Abbey Road (18)
ช่วงนี้ถ้าใครคิดว่าเดอะบีเทิลส์กำลังหมกมุ่นอยู่แต่ในห้องอัดของตัวเอง บอกเลยว่า "คิดผิดถนัด!" เพราะสมาชิกทั้งสี่คนเขาแอบแวบไปทำโปรเจกต์นอกรอบกันสนุกสนานมาได้หลายเดือน (หรืออาจจะนานกว่านั้น จนภรรยาเริ่มจำหน้าไม่ได้แล้วมั้ง!) โดยเฉพาะพ่อหนุ่มไฟแรงอย่าง พอล แม็กคาร์ตนีย์ ที่นอกจากจะไปแจมกับสตีฟ มิลเลอร์แล้ว ตลอดฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนปี 1969 เขายังเดินสายรับจ๊อบนอกวงแบบรัว ๆ ชนิดที่ว่า “งานหลวงไม่ขาด งานราษฎร์ไม่เคยพลาด” จนประสบการณ์เหล่านี้ย้อนกลับมาเติมพลังให้เพลงชุดใหม่ของเดอะบีเทิลส์แบบเต็มคาราเบล!
ความจริงแล้ว พอลเขามีพฤติกรรม “ปันใจ” ไปแต่งเพลงให้ชาวบ้านมาตั้งแต่ปี 1963 โน่นแล้ว แถมตามธรรมเนียมลูกผู้ชาย ก็ยังแปะป้ายเครดิตคู่บุญไว้ว่า “Lennon–McCartney” เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งพอลเคยเม้าท์ให้ฟังทีหลังว่า ที่ต้องใช้ชื่อคู่กันก็เพราะอยากเท่เหมือนคู่หูนักแต่งเพลงระดับตำนานอย่าง Rodgers and Hammerstein หรือ Lerner and Loewe — เอ่อ พูดง่าย ๆ คือ ตอนนั้นรู้จักอยู่แค่นี้แหละ เลยขอเกาะกระแสความดังเขาหน่อยเถอะน่า!
จากเซสชันแมนมือทอง สู่โปรดิวเซอร์ป้ายแดงค่าย Apple
ถ้าไล่ดูเรซูเม่รับจ๊อบของพอลในช่วงนี้ บอกเลยว่ายุ่งยิ่งกว่าคิวทองของดาราเกาหลี:
- ฤดูใบไม้ร่วงปี 1966: แอบไปสวมวิญญาณมือเบสให้เพลง Mellow Yellow ของโดโนแวน แถมยังเนียนไปร่วมกรี๊ดปาร์ตี้ในเพลงไตเติลแทร็กอีกต่างหาก
- เมษายน 1967: โผล่ไปรับเชิญในรูปแบบที่โลกต้องจารึก... ด้วยการ "เคี้ยวเซเลอรี" กรุบ ๆ ในเพลง “Vegetables” ของ The Beach Boys (กินผักเพื่อสุขภาพเหรอพอล? หรือหาเรื่องอู้งานกันแน่?)
- ช่วงพักทำ The White Album: แอบแวบไปดีดเบสหน่วงขรึมบาดใจให้เจมส์ เทย์เลอร์ ในเพลง “Carolina in My Mind”
ส่วนบทบาท “โปรดิวเซอร์” พอลก็คึกคักไม่แพ้กัน ตั้งแต่ค่าย Apple Corps เปิดตัวแบบอลังการงานสร้างในพฤษภาคม 1968 พอลกับแฮร์ริสันก็สวมบทป๋าดันปั้นเด็กใหม่กันแบบโนสนโนแคร์ตารางงานวงหลัก โดยเฉพาะสาวน้อยเสียงใสจากเวลส์วัย 19 ปี แมรี ฮอปกิน (Mary Hopkin) ที่เพิ่งแจ้งเกิดจากเพลงฮิตถล่มโลก “Those Were the Days”
พอลจัดแจงแต่งเพลงใหม่ให้เธอชื่อว่า “Goodbye” โดยมโนภาพว่าเป็นเพลงกะลาสีเรือเหงา ๆ ทิ้งคนรักไว้ที่ท่าเรือ แล้วก็จัดการเรียกประชุมที่บ้านบน Cavendish Avenue ซะเลย พอเข้าห้องอัดจริงที่ Morgan Studios พอลก็จัดการปรับคีย์ ยกจาก C เป็น E เมเจอร์ให้เข้ากับเสียงน้องแมรี แถมเหมาเบส กีตาร์โปร่ง กลอง และเพอร์คัสชันเองหมดทุกชิ้นแบบไม่ต้องง้อใคร! ผลลัพธ์คือเพลงนี้กลายเป็นซิงเกิลเอกในอัลบั้มเปิดตัว Postcard จนนักวิจารณ์จาก Rolling Stone อย่าง จอร์จ เมนเดลโซห์น ถึงกับต้องอุทานออกมาว่า:
"อัลบั้มนี้เป็นของพอล แม็กคาร์ตนีย์ พอ ๆ กับที่เป็นของแมรี ฮอปกิน เลยล่ะคุณ เพราะโปรดิวเซอร์ดันเด่นทะลุปรอทจนกลายเป็นซุปตาร์ซะเอง!"
แจกความสดใสให้วงการหนัง และปั้น Badfinger ให้แจ้งเกิด
นอกจากงานเพลงทั่วไป พอลยังแอบไปชิมลางวงการภาพยนตร์ด้วยการทำเพลงประกอบหนังเรื่อง The Family Way ให้พี่น้อง Boulting แต่ความฮาคือ พอถึงเวลาทำงานจริง พอลเจ้ากรรมดัน "หายตัวล่องหน" ไปซะอย่างนั้น! จนโปรดิวเซอร์คู่บุญอย่าง จอร์จ มาร์ติน ต้องเป็นคนเปิดโปรเจกต์รอ ก่อนที่พอลจะโผล่มาพร้อมกับทำนองวอลทซ์หวาน ๆ ที่มาร์ตินแอบแซวทีหลังว่า “ถ้ามันฟังดูเหมือนรีบทำ... ก็เพราะมันรีบทำจริง ๆ นั่นแหละ!” แต่เชื่อไหมล่ะว่า เพลงนี้แหละที่ส่งให้พอลคว้ารางวัล Ivor Novello ไปครองแบบงง ๆ ซะงั้น!
ตัดภาพมาที่ฝั่งเพื่อนซี้ ริงโก สตาร์ ที่เพิ่งถ่ายหนัง The Magic Christian เสร็จ งานนี้พอลเลยขอต่อยอด กระโดดมารับโปรดิวซ์เพลงให้วงร็อกดาวรุ่งอย่าง Badfinger (ซึ่งเดิมชื่อ The Iveys และเปลี่ยนชื่อตามมุกขำ ๆ ที่เดอะบีเทิลส์เคยตั้งให้เพลง With a Little Help from My Friends ว่า “Bad Finger Boogie”)
พอลจัดหนักแต่งเพลง “Come and Get It” ให้เป็นธีมหลักของหนัง แล้วโชว์สกิลมนุษย์ออร์เคสตราด้วยการอัดเพลงนี้คนเดียวจบภายใน "เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง!" โดยเล่นทั้งเปียโน ร้องนำ ซ้อนเสียงร้อง มารักัส กลอง (แอบยืมชุด Ludwig Hollywood ของริงโกที่ตั้งรอไว้สำหรับเซสชันบีเทิลส์วันนั้นมาใช้หน้าตาเฉยเลยนะพอล!) โดยมีเลนนอนนั่งคุมพิมพ์เขียวขำ ๆ อยู่ในห้องควบคุมด้านบน
ต้นเดือนสิงหาคม พอลก็สวมบทป๋าดันต่อด้วยการคุม Badfinger อัดเพลงนี้ตามโน้ตเป๊ะ ๆ รวมถึงช่วยปั้นเพลงอื่น ๆ ในอัลบั้ม Magic Christian Music ร่วมกับโปรดิวเซอร์ฝีมือดีอย่าง โทนี วิสคอนติ และ ปีเตอร์ แอชอร์ เรียกว่าช่วงนั้นพอลไม่ได้แค่แบ่งปันพรสวรรค์ให้เดอะบีเทิลส์อย่างเดียว แต่ยังแผ่ขยายอิทธิพลไปทั่ววงการเพลงอังกฤษจนแทบจะร่างแยกได้อยู่แล้ว!

No comments:
Post a Comment