Sunday, 25 September 2016

The Beatles Live At The Hollywood Bowl

THE SOUND OF BEATLEMANIA

The Beatles
Live At The Hollywood Bowl ****
Recorded : 1964, 1965
First released : 1977
Reissue: September 2016
Produced and remixed by : Giles Martin



งานบันทึกคอนเสิร์ตชิ้นเดียวของวงดนตรีอันดับ 1 ตลอดกาล ได้รับการมิกซ์ใหม่และเพิ่มเพลงโดย Giles Martin แม้อาจยังมีอะไรให้ขุ่นหมองใจสำหรับแฟนๆ แต่นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราเคยได้ยินจากการแสดงของพวกเขา

ในยุคที่ผมเริ่มฟัง The Beatles ตอนต้นทศวรรษ 80’s งานแสดงสดของพวกเขาที่พอจะหาฟังกันได้ก็มีเพียง Live! At The Star Club 1962 และ The Beatles At The Hollywood Bowl สำหรับชุดสตาร์คลับนั้นฟังแล้วก็เก็บเข้ากรุ เพราะคุณภาพเสียงมันสุดจะทน แต่กับ Hollywood Bowl แม้ว่าสุ้มเสียงจะไม่ได้มาตรฐานนัก แต่มันก็มีสิ่งที่ทำให้ตื่นเต้นยิ่ง...นั่นคือเสียงของคนดู (น่าจะเป็นสาวๆซะ 90%) ที่ดังกระหึ่มตลอดเวลา เสียงของพวกเธอในคอนเสิร์ตนี้มีความดังอยู่แค่สองระดับ คือ ดังมาก และ ดังมากกกกก และนั่นคือปัญหาของอัลบั้มนี้ เพราะมันแย่งพื้นที่ของเสียงดนตรีจาก The Beatles ไปไม่น้อยเลย

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีการนำงานเก่าๆของ Beatles มาปรับปรุงเสียงออกขายหลายต่อหลายครั้ง แต่ The Beatles At The Hollywood Bowl ก็ไม่เคยได้รับการเหลียวแล จนแฟนๆบางส่วนเริ่มจะทำใจ และคิดว่าคงต้องอยู่กับแผ่นเสียงจากปี 1977 ตลอดไป (ก่อนหน้านี้อัลบั้มนี้ไม่เคยออกเป็นชีดีมาก่อน) จนกระทั่งปีนี้ก็ถึงเวลาของมัน “Live At The Hollywood Bowl” ออกมาควบคู่กับหนังสารคดีของ Ron Howard “Eight Days A Week: The Touring Years” โดยที่แฟนๆส่วนมากยังไม่ทันตั้งตัว อัลบั้มแสดงสดหนึ่งเดียวชุดนี้ก็มาอยู่ในมือของพวกเขาเรียบร้อย

The Beatles ได้มีความพยายามจะบันทึกการแสดงสดมาตั้งแต่ยุคแรก ในอัลบั้มเปิดตัวของพวกเขา George Martin วางแผนจะอัดเสียงกันที่ Cavern Club ก่อนที่จะพบว่าสภาพอคูสติกที่นั่นไม่เอื้ออำนวย ทำให้จอร์จพาเด็กๆเข้า EMI studios เพื่อสร้างอัลบั้ม Please Please Me อย่างที่เราได้ฟังกัน ต่อมาในเดือนก.พ. 1964 Capitol Records ก็วางแผนจะอัดเสียงพวกเขาในการแสดงที่ Carnegie Hall   แต่น่าเสียดายที่ American Federation of Musicians ไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น (เสียดายเพราะคาดว่าน่าจะได้คุณภาพเสียงที่ดีงามถ้าอนุญาต เพราะงานบันทึกเสียงของศิลปินอื่นที่ฮอลล์นี้ส่วนมากจะออกมาเยี่ยม) ความพยายามของ Capitol เป็นผลสำเร็จในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 1964 พวกเขาแสดงที่ Hollywood Bowl, North Highland Ave, Los Angeles, California ต่อหน้าผู้ขม 18,700 คน

The Beatles เล่น 12 เพลงในคืนนั้น รวมเวลา 29 นาที ทั้งหมดได้ถูกบันทึกลงเทปและมิกซ์ในวันที่ 27 สิงหาคม แต่ Capitol และ The Beatles เองฟังมิกซ์แล้วเบ้ปาก ชี้นิ้วไปที่หิ้ง ด้วยคุณภาพเสียงที่ยังไม่ถึงขั้น มันถูกวางอยู่ตรงนั้นจนถึงเดือนมกราคม 1977 George Martin และ Geoff Emerick เอ็นจิเนียร์คู่ใจ ถูกเชิญมาอีกครั้งเพื่อตัดต่อและมิกซ์เสียงจากเทปม้วนนี้และอีกสองม้วนจากการแสดงในที่เดียวกันในอีก 1 ปีถัดมา ทั้งสองใช้ทักษะและเทคโนโลยีทั้งหมดที่มีในขณะนั้น สร้างสรรค์ให้มันออกมาเป็นอัลบั้มบันทึกการแสดงสดของ The Beatles ยาว 13 แทร็ค (หกเพลงจากปี 1964 และเจ็ดจากปี 1965) มันออกวางขายในวันที่ 6 พ.ค. 1977 และขึ้นอันดับ 1 ในวันที่ 18 มิ.ย. 13 ปีหลังจากการบันทึกเสียงแรกของการแสดงนี้

เรากลับมาที่ปี 2016 Giles Martin เล่าว่ามีการค้นพบเทปต้นฉบับใหม่ในคลังของ Capitol ที่ให้เสียงที่ดีกว่าที่คุณพ่อเขาเคยทำ รวมทั้งเทคโนโลยีในมือของมาร์ตินผู้ลูกก็พัฒนาไปไกลกว่าในปี 1977 หลายเท่า เขาสามารถ ‘demix’ ลดเสียงรบกวน และเสียงผู้ชมที่ดังสนั่นราวเครื่องบินเจ็ตหลายลำลงจอดพร้อมกันนั้นให้เบาบางลง และตรงข้าม, เสียงดนตรีและเสียงร้องจาก The Beatles ถูกขับให้โดดเด่นขึ้น โดยเฉพาะเสียงกลองที่หนักแน่นแม่นยำของ Ringo และท่อนกีต้าร์ที่เฉียบคมของ George Harrison เสียงร้องนำของ Paul และ John ก็ทรงพลังและน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิมพอสมควร เราต้องไม่ลืมความจริงสำคัญที่ว่าในยุคนั้นพวกเขาเล่นคอนเสิร์ตกันโดยไม่มีลำโพงมอนิเตอร์ นั่นหมายความว่าท่ามกลางเสียงผู้ชมถล่มทลายอย่างนั้น พวกเขาต้องเล่นและร้องโดยที่ไม่ได้ยินเลยว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ กล่าวโดยรวม คุณภาพเสียงของ Live At The Hollywood Bowl อยู่ในขั้นน่าพอใจ ความน่าตื่นเต้นจากผู้ชมยังคงอยู่ แต่ไม่มากเกินไปจนกลบความยิ่งใหญ่ของฝีมือดนตรีจาก The Beatles

Giles มีทางเลือกหลายทางในการนำเสนออัลบั้มชุดนี้ เขาเลือกเส้นทางที่ให้ความเคารพต่อบิดา-George Martin ด้วย 13 แทร็คแรกที่เหมือนกับที่จอร์จเลือกและเรียงไว้ในปี 1977 และใส่ 4 เพลงใหม่ที่ไม่เคยออกมาก่อนไว้ในช่วงท้ายอัลบั้มเหมือนเป็น bonus tracks หรือ encore ในแง่ของการเคารพ”ต้นฉบับ” นี่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ในแง่ของการทำให้มันเป็นบันทึกการแสดงที่สมบูรณ์แบบในการรับฟัง Giles ก็น่าจะใส่ทั้ง 4 เพลงมิกซ์เข้าไปมากกว่า และสำหรับแฟนตัวกลั่นที่ต้องการอะไรที่บริสุทธิ์ สิ่งที่เขาเรียกร้องก็แค่ง่ายๆ บันทึกการแสดงของพวกเขาแบบเต็มๆไม่ตัดทอนตั้งแต่ต้นจนจบของวันที่ 23 สิงหาคม 1964 และ 30 สิงหาคม 1965 (การบันทึกเสียงในวันที่ 29 สิงหาคม 1965 ประสบปัญหาเรื่องไมโครโฟนทำให้ได้งานที่นำมาใช้ได้เพียงเล็กน้อย) เท่านั้นเอง แต่ก็อย่างที่เราทราบกัน ความปรารถนาของแฟนๆมักไม่ค่อยได้รับการตอบสนองง่ายๆเสมอ

ก่อนหน้านี้เราได้สัมผัสความยิ่งใหญ่แบบเป็นกันเองของพวกเขาใน Live at the BBC ทั้งสองชุด แต่นั่นเป็นการแสดงในห้องส่ง ซึ่งเทียบอะไรไม่ได้กับความอลังการใน Live at the Hollywood Bowl นี่คือความใกล้เคียงที่สุดที่คุณจะได้ยินเสียงของ Beatlemania.

The Beatles, Live at the Hollywood Bowl Track List
1. "Twist and Shout" [August 30th, 1965]
2. "She's A Woman" [August 30th, 1965]
3. "Dizzy Miss Lizzy" [August 30th, 1965 / August 29th, 1965 - one edit]
4. "Ticket to Ride" [August 29th, 1965]
5. "Can't Buy Me Love" [August 30th, 1965]
6. "Things We Said Today" [August 23rd, 1964]
7. "Roll Over Beethoven" [August 23rd, 1964]
8. "Boys" [August 23rd, 1964]
9. "A Hard Day's Night" [August 30th, 1965]
10. "Help!" [August 29th, 1965]
11. "All My Loving" [August 23rd, 1964]
12. "She Loves You" [August 23rd, 1964]
13. "Long Tall Sally" [August 23rd, 1964]
14. "You Can't Do That" [August 23rd, 1964] *
15. "I Want To Hold Your Hand" [August 23rd, 1964] *
16. "Everybody's Trying to Be My Baby" [August 30th, 1965] *
17. "Baby's In Black" [August 30th, 1965] *
* previously unreleased


Thursday, 25 August 2016

Lydia Loveless. REAL

The Real Thing.





Lydia Loveless : Real ****
Genre: Pop Rock, Alternative Country
Released : August 2016
Producers : Lydia Loveless, Joe Viers

Tracklist:
1.
"Same to You"  

2.
"Longer"  

3.
"More Than Ever"  

4.
"Heaven"  

5.
"Out On Love"  

6.
"Midwestern Guys"  

7.
"Bilbao"  

8.
"European"  

9.
"Clumps"  

10.
"Real"  


Who is Lydia Loveless? เป็นชื่อสารคดีที่กำกับโดย Gorman Bechard ที่เขาใช้เวลา 1 ปีเต็มในการถ่ายทำการทำงานและชีวิตของ Loveless และออกฉายครั้งแรกไปแล้วในเดือนเมษายนที่ผ่านมา จากเทรลเลอร์คิดว่าเป็นสารคดีที่ทำได้น่าสนใจเลย กอร์แมนคงมองเห็นความยอดเยี่ยมในตัวของ Loveless และคิดจะถ่ายทำเรื่องราวของเธอไว้ ก่อนที่เธอจะมีชื่อเสียงมากกว่านี้ ซึ่งถึงตอนนั้น เขาอาจจะไม่มีโอกาสง่ายๆที่จะเข้าถึงตัวเธอ

กอร์แมนเล่าว่า ตอนทำสารคดีเรื่องนี้ เขาต้องฟัง Lydia กับวงเล่นเพลงทั้ง 10 เพลงจาก Real นี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่รู้จักกี่รอบ เขาคิดเสมอว่าพอหมดโปรเจ็คนี้ เขาคงไม่อยากฟังมันอีกแล้ว แต่ความจริงก็คือ มันยังคงเป็นงานที่เขาฟังอยู่เสมอ ซึ่งหายากนักที่จะมีอัลบั้มที่มีฤทธิ์ต้านทานความเบื่อหน่ายจากการฟังซ้ำได้มากเท่านี้ ซึ่งกอร์แมนอาจจะอวยมากไปนิด หรือเร็วไปหน่อยที่จะบอกว่า Real นั้น timeless ผู้กำกับหนุ่มยังชมเชยทิ้งทายไว้อีกว่า ยุคนี้ ไม่มีนักแต่งเพลงคนไหนทำได้ดีไปกว่าเธอ หืมม แรงไปหรือเปล่า?

นี่ไม่ใชรีวิวสารคดีนั้น แต่เป็นรีวิวของอัลบั้มใหม่ล่าสุดของเธอ (ชุดที่ 4 ) ที่มีชื่อสั้น แต่แรง Real

ก่อนอื่น กลับไปที่คำถามแรก Lydia Loveless เธอคือใคร?

ศิลปินหญิงวัย 25 ปีจากโอไฮโอ ผู้มีเสียงร้องใช้ลูกคอในแบบของ Patsy Cline, ความ”มั่น”และเกรี้ยวกราดของ Loretta Lynn ในวัยสาว, เธอร็อคแอนด์โรลได้เหมือน Sheryl Crow ซึ่งก็เหมือนกับจะบอกว่าเหมือน Rolling Stones ไปในตัว เลิฟเลสส์มีความหาญกล้าและคมคายในแบบของ Neko Case เซ็กซี่ดุดันเหมือน Liz Phair และอารมณ์ในบทเพลงของเธอหลายต่อหลายครั้งทำให้คิดถึง PJ Harvey เลิฟเลสส์เป็นศิลปินหญิงที่ไม่ต้องพึ่งนักแต่งเพลงใดๆ—บทประพันธ์ของเธอนั้นแม้จะยังมีไม่มาก แต่บอกได้เลยว่าเธอสามารถสืบทอดความยิ่งใหญ่จาก Lucinda Williams ได้สบายๆ อ้อ แต่บทเธอจะ catchy เพลงของเธอนั้นก็นำไปเปิดให้แฟนๆของ Taylor Swift ยุคแรกฟังได้อย่างรื่นหู

Lydia Loveless เกิดมาในครอบครัวดนตรี คุณพ่อของเธอเป็นแฟนเพลงตัวยงและยังมีอาชีพในการสรรหาวงดนตรีมาเล่นในบาร์อีกด้วย  เลิฟเลสส์เริ่มจับกีต้าร์และแต่งเพลงตั้งแต่อายุ 13 เธอมีวงดนตรีวงแรกกับพี่น้องสาวๆของเธอในนามวงว่า Carson Drew ออกงานมา 1 อัลบั้มชื่อ Under The Table ในปี 2006 ก่อนที่จะสลายวง Loveless หันมาเป็นศิลปินเดี่ยว เธอตั้งวงดนตรีแบ็คอัพเอง ดึงคุณพ่อมาร่วมตีกลองด้วย และออกอัลบั้มแรก The Only Man ในปี 2010 มันเป็นงานที่เกรียวกราวพอสมควรเลยในแวดวง Alternative Country

Loveless ได้เซ็นสัญญากับ Bloodshot Records และได้ออกอัลบั้มแรกในสังกัด Indestructible Machine ในปี 2011 คั่นด้วย EP Boy Crazy ในปี 2013 และ LP ที่เริ่มสร้างชื่อเสียงจริงๆจังๆให้เธอ Somewhere Else ตอนต้นปี 2014 เธอทิ้งเวลาสองปีก่อนจะมาถึง Real

ผมได้มีโอกาสฟัง LP สองชุดหลังของเธอ และอีพี Boy Crazy และสัมผัสได้ในพลังอันมากมายเปี่ยมล้นเหลือเฟือของ Loveless (ทั้งหมดเป็นงานระดับ ****) สไตล์ในการเขียนเพลงของเธอนั้นเป็นธรรมชาติและไม่ค่อยมีการยั้งมือในการเปิดโปงความรู้สึกและอารมณ์ของตัวเอง ผมหมายถึงทั้งดนตรีและภาษา แน่นอนมันมีความเป็นคันทรี่อยู่ในเสียงร้องของเธอ ที่มักจะถูกใช้อย่างระมัดระวังและชาญฉลาด แต่ความเป็นพังค์และร็อคแอนด์โรลดิบๆมันก็เป็นส่วนผสมที่ไม่ได้น้อยไปกว่าคันทรี่เลย

Real เป็นงานที่ลดความเป็นคันทรี่ลงไปอีก มันแทบจะเหลือแต่ความเป็น power pop ที่ติดหูหนึบ ความใสพลิ้วของงานยุคแรกหายไป แทนที่ด้วยความมืดหม่นหนักแน่น มาถึงตรงนี้ ผมคิดถึง Alanis Morrisette เธอยังคงร่วมงานกับโปรดิวเซอร์คนเดิม Joe Viers ที่ร่วมงานกันมาตั้งแต่อัลบั้มแรก

ดูเหมือนรีวิวนี้จะพูดถึงศิลปินสาวๆคนอื่นๆก่อนหน้า Lydia Loveless มาเยอะเกินไปแล้ว ด้วยเหตุผลในการอุปมาให้เห็นภาพและนึกเสียงออก แต่มันดูจะไม่แฟร์เลยถ้าจะทำให้ท่านคิดว่าเลิฟเลสส์ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าศิลปินนักก๊อปปี้สไตล์จากตำนาน เพราะในความเป็นจริงเมื่อคุณเปิด Real คุณจะไม่รู้สึกอะไรอย่างนั้น หญิงห้าวคนนี้มีสไตล์ของเธอเอง คุณจะไม่คิดหรอกว่าเพลงนี้เหมือนเพลงไหนของใคร แต่คุณจะเผลอใจโลดแล่นไปกับความโดดเด่นในทั้ง 10 แทร็คนี้ ทุกเพลงดีงาม แต่ถ้าจะให้คัดมาให้คุณลองฟังก่อน ผมแนะนำ Same To You, Longer (เพลงแรกของเธอที่มีการสร้างมิวสิกวิดีโอ) , Midwestern Guys และไทเทิลแทร์ค-Real

ความจริง Lydia Loveless พิสูจน์ตัวเองตั้งแต่ Indestructible Machine แล้วว่าเธอนั้น ‘real’ แค่ไหน และใน Real นี่ก็ยิ่งตอกย้ำความเป็นของจริงของเธอหนักเข้าไปอีก และคราวนี้ด้วยความกลมกล่อมและเคลือบความหวานมากขึ้น เป็นกำลังใจให้เธอเข้าสู่เมนสตรีมครับ ภาพปกที่เป็นเลิฟเลสส์ทำหน้ามึนคีบบุหรี่นั่งหัวเข่าชนกันชวนให้ตีความได้มากมาย หนึ่งในความรู้สึกนั้นคือ ผู้หญิงคนนี้ จะทำในสิ่งที่เธออยากทำ,เท่านั้น ครับ จำชื่อเธอไว้ Lydia Loveless.

Wednesday, 27 July 2016

สืบสานตำนานสุภาพสตรีทริโอ


case/lang/veirs-case/lang/veirs ****












Released: June 2016
Genre: Pop, Alternative Country
Producer: Tucker Martines



Tracklist
1.     "Atomic Number"
2.     "Honey and Smoke"
3.     "Song for Judee"
4.     "Blue Fires"
5.     "Delirium"
6.     "Greens of June"
7.     "Behind the Armory"
8.     "Best Kept Secret"
9.     "1000 Miles Away"
10.  "Supermoon"
11.  "I Want to Be Here"
12.  "Down"
13.  "Why Do We Fight"
14.  "Georgia Stars"

Neko Case (เกิด 1970) สาวอัลเตอร์เนทีพคันทรี่จากอเล็กแซนดร้า,เวอร์จิเนีย เธอสร้างชื่อในการเป็นศิลปินเดี่ยวและอยู่ในวงดนตรี The New Pornographers มาตั้งแต่ทศวรรษที่ 90’s Case เป็นนักร้องเสียงหวานใสทรงพลังและเป็นศิลปินที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ อัลบั้มล่าสุดของเธอมีชื่อราวกับบทกวี The Worse Things Get, The Harder I Fight, the Harder I Fight, the More I Love You ออกมาในปี 2013

k.d. lang (ชื่อจริง Kathryn Dawn Lang) เกิดที่แคนาดา 1961 เคดีมาทางสายคันทรี่ ด้วยความประทับใจในเสียงเพลงและชีวิตของ Patsy Cline เธอออกอัลบั้มคันทรี่ชั้นยอดสองสามชุด ก่อนที่จะเคลื่อนตัวเองไปที่ดนตรีแนวอื่นๆอย่างไร้ขีดจำกัด สาวหล่อคนนี้มีดีที่เสียงร้องที่หวานกังวานลึกซึ้งชวนหลงใหล ไม่ว่าเธอจะร้องเพลงในแนวใด อัลบั้มล่าสุดของแลงก์คือ Sing It Loud ในปี 2011 ที่ย้อนกลับไปที่อิทธิพลดนตรีคันทรี่อีกครั้ง

Laura Veirs (เกิด 1973, โคโลราโด) สาวแว่นนักร้องนักแต่งเพลงช่างคิด ลอร่ามีเสียงร้องที่เรียบง่าย อ่อนหวาน และเรนจ์ที่กว้างชวาง เพลงที่เธอแต่งมักจะเป็นเรื่องโรแมนติกในมุมมองที่คาดไม่ถึง เรื่องสาระพันในชีวิต และบางครั้งก็เป็นทางสังคมและการเมือง งานเดี่ยวล่าสุดของเธอคือ Warp & Weft ในปี 2013 ที่มี lang และ Case มาช่วยปล่อยเสียงสวยๆไว้ด้วย นั่นถือเป็นการอุ่นเครื่องสำหรับโปรเจ็ค case/lang/veirs

เรื่องของเรื่องมันเริ่มจาก k.d. lang ผู้ที่เริ่มเบื่อๆกับการร้องเพลงบันทึกเสียงในนามศิลปินเดี่ยวและอยากจะปลดเกษียณตัวเอง แต่เธอได้คิดว่าถ้าฟอร์มวงขึ้นมา มันอาจทำให้ชีวิตศิลปินของเธอสดใสขึ้น คิดได้ดังนั้นแลงก์ก็อีเมล์ไปชวน Case และ Veirs มาตั้งวงกัน ภายใน 30 นาทีสองคนนั้นตอบตกลงทันที มันคงยากที่จะปฏิเสธการมีโอกาสได้ร้องเพลงและทำอัลบั้มร่วมกับตำนานอย่าง lang

แม้อาจจะยังไม่ถึงระดับนั้น แต่หลายคนก็จับ supergroup CLV นี้ไปเทียบกับทริโอในตำนาน Dolly Parton/Emmylou Harris/Linda Ronstadt ที่เคยร่วมกันทำอัลบั้ม Trio และ Trio II เป็นมาสเตอร์พีซของวงการคันทรี่มาแล้วในอดีต (ซึ่งเราคงไม่มีโอกาสได้ฟังสามคนนั้นร้องเพลงด้วยกันอีกแล้ว ด้วยปัญหาสุขภาพของลินดา) การเปรียบเทียบอย่างนี้ย่อมเป็นดาบที่คมพอจะเชือดตัวเองด้วยความกดดันและอีกคมคือความเป็นเกียรติสูงสุดของศิลปินที่พวกเธอควรจะปลาบปลื้ม

ในแง่ของการประสานเสียงขับร้องอันกลมกล่อม คงยากที่ผู้หญิงสามคนที่ไหนจะไปเทียบกับทริโอของดอลลี่,เอ็มมี่ลู และ ลินดา แต่ CLV ก็ทำได้ดีในแบบของพวกเธอ ซึ่งหลายต่อหลายเพลง ไม่ได้เป็นไปในแบบ three-part harmony ตรงไปตรงมา ส่วนด้านดนตรีและการประพันธ์ CLV ทำได้ดีมากๆทั้งในแง่ความหลากหลายคมคายของเนื้อหา และดนตรีที่เป็นอัลเทอร์ฯคันทรี่แสนเท่ กีต้าร์ที่เล่นกับเอ็ฟเฟ็คมากมาย เครื่องสายที่สอดแทรกสอดรับอย่างพอเหมาะ (ต้องขอบคุณโปรดิวเซอร์ Tucker Martine-ผู้ควบตำแหน่งแฟนของ Veirs ด้วย)

ทั้งสามสาวเป็นนักแต่งเพลงมืออาชีพ คงไม่ยากอะไรที่แต่ละคนจะแบกเพลงของตัวเองมาจากบ้าน และมาเรียบเรียงแบ่งกันร้อง แต่นั่นคงไม่ทำให้คนฟังรู้สึกได้ถึงความเป็นวงนัก โชคดีที่พวกเธอเลือกวิธีมานั่งแต่ง นั่งคิดเพลงด้วยกันใหม่หมด ทั้ง 14 เพลง โดยที่แต่ละเพลงอาจจะมี”เจ้าภาพ”หลักเป็นหนึ่งในสาม ส่วนมากเจ้าภาพจะเป็นคนร้อง แต่ไม่ทุกเพลง

เมื่อได้อัลบั้ม case/lang/veirs มาใหม่ๆ คิดแค่เพียงว่า การได้ฟังเสียงร้องของ Lang ก็คุ้มค่าแล้ว และแอบเปิดหาฟังเพลงที่เธอร้องนำก่อนเลย น่าแปลกใจที่คนที่น่าจะเป็นนางเอก (หรือพระเอกในกรณีของ Lang) กลับร้องแค่ 4 เพลง และเป็นแนวที่เธอถนัด จังหวะช้าหรือปานกลาง เน้นการถ่ายทอดเสียงที่หวานลึกไม่เหมือนใคร แต่การที่ได้ Case กับ Veirs มาช่วยประสานเสียง น่าจะทำให้ Lang มีความสุขมากมายกว่าการร้องอยู่คนเดียวตลอดหลายปีที่ผ่านมา สี่เพลงที่ Lang ร้องนำคือ Honey and Smoke (สมัยนี้ยังมีการตัดซิงเกิ้ลจริงๆจังๆอยู่ไหม, ถ้ามี ก็น่าจะเป็นเพลงนี้ที่เป็นซิงเกิ้ลแรก) Blue Fires-เวิ้งว้าง อ้อนเหงา, 1,000 Miles Away-แจ๊ซซี่ เลื่อนลอย  และ Why Do We Fight –หวานเศร้า เพลงหลังนี่เป็นบัลลาดในร้านเหล้า (saloon, torch song) ในแบบที่แลงก์ถนัด และเธอก็ร้องได้หยุดโลกหยุดจักรวาลไปเลย ไม่น่าเชื่อว่ากว่าที่แลงก์จะร้องเพลงนี้ได้ดั่งใจต้องใช้เวลาและเทคมากมาย จนสุดท้าย Veirs เล่าว่าต้องตัดเนื้อเพลงบางคำที่ทำให้แลงก์อึดอัดในการร้องออกไป เท่านั้นแหละทุกอย่างก็ฉลุย น่าเสียดายที่ไม่มีใครบอกว่าคำๆนั้นคืออะไร

Laura Veirs น้องนุชสุดท้องในกรุ๊ป เธออาจจะเป็นคนที่ดังน้อยที่สุด แต่ผิดถนัดถ้าคุณจะคิดว่าเธอคือ weakest link งานประพันธ์ที่เธอนำเสนอในอัลบั้มล้วนเยี่ยมยอด ตั้งแต่บทเพลงเพื่อ Judee Sill-Song For Judee, เพลงสนุกชวนเต้นรำที่สุดในอัลบั้มในแนวแคลิฟอร์เนียป๊อบ Best Kept Secret,  เพลงประสานเสียงสามสาวที่เรียบง่ายแต่งามแสนอย่าง I Want To Be Here และเพลงปิดท้ายอัลบั้ม Georgia Stars ที่ขึ้นต้นเหมือนกับ traditional folk แต่ไปๆมาๆกลับร็อคราวกับ Sonic Youth มาร่วมกระหน่ำ

case/lang/veirs เป็นงานที่เกลี่ยและเฉลี่ยความโดดเด่นให้ทั้งสามสาวอย่างพอดิบพอดีจริงๆ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องยอมรับว่าสุ้มเสียงของอัลบั้มมันเป็นแนวทางของ Neko Case ที่สุด อาจเป็นเพราะบุคลิกภาพอันร้อนแรงเข้มข้นของเธอหรือเสียงร้องที่คมกริบนั้นก็เป็นได้ เพลงเด่นๆของเธอในชุดคือ Delirium, Behind The Armory และ Down I-5 เพลงสุดท้ายมาจากชื่อถนนที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองที่ทั้งสามสาวอยู่ และเป็นแทร็คที่ดนตรีเข้มข้นลึกซึ้งที่สุดในอัลบั้ม

แต่ถ้าจะมีสักเพลงที่บ่งบอกความเป็น case/lang/veirs ได้ดีที่สุด มันต้องเป็นแทร็คแรก Atomic Number ที่แบ่งประโยคขับร้อง และประสานเสียงกันได้อย่างหมดจดไพเราะและสร้างสรรค์ ผมไม่ทราบว่าหมายเลขอะตอมของทั้งสามสาวเป็นเลขอะไรกันบ้าง แต่เชื่อเต็มหัวใจว่ามันต้องต่อกันติดสนิทแนบอย่างแน่นอน เราถึงได้ฟังโมเลกุลแห่งอัลบั้มที่เลอค่าเพียงนี้ ก็หวังว่า...มันคงไม่ใช่โมเลกุลสุดท้ายนะ





Monday, 27 June 2016

A Moon Shaped Pool


มหาสมุทรแห่งสรรพเสียง
Radiohead : A Moon Shaped Pool ****
Release : May 2016
Producer: Nigel Godrich
Genre: Art Rock / Electronic


ไม่ผิดหวังครับ สำหรับอัลบั้มชุดที่ 9 ของ Radiohead พวกเขายังเกาะเกี่ยวกันด้วยสมาชิกชุดเดิมอย่างเหนียวแน่น อันประกอบไปด้วย Thom Yorke, Jonny  และ Colin Greenwood, Ed O’ Brien และ Philip Selway รวมทั้ง “The Sixth
Radiohead” Nigel Godrich โปรดิวเซอร์คู่บุญบารมี ที่ทำงานร่วมกับวงมาตั้งแต่มหากาพย์ OK Computer (1997)

A Moon Shaped Pool ทิ้งช่วงจาก The King of Limbs อัลบั้มที่เต็มไปด้วยเสียงอีเล็คโทรนิคส์ 5 ปีเต็ม 11 เพลงในชุดนี้ หลายเพลงเป็นเพลงเก่าที่พวกเขาเคยนำมาเล่นในคอนเสิร์ต หรือจากแหล่งอื่นๆมาก่อน แต่ไม่เคยนำมาบันทึกเสียงอย่างเป็นทางการ พวกเขานำมันมาทำให้สมบูรณ์ในอัลบั้มนี้ สำหรับแฟนเพลงหลายคนอาจจะเป็นข่าวดีที่จะได้มีเวอร์ชั่นที่ final เสียทีสำหรับเพลงเหล่านี้ แต่อีกนัยหนึ่งถ้ามองในแง่ร้าย มันก็อาจหมายถึงความตีบตันในการทำเพลงใหม่ๆของพวกเขาได้เหมือนกัน

แต่ถ้าไม่คิดอะไรมาก นี่เป็น 11 เพลงที่คงมาตรฐานอันสูงส่งของวงดนตรีจากออกซ์ฟอร์ดวงนี้ และเมื่อบวกกับความหลากหลายและสิ่งแปลกใหม่ที่ทางวงนำเสนอ ผมคิดว่ามันมีความยิ่งใหญ่ในระดับเดียวกันกับ In Rainbows (2007) แต่ในคนละฝั่งของสเปกตรัม ซึ่งสีสันของปกอัลบั้มทั้งคู่ก็คงพอจะบอกได้


ภาพรวมของ A Moon Shaped Pool ก็ยังคงเป็น Radiohead ที่คุณคุ้นเคยในช่วงนับจากอัลบั้ม Amnesiac เป็นต้นมาการร้องเพลงแบบทอม ยอร์ค, เสียงอีเล็กโทรนิคส์ที่นำมาใช้อย่างมีรสนิยม, ความมืดหม่นระคนอบอุ่นของอารมณ์เพลง และเนื้อหาที่ใช้ถ้อยคำสั้นๆ แต่ตีความได้ร้อยพันแปด น้องใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในชุดนี้คือเสียงออร์เคสตร้าจากวง London Contemporary Orchestra ที่เขียนสกอร์โดยมือกีต้าร์ของวง—Jonny Greenwood (เขาเคยทำซาวนด์แทร็คภาพยนตร์มาหลายเรื่อง) มันส่งเสริมเติมอารมณ์และความอลังการให้ในหลายๆเพลงอย่างถูกที่ถูกเวลา นับเป็น element ใหม่ที่สร้างพลังและชีวิตชีวาให้ Radiohead อย่างมากล้น

หลายๆศิลปินอาจจะมีปัญหาแทบขาดใจกับการขายอัลบั้มในยุคปัจจุบัน แต่นั่นไม่เกิดกับ Radiohead พวกเขายิ่งใหญ่เกินกว่าที่จะกังวลอะไรกับเรื่องพวกนี้ โปรโมตด้วยเอ็มวีสองตัวก่อนออกอัลบั้มไม่กี่วัน (Burn The Witch, Daydreaming) ปล่อยเพลงออกสตรีมทุกค่าย (ดังๆ),ขายไฟล์ออนไลน์ ตามด้วยซีดี,แผ่นเสียง และ limited edition ที่ต้องสั่งพิเศษกัน (ไอเดียคูลๆในงานนี้คือมีการตัดมาสเตอร์เทปแท้ๆของงานเก่าๆในอดีตออกมาแจกจ่ายใน limited edition นี้ด้วย) ถ้าเป็นไวนีลจะมีสองแผ่น จัดเป็นอัลบั้มคู่ หน้าปกฝีมือการวาดของ Stanley Donwood ดูจากแผ่นเสียงทำให้นึกถึง Relayer ของ Yes อยู่เหมือนกัน

11 แทร็คใน A Moon Shaped Pool ถูกจัดเรียงแบบตามตัวอักษรหน้าสุดของชื่อเพลง ดูเหมือนจะไม่มีเหตุผล แต่มันก็ออกมาดี (ทางวงให้ความเห็นว่าที่พวกเขาใช้วิธีนี้ในการเรียงเพลง ก็เพราะว่าเรียงแบบนี้แล้วมันเวิร์ค) เปิดอย่างอลังการด้วย Burn The Witch เสียงร้อง ดนตรีของวง เครื่องสาย ท่วงทำนอง ล้วนแล้วแต่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจเป็นที่สุด (แน่นอน,เร้าใจในแบบของ Radiohead) เพลงนี้ก็เป็นเพลงเก่าเก็บ โดยมีประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปถึงปี 2002 โดยมีเนื้อเพลงสั้นๆของมันอยู่ใน cover art ของ Hail To The Theif, Daydreaming เพลงที่สองที่เอ็มวีนำแสดงโดยทอม ยอร์คเอง  การเรียบเรียงดนตรีและเครื่องสายในแทร็คนี้ราวกับเป็นซาวนด์แทร็คหนังสั้นในตัวมันเอง ปิดท้ายด้วยการเล่นกับการหมุนเทปย้อนกลับ ให้เสียงร้องของทอม ราวกับการครวญครางของสัตว์ประหลาด แต่ที่จริงเขากำลังร้องว่า ‘Half of my life.’, Decks Dark ยังอยู่ในจังหวะที่เชื่องช้าระทม แต่มีเสียงกลองคมๆที่กระเด็นข้ามเวลามาจากยุค OK Computer เนื้อเพลงเอ่ยถึงเรื่องราวของยานอวกาศและการหลบเร้น แฟนๆเชื่อกันว่านั่นเป็นอะไรที่ต้องตีความอีก18 ตลบมากกว่าที่พวกเขาจะหมายความอย่างนั้นตรงๆ, Desert Island Disk กีต้าร์นีโอโฟล์คมาจากไหน? นี่ถ้าตัดเครื่องสายและอีเล็คโทรนิคส์ออกไปและเติมความหวานอีกนิด คงจะกลายเป็นเพลงของ Nick Drake ได้ ชื่อเพลงอาจนำมาจากรายการดังของ BBC ที่แขกรับเชิญต้องมาเลือกอัลบั้มหรือเพลงไปฟังตอนติดเกาะ 8 ชุด แต่มันเกี่ยวอะไรกับเนื้อหาในเพลงนี้ นั่นเป็นหน้าที่ของคนฟังและแฟนๆต้องเค้นคุ้ยกันเอง,

Ful Stop (สะกดอย่างนี้) หลังจากล่องลอยกันมาหลายเพลง พวกเขาปล่อยเพลง”เร็ว”ออกมาอีกหนึ่งแทร็ค เพลงนี้มีอดีตย้อนไปในปี 2012 ที่ Radioheadเล่นเพลงร็อครวดเร็วนี้ในการแสดงที่ชิคาโก้ แทร็คนี้มีมือกลองรับเชิญชื่อ Clive Deamer ไม่ทราบเหตุผลแน่ชัดว่าทำไมถึงต้องใช้บริการของเขา แต่เสียงไฮแฮทซับซ้อนในท่อนกลางเพลงก็ไม่ใช่สิ่งที่เราจะได้ยินเป็นปกติจากฝีมือฟิลิป เซลเวย์ น่าเสียดายที่ทั้งชุดนี้มีเพลงแบบนี้อยู่แทร็คเดียว, Glass Eyes และ True Love Waits เป็นเปียโนบัลลาดช้าๆที่จะทำให้หัวใจคุณละลายถ้าชอบสไตล์นี้และเสียงร้องเหงาร้าวๆของทอม , Identikit เต็มอิ่มกับเสียงกีต้าร์ของจอนนี่ที่หาฟังได้ยากเย็นเหลือเกินในสมัยนี้ของพวกเขา (ชื่ออัลบั้มอยู่ในเนื้อเพลงๆนี้) ประมาณว่า อยากฟังนักใช่ไหม กีต้าร์น่ะ อะ เอาไปเต็มๆ แต่เพลงเดียวนะ , Present Tense ใครว่าเพลงบอสซาโนว่า ทำให้ดาร์คไม่ได้?

ทอม ยอร์ค เคยบอกไว้ว่า ถ้าเขาจะเขียนเพลงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ มันคงจะออกมาทุเรศทุรัง แต่เมื่อเขาทำมันจริงๆใน The Numbers มันกลับกลายเป็นเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอัลบั้ม ออร์เคสตร้าในเพลงนี้เต็มอิ่ม ใช้ทุกโน้ตอย่างคุ้มค่า เมื่อฟังมาถึงเพลงนี้ ผมต้องบอกตัวเองว่าเราช่างโชคดีเสียจริง ที่ได้อยู่ร่วมสมัยกับวงดนตรีวงนี้

คุณอาจหาบทความการตีความ,ความหมาย และที่มาที่ไปของแต่ละเพลงใน A Moon Shaped Pool ในอินเตอร์เน็ตได้ไม่ยาก แต่แนะนำให้คุณอ่านเนื้อเพลง,ฟังเพลง และตีความด้วยเวอร์ชั่นของคุณเองก่อน อ้อ, และอย่าไปคิดว่าเพลงพวกนี้จะไปเกี่ยวข้องอะไรกับการหย่าร้างของ Thom Yorke เมื่อเร็วๆนี้มากนักนะ ผมไม่คิดว่ามันจะตรงไปตรงมาอย่างนั้นหรอก สำหรับคนอย่าง Yorke และวงดนตรีอย่าง Radiohead แม้แต่ชื่ออัลบั้มเอง.....

Tracklist

8.  The Numbers


Wednesday, 25 May 2016

ทุกสิ่งทุกอย่าง พร้อมกันในคราเดียว


Travis-Everything At Once ***1/2

Produced by Michael Ilbert
Released: April 2016
Genre: Post-Britpop, Indie Rock, Alternative Rock



Everything At Once เป็นอัลบั้มชุดที่ 8 ของวงร็อคจากสก็อตแลนด์วงนี้ หลังจากคลำหาทางกลับสู่ความยิ่งใหญ่ที่วงทำไว้ในช่วงรอยต่อของทศวรรษในอัลบั้มอย่าง The Man Who และ The Invisible Band พวกเขาทำได้อีกครั้ง มันคือ Travis ที่แฟนๆอยากจะฟังที่สุด เสียงร้องที่นิ่มนวลและฟังดูปิ่มเศร้าอยู่ในทีที่ยังสดใสเหมือนไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนของ Fran Healy (แม้ว่ารูปลักษณ์ของเขาจะเปลี่ยนไปแค่ไหน) ขับร้องเพลงที่เป็นมุมมองสวยงามและความหวังต่อโลกที่ดูเหมือนจะไม่มีหวังให้มอง และเพื่อนร่วมวงที่ไม่เคยเปลี่ยนแม้แต่คนเดียว: Andy Dunlop กีต้าร์, กลอง Neil Primrose และ Dougie Payne เบส และเหมือนกับชื่ออัลบั้ม Everything At Once ประหนึ่งเป็นอัลบั้มที่ Travis ทบทวนย้อนหาในสิ่งดีงามที่เขาเคยสร้างไว้ในดนตรีของพวกเขาตั้งแต่ปี 1996 และแตะในแต่ละประเด็นมาผนวกเป็นอัลบั้มนี้ ที่มีความยาวเพียง 33 นาที จัดว่าสั้นมากสำหรับยุคนี้ แต่คุณจะต้องการอะไรที่มันยาวไปกว่านี้ ในเมื่อนี่เป็น 10 เพลงที่ไม่มีเศษเพลงเลย

พวกเขาตั้งวงในปี 1990 ในกลุ่มนักศึกษาศิลปะด้วยกันในกลาสโกว์ ย้ายไปลอนดอนในปี 1996 Travis เริ่มต้นด้วยดนตรีร็อคเน้นกีต้าร์หนักและเสียงร้องเปี่ยมชีวิตชีวา Good Feeling อัลบั้มแรกคือหลักฐานในความสำเร็จนั้น มีเพลงดังอย่าง “Happy”  และ “Tied to the 90’s” แต่ความสำเร็จของมันกลับกลายเป็นแค่จุดเล็กๆ เมื่อ The Man Who อัลบั้มที่สองมาถึง โปรดิวซ์โดย Nigel Godrich (Radiohead) เขาทำให้ Travis แทบจะกลายเป็นคนละวง ด้วยอารมณ์ที่หม่นหมอง บนเพลงที่เนิบนาบยิ่ง มันกลายเป็นอัลบั้มแห่งปีของหลายสำนัก และส่งให้ Travis เป็นวงระดับพรีเมี่ยมไปในทันที มันเต็มไปด้วยเพลงระดับคลาสสิกอย่าง “Writing To Reach You”, “Why Does It Always Rain On Me?”, “Turn” หรือ “Driftwood”  The Invisible Band อัลบั้มต่อมา เหมือนเป็นการประกาศว่าพวกเขายินดีเป็นวงเล็กๆต่อไปมากกว่าจะครองโลก และ Travis ก็ทำอัลบั้มออกมาอย่างไม่รีบร้อน ในแนวทางที่พวกเขาอยากทำ หม่นหมองและหนักหน่วงขึ้นใน 12 Memories กลับไปร็อคดุๆใน Ode to J. Smith และทำท่าจะกลับมาในแนวเดิมอย่าง The Invisible Band ใน Where You Stand เพียงแต่งานเหล่านี้ เหมือนจะขาดอะไรบางอย่างไปเสียทุกครั้ง และโลกก็เหมือนจะลืมๆพวกเขาไป

แต่ความขาดไปนั้นได้ถูกเติมเต็มใน Everything At Once อย่างที่ต้องบอกซ้ำอีกครั้ง ว่านี่คือ Travis ที่แฟนๆอยากจะฟัง ดนตรีที่ต่อยอดจาก Oasis, Radiohead และวงร็อคอังกฤษอีกหลายวงในยุคต้น 90’s และเป็นอิทธิพลสำคัญให้วงดนตรีแบบ Coldplay, Kean และ Snow Patrols

What Will Come เสียงร้องของฟรานสดใสและไพเราะอย่างที่ไม่เคยได้ยินมานานแล้ว เนื้อหาตรงไปตรงมาไม่ต้องตีความมากว่า สิ่งที่เขาคิดนั้นคือ ไม่ว่าจะในอนาคตจะมีอะไรรอเราอยู่ เขาพร้อมแล้วที่จะเผชิญกับมัน Magnificent Time เพลงที่น่าจะสนุกสนานที่สุดในอัลบั้มเพลงนี้ เริ่มต้นมาจากไอเดียของนักคีย์บอร์ดของวงรุ่นน้อง Time Rice Oxley แห่ง Keane และไม่น่าแปลกที่มันจะฟังดูเหมือนเพลงของ Keane พอสมควร Radio Song ฟรานย้อนระลึกถึงบรรยากาศในการทำเพลงของวงร็อคอังกฤษยุคต้น90’s ที่เต็มไปด้วยเสียงกีต้าร์ในแนวทางที่เอามาจากฝั่งอเมริกาอีกที เขาได้ไอเดียมาจากการได้ยินเพลงๆหนึ่งของ The Breeders ทางวิทยุ  All of The Places เสียงร้องของฟรานไพเราะถึงที่สุดบนคีย์บอร์ดและกีต้าร์หนุงหนิงชวนฝันไปถึงยุค The Man Who

สองเพลงที่ให้อารมณ์แตกต่างไปจากเพลงพลิ้วหวานของ Fran เป็นผลงานการแต่งของ Doug Payne มือเบส Animals – เพลงที่สะกิดให้เราสำนึกว่าเราก็เป็น animal เหมือนกัน   และไทเทิลแทร็ค Everything At Once ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในเพลงที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ทางดนตรีมากที่สุดที่ Travis เคยทำมา โดดเด่นด้วยการใส่คำร้องถี่ยิบในแบบที่ไม่เป็น Travis ที่เราคุ้นเคยเอาเสียเลย แต่มันไม่ทำให้เรารู้สึกต่อต้านแต่อย่างใด

ฟรานเล่าว่า เขาเขียน Paralysed เพื่อบรรยายถึงภาพที่เราชินตากันในสังคมทุกวันนี้ ผู้คนยืน,นั่ง,เดิน ก้มหน้าอยู่กับสมาร์ทโฟน กึ่งๆจะดูเหมือนคนเป็นอัมพาต และคงจะโทษคนฟังไม่ได้ถ้าเสียงคอรัสกระหึ่มๆอย่างนั้นจะทำให้คิดถึง Coldplay เพราะพวกเขาใช้เทคนิคนี้บ่อยมากในระยะหลังจนเป็นเอกลักษณ์ไปแล้ว (ไม่ช่วยอะไรเลยที่ Paralysed จะสัมผัสกับ Paradise ชื่อเพลงๆนึงของ Coldplay ดีไปหน่อยด้วย)

หลังจากฟังเสียงฟรานมาทุกเพลง เป็นอะไรทีแช่มชื่นนักที่ได้ฟังนักร้องสาว Josephine Oniyama มาร้องคู่กับฟรานใน Idlewind (เหตุผลจริงๆคือฟรานร้องคอรัสเพลงนี้ไม่ได้เลยต้องหาคนช่วย)

นี่คือ Travis ที่สดใสและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ถ่ายทอดความเห็นของเขาต่อโลกใบนี้และสังคมใน 10 เพลงสั้นๆที่จะตรึงตราในหัวใจคุณอย่างง่ายดาย มันอาจจะไม่กินใจและหยุดโลกอย่างThe Man Who แต่ในนาทีนี้ นี่เป็นสิ่งที่แฟนๆ Travis อยากฟังจากพวกเขาที่สุดแล้ว.... ขอย้ำอีกเป็นครั้งสุดท้าย

Tracklist:

What Will Come 
Magnificent Time 
Radio Song 
Paralysed 
Animals 
Everything At Once 
3 Miles High 
All Of The Places 
Idlewild (ft. Josephine Oniyama) 
Strangers On A Train