Metallica: เสียงกีตาร์ ความตาย เงินล้าน และชายสี่คนที่ยังไม่ยอมเลิกทะเลาะกัน
ลองนึกภาพเด็กหนุ่มสองคนในแคลิฟอร์เนียเมื่อปี 1981 คนหนึ่งเป็นชาวเดนมาร์กที่ตีกลองยังไม่เก่งนัก แต่มีความเชื่อมั่นในตัวเองมากพอจะเปิดบริษัท ส่งกองทัพไปรบ และประกาศตั้งประเทศใหม่ภายในบ่ายเดียว อีกคนเป็นเด็กเงียบขรึมจากครอบครัวที่แตกร้าว เขาไม่ไว้ใจศาสนา ไม่ไว้ใจผู้ใหญ่ และอาจไม่ไว้ใจตัวเองด้วยซ้ำ แต่สามารถสับกีตาร์ริทึมได้เหมือนเครื่องจักรอุตสาหกรรมที่เพิ่งค้นพบความโกรธ
คนแรกชื่อ Lars Ulrich คนที่สองชื่อ James Hetfield
เมื่อทั้งคู่พบกัน ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขากำลังจะสร้างหนึ่งในวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเฮฟวีเมทัล พูดตามตรง ตอนนั้นอาจยังไม่มีใครแน่ใจด้วยซ้ำว่าทั้งสองจะเล่นเพลงให้จบพร้อมกันได้หรือไม่ แต่พวกเขามีสิ่งสำคัญกว่าฝีมือสมบูรณ์แบบ นั่นคือความทะเยอทะยาน ความหิว และความเชื่อว่าดนตรีที่เร็วกว่า หนักกว่า และน่าเกรงขามกว่าทุกอย่างในวิทยุควรมีที่ยืนของมัน
สี่สิบกว่าปีต่อมา Metallica ขายแผ่นเสียงนับร้อยล้านชุด เล่นในสนามกีฬาทั่วโลก ได้รางวัลแกรมมี เข้าสู่หอเกียรติยศร็อกแอนด์โรล และกลายเป็นวงที่สามารถเรียกผู้ชมหลายหมื่นคนมาดูชายวัยเกินหกสิบเล่นเพลงเกี่ยวกับความตาย สงคราม และการถูกพ่อแม่ทำลายชีวิตได้อย่างพร้อมเพรียง
แต่เรื่องจริงไม่ได้เริ่มที่สนามกีฬา มันเริ่มที่เด็กสองคนซึ่งมีบาดแผลคนละแบบ และบังเอิญค้นพบว่าเสียงดังช่วยกลบเสียงในหัวได้ชั่วคราว
เด็กที่ไม่ไว้ใจพระเจ้า กับเด็กที่ไม่เคยสงสัยตัวเอง
James Hetfield เกิดเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 1963 ที่เมืองดาวนีย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ครอบครัวของเขานับถือ Christian Science อย่างเคร่งครัด ความเชื่อดังกล่าวปฏิเสธการรักษาพยาบาลหลายรูปแบบ เมื่อ Hetfield ยังเด็ก เขาจึงเติบโตท่ามกลางกฎเกณฑ์ซึ่งทำให้รู้สึกแตกต่างจากคนอื่น บิดาออกจากบ้านตอนเขาอายุ 13 ปี ส่วนมารดาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเมื่อเขาอายุ 16 หลังปฏิเสธการรักษาตามแนวทางแพทย์
ลองจินตนาการดูว่าเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งควรทำอย่างไรกับเรื่องแบบนั้น เขาอาจร้องไห้ อาจเข้าวัด หรืออาจเขียนบันทึก แต่ Hetfield เลือกเล่นกีตาร์ให้ดังพอจะทำให้คำถามทั้งหมดสั่นหลุดจากผนัง
หลายปีต่อมา บาดแผลเหล่านี้จะปรากฏใน “The God That Failed,” “Dyers Eve,” “Until It Sleeps,” “Mama Said” และ “The Unforgiven” เพลงของ Metallica จำนวนมากจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสัตว์ประหลาด สงคราม หรือความตาย มันคือเด็กคนหนึ่งกำลังตะโกนถามโลกว่าเหตุใดผู้ใหญ่ถึงชอบสร้างกฎ แล้วปล่อยให้เด็กเป็นคนรับผลของมัน
Lars Ulrich เกิดปลายปีเดียวกันในเดนมาร์ก เขาเติบโตในครอบครัวที่เปิดกว้างทางวัฒนธรรม บิดาเป็นนักเทนนิสอาชีพ นักเขียน และศิลปิน Dexter Gordon นักแซกโซโฟนแจ๊สผู้ยิ่งใหญ่เป็นพ่อทูนหัวของเขา ชีวิตของ Lars เต็มไปด้วยหนังสือ ดนตรี ศิลปะ และความมั่นใจอย่างที่ Hetfield ไม่มี
ตอนเด็กเขาถูกฝึกให้เป็นนักเทนนิส แต่เมื่อได้ดู Deep Purple แสดงสดในปี 1973 ความคิดเรื่องการไล่ตีลูกบอลข้ามตาข่ายก็เริ่มดูไร้สาระขึ้นมาทันที ครอบครัว Ulrich ย้ายไปแคลิฟอร์เนียในปี 1980 และ Lars เริ่มตามหาคนตั้งวง
เขาลงประกาศในหนังสือพิมพ์ The Recycler โดยระบุชื่อวงเฮฟวีเมทัลอังกฤษที่เขาชอบ Hetfield ตอบประกาศ ทั้งคู่เริ่มเล่นด้วยกัน และในปี 1981 Metallica ก็ถือกำเนิดขึ้น
ชื่อวงมาจากคำที่เพื่อนของ Lars กำลังคิดจะใช้เป็นชื่อวารสาร Lars ช่วยแนะนำให้เพื่อนเลือกอีกชื่อ แล้วแอบฉก “Metallica” มาใช้เอง นี่เป็นพฤติกรรมที่บอกอะไรเกี่ยวกับเขาได้มากทีเดียว—เขาเห็นสิ่งที่ต้องการ และมักหาวิธีทำให้มันกลายเป็นของตัวเอง
Mustaine: คนอันตรายที่อันตรายเกินไปแม้แต่สำหรับ Metallica
สมาชิกยุคแรกประกอบด้วย Hetfield, Ulrich, มือเบส Ron McGovney และมือกีตาร์ Dave Mustaine
Mustaine เป็นมือกีตาร์ที่รวดเร็ว ดุร้าย และมีพรสวรรค์อย่างไม่ต้องสงสัย เขาช่วยสร้างริฟฟ์และเพลงหลายชิ้นซึ่งต่อมาปรากฏในสองอัลบั้มแรกของ Metallica แต่เขายังดื่มหนัก ก้าวร้าว และทะเลาะกับทุกคนได้ง่ายพอ ๆ กับการแต่งริฟฟ์
Metallica ยุคนั้นไม่ใช่กลุ่มคนเรียบร้อย พวกเขาดื่ม ทำลายข้าวของ และใช้ชีวิตราวกับทุกวันเป็นคืนสุดท้ายของอารยธรรม แต่ Mustaine ยังสามารถทำให้คนเหล่านั้นรู้สึกว่า “หมอนี่อาจไปไกลเกินไป” ซึ่งนับเป็นความสำเร็จชนิดหนึ่ง
ในเดือนเมษายน 1983 ขณะวงเดินทางไปนิวยอร์กเพื่อทำอัลบั้มแรก สมาชิกคนอื่นตัดสินใจไล่ Mustaine ออก เขาถูกปลุกขึ้นมา รับตั๋วรถบัส และส่งกลับลอสแอนเจลิสโดยแทบไม่มีพิธีรีตอง
Mustaine ไม่เคยลืมเหตุการณ์นั้น เขาก่อตั้ง Megadeth และใช้เวลาหลายสิบปีสร้างวงที่ยอดเยี่ยมพอจะยืนข้าง Metallica ได้ ขณะเดียวกันก็เหมือนกำลังแข่งกับรถบัสคันนั้นอยู่ตลอดชีวิต
Kirk Hammett จาก Exodus ถูกเรียกมาแทน เขาเดินทางไปนิวยอร์ก เรียนเพลงอย่างรวดเร็ว และนำสิ่งที่ Mustaineไม่มีมาให้วง นั่นคือความสามารถทางกีตาร์ที่ยอดเยี่ยมโดยไม่จำเป็นต้องจุดไฟเผาห้องทุกครั้งที่มีคนเห็นต่าง
แต่ก่อนหน้านั้น Metallica ได้พบสมาชิกที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งแล้ว
Cliff Burton: มันสมองในกางเกงยีนส์ขาบาน
Cliff Burton ไม่เหมือนมือเบสเมทัลทั่วไป เขาสวมกางเกงยีนส์ขาบาน ฟัง Bach และเล่นเบสผ่านเครื่องสร้างเสียงผิดเพี้ยนราวกับเครื่องดนตรีนั้นควรได้รับสิทธิ์เป็นกีตาร์นำ เขามีความรู้เรื่องทฤษฎีดนตรี เข้าใจฮาร์โมนี และไม่ยอมให้ความเร็วเข้ามาแทนที่ความคิด
เมื่อ Metallica เห็นเขาเล่นกับวง Trauma พวกเขาต้องการตัวทันที Burton ยอมเข้าร่วมโดยมีเงื่อนไขว่าวงต้องย้ายจากลอสแอนเจลิสขึ้นไปแถบซานฟรานซิสโก ทุกคนตกลง
นี่เป็นการตัดสินใจสำคัญ ลอสแอนเจลิสเวลานั้นเต็มไปด้วยวงผมฟู เสื้อผ้ารัดรูป และความฝันว่าจะได้ขึ้นเอ็มทีวี ส่วนซานฟรานซิสโกมีชุมชนดนตรีใต้ดินที่สนใจความเร็ว ความดิบ และความจริงใจมากกว่าเครื่องสำอาง Metallica จึงพบทั้งบ้านและผู้ฟังของตัวเอง
เทป No Life ’Til Leather ถูกทำสำเนาส่งต่อกันไปทั่ววงการใต้ดินก่อนที่วงจะมีอัลบั้มเสียอีก ไม่มีแผนประชาสัมพันธ์ ไม่มีนักออกแบบภาพลักษณ์ ไม่มีผู้บริหารประชุมเรื่องกลุ่มเป้าหมาย มีเพียงเทปคุณภาพต่ำ เสียงกีตาร์ความเร็วสูง และวัยรุ่นที่บอกเพื่อนว่า “มึงต้องฟังไอ้นี่”
Kill ’Em All: เสียงของเด็กที่อยากเตะประตูพัง
อัลบั้มแรกออกในปี 1983 เดิมวงอยากตั้งชื่อว่า Metal Up Your Ass แต่ผู้จัดจำหน่ายไม่ยอม Cliff Burton จึงสบถประมาณว่าให้ฆ่าพวกมันให้หมด ชื่อ Kill ’Em All จึงถือกำเนิดขึ้น
อัลบั้มฟังเหมือนวงดนตรีกำลังวิ่งลงเนินโดยไม่มีเบรก “Hit the Lights,” “Whiplash,” “The Four Horsemen” และ “Seek & Destroy” ไม่มีความสนใจจะสุภาพ ไม่มีความต้องการเป็นที่ยอมรับ และแทบไม่มีไขมันส่วนเกิน มันคือพังก์ที่เรียนรู้การโซโลกีตาร์ และเฮฟวีเมทัลที่เพิ่งดื่มกาแฟสิบสองแก้ว
เสียงของ Burton ใน “(Anesthesia)—Pulling Teeth” ประกาศว่าเบสไม่จำเป็นต้องยืนอยู่หลังห้องเหมือนญาติที่ไม่มีใครชวนมางานแต่ง เขาสามารถลากทั้งวงเข้าสู่พื้นที่ที่แปลก หนัก และมีความเป็นดนตรีมากกว่าความเร็วเพียงอย่างเดียว
อัลบั้มไม่ได้ขายมหาศาลทันที แต่วงเดินสายไม่หยุด พวกเขาสร้างฐานผู้ฟังด้วยเหงื่อ กลิ่นรถตู้ และเสียงบอกต่อ หากวงการเพลงไม่ยอมเปิดประตู Metallica ก็เพียงเล่นดังขึ้นจนประตูหลุดจากบานพับ
Ride the Lightning: สัตว์ป่าเริ่มอ่านหนังสือ
อัลบั้มที่สอง Ride the Lightning ในปี 1984 เป็นหลักฐานว่า Metallica ไม่ได้มีดีแค่เล่นเร็ว วงเริ่มสร้างเพลงที่มีโครงสร้างซับซ้อน ใช้กีตาร์อะคูสติก เปลี่ยนจังหวะ และพูดถึงความตาย สงคราม การลงโทษ และความสิ้นหวัง
“For Whom the Bell Tolls” เดินหนักเหมือนช้างติดอาวุธ “Creeping Death” เปลี่ยนเรื่องพระคัมภีร์ให้เป็นเพลงหมู่สำหรับคนเป็นหมื่น ส่วน “Fade to Black” กล้าพูดถึงความสิ้นหวังด้วยท่อนเปิดที่เงียบและเปราะบาง
แฟนบางคนตกใจที่วงทำเพลงช้า นี่เป็นธรรมเนียมประจำของแฟนเมทัล เมื่อศิลปินเปลี่ยนคอร์ดหนึ่งตัวหรือหยุดตะโกนเป็นเวลาสามสิบวินาที จะมีคนประกาศทันทีว่าวงขายวิญญาณแล้ว
ความจริงคือ Ride the Lightning ทำให้ Metallica มีมิติ พวกเขาไม่ได้ลดความหนัก แต่ค้นพบว่าความหนักอาจเกิดจากความเงียบ ความหวาดกลัว และการรอคอยได้เช่นกัน
Master of Puppets: วิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบดขยี้คนฟัง
ถ้า Kill ’Em All คือหมัด และ Ride the Lightning คือสมอง Master of Puppets ก็คือวินาทีที่สมองกับหมัดตกลงทำงานร่วมกัน
ออกในปี 1986 อัลบั้มนี้เป็นสถาปัตยกรรมที่พยายามฆ่าคุณ เพลงยาว เปลี่ยนจังหวะหลายครั้ง และยังคงไหลไปข้างหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ หัวข้อสำคัญคือการควบคุม ยาเสพติดควบคุมผู้เสพ กองทัพควบคุมทหาร ศาสนาควบคุมผู้ศรัทธา และสถาบันควบคุมคนซึ่งถูกขังอยู่ภายใน
เพลงชื่อเดียวกับอัลบั้มไม่ได้พูดว่า “ยาเสพติดไม่ดี” เหมือนโปสเตอร์โรงเรียน มันทำให้ยาเสพติดกลายเป็นนายทาสผู้พูดกับเหยื่อโดยตรง “Disposable Heroes” ทำให้สงครามฟังเหมือนโรงงานผลิตศพ “Welcome Home (Sanitarium)” ถ่ายทอดความรู้สึกของคนซึ่งถูกสังคมประกาศว่าบ้า แล้วพบว่าคนที่ประกาศอาจบ้ากว่าเสียอีก
ส่วน “Orion” คือโลกของ Cliff Burton อย่างแท้จริง เป็นเพลงบรรเลงที่สง่างาม ลึกลับ และไม่เหมือนผลงานของเด็กเมาในโรงรถอีกต่อไป
จากนั้น Burton ก็ตาย
วันที่ 27 กันยายน 1986 รถทัวร์ของวงประสบอุบัติเหตุในสวีเดน เขาถูกเหวี่ยงออกจากรถและเสียชีวิตใต้ซากรถในวัย 24 ปี
ไม่มีบทเรียนสวยงาม ไม่มีเหตุผลลึกซึ้ง และไม่มีเทพแห่งร็อกมารับเขาไปเพราะสวรรค์ต้องการมือเบส มีเพียงอุบัติเหตุโง่ ๆ บนถนนเย็นจัด และชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งควรมีชีวิตอีกหลายสิบปีแต่ไม่มี
Metallica ไม่รู้ว่าจะไว้ทุกข์อย่างไร พวกเขาจึงทำสิ่งที่ผู้ชายวัยยี่สิบซึ่งพูดเรื่องความรู้สึกไม่เป็นมักทำ นั่นคือดื่มมากขึ้น ทำงานเร็วขึ้น และแกล้งว่าการเดินหน้าต่อเท่ากับการรักษาบาดแผล
Jason Newsted: คนที่ถูกลงโทษเพราะไม่ใช่ Cliff Burton
Jason Newsted ได้รับเลือกเป็นมือเบสคนใหม่ เขามีพลัง มีวินัย และรัก Metallica มากพอจะรู้เพลงแทบทุกเพลง แต่เขาเดินเข้ามาในวงซึ่งยังเศร้า โกรธ และรู้สึกผิด
สมาชิกที่เหลือกลั่นแกล้งเขาในช่วงแรก ส่วนหนึ่งเป็นพิธีรับน้อง อีกส่วนคือความโศกเศร้าที่แปรรูปเป็นความใจร้าย Newsted ต้องรับบทเป็นตัวแทนของคนที่ไม่มีวันกลับมา ทั้งที่เขาไม่ได้ขอหน้าที่นั้น
…And Justice for All ในปี 1988 เป็นอัลบั้มที่ฟังเหมือนความโกรธถูกเปลี่ยนเป็นคณิตศาสตร์ เพลงยาว ซับซ้อน แห้ง และเต็มไปด้วยเรื่องสงคราม ความอยุติธรรม และการคอร์รัปชัน เสียงเบสของ Newsted ถูกลดจนแทบหายไปจากการผสมเสียง ราวกับวงรับเขาเข้ามาแล้วตัดสินใจทำให้คนฟังลืมว่าเขาอยู่ตรงนั้น
แต่เพลง “One” กลายเป็นงานสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของวง มันเล่าเรื่องทหารที่สูญเสียร่างกายแทบทั้งหมดแต่ยังมีสติอยู่ภายใน ช่วงท้ายเพลงกลองและกีตาร์เปลี่ยนเป็นเสียงปืนกล ความทุกข์ส่วนบุคคลกลายเป็นเครื่องจักรสงคราม
Metallica ทำมิวสิกวิดีโอครั้งแรก และโลกภายนอกวงการใต้ดินเริ่มสังเกตเห็นพวกเขาอย่างจริงจัง
อัลบั้มสีดำ: เมื่อความหนักเลิกวิ่งและเริ่มเดินเข้าหาคุณ
หลังจากสร้างเพลงที่ซับซ้อนจนสมาชิกเองต้องนับห้องขณะเล่น Metallica ตัดสินใจทำสิ่งน่าตกใจที่สุด พวกเขาเขียนเพลงที่จำง่าย
Bob Rock เข้ามาเป็นโปรดิวเซอร์และบังคับให้วงสนใจเสียง การร้อง และจังหวะมากขึ้น ผลลัพธ์คือ Metallica หรืออัลบั้มสีดำในปี 1991
“Enter Sandman” มีริฟฟ์ง่ายพอให้เด็กเริ่มเล่นกีตาร์ และหนักพอให้ผู้ใหญ่ลืมว่ามันง่าย “Sad but True” เดินช้าแต่แต่ละก้าวเหมือนรองเท้าบูตเหยียบหน้าอก “Nothing Else Matters” เปิดเผยด้านเปราะบางของ Hetfield โดยไม่ต้องซ่อนหลังเรื่องสงครามหรือสัตว์ประหลาด
อัลบั้มทำให้ Metallica กลายเป็นวงระดับโลก แฟนยุคแรกบางคนกล่าวหาว่าพวกเขาขายตัว แต่นี่ไม่ใช่วงที่ลดเสียงกีตาร์เพื่อเข้าวิทยุ พวกเขาเพียงค้นพบว่าความหนักไม่จำเป็นต้องเล่นเร็วเสมอไป บางครั้งริฟฟ์ที่ดีควรเคลื่อนเข้าหาคุณอย่างช้า ๆ เพื่อให้มีเวลามองเห็นมันก่อนถูกทับ
ความสำเร็จตามมาด้วยทัวร์หลายปี เงินมหาศาล เหล้ามหาศาล และความเหน็ดเหนื่อยมหาศาล ในปี 1992 Hetfield ถูกเปลวไฟบนเวทีเผาแขนระหว่างแสดง แต่กลับมาร้องต่อในทัวร์โดยให้คนอื่นเล่นกีตาร์แทน
เรื่องนี้ฟังดูเป็นวีรกรรมร็อก จนเราจำได้ว่าพฤติกรรมแบบ “แสดงต่อแม้ร่างกายพัง” คือหนึ่งในเหตุผลที่นักดนตรีจำนวนมากพังจริง ๆ
Load: วงเมทัลตัดผม และโลกเกือบแตก
เมื่อ Load ออกในปี 1996 สมาชิก Metallica ตัดผมสั้น แต่งตัวต่างออกไป และเริ่มเล่นฮาร์ดร็อก บลูส์ และเพลงจังหวะปานกลาง แฟนบางคนตอบสนองราวกับวงบุกไปตัดผมพวกเขาขณะหลับ
แต่ปัญหาไม่ใช่แค่ทรงผม Metallica กำลังปฏิเสธการเป็นรูปปั้นของตัวเอง “Until It Sleeps,” “Bleeding Me” และ “The Outlaw Torn” แสดงอารมณ์ ความเหนื่อยล้า และความมืดที่แตกต่างจากยุคแทรช พวกเขาไม่ได้พยายามกลับไปเป็นเด็กอายุยี่สิบ เพราะทำไม่ได้ และโชคดีที่ไม่พยายาม
ReLoad ตามมาในปี 1997 มี “Fuel,” “The Memory Remains” และ “The Unforgiven II” สองอัลบั้มนี้ไม่สม่ำเสมอเท่างานยุคแรก แต่เป็นหลักฐานว่าวงยอมเสี่ยงกับชื่อเสียงมากกว่ายอมกลายเป็นวงบรรณาการให้ตัวเอง
จากนั้นพวกเขาทำ Garage Inc. เพื่อคารวะวงที่มีอิทธิพล และร่วมกับ San Francisco Symphony ใน S&M พิสูจน์ว่าริฟฟ์ของ Metallica สามารถยืนข้างวงออร์เคสตราได้โดยไม่ต้องสวมทักซิโดหรือขอโทษใคร
Napster: วันที่วงของประชาชนกลายเป็นตำรวจลิขสิทธิ์
ปี 2000 Metallica ฟ้อง Napster หลังพบว่าเพลงซึ่งยังไม่วางจำหน่ายถูกเผยแพร่ในระบบแบ่งปันไฟล์ Lars Ulrich ไปให้การต่อวุฒิสภาและยืนยันว่าศิลปินควรมีสิทธิ์ตัดสินใจว่างานของตนจะเผยแพร่อย่างไร
ในทางกฎหมาย จุดยืนนี้มีเหตุผล แต่ในทางภาพลักษณ์ มันคือหายนะ วงซึ่งเติบโตจากการแลกเทปใต้ดินกลายเป็นเศรษฐีที่ไล่จับคนดาวน์โหลดเพลง แฟนจำนวนมากมองว่านี่คือความหน้าซื่อใจคด แม้ความแตกต่างระหว่างการแลกเทปกับการแจกไฟล์นับล้านจะมีอยู่จริงก็ตาม
Metallica อาจมองเห็นอนาคตเรื่องค่าตอบแทนศิลปินเร็วกว่าคนอื่น แต่พวกเขาอธิบายมันด้วยท่าทีที่ทำให้คนอยากปาโมเด็มใส่หน้า Lars
St. Anger: เสียงของวงที่กำลังแตกสลายในห้องบำบัด
Jason Newsted ออกจากวงในปี 2001 หลังรู้สึกว่าตนไม่มีพื้นที่สร้างสรรค์และถูกควบคุมมายาวนาน Metallica เหลือสมาชิกสามคนซึ่งแทบคุยกันไม่รู้เรื่อง
Hetfield เข้ารับการบำบัดจากปัญหาการเสพติด การบันทึกเสียงหยุดชะงัก วงจ้างนักบำบัดเข้ามาช่วย และทุกอย่างถูกถ่ายไว้ในสารคดี Some Kind of Monster
ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำลายภาพวงเมทัลผู้แข็งแกร่งอย่างสิ้นเชิง เราเห็นเศรษฐีวัยกลางคนเถียงกันเรื่องเวลาทำงาน ความรู้สึก และอำนาจ เห็น Lars นั่งเผชิญหน้ากับ Mustaine ซึ่งยังเจ็บปวดจากเหตุการณ์เมื่อยี่สิบปีก่อน เห็น Hetfield พยายามกลับมาทำงานโดยไม่กลับไปเป็นคนเดิม
มันทั้งน่าอึดอัด ตลก เศร้า และจริงอย่างไม่น่าเชื่อ
St. Anger ออกในปี 2003 ไม่มีโซโลกีตาร์ เพลงยาวและกระจัดกระจาย ส่วนเสียงกลองสแนร์ฟังเหมือนมีใครตีถังโลหะในโรงรถร้าง ผู้คนเกลียดมันด้วยเหตุผลที่เข้าใจได้
แต่ถึงจะเป็นอัลบั้มที่มีปัญหา มันคือเสียงของวงซึ่งกำลังหัดเดินใหม่ ไม่ใช่งานชิ้นเอก แต่เป็นบันทึกชีพจรของคนไข้ที่เกือบตายแล้วกลับมาหายใจได้
Robert Trujillo เข้าร่วมวงในปีเดียวกัน เขาเป็นมือเบสที่ยอดเยี่ยม มีประสบการณ์จาก Suicidal Tendencies และ Ozzy Osbourne ที่สำคัญกว่านั้น เขาเป็นผู้ใหญ่ซึ่งเดินเข้ามาในบ้านหลังไฟไหม้โดยไม่พยายามแย่งสิทธิ์เป็นเจ้าของบ้าน
การกลับมา และการแก่ตัวโดยไม่ยอมตาย
Death Magnetic ในปี 2008 พา Metallica กลับสู่เพลงยาว ริฟฟ์เร็ว และโซโลกีตาร์ มันไม่ใช่การย้อนวัย แต่เป็นการกลับไปหาภาษาที่วงเคยสร้างแล้วพูดด้วยเสียงของคนที่ผ่านสงครามมาแล้ว
วงเข้าสู่ Rock and Roll Hall of Fame ในปี 2009 เล่นร่วมกับ Megadeth, Slayer และ Anthrax ในคอนเสิร์ต Big Four และยังคงทำโครงการประหลาดอย่าง Lulu กับ Lou Reed ซึ่งเกือบทุกคนเกลียด แต่ไม่มีใครกล่าวได้ว่า Metallica เลือกทางปลอดภัย
Hardwired…To Self-Destruct ในปี 2016 แสดงให้เห็นว่าวงยังสามารถเขียนเพลงอย่าง “Moth into Flame” และ “Spit Out the Bone” ได้โดยไม่ฟังเหมือนชายชราปลอมตัวเป็นวัยรุ่น พวกเขาก่อตั้งมูลนิธิ All Within My Hands สนับสนุนการศึกษาอาชีพ การช่วยเหลือผู้หิวโหย และผู้ประสบภัย
Hetfield กลับเข้ารับการบำบัดในปี 2019 คราวนี้วงหยุดรอเขา แทนที่จะทำเหมือนปัญหาส่วนตัวเป็นสิ่งกีดขวางตารางธุรกิจ นั่นอาจเป็นหลักฐานว่าพวกเขาเรียนรู้อะไรบางอย่างจาก Some Kind of Monster จริง ๆ
72 Seasons ในปี 2023 มองย้อนกลับไปยัง 18 ปีแรกของชีวิต ช่วงเวลาที่ครอบครัว ความกลัว และบาดแผลเริ่มเขียนโปรแกรมลงในตัวมนุษย์ เพลงเหล่านี้ฟังเหมือน Hetfield วัยหกสิบกำลังเผชิญหน้าเด็กวัยสิบหกในตัวเอง และพบว่าเด็กคนนั้นยังโกรธ ยังกลัว และยังมีสิทธิ์จับพวงมาลัยเป็นครั้งคราว
M72 World Tour นำวงกลับไปเล่นในสนามกีฬาด้วยรูปแบบสองคืนไม่เล่นเพลงซ้ำกัน ชายสี่คนซึ่งครั้งหนึ่งแทบอยู่ในห้องเดียวกันไม่ได้ บัดนี้ต้องเตรียมเพลงหลายสิบเพลงและหมุนเวียนไปรอบเวทีขนาดมหึมา
แล้ว Metallica คืออะไรกันแน่
Metallica ไม่ใช่เพียงวงแทรชเมทัล ไม่ใช่แค่วงสนามกีฬา และไม่ใช่ตำนานผู้ไม่เคยทำผิด พวกเขาเคยสร้างอัลบั้มยอดเยี่ยม เคยทำอัลบั้มซึ่งฟังเหมือนการประชุมบำบัดที่มีถังขยะอยู่กลางห้อง เคยต่อสู้เพื่อสิทธิศิลปินอย่างถูกหลักแต่ผิดท่า เคยปฏิบัติต่อสมาชิกใหม่อย่างเลวร้าย และเคยกล้าปล่อยให้โลกเห็นความอ่อนแอของตนเอง
Cliff Burton คือมันสมองและจิตวิญญาณที่ถูกพรากไปเร็วเกินไป Jason Newsted คือคนที่แบกความเศร้าของผู้อื่นไว้บนหลัง Robert Trujillo คือความมั่นคงหลังพายุ Kirk Hammett คือคนที่ช่วยให้วงมีทำนองและมีมนุษยธรรม Lars Ulrich คือความทะเยอทะยานที่น่าหมั่นไส้แต่จำเป็น ส่วน James Hetfield คือบาดแผลซึ่งเรียนรู้การเล่นกีตาร์
ความลับของ Metallica อาจไม่ใช่การเล่นเร็ว ไม่ใช่เสียงกีตาร์ และไม่ใช่ยอดขาย ความลับคือพวกเขาเปลี่ยนสิ่งที่ควรทำลายวง—ความตาย ความโกรธ เงิน ชื่อเสียง เหล้า ความผิดหวัง และความเกลียดชังกันเอง—ให้กลายเป็นเชื้อเพลิงได้ครั้งแล้วครั้งเล่า
บางครั้งเชื้อเพลิงนั้นเผาไหม้สะอาดและให้ผลงานอย่าง Master of Puppets บางครั้งมันสำลักควันออกมาเป็น St. Anger แต่เครื่องยนต์ยังเดินต่อ
เด็กสองคนที่พบกันในปี 1981 อาจไม่รู้ว่ากำลังสร้างอะไร พวกเขาเพียงอยากเล่นเร็วกว่า หนักกว่า และดังกว่าคนอื่น
สี่สิบห้าปีต่อมา Metallica ยังคงขึ้นเวที เล่นเพลงเกี่ยวกับความกลัวในวัยเด็กต่อหน้าผู้ชมหลายหมื่นคน และทำให้คนเหล่านั้นร้องตามราวกับบาดแผลทุกแห่งมีท่อนฮุกของมันเอง
นั่นไม่ใช่ชัยชนะเหนือความมืด
มันคือการเรียนรู้ว่าจะเปิดเครื่องขยายเสียงให้ดังพอ แล้วใช้ชีวิตอยู่กับมันอย่างไร

No comments:
Post a Comment