมกัน ราวกับ Charterhouse แอบเปิดแผนกฝึกอบรมร็อกสตาร์โดยไม่แจ้งผู้ปกครอง
We Can’t Dance ในปี 1991 เป็นบทใหญ่บทสุดท้ายของสามสมาชิกหลัก “I Can’t Dance” ล้อเลียนนายแบบร็อกและโฆษณากางเกงยีนส์ด้วยท่าเดินแข็ง ๆ ซึ่งดูเหมือนคนพยายามหนีออกจากร้านโดยไม่ให้พนักงานรู้ว่ายังไม่ได้จ่ายเงิน ส่วน “No Son of Mine” และ “Driving the Last Spike” แสดงให้เห็นว่าวงยังเขียนเพลงจริงจังและเพลงขนาดใหญ่ได้
Collins ออกจากวงในปี 1996 Genesis พยายามเดินหน้าต่อกับ Ray Wilson และออก Calling All Stations ในปี 1997 แต่วงในรูปแบบใหม่นี้ไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดเท่าเดิมได้ บางครั้งชื่อวงยังอยู่ เพลงยังดี นักดนตรียังมีฝีมือ แต่เคมีบางอย่างได้ออกจากห้องไปแล้วพร้อมชายร่างเล็กที่เคยนั่งหลังกลอง
Genesis กลับมารวมตัวในทัวร์ Turn It On Again ปี 2007 และได้รับการบรรจุเข้าสู่ Rock & Roll Hall of Fame ในปี 2010 จากนั้น Banks, Rutherford และ Collins กลับขึ้นเวทีอีกครั้งในทัวร์ The Last Domino? ช่วงปี 2021–2022
สุขภาพของ Collins ทำให้เขาไม่สามารถตีกลองได้เหมือนเดิม เขาจึงร้องเพลงโดยนั่งอยู่ด้านหน้า ขณะที่ Nic Collins ลูกชายรับหน้าที่กลอง ภาพนี้มีทั้งความอบอุ่นและเศร้าเล็กน้อย เหมือนเห็นคนส่งต่อเครื่องมือชิ้นสำคัญของครอบครัว โดยบังเอิญเครื่องมือนั้นประกอบด้วยกลองหลายใบและต้องขนด้วยรถบรรทุก
คอนเสิร์ตสุดท้ายจัดขึ้นที่ The O2 กรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2022 Peter Gabriel อยู่ในกลุ่มผู้ชม แต่ไม่ได้ขึ้นเวที หากนี่เป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูด เขาคงเดินออกมาพร้อมหัวดอกไม้ ทุกคนกอดกัน และเล่น “Supper’s Ready” เต็มเพลงก่อนเครดิตขึ้น
แต่ชีวิตจริงมักรู้จักจังหวะยับยั้งชั่งใจดีกว่าภาพยนตร์
ณ ปี 2026 Genesis ยังไม่มีประกาศอัลบั้มหรือทัวร์ใหม่อย่างเป็นทางการ หนังสือเล่มใหญ่ของวงจึงดูเหมือนปิดลงแล้ว แม้จะยังไม่ได้เก็บขึ้นชั้นอย่างเด็ดขาด
มรดกของ Genesis ไม่ได้อยู่เพียงในคำถามที่แฟนเพลงชอบถกเถียงว่า ยุค Gabriel หรือยุค Collins ดีกว่ากัน การถามเช่นนั้นคล้ายถามว่าคุณชอบมหาวิหารยุคกลางหรือสนามกีฬาที่ขายบัตรหมดมากกว่า คำตอบขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากนั่งฟังออร์แกน คิดถึงวันสิ้นโลก หรือชูมือร้องเพลงกับคนอีกห้าหมื่นคน
สิ่งพิเศษคือ Genesis ทำได้ทั้งสองอย่าง
พวกเขาเริ่มจากเด็กโรงเรียนอังกฤษที่เขียนเพลงป๊อปสุภาพ กลายเป็นคณะละครโปรเกรสซีฟที่มีชายหัวดอกไม้ แล้วเปลี่ยนอีกครั้งเป็นวงร็อกป๊อประดับสนามกีฬา ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยมี Tony Banks ทำหน้าจริงจังอยู่หลังคีย์บอร์ด Mike Rutherford สลับเครื่องดนตรีไปมา และ Phil Collins ค่อย ๆ เคลื่อนจากเก้าอี้หลังกลองมายืนตรงกลางเวที
Genesis ไม่ได้มีเพียงสองยุค แต่มีหลายชีวิต แต่ละชีวิตมีทั้งความสำเร็จ ความขัดแย้ง และทรงผมซึ่งไม่ควรถูกตัดสินด้วยมาตรฐานปัจจุบัน
วงส่วนใหญ่เปลี่ยนสมาชิกแล้วสูญเสียตัวตน บางวงไม่เปลี่ยนอะไรเลยจนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ของตัวเอง Genesis ทำสิ่งที่ยากกว่า พวกเขาเปลี่ยนแทบทุกอย่าง และยังทำให้เราจำได้ว่าเป็นวงเดิม
นั่นอาจเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าเพลงยาวยี่สิบนาที รางวัลแกรมมี หรือสนามกีฬาที่ขายหมดเสียอีก เพราะการเป็นคนเดิมตลอดชีวิตนั้นไม่ยากนัก สิ่งที่ยากคือการกลายเป็นคนอื่นหลายครั้ง โดยไม่ต้องแสร้งว่าคนเก่าไม่เคยมีตัวตน

No comments:
Post a Comment