Thursday, 2 April 2015

Superstar

"Superstar"
แต่งโดย-Leon Russell, Bonnie Bramlett
โปรดิวเซอร์-Jack Daugherty
สังกัด-A&M
อัลบั้ม-Carpenters (1971)
-------------------------------
Long ago and oh so far away นานแสนนานมาแล้ว.....และโอ...ไกลแสนไกล
I fell in love with you before the second show ฉันหลงรักคุณเข้าเต็มเปาก่อนการแสดงรอบที่สอง
Your guitar, it sounds so sweet and clear เสียงกีต้าร์ของคุณนั้น มันช่างแสนหวานและกระจ่างชัด
But you're not really here แต่บัดนี้,จริงๆแล้วคุณไม่ได้อยู่ที่นี่
It's just the radio มันเป็นเพียงแค่เสียงเพลงจากวิทยุเท่านั้น
[Chorus:]
Don't you remember you told me you loved me baby คุณจำไม่ได้หรอกหรือที่คุณบอกว่ารักฉันน่ะที่รัก?
You said you'd be coming back this way again baby ตอนนั้นคุณพูดว่าคุณจะกลับมาทางนี้อีกครั้ง....จำได้หรือไม่?
Baby, baby, baby, baby, oh, baby, I love you I really do
ที่รัก,ที่รัก,ที่รัก,ที่รัก...โอ้ที่รัก ฉันรักคุณเหลือเกิน....
Loneliness is a such a sad affair ความเดียวดายมันช่างแสนเศร้า
And I can hardly wait to be with you again ฉันแทบรอต่อไปไม่ไหวแล้วที่จะได้อยู่กับคุณอีกครั้ง
What to say to make you come again จะพูดอย่างไรดีให้คุณมาที่นี่อีก
Come back to me again กลับมาหาฉันอีกครั้ง.....
And play your sad guitar และเล่นกีต้าร์เสียงเศร้าๆตัวนั้นของคุณให้ฉันฟังอีกที.....
------------
เมื่อริชาร์ด คาร์เพนเตอร์ได้ยินเพลง "Superstar" จากเสียงร้องของ Bette Midler ในรายการ Tonight Show เขาแทบจะรอไม่ไหวที่จะเรียบเรียงและบันทึกเสียงเพลงนี้ ริชาร์ดคิดว่ามันช่างเหมาะเจาะกับเสียงร้องของน้องสาวของเขา-คาเรน คาร์เพนเตอร์
แต่คาเรนเมื่อเห็นเนื้อเพลงแล้วกลับไม่คิดเช่นนั้น เธอสงสัยว่าพี่ชายของเธอจะเสียสติไปแล้วที่จะให้เธอร้องเพลงเกี่ยวกับกรุ๊ปปี้ (Groupie--กลุ่มแฟนเพลงสาวๆที่ติดตามร็อคสตาร์อย่างทุ่มกายถวายรัก) ที่โหยหาอยากจะนอนกับร็อคสตาร์ มันเป็นอะไรที่ไม่เข้ากับอิมเมจสาวหวานแสนสุภาพของเธอและ Carpenters เอาเสียเลย
แต่ริชาร์ดก็ยังยืนยันว่ามันคือเพลงที่ใช่ และการเปลี่ยนเนื้อเพลงแค่คำเดียวจาก "I can hardly wait to sleep with you again" เป็น "be with you again" ก็ทำให้เพลง Superstar ถูกขยับเรตเข้าไปในช่วงที่แฟนเพลงน่ารักๆของ Carpenters รับได้ทันที
ริชาร์ดเรียบเรียง Superstar อย่างสุดฝีมือ (เขาได้เข้าชิงแกรมมี่จากการเรียบเรียงเพลงนี้) เสียงโอโบในช่วงอินโทรให้อารมณ์ถวิลหาและเสียงประสาน,ฮอร์น และเครื่องสายวงเล็กในช่วงคอรัสก็ทำให้มันกลายเป็น epic song ไปอย่างมหัศจรรย์ ทุกอย่างสอดประสานรองรับการเสียงร้องที่หวานเศร้าและสมบูรณ์แบบอันถ่ายทอดด้วยความนิ่มนวลดุจกำมะหยี่ของคาเรน เธอร้องเพลงนี้เป็นครั้งแรกด้วยการอ่านเนื้อเพลงที่ริชาร์ดปรับปรุงใหม่และเขียนไว้บนกระดาษเช็ดปาก และริชาร์ดก็ไม่ต้องการเทคที่ 2 เพราะมันสมบูรณ์แบบแล้วในความเห็นของเขา เทคแรกและเทคเดียวของเสียงร้องจากคาเรนจึงเป็นสิ่งที่เราได้ยินในเพลงของ Carpenters ในทุกวันนี้
'Superstar' เป็นเพลงแรกในหน้าสองของอัลบั้มที่สามของ Carpenters ที่ใช้ชื่อเดียวกับวงและออกมาในปี 1971 พวกเขาตัดมันออกเป็นซิงเกิ้ลที่สามจากอัลบั้มด้วย เพลงนี้แต่งโดย Leon Russell และ Bonnie Bramlett ศิลปินแรกที่นำไปร้องคือ Delaney & Bonnie โดยใช้ชื่อเพลงว่า Groupie (Superstar) ศิลปินอื่นๆที่นำไปร้องโด่งดังก็มี Bette Midler (ดังกล่าวด้านบน), Cher และ Rita Coolidge รวมทั้ง Sonic Youth ในอีกหลายปีถัดมา ในอัลบั้มทริบิวต์แด่ Carpenters 'If I Were A Carpenter'
หลังจากเปรียบเทียบในหลายๆเวอร์ชั่นของ Superstar ผมขอฟันธงอย่างไม่ฟังเสียงใครว่า เสียงร้องของคาเรนมีศักยภาพสูงสุดที่สุดที่จะทำให้ซุปตาร์คนนั้นใจอ่อนและย้อนกลับมาเล่นกีต้าร์เสียงหวานให้เธอฟังอีกครั้ง และ... be with her again...^^

Tuesday, 31 March 2015

Doraemon and April Fool's Day

วันโกหกและเรื่องซึ้งๆของโนบิตะและโดราเอม่อน
-------------------------
ในวันโกหกแห่งโลก... 1 เมษายนปีนึง โนบิตะแกล้งไจแอนด์ด้วยการหลอกเขาอย่างสนุกสนาน
พอไจแอนท์จับได้และทำท่าจะ"อัด"เค้าตามสไตล์ของเค้า โนบิตะก็บอกไจแอนท์ว่าไม่ได้นะ นี่มัน April Fool's Day ใครๆเค้าก็โกหกกันทั้งนั้น ไจแอนท์แค้นจัดทีทำอะไรไม่ได้ แต่ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็กลับมาพร้อมกับปฏิทินอันใหญ่และชี้ให้โนบิตะเห็นว่าเค้าจำผิด วันนี้เป็นวันที่2เมษายนต่างหาก โนบิตะไม่มีสิทธิโกหกเขาในวันนี้ ไจแอนท์จึงจัดการ"อัด"นายแว่นซะน่วม
เมื่อจบพิธีการอัด ไจแอนท์ยิ้มชั่วๆและบอกโนบิตะว่า "เสียใจด้วยนะ ฉันโกหกนายว่ะ จริงๆวันนี้ก็ 1 เมษาอย่างนายว่านั่นแหละ"
ครับ นั่นเป็นตอนนึงของโดราเอม่อนที่พูดถึงเรื่องวันโกหก
ต่อไปเป็นเรื่องซึ้งๆจากคุณ mayawiz (เมย์วี่เด๊ส) ที่เขียนไว้เมื่อ ๓ ปีก่อน เชิญอ่านได้ พร้อมซับ...น้ำตา
(ผมแก้ไขคำผิดนิดและปรับบางถ้อยคำนิดหน่อยจาก original article)
(เรียงเรียงจาก http://mayawiz.exteen.com/)
-----------------------
พอถึงวันนี้ทีไร ก็จะนึกถึงโดราเอม่อนตอนนึง
เป็นตอนที่เกี่ยวกับตอนจบ(ครั้งแรก)ของโดราเอม่อน
ที่โดราเอม่อนจะกลับอนาคต แล้วโนบิตะโวยวายไม่อยากให้กลับ
แต่สุดท้ายโนบิตะก็ทำใจได้ เพราะเจอตุ๊กตาล้มลุก แล้วนึกถึงคำย่าสอน
"ไม่ว่าจะเจอเหตุการณ์อะไรก็ขอให้ลุกขึ้นสู้ เหมือนดังตุ๊กตาล้มลุกตัวนี้"
ทำให้โนบิตะตัดสินใจที่จะบอกลาโดราเอม่อน แล้วเลี้ยงส่ง
แต่ในคืนนั้นเอง โดราเอม่อนกับโนบิตะก็นอนไม่หลับเลยออกไปเดินเล่น
โนบิตะพูดกับโดราเอม่อนว่า
"ไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอกนะ โดราเอม่อน ไม่ว่าเรื่องไหนๆ การบ้าน หรือเรื่องอื่นๆ ฉันจะพยายาม"
"เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงฉันหรอก นายกลับไปอนาคตไปอย่างสบายใจเถอะ"
ดูฉากนี้แล้วผมร้องไห้ รู้สึกได้ว่าโนบิตะเติบโตขึ้นมาก
โดราเอม่อนที่ได้ยินก็ร้องไห้แล้วขอตัวไป
ระหว่างนั้นไจแอ้นท์ก็โผล่มา แกล้งโนบิตะเหมือนเดิม
โนบิตะก็กำลังจะตะโกนเรียกโดราเอม่อนแต่ก็ต้องชะงัก
เขาสัญญากับโดราเอม่อนแล้วนี่นา ว่าไม่ว่าอย่างไรเขาจะจัดการเรื่องของตัวเอง..
โนบิตะพยายามลุกขึ้นสู้กับไจแอ้นท์นับครั้งไม่ถ้วน
แต่ไม่ว่ากี่ครั้ง โนบิตะก็ไม่ร้องเรียนหาโดราเอม่อนเหมือนเช่นเดิมๆ
เป็นฉากที่ประทับใจมาก
โนบิตะลุกขึ้นสู้ เจ็บแค่ไหนก็ลุกขึ้นสู้
จนกระทั่งโดราเอม่อนเป็นห่วงและออกตามหาโนบิตะ
มาเจอโนบิตะตอนกำลังไล่ไจแอ้นท์กลับไปได้
โดราเอม่อนหอบร่างบาดเจ็บของโนบิตะกลับบ้าน
โนบิตะพึมพำว่า
"เห็นมั้ยโดราเอม่อน ฉันทำได้แล้ว ฉันไม่ต้องมีโดราเอม่อน ฉันก็อยู่ได้"
โดราเอม่อนที่ได้ยินก็ร้องไห้ตลอดทาง
ผมที่ดูฉากนั้น ก็ได้รู้สึกโนบิตะเติบโตแล้วจริงๆ
จนกระทั่งคืนนั้นเอง โดราเอม่อนก็กลับไปยังอนาคต
ทิ้งเพียงโนบิตะที่หลับบนฟูกนอน พึมพำถึงโดราเอม่อน
เป็นตอนอวสานตอนแรกของโดราเอม่อนที่ถูกสั่งให้จบ ตอนสมัยพิมพ์ครั้งแรกครับ
สำหรับผมมันเป็นตอนจบที่ประทับใจมาก อ่านตอนเด็กๆ ก็ร้องไห้เลย
รู้สึกเลยว่าโนบิตะนี่เติบโตขึ้นจริงๆ เขาสามารถยืนยันได้แม้กระทั่งจะไม่มีโดราเอม่อนแล้วก็ตาม
โดราเอม่อนก็ควรจบไปแค่นี้ แต่ความนิยมในโดราเอม่อนกลับยังมีอยู่
ก็เลยกลับมาในอีกตอนคือตอน ยาโกหก 800
หลังจากที่โดราเอม่อนกลับไปแล้วโนบิตะก็ซึมเศร้า ไม่พูดไม่ร่าเริง
จนกระทั่งแม่โนบิตะ บอกว่า สัญญาไว้กับโดราเอม่อนไว้แล้วไม่ใช่หรือ
โนบิตะนึกถึงคำสัญญาได้ ก็ช่วยงานแม่ไปซื้อของ
ระหว่างทางก็เจอไจแอ้นท์
ไจแอ้นท์บอกกับโนบิตะว่า โดราเอม่อนกลับมาแล้วน่ะ!
สร้างความดีใจให้กับโนบิตะมาก
โนบิตะรีบวิ่งกลับไปบ้าน ถามแม่ว่าโดราเอม่อนกลับมาแล้วเหรอ
ขึ้นไปหาบนห้อง แต่หาไม่เจอ ก็คิดไปว่าโดราเอม่อนก็ต้องเซอร์ไพร์สแน่ๆ
โนบิตะแคะกระปุกออมสินออกมาว่าจะไปซื้อโดรายากิให้โดราเอม่อน
ระหว่างทางกลับจากการซื้อโดรายากิ
โนบิตะเห็นหลังโดราเอม่อนไหวๆ ก็วิ่งตามไปด้วยความคิดถึง
ปรากฎว่า
เป็นแผนแกล้งของพวกไจแอ้นท์ ซึเนโอะ ที่โกหกโนบิตะว่าโดราเอม่อน
เพราะวันนี้เป็นวัน April Fool's Day
โนบิตะเสียใจมากที่โดนหลอก โกรธมาก
และกลับมาที่ห้อง หยิบกล่องที่โดราเอม่อนให้ไว้ตอนกลับ
เป็นกล่องที่โดราเอม่อนใส่ของวิเศษไว้ ใช้ได้แค่ครั้งเดียว
โนบิตะเสียใจมาก จนเปิดกล่องปรากฎว่าเป็นยาโกหก 800
สิ่งที่พูดไปจะเป็นสิ่งที่โกหกเสมอ
โนบิตะกลับไปแก้แค้นไจแอ้นท์และซึเนโอะทันที
แต่ทว่า หลังจากการแก้แค้นแล้ว
โนบิตะก็พบว่าแก้แค้นแล้ว ก็ยังไม่สามารถทำให้โดราเอม่อนกลับมาได้..
โนบิตะจึงได้ยกเลิกสิ่งที่พูดมาทั้งหมด
เดินกลับบ้านไปอย่างเงียบๆ
แม่โนบิตะเข้ามาถามว่า เจอโดราเอม่อนมั้ย
โนบิตะได้แต่ตัดเพ้อว่า
"โดราเอม่อนไม่มีวันกลับมาหาเขา"
จนกระทั่งโนบิตะเปิดประตู
ได้พบกับ..
บุคคลนั้น..
โดราเอม่อน!!!
ท่ามกลางความงง ความสับสน โนบิตะกับโดราเอม่อนต่างก็ร้องไห้ด้วยความยินดีที่ได้กลับมาเจอกัน
โนบิตะได้แต่สงสัยว่า ทำไม โดราเอม่อนจึงบอกว่าเป็นผลของยาโกหก 800
โนบิตะร้องไห้โฮ
"ไม่ดีใจเลย"
"นับจากนี้ไปชั่วชีวิต ฉันจะไม่อยู่กับโดราเอม่อนอีกแล้ว"
"ฉันเกลียดโดราเอม่อนที่สุด"
ถึงแม้สิ่งที่พูดจะไม่ตรงกับใจของโนบิตะ แต่ฉากในอนิเมก็ช่างสื่อให้ถึงมิตรภาพความรักของสองคนได้ดีจริงๆ
ตอนจบ จบลงโดยที่ ไจแอ้นท์ กับซึเนโอะ มาขอโทษโนบิตะ
ทุกคนต่างดีใจที่ได้เจอโดราเอม่อน

สำหรับผม..
ตอนนี้เป็นตอนที่ดีมากๆ ดีที่สุดของโดราเอม่อน
เป็นอะไรที่ไม่คิดว่าการ์ตูนสำหรับเด็กอย่างโดราเอม่อนจะทำผมร้องไห้จริงๆ
ขนาดผมรู้เรื่องหมดแล้ว มาดูอีกรอบก็อดร้องไห้ไม่ได้จริงๆ
สำหรับคนที่อยากดูแบบอนิเม
สามารถดูได้ผ่าน Link นี้ครับ
http://www.veoh.com/watch/v197802445yckZFYe…
ไม่มีซับนะครับ แต่ดูแค่ภาพก็ซึ้งแล้ว

Monday, 30 March 2015

Penny Lane

• ตำนาน Penny Lane
(Lennon-McCartney) 2:57
----------------------------------------------------
• ผู้แต่ง--พอล
• นักดนตรี
พอล-ร้อง,เบส,คีย์บอร์ด
จอห์น-ริธึ่มกีต้าร์,ร้องสนับสนุน,ฮาร์โมเนี่ยม(?),เปียโน,ปรบมือ และ คองก้า
จอร์จ-ร้องสนับสนุน,เพอร์คัสชั่น(?)
ริงโก้-กลอง,แทมโบรีน,ทิวบูลาร์ เบลล์,เพอร์คัสชั่น
จอร์จ มาร์ติน-เปียโน,ปรบมือ
เดวิด เมสัน-ปิ๊คโคโล่ ทรัมเป็ต
พี. กู๊ดดี้, เรย์ สวินฟิลด์, เดนนิส วอลตัน, แมนนี่ วินเตอร์ส-ฟลุ๊ท,พิคโคโล่
ลีออน คาลเวิร์ต,ดันแคน แคมป์เบลล์, เฟรดดี้ เคลย์ตัน, เบิร์ต คอร์ตลีย์-ทรัมเป็ต,ฟลูเกิ้ลฮอร์น
ดิ๊ก มอร์แกน, ไมค์ วินฟิลด์-โอโบ,อิงลิชฮอร์น
แฟรงค์ คลาร์ค-ดับเบิ้ลเบส
• บันทึกเสียง
ที่แอบบี้โร้ดในวันที่ 29-30 ธันวาคม 1966 (สตูดิโอ 2) / 4 มกราคม-6 มกราคม1967 (สตูดิโอ 2) / 10 และ 12 มกราคม 1967 (สตูดิโอ 3) / 17 มกราคม 1967 (สตูดิโอ 2)
• จำนวนเทคทั้งหมด: 9
• การมิกซ์:
ที่แอบบี้โร้ดในวันที 29-30 ธันวาคม 1966 (สตูดิโอ2) / 9 มกราคม 1967 (สตูดิโอ 2) / 12 มกราคม 1967 (สตูดิโอ 3) / 17มกราคม1967(สตูดิโอ2) / 25 มกราคม1967(สตูดิโอ1)
• ทีมงานด้านเทคนิค
โปรดิวเซอร์: จอร์จ มาร์ติน
ซาวนด์ เอ็นจิเนียร์: เจฟฟ์ เอเมอริค
ผู้ช่วยเอ็นจิเนียร์:ฟิล แมคโดนัลด์
-------------------------
• จุดกำเนิด
Penny Lane เปรียบเสมือนคำตอบของพอลต่อเพลง Strawberry Fields Forever ของจอห์น ทั้งสองเพลงนี้ซึ่งต่างก็เป็นเพลงที่เพรียกหาความทรงจำในวัยเยาว์ได้สร้างสรรค์รูปแบบของความสมบูรณ์แบบในศิลปะของเพลงป๊อบ Penny Lane เป็นชุมชนในลิเวอร์พูลอันมีถนนและสถานีรถประจำทางตัดผ่านซึ่งพอลเคยใช้มันในการเดินทางไปหาจอห์นที่บ้าน "ผมอาศัยอยู่ที่ Peny Lane บนถนนที่มีชื่อว่า New Castle Road ดังนั้นผมจึงเป็นบีทเทิลคนเดียวที่อาศัยอยู่ที่ Penny Lane" จอห์นอธิบายเรื่องนี้ไว้ในปี 1980 หลังจากนั้นเขาก็ย้ายจากตรงนั้นไปอยู่ที่ Woolton... และสุดท้าย เป็นพอลที่เป็นคนอุทิศเพลงให้สถานที่นี้ เขาได้เฝ้าครุ่นคิดถึงหัวข้อนี้ตั้งแต่ปี 1965 และเขาก็ได้นำมันมาใช้เมื่อพอลกำลังค้นหาไอเดียใหม่ๆสำหรับอัลบั้มต่อไป พอลเขียนเพลงนี้ที่บ้านใหม่ในแบบวิคตอเรียนของเขาที่ Cavendish Avenue ในละแวกที่เรียกกันว่า St. John's Wood
ขณะที่จอห์นได้ไล่เรียงชื่อสถานที่ที่เขาเติบโตขึ้นมาในเนื้อเพลงดั้งเดิมของ "In My Life" พอลกลับคิดถึงตัวละครต่างๆในเพลง Penny Lane ไม่ว่ามันจะเป็นตัวละครสมมุติหรือมีชีวิตจริงก็ตาม ตัวอย่างเช่น ช่างตัดผมชื่อ Bioletti นั้นมีอยู่จริง, สถานีดับเพลิงก็อยู่ใกล้ๆ,มีธนาคารอยู่ที่หัวมุม--แม้ว่าตัวละครที่ เป็นนายธนาคารจะเป็นการสร้างจากจินตนาการของพอลก็ตามที--และก็มีการขายดอกป๊อบปี้กันทุกปีในช่วงเวลาของ Remembrance Day (11 พ.ย.) "Blue Suburban Skies" เป็นการใช้วิสัยทัศน์ในแบบกวีและกึ่งไซคีดีลิกปนนิยายปรัมปราในการวาดภาพชุมชนนี้, ซึ่งจะว่าไปก็ค่อนข้างจะเป็นอะไรที่ธรรมดาๆ
จอห์นช่วยพอลแต่งในท่อนที่สาม และทั้งคู่ก็สนุกสนานกันในการใส่เดอร์ตี้โจ๊กเล็กๆลงไป: four of fish and finger pie พอลอธิบายเรื่องนี้ไว้ในปี 1967 "คนทั่วไปจะไม่เก็ท แต่ "finger pie" มันเป็นมุกตลกเล็กๆสำหรับเด็กลิเวอร์พูลที่ชอบอะไรซกมกสักหน่อย"
-------------------------------------------
• ขั้นตอนการผลิต (Production)
เซสชั่นแรกของ Penny Lane เริ่มขึ้นในวันที่ 29 ธันวาคม 1966 พอลต้องการสุ้มเสียงที่สะอาดมากๆ จากการที่เขาได้รับอิทธิพลจากงานบันทึกเสียงทางฝั่งอเมริกาอย่างเช่นใน Pet Sounds ของ The Beach Boys โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเพลง "God Only Knows" เพลงที่พอลคิดว่ามันเป็นหนึ่งในเพลงที่งดงามที่สุดที่เคยมีการประพันธ์กันมา (จวบจนทุกวันนี้) พอลนั่งเล่นเปียโนอยู่คนเดียวและใช้เวลาหกเทคในการสร้างเบสิกแทร็ค จากนั้นเขาก็ใส่เสียงเปียโนหลังที่สองลงไป,ส่งมันผ่านแอมป์ Vox พร้อมกับใส่ vibrato และ reverb และยังมี honky tonk piano อีกหลังหนึ่งทับซ้อนลงไปอีก ริงโก้เล่นแทมโบรีน สุดท้ายพวกเขาใส่เสียง harmonium ผ่านแอมป์ Vox บวกกับเสียงเพอร์คัสชั่นเข้าไปเป็นอันเสร็จสรรพสำหรับวันแรก วันต่อมา พอลอัดเสียงร้องนำของเขาโดยมีจอห์นร้องประสาน วันนี้พวกเขาชะลอเทปที่อัดลงเล็กน้อย ทำให้ตอนนำมาเล่นกลับเสียงร้องของเขามี pitch ที่สูงขึ้น
ในวันที่ 4 มกราคม 1967 หลังจากจอร์จและจอห์นพยายามเล่นลีดกีต้าร์และเปียโนลงไปในเพลงแต่ได้ผลไม่เป็นที่พึงพอใจ,พอลก็อัดเสียงร้องของเขาลงไปใหม่ และเขาก็ร้องใหม่อีกครั้งในวันต่อมา ส่วนวันที่ 6 มกราคม พอลอัดเสียงเบสไลน์อันลือลั่นของเพลงนี้ด้วย Rickenbacker 4001S โดยมีจอห์นเล่นกีต้าร์ริธึ่มและคองโก้คลอไป ริงโก้ตีกลอง เจฟฟ์ เอเมอริคใช้เทคนิค compress เพลงทั้งเพลงอย่างหนักและอัดเสียงด้วยเทปที่เดินช้ากว่าปกติอีกครั้ง ในเทค 7 จอห์นและจอร์จ มาร์ตินเล่นเปียโนและปรบมือลงไป และสุดท้าย จอร์จ แฮริสัน,จอห์น และ พอล อัดเสียงร้องสนับสนุน
ต่อมาพอลขอให้จอร์จ มาร์ตินเขียนสกอร์สำหรับเครื่องเป่าทองเหลืองและเครื่องเป่าไม้ให้หน่อย และมาร์ตินก็จัดให้ดังนี้ ฟลุ๊ตสี่ตัว, ทรัมเป็ตสอง, พิคโคโล่สอง และฟลูเกิ้ลฮอร์นหนึ่งตัว พวกเขาอัดเสียงเครื่องดนตรีเหล่านี้ในวันที่ 9 มกราคมในแทร็ค 2 ของเทค 9 วันต่อมาริงโก้อัดเสียงทิวบูล่าร์เบลล์ทับซ้อนลงไป และต่อมาในวันที่ 12 มกราคมก็มีการอัดเสียงทรัมเป็ตสองตัว,โอโบสองตัว,อิงลิชฮอร์นสองตัวและดับเบิ้ลเบสหนึ่งตัวลงตามไป
ระหว่างนั้นในวันที่ 11 มกราคม พอลดูทีวีในรายการของบีบีซีและได้เห็นนักทรัมเป็ตคนหนึ่งเล่นเพลง Brandenburg Concerto no.2 ของ Bach แล้วรู้สึกประทับใจ พอลรายงานความรู้สึกนี้ต่อมาร์ติน โปรดิวเซอร์หนุ่ม(ตอนนั้น)บอกเขาว่า นั่นคือ piccolo trumpet หรือบางทีก็เรียกกันว่า Bach trumpet พอลชอบเสียงของมันและมาร์ตินก็ไม่ปฏิเสธว่าพวกเขาสามารถนำมันมาใช้ในเพลงได้ และพอลก็ไม่คิดว่าจะเอาใครก็ได้มาเป่า เขาติดต่อ เดฟ เมสัน สมาชิกวง New Philharmonia Orchestra of London ที่เขาเห็นในทีวีนั่นแหละมาเป่าใน Penny Lane ในวันที่ 17 มกราคม มาร์ตินเป็นคนเขียนโน็ตจากที่พอลร้องให้ฟังและส่งต่อให้เมสันเป่า เมสันนั่งรออยู่สามชั่วโมง ก่อนที่จะเป่าโน๊ตในท่อนโซโลนั้นด้วย B-Flat Piccolo ของเขาในเทคเดียว แม้ว่าเขาจะเป่าได้สุดยอดและหมดจดปานนั้น พอลก็ยังอยากให้เมสันลองอีกสักเทค แต่มาร์ตินไม่เห็นด้วยเพราะคิดว่ามันเจ๋งแล้วและพอลก็โอเคในที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม เมสันก็ยังเป่าท่อนเล็กๆน้อยๆอีกสองส่วนซึ่งถูกนำมาใช้ในตอนท้ายเพลง(conclusion)
มิกซ์ที่ถูกเลือกจากจำนวนการมิกซ์มากมายคือมิกซ์ที่ 11 และถูกส่งไปยัง Capitol ซึ่งกำลังรอซิงเกิ้ลใหม่ของพวกเขาอยู่ แต่กระนั้นในวันที่ 25 มกราคม พวกเขาตัดสินใจว่าจะลบท่อนทรัมเป็ตตอนท้ายออกและทำการมิกซ์ใหม่เพื่อส่งไปอเมริกาอีกครั้ง แต่มันก็ช้าเกินไป Capitol ปั๊มแผ่นโปรโมจากมิกซ์ 11 นั้นมาบางส่วนแล้ว และทุกวันนี้แผ่นเหล่านั้นก็จัดเป็นของหายากของนักสะสม
ใช้เวลาสามสัปดาห์ในการโปรดิวซ์ Penny Lane แต่มันก็คุ้มค่าสำหรับผลงานที่เราได้ยิน

Saturday, 21 March 2015

ขวัญ-เรียม





"ขวัญของเรียม"
คำร้อง - ทำนอง พรานบูรพ์
--------------
เรียมเหลือทนแล้วนั่น ขวัญของเรียม
หวนคิดผิดแล้วขมขื่น ฝืนใจเจียม
เคยโลมเรียมเลียบฝั่ง มาแต่หลังยังจำ
คำที่ขวัญเคยพลอดเคยพร่ำ
ถ้วนทุกคำยังเรียกยังร่ำเร่าร้องก้องอยู่
แว่วๆแจ้วหู ว่าขวัญชู้เจ้ายังคอย
* เรียมเหลือลืมแล้วนั่น ขวัญคงหงอย
หวนคิดผิดแล้วยิ่งเศร้า เหงาใจคอย
อกเรียมพลอยนึกหน่าย คิดถึงสายน้ำนอง
** คลองที่เรียมเคยเที่ยวเคยท่อง
เมื่อเราสองต่างว่ายต่างว่องล่องไล่ไม่เว้น
เช้าสายบ่ายเย็น ขวัญลงเล่นกับเรียม
(ซ้ำ *&**)
********************
"ขวัญเรียม" หรือ "ขวัญของเรียม" เป็นเพลงไทยเก่าๆที่ไพเราะสุดๆอีกเพลงหนึ่งที่ถ้าใครได้ดูหนังเรื่องแผลเก่าก็จะยิ่งอินและซึ้งกับมันขึ้นไปอีก หนังเรื่องนี้ก็ทำกันมาหลายรอบแล้ว แต่ผมไม่เคยดูเวอร์ชั่นอีกนอกจากที่คุณเชิด ทรงศรีกำกับไว้เมื่อปี ๒๕๒๐ นำแสดงโดยคุณสรพงษ์ ชาตรี ในบท(ไอ้)ขวัญ และคุณนันทนา เงากระจ่างในบท(อี)เรียม ส่วนแผลเก่าเป็นบทประพันธ์ของ ไม้ เมืองเดิม ที่ไม่เคยดูเวอร์ชั่นอื่นๆก็เพราะฉบับของคุณเชิดนี้มันยอดเยี่ยมและตราตรึงจนทำให้ผมยอมถูกตราหน้าว่าเป็นคนใจแคบ ปิดประตูรับการตีความใหม่ๆ(และเก่ากว่า)ไปโดยสิ้นเชิง เพราะไม่อยากให้มีภาพอื่นมาเจือจางความประทับใจนี้
(ชมภาพยนตร์เต็มเรื่องได้ที่ http://youtu.be/LYIkIoGW6XE ภาพและเสียงอาจจะไม่สมบูรณ์นัก)
***********************
ขวัญเป็นลูกชายนายเขียน ผู้ใหญ่บ้านบางกะปิ เรียมเป็นลูกสาวตาเรือง อยู่คลองแสนแสบ เรียมมีพี่ชายชื่อ เริญ น้องชายชื่อ รอด ตาเรืองแพ้คดีรุกที่นาที่ผู้ใหญ่เขียนฟ้องร้อง จึงเป็นอริกับผู้ใหญ่เขียนเสมอมา แต่ขวัญกับเรียมรักกัน และแอบไปมาหาสู่เพื่อแสดงความรักกันตลอดมา ขวัญสาบานต่อเจ้าพ่อไทรว่า จะรักและซื่อตรงต่อเรียมตลอดไป ขณะนั้น ครอบครัวเรียมตามมาพบ จึงจับเรียมกลับไป ล่ามเรียมไว้ไม่ให้ไปพบกับขวัญอีก ขวัญซึ่งคิดถึงเรียมก็ลักลอบมาหา ได้พบและทำร้ายจ้อย นักเลงซึ่งสนิทกับครอบครัวเรียมและหลงรักเรียมอยู่ ตาเรืองเห็นว่า จะห้ามปรามขวัญกับเรียมไม่ได้ จึงขายเรียมให้ไปเป็นคนใช้คุณนายทองคำ เศรษฐินีม่ายในบางกอก ด้วยราคาหนึ่งร้อยบาท
คุณนายทองคำเห็นเรียมหน้าตาน่ารักและละม้ายโฉมยง บุตรสาวที่เพิ่งตาย จึงเอ็นดูและเลี้ยงเรียมเหมือนลูก เรียมจึงมีชีวิตเหมือนผู้ดีอยู่ในบางกอก เรียมยังได้พบสมชาย ลูกของพี่ชายคุณนายทองคำ ซึ่งเป็นคนรักของโฉมยง สมชายก็เหมือนคุณนายทองคำที่เมื่อเห็นเรียมก็รักใคร่ คุณนายเห็นทั้งสองสมน้ำสมเนื้อกันก็ส่งเสริม แต่เรียมยังคงรักขวัญอยู่
สามปีผ่านไป ขวัญซึ่งไร้เรียมใช้ชีวิตเหมือนรอวันตายไปวัน ๆ เข้าใจว่า เรียมไปได้ดีในบางกอกจนลืมคนเคยรักคนนี้เสียแล้ว เวลานั้น นางรวย แม่ของเรียมป่วย เรียมจึงขออนุญาตคุณนายกลับบ้านเดิมเพื่อมาเยี่ยมไข้ นางรวยเมื่อลูกสาวมาหาได้ไม่นานก็สิ้นใจ เมื่อกลับมาแล้ว เรียมได้พบกับขวัญ และแสดงให้เขาเข้าใจว่า ยังรักกันไม่เสื่อมคลาย
หลังเสร็จงานศพนางรวย สมชายมาตามเรียมกลับบางกอก เพราะคุณนายทองคำล้มป่วยลงเช่นกัน เรียมสองจิตสองใจ ใจหนึ่งไม่อยากกลับเพราะรักขวัญ ใจหนึ่งก็คิดถึงอนาคตอันรุ่งโรจน์ที่บางกอก ขณะนั้น สมชายก็พร่ำพรอดรักเรียม ขวัญแอบมาได้ยินก็โกรธจนบ้าคลั่ง เข้าทำลายเรือที่คนทั้งนั้นจะใช้ไปบางกอก ผู้คนจึงออกติดตามจับขวัญ สมชายใช้ปืนยิงขวัญตาย เรียมจึงคว้ามีดของขวัญมาเชือดคอตัวเองตายตามขวัญไป
*************************
คนแต่งเพลงนี้คือคุณ พรานบูรพ์ ซึ่งเป็นนามปากกาของคุณจวงจันทร์ จันทร์คณา (๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๔ - ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๙) ท่านแต่งไว้ตั้งแต่ปี ๒๔๘๓ เพื่อประกอบหนังเรื่องแผลเก่าฉบับดั้งเดิม ผู้ขับร้องในฉบับนี้คือคุณส่งศรี จันทรประภา (เธอแสดงเป็นเรียมในหนังด้วย) โดยมีเนื้อร้องสลับท่อนกับฉบับที่ร้องกันอยู่ในปัจจุบัน คุณบูรพา อารัมภีรเคย"รีวิว"ไว้ว่าเพลงนี้นั้น...."...บรรเลงโดยวงดนตรีบิ๊กแบนด์ทั้งเครื่องสายและเครื่องเป่าผสมผสานกันอย่างยอดเยี่ยม...ส่วนเสียงของส่งศรีนั้น ร้องจับใจนัก" อะ ลองฟังกันว่าเป็นอย่างนั้นจริงไหม
http://youtu.be/AidFysFqZag
ในฉบับหนังแผลเก่าของคุณเชิดนั้นผู้ขับร้องเพลงนี้คือคุณผ่องศรี วรนุชครับ ลองฟังกันทั้งม้วนเลยนะครับ ซาวนด์แทร็คแผลเก่า
http://youtu.be/ITcOuv_pMp4
ยังมีนักร้องชั้นนำนำ"ขวัญเรียม"มาร้องอีกมากมาย ซึ่งท่านคงจะหาฟังได้เองไม่ยากใน youtube รวมทั้งน้องแป้งร่ำใน The Voice season 2 (น้องเสียงดีมาก เสียดายที่พลาดไปในจุดเล็กๆน้อยๆจนไม่มีโค้ชคนใดหันมาเมียงมอง)
http://youtu.be/-UklAwRHqMc
อะไรที่ทำให้แผลเก่าและขวัญเรียมคงความเป็นอมตะ? อาจจะเป็นเพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องราวของสาวบ้านนาที่ลืมกำพืดและคนรักไปหลงแสงสี แต่เป็นเพราะการหักมุมในนาทีสุดท้ายที่ทำให้เธอฉุกคิดว่าอะไรและใครที่เธอรักที่สุด ซึ่งถึงตอนนั้นในหัวใจเธอก็ไม่คิดว่าจะมีอะไรที่จะไถ่โทษได้อีกนอกจากชีวิตที่ต้องสิ้นตามตกกันไป เป็นโศกนาฏกรรมที่เราคงไม่อยากแนะนำให้ลูกหลานเอาเยี่ยงอย่าง แต่ในภาพยนตร์มันซึ้งกันจนน้ำตาล้นออกมานอกโรง
**************************
ขอพ่วงเกร็ดความรู้ภาษาไทยจากครูลิลลี่ครับ
"........พูดถึงประวัติความเป็นมาของแผลเก่า ขวัญเรียมมาเสียนาน มาถึงความรู้ภาษาไทยที่จะทิ้งท้ายกันไว้ดีกว่า มีหลายคนสงสัยและถามกันว่า เคยเห็นเนื้อเพลงหลายเพลง หรือในคำกลอนโบราณหลายบท มักจะมีคำว่า “เรียม” ปรากฏอยู่ด้วย อยากรู้เหลือเกินว่า เรียม นั้น เป็น เรียม เดียวกับ เรียมนางเอกในบทประพันธ์แผลเก่าหรือเปล่า ก็ต้องบอกว่า คำว่า เรียม ในทีนี้ มิใช่เรียมนางเอกของแผลเก่านะคะ แต่เรียมนี้ เป็น สรรพนามค่ะ เป็นคำใช้แทนตัวผู้พูด สำหรับ ชายพูดกับหญิงอันเป็นที่รัก จัดเป็นสรรพนามบุรุษที่ 1 คำแปลก็คล้าย ๆ กับ เรา พี่ หรือ พี่ชาย พูดกับหญิงที่รักนั่นเองค่ะ ว่าแต่ว่าชาตินี้จะมีใครมาพูดกับคุณครูว่า “รักเธอ ลิลลี่ของเรียม” บ้างไหมหนอ .... สวัสดีค่ะ....."
ทำให้คิดว่าที่คุณไม้เมืองเดิมแต่ง"แผลเก่า"ให้พระเอกชื่อเหมือนผู้หญิงว่าขวัญแต่นางเอกกลับเป็นชื่อเรียมที่เป็นคำแทนตัวเองของผู้ชายน่าจะมีความหมายอะไรลึกซึ้งเกินกว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ...เรียมว่าอย่างนั้นนะ smile emoticon
-------------------------------------

Strangers in the Night

"Frank Sinatra : Strangers In The Night"
------------------
First released : May 1966
Expanded Remaster Edition :2010
Genre: Traditional Pop (Vocal)
Produced By : Jimmy Bowen
Arranged By : Nelson Riddle
Except “Strangers In The Night” arranged by Ernie Freeman
ต้นปี 1966 (พ.ศ. ๒๕๐๙) แฟรงค์ สินาตร้า (1915-1998) ยอดนักร้องอเมริกันฉายา “The Voice” เข้าสู่วัย 51 ปี แม้ว่าดูเหมือนจะเลยยุคทองของเขากับการบันทึกเสียงในสังกัด Capitol Records ไปหลายปีแล้ว แต่แผ่นเสียง LP ของแฟรงค์ก็ยังคงทำยอดขายให้สังกัด Reprise (ตราแผ่นเสียงส่วนตัวของเขาเอง) ได้อย่างสม่ำเสมอ เ ป็นแฟรงค์เองที่ทำให้ format LP นี้เป็นที่ยอมรับในวงการตั้งแต่กลางยุค 50’s ด้วยอัลบั้มคลาสสิกมากมาย อาทิ Songs For Swingin’ Lovers!, In The Wee Small Hours หรือ Sings For Only The Lonely
แต่ในช่วงกลางทศวรรษนี้ ทีมงานของแฟรงค์เล็งเห็นว่า “ท่านประธานแห่งบอร์ด” (อีกฉายาหนึ่งของแฟรงค์) จำเป็นต้องมีซิงเกิ้ลฮิตๆไว้ประดับบารมีซํกเพลงหนึ่ง ถึงจะพอฟัดกับศิลปินรุ่นหลังอย่าง The Beatles ได้ และเพลง Strangers in the Night ก็คือความหวังของ “พ่อตาฟ้าคนเดิม” (อีกฉายาของแฟรงค์!) และทีมงาน เดิมมันเป็นเพลงเยอรมันที่ประพันธ์ทำนองโดย Bert Kaempfert และเนื้อร้องภาษาอังกฤษแต่งโดย Charles Singleton และ Eddie Snyder ซึ่ง Jimmy Bowen โปรดิวเซอร์หนุ่มผู้รับผิดชอบงานนี้เล็งเห็นว่าน่าจะทำให้แฟรงค์เกิดอีกครั้งได้
การบันทึกเสียงเป็นไปอย่างรีบเร่งสุดขีด เพราะว่าเวอร์ชั่นของ Jack Jones ในเพลงเดียวกันนี้จะออกจำหน่ายในอีกสามวัน แต่ Bowen ก็ทำได้ หลังจากบันทึกเสียงเสร็จในวันที่ 11 เมษายนแค่ 24 ชั่วโมง Strangers in the Night ฉบับสินาตร้าก็กระหึ่มทั่วสถานีวิทยุในอเมริกา มันติดอันดับ 1 ในชาร์ตทั่วโลก และกลายเป็นเพลงดังที่สุดในชีวิตของแฟรงค์ สินาตร้า แถมยังน็อคเพลง Paperback Writer ของ Beatles ลงจากอันดับ 1 ในอเมริกาได้ด้วย ว่ากันว่าแฟรงค์สะใจนัก (เขาแสดงออกอย่างชัดแจ้งมาเสมอว่าไม่ชอบเพลงร็อค)
เสน่ห์ของเพลงนี้อยู่ตรงท้ายเพลงที่แฟรงค์ฮัมเมโลดี้ของเพลงเป็นถ้อยว่า “doo-be-doo-be-doo” และเพลงก็ fade out ไป (ถ้าท่านอยากฟังแฟรงค์ scat ยาวๆก็ต้องไปหาเวอร์ชั่นของเพลงนี้ในอัลบั้ม Nothing But The Best ที่มีความยาวกว่า original 9 วินาที) ท่อนไร้ความหมายนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการ์ตูนชื่อดัง ‘Scooby Doo’ อีกด้วย
ก่อนที่จะเป็นการรีวิวซิงเกิ้ลอย่างเดียว เรามาพูดถึงตัวอัลบั้มกันบ้าง 9 เพลงที่เหลือ บันทึกเสียงในอีก 1เดือนถัดมา โดยเป็นเพลงสแตนดาร์ดส่วนหนึ่ง และเพลงที่เกาะกระแสวงการดนตรีขณะนั้นอีกส่วนหนึ่ง ผู้ที่เข้ามากุมบังเหียนออเคสตร้า คือ เนลสัน ริดเดิล อะเรนเจอร์คู่บุญของแฟรงค์ที่ทำงานระดับมหากาฬมาด้วยกันแล้วนับไม่ถ้วน นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่ทั้งสองทำงานร่วมกัน ใน LP ชุดนี้เนลสันเปลี่ยนสไตล์การใช้เครื่องสายอันพริ้วเด่นของเขา มาใช้ออร์แกนล้อไปกับเครื่องเป่าเข้มๆแทน ซึ่งฟังแล้วก็แปลกดีแม้จะฟังแล้วไม่อมตะเท่าเสียงของกลุ่มไวโอลินอย่างที่เขาเคยทำ นี่คืออัลบั้มที่ 16 ของแฟรงค์ในสังกัด Reprise
Summer Wind เพลงประพันธ์โดย Bradlike-Mayer-Mercer ต่อมากลายเป็นเพลง “เก่ง” บนเวทีของแฟรงค์อีกเพลง นี่คือเพลงที่เยี่ยมที่สุดในอัลบั้ม แฟรงค์ร้องด้วยน้ำเสียงที่ดีที่สุดของเขา บน ท่วงทำนองที่โศกเศร้าแต่สง่างาม มันคือหนึ่งใน performance ที่น่าจดจำที่สุดในชีวิตการบันทึกเสียงอันยาวนานของเขา
All Or Nothing At All ก็ถือเป็นเพลงประจำตัวของแฟรงค์อีกเพลง เขาเคยบันทึกเสียงเพลงนี้ไว้แล้วตั้งแต่อายุแค่ 23 ปี และนี่เป็นเวอร์ชั่นที่สามของแฟรงค์ ซึ่งเขาทำมันออกมาในจังหวะสวิงคึกคักด้วยเครื่องเป่าสนุกสนานในแบบฉบับของเนลสัน
เพลงป๊อบร่วมสมัยที่เคยโด่งดังจากเสียงร้องของ Petula Clark อาจจะไม่ใช่แนวทางของแฟรงค์ แต่เขาก็เอาตัวรอดไปได้อย่างสบายๆด้วยประสบการณ์เชี่ยวกราก นักวิจารณ์บางท่านอาจจะมองว่า Downtown ของแฟรงค์ในอัลบั้มนี้เป็นเวอร์ชั่นที่น่าขันปนน่าสงสาร แต่ผมกลับคิดว่าแฟรงค์ร้องได้เฮฮาดีพอสมควร
เพลงที่เหลือเป็นเพลงเคยดังสมัยสินาตร้ายังวัยรุ่น อย่าง My Baby Just Cares For Me , You’re Driving Me Crazy และ Yes, Sir That’s My Baby ปิดท้ายด้วยเพลงเก่าจากละครเวที Jumbo ของ Rodgers and Hart “The Most Beautiful Girl In The World” ที่แฟรงค์ร้องประชันกับออเคสตร้าอย่างเร้าใจ
Strangers in the Night ฉบับ 2010 มีเพลงแถมให้สามเพลง คือ Strangers in the Night และ All or Nothing At All บันทึกจากการแสดงที่บูโดกันเมื่อปี 1985 (แฟรงค์ร้องได้เยี่ยมมากๆ) และ alternate version ของ Yes, Sir That’s My Baby สุ้มเสียงโดยรวมของอัลบั้มจัดว่าดีมากครับ
เป็นโอกาสดีที่เราจะได้มีโอกาสฟังอัลบั้มนี้กันอีกครั้ง นี่ย่อมไม่ใช่งานที่เลิศเลอที่สุดของแฟรงค์ แต่มันก็ยังเหนือชั้นกว่างานแสตนดาร์ดของนักร้องคนอื่นๆอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปี 1966 หรือปี 2010 นี้
Tracklist:
"Strangers in the Night" (Bert Kaempfert, Charles Singleton, Eddie Snyder) – 2:25
"Summer Wind" (Heinz Meier, Hans Bradtke, Johnny Mercer) – 2:53
"All or Nothing at All" (Arthur Altman, Jack Lawrence) – 3:57
"Call Me" (Tony Hatch) – 3:07
"You're Driving Me Crazy!" (Walter Donaldson) – 2:15
"On a Clear Day (You Can See Forever)" (Alan Jay Lerner, Frederick Loewe) – 3:17
"My Baby Just Cares for Me" (Donaldson, Gus Kahn) – 2:30
"Downtown" (Hatch) – 2:14
"Yes Sir, That's My Baby" (Donaldson, Kahn) – 2:08
"The Most Beautiful Girl in the World" (Richard Rodgers, Lorenz Hart) – 2:24
Bonus tracks included on the 2010 reissue:
"Strangers in the Night" - 2:14 live performance at the Budokan Hall, Tokyo, Japan, April 18, 1985
"All or Nothing at All" - 3:40 live performance at the Budokan Hall, Tokyo, Japan, April 18, 1985
"Yes Sir, That's My Baby" (Alternate Take) - 2:17