Wednesday, 28 February 2018

ข่า-มี๊-ล่ะ



Camila Cabello :: Camila ***



Released : January 2018

Producers: Frank Dukes (also exec.) ,Jarami Skrillex, T-Minus, Bart Schoudel ,The Futuristics, SickDrumz and  Jesse Shatkin
Genre: Pop, Latin

Tracklist

Never Be The Same
All These Years
She Loves Control
Havana
Inside Out
Consequences
Real Friends
Something’s Gotta Give
In The Dark
Into It
Never Be The Same (Radio Edit)

Camila Cabello ยืนยันว่าถ้าจะออกเสียงชื่อเธอให้ได้รสชาติอย่างคิวบันจริงๆต้องแบบหัวเรื่องด้านบนนะครับ นี่คืออัลบั้มเดี่ยวชุดเปิดตัวของสาวน้อยลูกครึ่งคิวบัน-อเมริกันวัย 20 ปี อดีตสมาชิกวงเกิร์ลป๊อบ Fifth Harmony และถือเป็น debut ที่เธอทำได้ไม่เลวทีเดียว แม้จะยังขาดอะไรไปบ้างนิดหน่อยในการที่จะเป็นอัลบั้มระดับยอดเยี่ยม

วง Fifth Harmony แจ้งเกิดมาจากการที่พวกสาวๆเข้าประกวดใน X-Factor ในปี 2012 (และจบลงด้วยการคว้าอันดับ 3 มาครอง) ในการแข่งขันรอบหนึ่งที่พวกเธอเลือกเพลง We are never ever getting back together ของ Taylor Swift มาขับร้อง หนึ่งในคณะผู้ตัดสิน Demi Lovato สร้างความฮือฮาด้วยการประกาศออกไมค์ว่า เธอเห็นว่าในห้าคนนี้ มีอยู่คนเดียวที่ส่องประกายเจิดจ้าออกมา (shine) และแม้จะอึกอักไม่ยอมบอกว่าใครคือสมาชิกคนนั้นในตอนแรก แต่สุดท้าย Demi ก็ชี้ไปที่สาวน้อยวัย 14 ปี (ในขณะนั้น) : Camila Cabello แถมเดมี่ยังกำชับลงไปอีกดอกว่า ฉันคิดว่าคนอื่นๆในวงน่าจะเรียนรู้อะไรจากเธอได้ บรรยากาศกระอักกระอ่วนพอสมควร แต่ คามีล่า ก็ไวพอที่จะตอบกลับไปว่า ฉันคิดว่าเราก็ส่องประกายกันทุกคน

แต่ความจริงก็คือความจริง ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายที่เธออยู่ในวง ทุกคนรู้ดีว่าคามีล่า มีอะไรพิเศษกว่าคนอื่น ทั้งเสน่ห์ส่วนตัวอันร้อนแรง และพลังการขับร้องที่โดดเด่นแตกต่างจากสมาชิกที่เหลือทั้ง 4 (ไม่ได้หมายความว่าอีก 4 คนจะร้องไม่ดี แต่มันแทบไม่มีอะไรที่จะดึงดูดให้กล่าวขวัญ) ใครๆก็คงจะทำนายได้ไม่ยาก ว่าการออกมาเป็นศิลปินเดี่ยวของคามีล่านั้น มันมีอยู่แค่คำถามเดียว เมื่อไหร่?

ก่อนจะออกอัลบั้มนี้ คามีล่าเปิดตัวกับงานนอกวงด้วยการไปร้องคู่กับ Shawn Mendes ในเพลง I Know What You Did Last Summer (2015) และไปร่วมงานกับแรปเปอร์ Machine Gun Kelly ในเพลง Bad Things ในปีต่อมา ตามด้วยการไป collaborate กับศิลปินอื่นๆอีกมากมาย เธอออกจาก Fifth Harmony อย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 2016 ท่ามกลางความไม่เซอร์ไพรซ์ของแฟนเพลง

ซิงเกิ้ลแรกของคามีล่าในปี 2017 “Crying In The Club” กลับไม่เปรี้ยงเท่าที่ควรจะเป็น อย่างไรก็ดีเธอวางแผนจะออกอัลบั้ม debut ในชื่อ The Hurting. The Healing. The Loving ในเดือนกันยายน แต่ทุกอย่างก็ถูกเลื่อนออกไป หลังจากความสำเร็จระบือโลกของซิงเกิ้ลที่สอง “Havana” (คาดว่าเธอเองก็ไม่คาดคิดว่ามันจะดังขนาดนั้น)

Havana เพลงที่มีผู้แต่งร่วมกันถึง 10 คน ครับ คุณอ่านไม่ผิด และผมก็พิมพ์ไม่ผิด 10 คน และสองใน 10 นั้นก็มีคามีล่า และฟาเรลล์ วิลเลี่ยมส์ร่วมอยู่ด้วย เป็นเพลงที่มีความพิเศษจริงๆ ไม่น่าแปลกใจที่มันจะดังไปทั่วโลก และติดอันดับ 1 บิลบอร์ดอยู่หลายสัปดาห์ จังหวะช้าโยก สัดส่วนของดนตรีคิวบัน (เสียงทรัมเป็ตนั่น) และป๊อบ/แร็ปที่กลมกล่อมลงตัว ใช้เสียงร้องของคามีล่าได้อย่างเปี่ยมประโยชน์ที่สุด มันเซ็กซี่ ติดหู ไพเราะ และทรงคุณค่า โดยส่วนตัวผมจัดให้มันเป็นเพลงป๊อบที่ประเสริฐสุดเพลงหนึ่งในปีที่ผ่านมา

ความสำเร็จของเพลงนี้ ทำให้คามีล่ามั่นใจในความเป็นตัวเธอเองมากขึ้น นั่นทำให้ชื่ออัลบั้มเปลี่ยนไปเป็น ‘Camila’ สั้นๆเท่านั้น รวมทั้งการโละเอาหลายๆเพลงออกจากแทร็คลิสต์ ซิงเกิ้ลที่ออกไปแล้วนอกจาก Havana ไม่ถูกนำมาเสนออีกครั้งในอัลบั้ม ที่มีความยาวเพียงแค่ 10 แทร็คนี้ (ไม่นับโบนัสแทร็ค ที่เป็น radio edit ของเพลง Never Be The Same)

แต่ร่องรอยของ The Hurting. The Healing. The Loving ก็ยังคงอยู่ในชื่อเพลงหลายๆเพลง และคำร้อง ผู้ฟังคงอดคิดกันไม่ได้หรอกว่า นี่คือบันทึกห้วงหนึ่งของชีวิตที่เธอจารึกความรู้สึกของการต้องพลัดพรากจากวงดนตรีวงแรกของเธอ กับทางเดินใหม่ที่.... คงไม่มีทางเหมือนเดิม (Never Be The Same) และเธอคงจะจดจำขวบปีเหล่านั้นไปตลอด (All These Years) การเป็นศิลปินเดี่ยว น่าจะเป็นหนทางที่สาวคนนี้จะทำอะไรได้ตามฝันของตัวเองได้มากกว่าเดิม (She Loves Control) เธออาจจะยังโหยหาว่าในวงการนี้จะหาเพื่อนแท้ได้ไหมนะ (Real Friends) แต่ก็นั่นแหละ ทุกอย่างมีได้ก็ต้องมีเสีย (Something’s Gotta Give) คือถ้าจะคิดมากจริงๆ ก็ดูเหมือนจะโยงไปเกี่ยวกับเรื่องการแยกทางกับ Fifth Harmony ได้เกือบทุกเพลง แต่ผมอาจจะคิดมากไปเองก็ได้มั้ง

ดูจะเริ่มเป็นเทรนด์พอสมควร กับการทำอัลบั้มความยาวสั้นๆ มีเพลงไม่กี่เพลง (ยุคสมัยของการทำเพลงเกือบ 80 นาที ให้เต็มซีดีมันผ่านไปแล้ว) แต่ต้องเป็นเพลงหัวกะทิ ไร้ฟิลเลอร์ Camila ก็มาในแนวนั้น ขาดเพียงแต่ว่า มันยังไม่ใช่หัวกะทิทุกเพลงจริงๆ และมีบางเพลงที่เรียกได้เต็มปากว่า filler อย่าง In The Dark

ความสุดยอดของ Havana ทำให้เพลงอื่นๆหมองไป เพราะฟังยังไงก็ไม่มีแทร็คไหนที่มีคุณภาพใกล้เคียง สุ้มเสียงชอง “Camila” เป็นเพลงป๊อบกระจ่างๆ มีความเป็นอคูสติกและริธึ่มในแบบของ Ed Sheeran และเมื่อมีจังหวะ กลิ่นอายของละตินมิวสิกก็จะโชยเข้ามาเสมอ ซึ่งนับเป็นเรื่องดีงาม เพราะมันเป็นลีลาดนตรีที่น้ำเสียงของคามีล่าโดดเด่นจริงๆ

เพลงช้าดูจะเยอะไปเสียหน่อย นอกเหนือจาก Havana ก็มีเพียง She Loves Control และ Inside Out เท่านั้นที่ชวนขยับแข้งขยับขาจริงๆ แต่ในความเยอะไปหน่อยของเพลงช้านั้นก็มีเพลงไพเราะมากๆอย่าง Real Friends และ Consequences ที่น่าประทับใจแต่แรกฟัง ผมชอบมากกว่าเพลงเปิดหัวสองเพลงนั่น ที่ดูจะเกร็งและกดดันไปสักนิด

ทั้งนี้ทั้งนั้น ความยอดเยี่ยมทั้งหมดก็ยังอยู่ที่เสียงร้องของคามีล่า มันเป็นการร้องเพลงที่ดรามาติก พลิ้ว และรัญจวนใจ แบบที่เราจะฟังได้เต็มอิ่ม ไม่ต้องรอเธอโผล่มานิดๆหน่อยเหมือนใน Fifth Harmony

น่าเสียดายครับ เป็นงานที่เกือบจะดี แต่ก็จบแค่พอใช้ได้เท่านั้น สัดส่วนเพลงดูจะไม่ถูกต้อง (ธรรมชาติของนักร้องละตินวัยรุ่นอย่างเธอ ไม่ควรจะทำเพลงช้ามากมาย) และน่าจะเอาซิงเกิ้ลเก่าๆมาใส่จะดูดีกว่าใส่เพลงแถมที่ซ้ำเดิม สรุปว่าเป็นงานป๊อบที่ฟังได้เพลินๆ และน่าจะถูกลืมไปได้ง่ายๆก่อนสิ้นปี อ้อ แต่เสียงจากนักวิจารณ์เมืองนอกค่อนข้างจะชมนะครับ คามีล่ายังมีเวลาอีกยาวไกลมากในเส้นทางนี้ รอดูงานชิ้นต่อไปของเธอครับ



Thursday, 1 February 2018

พ่อมดเพลงป๊อบ


Bruno Mars :: 24K Magic ****
Released : November 2016
Genre : Pop Soul R&B Funk
Producers: Shampoo Press & Curl (also exec.) The Stereotypes Emile Haynie Jeff Bhasker

Tracklist:

28 มกราคมที่ผ่านมา อัลบั้มชุดที่สามของบรูโน มาร์ส, ศิลปินหนุ่มอเมริกันวัย 32 ปี,ชุดนี้คือพระเอกตัวจริงของการแจกรางวัลแกรมมี่ประจำปี 2018 เฉพาะตัวอัลบั้ม มันได้ไปสามรางวัล, Best Engineered Album (ที่ไม่ใช่เพลงคลาสสิก), อัลบั้ม R&B ยอดเยี่ยม และ รางวัลใหญ่ อัลบั้มแห่งปี นอกเหนือจากนั้น That’s What I Like แทร็คหนึ่งในอัลบั้มนี้ยังกวาดไปอีกสามรางวัล- เพลงแห่งปี, เพลง R&B ยอดเยี่ยม และ Best R&B performance ยังไม่หมด เพลง 24K Magic ยังได้รับรางวัลเพลงในการบันทึกเสียงยอดเยี่ยมอีกด้วย (Record of the year)   แกรมมี่ก็มักจะเป็นอย่างนี้ หลายปีที่จะมีศิลปินหอบรางวัลกลับบ้านเต็มอ้อมกอดอยู่คนเดียว

นั่นทำให้เราต้องมาพูดถึงอัลบั้มนี้กันสักหน่อย แม้มันจะออกมาตั้งแต่ปลายปี 2016 นู่น

บรูโน สร้างชื่อมาตั้งแต่สองชุดแรกของเขา Doo-Wops and Hooligans (2010) และ Unorthodox Jukebox (2012) แล้ว ว่าเป็นคนหนุ่มที่ทำเพลงป๊อบได้หลากหลาย ลากแนวทางเก่าๆของศิลปินอื่นมาเป็นของตัวเองได้อย่างแนบเนียน เป็นหนึ่งในศิลปินไม่กี่คนที่มีแววจะเป็น King of Pop คนต่อไปได้ บรูโนทิ้งช่วงหลังจากอัลบั้มก่อนถึงสี่ปี แต่ก็มีซิงเกิ้ลเขย่าโลกอย่าง Uptown Funk ในปี 2014 ที่เขาไป feat. ในตำแหน่งนักร้องนำในเพลงของ Mark Ronson ออกมาก่อนหน้านี้ ความดังถล่มทลายของมันอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ 24k Magic กลายเป็นงานที่เน้นความย้อนยุคแห่งดนตรีป๊อบผิวสียุค 90’s กันอย่างเต็มตัว แนวเร็กเก้ที่ถือเป็นเอกลักษณ์หนึ่งในเพลงของเขา-หายไป

ด้วยความยาวเพียงแค่เลยครึ่งชั่วโมงมานิดๆ และจำนวนเพลงเพียงเก้าเพลง ไม่มีแขกรับเชิญ (และยังไม่มีการทำ deluxe edition เพิ่ม extra tracks อย่างที่ใครๆเขานิยมทำกัน) นี่จึงเป็นอัลบั้มที่เน้นเนื้อล้วนๆ ไร้ไขมันส่วนเกิน บรูโนกล่าวไว้ว่า “ถ้าผมเอาคุณไม่อยู่ในเก้าเพลง ต่อให้เพิ่มเป็นสิบสามเพลงผมก็เอาคุณไม่อยู่อยู่ดี” น่าแปลกที่กลับไม่รู้สึกว่ามันสั้นเกินไปแต่อย่างใด เป็นไปได้ว่าความรู้สึกว่าต้องฟังอัลบั้มยาวๆ 50-70 กว่านาทีในยุคซีดีนั้นเริ่มเฟดหายไปแล้ว ผู้ฟังส่วนใหญ่สมาธิสั้นลง และฟังเพลงจากการสตรีมมิ่งกันเสียมากกว่า มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของเทรนด์อัลบั้มที่มีความยาวระดับคอมแพ็คแบบนี้ก็เป็นได้ ไม่ต้องมี fillers จัดแต่เพลงที่คุณคิดว่าเยี่ยมจริงๆมานำเสนอกันเลย อย่าให้คนฟังเสียเวลา

การเขียนเพลงของบรูโน ค่อนข้างจะยึดสูตรสำเร็จของเพลงป๊อบอย่างเคร่งครัด ท่อนเวิร์ส คอรัส พรีคอรัส บริดจ์ มาครบทุกเพลง เนื้อหาวนเวียนอยู่กับเรื่องรักๆใคร่ๆ และความหื่นกระหายในกามคุณของคนหนุ่มกลัดมัน บรูโนยังมีปัญหาในเรื่องการค้นหาสุ้มเสียงของตัวเองอยู่ แม้เขาจะทำเพลงออกมาได้ยอดเยี่ยมเกือบทุกเพลง แต่ทุกเพลงนั้นคนฟังก็พาลคิดไปถึงศิลปินรุ่นพี่คนนู้นคนนี้กันได้เสมอ

เมื่อเราฟัง Perm เราได้ยิน James Brown (ก็มันฟังค์เต็มเหนี่ยวซะอย่างนั้น)

เมื่อเราฟัง That’s What I Like นั่นทำให้นึกถึง Jodeci (หลายคนส่ายหัวกับรางวัลมากมายที่เพลงนี้ได้จากแกรมมี่ แต่เพลงแบบนี้ล่ะครับ ที่คนอเมริกันชอบ)

ในเพลงสุดเซ็กซี่ Versace On The Floor มีคนกระซิบว่าเหมือนนักร้องโซลบัลลาด Freddie Jackson
และไม่แปลกที่คุณจะเห็นหน้าของ Babyface ลอยมา เมื่อฟังไปถึง killer ballad แทร็คสุดท้าย -  Too Good To Say Goodbye ก็ไม่น่าแปลกอะไร เพราะเบบี้เฟซเองมาร่วมแต่งเพลงนี้ด้วย หลังจากมาร์สทำมันไม่เสร็จ ค้างคาอยู่หลายปี แทร็คนี้ผมชอบที่สุดในอัลบั้ม แม้มันจะโคตรที่จะสูตรสำเร็จ แต่ก็เป็นสูตรสำเร็จที่ทำได้ถึงและได้ใจยิ่งนัก

และเพลงอื่นๆอีก ที่ฝากคุณไปหลับตานึกกันเอง

แต่ยังไม่มีเพลงไหน ที่ทำให้เราบอกได้ว่า นี่ไง เพลงแบบบรูโน มาร์ส แท้ๆ

ที่น่าสนใจคือ แม้ 24k Magic จะเป็นงานป๊อบที่อัดแน่นด้วยพลัง และดนตรีที่แทบไม่มีที่ติทุกกระเบียด แต่สิ่งที่หายไปอย่างน่าสงสัยคือ ความ hook หรือ catchy ในท่วงทำนอง อันปกติจะเป็นจุดแข็งในเพลงของบรูโน นอกเหนือจากแทร็คสุดท้ายแล้ว ก็แทบไม่มีเมโลดี้ที่น่าจดจำเอาเสียเลย (ไม่ใช่ไม่ไพเราะเลยนะครับ อย่าเข้าใจผิด) แอบคิดเข้าข้างว่าอาจจะเป็นความจงใจอะไรบางอย่างของแก

การบันทึกเสียงในชุดนี้ดีมาก ทั้งไดนามิก ดีเทล และการแยกชิ้นดนตรี ผิดวิสัยเพลงป๊อบแนวนี้ที่มักจะคอมเพรสและเสียงดังกันจนล้น คงต้องชมเชยทีมงานบันทึกเสียงทุกคน โดยเฉพาะ Charles Moniz ในตำแหน่งเอ็นจิเนียร์ และ Tom Coyne มาสเตอริ่งมือฉมัง (ผู้ล่วงลับไปแล้วอย่างน่าเสียดาย) สมควรอย่างยิ่งกับรางวัลแกรมมี่สาขาการบันทึกเสียงครับ

ส่วนรางวัลอื่นๆที่บรูโนได้จากแกรมมี่ ไม่มีความเห็นนะครับ เพราะไม่ได้ฟังงานอื่นๆในปีนี้มากพอทีจะมาเปรียบเทียบ แต่ที่น่าเสียดายคือ ในฐานะของผู้นำเพลงป๊อบในปัจจุบัน บรูโน น่าจะสร้างอะไรที่แปลกใหม่ให้วงการได้มากกว่านี้ เพราะสิ่งที่ได้ฟังใน 24K Magic แม้ในทุกบทเพลงมันจะเนี้ยบไปเสียทุกโน้ต แต่โดยรวม ทั้งหมดก็คือเหล้าเก่าเอามาเล่าใหม่ และเพลย์เซฟมากๆ

มาถึงคำถามสำคัญ บรูโน ยิ่งใหญ่พอจะเทียบกับ ไมเคิล แจ็คสัน ในฐานะราชาเพลงป๊อบหรือยัง


 คำตอบของผมคือ ขอฟังอัลบั้มหน้าอีกสักชุดครับ

Tuesday, 2 January 2018

Playlist Review Jan 2018

Playlist Review

1.ECM all catalogue


9,687 tracks 893:45
ปี 1969 โปรดิวเซอร์หนุ่มชาวเยอรมัน Manfred Eicher ได้ก่อตั้งค่าย ECM (Edition of Contemporary Music) ขึ้น มันเป็นค่ายดนตรีแจ๊สที่ไม่เหมือนใคร ผสมผสานความเป็น jazz, new age, world music, classical และ avant garde เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน จนเป็นสุ้มเสียงเฉพาะตัว แฟนเพลงถึงกับขนานนามว่ามันเป็น ‘ECM sound’ และแทบจะตั้ง genre ของตัวเองได้ ค่าย ECM เอาใจใส่กับเรื่องคุณภาพเสียง และแพ็กเกจอันมีเอกลักษณ์เรียบง่ายมีระดับมาตลอด จึงไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะปฏิเสธการ “ปล่อยสตรีมมิ่ง” ใครที่จะฟัง ECM ต้องซื้อแผ่นเสียงหรือซีดีเท่านั้น จนกระทั่งปี 2017 สัจธรรมแห่งการเปลี่ยนแปลงก็ทำหน้าที่อันซื่อสัตย์ของมันอีกครั้ง กรุ ECM แตกโพล๊ะ บทจะให้ พวกเขาก็ให้แบบแทบไม่มีอั้น พันกว่าอัลบั้มตลอดเกือบ 50 ปีท่วมท้นสายธารสตรีมในคืนเดียว และถ้าท่านทำอะไรไม่ถูก ไม่ทราบจะฟังอะไรก่อน แนะนำเพลย์ลิสต์นี้ครับ ที่รวบรวมเพลง (ว่ากันว่า) ทั้งหมดของค่ายนี้ไว้ในเพลย์ลิสต์เดียว เฉียดๆหมื่นเพลง กดชัฟเฟิลฟังโลด! พบกันอีกทีอีกเก้าร้อยชั่วโมงข้างหน้าครับ

2.15 Beatlesque Songs You'll Love

16 tracks 1:06:23
“Beatlesque” แปลเป็นไทยง่ายๆก็คือ “ในสไตล์เดอะบีทเทิลส์” ใครๆก็ทราบว่านี่คือวงดนตรีที่มีอิทธิพลต่อวงการเพลงสากลมากที่สุด นับแต่พวกเขาออกซิงเกิ้ลแรก “Love Me Do” ในปี 1962 จนกระทั่งทุกวันนี้ ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าถ้าไม่มี The Beatles โลกดนตรี (หรือโลกทั้งหมด, ถ้าจะว่าไป) จะมีโฉมหน้าอย่างไรในทุกวันนี้ บางคนอาจบอกว่า ถ้า Beatles ไม่ทำ คนอื่นก็คงจะทำในเวลาต่อมา แต่ผมไม่แน่ใจนะ
15 เพลงนี้คัดมาจากศิลปินรุ่นหลัง (และบางเพลง, รุ่นใกล้ๆกัน) ที่ทำเพลงในแนวที่เคารพและต่อยอดจาก The Beatles เมโลดี้ที่เพราะพริ้งสมบูรณ์แบบฟังไม่มีหน่าย, ฮาร์โมนี่อันอ่อนหวานนุ่มนวล และ จิตวิญญาณแห่งการมองโลกในแง่บวก ไม่ว่าใครที่ทำดนตรีป๊อบแบบนี้ ไม่ว่าพวกเขาจะตั้งใจจะเดินรอยตามสี่เต่าทองหรือไม่ ก็ไม่อาจไม่ยอมรับว่า นั่นคือ “Beatlesque” (หมายเหตุ: มี bonus track คัดเลือกโดย นางห้าง Summer Disc หนึ่งแทร็คครับ)



3.วิ่งไปกับเสียงเพลง

35 tracks 2:15


จ๊อกกิ้งกับเพลงสากลเบื่อแล้ว ลองให้เพลงไทยเป็นซาวด์แทร็คประกอบจังหวะการก้าวเท้าของคุณบ้างสิครับ

4. Do Androids Dream? : A Good Electronic Compilation

18 tracks 1:49:50
เพลย์ลิสต์ที่สร้างจาก Electronic Albums ชั้นเลิศที่ออกในปี 2017 ที่นอกจากเพลงดีแล้ว ปกของแต่ละชุดยังสวยงามชวนจินตนาการมากๆ (ผู้สร้าง playlist จงใจจะสร้างงานศิลปะบน display นี้) ทุกเพลงบันทึกเสียงได้ดี แม้จะเป็นเสียงสังเคราะห์ เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ นี่คือดนตรีแห่งอนาคตที่แซมปลิ้งมาให้เราฟังล่วงหน้า

5. MOJO best albums 2017

47 tracks 3:43
สิ้นปี หลายๆสำนักก็จัด ‘best albums’ ลิสต์กัน ตามรสนิยมของแต่ละสำนัก ลิสต์ของนิตยสาร MOJO ก็เป็นหนึ่งในสำนักที่เป็นที่ยอมรับมายาวนาน ดนตรีจะออกแนว “รุ่นใหญ่” สักเล็กน้อย ลิสต์นี้ไม่ได้รวมทุกเพลงในทุกอัลบั้มใน 50 ชุดที่ MOJO คัดเอาไว้ แต่คัดมาเพียงอัลบั้มละ 1 เพลง ให้ผู้ฟังไปต่อยอดเอาเอง อ้อ, หายไป 3 อัลบั้ม ที่เข้าใจว่าคงยังไม่มีให้ฟังกันใน Spotify…..

6. The Best of "Good Sounding Albums" Vol.1

15 tracks 1:27:04


7. The Best of "Good Sounding Albums" Vol.2


19 tracks 1:32:16

สองลิสต์นี้สร้างจากลิสต์ที่เพื่อนๆ facebook คัดสรรเอาไว้ในกลุ่ม “30 Good Sounding Albums”  ที่มีสมาชิกระดับหูทองแห่งยุคสมัยร่วมอยู่ด้วยหลายท่าน
(เชิญร่วมจอยและแจมได้ ควรเข้าไปอ่าน เพราะหลายอัลบั้มมีรายละเอียดที่ต้องใส่ใจ ถ้าคุณใฝ่หาความสุดยอดแห่งคุณภาพเสียงจริงๆ)
เหล่านี้,มันเป็น เพลง “เสียงดี” โดยไม่จำเป็นต้องเป็นอัลบั้มที่พะยี่ห้อว่าเป็น audiophile จ๋า มีหลายๆแนวปะปนกันไปตั้งแต่นิวเวฟ,แจ๊ส,เฮฟวี่ ยัน คลาสสิก แต่พยายามเรียบเรียงให้ฟังได้อรรถรสต่อเนื่องครับ บางชุดก็แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเสียงดี แต่มันก็ดีจริงๆ


Thursday, 28 December 2017

“กับไฟในมือที่ยังไม่มอดไหม้”


Robert Plant :: Carry Fire ****



ออกจำหน่าย- 12 ตุลาคม 2017
โปรดิวเซอร์- Robert Plant
แนวดนตรี- World Music, Folk, Rock

Tracklist:
1. "The May Queen"
2. "New World…"
3. "Season’s Song
4. "Dance With You Tonight"
5. "Carving Up The World Again"
6. "A Way With Words"
7. "Carry Fire"
8. "Bones Of Saints"
9. "Keep It Hid"
10. "Bluebirds Over The Mountain"
11. "Heaven Sent"

ร่มเงาของเรือเหาะล่องเวหา วงดนตรีร็อคหนักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ : Led Zeppelin นั้นกว้างไกลเหลือแสน ยากยิ่งนักที่สมาชิกในวงจะวิ่งหนีไปถึงขอบและหลุดพ้นมันไปได้ อย่างไรเสีย คำแรกที่นึกถึงเวลาเอ่ยถึง Robert Plant, Jimmy Page, John Paul Jones หรือ John Bonham (คนหลังคงน้อยหน่อย, เพราะเขาไม่เคยเป็นอดีตสมาชิกวงนี้, แกตายเสียก่อน) ก็คือ พวกเขาเป็นอดีตสมาชิกวง Led Zeppelin ในบรรดาสมาชิกทั้งสามคน มีเพียงแพลนต์คนเดียวที่มีผลงานเดี่ยวออกมาอย่างต่อเนื่อง (ขณะที่เรายังต้องรอ solo อัลบั้มชุดที่ ๒ จากเพจอยู่) และดูเขาจะไม่แยแสว่าดนตรีของเขาจะเหมือนหรือไม่เหมือน Led Zeppelin เขาไม่พยายามหนี เขาไม่พยายามเดินตามรอยเดิม เขาแค่เดินไปในทางที่เขาอยากเดิน นั่นหมายถึงถ้าดนตรีที่เขาจะทำออกมาจะมีความละม้ายคล้ายความเป็นเซพพลินบ้าง เขาก็ไม่เดือดร้อนอะไร

และการเดินทางของนักร้องเสียงมหัศจรรย์ (ฉายาที่ฝรั่งเรียก-- ‘Percy’, ‘Golden God’) ก็มาถึงชุดที่ ๑๑ เข้าไปแล้ว แพลนต์ในวัย 69 ปี ไม่ได้กรีดร้องเสียงสูงอันลือลั่นอย่างในเพลง Immigrant Song (จากผลงานชุด Led Zeppelin III แต่กลับมาดังอีกครั้งในปีนี้ เมื่อถูกนำมาใส่อย่างเหมาะเจาะในภาพยนตร์ Thor : Ragnarok) หรือสุดเหวี่ยงยิ่งกว่านั้นใน Whole Lotta Love ( Led Zeppelin II) มาหลายปีแล้ว แต่เขารู้ในศักยภาพปัจจุบันของเสียงตัวเองและใช้มันอย่างคุ้มค่า ในภาพรวมของดนตรี Carry Fire เป็นบทพิสูจน์อีกครั้งว่าโรเบิร์ต แพลนต์ ไม่เคยทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน นี่เป็นหนึ่งในงานชิ้นเยี่ยมของเขา (อีกแล้ว)

หลังจากลองผิดลองถูกพอสมควรในยุค 80’s และ 90’s แพลนต์เริ่มค้นพบแนวทางใหม่ในอัลบั้ม Dreamland (2002) ที่เป็นงาน cover เสียครึ่งอัลบั้ม นั่นคือการผสมผสาน world music (รวมทั้งแอฟริกัน,อารบิก,อินเดีย) เข้ากับดนตรีบลูส์ และไซคีดีลิกร็อค งานหลังจากนั้นมาเรียกได้ว่าเข้าฝักมาตลอด ตั้งแต่ Mighty Rearranger (2005), Band of Joy (2010)และล่าสุดก่อนหน้าอัลบั้มนี้  Lullaby and …  the Ceaseless Roar (2014) แม้ว่าความสำเร็จที่พีคมากของเขากลับเป็น Raising Sand (2007) อันเป็นอัลบั้มที่เฮียแกร้องคู่กับนักร้องสาวเสียงนางฟ้า Alison Krauss จนหลายๆคนเชียร์ให้ออกผลงานร่วมกันอีก (หรือเลยเถิดไปจนถึงลือว่าสองคนนี้เป็น “คู่จิ้น” ต่างวัย) แต่แพลนต์ก็ไม่ได้แยแสจะทำอะไรแบบนั้น (ทั้งการออกอัลบั้มคู่กับเคราส์อีกชุด และจิ้นกับเธอ) เขากลับสู่เส้นทางเดิมอย่างรวดเร็ว และมั่นคง โดยไม่ได้สนใจเรื่องการทำเงินอะไรง่ายๆแบบนั้น

อ้อ ปี 2007 ยังมีอีกเหตุการณ์สำคัญคือ การรียูเนี่ยนเพื่อการแสดงครั้งเดียวของ Led Zeppelin ที่ O2 Arena, London ซึ่งแน่นอนว่าตามไปด้วยข่าวลือถึงการออกทัวร์ยาวนาน หรือการทำอัลบั้ม ครั้งแล้วครั้งเล่า หลายปีหลังจากนั้น แต่แพลนต์ก็ยืนยันหนักแน่นว่านั่นคือการแสดงครั้งเดียว จบเป็นจบ ซึ่งถ้าใครมีความซื่อตรงต่อสิ่งที่เห็นจริงๆ ก็คงจะพอเข้าใจได้ไม่ยาก เขาทำทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ไปแล้วในนามวงเก่าวงนั้น และสังขารของมนุษย์วัย 60 กว่า กับเพลงที่ต้องเค้นพลังหนุ่มของ Led Zeppelin ดูจะไปด้วยกันไม่ได้ซักเท่าไหร่ ข่าวลือเหล่านั้นจึงขึ้นมาและก็หายไป เหมือนๆกันทุกครั้ง บางทีก็มีข่าวว่า เพจและโจนส์จะเอาคนนู้นคนนี้มาร้องแทนแพลนต์ แต่ใครๆก็รู้ว่าไม่มีใครแทนแพลนต์ได้

ผมเคยเขียนถึงงานของแพลนต์มาแล้วสองครั้งในอดีต Mighty Rearranger ใน HOOK magazine (R.I.P.) และ Band of Joy ใน GM2000 นี้ ซึ่งทั้งสองชุดผมก็ประเคนคำชมไว้ให้อย่างพอสมควร ใน Carry Fire นี้ก็เช่นกัน

วงแบ็คอัพของแพลนต์ในอัลบั้มนี้ยังคงเป็นวงชื่อเท่ - The Sensational Space Shifters วงเดิมกับที่เล่นใน Lullaby And… The Ceasless Roar วงนี้ประกอบไปด้วย Justin Adams – guitar , Liam "Skin" Tyson – guitar, John Baggott – keyboard, Billy Fuller - bass guitar , Dave Smith – drums  เสริมด้วย Seth Lakeman เล่น Viola และ Fiddle และ Redi Hasa เล่น Cello อยากลงชื่อพวกเขาไว้ให้ผ่านตากัน แม้จะจำไม่ได้ในวันนี้ เพราะเป็นวงที่ฝีมือดีจริงๆ โดยเฉพาะมือกีต้าร์ จัสติน อดัมส์

การใช้ทีมงานเดิมทำให้ Carry Fire มีสุ้มเสียงคล้ายคลึงกับ Lullaby… ในระดับหนึ่ง อาจเรียกว่าเป็นภาค ๒ ของอัลบั้มนั้นก็ได้ไม่ขัดเขิน เพียงแต่ Carry Fire ดูจะละทิ้งความฉูดฉาดหวือหวาในดนตรีบางช่วงไป เพิ่มเติมเข้ามาคือความสุขุมลึกล้ำ ภาพรวมของมันอาจจะดูเนือยเชื่องช้าและชวนง่วงกว่า (ทั้งๆที่ชื่อชุดดุเดือดกว่าชุด “เพลงกล่อมนอน” นั้นเยอะ) Carry Fire เป็นงานที่ต้องฟังด้วยความพินิจพิเคราะห์ ปล่อยอารมณ์ไปกับมัน และมีสมาธิ ไม่ใช่เพลงที่จะเปิดผ่านๆเป็นแบ็คกราวด์แต่อย่างใด

เมื่อเห็นชื่อเพลงแรก “The May Queen” ถ้าคุณไม่คิดถึงเนื้อเพลงท่อนนั้นใน Stairway To Heaven แสดงว่าคุณไม่ใช่แฟน Led Zeppelin แต่ถ้าคุณคิดว่ามันจะเป็นภาคต่อของเพลงมหากาพย์นั้น คุณพลาดแล้ว การอ้างอิงจบเพียงแค่นั้น The May Queen โดดเด่นด้วยบลูส์ริฟฟ์ที่เล่นด้วยกีต้าร์โปร่งโดย Justin Adams มันดูเหมือนจะเป็นเพลงรัก ถ้าคุณไม่ตีความเนื้อเพลงของแพลนต์หลายตลบนัก และเป็นการเปิดอัลบั้มที่เข้มขลังมลังเมลือง, “New World” เป็นร็อคเกอร์หนักช้า (อยากให้บอนแฮมมาตีจัง) ที่กล่าวถึงจุดวิกฤตของภาวการณ์อพยพของผู้คน เสียงของแพลนต์ ใส และโดดเด่นในมิดเรนจ์อันคมกริบ, “Season’s Song” เพลงรักหวานที่สุดในอัลบั้ม และถ้าจอห์น เลนนอนไม่เคยมีเพลงชื่อนี้มาก่อน แพลนต์ก็น่าจะตั้งชื่อเพลงนี้ว่า Oh My Love ไปเสียเลย เพราะมันเป็นคำที่เขาพร่ำถึงตลอดเพลง, “Dance With You Tonight” บัลลาดในแบบของแพลนต์ยุคหลัง เนื้อเพลงชวนให้ครุ่นคิดว่าคำว่า dance น่าจะมีความหมายมากกว่าแค่การเต้นรำกันธรรมดา ผมอาจจะคิดมากไปเอง

กระชับจังหวะเร่งเร้าขึ้นมาหน่อยในเพลงอิงการเมือง  “Carving Up The World Again… A Wall And Not A Fence”  แพลนต์ร้องได้คึกคักด้วยหางเสียงประชดประชัน เป็นเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่สมศักดิ์ศรีความเป็นยอดนักร้อง กีต้าร์โซโล่ของอดัมส์โดดเด่นมากในแทร็คนี้, พลิกกลับไปในแนว trippy jazz ในเพลงต่อไป “ A Way With Words” ดนตรีโปร่งโล่ง เสียงของแพลนต์เปลือยเปล่า ประดับบางๆด้วยเสียงเปียโนและเชลโล จัดเป็นเพลงทีฉีกแนวความเป็นโรเบิร์ต แพลนต์ไปได้อย่างสวยงาม

แพลนต์เก็บเพลงเด็ดๆไว้ในช่วงหลังของอัลบั้ม ไทเทิลแทร็ค “Carry Fire” สำเนียงตะวันออกกลางและอินเดียมาเต็ม มันมีความลึกลับทรงเสน่ห์ในแบบของ Kashmir (แต่ไม่ได้หมายความว่าเพลงเหมือนกัน) สมบูรณ์แบบครับ เป็นเพลงที่ดีที่สุดเพลงหนึ่งในงานเดี่ยวของเขาเลย “Bones of Saints” แพลนต์คงรู้ ว่ายังไงเสียก็ต้องมีแฟนเพลงกลุ่มหนึ่ง เฝ้าคอยหาเพลงในสไตล์ของ Zep เขาจัดให้ในเพลงนี้ครับ รวมทั้งเป็นเพลงที่เจ้าของอัลบั้มเดินทางออกจากคอมฟอร์ตโซนของเรนจ์ในการร้องของเขาในยุคนี้เข้าสู่ระดับเสียงสูงที่แทบจะไม่ได้ยินในเพลงอื่น (แพลนต์ขึ้นชื่อในสมัยก่อนในด้านการเป็นนักร้องสองเสียงในคนเดียวกัน) สารภาพครับ ว่าอยากให้จิมมี่ เพจมาริฟฟ์ในแทร็คนี้เสียจัง  สรุปว่าคงไม่ถึงกับเป็นเพลงที่ทำให้แฟนเซพลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น แต่ก็ใกล้เคียงที่สุดแล้ว, “Keep It Hid” ให้ฟีลของอัลบั้มก่อน เพราะมีเสียงอีเล็คโทรนิคเป็นพระเอกในดนตรีที่เป็นอาร์แอนด์บีตรงไปตรงมานั้น

มีเพลง cover เพียงเพลงเดียวในอัลบั้มนี้ และถ้าคุณไม่รู้มาก่อน ก็คงยากที่จะบอกว่า “Bluebirds Over The Mountain” เพลงเก่าของ Ersel Hickey จากยุค 50’s เพลงนี้เป็นเพลง cover ได้ Chrissie Hynde มาร่วมร้องด้วย และแพลนต์ก็ทำให้มันเป็นเพลงของเขาไปแบบชิวๆ

โรเบิร์ต แพลนต์ปิดท้ายอัลบั้ม Carry Fire ด้วยบัลลาดเงียบๆแต่อารมณ์เหมือนไฟกรุ่นๆที่ยังปะทุอยู่ในตะกอน “Heaven Sent”

หลังจากฟังอัลบั้มนี้จบไปหลายรอบ สิ่งที่ผมคิดคือ มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่ต้องบรรจุชื่อของเขาลงใน Rock And Roll Hall Of Fame ในฐานะศิลปินเดี่ยว? ถ้ายัง, จะให้เขาทำอะไรอีกหรือ

Saturday, 23 December 2017

5 ชอบ 5 ไม่ชอบ 2017




ชอบ

1. จ็อกกิ้งทุกวัน

โอเค แค่เกือบๆ และก็ไม่ได้มากมายนัก แต่ก็เป็นการวิ่งที่สม่ำเสมอและต่อเนื่องที่สุดในรอบหลายปี (อาจจะในชีวิต) จนเริ่มจะเสพติดล่ะ แต่สิ่งดีๆไม่น่าจะเรียกว่าเสพติดนะ

2. ECM ปล่อยสตรีม / Box Set Season Awards / Beatles Sgt. Pepper Box

ชอบเพลงแจ๊สผสมคลาสสิกผสมนิวเอจของค่ายนี้มานาน แต่ได้ฟังน้อยกว่าความปรารถนานัก เพราะค่ายท่านค่อนข้างหวงแหนผลงาน กว่าจะยอมปล่อยสตรีมได้ก็แทบจะเป็นค่ายท้ายๆของโลก แถมซีดีก็ราคาสูงอีก พอปล่อยทั้งทีก็หมดกรุ ฟังกันไม่ทันอีก เป็นพันๆชุด

กล่องของสีสัน เป็นอะไรที่เหลือเชื่อว่าจะเกิดกับเพลงไทยได้ ทำให้เราที่ไม่ได้ติดตามเพลงไทยมาใกล้ชิดเท่าไหร่ได้ฟังเพลงอะไรดีๆที่ข้ามผ่านไปอีกเยอะมาก

ส่วนกล่องของ Pepper อลังการสมราคา เคยรีวิวไปแล้ว

3. Star Wars : The Last Jedi

ถ้ามองในแง่ว่าแฟนดั้งเดิมแท้ๆ จะไม่ค่อยชอบอิพิโซดนี้ ก็ไม่แปลกใจที่ผม,ซึ่งมักจะหลับประจำกับไตรภาคคลาสสิก (Ep. 4-6) จะสนุกไปกับ The Last Jedi ค่อนข้างมาก จะว่าไป 3 ภาคล่าสุดที่ทำกันออกมานี่ละ คือหนังสตาร์วอร์สอย่างที่ผมต้องการ แม้แต่ความรู้สึกว่าภาคนี้จะยังไม่พีค ก็ยังอุตส่าห์คิดเข้าข้างไว้ว่า น่าจะเก็บเอาไว้พีคใน Episode IX

4. Thor: Ragnarok / Wonder Woman

ความบันเทิงเต็มรูปแบบ เป็นความสนุกใกล้เคียงกับหนังอุลตร้าแมนยามเยาว์วัย

5. The Great Gatsby

อ่านจบจนได้! ทึ่งมากกับอักษราแสนวิจิตรของ เอ็ฟ สก็อตต์ ฟิทซ์เจอรัลด์ มิน่านักอ่านถึงชื่นชมกันมานานขนาดนี้


ไม่ชอบ

1.การลอยนวลของคนทำผิดข้อตกลงของสังคม ไม่ว่าจะเลเวลไหน

2. การล่มสลายของตลาดหนังสือ และ ซีดี สองสิ่งที่เรารัก

3. ตัวเอง : การตัดสินใจหลายๆอย่างที่อ้างอิงกับความสบายของตัวเองเป็นหลัก น่าจะทำได้ดีกว่านี้

4. อันนี้น่าจะอยู่ใน 3 ได้ แต่แยกออกมาให้เห็นชัด การดองหนังสือ!

5. ความหยาบคายโดยไม่มีความจำเป็นใดๆรองรับ ในการใช้ภาษาใน Social Media.