Monday, 6 April 2009

Tonight: Franz Ferdinand






Franz Ferdinand/ Tonight: Franz Ferdinand (Domino records 2009)****
ออกจำหน่าย-26 มกราคม 2009
แนวดนตรี-Alternative Dance, Pop Punk
โปรดิ วเซอร์- Dan Carey & Franz Ferdinand
ทุกเพลงแต่งโดย Franz Ferdinand

ULYSSES
TURN IT ON
NO YOU GIRLS
SEND HIM AWAY
TWILIGHT OMENS
BITE HARD
WHAT SHE CAME FOR
LIVE ALONE
CAN’T STOP THE FEELING
LUCID DREAMS
DREAM AGAIN
KATHERINE KISS ME

You Could Have It So Much Better… (2005) อัลบั้มที่สองของวง post-punk revival จากกลาสโกว์วงนี้ได้รับคำยกย่องไม่น้อยไปกว่าอัลบั้มเปิดตัวของพวกเขา แต่เมื อเวลาผ่านไปสามปี แทบไม่มีใครจำอะไรจากอัลบั้มนั้นได้ แต่เมื่อพูดถึง Franz Ferdinand ผู้คนก็ยังคิดถึงซิงเกิ้ล Take Me Out และท่วงทำนองร็อค-พังค์ที่ชวนฉุดกระชากคู่เต้นสู่ฟลอร์เต้นรำนั้นจากอัลบั้มแรกมากกว่า (มีผู้ให้การสังเกตไว้นานแล้วว่าแนวดนตรีของพวกเขามีจังหวะจะโคนเหมือนเพลง “เซิ้ง” ของอีสานบ้านเราอย่างน่าประหลาด) Franz Ferdinand ดูจะพยายามแสดงว่าพวกเขามีดีมากกว่าทำเพลงเต้นรำอย่างเดียวในอัลบั้มที่สอง ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องผิดพลาดอะไร โลกรับรู้แล้วว่าพวกเขาทำได้ แต่สิ่งที่แฟนๆต้องการฟังจริงๆคือ Franz Ferdinand ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการทำเพลงอินดี้ร็อคที่เต้นกันได้อย่างไม่เคอะเขิน และนี่คือสิ่งที่คุณจะได้ยินจากอัลบั้มที่สามของพวกเขา Tonight: Franz Ferdinand

แต่วงดนตรีที่ดีย่อมไม่ย้อนรอยตัวเองโดยไม่แสดงถึงความเติบโตทางฝีมือและความคิด แม้ภาพรวมของ Tonight.. จะมองได้ไม่ยากว่าจะเน้นเพลงบีทสนุกในคอนเซพท์เดิมจากอัลบั้มแรก... “เพลงร็อคที่สาวๆจะเต้นไปด้วยได้” แต่ขณะเดียวกันก็มีหลายช่วงเวลาใน 12 แทร็คของอัลบั้มนี้ที่ Alex Kapranos และเพือนๆได้แสดงให้เราเห็นว่าพวกเขามีพัฒนาการขึ้นทั้งทางด้านแนวคิด ฝีมือ และการเขียนเนื้อเพลง เสียงซินเธอะไซเซอร์ฝีมือ Nick McCarthy โดดเด่นกว่างานที่ผ่านๆมาของวง (คีย์บอร์ดตัวที่พวกเขาใช้ในอัลบั้มนี้โดยเฉพาะในเพลง Ulysses และ Lucid Dreams คืออนาล็อคซินธ์ Polyvox ที่เป็นของรัสเซียผลิตในยุค 80’s ถือเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆที่เป็นความชาญฉลาดในการเลือกใช้ทำให้ได้ซาวนด์ที่แตกต่างจากวงร่วมสมัย) ในขณะที่ริธึ่มกีต้าร์ที่เต็มไปด้วยสีสันของ Alex และ Nick ก็ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของ Franz Ferdinand ที่ฟังปุ๊บก็รู้ว่าเป็นใคร

Tonight… เป็นคอนเซ็พท์อัลบั้มของเรื่องราวการท่องราตรีในคืนหนึ่งของชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยสาระของการดื่มกิน-เต้น-และสาวๆสุดเซ็กซ์ เริ่มตั้งแต่การออกสตาร์ทใน Ulysses ในช่วงหัวค่ำ จนกระทั่งรุ่งสางกับความว่างเปล่า และมึนงงใน Katherine Kiss Me Franz นำเสนอเพลงที่เป็น upbeat ใส่ผู้ฟังอย่างไม่เกรงใจ 10 เพลงรวด ก่อนที่จะผ่อนลงในสองเพลงสุดท้าย Ulysses***** เพลงเปิดอัลบั้มและเป็นซิงเกิ้ลแรก อาจจะฟังยากและดูเฉื่อยช้าเกินไปสำหรับเพลงโหมโรงของวงอย่าง Franz Ferdinand แต่ถ้าคุณให้เวลากับมันสักนิด จะพบว่านี่คือเพลงสุดยอดฝีมือของพวกเขาที่ผมยกให้เป็นเพลงที่ดีที่สุดที่พวกเขาเคยทำมา ชื่อเพลงมาจากหนังสือคลาสสิกของ James Joyce หรืออาจจะมาจากชื่อของพระราชาองค์หนึ่งในเทพนิยายกรีก แต่ในเพลงนี้มันคือผู้ชายคนหนึ่งที่ “หลง” ไปในวังวนแห่งหนึ่งไปนานแสนนาน และเขากำลังกลับมา Alex กระซิบกระซาบราวกับเสียงปิศาจ ‘Well I’m bored, come on let’s get high…” ก่อนเข้าท่อนคอรัสที่เด็ดขาดจนไม่อาจมีอะไรมาหยุดมันได้

หลังจากนั้นก็ดีดดิ้นกันไปในเพลงแบบ Franz Franz ที่แม้จะคาดเดากันได้ แต่ด้วยฝีมือและการเขียนท่อนฮุคที่เป็นพรสวรรค์ของพวกเขาจึงทำให้ไม่เกิดความเบื่อหน่าย แต่ Franz ก็ยังเก็บเพลงเอกอีกเพลงไว้ในแทร็คที่ 10 Lucid Dreams**** (ชื่อเพลงหมายถึงความฝันที่คนฝันรู้ตัวว่าฝันอยู่และสามารถควบคุมมันได้ราวกับเล่นเกม) ที่มีความยาวเกือบ 8 นาที สามนาทีสุดท้ายเป็น electronic jam ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง (รายงานว่าต้นฉบับที่ไม่ตัดต่อพวกเขาลากยาวกันถึง 45 นาที)

อัลบั้มนี้ได้เอ็นจิเนียร์มือเก่า Mike Fraser มามิกซ์ให้ในหลายแทร็ค สุ้มเสียงหนักแน่นละเมียดยิบไร้ที่ติ ส่วนโปรดิวเซอร์คือ Dan Carey ผู้เคยทำงานกับ Lily Allen, Brazilian Girls, Hot Chips และ CSS

Tonight: Franz Ferdinand ขึ้นถึงอันดับ2ในอังกฤษและ 9 ในอเมริกา ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแบบเอาตัวรอดได้ ถ้าคุณชอบอัลบั้มแรกของพวกเขาหรือเพลงอย่าง Michael, Take Me Out นี่จะเป็นโอกาสที่จะได้ฟัง upgraded versions ของเพลงเหล่านั้นครับ และผมยังเชื่อว่าถ้าไม่เลิกรากันไปเสียก่อน Franz Ferdinand ยังมีโอกาสสร้างอะไรดีๆให้วงการดนตรีอีกมาก

Amy Winehouse: Back To Black


ผู้หญิงที่อื้อฉาวและโด่งดังที่สุดในวงการดนตรีในรอบปีที่ผ่านมา? หลีกทางไปหน่อยนะ บริทนีย์ ปารีส หรือลินด์เซย์ โลฮาน เส้นทางนี้เป็นของเธอคนเดียวเท่านั้น Amy Winehouse ปี 2007 สำหรับเธอชีวิตเต็มไปด้วยสีสันสุดขั้ว ทั้งบวกสุดๆและดิ่งสุดเหวี่ยง ด้านดนตรีเธอได้ทั้งเงินและกล่อง Back To Black เป็นซีดีที่ขายดีที่สุดแห่งปี และเสียงวิจารณ์ก็เป็นในแง่บวกทั้งสิ้น ไม่นับรางวัลที่เธอแทบจะตามรับกันไม่ไหว แต่ชีวิตส่วนตัวเต็มไปด้วยปัญหามากมายทั้งปัญหากับสามีและเรื่องการใช้ยาและการดื่ม หนักหนาจนน่าเป็นห่วง ว่ากันว่าคนที่จะร้องดนตรีโซลได้ถึงอารมณ์จริงๆนั้นต้องใช้ชีวิตเยี่ยงบทเพลงนั้นด้วย นี่อาจเป็นสิ่งที่เธอโดดเด่นออกมาเหนือชั้นกว่านักร้องโซลรุ่นเดียวกันอย่าง Joss Stone

Amy เป็นลูกสาวของคนขับแท็กซี่และเภสัชกรชาวยิวในลอนดอน ซึมซาบดนตรีจากแผ่นเสียงของแม่ เริ่มแต่งเพลงเองตั้งแต่อายุ 14 ปี หลังจากได้กีต้าร์ตัวแรกไม่นาน ตามมาด้วยการออกจากโรงเรียนและเริ่มยุ่งกับการใช้ยาตั้งแต่วัยนั้น แฟนหนุ่มของเธอเป็นคนส่งเดโมของเอมี่ไปให้บริษัทแผ่นเสียง ส่งผลให้ในปี 2003 เอมี่ก็ได้เซ็นสัญญากับ Island Records Frank เป็นอัลบั้มแรกของเธอในปี 2003 โปรดิวซ์โดย Salaam Remi ออกในแนวแจ๊ส-บลูส์ที่มีคนเปรียบเทียบเธอกับ Macy Gray และ Sarah Vaughan อัลบั้มได้เข้าชิงรางวัล Mercury Music Prize ในปีนั้น

เอมี่หายไปสามปี เธอกลับมาอีกครั้งพร้อมกับรอยสักและร่างกายที่ซูบแห้งในปี 2006 ด้วย Back To Black ที่เธอทำงานกับ Remi โปรดิวเซอร์คนเดิม และ Mark Ronson โปรดิวเซอร์หนุ่มที่กำลังมาแรง อัลบั้มนี้เธอลดโทนความเป็นแจ๊สลง แต่ใส่อิทธิพลสำเนียงโซลแบบโมทาวน์ไปเต็มๆ บวกกับเครื่องเป่าหนักหน่วงแบบที่ Ronson ถนัด (มรดกจากโซลแบบของ Stax/Atlantic ที่ Aretha Franklin และ Otis Redding สร้างชื่อเอาไว้ในยุคกลางซิกซ์ตี้ส์) คุณยังจะได้ยินการเรียบเรียงเสียงประสานแบบ Girl Groups และการมิกซ์เสียงหนาแน่นที่ Phil Spector สร้างชื่อเอาไว้ในนามว่า Wall Of Sound อ่านดูแล้ว Back To Black น่าจะเป็นงานที่ฟังแล้วโบราณย้อนยุค แต่ด้วยเสียงที่ไม่เหมือนใครของเอมี่ และความคึกคักในสำเนียงการโปรดิวซ์ของ Ronson ทำให้ Back To Black กลายเป็นความลงตัวของการผสมผสานเสียงของดนตรีโซลต่างทศวรรษ มันคือ Neo-Retro Soul ถ้าอยากจะเรียก...Amy มีเสียงที่ห้าวค่อนข้างใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความคมกริบในเนื้อเสียง ทุกโน้ตและทุกการเว้นวลีเต็มไปด้วยลีลาเฉพาะตัว ราวกับเป็นนักร้องที่ผ่านประสบการณ์การร้องหลายสิบปี ทั้งๆที่เธอเพิ่งอายุแค่ 24 ปีเท่านั้น

Rehab เพลงเปิดอัลบั้มและกลายเป็นเพลงคลาสสิกแห่งยุคสมัยไปแล้ว เนื้อหาเกี่ยวกับการปฎิเสธเข้าสถานบำบัดการติดยาติดเหล้าของเธอเอง มันเป็นกอสเพลโซลที่สมบูรณ์แบบ การพบกันของเพลงและเสียงของ Amy กับการโปรดิวซ์ของ Mark Ronson (เครื่องเป่าจี๊ด เสียงกลองคอมเพรสส์แน่น บวกเอ็คโค่แบบ 50's) นั้นเรียกว่าถูกคู่บุพเพสันนิวาสจริงๆ เพลงอื่นๆอาจจะไม่ติดหูทันทีอย่าง Rehab แต่มันเป็นงานที่ยิ่งฟังยิ่งไพเราะ Love Is A Losing Game ให้อารมณ์แจ๊สพริ้วเหงาเหมือนกับอัลบั้มแรกของเธอ Tears Dry On Their Own ใช้โครงสร้างจากเพลงคลาสสิกโมทาวน์ Ain’t No Mountain High Enough ถ้าชอบสไตล์ดูว็อปเศร้าๆต้องฟัง Wake Up Alone และปิดท้ายด้วย Addicted ที่กลับมาเรื่องยาๆอีกครั้งสมเป็นลูกสาวเภสัชกร

Deluxe Edition ออกมาเมื่อปลายปีก่อน มี Bonus Disc อีกแผ่นที่คุณจะได้ฟังเอมี่ร้องเพลง Valerie ของ The Zutons ได้อย่างสุดไพเราะ (คนละเวอร์ชั่นกับในอัลบั้มของ Mark Ronson ที่เธอไปเป็นแขกรับเชิญ) และ Cupid ของ Sam Cooke ที่เธอเอามาตีความในแบบเร็กเก้น่าฟังมากทีเดียว

ความสำเร็จของ Amy กับ Back To Black ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้ฟังเริ่มเอียนเต็มกลืนกับศิลปินที่ถูก”สร้าง”ขึ้นมาจากเบ้าหลอมสูตรสำเร็จเดียวกัน เธอทำให้ดนตรีโซลจากสี่ทศวรรษที่แล้วกลับมากลายเป็นของ cool ได้ในบัดดล...!!!

Thursday, 5 March 2009

Fleet Foxes ดนตรีเหนือกาลเวลา


Fleet Foxes-Fleet Foxes*****

ขยับจะเขียนถึงงานของวงห้าชิ้นจากซีแอตเติลวงนี้มาหลายเดือนแล้ว
แต่ติดที่ว่าไม่เห็นมีใครนำซีดีมาขายในบ้านเราเสียที
จนกระทั่งมันได้รับคำชื่นชมไปทั่วโลกตลอดปี 2008 ในที่สุดอัลบั้มแรกของ Fleet Foxes
ก็ได้มาเผยโฉมปกอันสุดคลาสสิกบนแผงเทป (ที่ไม่มีเทปแล้วแต่ยังติดปากเรียกกันอยู่)
ประเทศไทย แถมมาในแบบ Special Edition ราคาประหยัด ปก gatefold และยังพ่วง Sun
Giant EP มาให้อีก อะไรจะคุ้มขนาดนี้ (ปกอัลบั้มนำมาจากภาพเขียนเก่าแก่ในปี
1559)

ดนตรีแบบนี้เขียนช้าไปค่อนปีก็คงจะไม่สายเกินไป เพราะมันเป็นดนตรีที่ไม่ร่วมสมัยนิยมเอาเสียเลย แต่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นดนตรีย้อนยุค ไม่มีวงดนตรีหน้าใหม่วงไหนจะเล่นดนตรีแนวใหม่ขึ้นมาโดยไม่อาศัยบทเรียนและอิทธิพลจากศิลปินรุ่นก่อนหน้า และ Fleet Foxes ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น แต่ความพิเศษของพวกเขาคือ การสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นซาวนด์ของวงโดยตรงทั้งในรูปแบบของดนตรี การบันทึกเสียง รวมถึงวิธีการเขียนเนื้อเพลง

พวกเขาเรียกแนวดนตรีของตัวเองว่า Baroque Harmonic Pop Jams ที่ผมคิดว่าเป็นการบรรยายที่ไม่เลว ดนตรีและเนื้อหาของพวกเขาสะท้อนถึงความเป็นอเมริกันย้อนหลังไปกว่าครึ่งศตวรรษ การประสานเสียงเป็นจุดขายที่โดดเด่น และพวกเขาก็ไม่ลืมความเป็น Pop ด้วยท่วงทำนองที่สละสลวย ตบท้ายด้วยคำว่า Jams ซึ่งในที่นี้ผมอยากจะตีความว่าเป็นทิศทางของดนตรีที่ยากจะคาดเดา หลุดพ้นโดยสิ้นเชิงจากสูตรสำเร็จของเพลงที่เราฟังกันอยู่ทุกวี่วัน ไม่น่าเชื่อว่านี่คืองานของกลุ่มเด็กหนุ่มวัยยี่สิบกว่าที่เพิ่งรวมตัวกันแค่สามปีเท่านั้น

มันสมองและหัวใจของ Fleet Foxes คือหนุ่มวัย22 ผมเผ้ากระเซิงพอๆกับเครารกครึ้ม Robin Pecknold ที่แต่งเพลงทุกเพลง,ร้องนำและเล่นกีต้าร์ เสียงร้องของเขาเข้มแข็งและอบอุ่น เต็มไปด้วยความมั่นใจในถ้อยคำทุกประโยคในเนื้อเพลง Robin และ Skyler Skjelset มือกีต้าร์อีกคนเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ high school ผู้ปกครองของทั้งคู่มีส่วนทำให้สองหนุ่มสนใจในวิธีการแต่งเพลงของ Bob Dylan,ความเป็นอิสระแบบ Neil Young,การทำชั้นดนตรีซ้อนซ้ำในแบบของ Brian Wilson,การตั้งสายกีต้าร์พิลึกพิลั่นของ Joni Mitchell และเสน่ห์ของชีวิตชนบทในดนตรีของ The Zombies -เหล่านี้กลายมาเป็นวัตถุดิบในการสร้างดนตรีในแบบของ Fleet Foxes อย่างไรก็ตามต้องย้ำว่าพวกเขาไม่ได้ทำดนตรีย้อนยุคแบบเคารพต้นฉบับที่กล่าวมาแล้วแต่อย่างไร ถ้าจะไม่เกินเลยเกินไปผมอยากจะบอกว่า มันราวกับดนตรีของ Fleet Foxes ,อย่างน่าอัศจรรย์, ย้อนลึกกลับไปในห้วงเวลาเป็นสุ้มเสียงที่กลายเป็นต้นฉบับของศิลปินรุ่นพี่ป้าน้าอาเหล่านั้นอีกที!

อัลบั้มนี้บันทึกเสียงกันในปี 2007 ที่บ้านของพวกเขา,บ้านเพื่อนๆและแม้กระทั่งบ้านพ่อ-แม่ รวมถึงสตูดิโอทั้งในอังกฤษและอเมริกา แต่สุ้มเสียงของมันกลับเหมือนพวกเขาเล่นกันอยู่ในโบสถ์เก่าๆที่ไม่มีใครเคยย่างกรายเข้ามานับสิบปี หรือในถ้ำเย็นยะเยือกท่ามกลางหินงอกหินย้อย ใต้ร่มไม้ กลางป่าเขาลำเนาไพร มากกว่าที่จะเป็นห้องอัดเสียงชั้นนำ มันยังเป็นอัลบั้มที่ใช้เสียงเอ็คโค่และดีเลย์ได้พร่ำเพรื่อ-แต่ทรงประสิทธิภาพที่สุดตั้งแต่ผมเคยฟังดนตรีมา ยากที่จะจินตนาการเพลงของพวกเขาโดยไม่มีเสียงก้องกังวานเหล่านั้นติดมาด้วย

Fleet Foxes คืองานคลาสสิกที่ไม่ต้องรอให้เวลาพิสูจน์ มันเต็มไปด้วยอารมณ์แห่งความเป็นมนุษย์ที่หาได้ยากในดนตรีทุกวันนี้ มิตรภาพ ครอบครัว ความสูญเสีย และการผจญภัย คือสิ่งที่คุณจะได้พบในโลกของพวกเขา มันเป็นงานเปิดตัวของศิลปินใหม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมานับจากอัลบั้มแรกของ Arctic Monkeys มันเยี่ยมเสียจนแทบจะมองไม่เห็นเลยว่า Pecknold และเพื่อนๆจะเอาตัวรอดกันได้อย่างไรกับอัลบั้มถัดไปของ Fleet Foxes

เพลงเด่น-White Winter Hymnal, Ragged Wood, Your Protector

Wednesday, 4 March 2009

ยังไม่เห็นเส้นขอบฟ้าสำหรับวงดนตรีชื่อ "ยูทู"


U2 No Line On The Horizon (four and a half stars)



ผมก็เหมือนแฟนๆยูทูนับล้านๆทั่วโลกที่รู้สึกหงอย ใจหาย และอาจถึงขั้นสยดสยองกับซิงเกิ้ลแรกจาก No Line On The Horizon 'Get On Your Boots' ยิ่งจินตนาการเห็นผู้ชายวัยร่วม50มาดีดดิ้นกับเพลงเต้นรำแปลกๆอย่างนี้ยิ่งทำให้ฝันร้ายชัดเจนเข้าไปใหญ่ มันทำให้ผมแทบจะ ไม่หวังอะไรกับตัวอัลบั้มเลย ก็ธรรมดาซิงเกิ้ลมักจะเป็นเพลงที่ดีที่สุดของอัลบั้มไม่ใช่หรือ

แต่เมื่อได้ฟัง No Line... เต็มๆแล้ว ความวิตกเหล่านั้นก็อันตรธาน เพราะไม่มีเพลงใดออกไปในแนวทางเดียวกับ 'Boots' เลย และที่น่า ประหลาดคือเพลงนี้เมื่อมาแทรกอยู่กลางอัลบั้มที่เต็มไปด้วยอารมณ์แบบ ambient กลับโดดเด่นขึ้นกว่าลอยอยู่เพลงเดียวกลางอากาศ

ผมหาเหตุผลได้สองอย่างว่าทำไมยูทูถึงเลือก Boots เป็นซิงเกิ้ลทั้งๆที่มันน่าจะมีทางเลือกที่ดีกว่านั้นในหลายๆแทร็ค หนึ่งก็คือ พวกเขาใกล้ชิดกับ มันมากเกินไปจนไม่อาจเดาใจผู้ฟังได้ว่าถ้าฟังมันในฐานะซิงเกิ้ลแล้วมันไม่น่าจะเวิร์ค มันเป็นเพลงเต้นแร้งเต้นกาก็จริง แต่แฝงคุณค่าทางดนตรี และเนื้อหาที่ซับซ้อนแดกดันและอารมณ์ขันเต็มไปหมด...แน่นอนว่าแฟนๆอาจจะไม่ get เหตุผลที่สองที่ออกจะเป็นไปได้ยากก็คือ...พวกเขาต้องการลดความคาดหวังในตัวอัลบั้มลงด้วยการนำเพลงที่กระจอกที่สุดออกมานำร่อง ถ้าพวกเขาคิดอย่างนี้จริงๆก็ต้องยกให้เป็นอัจฉริยะทางการตลาดล่ะครับ

No Line On The Horizon คือทิศทางใหม่อีกครั้งสำหรับพวกเขา หลังจากหลงทางลงห้วยตกเขาไปกับอัลบั้ม Pop ช่วงทศวรรษ 90's จนหลาย คนคิดว่าพวกเขาจะหาทางกลับมาบนท้องถนนแห่งดนตรีป๊อบไม่ได้แล้ว พวกเขาก็ตั้งหลักใหม่และยื่นใบสมัครเพื่อเป็นวงร็อคที่ดีที่สุดในโลกอีก ครั้ง(คำพูดเว่อร์ๆของโบโน)ใน All That You Can't Leave Behind (2001) ที่จงใจจะให้เป็นยูทูแบบคลาสสิกเน้นความเรียบง่ายและจับใจ โลกตอบรับและโอบกอดสี่หนุ่มไอริชอย่างอบอุ่น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความโหยหาอารมณ์เดิมๆและบทเพลงในชุดนั้นมันเฉียบแทบทุกแทร็ค อัลบั้มต่อมา How To Dismantle An Atomic Bomb (2004) พบว่ายูทูยังเดินตามแนวทางเดิมเพียงแต่เพิ่มสีสันที่ดุเดือดขึ้นระดับหนึ่ง

...Atomic Bomb เป็นอัลบั้มที่เยี่ยม แต่สำหรับวงดนตรีที่อยากจะอ้างว่าเป็นวงที่ดีที่สุดในโลก งานแบบนั้นมันยังไม่สมศักดิ์ศรีเพียงพอ ผมบอก พวกเขาผ่านทางกระแสจิตตั้งแต่สี่ปีก่อนแล้วว่า อัลบั้มต่อไปของพวกพี่ๆจะมาเดินตามทางเดิมอย่านี้ไม่ได้แล้วนะ พวกเขาต้องมีอะไรใหม่ๆมาฝากแฟนๆ ถ้ายังอยากประชันกับรุ่นน้องอย่าง Radiohead หรือรุ่นหลานอย่าง Coldplay และอะไรใหม่ๆนั้นก็ไม่จำ เป็นต้องใหม่เอี่ยมนักก็ได้

การจับคู่ระหว่างยูทูกับโปรดิวเซอร์ผู้เชี่ยวชาญในการชุบชีวิตศิลปิน Rick Rubin เป็นความล้มเหลวอย่างน่าเสียดาย พวกเขาอาจจะยังไม่ตกต่ำ เพียงพอที่จะเรียกใช้งานของกูรูเครางาม และแนวทางการทำเพลงของรูบินก็ต่างจากวิธีของยูทู รูบินชอบทำเพลงเสร็จมากจากบ้านแล้วมาแต่งเติม ในห้องอัด แต่ยูทูนั้นทำงานแบบ "พวกกึ่งสมัครเล่น ไร้รูปแบบ" ตามคำบอกเล่าของ ลารี่ มัลเลน จูเนียร์ มือกลองคนหนุ่มตลอดกาลของวงเอง

รูบินจึงต้องไป และพวกเขาก็หันกลับไปหาซี้เก่า Brian Eno, Daniel Lanois และ Steve Lillywhite ที่เคยสร้างผลงานเกริกไกรกันมาแล้วใน อดีต แต่บุคคลที่น่าจะมีอิทธิพลกับเสียงของ No Line มากที่สุดก็คือ Eno

No Line ไม่มีเพลงที่เด่นมากๆออกมา แต่มันคืออัลบั้มที่ต้องฟังอย่างดูดดื่มต่อเนื่องตลอดเวลาเกือบ 1 ชั่วโมง มันยังเป็นงานที่ต้องอาศัยเวลาและ สมาธิในการซึมซับอรรถรสทางดนตรีที่ถูกระบายลงไปเป็นชั้นๆอย่างซับซ้อน ฟังยังไงนี่ก็คือ sound ของ Eno ชัดๆ ถ้าจะเทียบกับ Viva La Vida ของ Coldplay ที่ Eno ก็เป็นโปรดิวเซอร์เหมือนกัน ก็ราวกับหนังสองเรื่องที่มีผู้กำกับคนเดียวกัน แต่มีดารานำคนละคน

และพลังในการแสดงของดารามือเก่าจากไอริชคนนี้ก็ยังมีอยู่อย่างเหลือล้น!

นี่ไม่ใช่งานที่ฟังยากหรือซับซ้อนเกินไป พวกเขาฉลาดเกินไปกว่าที่จะฆ่าตัวเองด้วยการทำเพลงหลุดกรอบออกมาทั้งชุด Magnificent คือ คลาสสิกยูทูที่แฟนตัวจริงโหยหา อดัมย้ำเบสในแบบที่เขาเชี่ยวชาญ ขณะที่ The Edge พุ่งพล่านไปทั่วเพลง มันคือเพลงที่ให้คำตอบว่าพวกเขายังมีพลังในการทำเพลงแบบยี่สิบปีก่อนได้สบายๆแต่พวกเขาก็ทำให้ดูกันแค่เพลงเดียวพอ Moment Of Surrender***** ต่อยอดและพัฒนาจากเพลงบัลลาด-กอสเพลอย่าง Stuck In A Moment You Can't Get Out Of ใน All That You Can't Leave Behind ยาวกว่าเจ็ดนาที เสียงร้องของโบโนเข้มข้นและเร้าอารมณ์สุดยอด จะว่าไปเขาก็แทบไม่ เคยร้องแบบอื่น และที่เซอร์ไพรซ์คือโซโลหวานๆและล่องลอยจากคนใส่หมวกไหมพรมคนนั้น (อัลบั้มนี้ Edge ปล่อยของ--โซโลเพียบ!)

No Line On The Horizon**** ไทเทิลแทร็ค เสียงร้องและอารมณ์แบบพังค์ๆ การเดินทางของตัวโน้ตในท่อนเวิร์สน่าสนใจและไม่เหมือน เพลงใดๆก่อนหน้านี้ของยูทู Stand Up Comedy**** เล่นกับริฟฟ์แบบ Led Zeppelin และ I'll Go Crazy If I Don't Go Crazy Tonight ****ที่มีวิลไอแอมมาช่วยโปรดิวซ์ก็สนุกสนานในแบบที่ไม่นึกถึง The Black Eyed Peas แต่อย่างใด (ไม่ต้องห่วงไม่มีเสียงแรปจากวิล) โบโน กระชุ่นว่าชื่อเพลงนี้น่าเอาไปทำเป็นสโลแกนบนที-เชิร์ต

ที่เหลือคือเพลงร็อคลุ่มลึกที่เต็มไปด้วยแบ็คกราวน์แบบ ambient ของอีโนซึ่งต้องตั้งใจฟังซักหน่อย ผมชอบการเขียนเนื้อของโบโนในหลายๆ เพลงของอัลบั้มนี้ เขาใช้คำง่ายๆ แต่การเล่าเรื่องมีวิธีการที่น่าสนใจ รวมทั้งมุมมองของการใช้ตัวละครบุคคลที่สาม Unknown Caller ****ตัว ละครที่กำลังอยู่ในช่วงการตัดสินใจแห่งชีวิต(อาจจะเป็นการจบชีวิต) แต่ต้องมาเจอกับ SMS นิรนามที่ส่งข้อความสุ่มๆมาเป็นคำแนะนำกึ่งคำสั่งๆ สั้นๆ มันอาจจะได้ไอเดียมาจาก"ของเล่น"ของอีโนที่ชื่อ Oblique Strategies Card ที่เขาเอาไว้ใช้ตอนลูกค้าเกิดความตีบตันทางความคิด (เป็น การ์ดที่พิมพ์คำสั่งหรือคำแนะนำสั้นๆไว้เช่น "ใช้ตัวโน้ตให้น้อยลงหน่อย","ปล่อยตัวเองให้อยู่ในพื้นที่ไร้ค่า", "ทำให้สกปรก" หรือ "เปลี่ยนเครื่องดนตรีที่เล่นกัน" เป็นต้น เขาใช้มันมาตั้งแต่ปี 1975 และทำให้ลูกค้าของเขาหลุดพ้นจากกรอบเดิมๆมานักต่อนักแล้ว) FEZ-Being Born**** เกือบเป็นเพลงเปิดอัลบั้มในตอนแรกแต่พวกเขาเปลี่ยนใจเสีย น่าเสียดายนะครับ ผมว่ามันเหมาะทีเดียวและอาจจะเปลี่ยนโฉมอัลบั้มไปอีกทางหนึ่ง เพลงสงครามสองเพลงคือ White As Snow**** และ Cedars Of Lebanon*** เศร้าเหงาและได้อารมณ์เหลือเกิน

Breathe **** คือเพลงสุดท้ายที่จะพูดถึง อีโนบอกว่านี่คือ "เพลงที่ดีที่สุดที่ยูทูเคยทำมา" คุณ อาจจะไม่เห็นด้วยกับเขาก็ได้ แต่นี่คือเพลงที่เป็นตัว แทนของอัลบั้มนี้ครับ ถ้าคุณต้องการแค่สักเพลง ว่ากันว่านี่จะเป็น anthem เพลงต่อไปบนเวทีการแสดงของพวกเขา

ในฐานะแฟนที่ติดตามกันมาตั้งแต่เกือบต้นๆ (ผมเริ่มฟังที่ 'War') No Line On The Horizon คือความภาคภูมิใจอย่างสุดซึ้งที่ผมมอบให้พวกเขา นี่คืออัลบั้มที่แม้แต่นักฟังประเภทชอบของเสมือนจริงยังควรจะต้องละอายใจและรีบวิ่งไปจ่ายเงินซื้อซีดีให้พวกเขา เสียงร้องมหัศจรรย์ของ Bono ยังไม่ทำให้ผิดหวัง ส่วนกีต้าร์ของ The Edge นั้นเล่นได้เกินคาดหวังเสียอีก Larry กับ Adam ก็ยังคงเป็น Larry กับ Adam คนเดิมที่ หนักแน่นแต่ไม่โดดเด่นออกมา

ในแวดวงของวงดนตรีร่วมสมัยที่มีอิทธิพลสูงสุดของโลกปัจจุบัน Radiohead อาจจะสร้างสรรค์และมีลีลาที่เหนือชั้นกว่า แต่แลกหมัดกัน ครบ15ยก กรรมการรวมคะแนนแล้วยังชูมือให้พวกไอริชขี้เมาเสือเฒ่าลายครามกลุ่มนี้อยู่ครับ ส่วน Coldplay นั้นคงยังต้องทำน้ำหนักอีกซักระยะ นี่น่าจะเป็นเฟสใหม่ของวงที่ต่อจากยุค"เรียกแชมป์คืน"ในสองอัลบั้มก่อน มันคือพัฒนาการอีกขึ้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับวงดนตรีที่อยู่กันมานานขนาดนี้

นับเป็นโชคดีของโลกที่มีวงดนตรีอย่าง U2!

หมายเหตุ-ท่านที่สนใจเรื่อง Oblique Strategies ของ Eno ลองไปเล่นฟรีๆได้ที่....
http://www.palace.net/~llama/oblique/

Monday, 2 March 2009

Beatles ยึดอเมริกาในปี 1964 (พ.ศ. ๒๕๐๗)-3


ในวันจันทร์ที่2มีนาคม แค่9วันหลังจากพวกเขากลับจากอเมริกา เดอะ บีเทิลส์ เริ่มการถ่ายภาพยนตร์ A Hard Day's Night

ก่อนหน้านี้ ภาพยนตร์ที่นำแสดงโดยนักดนตรีป๊อบไม่ว่าจะเป็นอเมริกันหรืออังกฤษ แทบจะทุกเรื่องมีสถิติที่ย่ำแย่ทั้งนั้น

มันเป็นการท้าทายที่ยิ่งใหญ่ต่อไหวพริบและความชาญฉลาดของพวกเขาในการที่จะทำหนังให้ได้กำไรงามโดยใช้ต้นทุนต่ำๆ

แต่อย่างไรก็ตามภาพยนตร์ของบีเทิลส์ก็ยังคงคุณภาพแบบของพวกเขาไว้อันปรากฏอยู่ในแทบทุกงานที่พวกเขาสัมผัส

แม้ว่าจะมีต้นทุนเพียงแค่ 180,000ปอนด์ จาก United Artists ซึ่งมองหนังเรื่องนี้เป็นแค่งานที่ทำออกมาโกยเงินแบบสุกเอาเผากินเท่านั้น และถ่ายทำกันในช่วงเวลาแค่แปดสัปดาห์
แต่ A Hard Day's Night ภาพยนตร์กึ่งสารคดีเรื่องนี้ก็กลับกลายเป็นหนังคลาสสิกในรูปแบบของมัน เป็นชิ้นงานศิลป์ที่จับห้วงเวลาของมันได้อย่างแท้จริง


ในขณะที่ไบรอัน เอ็บสไตน์เป็นผู้จัดการที่ปราดเปรื่องที่สุดเท่าที่วงจะหาได้ เขามีสไตล์ที่หล่อหลอมมาอย่างสมบูรณ์แบบ, วิสัยทัศน์,ความซื่อตรงไร้มายาและการอุทิศตนแบบถวายหัว

ขณะที่จอร์จ มาร์ตินก็เป็นโปรดิวเซอร์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดของวง สร้างสรรค์,พร้อมที่จะรับฟัง, เขาเป็นผู้ชำนาญการด้านดนตรีแต่ไม่มีประสีประสานักในด้านป๊อบหรือร็อค(ซึ่งกลับเป็นเรื่องดี) และช่ำชองในเรื่องการบันทึกเสียงเอ็ฟเฟ็คตลกๆ

และขณะที่ Dick James ก็เป็น music publisher ที่เหมาะเจาะสำหรับพวกเขา คุณลุงจอมอารักขาที่กระหายต่อความสำเร็จ

และขณะนี้ก็เป็นการก้าวเข้ามาของผู้กำกับโนเนม Richard Lester -ช่างสังเกต,ฉลาด,ชอบอะไรเหนือจริงและเขาก็เป็นคนที่ไม่มีใครคาดมาก่อนแต่ก็เป็นบุคคลที่ดีที่สุดสำหรับงานนี้

การกำกับของเลสเตอร์ใน A Hard Day's Night นั้นจัดว่าดีเลิศ ซึ่งจริงๆแล้วต้องให้เครดิตแก่ Alun Owen คนเขียนบทชาวลิเวอร์พูลที่ไบรอันและบีเทิลส์แนะนำเข้ามาด้วย อลันเคยทำงานทีวี,วิทยุและละครเวทีมาก่อน

แม้ว่าหลายปีต่อมา จอห์นจะวิพากษ์วิจารณ์การวางตัวบทละครที่ถอดแบบออกมาตรงๆ และความราบรื่นของหนัง แต่ ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ยังคงเป็นหนังที่น่าชม สนุกสนาน น่าสนใจ ฉลาดเฉลียว และตลกขบขัน ตั้งแต่ต้นจนจบ

ในช่วงเวลานี้ จังหวะในการทำงานของบีเทิลส์ ทั้งในด้านการถ่ายหนัง การแต่งเพลง การบันทึกเสียง การให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน การแสดงคอนเสิร์ท การปรากฏตัวทางทีวีและวิทยุ ทุกอย่างมันอัดแน่นไปหมด
แต่คุณภาพของงานกลับไม่เคยลดลงแต่อย่างใด

ในวันที่ 20 มีนาคม พวกเขาปล่อยซิงเกิ้ลใหม่ 'Can't Buy Me Love' ออกมา ก่อนหน้านี้สามวัน อีเอ็มไอประกาศว่า, มันเป็นอีกครั้งหนึ่ง , ที่ยอดสั่งจองทะลุเกินหนึ่งล้านก๊อบปี้เฉพาะในอังกฤษเท่านั้น ในอเมริกามันขายไปได้ถึง 2,100,000 แผ่น

เดอะบีเทิลส์ได้ต่ออายุการมีเพลงติดอันดับหนึ่งต่อเนื่องกันอย่างยาวนานต่อไปทั้งสองฝั่งแอตแลนติก
ในอเมริกา 'Can't Buy Me Love' ช่วยเสริมความเป็นราชาอันดับเพลงของพวกเขาต่อไป ซึ่งก่อนหน้านี้ศิลปินอังกฤษไม่เคยเจาะเข้ามาได้เลยด้วยซ้ำ

ในบิลบอร์ดชาร์ท "Hot 100 " singles ในวันที่ 4 เมษายน 1964 แสดงให้เห็นว่ามีเพลงของบีเทิลส์อยู่ในอันดับ 1,2,3,4,5,31,41,46,58,65,68 และ 79
สัปดาห์ต่อมา มีซิงเกิ้ลอีกสองแผ่นจากบีเทิลส์บินเข้าสู่ชาร์ท ขณะที่ในอันดับของอัลบั้ม พวกเขาก็ยึดอันดับหนึ่งและสอง

มากไปกว่านั้น วงอื่นๆจากอังกฤษก็เริ่มดาหน้ากันเข้ามาสู่อเมริกา ด้วยบีเทิลส์ทำให้ชาวอเมริกันมองอังกฤษด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

ไม่ใช่เพียงแต่ในอเมริกาและอังกฤษเท่านั้น ที่บีเทิลส์ยึดอันดับเพลง ในออสเตรเลีย วันที่ 3 เมษายน 1964 เพลงของบีเทิลส์ก็ยึดอันดับใน Top six ของซิงเกิ้ลชาร์ทแห่งซิดนี่ย์ไว้โดยหมดจด
และที่ออสเตรเลียนี่เองที่บีเทิลส์มุ่งหน้าไป หลังจากเสร็จสิ้นการถ่ายทำภาพยนตร์ A Hard Day's Night และอัลบั้มชื่อเดียวกัน


เมื่อมองย้อนกลับไป การทัวร์ออสเตรเลียครั้งนั้นไม่ได้เป็นเวลาที่แฮปปี้เท่าใดนักของวง ก่อนที่จะเดินทางไปเล่นคอนเสิร์ทที่ เดนมาร์ค ฮอลแลนด์ และฮ่องกง ริงโก้ก็ล้มเจ็บลงด้วยอาการทอนซิลและลำคออักเสบเพียงวันเดียวก่อนวันที่ 3 มิถุนายนที่เป็นกำหนดการเดินทาง

มันสายเกินไปเสียแล้วที่จะเลื่อนทัวร์ออกไป ดังนั้นจึงมีทางเลือกแค่ทางเดียว: จ้างตัวแทนชั่วคราว
จอร์จเป็นคนที่คัดค้านไอเดียนี้และเขาถึงกับเอ่ยว่าถ้าริงโก้ไม่ไปเขาก็จะไม่ไปเช่นกัน ("คุณหาตัวแทนไว้ได้สองคนเลย")