Thursday, 27 August 2026

Voodoo Child (Hendrix on Hendrix, chapter 1)

 


ผมเกิดที่เมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา วันที่ 27 พฤศจิกายน ค.ศ. 1942...

ตอนนั้นผมอายุ ศูนย์ปี

ความทรงจำแรกที่สุดที่ผมจำได้ คือมีพยาบาลคนหนึ่งกำลังใส่ผ้าอ้อมให้ผม แล้วเกือบจะใช้เข็มกลัดตำตัวผมเข้าให้ ผมคงป่วยอะไรสักอย่างและนอนอยู่ในโรงพยาบาล เพราะจำได้ว่าไม่ค่อยสบายเอาเสียเลย

จากนั้นเธอก็อุ้มผมออกจากเตียงเด็ก เดินไปที่หน้าต่าง แล้วยกผมขึ้นให้ดูอะไรบางอย่างบนท้องฟ้า

มันคือดอกไม้ไฟ

ถ้าอย่างนั้นก็คงเป็นวันชาติอเมริกา วันที่ 4 กรกฎาคม

พยาบาลคนนั้นทำให้ผมหลงใหลท้องฟ้าตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เพราะภาพดอกไม้ไฟที่ระเบิดอยู่เหนือศีรษะมันติดอยู่ในหัวผมเสมอ แม้ทุกคนจะบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่เด็กเล็กขนาดนั้นจะจำอะไรได้ก็ตาม แต่ผมจำมันได้จริง ๆ

บางคนอาจจะหัวเราะ แต่ผมเชื่อว่าความทรงจำมันมีชีวิตของมันเอง

ผมจำแม่ได้ จำพ่อได้ จำบ้านหลายหลังที่เราย้ายไปอยู่ และจำความรู้สึกของการเป็นเด็กที่มักจะต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา

พ่อของผมชื่อ อัล เฮนดริกซ์ ส่วนแม่ชื่อ ลูซิล

ชีวิตครอบครัวของเราไม่เคยเรียบง่ายเลย ทั้งคู่รักกัน แต่ก็ทะเลาะกันบ่อย มีปัญหาเรื่องเงิน ปัญหาเรื่องการดื่ม และปัญหาอีกสารพัดอย่างที่เด็กคนหนึ่งไม่เข้าใจ แต่รับรู้ได้จากบรรยากาศรอบตัว

เวลาผู้ใหญ่ทะเลาะกัน เด็กไม่จำเป็นต้องรู้คำพูดทุกคำหรอก แค่เห็นสีหน้า น้ำเสียง หรือความเงียบหลังจากนั้นก็พอแล้ว

ผมโตมากับความรู้สึกแบบนั้น

หลายครั้งผมกับน้องชายต้องย้ายไปอยู่กับญาติ หรือกับคนอื่นชั่วคราว เพราะพ่อกับแม่ยังจัดการชีวิตของตัวเองไม่ได้

มันไม่ใช่วัยเด็กที่มั่นคงนัก

แต่ผมก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองโชคร้ายที่สุดในโลก

เด็กจำนวนมากเติบโตขึ้นมาภายใต้ความสับสนเหมือนกัน เพียงแต่แต่ละคนมีวิธีรับมือไม่เหมือนกัน

สำหรับผม ดนตรีค่อย ๆ เข้ามาเป็นที่พักใจ

ตั้งแต่ยังเล็ก ผมชอบฟังเสียงทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเสียงรถไฟ เสียงฝน เสียงลม หรือเสียงที่คนอื่นอาจมองว่าเป็นแค่เสียงรบกวน

สำหรับผม เสียงพวกนั้นเหมือนกำลังเล่นดนตรีอยู่ตลอดเวลา

บางทีผมก็นั่งฟังมันเฉย ๆ แล้วปล่อยให้จินตนาการทำงาน

ผมไม่รู้หรอกว่าวันหนึ่งผู้คนจะเรียกสิ่งที่ผมเล่นว่า "ดนตรีของจิมี เฮนดริกซ์"

ตอนนั้นผมแค่เป็นเด็กคนหนึ่งที่พยายามฟังโลกให้ละเอียดกว่าคนอื่นนิดหน่อย

ผมชอบวาดรูปเหมือนกัน

บางครั้งภาพในหัวของผมเกิดขึ้นก่อนเสียง

บางครั้งเสียงก็มาก่อนภาพ

สุดท้ายทั้งสองอย่างก็ไหลมารวมกัน

เวลาผมคิดถึงดนตรี ผมมักจะเห็นสี เห็นรูปร่าง เห็นการเคลื่อนไหว มากกว่าจะคิดเป็นโน้ตหรือทฤษฎี

นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมต่อมาผมถึงเล่นกีตาร์ในแบบที่คนอื่นรู้สึกว่าแปลก

สำหรับผม มันไม่ได้แปลกเลย

ผมเพียงแค่พยายามเล่นสิ่งที่ผมมองเห็นอยู่ในหัวออกมาให้ได้เท่านั้น

--


ผมยังจำได้ว่าตอนเด็กตัวเล็กพอจะนั่งอยู่ในตะกร้าใส่ผ้าได้

แล้วก็จำได้ว่า ตอนอายุประมาณสี่ขวบ ผมฉี่รดกางเกง วันนั้นผมเลยออกไปยืนตากฝนอยู่นานหลายชั่วโมง หวังว่าตัวจะเปียกไปทั้งตัว แม่จะได้ไม่รู้ว่าผมฉี่รดกางเกง

แต่สุดท้าย...แม่ก็รู้อยู่ดี

พ่อของผมเป็นคนเข้มงวด มีเหตุผล และค่อนข้างสุขุม ส่วนแม่ชอบแต่งตัว ชอบสนุกกับชีวิต เธอดื่มหนักพอสมควร และไม่ค่อยดูแลตัวเองนัก แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็เป็นแม่ที่ผมรักมาก เป็นคนที่มีเสน่ห์และมีชีวิตชีวาในแบบของเธอ

ชีวิตคู่ของพ่อกับแม่เต็มไปด้วยปัญหา ทั้งสองแยกกันอยู่แล้วก็กลับมาคืนดีกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ผมกับน้องชายจึงต้องย้ายไปอยู่บ้านคนนั้นที บ้านคนนี้ที

ส่วนใหญ่ผมจะอยู่กับป้าหรือไม่ก็คุณยาย

ผมต้องเตรียมตัวไว้เสมอ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไรจะต้องเก็บข้าวของแล้วออกเดินทางอีกครั้ง บางทีก็ต้องข้ามไปแคนาดาแบบกะทันหัน

คุณยายของผมมีเชื้อสายอินเดียนแดง เป็นชาวเชอโรกีส่วนหนึ่ง

แถวซีแอตเทิลมีคนที่มีสายเลือดอินเดียนแดงผสมอยู่ไม่น้อย มันเป็นเพียงอีกด้านหนึ่งของครอบครัวเรา เท่านั้นเอง

ผมใช้เวลาอยู่ในเขตสงวนของคุณยายที่เมืองแวนคูเวอร์ รัฐบริติชโคลัมเบียอยู่บ่อย ๆ

ที่นั่นมีคนอาศัยอยู่มากมาย แต่สภาพความเป็นอยู่ค่อนข้างน่าเศร้า

บ้านทุกหลังแทบจะเหมือนกันหมด และจะเรียกว่าบ้านก็ยังลำบาก มันเหมือนกระท่อมเสียมากกว่า

บรรยากาศโดยรวมค่อนข้างสิ้นหวัง

หลายคนใช้ชีวิตอยู่กับสุรา จนแทบไม่เหลือสติ และไม่ได้ทำอะไรกับชีวิตเลย

ภาพเหล่านั้นทำให้ผมโกรธมาก

ถึงขนาดที่เวลาโรงเรียนสอนว่า "อินเดียนแดงเป็นคนไม่ดี"

ผมแทบไม่อยากฟังเลย

ผมคิดในใจว่า พวกผู้ใหญ่กำลังพูดถึงอะไรกันแน่

คนพวกนั้นไม่ได้เลวโดยกำเนิด

พวกเขาแค่ถูกทำให้ต้องใช้ชีวิตแบบนั้น

พวกเขาถูกผลักให้อยู่ในสถานการณ์ที่แทบไม่มีทางเลือก

ผมไม่เคยเชื่อว่าความจริงมันง่ายอย่างที่ตำราเรียนบอก

ผมเติบโตขึ้นมาท่ามกลางผู้คนหลายแบบ หลายเชื้อชาติ หลายฐานะ

นั่นทำให้ผมไม่ค่อยชอบแบ่งแยกผู้คนออกเป็นฝ่ายดีหรือฝ่ายเลว

ผมคิดว่าทุกคนต่างมีเรื่องราวของตัวเอง

และถ้าคุณไม่รู้เรื่องราวนั้น คุณก็ไม่มีทางตัดสินเขาได้อย่างยุติธรรม

คุณยายของผมตอนนี้ย้ายไปอยู่ในอพาร์ตเมนต์ดี ๆ ที่แวนคูเวอร์แล้ว มีทั้งโทรทัศน์ มีวิทยุ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือเส้นผมสีเงินยาวสลวยของเธอ

ตอนผมยังเด็ก คุณยายมักเล่านิทานของชนพื้นเมืองอเมริกันให้ฟัง เป็นเรื่องราวที่งดงามและเต็มไปด้วยจินตนาการ ส่วนเด็กที่โรงเรียนก็มักหัวเราะเวลาผมใส่ผ้าคลุมหรือเสื้อปอนโชที่เธอเย็บให้

ก็เป็นเรื่องเดิม ๆ นั่นแหละ... เด็กที่ดูแตกต่างมักถูกล้อ

คุณยายเคยให้เสื้อแจ็กเก็ตเม็กซิกันตัวหนึ่งกับผม มีพู่ห้อยเต็มไปหมด ผมชอบมันมาก และใส่มันไปโรงเรียนแทบทุกวัน ไม่สนใจว่าใครจะคิดอย่างไร

ผมแค่ชอบมัน

แล้วผมก็ชอบที่จะเป็นคนไม่เหมือนคนอื่น


[พ่อกับแม่ของผมหย่ากันในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1950 ผมกับลีออน น้องชาย อยู่กับพ่อ ส่วนครั้งสุดท้ายที่ผมได้พบแม่คือเดือนมกราคม ค.ศ. 1958 ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตในเดือนถัดมา]


มีความฝันอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมไม่มีวันลืม

ตอนนั้นผมยังเล็กมาก

ผมฝันว่าแม่กำลังถูกพาเดินทางไปกับกองคาราวานอูฐยาวเหยียด

ผมเห็นเงาของใบไม้ทอดผ่านใบหน้าเธอ เหมือนแสงแดดที่ลอดลงมาจากต้นไม้ เป็นเงาสีเขียวปนเหลืองสวยมาก

แม่มองมาที่ผมแล้วพูดว่า

"ต่อไปนี้...เราอาจไม่ได้เจอกันบ่อยแล้วนะ"

"แล้วไว้เจอกัน"

ประมาณสองปีหลังจากฝันนั้น...

แม่ก็เสียชีวิต

ผมจำความฝันนี้ได้เสมอ

มีความฝันบางอย่างที่คุณไม่มีวันลืมจริง ๆ


คนที่เลี้ยงผมเป็นหลักก็คือพ่อ

พ่อเป็นคนเคร่งศาสนา ผมจึงต้องไปโรงเรียนวันอาทิตย์เป็นประจำ

พ่อสอนว่าต้องเคารพผู้ใหญ่เสมอ

ห้ามพูดก่อนผู้ใหญ่จะพูดด้วย

บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ผมกลายเป็นคนเงียบ ๆ มาตั้งแต่เด็ก

ผมไม่ค่อยพูด

แต่ผมสังเกตทุกอย่าง

พ่อชอบพูดอยู่เหมือนกันว่า

"ปลาจะไม่ติดเบ็ด ถ้ามันไม่อ้าปาก"

ประโยคนั้นติดอยู่กับผมมานาน

พ่อทำงานเป็นคนสวน และเคยเป็นช่างไฟมาก่อน

ครอบครัวเราไม่ได้มีเงินเลย

โดยเฉพาะหน้าหนาวที่ไม่มีสนามหญ้าให้ตัด รายได้ก็แทบหายไปหมด

พ่อเป็นคนตัดผมให้ผมเอง

ทรงที่ได้ออกมาทำให้เพื่อน ๆ ตั้งฉายาว่า "Slick Bean"

ผมไม่ค่อยชอบมันนัก


ผมเป็นเด็กขี้เหงามาก

ทุกเย็นผมจะพาสุนัขจรจัดกลับบ้าน หวังว่าสักวันพ่อจะยอมให้เลี้ยง

สุดท้ายพ่อก็ยอม

แต่ดันเป็นตัวที่หน้าตาน่าเกลียดที่สุดในบรรดาทั้งหมด

แน่นอน...

สำหรับผม มันกลับเป็นหมาที่ดีที่สุดในโลก

No comments: