Wednesday, 27 July 2016

สืบสานตำนานสุภาพสตรีทริโอ


case/lang/veirs-case/lang/veirs ****












Released: June 2016
Genre: Pop, Alternative Country
Producer: Tucker Martines



Tracklist
1.     "Atomic Number"
2.     "Honey and Smoke"
3.     "Song for Judee"
4.     "Blue Fires"
5.     "Delirium"
6.     "Greens of June"
7.     "Behind the Armory"
8.     "Best Kept Secret"
9.     "1000 Miles Away"
10.  "Supermoon"
11.  "I Want to Be Here"
12.  "Down"
13.  "Why Do We Fight"
14.  "Georgia Stars"

Neko Case (เกิด 1970) สาวอัลเตอร์เนทีพคันทรี่จากอเล็กแซนดร้า,เวอร์จิเนีย เธอสร้างชื่อในการเป็นศิลปินเดี่ยวและอยู่ในวงดนตรี The New Pornographers มาตั้งแต่ทศวรรษที่ 90’s Case เป็นนักร้องเสียงหวานใสทรงพลังและเป็นศิลปินที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ อัลบั้มล่าสุดของเธอมีชื่อราวกับบทกวี The Worse Things Get, The Harder I Fight, the Harder I Fight, the More I Love You ออกมาในปี 2013

k.d. lang (ชื่อจริง Kathryn Dawn Lang) เกิดที่แคนาดา 1961 เคดีมาทางสายคันทรี่ ด้วยความประทับใจในเสียงเพลงและชีวิตของ Patsy Cline เธอออกอัลบั้มคันทรี่ชั้นยอดสองสามชุด ก่อนที่จะเคลื่อนตัวเองไปที่ดนตรีแนวอื่นๆอย่างไร้ขีดจำกัด สาวหล่อคนนี้มีดีที่เสียงร้องที่หวานกังวานลึกซึ้งชวนหลงใหล ไม่ว่าเธอจะร้องเพลงในแนวใด อัลบั้มล่าสุดของแลงก์คือ Sing It Loud ในปี 2011 ที่ย้อนกลับไปที่อิทธิพลดนตรีคันทรี่อีกครั้ง

Laura Veirs (เกิด 1973, โคโลราโด) สาวแว่นนักร้องนักแต่งเพลงช่างคิด ลอร่ามีเสียงร้องที่เรียบง่าย อ่อนหวาน และเรนจ์ที่กว้างชวาง เพลงที่เธอแต่งมักจะเป็นเรื่องโรแมนติกในมุมมองที่คาดไม่ถึง เรื่องสาระพันในชีวิต และบางครั้งก็เป็นทางสังคมและการเมือง งานเดี่ยวล่าสุดของเธอคือ Warp & Weft ในปี 2013 ที่มี lang และ Case มาช่วยปล่อยเสียงสวยๆไว้ด้วย นั่นถือเป็นการอุ่นเครื่องสำหรับโปรเจ็ค case/lang/veirs

เรื่องของเรื่องมันเริ่มจาก k.d. lang ผู้ที่เริ่มเบื่อๆกับการร้องเพลงบันทึกเสียงในนามศิลปินเดี่ยวและอยากจะปลดเกษียณตัวเอง แต่เธอได้คิดว่าถ้าฟอร์มวงขึ้นมา มันอาจทำให้ชีวิตศิลปินของเธอสดใสขึ้น คิดได้ดังนั้นแลงก์ก็อีเมล์ไปชวน Case และ Veirs มาตั้งวงกัน ภายใน 30 นาทีสองคนนั้นตอบตกลงทันที มันคงยากที่จะปฏิเสธการมีโอกาสได้ร้องเพลงและทำอัลบั้มร่วมกับตำนานอย่าง lang

แม้อาจจะยังไม่ถึงระดับนั้น แต่หลายคนก็จับ supergroup CLV นี้ไปเทียบกับทริโอในตำนาน Dolly Parton/Emmylou Harris/Linda Ronstadt ที่เคยร่วมกันทำอัลบั้ม Trio และ Trio II เป็นมาสเตอร์พีซของวงการคันทรี่มาแล้วในอดีต (ซึ่งเราคงไม่มีโอกาสได้ฟังสามคนนั้นร้องเพลงด้วยกันอีกแล้ว ด้วยปัญหาสุขภาพของลินดา) การเปรียบเทียบอย่างนี้ย่อมเป็นดาบที่คมพอจะเชือดตัวเองด้วยความกดดันและอีกคมคือความเป็นเกียรติสูงสุดของศิลปินที่พวกเธอควรจะปลาบปลื้ม

ในแง่ของการประสานเสียงขับร้องอันกลมกล่อม คงยากที่ผู้หญิงสามคนที่ไหนจะไปเทียบกับทริโอของดอลลี่,เอ็มมี่ลู และ ลินดา แต่ CLV ก็ทำได้ดีในแบบของพวกเธอ ซึ่งหลายต่อหลายเพลง ไม่ได้เป็นไปในแบบ three-part harmony ตรงไปตรงมา ส่วนด้านดนตรีและการประพันธ์ CLV ทำได้ดีมากๆทั้งในแง่ความหลากหลายคมคายของเนื้อหา และดนตรีที่เป็นอัลเทอร์ฯคันทรี่แสนเท่ กีต้าร์ที่เล่นกับเอ็ฟเฟ็คมากมาย เครื่องสายที่สอดแทรกสอดรับอย่างพอเหมาะ (ต้องขอบคุณโปรดิวเซอร์ Tucker Martine-ผู้ควบตำแหน่งแฟนของ Veirs ด้วย)

ทั้งสามสาวเป็นนักแต่งเพลงมืออาชีพ คงไม่ยากอะไรที่แต่ละคนจะแบกเพลงของตัวเองมาจากบ้าน และมาเรียบเรียงแบ่งกันร้อง แต่นั่นคงไม่ทำให้คนฟังรู้สึกได้ถึงความเป็นวงนัก โชคดีที่พวกเธอเลือกวิธีมานั่งแต่ง นั่งคิดเพลงด้วยกันใหม่หมด ทั้ง 14 เพลง โดยที่แต่ละเพลงอาจจะมี”เจ้าภาพ”หลักเป็นหนึ่งในสาม ส่วนมากเจ้าภาพจะเป็นคนร้อง แต่ไม่ทุกเพลง

เมื่อได้อัลบั้ม case/lang/veirs มาใหม่ๆ คิดแค่เพียงว่า การได้ฟังเสียงร้องของ Lang ก็คุ้มค่าแล้ว และแอบเปิดหาฟังเพลงที่เธอร้องนำก่อนเลย น่าแปลกใจที่คนที่น่าจะเป็นนางเอก (หรือพระเอกในกรณีของ Lang) กลับร้องแค่ 4 เพลง และเป็นแนวที่เธอถนัด จังหวะช้าหรือปานกลาง เน้นการถ่ายทอดเสียงที่หวานลึกไม่เหมือนใคร แต่การที่ได้ Case กับ Veirs มาช่วยประสานเสียง น่าจะทำให้ Lang มีความสุขมากมายกว่าการร้องอยู่คนเดียวตลอดหลายปีที่ผ่านมา สี่เพลงที่ Lang ร้องนำคือ Honey and Smoke (สมัยนี้ยังมีการตัดซิงเกิ้ลจริงๆจังๆอยู่ไหม, ถ้ามี ก็น่าจะเป็นเพลงนี้ที่เป็นซิงเกิ้ลแรก) Blue Fires-เวิ้งว้าง อ้อนเหงา, 1,000 Miles Away-แจ๊ซซี่ เลื่อนลอย  และ Why Do We Fight –หวานเศร้า เพลงหลังนี่เป็นบัลลาดในร้านเหล้า (saloon, torch song) ในแบบที่แลงก์ถนัด และเธอก็ร้องได้หยุดโลกหยุดจักรวาลไปเลย ไม่น่าเชื่อว่ากว่าที่แลงก์จะร้องเพลงนี้ได้ดั่งใจต้องใช้เวลาและเทคมากมาย จนสุดท้าย Veirs เล่าว่าต้องตัดเนื้อเพลงบางคำที่ทำให้แลงก์อึดอัดในการร้องออกไป เท่านั้นแหละทุกอย่างก็ฉลุย น่าเสียดายที่ไม่มีใครบอกว่าคำๆนั้นคืออะไร

Laura Veirs น้องนุชสุดท้องในกรุ๊ป เธออาจจะเป็นคนที่ดังน้อยที่สุด แต่ผิดถนัดถ้าคุณจะคิดว่าเธอคือ weakest link งานประพันธ์ที่เธอนำเสนอในอัลบั้มล้วนเยี่ยมยอด ตั้งแต่บทเพลงเพื่อ Judee Sill-Song For Judee, เพลงสนุกชวนเต้นรำที่สุดในอัลบั้มในแนวแคลิฟอร์เนียป๊อบ Best Kept Secret,  เพลงประสานเสียงสามสาวที่เรียบง่ายแต่งามแสนอย่าง I Want To Be Here และเพลงปิดท้ายอัลบั้ม Georgia Stars ที่ขึ้นต้นเหมือนกับ traditional folk แต่ไปๆมาๆกลับร็อคราวกับ Sonic Youth มาร่วมกระหน่ำ

case/lang/veirs เป็นงานที่เกลี่ยและเฉลี่ยความโดดเด่นให้ทั้งสามสาวอย่างพอดิบพอดีจริงๆ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องยอมรับว่าสุ้มเสียงของอัลบั้มมันเป็นแนวทางของ Neko Case ที่สุด อาจเป็นเพราะบุคลิกภาพอันร้อนแรงเข้มข้นของเธอหรือเสียงร้องที่คมกริบนั้นก็เป็นได้ เพลงเด่นๆของเธอในชุดคือ Delirium, Behind The Armory และ Down I-5 เพลงสุดท้ายมาจากชื่อถนนที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองที่ทั้งสามสาวอยู่ และเป็นแทร็คที่ดนตรีเข้มข้นลึกซึ้งที่สุดในอัลบั้ม

แต่ถ้าจะมีสักเพลงที่บ่งบอกความเป็น case/lang/veirs ได้ดีที่สุด มันต้องเป็นแทร็คแรก Atomic Number ที่แบ่งประโยคขับร้อง และประสานเสียงกันได้อย่างหมดจดไพเราะและสร้างสรรค์ ผมไม่ทราบว่าหมายเลขอะตอมของทั้งสามสาวเป็นเลขอะไรกันบ้าง แต่เชื่อเต็มหัวใจว่ามันต้องต่อกันติดสนิทแนบอย่างแน่นอน เราถึงได้ฟังโมเลกุลแห่งอัลบั้มที่เลอค่าเพียงนี้ ก็หวังว่า...มันคงไม่ใช่โมเลกุลสุดท้ายนะ





Monday, 27 June 2016

A Moon Shaped Pool


มหาสมุทรแห่งสรรพเสียง
Radiohead : A Moon Shaped Pool ****
Release : May 2016
Producer: Nigel Godrich
Genre: Art Rock / Electronic


ไม่ผิดหวังครับ สำหรับอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Radiohead พวกเขายังเกาะเกี่ยวกันด้วยสมาชิกชุดเดิมอย่างเหนียวแน่น อันประกอบไปด้วย Thom Yorke, Jonny  และ Colin Greenwood, Ed O’ Brien และ Philip Selway รวมทั้ง “The Sixth
Radiohead” Nigel Godrich โปรดิวเซอร์คู่บุญบารมี ที่ทำงานร่วมกับวงมาตั้งแต่มหากาพย์ OK Computer (1997)

A Moon Shaped Pool ทิ้งช่วงจาก The King of Limbs อัลบั้มที่เต็มไปด้วยเสียงอีเล็คโทรนิคส์ 5 ปีเต็ม 11 เพลงในชุดนี้ หลายเพลงเป็นเพลงเก่าที่พวกเขาเคยนำมาเล่นในคอนเสิร์ต หรือจากแหล่งอื่นๆมาก่อน แต่ไม่เคยนำมาบันทึกเสียงอย่างเป็นทางการ พวกเขานำมันมาทำให้สมบูรณ์ในอัลบั้มนี้ สำหรับแฟนเพลงหลายคนอาจจะเป็นข่าวดีที่จะได้มีเวอร์ชั่นที่ final เสียทีสำหรับเพลงเหล่านี้ แต่อีกนัยหนึ่งถ้ามองในแง่ร้าย มันก็อาจหมายถึงความตีบตันในการทำเพลงใหม่ๆของพวกเขาได้เหมือนกัน

แต่ถ้าไม่คิดอะไรมาก นี่เป็น 11 เพลงที่คงมาตรฐานอันสูงส่งของวงดนตรีจากออกซ์ฟอร์ดวงนี้ และเมื่อบวกกับความหลากหลายและสิ่งแปลกใหม่ที่ทางวงนำเสนอ ผมคิดว่ามันมีความยิ่งใหญ่ในระดับเดียวกันกับ In Rainbows (2007) แต่ในคนละฝั่งของสเปกตรัม ซึ่งสีสันของปกอัลบั้มทั้งคู่ก็คงพอจะบอกได้


ภาพรวมของ A Moon Shaped Pool ก็ยังคงเป็น Radiohead ที่คุณคุ้นเคยในช่วงนับจากอัลบั้ม Amnesiac เป็นต้นมาการร้องเพลงแบบทอม ยอร์ค, เสียงอีเล็กโทรนิคส์ที่นำมาใช้อย่างมีรสนิยม, ความมืดหม่นระคนอบอุ่นของอารมณ์เพลง และเนื้อหาที่ใช้ถ้อยคำสั้นๆ แต่ตีความได้ร้อยพันแปด น้องใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในชุดนี้คือเสียงออร์เคสตร้าจากวง London Contemporary Orchestra ที่เขียนสกอร์โดยมือกีต้าร์ของวง—Jonny Greenwood (เขาเคยทำซาวนด์แทร็คภาพยนตร์มาหลายเรื่อง) มันส่งเสริมเติมอารมณ์และความอลังการให้ในหลายๆเพลงอย่างถูกที่ถูกเวลา นับเป็น element ใหม่ที่สร้างพลังและชีวิตชีวาให้ Radiohead อย่างมากล้น

หลายๆศิลปินอาจจะมีปัญหาแทบขาดใจกับการขายอัลบั้มในยุคปัจจุบัน แต่นั่นไม่เกิดกับ Radiohead พวกเขายิ่งใหญ่เกินกว่าที่จะกังวลอะไรกับเรื่องพวกนี้ โปรโมตด้วยเอ็มวีสองตัวก่อนออกอัลบั้มไม่กี่วัน (Burn The Witch, Daydreaming) ปล่อยเพลงออกสตรีมทุกค่าย (ดังๆ),ขายไฟล์ออนไลน์ ตามด้วยซีดี,แผ่นเสียง และ limited edition ที่ต้องสั่งพิเศษกัน (ไอเดียคูลๆในงานนี้คือมีการตัดมาสเตอร์เทปแท้ๆของงานเก่าๆในอดีตออกมาแจกจ่ายใน limited edition นี้ด้วย) ถ้าเป็นไวนีลจะมีสองแผ่น จัดเป็นอัลบั้มคู่ หน้าปกฝีมือการวาดของ Stanley Donwood ดูจากแผ่นเสียงทำให้นึกถึง Relayer ของ Yes อยู่เหมือนกัน

11 แทร็คใน A Moon Shaped Pool ถูกจัดเรียงแบบตามตัวอักษรหน้าสุดของชื่อเพลง ดูเหมือนจะไม่มีเหตุผล แต่มันก็ออกมาดี (ทางวงให้ความเห็นว่าที่พวกเขาใช้วิธีนี้ในการเรียงเพลง ก็เพราะว่าเรียงแบบนี้แล้วมันเวิร์ค) เปิดอย่างอลังการด้วย Burn The Witch เสียงร้อง ดนตรีของวง เครื่องสาย ท่วงทำนอง ล้วนแล้วแต่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจเป็นที่สุด (แน่นอน,เร้าใจในแบบของ Radiohead) เพลงนี้ก็เป็นเพลงเก่าเก็บ โดยมีประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปถึงปี 2002 โดยมีเนื้อเพลงสั้นๆของมันอยู่ใน cover art ของ Hail To The Theif, Daydreaming เพลงที่สองที่เอ็มวีนำแสดงโดยทอม ยอร์คเอง  การเรียบเรียงดนตรีและเครื่องสายในแทร็คนี้ราวกับเป็นซาวนด์แทร็คหนังสั้นในตัวมันเอง ปิดท้ายด้วยการเล่นกับการหมุนเทปย้อนกลับ ให้เสียงร้องของทอม ราวกับการครวญครางของสัตว์ประหลาด แต่ที่จริงเขากำลังร้องว่า ‘Half of my life.’, Decks Dark ยังอยู่ในจังหวะที่เชื่องช้าระทม แต่มีเสียงกลองคมๆที่กระเด็นข้ามเวลามาจากยุค OK Computer เนื้อเพลงเอ่ยถึงเรื่องราวของยานอวกาศและการหลบเร้น แฟนๆเชื่อกันว่านั่นเป็นอะไรที่ต้องตีความอีก18 ตลบมากกว่าที่พวกเขาจะหมายความอย่างนั้นตรงๆ, Desert Island Disk กีต้าร์นีโอโฟล์คมาจากไหน? นี่ถ้าตัดเครื่องสายและอีเล็คโทรนิคส์ออกไปและเติมความหวานอีกนิด คงจะกลายเป็นเพลงของ Nick Drake ได้ ชื่อเพลงอาจนำมาจากรายการดังของ BBC ที่แขกรับเชิญต้องมาเลือกอัลบั้มหรือเพลงไปฟังตอนติดเกาะ 8 ชุด แต่มันเกี่ยวอะไรกับเนื้อหาในเพลงนี้ นั่นเป็นหน้าที่ของคนฟังและแฟนๆต้องเค้นคุ้ยกันเอง,

Ful Stop (สะกดอย่างนี้) หลังจากล่องลอยกันมาหลายเพลง พวกเขาปล่อยเพลง”เร็ว”ออกมาอีกหนึ่งแทร็ค เพลงนี้มีอดีตย้อนไปในปี 2012 ที่ Radioheadเล่นเพลงร็อครวดเร็วนี้ในการแสดงที่ชิคาโก้ แทร็คนี้มีมือกลองรับเชิญชื่อ Clive Deamer ไม่ทราบเหตุผลแน่ชัดว่าทำไมถึงต้องใช้บริการของเขา แต่เสียงไฮแฮทซับซ้อนในท่อนกลางเพลงก็ไม่ใช่สิ่งที่เราจะได้ยินเป็นปกติจากฝีมือฟิลิป เซลเวย์ น่าเสียดายที่ทั้งชุดนี้มีเพลงแบบนี้อยู่แทร็คเดียว, Glass Eyes และ True Love Waits เป็นเปียโนบัลลาดช้าๆที่จะทำให้หัวใจคุณละลายถ้าชอบสไตล์นี้และเสียงร้องเหงาร้าวๆของทอม , Identikit เต็มอิ่มกับเสียงกีต้าร์ของจอนนี่ที่หาฟังได้ยากเย็นเหลือเกินในสมัยนี้ของพวกเขา (ชื่ออัลบั้มอยู่ในเนื้อเพลงๆนี้) ประมาณว่า อยากฟังนักใช่ไหม กีต้าร์น่ะ อะ เอาไปเต็มๆ แต่เพลงเดียวนะ , Present Tense ใครว่าเพลงบอสซาโนว่า ทำให้ดาร์คไม่ได้?

ทอม ยอร์ค เคยบอกไว้ว่า ถ้าเขาจะเขียนเพลงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ มันคงจะออกมาทุเรศทุรัง แต่เมื่อเขาทำมันจริงๆใน The Numbers มันกลับกลายเป็นเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอัลบั้ม ออร์เคสตร้าในเพลงนี้เต็มอิ่ม ใช้ทุกโน้ตอย่างคุ้มค่า เมื่อฟังมาถึงเพลงนี้ ผมต้องบอกตัวเองว่าเราช่างโชคดีเสียจริง ที่ได้อยู่ร่วมสมัยกับวงดนตรีวงนี้

คุณอาจหาบทความการตีความ,ความหมาย และที่มาที่ไปของแต่ละเพลงใน A Moon Shaped Pool ในอินเตอร์เน็ตได้ไม่ยาก แต่แนะนำให้คุณอ่านเนื้อเพลง,ฟังเพลง และตีความด้วยเวอร์ชั่นของคุณเองก่อน อ้อ, และอย่าไปคิดว่าเพลงพวกนี้จะไปเกี่ยวข้องอะไรกับการหย่าร้างของ Thom Yorke เมื่อเร็วๆนี้มากนักนะ ผมไม่คิดว่ามันจะตรงไปตรงมาอย่างนั้นหรอก สำหรับคนอย่าง Yorke และวงดนตรีอย่าง Radiohead แม้แต่ชื่ออัลบั้มเอง.....

Tracklist

8.  The Numbers


Wednesday, 25 May 2016

ทุกสิ่งทุกอย่าง พร้อมกันในคราเดียว


Travis-Everything At Once ***1/2

Produced by Michael Ilbert
Released: April 2016
Genre: Post-Britpop, Indie Rock, Alternative Rock



Everything At Once เป็นอัลบั้มชุดที่ 8 ของวงร็อคจากสก็อตแลนด์วงนี้ หลังจากคลำหาทางกลับสู่ความยิ่งใหญ่ที่วงทำไว้ในช่วงรอยต่อของทศวรรษในอัลบั้มอย่าง The Man Who และ The Invisible Band พวกเขาทำได้อีกครั้ง มันคือ Travis ที่แฟนๆอยากจะฟังที่สุด เสียงร้องที่นิ่มนวลและฟังดูปิ่มเศร้าอยู่ในทีที่ยังสดใสเหมือนไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนของ Fran Healy (แม้ว่ารูปลักษณ์ของเขาจะเปลี่ยนไปแค่ไหน) ขับร้องเพลงที่เป็นมุมมองสวยงามและความหวังต่อโลกที่ดูเหมือนจะไม่มีหวังให้มอง และเพื่อนร่วมวงที่ไม่เคยเปลี่ยนแม้แต่คนเดียว: Andy Dunlop กีต้าร์, กลอง Neil Primrose และ Dougie Payne เบส และเหมือนกับชื่ออัลบั้ม Everything At Once ประหนึ่งเป็นอัลบั้มที่ Travis ทบทวนย้อนหาในสิ่งดีงามที่เขาเคยสร้างไว้ในดนตรีของพวกเขาตั้งแต่ปี 1996 และแตะในแต่ละประเด็นมาผนวกเป็นอัลบั้มนี้ ที่มีความยาวเพียง 33 นาที จัดว่าสั้นมากสำหรับยุคนี้ แต่คุณจะต้องการอะไรที่มันยาวไปกว่านี้ ในเมื่อนี่เป็น 10 เพลงที่ไม่มีเศษเพลงเลย

พวกเขาตั้งวงในปี 1990 ในกลุ่มนักศึกษาศิลปะด้วยกันในกลาสโกว์ ย้ายไปลอนดอนในปี 1996 Travis เริ่มต้นด้วยดนตรีร็อคเน้นกีต้าร์หนักและเสียงร้องเปี่ยมชีวิตชีวา Good Feeling อัลบั้มแรกคือหลักฐานในความสำเร็จนั้น มีเพลงดังอย่าง “Happy”  และ “Tied to the 90’s” แต่ความสำเร็จของมันกลับกลายเป็นแค่จุดเล็กๆ เมื่อ The Man Who อัลบั้มที่สองมาถึง โปรดิวซ์โดย Nigel Godrich (Radiohead) เขาทำให้ Travis แทบจะกลายเป็นคนละวง ด้วยอารมณ์ที่หม่นหมอง บนเพลงที่เนิบนาบยิ่ง มันกลายเป็นอัลบั้มแห่งปีของหลายสำนัก และส่งให้ Travis เป็นวงระดับพรีเมี่ยมไปในทันที มันเต็มไปด้วยเพลงระดับคลาสสิกอย่าง “Writing To Reach You”, “Why Does It Always Rain On Me?”, “Turn” หรือ “Driftwood”  The Invisible Band อัลบั้มต่อมา เหมือนเป็นการประกาศว่าพวกเขายินดีเป็นวงเล็กๆต่อไปมากกว่าจะครองโลก และ Travis ก็ทำอัลบั้มออกมาอย่างไม่รีบร้อน ในแนวทางที่พวกเขาอยากทำ หม่นหมองและหนักหน่วงขึ้นใน 12 Memories กลับไปร็อคดุๆใน Ode to J. Smith และทำท่าจะกลับมาในแนวเดิมอย่าง The Invisible Band ใน Where You Stand เพียงแต่งานเหล่านี้ เหมือนจะขาดอะไรบางอย่างไปเสียทุกครั้ง และโลกก็เหมือนจะลืมๆพวกเขาไป

แต่ความขาดไปนั้นได้ถูกเติมเต็มใน Everything At Once อย่างที่ต้องบอกซ้ำอีกครั้ง ว่านี่คือ Travis ที่แฟนๆอยากจะฟัง ดนตรีที่ต่อยอดจาก Oasis, Radiohead และวงร็อคอังกฤษอีกหลายวงในยุคต้น 90’s และเป็นอิทธิพลสำคัญให้วงดนตรีแบบ Coldplay, Kean และ Snow Patrols

What Will Come เสียงร้องของฟรานสดใสและไพเราะอย่างที่ไม่เคยได้ยินมานานแล้ว เนื้อหาตรงไปตรงมาไม่ต้องตีความมากว่า สิ่งที่เขาคิดนั้นคือ ไม่ว่าจะในอนาคตจะมีอะไรรอเราอยู่ เขาพร้อมแล้วที่จะเผชิญกับมัน Magnificent Time เพลงที่น่าจะสนุกสนานที่สุดในอัลบั้มเพลงนี้ เริ่มต้นมาจากไอเดียของนักคีย์บอร์ดของวงรุ่นน้อง Time Rice Oxley แห่ง Keane และไม่น่าแปลกที่มันจะฟังดูเหมือนเพลงของ Keane พอสมควร Radio Song ฟรานย้อนระลึกถึงบรรยากาศในการทำเพลงของวงร็อคอังกฤษยุคต้น90’s ที่เต็มไปด้วยเสียงกีต้าร์ในแนวทางที่เอามาจากฝั่งอเมริกาอีกที เขาได้ไอเดียมาจากการได้ยินเพลงๆหนึ่งของ The Breeders ทางวิทยุ  All of The Places เสียงร้องของฟรานไพเราะถึงที่สุดบนคีย์บอร์ดและกีต้าร์หนุงหนิงชวนฝันไปถึงยุค The Man Who

สองเพลงที่ให้อารมณ์แตกต่างไปจากเพลงพลิ้วหวานของ Fran เป็นผลงานการแต่งของ Doug Payne มือเบส Animals – เพลงที่สะกิดให้เราสำนึกว่าเราก็เป็น animal เหมือนกัน   และไทเทิลแทร็ค Everything At Once ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในเพลงที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ทางดนตรีมากที่สุดที่ Travis เคยทำมา โดดเด่นด้วยการใส่คำร้องถี่ยิบในแบบที่ไม่เป็น Travis ที่เราคุ้นเคยเอาเสียเลย แต่มันไม่ทำให้เรารู้สึกต่อต้านแต่อย่างใด

ฟรานเล่าว่า เขาเขียน Paralysed เพื่อบรรยายถึงภาพที่เราชินตากันในสังคมทุกวันนี้ ผู้คนยืน,นั่ง,เดิน ก้มหน้าอยู่กับสมาร์ทโฟน กึ่งๆจะดูเหมือนคนเป็นอัมพาต และคงจะโทษคนฟังไม่ได้ถ้าเสียงคอรัสกระหึ่มๆอย่างนั้นจะทำให้คิดถึง Coldplay เพราะพวกเขาใช้เทคนิคนี้บ่อยมากในระยะหลังจนเป็นเอกลักษณ์ไปแล้ว (ไม่ช่วยอะไรเลยที่ Paralysed จะสัมผัสกับ Paradise ชื่อเพลงๆนึงของ Coldplay ดีไปหน่อยด้วย)

หลังจากฟังเสียงฟรานมาทุกเพลง เป็นอะไรทีแช่มชื่นนักที่ได้ฟังนักร้องสาว Josephine Oniyama มาร้องคู่กับฟรานใน Idlewind (เหตุผลจริงๆคือฟรานร้องคอรัสเพลงนี้ไม่ได้เลยต้องหาคนช่วย)

นี่คือ Travis ที่สดใสและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ถ่ายทอดความเห็นของเขาต่อโลกใบนี้และสังคมใน 10 เพลงสั้นๆที่จะตรึงตราในหัวใจคุณอย่างง่ายดาย มันอาจจะไม่กินใจและหยุดโลกอย่างThe Man Who แต่ในนาทีนี้ นี่เป็นสิ่งที่แฟนๆ Travis อยากฟังจากพวกเขาที่สุดแล้ว.... ขอย้ำอีกเป็นครั้งสุดท้าย

Tracklist:

What Will Come 
Magnificent Time 
Radio Song 
Paralysed 
Animals 
Everything At Once 
3 Miles High 
All Of The Places 
Idlewild (ft. Josephine Oniyama) 
Strangers On A Train




Sunday, 24 April 2016

ย้อนหน้าต่างผ่านสู่อดีต


Teddy Thompson & Kelly Jones | Little Windows ****
Released : April 2016
Producer: Mike Viola
Genre: Country, Pop

tidal.com/album/58842398


เคยฟังอัลบั้มนี้หรือยัง Litttle Windows" งานของ Teddy Thompson กับ Kelly Jones สองคนนี้เค้าเพิ่งออกอัลบั้มด้วยกันเป็นครั้งแรกนะ ร้อนๆอย่างนี้ไม่สมควรฟังเพลงอะไรยุ่งยากเพิ่มอุณหภูมิให้อารมณ์เปล่าๆ เน้นไพเราะฟังง่ายไว้ก่อน ว่าไหม ดนตรีในอัลบั้มนี้ย้อนยุคสุดๆ ถอยไปถึงทศวรรษ 50's-60's ในแนวที่เค้าเรียกว่า "Countrypolitan"(ประมาณลูกทุ่งเข้ากรุง) คือเป็นคันทรี่แต่ผสมเมโลดี้ของป๊อบสวยๆเข้าไป ฝรั่งคนหนึ่งสรุปอัลบั้มนี้ไว้ได้เป๊ะมาก ว่ามันคือ The Everly Brothers ร้องเพลงของ Buddy Holly เสียงประสานแบบ unison สลับ harmony ของสองหนุ่มสาวลงตัวมากๆ ส่วนมากแต่ละเพลงจะไม่มีใครเด่นกว่าใครยกเว้นบางช่วง การทำเพลงย้อนยุคแบบนี้ วิธีที่ง่ายที่สุดก็คงจะเป็นการนำเพลงเก่ามาร้องซะเลย แต่อย่างนั้นมันจะง่ายเกินไปสำหรับสองคนนี้ที่เป็นนักแต่งเพลงฝีมือดีอยู่แล้ว อ้อ เผื่อเธอยังไม่ทราบ Teddy เป็นลูกชายของตำนานโฟลค์ร็อค Richard และ Linda Thompson และเขาออกอัลบั้มเดี่ยวเยี่ยมๆมา 5 ชุดแล้ว ส่วนเคลลี่เป็นสาวโฟล์คเสียงหวานที่ก็มีงานดีๆออกมาสองสามชุดเหมือนกัน โอเค ตกลงว่าสองคนนี้เค้าตกลงจะทำเพลงแบบวินเทจคันทรี่กัน โดยพ่อเท็ดดี้เค้าให้สัมภาษณ์ว่าอยากจะทำเพลงแบบ ”.....ไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลาและมีเนื้อหาที่ใช้ได้กับทุกผู้คน แถมยังนำมาเล่น-ร้องได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเล่นเดี่ยว ร้องเป็นวง หรือแบ็คอัพโดยออเคสตร้า...” ดูจะเป็นเป้าหมายที่เกินตัวไปไม่น้อยเลย แล้วเธอคิดว่าสองคนนี้จะทำได้ไหม ลองมาฟังกันดู (หมายเหตุ-เท็ดดี้อ้างว่าในวัยเยาว์ เขาไม่เคยฟังเพลงใหม่กว่าปี 1959 เลย จนกระทั่งอายุ 16 ปี นับว่าคุณพ่อคุณแม่วางรากฐานวินเทจมาแน่นมาก) เห็นลิงค์ข้างบนแล้วใช่ไหม กดฟังพร้อมๆกันเลยนะ อะไรนะ? จะไปซื้อซีดีมาฟังเลย? ยังไม่ต้องหรอก ฟังสตรีมนี่ไปก่อนแหละ ชอบแล้วค่อยซื้อก็ยังทันน่า อัลบั้มนี้ถ้าใครเป็นพวกบ้าปริมาณก็อาจจะบ่นออดแอด เพราะความยาวมันแค่ 25 นาทีกว่าๆ ยาวกว่า EP นิดเดียว แต่มันก็เป็นความยาวปกติของแผ่นเสียงยุคนั้น โดยเฉพาะเพลงคันทรี่ และเราก็คิดว่ามันคงจะน่าเบื่อถ้าจะยาวยืดถึง70-80 นาที เอาล่ะ ฟังซะที 'Never Knew You Loved Me Too' เพลงเปิดอัลบั้มสุดป๊อบ กลิ่นบัดดี้ ฮอลลี่แรงมาก ทั้งเสียงกีต้าร์,ปรบมือ และเมโลดี้ เนื้อหาก็ประมาณ หากฉันรู้สักนิดว่าเธอรักฉัน หนึ่งมิตรชิดใกล้ และชื่ออัลบั้มก็ซ่อนอยู่ในเนื้อเพลงเพลงนี้แหละ แค่เพลงแรกก็คงจะพอบอกได้แล้วว่าจะไปต่อได้ไหม (เพลงนี้มีเอ็มวีน่ารักๆด้วย)  'Make A Wish On Me' เสียงเคลลี่เด่นขึ้นนิดหน่อย อัพบีทสนุกสนานแบบเกิร์ลกรุ๊ปยุค60's เนื้อเพลงน่ารักนัก ประมาณว่าถ้าเธอสวดมนต์อ้อนวอนขออะไรแล้วล้มเหลวหมดล่ะก็ ลืมมันซะ แล้วมาอ้อนที่ฉันนี่ สำเร็จชัวร์ เสียง Hammond organ จาก Daniel Clarke คูลมากๆ 'Better At Lying' ช้าลงหน่อย ด้วยจังหวะวอลทซ์ ให้อารมณ์คันทรี่เก่าๆ อ้อ ลืมบอกไปว่าเนื้อเพลงในอัลบั้มนี้ก็เป็นแบบใสๆ อินโนเซนส์เหมือนเพลงยุคนั้นด้วยนะ บางอารมณ์ก็ทำให้คิดถึงวงอย่าง She & Him กลับมาสนุกต่อใน 'Wondering' มีเว้นช่วงให้ Kelly ได้ร้องเดี่ยวๆนิดนึง (เสียงเธอเพราะมาก)  เพลงนี้ทำให้คิดถึงการดูเอ็ตในตำนานของ Dolly Parton และ Porter Wagoner 'Don't Remind Me' เท็ดดี้ร้องนำในเพลงสวยๆที่เกี่ยวกับความเศร้าและการมองอะไรๆแบบแอ็บสแตรค ' 'I Thought That We Said Goodbye' เนื้อหาก็ตามชื่อเพลงเลย คู่รักที่บอกเลิกกันไปแล้ว แต่จริงๆก็เลิกกันไม่ได้หรอก แทร็คนี้มีแค่เสียงร้องของทั้งสองและกีต้าร์ตัวเดียว, ซึ่งนั่นก็เพียงพอ 'As You Were' เพลงนี้เกี่ยวกับ...การติดอยู่กับอดีตมากเกินไป... เคลลี่ร้องนำ(นิดๆ) ดนตรีสวยงามเป็นพิเศษ Only Fooling’ ให้คะแนนความเศร้าเต็ม10 อินโทรด้วยเบสตัวเดียว(ฝีมือ Davey Faraghar) รองรับเสียงหนุ่มสาว มันเกี่ยวกับการโดนบอกเลิก แต่ยังคงไม่อยากเชื่อ และอ้อนวอนให้บอกอีกทีเถิดว่า เมื่อกี้นะพูดเล่น... You Can't Call Me Baby’ เพลงเดียวที่เท็ดดี้และเคลลี่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการประพันธ์ นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มันออกมาเป็นคันทรี่เต็มตัว 'You Took My Future' บัลลาดแสนเศร้า ที่เท็ดดี้ร้องคำง่ายๆกินใจในท่อนสร้อย "เธอเอาอนาคตฉันไป และทิ้งแต่อดีตให้ฉันไว้" จบแล้ว สั้นไปไหม ฟังใหม่อีกรอบสิ หวังว่าเธอคงจะชอบนะ อ้าว กดสั่งแผ่นดำ(ไวนีล) เลยหรือ :) อ้อ ลืมถามไป ตกลงฟังจบแล้วเธอคิดว่าเท็ดดี้และเคลลี่ทำสำเร็จไหม?

tracklist:
1.Never Knew You Loved Me Too
2.Make A Wish On Me
3.Better at Lying
4.Wondering
5.I Thought That We Said Goodbye
6.Don't Remind Me
7.As You Were
8.Only Fooling
9.You Can't Call Me Baby

10.You Took My Future

Friday, 25 March 2016

"Truth"

Gwen Stefani | This Is What The Truth Feels Like ***1/2

Genre: Pop
Released: March 2016


Producers:

·         Tim Blacksmith
·         Danny D
·         Teal Douville
·         Mike Green
·         Greg Kurstin
·         Mattman & Robin
·         J.R. Rotem
·         Stargate

Tracklist:

1.  Misery
2.  You're My Favourite
3.  Where Would I Be
4.  Make Me Like You
5.  Truth
6.  Used To Love You
7.  Send Me A Picture
8.  Red Flag
9.  Asking 4 It
10.  Naughty
11.  Me Without You
12.  Rare


  ถ้าเราจะพูดถึงอัลบั้ม ‘Truth’ (ขอเรียกสั้นๆ) นี้ของ Gwen Stefani โดยไม่สนใจเรื่องชีวิตส่วนตัวของเธอเลย ก็คงจะเป็นรีวิวที่สั้นจู๋ แต่แฟนเพลงป๊อบคงไม่ชอบอะไรแบบนั้น โดยเฉพาะกับ ‘Queen of Confession Pop’ อย่าง Gwen ที่ศิลปะของเธอ ไปด้วยกันกับชีวิตเสมอ อัลบั้มนี้จึงเป็นเสมือนหนึ่ง status บอกเล่าเรื่องราว ณ จุดหนึ่งในชีวิตของผู้หญิงวัย 47 ปีที่ยังดูอ่อนเยาว์นักคนนี้



   ศิลปินทำอัลบั้มเพลงเศร้าหลังจากอกหัก? อัลบั้มแห่งความชื่นมื่นในรักอันมาจากความดูดดื่มของเจ้าของอัลบั้มกับคนรักใหม่เอี่ยม? สิ่งเหล่านี้พบได้ไม่ยากในประวัติศาสตร์ของเพลงป๊อบ แต่จะหาอัลบั้มไหนที่จับเรื่องราวและห้วงเวลาใน “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” นั้น และมีทั้งเรื่องหัวใจอันรวดร้าวแสนสาหัสคลุกเคล้าไปกับหัวใจพองโตเป็นสีชมพู---หาได้ยาก และนี่คงเป็นสิ่งที่ Gwen Stefani อยากจะบอกว่าเราว่า “มันคืออะไรที่ทำให้รู้สึกได้ว่าความจริงแท้นั้นเป็นอย่างไร”


    อัลบั้มที่สามของ Gwen ที่ทิ้งช่วงห่างจากอัลบั้มที่แล้ว The Sweet Escape ถึง 10 ปี ตอนเธอกลายมาเป็นศิลปินเดี่ยวในช่วงแรกๆ ถ้าไม่ติดว่าเธอเริ่มต้นช้าไปหน่อย ผมแอบคิดว่าเธออาจจะมาแทน Madonna ได้ทีเดียว แต่แล้วเธอก็ไม่สนุกกับการออกอัลบั้มในนามตัวเองอีกต่อไป หลังจาก Sweet Escape ที่ประสบความสำเร็จพอสมควร แต่ไม่เปรี้ยงนัก เมื่อเทียบกับ L.A.M.B. (Love. Angel. Music. Baby) อัลบั้มแรก  Gwen ก็หันไปสู่โปรเจ็คอื่นๆ -- ให้กำเนิดบุตรชายให้สามี Gavin Rossdale (ร็อคเกอร์แห่งวง Bush) ถึงสามคน, ไป feat. ในเพลงต่างๆของศิลปินอื่นๆอีกมากมาย และคืนสู่เหย้า ในการรียูเนี่ยนของ No Doubt วงดนตรีที่เธอแจ้งเกิดไว้ตั้งแต่ปี 1995 กับเพลง “Don’t Speak” และอัลบั้ม  “Tragic Kingdom” มันเป็นอะไรที่แทรกผ่ากลาง ฝ่าวงอัลเทอร์เนทีพและกรันจ์ขึ้นมาได้อย่างน่าทึ่ง ดนตรีสกาผสมป๊อบร็อคของ No Doubt เมื่อประดับด้วยเสียงร้องระดับ mezzo-soprano ที่เจือหวานเศร้า และ vibrato ทรงเสน่ห์ของ Gwen คือความแตกต่างที่งดงามและสุด catchy แต่..กลับมาที่การรียูเนี่ยนของวงในปี 2012 (อัลบั้ม “Push and Shove”) มันไม่ได้ฮือฮาอะไรอย่างที่คาดหวัง ดังนั้นมันน่าจะถึงเวลาแล้วที่ศิลปินหญิงเดี่ยว Gwen Stefani จะกลับมาอีกครั้ง


  ชาวบ้านร้านช่องในยุคหลังอาจจะรู้จักเธอในบทบาทของโค้ช “The Voice” มากกว่าศิลปินนักร้องจริงๆเสียอีก แต่นั่นก็ถือเป็นใบเบิกทางอย่างดีในการหวนคืนวงการ แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เธอต้องหยุดทุกอย่าง Gwen แยกทางกับ Gavin ในปี 2015 นี้เอง และเธอเก็บพับเพลงในอัลบั้มใหม่ทั้งหมด ก่อนที่จะรื้อเอามาทำใหม่ เพื่อให้อัพเดทกับ status ในปัจจุบันของเธอ โชคดีที่เธอได้พบกับรักใหม่อย่างไม่ต้องรอนานนักกับนักร้องคันทรี่หนุ่มร่างสูงใหญ่ ที่เป็นโค้ช The Voice เหมือนกัน—Blake Shelton พ่อหม้ายหมาดๆที่เพิ่งหย่าร้างจากMiranda Lambert ศิลปินคันทรี่สาวชื่อดังแห่งยุค โชคดี.... ไม่อย่างนั้นเราคงจะได้ฟังแต่เพลงอกหักแรงๆเต็มอัลบั้ม “Truth” นี้ไปหมดก็เป็นได้ อนึ่ง แม้การหย่าร้างเลิกรากันในวงการนี้จะไม่ถือเป็นเรื่องช็อกโลกอะไร แต่สำหรับคู่ Gwen-Gavin นี่ก็จัดว่าเหนือความคาดหมาย เพราะดูจะรักใคร่กันดีมานานโข แถมมีทายาทกันถึงสามคน.... แต่ใครจะไปรู้ล่ะครับ ว่าภาพภายนอกที่ดูดีนักของชีวิตคู่แต่ละคู่ มันมีฉากหลังยังไง? – ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน จนกระทั่งหลายๆบทเพลงในอัลบั้มนี้ของ Gwen เหมือนจะบอกอะไรเรามาไม่น้อยทั้งทางตรงและอ้อม


  ซิงเกิ้ลเปิดตัว “Used To Love You” พร้อมกับมิวสิกวิดีโอในสไตล์ของ “Nothing Compares

 U” เพลงในยุค 80’s ของ Sinead O’Connor นั้น เป็นเพลงอกหักที่ขาดแค่บอกชื่อ Gavin ลงไปในเนื้อเพลงเท่านั้นที่จะไม่ทำให้มันเป็นเพลงที่ direct ไปที่เขา น้ำเสียงของ  Gwen ตอนร้องชื่อเพลงทำได้สุดยอด แทบจะเห็นน้ำตากระเด็นออกมากับประโยคนั้นด้วย วรรคทองอีกวรรคคือ “I guess nobody taught you how to love.”

   ก่อนที่จะคุยกันถึงเรื่องเพลงอื่นๆ ต้องบอกก่อนนะครับ ว่าท่านไม่จำเป็นต้องไปซีเรียสลงลึกกับเนื้อเพลงหรือติดตามประวัติศาสตร์ชีวิตรักของเธออย่างลึกซึ้ง จึงจะเข้าถึง “Truth” ได้ ตรงข้ามเลย ฟังเฉยๆ เอาทำนองและดนตรีอย่างเดียวก็ผ่านแล้วครับ มันอาจจะไม่ได้เป็นงานป๊อบทันสมัยจ๋าหรือล้ำยุคอะไร แต่ก็ฟังเพลิน แคทชี่ และไม่เชย ผมว่ายอดเยี่ยมไม่แพ้งานชุดแรกของเธอ และ Rock Steady ของ No Doubt แม้จะไม่ซาบซ่าน จี๊ดจ๊าดเท่า ก็เป็นไปตามวัยของศิลปินล่ะนะ


   เพลงที่เหลือก็แทบจะแบ่งกันไปได้เลย ระหว่างเพลงร้องไห้ใส่ Gavin และเพลงอี๋อ๋อกับ Blakeที่แฮปปี้ชื่นมื่นที่สุดก็น่าจะเป็นเพลงดิสโก้ไลท์ “Make Me Like You” อันมีมิวสิกวิดีโอที่แสนจะชื่นรักเช่นกัน Gwen แสดงออกถึงคนที่กำลังอินเลิฟสุดๆได้อย่างสมบทบาท (ก็แน่ล่ะ เธอกำลังอินจริงๆนี่) เนื้อร้องแสดงถึงความรักที่ถาโถมเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว แต่เธอก็รับมันไว้เต็มเปา แม้จะยังหวาดหวั่นอยู่ในที


Hey, wait a minute No, you can't do this to me

Wait a minute No, that's not fair Hey, wait a minute You're on me like jewelry I really like you, but I'm so scared



   ‘Misery’ เพลงเปิดอัลบั้ม อาจจะเป็นเพลงที่เรียกได้ว่าเป็นช่วง ‘transition’ จริงๆ ชื่อเพลงเศร้า แต่มันไม่หมองหรอก เพราะนี่คือการเรียกคนรักใหม่เข้ามาลากเธอออกไปจากบรรยากาศมาคุของความร้าวรานนี่อย่างรวดเร็วเถิด


So put me outta my misery Hurry up, come see me
Put me outta my misery Hurry up, come see me
Enough, enough of this suffering Hurry up, come see me

Put me outta of my misery Put me outta my misery

‘Misery’ มันมีทุกอย่างที่เพลงเปิดอัลบั้มป๊อบชั้นดีควรจะมี....

   “You’re My Favorite” (ฉันผ่านอะไรมามากมายแล้วในชีวิต แต่นายนั่นแหละที่เป็นสุดโปรดของฉัน) “Where Would I Be” (ถ้าไม่มีเธอป่านนี้ฉันจะเป็นยังไงนะ-เพลงนี้เหมือน No Doubt ที่สุดในอัลบั้ม )   “Send Me A Picture”  (อยู่ห่างกันมันคิดถึง ส่งรูปมาให้ดูเดี๋ยวนี้ได้ไหม) “Rare” (เธอเป็นของหายากที่ฉันแทบจะไม่อยากเชื่อว่ามีในโลก และหญิงโง่เง่าเท่านั้นที่จะปล่อยของหายากอย่างนี้ไป) ล้วนแล้วแต่เป็นเพลง ‘for Blake’


   ส่วนเพลง ‘for Gavin’ ที่เหลือนอกจาก “Used To Love You” แล้วก็มี “Truth”, “Asking4It”, “Red Flag”, “Naughty” และที่ชัดเจนที่สุด Me Without You (และนี่ไง ฉันที่ไม่มีเธอ ดูสิ ฉันยังหายใจได้นะ) เพลงเหล่านี้ทำให้เหล่าแฟนเพลงสามารถตามรอยไปได้ว่า อะไรหนอที่ทำให้ชีวิตสมรสของเธอและ Gavin พัง ไม่มีอะไรพลิกล็อคหรอก ไม่พ้นเรื่องนอกใจซุกซนไปทั่ว และเงินๆทองๆ


   ขณะที่เขียนอยู่นี่ มีข่าวมาว่าอัลบั้ม …Truth… มีลุ้นจะได้ขึ้นอันดับ 1 บิลบอร์ดในเดือนเมษายน ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็จะเป็นอัลบั้มแรกของ Gwen Stefani ที่ทำได้ แม้การขึ้นอันดับ 1 ในทุกวันนี้จะมีความหมายน้อยกว่าวันวานก็ตามที ยังไงก็ยินดีกับเธอด้วย แน่ล่ะ แม้ว่าอัลบั้มที่เป็น post-breakup จาก Gavin จะทำให้เราได้ฟังเพลงดีๆหลายเพลง แต่เราก็ยังไม่อยากได้ยินเพลง post-breakup จาก Blake ในเร็ววันนี้หรอกนะ