Thursday, 24 November 2016

Hardwired... to Self-Destruct

โลหะโลกา โลกนี้ของเมทัลลิก้า
Metallica : Hardwired…to Self-Destruct ****
Genre: Thrash Metal
Producers: Greg Fidelman, James Hetfield, Lars Ulrich
Released : November 2016



จากความเป็นราชาแห่ง Thrash หรือ Speed Metal ที่ไม่มีใครไม่ยอมรับในฝีมือแต่ไม่อาจขยายวงได้กว้างกว่านั้น พวกเขายอมตัดความเวิ่นเว้อในการกระหน่ำดนตรียาวเหยียด ใส่จังหวะจะโคนที่ลดทอนความเร็วลงเหลือเท่าๆมนุษย์มนาทั่วไปและท่อนฮุ๊คสุดหนึบลงไปเพิ่ม และก้าวขึ้นครองโลกดนตรีร็อคหนักในปี 1991 ด้วยอัลบั้มชื่อเดียวกับวง “Metallica” หรือแฟนๆอาจจะเรียกกันติดปากว่า “Black Album” (คนไทยบางกลุ่มเรียกมันว่าอัลบั้ม “งูสปริง”)

แต่นับจากนั้นมา Metallica ไม่เคยครองความสำเร็จได้ในระดับเดิมอีก อัลบั้มถัดมาไม่ว่าจะเป็น Load, Reload, St. Anger ล้วนแต่สร้างความผิดหวังไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะ St. Anger ที่ทำให้หลายคนเลิกฟังพวกเขาไปเลย (เราจะไม่ซ้ำเติมพวกเขาตรงนี้อีก) Metallica ทำท่าจะกลับมาได้ในปี 2008 ด้วยงานที่ย้อนกลับไปทำดนตรีในยุคแรกๆกันอีกครั้งใน Death Magnetic แต่ก็เหมือนรหัสลับบางอย่างจะยังมาไม่เต็ม และที่ร้ายแรงและฆ่าอัลบั้มทั้งเป็นคือการทำมาสเตอร์ที่มีการคอมเพรสระดับหายนะ (เสียงดังจนแตกแทบฟังไม่ได้) กลายเป็นหนึ่งในตำนานแห่ง loudness war ที่ไม่น่าภูมิใจเอาเสียเลย

ตลอดเวลาแห่งความไม่สมหวังในผลงานจากห้องอัดนั้น เมื่อเราลองมาพิจารณาการแสดงบนเวทีของพวกเขา จะเห็นได้ว่าพลังและฝีมือทางดนตรีของ James, Kirk, Lars และ Robert ไม่ได้ถดถอยลงไปเลย แม้อายุอานามจะเข้าหลัก 50 ชัดเจนว่าปัญหาของพวกเขาคือทิศทางในการทำดนตรีใหม่ๆมากกว่าปัญหาไม่มีแรงจะเล่น

หลังจาก Death Magnetic Metallica ทิ้งช่วงไปอีก 8 ปี นี่คือการกลับมาที่คงจะสมบูรณ์แบบไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว ทั้งด้านการตอบรับจากแฟนเพลงและนักวิจารณ์ แฟนๆหลายคน,ทั้งๆที่ปลื้มปีติจนน้ำตาไหลพราก อาจจะอยากถามพวกเขาว่า ทำไมไม่ทำเพลงแบบนี้ตั้งนานแล้ว?

คำตอบ....ไม่รู้สิครับ อาจจะเป็นเพราะพวกเขาลองผิดลองถูกมาหมดในหลายปีที่ผ่านมา จนไม่เหลือทิศทางอื่นแล้ว นอกจากการทำดนตรีในแบบที่ตัวเองสนุกและถนัด โดยเก็บเอาข้อดีของแต่ละยุคที่ผ่านมาอย่างละนิดอย่างละหน่อย ไม่ต้องไปคิดจะหาแนวทางใหม่ๆแหวกแนวให้แฟนๆด่ากันอีกต่อไป แก่นแท้ของสุ้มเสียงของ Hardwired… to Self-Destruct น่าจะยืนตรงจุดของ Metallica (1991) และตัดแปะ แทรกซึมด้วยสุ้มเสียงแห่งสมัยต่างๆตามความเหมาะสมในแต่ละแทร็ค

ชัยชนะข้อแรกของงานนี้คือ มันบันทึกเสียงมาดีมาก ไม่มีปัญหาอันปวดร้าวอย่างใน Death Magnetic ทุกเพลงหนักแน่นเต็มอิ่มทรงพลัง เร่งดังได้แม้ดนตรีจะอยู่ในช่วงกระหน่ำโกลาหล เป็นความเมามันในรูหูเหล็กๆของสาวกยิ่งนัก

Kirk Hammett มือโซโล่ดันทำไอโฟนของเขาหายก่อนหน้านี้ ซึ่งในนั้นมีการบันทึกเสียงไอเดียสำหรับท่อนริฟฟ์ของเขา 250 ชิ้นอยู่ (คนได้ไปจะรู้ค่าไหมนั่น) และเคิร์กก็ไม่ได้แบ็คอัพมันไว้ที่อื่นเลย นั่นทำให้เขาไม่มีอะไรในมือที่จะให้ในการประพันธ์บทเพลงสำหรับ Hardwired…. งานทั้งหมดจึงไปตกกับ James Hetfield และ Lars Urich แต่แม้จะไม่มีริฟฟ์ให้ การโซโล่ของเคิร์กในอัลบั้มนี้ยังโชติช่วงร้อนแรงสร้างสรรค์น่าตื่นเต้น อาจจะเต็มที่และดีกว่าหลายๆชุดที่ผ่านมาด้วยซ้ำ

Robert Trujillo มือเบสมีส่วนช่วยร่วมแต่ง 1 เพลง ใน ManUNkind นอกเหนือจากนั้นเป็นงานของเจมส์และลาร์สล้วนๆ

หายไป 8 ปี จะให้ฟังแค่อัลบั้มสั้นๆ 40-50 นาที ก็ไม่ใช่ Metallica สิ งานนี้เจ้าพ่อจึงจัดมาให้ 77 นาที แบ่งเป็นซีดีสองแผ่น (แม้จะใส่ในแผ่นเดียวได้) เพื่ออรรถรสในการฟัง เป็น 12 เพลงที่อาจจะไม่ได้โดดเด่นเท่ากันหมด แต่พูดได้ว่าไม่มีเพลงไหนเลวร้ายจนเรียกมันว่า filler บางคนฟังแล้วอาจจะอยากให้ตัดบางเพลงออกแล้วเหลือแค่ซัก 50 นาที แต่ผมไม่เห็นด้วยนะครับ แบบนี้สิ จุใจหายคิดถึง เพียงแต่คุณต้องใช้เวลาหน่อยในการย่อยสลายดูดซึมซับคุณภาพของงาน

ดิสก์แรก โหลดแรงด้วยเพลงดุ เร็ว ติดหู Hardwired ไทเทิลแทร็คและซิงเกิ้ลแรก สั้นกระชับที่สุดในชุด แต่แพ็คแน่นด้วยเอกลักษณ์แห่งพระบิดาแห่ง Thrash ทุกอณูโมเลกุล Atlas, Rise! และ Moth Into Flame เริ่มขยายขอบเขตออกไปในด้านความยาว แต่ความเมามันส์มิได้ลดถอย สามเพลงนี้อาจจะทำให้การฟังอีกหลายเพลงที่เหลือในรอบแรกๆจืดซีดลงไป แต่ไม่เกินรอบที่สองหรือสาม ความดีงามของ Now That We’re Dead และ Halo On Fire น่าจะลอยพ้นขึ้นมาให้ได้ยิน  ดิสก์สอง เล่นของดาร์ค ความยาว ความซับซ้อนเริ่มมา ทุกเพลงหนืด หน่วง หนัก แรง แต่ไม่มีเพลงไหนเร่งเร้าเท่าสามซิงเกิ้ลแรกนั้น Confusion จังหวะปานกลาง ริฟฟ์และโซโล่จากเคิร์คเป็นระดับพรีเมี่ยม, Murder One เพลงอุทิศให้ท่าน Lemmy แห่ง Motorhead ผู้ล่วงลับ, และ ManUNkind ของท่านโรเบิร์ตก็ไม่เลวเลยทีเดียว จวบจนแทร็คสุดท้าย Spit Out The Bone 7:09 นาทีสุดท้ายที่พวกพี่ๆเค้ากลับมาจัดเต็มเพียบอีกครั้ง เร็วจี๋ ยาวเหยียด ซับซ้อนเว่อร์ๆ และฝีมือสุดๆ ท่อนริฟฟ์ควบเป็นรถไฟเบรกแตกแล่นลงจากยอดเขาผนวกกับเสียงกลองกัมปนาทสุดระทึกและสุดอึกทึกจากลาร์ส มันคือทุกอย่างในความเป็น Metallica ที่เรารัก

แทบทุกเพลงมี music video ให้ดูอย่างเพลิดเพลิน (ทาง YouTube) ชมแล้วก็พอจะประเมินได้ว่าพวกพี่ๆเค้าสนุกกับการทำอัลบั้มนี้กันจริงจัง

ถ้า 12 เพลงยังไม่อิ่ม ใน deluxe edition มีแผ่นแถม ท่านจะได้ฟัง Lord of Summer ที่เป็นซิงเกิ้ลก่อนหน้านี้ , เมดลีย์การแสดงสดจากงานทริบิวต์ให้ Ronnie James Dio,  คัฟเวอร์ When A Blind Man Cries ของ Deep Purple (หวานพอที่จะเอาไปใส่ในเทปรวมเพลงเฮฟวี่บัลลาดได้ทุกม้วน) และ Remember Tomorrow ของ Iron Maiden และการแสดงสดจาก Rasputin Music, Berkeley เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา (อาทิ Helpless, Hit The Lights, The Four Horsemen)

คำว่า comeback หรือ return to form บางทีก็ใช้กันพร่ำเพรื่อไปหน่อยในวงการดนตรี แต่คราวนี้คงไม่ต้องไปหาคำอื่นหรอกครับ พวกเขากลับมาแล้วแน่ๆ ยินดีต้อนรับสู่โลกของพวกพี่ๆอีกครั้ง โลกาโลหะ....เมทัลลิก้าเวิร์ล

Tracklist

Disc One
1.      Hardwired
2.      Atlas, Rise!
3.      Now That We’re Dead
4.      Moth Into Flame
5.      Dream No More
6.      Halo On Fire
7.       
Disc Two
1.      Confusion
2.      ManUNkind
3.      Here Comes Revenge
4.      Am I Savage?
5.      Murder One
6.      Spit Out the Bone



Monday, 24 October 2016

In The Now

เสียงกระเส่าที่เรารัก THE LAST BEE GEE



Barry Gibb : In The Now ***1/2
Producer: Barry Gibb & John Merchant
Genre: Pop Rock

“ผมใช้ชีวิตในห้วงเวลา ณ ตรงนี้ การสูญเสียน้องๆของผมทั้งหมดทำให้ผมเป็นอย่างนั้น นี่เป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขที่สุด เพราะว่าการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ทำให้ผมได้เข้าใจในตัวชีวิตจริงๆ”

เราอาจจะคิดว่าการที่พี่ใหญ่แห่งตระกูลกิ๊บบ์, แบรี่ ในวัย 69 ปี ต้องมาเห็นน้องชายของเขาจากไปทีละคน แอนดี้,ในปี 1988 อายุแค่ 30 ปีจากปัญหายาเสพติด, มอริซ ในปี 2003 จากอาการแทรกซ้อนในการผ่าตัดลำไส้ และล่าสุด โรบิน กิ๊บบ์ในปี 2012 (อายุ 62 ปี) ด้วยโรคมะเร็ง น่าจะเป็นความปวดร้าวที่ร้ายกาจสำหรับผู้ชายคนหนึ่ง แทบไม่มีใครคิดว่าจะได้เห็นแบรี่กลับมาเล่นดนตรีอีก ไม่ต้องพูดถึงการออกโซโล่อัลบั้ม ที่ต้องย้อนกลับไปถึงปี 1984 สำหรับอัลบั้มล่าสุดของเขา

แต่หลายอย่างในชีวิตคนเรานั้นพลิกผันกันด้วยทัศนคติและการเลือกมุมในการมอง จากประโยคข้างบน ดูเหมือนว่าแบรี่จะแกร่งพอที่จะพลิกความเศร้าสร้อยทั้งหลายกลับมาเป็นพลังในการทำงานอีกครั้ง แต่โลกจริงๆไม่ได้สวยงามอย่างนั้น  พี่ใหญ่บีจีส์ได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างหนักและนั่งจมดิ่งอยู่ในความซึมเศร้าไม่ทำมาหากินอะไรอยู่เนิ่นนาน หลังจากการจากไปของโรบิน จนกระทั่งในปี 2013 เป็นลินดา,คู่ชีวิตยาว 46 ปีของแบรี่ที่ได้สะกิดเขาขึ้นมาจากบ่อโศกนั้นด้วยประโยคง่ายๆ “ทำไมเธอไม่ย้ายก้นของเธอออกมาจากตรงนั้นเสียทีล่ะ?”

นั่นเป็นที่มาของอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกในรอบ 32 ปีของแบรี่ กิ๊บบ์ In The Now

นักฟังเพลงป๊อบยุค60’s-80’s คงมีไม่ถึงหนึ่งคนที่ไม่รู้จักดนตรีของ Bee Gees พวกเขาเริ่มต้นจากเพลงแนวโฟล์คป๊อบที่มีเมโลดี้สวยงามอย่าง Massachusetts, To Love Somebody และ I Started A Joke ในยุค 60’s แต่ Bee Gees มาครองโลกในยุค70’s เมื่อแบรี่ค้นพบการร้องเสียงหลบแหลมสูง (falsetto) ของเขาขณะอยู่ในไมอามี่ (แบรี่บอกว่ามันไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นอะไรหรอก เขาเอาแบบมาจากการร้องของ the Stylistics) มันเข้ากันเหมาะเจาะกับดนตรีฟังกี้-ดิสโก้ของพวกเขา ซึ่งเริ่มต้นด้วย Jive Talkin’ ในปี 1975 หลังจากนั้นเพลงฮิตก็พรั่งพรูมาจากสามพี่น้องอย่างไม่มีอะไรหยุดยั้ง จุดสูงสุดของพวกเขาอยู่ที่ soundtrack Saturday Night Fever ในปี 1977 ด้วยเพลงที่เป็นคัมภีร์แห่งดิสโก้อย่าง Stayin’ Alive (คริส มาร์ตินบอกว่ามันคือ “Greatest song of all-time.”) และ Night Fever รวมถึงบัลลาดเสียงประสานชวนฝันที่แสนสวยงาม-How Deep Is Your Love เมื่อมาถึงจุดสูงสุดก็ต้องแปลว่าจากนี้ไปคือขาลง Bee Gees ไม่อาจสร้าง fever ในคืนวันเสาร์ไปได้ตลอดกาล แบรี่หันไปจับงานโปรดิวเซอร์และเขียนเพลง ประสบความสำเร็จพอสมควร กับอัลบั้ม Guilty ของ Barbra Streisand, เพลง Islands In The Stream ที่ร้องโดย Kenny Rogers และ Dolly Parton รวมถึง Heartbreaker ที่เขาประพันธ์ให้ Dionne Warwick แต่แม้งานของ Bee Gees จะไม่กระหึ่มโลกเหมือนเดิม ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะทำงานออกมาไม่ได้เรื่อง งานของ Bee Gees ยังเป็นป๊อบที่ได้มาตรฐานเสมอ โดยเฉพาะอัลบั้ม This Is Where I Came In ในปี 2001 ที่ยอดเยี่ยมจนหลายคนยกย่องว่าเทียบเท่ากับงานชิ้นเอกของพวกเขา น่าเสียดายที่มันเป็น studio album ชุดสุดท้ายชอง Bee Gees เพราะสองปีหลังจากนั้น Maurice ก็จากไป และ Barry กับ Robin ก็ไม่คิดจะทำงานร่วมกันอีก

ครับ,และเมื่อยิ่งเหลือแบรี่คนเดียว ความรู้สึกของแฟนเพลงก็คือทุกอย่างจบแล้ว ไม่มีใครหวังอะไรอีก แต่หลายสิ่งในชีวิตมันก็มาถึงได้ทั้งๆที่ไม่ได้มีใครหวัง ไม่ใช่ไม่อยากได้ แต่ไม่คิดว่าจะมีสิทธิได้

แบรี่ไม่ได้มีความคิดจะทำให้งานโซโล่ชุดนี้ของเขาเป็นการคืนชีพของ Bee Gees ทั้งๆที่เขาอาจจะหาใครๆมาเลียนเสียงประสานแบบโรบินกับมอริซก็น่าจะพอได้ แต่มันจะมีประโยชน์อะไรกับการทำเช่นนั้น ตรงข้าม เขาใช้ In The Now เป็นการบำบัด,เป็นจดหมายถึงแฟนเพลง เป็นบันทึกเรื่องราวในชีวิตและความเห็นต่างๆที่เขาอยากจะให้โลกได้รับรู้ ถ้ามันจะเหมือนบีจีส์อยู่ดี ก็คงต้องโทษเสียงร้องของเขา มันอาจจะไม่สูงปรี๊ดทรงพลังจนน่าขนลุกเหมือนยุคที่เขาร้อง Tragedy แต่เสียงหวานบีบเล็ก กระเส่าสร้อย แบบที่ไม่อาจเป็นใครอื่นนอกจากแบรี่— มันยังอยู่อย่างเกือบสมบูรณ์แบบ อีกทั้ง pop sense ของเขาก็ยังพอไปวัดไปวาได้ อย่าไปหวังว่ามันจะ catchy เท่าเพลงดังๆของ Bee Gees ก็แล้วกัน

ดนตรีใน In The Now ไม่ใช่ดิสโก้,ไม่ใช่โฟล์คป๊อบ แต่เป็นป๊อบร็อคที่เจือคันทรี่เล็กน้อย บางเพลงออกไซคีดีลิกพอให้ตื่นตาตื่นหู มันคงไม่ใช่ดนตรีที่จะสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆหรือเปลี่ยนโลกหรอก แต่แค่ได้ฟังแบรี่ กิ๊บบ์ ร้องเพลงป๊อบเพราะๆให้เราฟัง แค่นั้นยังไม่พอหรือ

ไทเทิลแทร็ค—คือธีมหลักที่แบรี่ต้องการจะบอกคนฟังไปพร้อมๆกับบอกตัวเอง เขาอยากจะอยู่ใน ณ บัดนี้เท่านั้น คุณไม่อาจเปลี่ยนอดีต และคุณไม่เคยรู้ชัดว่าอนาคตจะมีอะไร, Grand Illusion เนื้อหาค่อนข้างเป็นปรัชญา ว่าด้วยความสงสัยในการดำรงอยู่ของสิ่งหนึ่งหรือมันคือภาพหลอนที่เรา (ถูกบังคับให้)ปรุงแต่งขึ้นมา Star Crossed Lovers มุมมองของยอดนักเขียนเพลงรักเมื่อเขาก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่เจ็ดแห่งชีวิต แทร็คนี้อาจจะเรียกได้ว่าเชยสิ้นดี แต่ผมพนันได้ว่านี่คือเพลงที่จะถูกหูคนไทย (อย่างน้อยก็ที่สุดในชุดนี้) เพราะมันมีทุกอย่าง... ความแช่มช้อยและมั่นคงของจังหวะ ความลงตัวของท่วงทำนอง และ อา...เสียงร้องของแบรี่ ยังสะกดคนฟังได้อยู่หมัดเหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อน Home Truth Song ฮึกเหิมเร้าใจจนน่าส่งให้ เดอะ บอส Bruce Springsteen ร้อง เนื้อเพลงเป็นแบบที่ต้องสายเก๋าชีวิตจริงๆถึงจะร้องได้อิน Shadows เป็นอีกแทร็คที่น่าจะดังตาม Star Crossed Lovers ได้

ไม่ต้องสงสัยว่าเป็นความตั้งใจหรือไม่ของแบรี่ ในการที่จะจัดเรียงสามเพลงสุดท้ายเป็นเพลงเกี่ยวกับการสูญเสียทั้งสิ้น  The Long Goodbye การลาจากของเขากับน้องๆ มันช่างยาวนานและปวดร้าว Diamond ถ้าน้ำตาไหลออกมาเป็นเพชร ป่านนี้เขาคงร่ำรวยไปแล้ว (อันนี้อาจจะมีคนแย้งว่าแล้วตอนนี้จนหรือ) ส่วน End of the Rainbow น่าจะเป็นเพลงที่มีความหมายที่สุดต่อแบรี่ เขาเคยร้องเพลงนี้ให้โรบินฟัง ในวันท้ายๆแห่งชีวิต ปลอบประโลมน้องชายว่า อย่ากังวลไปเลย ความฝันของเราได้เป็นจริงแล้ว นี่คือจุดปลายของสายรุ้ง

ก่อนจะเขียนรีวิวนี้ ผมแวะเข้าไปทัวร์ YouTube ชมคลิปการแสดงของแบรี่กับ Coldplay ในงาน Glastonbury ปีนี้ ในเพลง To Love Somebody และ Stayin’ Alive และต่อด้วยการแสดงเพลง Jive Talkin’ ของแบรี่และวง ในรายการของ Jools Holland แบรี่ชราไปตามสภาพ ผมที่ดกหนาก็เบาบางลง ตรงข้ามกับหน้าท้องที่หนานุ่ม แต่มาดแบบนั้น... เสียงแบบนั้น...  จู่ๆผมก็น้ำตาริ้นขึ้นมา ความเข้าใจเดิมๆในความยิ่งใหญ่ของ Barry Gibb ของผมคงไม่ถูกต้องเสียแล้ว

เขายิ่งใหญ่กว่านั้น , ณ เวลานี้

Tracklist:

1.
"In the Now"  
4:51
2.
"Grand Illusion"  
4:40
3.
"Star Crossed Lovers"  
3:18
4.
"Blowin' a Fuse"  
4:44
5.
"Home Truth Song"  
5:07
6.
"Meaning of the Word"  
4:31
7.
"Cross to Bear"  
6:00
8.
"Shadows"  
4:33
9.
"Amy in Colour"  
4:26
10.
"The Long Goodbye"  
2:38
11.
"Diamonds"  
5:17
12.
"End of the Rainbow"  
4:09





Saturday, 1 October 2016

Sheezus

"Mumback"


Lily Allen  |  Sheezus ***
Produced by Greg Kurstin, Dj Dahi และ Shellback
Released: May 2014
Genre: Pop

"นี่เป็นเหมือนการอาเจียนครั้งใหญ่สำหรับทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของฉันใน 4 ปีที่ผ่านมา" ลิลลี่ โรส คูเปอร์ หรือที่เรารู้จักกันในนามเดิมว่า ลิลลี่ อัลเลน สรุปอัลบั้ม 'Sheezus' ไว้ในประโยคเดียวสั้นๆด้วยภาษาและอารมณ์ในแบบของเธอ ผมเคยเขียนถึงอัลบั้มที่ 2 ของลิลลี่ It's Not Me, It's You ไว้ใน GM2000 เมื่อห้าปีก่อน (2009) ด้วยความชื่นชมพอสมควร (เพิ่งกลับไปอ่านเมื่อสักครู่) ตอนนั้นก็ไม่คิดสักนิดว่าลิลลี่จะจำศีลถอนตัวออกจากวงการดนตรีนานถึง 5 ปี เหตุผลหลักก็คือเธอใช้เวลาแทบจะทั้งหมดไปในการดูแลลูกสาว 2 คน แต่ในที่สุดเธอก็ทนความเย้ายวนของดนตรีไม่ไหว 5 ปีในวงการป๊อบมันยาวนานเหมือนชั่วชีวิต น่าสนใจว่าลิลลี่ยังจะกลับมาเป็นขวัญใจวัยรุ่นหรืออย่างน้อยก็รุ่นเดียวกับเธอได้หรือไม่ เธอไม่ใช่เด็กน้อยขี่จักรยานไปทั่วลอนดอนร้องเพลงเกี่ยวกับจ้าวโลกของแฟนเก่าอีกต่อไปแล้ว นี่คือคุณแม่ลูกสองวัย 29 ปีที่เด็กๆหลายคนอาจจะยังไม่เริ่มฟังเพลงตอนเธอออกอัลบั้มครั้งสุดท้าย Kate Nash ศิลปินหญิงที่ทำท่าจะตีคู่กับเธอมาในยุคนั้นก็เหมือนจะตกหล่นไปจากความสนใจเสียแล้ว ส่วนน้อง Ellie Goulding ที่เปี่ยมความสามารถเหลือล้น แต่เธอก็ไม่มีความแสบคันหรรษาเหมือนสาวอัลเลนของเรา ดังนั้น,มันจึงเป็นข่าวดีที่เราได้ลิลลี่ อัลเลนกลับมา!

ลิลลี่ตั้งชื่ออัลบั้มล้อเลียน (หรือจะใช้คำว่าแซวดีกว่า?) อัลบั้ม 'Yeezus' ของ Kanye West แต่นี่ไม่ใช่อัลบั้มที่พอกอีโก้มาจนมองไม่เห็นตัวศิลปินแบบของคันเย่ ผมมองว่าเธอตั้งใจให้มันออกมาขำๆแดกดันตัวเองมากกว่า โปรดิวเซอร์หลักของอัลบั้มนี้คือเจ้าเก่า Greg Kurstin (หนึ่งใน The Bird and The Bee) ที่ทำงานกับเธอมาตั้งแต่อัลบั้มแรก ซาวนด์ของ Sheezus จึงกลมกลืนและต่อเนื่องไปกับ It's Not Me, It's You คือเป็นอีเล็กโทรป๊อบที่เต็มไปด้วยลูกล่อลูกชนสีสันและของหวานโปรยปรายในสุ้มเสียง แต่ที่เพิ่มเข้ามาคืออิทธิพลของ M.I.A. และซาวนด์ในแบบสองอัลบั้มแรกของ Vampire Weekend

ลิลลี่เป็นคนเสียงเล็กบางไม่มีพลัง แต่เธอร้องเพลงเก่งในแบบของเธอ กึ่งร้องกึ่งพูด,ทักษะในการใช้จริตจะก้านในการร้อง และการแบ่งวรรคแบ่งตอนที่บางคนบอกว่าชวนให้นึกถึงนักร้องแจ๊ซในตำนานอย่าง Ella Fitzgerald หรือ Blossom Dearie โปรดิวเซอร์ของเธอทุกคนก็รู้จักวิธีในการ enhance เสียงร้องให้ อาทิการทำ double track หรือการมิกซ์เสียงให้โดดเด้ง จุดเด่นอีกอย่างของเธอก็คือลีลาการเขียนเพลง ทั้งมุมมองอันคมคายและภาษาทิ่มแทง พูดกันง่ายๆว่าเพลงของเธอ "ปากจัด" เหลือหลายตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ในวัยคุณแม่ ลิลลี่จะเลือกอะไรมาเม้าท์มอยใน Sheezus?

ปกอัลบั้มออกแนวอลังการ กร่างๆนิดๆเหมือนพวกศิลปินฮิปฮอป ลิลลี่ยืนอยู่หน้าประตูของคฤหาสน์ มือจูงสุนัข corgi สองตัว ที่บันไดมีคำจารึกไว้ว่า 'Divide et impera' หรือแปลเป็นไทยว่า "แบ่งแยกแล้วปกครอง" (หน้าปกมีหลายเวอร์ชั่น)
Sheezus ฉบับ special edition แบ่งเป็นซีดีสองแผ่น แผ่นแรกมีสิบสองเพลง ส่วนอีกแผ่นเป็นโบนัสแทร็ค 5 เพลง รวมถึง Somewhere Only We Know เพลง cover ของ Kean ที่ตัวเธอเองก็ยังไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ("ฉันยังไม่เข้าใจว่าฉันคิดอะไรอยู่ตอนนั้น") ส่วนอีก 4 เพลงก็ฟังเพลินๆและให้ความรู้สึกสองอย่าง 1) มันเหมือน demo, unfinished tracks 2) คุณภาพของเพลงก็เหมาะสมแล้วที่ถูกตัดออกจากแผ่นหลัก

12 เพลงใน Sheezus เป็นผลงานการร่วมแต่งและโปรดิวซ์ของ Kurstin เสีย 10 เพลง เว้นแต่ไทเทิลแทร็คที่ลิลลี่แต่งและโปรดิวซ์ร่วมกับ Dj Dahi (เคยร่วมงานกับ Drake และ Kendrick Lamar)  และใน Air Balloon เธอได้ Shellback โปรดิวเซอร์/นักแต่งเพลงสุดฮอตชาวสวีเดนมาช่วยงาน (เกียรติประวัติเคยทำเพลงให้ Pink, Maroon 5, Usher และ Avril Lavigne)
'Sheezus' เป็นเพลงที่บ่งบอกถึงความรู้สึกของการกลับมาของเธอครั้งนี้-ไม่ว่ามันจะเป็นความรู้สึกจริงๆหรือไม่ก็ตาม เธอยอมรับว่าตื่นเต้น แม้เธอจะเป็นมือเก่ามาก่อน แต่การหายไปนานๆก็ไม่ใช่ว่ากลับมาคว้าไมค์แล้วจะกลับมาดังเหมือนเดิมได้ง่ายๆ แล้วจู่ๆเธอก็เริ่มกัด divas คนอื่นๆเป็นชุด ไล่ตั้งแต่ Katy Perry , Beyonce, Lady Gaga ไม่เว้นแม้แต่หนู Lorde ก็ยังเจอหางเลขกับเขาด้วย ลงท้ายด้วยการขอมงกุฎมาครองหน้าตาเฉย 'Give me that crown bitch I wanna be Sheezus' ดีเจ Dahi ทำดนตรีออกมาในแนวของ M.I.A. ได้น่าฟัง แต่การไล่กัดชาวบ้านของลิลลี่มันฟังกระอักกระอ่วนชอบกล ไม่เหมือนกับที่ Eminem ทำ โชคดีที่เธอกลับเข้าสู่เกมอย่างรวดเร็วในสองเพลงต่อมา 'L8 CMMR' ชื่อเพลงไม่ใช่รหัสอะไรซับซ้อน มันคือ late comer ที่อุทิศให้คนรักคนล่าสุดของเธอ พ่อยอดสามี Sam Cooper นี่คือความเพอร์เฟ็คที่สุดที่ bubblegum pop จะทำได้ในจังหวะฟิวชั่นของแนวดนตรีใหม่เอี่ยม 'Moombahton' ที่เป็นลูกผสมของ dutch house และ reggaeton ที่ฟังแล้วเข้าได้กับลิลลี่เหมาะเจาะ เนื้อหาก็ออกแนวสรรเสริญและแสดงความเป็นเจ้าของคนรักอย่างออกนอกหน้าสุดๆ แต่ลิลลี่ก็ร้องออกมาได้น่ารักน่าชัง 'He's going nowhere 'till this fat lady sings' '

'Air Balloon' การหนีความวุ่นวายไปบนฟากฟ้า สูงยิ่งเกินกว่าจะมีฝน production ของ Shellback ให้ความเป็น high energy pop ที่สามารถนำไปวางสลับให้เคธี่ เพอรี่ร้องได้โดยไม่มีใครระแคะระคาย แต่เธอจะร้อง na na na na ได้กวนเท่าลิลลี่หรือไม่? (ไอเดียเพลงนี้เหมือนกับ Up On The Roof เพลงคลาสสิกจากการแต่งของ Goffin and King แต่....สูงกว่ามาก)  'Our Time' กลับสู่โปรดักชั่นเนี้ยบๆของ Kurstin ลิลลี่เปิดบ้านชวนเพื่อนๆมาปาร์ตี้กันแบบลืมโลก 'Insincerely Yours' ฟังกี้นุ่มๆ ลิลลี่ประกาศตรงๆถึงเหตุผลที่เธอมาอยู่ตรงนี้ 'Let's be clear, I'm here, to make money money'

'Take My Place' เมื่อลิลลี่จะทำเพลงช้าหวานรำพึงรำพันกับตัวเองเธอทำได้ดีเสมอ บางครั้งชีวิตมันก็เจ็บปวดเกินจะรับ เธอประกาศจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอมีเพื่อแลกกับการให้คนอื่นมารับความปวดร้าวที่เธอมีอยู่ในตอนนี้ คอรัสออกจะกระหึ่มไปนิดสำหรับอารมณ์เพลง มีบางอย่างที่ทำให้นึกถึง Keane 'As Long As I Got You' ลิลลี่ในบูธคลุมถึงเข่าต้อนรับเสียงดนตรีแนว cajun และเสียง dobro ในเพลงที่เหมือนบทคัดย่อชีวิตรักระหว่างเธอกับแซม หนุ่มคนนี้รู้จักเธอมาตั้งแต่อายุ 15 แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ทนดูลิลลี่ทำลายชีวิตตัวเองต่อไปด้วยยาและปาร์ตี้ไม่ได้ แซมยื่นข้อเสนอให้ลิลลี่มาอยู่ด้วย และชีวิตเธอก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ใน liner notes ของอัลบั้มนี้ ลิลลี่เขียนอุทิศให้ Amy Winehouse ศิลปินร่วมรุ่นผู้ล่วงลับ ถ้าไม่มีแซม ใครจะรู้ว่าลิลลี่ อัลเลนจะไปถึงไหนแล้วตอนนี้?

 'Close Your Eyes' slow jam ที่อาจจะเป็นเพลงที่เซ็กซี่ที่สุดที่เธอเคยทำมา 'When I'm standing there in my underwear / I know that I've let myself go / But I still feel sexy when you undress me...' ไพเราะและหวานในแบบ TLC ครับ 'URL Badman' แทร็คที่หลุดพ้นจากเรื่องชีวิตรักส่วนตัวและการจิกกัดชาวบ้านมาเป็นเพลงสนุกๆเกี่ยวกับเหล่า "เกรียนอินเตอร์เน็ต" (นี่เป็นแทร็คที่นักวิจารณ์ดูจะชื่นชมกันมากมาย) 'Silver Spoon' ก็คนมันคาบช้อนเงินช้อนทองมาตั้งแต่เกิด ช่วยไม่ได้จริงๆ แต่ลิลลี่คงไม่ได้หมายถึงชีวิตของเธอหรอก เพราะแม้จะเป็นลูกสาวคนดังแต่ชีวิตในวัยเยาว์ของเธอนั้นก็ไม่ได้ง่ายดายเลย ถึงตรงนี้เห็นปัญหาอย่างหนึ่งใน Sheezus- ผู้ฟังเริ่มไม่แน่ใจว่าตรงไหนเรื่องจริงเรื่องแต่ง?  'Life For Me' เป็นแทร็คที่ผมยกให้ดีที่สุดในแง่การเขียนเพลง ลิลลี่เขียนถึงชีวิตของตัวเองและตั้งคำถามกับความรู้สึกที่เธอมีในแบบที่จอห์น เลนนอนน่าจะชอบ ดนตรีได้รับอิทธิพลจาก Vampire Weekend อย่างแจ่มชัดแต่ก็มีความรู้สึกของลิลลี่ในอัลบั้มแรกอยู่ไม่น้อย (ไม่แปลกอะไรเพราะทั้งสองอย่างมีจุดร่วมกันที่ดนตรีแนวสกาและบรรยากาศเปิดโล่ง) 'Hard Out Here' ที่เปิดตัวเป็นซิงเกิ้ลแรกตั้งแต่ปีก่อนพร้อมกับมิวสิกวิดีโอที่ฮือฮาและทำให้ลิลลี่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกเหยียดผิว เป็นไอเดียที่ดีที่นำมันมาปิดอัลบั้ม มันคือแดนซ์แทร็คในแบบเต้นกันปิดฟลอร์ สำหรับเพลงนี้ถ้าจะให้ดีต้องหาฟังในแบบ uncensored นะครับ เหม่ ถ้าต้องถูกดูดเสียงในคำสำคัญๆอย่าง balls และ tits และต้องเปลี่ยน bitch เป็น chic นี่มันหมดพลังของเพลงไปมากมายพอๆกับที่เพลง Fuck You ของ Cee Lo Green เจอเมื่อหลายปีก่อน

ในแง่ดนตรีนี่เป็น pop album ที่ฟังร่วมสมัยและสุดจะ catchy ในแบบที่ลิลลี่ทำได้ดีเสมอ แม้ว่าอาจจะฟังเชยและไม่มีอะไรใหม่ไปสักนิดเมื่อเทียบกับความจี๊ดจ๊าดของสองอัลบั้มแรก แต่ก็น่าจะให้อภัยสำหรับการเคาะสนิมของเธอในครั้งนี้ แต่สิ่งที่ทำให้เธอเสียรังวัดไปไม่น้อยก็คือเนื้อหาของมัน โดยเฉพาะการไปหาเรื่องชาวบ้านโดยไม่เห็นมีความจำเป็นใดๆ และที่น่าเป็นห่วงก็คือคนที่เธอไปท้าชกด้วยนั้นแต่ละคนล้วนมีดีกรีน่าเกรงขามยิ่งนัก อัลบั้มใหม่ของ Beyonce ได้รับการยกย่องถึงขนาดว่าเป็นงานศิลปะที่ดึงความเป็นอัลบั้มกลับมาอีกครั้ง ส่วนงาน debut ของ Lorde นั้นก็ลึกซึ้งและคมคายเหลือเชื่อ ไม่น่าไปท้าต่อยท้าตีกะเค้าเลยลิลลี่เอ๋ย (เธอให้ความเห็นว่าการแต่งเพลงแบบ social commentary ในยุคนี้ ถ้าไม่เอ่ยชื่อบุคคลขึ้นมา มันจะไม่มีพลังใดๆเลย อืมม์ ก็ฟังดูมีเหตุผล)

ลิลลี่ให้สัมภาษณ์ว่าเธอไม่ได้หวังอะไรกับอัลบั้มนี้มาก นอกจากให้มันขายดีพอที่สังกัดจะจ้างเธอมาทำอัลบั้มต่อ หลายอย่างใน Sheezus แสดงถึงความเติบโตทางความคิดและความเป็นไปในชีวิตของคุณแม่ยังสวยคนนี้ ไม่รู้สินะ เธอมีอะไรบางอย่างที่ไม่พบในศิลปินสาวคนอื่นๆ เธออาจจะไม่ใช่ดีว่าในความรู้สึกของใคร งั้นก็ให้เธอเป็นชีซัสของเธอไปก็แล้วกัน แฟนเก่าๆตั้งแต่สมัย myspace คงยังไม่ทอดทิ้งกันนะครับ ส่วนนักฟังใหม่ๆ หรือแฟนเพลงของสาวๆที่เธอท้าชนด้วยทั้งหลายในอัลบั้มนี้ทั้งหมดนั่นแหละ,ก็น่าจะชอบ Sheezus.

Tracklist:
1.            Sheezus | Lily Allen
2.            L8 CMMR | Lily Allen, Greg Kurstin
3.            Air Balloon | Lily Allen, Shellback
4.            Our Time | Lily Allen, Greg Kurstin
5.            Insincerely Yours | Lily Allen, Greg Kurstin
6.            Take My Place | Lily Allen, Greg Kurstin & Karen Poole
7.            As Long As I Got You | Lily Allen, Greg Kurstin & Karen Poole
8.            Close Your Eyes | Lily Allen, Greg Kurstin
9.            URL Badman | Lily Allen, Greg Kurstin
10.          Silver Spoon | Lily Allen, Greg Kurstin
11.          Life for Me | Lily Allen, Greg Kurstin & Karen Poole
12.          Hard Out Here | Lily Allen, Greg Kurstin