Friday, 20 March 2015

"นั่งสมาธิกับโมซาร์ต"


Mozart For Meditation
(เขียน : 2548)
-------
Classical Records To Live For สำหรับผมคงจะมีไม่กี่แผ่น และนักฟังคลาสสิกมืออาชีพอาจจะหัวเราะก๊ากที่มันมีงาน"รวมฮิต"ชุดนี้อยู่ด้วย ช่วงประมาณปีกลางยุค 90's Philips records ได้ออกงานประเภท Mozart for นู่น In นี่ มาหลายแผ่น เช่น โมซาร์ทสำหรับกาแฟยามเช้า โมซาร์ทตอนเที่ยงคืน โมซาร์ทสำหรับพัฒนาสมอง โมซาร์ทสำหรับการวางแผนฆาตกรรม (ล้อเล่น) ผมก็ซื้อเก็บไว้สามสี่แผ่น แต่ที่สุดยอดที่สุดคือแผ่นนี้ครับ Mozart For Meditation หรือโมซาร์ทสำหรับประกอบการนั่งสมาธิ
แม้ชื่ออัลบั้มและจุดประสงค์ของคนรวมเพลงจะให้เอาไว้ฟังตอนนั่งสมาธิ แต่เนื่องจากผมเป็นคนสมาธิดีอยู่แล้วจึงไม่เคยนำมันไปใช้ในการนั้น
ส่วนใหญ่ผมจึงใช้มันเปิดเวลาต้องการ relax หรืออยากได้อารมณ์ chill out มากกว่า 11 แทร็คในอัลบั้มนี้เป็นเพลงในท่วงทำนองเชื่องช้า (Adagio, Andante, Larghetto) หนักไปทางคอนแชร์โต (เดี่ยวเครื่องดนตรีประชันกับออเคสตร้าวงใหญ่) แต่งดงามราวกับประพันธ์และบรรเลงโดยเหล่าทวยเทพบนสรวงสวรรค์ นี่ไม่ได้เสกสรรปั้นแต่ง ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ
ที่สำคัญ performer ที่มาบรรเลงในอัลบั้มก็ไม่ใช่ระดับเกรดบีโนเนม ผู้ที่พอจะคุ้นกับงานเพลงคลาสสิกมาบ้างก็คงคุ้นกับชื่ออย่าง Arthur Grumiaux (Violin), Mitsuko Uchida (piano) หรือ Alfred Brandel (piano)
คนที่ชอบฟังเพลงนิวเอจอย่าง Enya, Yanni, Kitaro น่าจะลองฟังงานชุดนี้ดู โมซาร์ทอาจจะกลายเป็นศิลปินนิวเอจคนใหม่ของคุณ และผมเชื่อว่าพระเจ้าเท่านั้นที่ทำให้โมซาร์ทคิดเมโลดี้งามๆออกมาได้พรั่งพรูขนาดนั้นในทุกๆบทประพันธ์ของเขา ซึ่งมันก็โชว์ออกมาให้เห็นในทุกแทร็คของ Mozart For Meditation.. จะรีรออะไรอีกเล่า ได้โปรดไปหามาฟังกันเสีย (ซีดีชุดนี้น่าจะแจกเสื่อหรือพรมสำหรับนั่งสมาธิด้วยนะ...)
----------
ลองฟังได้ที่
----------------------
1. Concerto for Flute and Orchestra No. 1 in G
Composed by Wolfgang Amadeus Mozart
with Irena Grafenauer
Conducted by Neville Marriner
2. Concerto for Piano and Orchestra No. 23 in A
Composed by Wolfgang Amadeus Mozart
with Stephen Kovacevich
Conducted by Colin Davis
3. Concertos for Horn and Orchestra
Composed by Wolfgang Amadeus Mozart
with Peter Damm
Conducted by Neville Marriner
4. Symphony No. 31, "Paris" in D
Composed by Wolfgang Amadeus Mozart
Conducted by Neville Marriner
5. Concerto for Piano and Orchestra No. 15 in B flat
Composed by Wolfgang Amadeus Mozart
Performed by English Chamber Orchestra with Mitsuko Uchida
Conducted by Jeffrey Tate
6. Concerto for Violin and Orchestra No. 4 in D
Composed by Wolfgang Amadeus Mozart
with Arthur Grumiaux
Conducted by Colin Davis
7. Serenade No. 12 in C minor
Composed by Wolfgang Amadeus Mozart
Performed by Holliger Wind Ensemble
8. Concerto for Flute, Harp and Orchestra in C
Composed by Wolfgang Amadeus Mozart
with Irena Grafenauer, Maria Graf
Conducted by Neville Marriner
9. Concerto for Piano and Orchestra No. 27 in B flat
Composed by Wolfgang Amadeus Mozart
with Alfred Brendel
Conducted by Neville Marriner
10. Symphony No. 34 in C
Composed by Wolfgang Amadeus Mozart
Conducted by Neville Marriner
11. Fantasia in D minor
Composed by Wolfgang Amadeus Mozart
with Mitsuko Uchida
--------

"เสียงสวรรค์สร้าง ร้องเพลงตำนานโซล"


Aaron Neville: Bring It On Home, The Soul Classics
-----------
(เขียนไว้เมื่อปี ๒๕๕๐)
ป๋าล่ำลูกคอเป็นลอน เอรอน เนวิลล์อยู่ในวงการมาช้านาน เขาเป็นนักร้องที่มีเสียงเป็นเอกลักษณ์ที่สุดคนหนึ่ง ใครชอบก็คงเรียกได้ว่าเป็นเสียงสวรรค์ แต่ใครทนลูกคอหรือเสียงหลบของท่านไม่ไหวก็คงแทบเสียสติไปเช่นกัน ผมรู้จักเนวิลล์ครั้งแรกก็จากอัลบั้มของลินดา รอนสตัดท์ที่เขาไปร้องคู่ด้วยในแผ่น Cry Like A Rainstorm ที่เป็นงานป๊อบโวคัลที่เยี่ยมที่สุดชุดหนึ่ง จึงเริ่มมาตามงานเดี่ยวของเขาในยุคหลัง เนวิลล์เป็นคนที่ร้องเพลงได้หลายแบบทั้งโซล ริธึ่มแอนด์บลูส์ ที่เป็นของถนัด หรือจะเป็นค้นทรี่ ร็อคแอนด์โรลเขาก็ยังทำได้ ดีซะด้วย แต่พอมาร้องแนวแจ๊สแสตนดาร์ดล้วนๆอย่างในอัลบัม Nature Boy กลับฟังดูทะแม่งๆนะ
แผ่น Bring It On Home นี้เนวิลล์งัดเพลงโซลคลาสสิคล้วนๆ 13 เพลงออกมาตีความใหม่ ดูชื่อเพลงก็จะเห็นว่าเป็นเพลงดังที่มีคนนำมาร้องกันแล้วเป็นร้อยๆเวอร์ชั่น การเอาเพลงดังอย่างนี้มาร้องก็เหมือนดาบสองคม ได้ความคุ้นหูและคุณภาพของเพลงที่รับประกันได้ แต่ก็ยากที่จะสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆออกมาได้อีก
แต่เนวิลล์ทำได้ครับ
ต้องบอกอีกนิดว่าชุดนี้เป็นงานเพลงที่ป๋าอ้อนของเราเลือกสรรมาร้องเพื่อเป็นกำลังใจแก่ผู้ประสบภัยจากพายุแคทรีนาในนิวออร์ลีนส์ ซึ่งก็มีทั้งเพื่อนและญาติพี่น้องของป๋าเองอยู่ด้วย เนื้อเพลงอาจจะไม่ได้สื่อโดยตรง แต่ก็มีความหมายลึกๆที่เกี่ยวข้องถึง จุดนี้ทำให้บทเพลงในชุดนี้ทรงคุณค่าขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ตั้งแต่เพลง Rainy Night In Georgia,Ain't No Sunshine,Let's Stay Together,A Change Is Gonna Come(เพลงนี้เหมาะมากๆกับสถานการณ์) หรือแม้กระทั้ง When A Man Loves A Woman ที่กลายเป็นเพลงที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเพลงรักหวานธรรมดา โดยเฉพาะประโยค sleep out in the rain....
การร้องของเนวิลล์ชุดนี้ก็เปลี่ยนไป ป๋าอ้อนใช้น้ำเสียงที่เข้มแข็งขึ้นอย่างจงใจ ลดเสียงหลบที่เป็นเทรดมาร์คของเขาลงไปบ้าง (แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มี) ผมชอบนะการร้องแบบนี้ของเนวิลล์ การเรียบเรียงดนตรีทำได้แตกต่างและมีคลาสแต่ก็ไม่หวือหวาจนน่าประหลาด เพลงที่เนวิลล์ร้องได้ดีมากๆคือเพลงโคตรคลาสสิคของเบน อี คิง Stand By Me ที่ผมคิดว่าแฟนคลับเพลงนี้ (ท่านอาจจะทราบว่ามีแฟนคลับระดับโลกเฉพาะของคนที่ชอบเพลงนี้อยู่ คือมันเป็นเพลงที่ถูกนำมาร้องกันมากขนาดนั้น) คงจะยินดีต้อนรับเวอร์ชั่นนี้ของป๋าเข้าสู่อ้อมกอด เดวิด แซนบอร์นมาร่วมให้เสียงอัลโตแซ็กที่บาดวิญญาณเหมือนเคยใน People Get Ready ของเคอร์ติส เมย์ฟิลด์ (ป๋ายังเลือกอีกเพลงของเคอร์ติสมาร้องคือ It's All Right ที่เป็นโซลชื่นมื่นเหลือเกิน) ส่วนสุดหล่อคริส บอตติมาเป่ามิวต์ทรัมเป็ตเหงาใน Rainy Night In Georgia....
ถ้าคุณอยากรู้จักเพลงโซลบัลลาดระดับคลาสสิกด้วยการตีความของตำนานที่ยังมีชีวิต ก็ต้องซื้อแผ่นนี้ล่ะครับ
(ออกมาตั้งแต่กันยาปีก่อนแล้ว)

The List


"The List : โพย / เพลง / พ่อ"
----------
(เขียน:2552)
โรแซนน์ แคช คือลูกสาวคนโตของจอห์นนี่ แคช ตำนานแห่งดนตรีคันทรี่อเมริกันผู้ล่วงลับไปเมื่อหกปีก่อน The List คืออัลบั้มแรกของเธอที่เป็นเพลง cover ทั้งหมด แต่มันไม่ใช่เพลง cover ธรรมดา ในปี 1973 เมื่อเธออายุ 18 ปี จอห์นนี่รู้สึกไม่สบายใจที่ลูกสาวคนโตของเขาไม่ค่อยใส่ใจกับเพลงคลาสสิกอเมริกันเอาเสียเลย (เธอกำลังอินกับเพลงของ Beatles และพวก Southern California Rock+Pop ทั้งหลาย) จอห์นนี่เลยเขียนลิสต์ "100 เพลงคันทรี่สำคัญ" ให้เธอ และบอกว่านี่คือบทเรียนที่เธอควรจะเรียนรู้เพลงเหล่านี้ทั้งหมด
โรแซนน์เล่าไว้ในเว็บไซต์ของเธอไว้อย่างน่าฟังว่า ถ้าพ่อเธอเป็นนักต่อสู้ป้องกันตัว เขาอาจจะกระซิบบอกเคล็ดลับบางอย่างในการต่อสู้ให้เธอ ถ้าพ่อเธอเป็นหมอผ่าตัด เขาอาจจะพาเธอเข้าห้องผ่าตัดและชี้ให้ดูเส้นโลหิตและอวัยวะต่างๆ หรือถ้าเขาเป็นนักธุรกิจใหญ่ เขาก็อาจจะพาชมจักวรวรรดิของเขาและบอกเธอว่า "สักวันสิ่งเหล่านี้จะเป็นของเธอทั้งหมด" แต่เขาเป็นนักดนตรีและนักแต่งเพลง และสิ่งที่เขาให้เธอคือรายชื่อเพลง 100 เพลงนี้
โรแซนน์เลือก 12 เพลงจาก The List มีทั้งเพลงที่แต่งโดยตำนานอย่าง Hank Williams ในเพลง Take These Chains Around My Heart, Hank Snow ใน I'm Moving On และ Merle Haggard ในเพลง Silver Wings บางเพลงก็เป็นเพลงคลาสสิกจากการบันทึกเสียงของศิลปินระดับตำนานอย่าง She's Got You โดย Patsy Cline, Miss The Mississippi And You โดย Jimmie Rodgers และ Don Gibson กับเพลง Sea Of Heartbreak
โรแซนน์ ไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงอะไรมากในบทเพลงเหล่านี้ ทุกเพลงเล่นอย่างนิ่มนวลเบาบางขับให้เสียงร้องหวานปานน้ำผึ้งชองเธอโดดเด่น นอกจากเธอจะเป็นนักแต่งเพลงฝีมือดีที่ทุกคนรู้กันแล้ว The List ยังโชว์ให้เห็นว่าเธอยังเป็นนักตีความบทเพลงตัวฉกาจ ถ้านี่คือบทเรียนที่จอห์นนี่ฝากเอาไว้ บทที่ 1 นี้เธอนอกจากจะได้เกรดเอแล้ว ผมยังให้คะแนนเต็มสิบด้วยครับ ทุกเพลงโรแซนน์ตีบทแตกกระจุยกระจาย
แขกรับเชิญในอัลบั้มมีพองาม แต่ไม่ใช่ในแบบร้องคู่ เป็นแบบร้องเสริมร้องคลอมากกว่า ขาใหญ่ทั้งนั้น เดอะ บอสส์ บรูซ สปริงสทีนใน Sea Of Heartbreak, เอลวิส คอสเตลโลมาในอีกเพลงอกหัก Heataches By Numbers, เจฟฟ์ ทวีดดี้ แห่ง Wilco กับ Long Black Veil และหนุ่มสุด รูฟัส เวนไรท์ ใน Silver Wings
นอกจากเสียงร้องที่หายห่วงของโรแซนน์แล้วยังต้องชื่นชมภาคดนตรีที่สามีของเธอ จอห์น เลเวนทัลล์รับหน้าที่เหมาเกือบทุกอย่าง จอห์นเป็นนักกีต้าร์ฝีมือเยี่ยมและเขาก็เรียบเรียงดนตรีในทุกเพลงได้อย่างมีรสนิยม
ผมไม่ทราบว่าเพลงที่เหลืออีก 88 เพลงใน The List จะมีเพลงอะไรบ้าง และก็ยังไม่อยากทราบ บอกได้แต่เพียงว่าถ้าเธอทำออกมาใน Volume2,3,4... เมื่อไหร่ก็พร้อมจะซื้อทันทีโดยไม่ต้องลองครับ โดยส่วนตัวผมเป็นคนที่รักอัลบั้ม cover ของศิลปินที่เราชอบอยู่แล้ว เพราะมักจะมีอะไรที่เป็นส่วนตัวของพวกเขาเปิดเผยออกมาให้ฟัง โดยที่เราอาจจะไม่เคยคิดว่าจะได้ยินในเพลงที่พวกเขาแต่งกันเอง แต่งาน The List นี้มีความลึกซึ้งมากกว่านั้น มันเหมือนกับเป็นการมอบหมายถ่ายทอดมรดกเพลงรุ่นเก่าส่งต่อมาให้คนรุ่นใหม่ที่โรแซนน์ทำได้ไม่มีตกหล่นครับ ห้าดาวเต็มๆงานนี้
Track listing
"Miss the Mississippi and You" (William Heagney) – 3:12
"Motherless Children" (A. P. Carter) – 3:06
"Sea of Heartbreak" (Hal David, Paul Hampton) – 3:06
featuring Bruce Springsteen
"Take These Chains from My Heart" (Hy Heath, Fred Rose) – 3:32
"I'm Movin' On" (Hank Snow) – 3:45
"Heartaches by the Number" (Harlan Howard) – 3:21
featuring Elvis Costello
"500 Miles" (Hedy West) – 3:04
"Long Black Veil" (Danny Dill, Marijohn Wilkin) – 3:10
featuring Jeff Tweedy
"She's Got You" (Hank Cochran) – 3:07
"Girl from the North Country" (Bob Dylan) – 3:32
"Silver Wings" (Merle Haggard) – 3:45
featuring Rufus Wainwright
"Bury Me Under the Weeping Willow" (Carter) – 3:33

รักครั้งแรก


ปี ๒๕๒๓ (เอ๊ะหรือ ๒๕๒๔)
เพื่อนสนิทคนหนึ่งที่โรงเรียนบดินทรเดชาบังคับให้ผมยืมเทปม้วนนี้มาฟัง วงชื่อเชยๆ หน้าปกเบลอๆ กับชื่ออัลบั้มที่เชยยิ่งกว่า เทปอีเอ็มไอราคา 60 บาท เปิดดูด้านในก็พบว่าเนื้อเทปมีอยู่นิดเดียว ช่างค้ากำไรเกินควรนัก ในเมื่อไม่มีอะไรจะเสียนอกจากเวลา ผมก็รับเทปม้วนนั้นมาฟัง
และจากวันนั้นมา ผมก็กลายเป็นแฟนเพลงป๊อบง่ายๆที่เป็นเครื่องหมายหนึ่งของเพลงไทยในยุค80's ชาตรี....ได้กลายมาเป็น แฟนฉัน
".......รักครั้งแรก เป็นอัลบั้มที่สร้างชื่อสูงสุดให้กับวงชาตรี ชุดนี้พวกเขาโด่งดังทั่วฟ้าเมืองไทย ทำยอดขายได้ถล่มทลาย(ได้รับการการันตีจากค่ายต้นสังกัดว่าสามารถขายเทปได้เกินกว่า 1 ล้านตลับ) อัลบั้มนี้ดนตรีฟังทันสมัยขึ้น เสียงคีย์บอร์ดฟังเด่นได้ใจ ในขณะที่เสียงกีตาร์โปร่งตีคอร์ดแบบโฟล์คซองบทบาทลงไปมาก
อัลบั้มรักครั้งแรก มีเพลงอมตะอย่าง “บทเรียนรัก” และ “ยากยิ่งนัก” 2 เพลงไพเราะหวานใน 2 อารมณ์ ในท่วงทำนองสวยงาม ภาษาโดนใจ และเพลง“รักครั้งแรก” ที่ดังเหลือหลายกลายเป็นตำนานมาจนทุกวันนี้
เพลงรักครั้งแรก ลงตัวด้วยเนื้อหาโรแมนติกคมคาย ภาษาสวยมีเสน่ห์ มีลูกเล่น เล่นคำ วรรณยุกต์ สัมผัส ได้เป็นอย่างดี มีท่อนฮุคเด็ดโดนใจ ผสมกับท่วงทำนองที่นำมาจากเพลงญี่ปุ่นและดนตรีกระชับสนุกทำให้ฟังติดหูง่าย(มาก) ชนิดแค่ขึ้นเสียงคีย์บอร์ด กีตาร์ เล่นอินโทรนำมา แฟนเพลงชาตรีก็คลอทำนองตามได้แล้ว ในขณะที่ลีลาการร้องนำของน้าป้อมนั้นก็สุดยอด ยากยิ่งนักที่ใครจะเลียนแบบ
ทั้ง 3 เพลงดังในชุดรักครั้งแรก มีความพิเศษอีกอย่างตรงที่ เนื้อเพลงเขียนโดย เด็กหญิง“วันทนา วุฑากร” นักเรียนชั้น ม.1 จากโรงเรียน มาแตร์เดอี ที่ยุคนั้นมีอายุเพียง 13 ขวบเท่านั้น นับเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย(ในยุคนั้น)พอสมควร......"
(ข้อมูลจาก manager.co.th โดยคุณ บอน บอระเพ็ด)
คนรุ่นใหม่กว่า อาจจะรู้จักเพลงรักครั้งแรกนี้จากหนังดัง "แฟนฉัน" และคนรุ่นนั้นก็อาจจะกลับมารักเพลงนี้อีกทีจากหนังเรื่องนี้ แต่สำหรับผมนั่นคือรักครั้งแรกของผมกับชาตรี ต้องยอมรับว่าเสียงร้องของคุณป้อมคฑาวุธนี้ไพเราะและมีเสน่ห์เหลือหลายในการร้องเพลงแบบนี้ เนื้อเพลงจากด.ญ. วันทนา มีความลึกซึ้งเข้าใจหัวอกของนักรักวัยกระเตาะ ที่แท้จริงแล้ว มันอาจจะไม่ใช่ First time love... แต่รักครั้งแรกนี้หมายถึง... Love at First Sight.
เพลงรักง่ายๆเพลงนี้มีหลายๆอย่างในอารมณ์รัก ความเอ่อล้นในความสุขของการแอบรัก, ความพะวักพะวนและเคอะเขินในการแสดงออกและบอกเขา และความคาดหวังในวินาทีที่เราจะบอกออกไป...อยากได้ยินเธอตอบกลับว่า
"รักเช่นกันต่างรักเมื่อวันก่อน..."
************
แอบมองไปเจอ
ฉับพลันนั้นเธอก็เหม่อมองสบสายตา
เธอต้องอุราให้ฉันคิดรัก
เธอในแรกเราพบกัน
ใจตรงกับใจ สายตาที่บอก
คิดยืนยันแอบรักเมื่อวันก่อน
เกิดเป็นความรัก ความรักเมื่อแรกเจอ
จิตใจละเมอติดยังฝังตรึง
ความรักมันเรียกร้อง
ทุกเวลาให้ฝันถึงวันก่อน
อยากบอกเธอ รักครั้งแรก
จากวันเป็นเดือน
จิตยังฝังเตือนให้แอบพะวงถึงเธอ
ไม่กล้าเสนอว่ารัก
เธอเปี่ยมล้นจนเต็มหัวใจ
วันคืนผ่านไป หัวใจจะบอก
รักจำนรรแต่ฉันไม่กล้าเอ่ย
เกิดเป็นความรัก
ความรักเมื่อแรกเจอ
จิตใจละเมอคิดยังฝังตรึง
ความรักมันเรียกร้อง
ทุกเวลาให้ฝันถึงวันก่อน
อยากบอกเธอ รักครั้งแรก
หวั่นใจเพียงใดไม่กล้า
เผยคำพร่ำเอ่ยสุนทรวจี
อัดอั้นเต็มทีจึงลองถาม
นิดว่าเธอรักใครหรือยัง
คำเดียวที่คอย หวังเธอจะบอก
รักเช่นกันต่างรักเมื่อวันก่อน
เกิดเป็นความรัก
ความรักเมื่อแรกเจอ
จิตใจละเมอคิดยังฝังตรึง
ความรักมันเรียกร้อง
ทุกเวลาให้ฝันถึงวันก่อน
อยากบอกเธอ รักครั้งแรก

Rebel Heart




“Dial M for Madonna”

Madonna: Rebel Heart ****
Genre: Electro-Pop
Producer:  Avicii/ Diplo/ Blood Diamonds/ Billboard/ DJ Dahi/ Toby Gad/ Madonna/ Ariel Rechtshaid/ Sophie Ryan/ Tedder/ Kanye West
Released: 6 มีนาคม 2015

33....13....56

ตัวเลขจากซ้ายไปขวา : จำนวนปีนับจากปีแรกที่เธอออกอัลบั้มแรก (Madonna) ในปี 1982 จนถึงปีนี้.....จำนวนสตูดิโออัลบั้มทั้งหมดของเธอ...และอายุปัจจุบันของควีนออฟป๊อบหนึ่งเดียวตลอดกาล Madonna Louise Ciccone

ครั้งล่าสุดที่ผมได้มีโอกาสเขียนถึงงานของเธอ ต้องย้อนกลับไปที่อัลบั้ม Hard Candy ในปี 2008 ที่ประสบความสำเร็จพอสมควร แต่เมื่อมองย้อนกลับไปกลับแทบไม่เหลืออะไรในความทรงจำ นอกจากภาพปกอัลบั้มที่ท่านจะเห็นมาดอนน่าโพสท่าสุดเซ็กซี่นั่น ผมไม่ได้เขียนถึงเธอในอัลบั้มถัดมา MDNA (2012) ที่โด่งดังในระดับที่เจ๊แม่น่าจะพึงพอใจพ่วงด้วยความอื้อฉาวชุลมุนอีกชุดใหญ่ๆ

ใน Rebel Heart มาดอนน่าในวัยใกล้ 60 ดูผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย เธอยังไม่ยอมตกกระแสป๊อบ แต่ก็ไม่ได้ทำตัวล้ำหน้ายุคสมัย นี่เป็นอัลบั้มที่รู้สึกได้ว่าเธอทำเพลงในแบบที่เธออยากจะทำ มากกว่าทำเพลงในแบบที่เธออยากจะให้ฮิต บางสื่ออาจจะพยายามบอกว่ามันเป็น concept album ที่แยกเป็นสองธีมในชุดเดียวคือเพลงที่เป็นแนวขบถ (rebel) ฝั่งหนึ่ง และเพลงแห่งหัวใจ (heart) ในอีกฟาก แต่ผมคิดว่านั่นอาจเป็นการพยายามมองให้มันเป็นมากไปหน่อย

มาดอนน่าก็ยังคงเป็นมาดอนน่าคนเดิม เพลงของเธอยังวนเวียนอยู่กับเรื่องรักใคร่ ความ”มั่น”ของผู้หญิงคนหนึ่ง(หรือทั้งหมด) เรื่องเซ็กซ์ที่หวามสยิวถึงกึ๋น และถ้ามีเวลาว่าง เธอก็จะเดินไปแตะหัวข้ออื่นๆบ้าง เช่นเรื่องยาเสพติด, ปรัชญา และการครุ่นคิดอย่างลุ่มลึกในความหมายแห่งชีวิต (มีจริงๆนะ)

ผมฟัง Rebel Heart ด้วยความรู้สึกสบายๆ ไม่รู้สึกถูกกดดันด้วยโปรดักชั่นแรงๆเหมือนสองอัลบั้มก่อน แต่ก็ไม่ได้ติดหูประทับใจทันทีเหมือนอัลบั้มดิสโก้เขย่าฟลอร์ Confessions on the Dancefloor (2005) และเมื่อฟังผ่านพ้นรอบที่สาม ความดีงามและละเมียดละไมถึงขีดสุดของ Rebel Heart ก็เริ่มแสดงตนให้ประจักษ์ พูดอย่างไม่ลีลามากก็คือ มันไม่ใช่อัลบั้มป๊อบที่จะจับใจในทันที (ยกเว้นบางแทร็ค) แต่เป็นงานที่ต้องใช้เวลาละเมียดและพินิจพิเคราะห์ในเนื้อดนตรีและเนื้อหาพอสมควร แม้ว่ามันจะเป็นแค่งาน pop, EDM ในหน้าฉากก็ตามที

มาดอนน่าเริ่มทำงานนี้จริงๆจังๆในตอนต้นปี 2014 นี้เอง และนี่เป็นอัลบั้มที่เธอว่าจ้างชักชวนนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์มาร่วมสังคายนามากมายเป็นพิเศษ ความที่เป็นคนที่เล่นกับสื่อเก่งมาตลอด มาดอนน่าใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตในการปล่อยข่าวยั่วยวนถึงความคืบหน้าออกมาตามลำดับ รวมทั้งภาพปกที่เป็นหน้าเธอถูกมัดด้วยลวดสีดำ สื่อให้ถึงการยืนหยัดเอาชนะการผูกมัดใดๆ ที่แฟนๆเอาไปทำต่อกันจนเป็นเรื่องนิดหน่อย เมื่อลวดนี้ไปมัดอยู่บนผู้นำทางจิตวิญญาณอย่าง มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์, เนลสัน แมนเดลล่า และ ราชาเร็กเก้ บ๊อบ มาร์ลีย์ แต่นั่นก็กลับกลายเป็นการกระพือข่าวชั้นดีให้ Rebel Heart และเจ๊เองก็ออกมายืดอกภูมิใจที่ได้รับการเปรียบเทียบกับบุคคลเหล่านี้ และย้ำว่าเธอเองก็เป็น “ผู้ต่อสู้เพื่อสันติภาพ” เช่นกัน

ทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปด้วยดี ก่อนที่จะเริ่มมีการสะดุด เริ่มจากการหลุดรั่วของเพลงในชุดนี้ที่ยังทำไม่เสร็จดีออกมาทางอินเตอร์เน็ตถึง 30 เพลงในเดือนธันวาคม 2014 เจ๊แม่ฉุนจัดกับกรณีนี้และเรียกมันว่าเป็นการ”ข่มขืน”ทางศิลปะ แต่มาดอนน่าแก้ลำด้วยการเร่งรีบขัดเกลาเพลงที่เหลือ (ด้วยตัวเอง เพราะตอนนั้นไม่มีโปรดิวเซอร์คนไหนว่าง) แล้วปล่อยอีพี 6 แทร็คออกมาทาง iTunes และก็ทำยอดดาวน์โหลดได้เป็นอย่างดี ก่อนที่ตัวอัลบั้มจริงจะมีกำหนดออกในเดือนมีนาคม 2015 ซึ่งเธอโปรโมตในโค้งสุดท้ายด้วยการแสดงในงานมอบรางวัลแกรมมี่และ Brit Awards แต่ในงาน Brit เจ๊ก็เป็นข่าวอีกครั้ง เมื่อผ้าคลุมของเธอสร้างปัญหา ทำให้มาดอนน่าถูกกระชากตกบันไดลงมาต่อหน้าแฟนเพลง เสียงร้องของเธอเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนที่เจ๊จะลุกขึ้นมาร้องต่อ ช่างเข้ากับเนื้อหาของเพลง ‘Living For Love’ ที่เธอกำลังแสดงอยู่จนบางคนคิดว่านี่เป็นหนึ่งในการแสดงหรือเปล่า (ไม่หรอกครับ เธอเจ็บจริงแน่นอน และสาบานว่าจะไม่ใส่ผ้าคลุมแบบนั้นในการแสดงอีกเด็ดขาด)

เรามาฟังเพลงกัน Rebel Heart ใน standard version จะมี 14 เพลง แต่ถ้าเป็น deluxe จะเพิ่มโบนัสมาให้อีกเต็มอิ่มถึง 5 แทร็ค ที่น่าแปลกก็คือ ไทเทิลแทร็คกลับเป็นหนึ่งใน 5 แทร็คนั้น สำหรับท่านที่ซื้อแผ่นเวอร์ชั่นของประเทศไทยไม่ต้องหนักใจ เพราะท่านจะได้ฟังทั้ง 19 แทร็คนี้เต็มๆในซีดีแผ่นเดียว แต่แฟนมาดอนน่าตัวแม่และพ่อคงไม่อยากหยุดแค่นี้ เป้าหมายน่าจะเป็น Super Deluxe Edition ที่จะเป็นซีดีแผ่นคู่ บรรจุทั้งหมด 25 แทร็ค

น่าเสียดายที่โปรดิวเซอร์หนุ่มสวีเดนคนดัง Avicii ที่มีข่าวว่าจะเป็นโปรดิวเซอร์หลัก เอาเข้าจริงก็มีผลงานเป็นแค่โปรดิวเซอร์ร่วมในเพลง Devil Pray อคูสติกป๊อบ-คันทรี่-EDM ที่มีกลิ่นของอีเล็คโทรนิก้าจากยุค ‘Music’ ติดมาด้วย เพลงต่อต้านการเสพสารต่างๆที่มาดอนน่าเขียนได้อย่างเหนือชั้น (แต่แอบหวั่นนิดๆว่าจะมีคนยึดเอาคอรัสของเพลงไปเป็นการชักชวนการดมกาวเสียนี่) และเสียงร้องของเธอก็สดใสวัยรุ่นเสียเหลือเกิน ที่น่าเสียดายเพราะรู้สึกได้ว่า pop sense ของ Avicii เหนือชั้นกว่าผลงานของโปรดิวเซอร์คนอื่นๆที่ทำงานในอัลบั้มนี้ แต่พวกเขาก็ทำได้ในแนวถนัด Kanye West แร็ปเปอร์ติสต์แตก(ง่าย) ได้จับเพลง Illuminati และ Holy Waterที่เต็มไปด้วยดนตรีที่แน่นหนืดและหนานุ่มด้วยรายละเอียดในสไตล์ของท่านยีซัส เพลงหลังนี่เนื้อหาสยิวกิ้วไม่น้อยเลย ไม่อยากคิดถ้าเจ๊ทำเอ็มวีออกมา คงได้หวิวกันไม่น้อยหน้า Justify My Love อีกเพลงที่เว้าเรื่องเซ็กซ์กันดื้อๆตั้งแต่ชื่อเพลงเลยก็คือ S.E.X. ในวัยขนาดนี้ จะหาผู้หญิงกี่คนในโลกที่ยังกล้าร้องเพลงเชิงกามคุณได้หน้าชื่นตาบานได้อย่างมาดอนน่าอีกเล่า?

เพลงสนุกๆชวนโยกและเต้นในสไตล์ของเจ๊ในอัลบั้มมีไม่มากไม่น้อย Living For Love ซิงเกิ้ลเปิดตัว มันเป็นเพลงแบบมาดอนน่า แบบ Like a Prayer, Express Yourself ที่จับประเด็นให้กำลังใจตัวเองแม้จะเจอหนักแค่ไหน หรือถ้าจะย้อนไปไกลกว่านั้น มันก็อาจจัดเป็นหลานเหลนของดิสโก้คลาสสิก I Will Survive เดาว่าเพลงนี้ก็คงถูกใจแฟนเพลงชาวสีม่วงที่มีมากมายของเจ๊อีกครา Unapologetic Bitch ออกสนุกสนานในแนวเร็กเก้ Bitch, I’m Madonna ได้ Nicki Minaj มาร่วมแร็ปเพิ่มสีสัน ส่วน Iconic กลับเป็นเพลงที่ดนตรีสร้างสรรค์เมามันส์ที่สุด ได้ทั้งไมค์ ไทสันอดีตแชมป์หมัดหนักมาตะโกนและ Chance the Rapper มาร่วมพ่น

ที่เหลือเป็นเพลงช้าๆหรือฟังสบายๆที่ก็น่าฟังทุกเพลง ตั้งแต่เพลงบรรยายความรู้สึกของเซเล็บอย่าง Joan of Arc, บัลลาดอกหักกลางเมืองใหญ่-Heartbreak City (การตั้งชื่อเพลงออกจะข่มเพลงดังของเอลวิส เพรสลีย์-Heartbreak Hotelอยู่) Hold Tight, Inside Out และ Wash Over Me ที่เป็นเพลงปิดท้ายใน standard edition แต่ใน deluxe จะปิดท้ายด้วย Messiah และ ไทเทิลแทร็ค Rebel Heart อย่างยิ่งใหญ่และสมบูรณ์แบบกว่ามาก เป็นอีกอัลบั้มที่ผมมีความเห็นว่า standard version คือเวอร์ชั่นที่ด้อยกว่าจนไม่น่าจะทำออกมาเลย

แฟนมาดอนน่าทุกเพศทุกวัยทุกยุคคงไม่มีทางพลาด Rebel Heart มันอาจจะไม่มีอะไรสร้างสรรค์แหวกแนวอีกแล้วสำหรับศิลปินวัยนี้ แต่คุณภาพของงานของควีนยังไม่ถดถอย ที่โดดเด่นมากในอัลบั้มนี้ก็คือความเป็นตัวของตัวเอง ไม่พยายามเกินไปนั่นแหละ สำหรับนักฟังป๊อบรุ่นใหม่ๆจะเรี่มจากชุดนี้สำหรับการศึกษาและสัมผัสงานของเธอก็ไม่เลวทีเดียว ฟังแล้วอย่าไปวิจารณ์อะไรเธอมากล่ะ เพราะคุณอาจได้รับคำตอบว่า...

“Bitch! I’m Madonna!”

Tracklist for Deluxe Edition

1.    Living For Love
2.    Devil Pray
3.    Ghosttown
4.    Unapologetic Bitch
5.    Illuminati
6.    Bitch I'm Madonna (feat. Nicki Minaj)
7.    Hold Tight
8.    Joan of Arc
9.    Iconic (feat. Chance the Rapper & Mike Tyson)
10.  HeartBreakCity
11.  Body Shop
12.  Holy Water
13.  Inside Out
14.  Wash All Over Me
--------------
15.  Best Night
16.  Veni Vidi Vici (feat. Nas)
17.  S.E.X.
18.  Messiah
19.  Rebel Heart