Sunday, 25 June 2017

Pepper at 50

ครึ่งศตวรรษที่ยังคงรับประกันความยิ่งใหญ่
-------------
The Beatles :: Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band (Super deluxe Edition) *****
Original release :1967
50th Anniversary release : 2017
Original Produced by George Martin
Reissue Produced by Giles Martin
Genre: Rock



คุณมี "อวตาร" ใน facebook ไหม? ถ้ามีคุณจะเข้าใจ แต่ถ้าไม่เคยมีก็แนะนำให้ลองสร้างดู เมื่อใดที่คุณสวมบทบาทอวตารนั้น แม้ว่าเพื่อนๆจำนวนหนึ่งจะทราบดีว่านั่นคือคุณอยู่ในเบื้องหลัง แต่คุณจะไม่เหมือนเดิม คุณจะมีอิสระในการโพสต์และคอมเมนต์ ถ้อยคำต่างๆที่"ตัวจริง"ของคุณไม่มีทางพิมพ์ลงไปได้ มันพรั่งพรูมาได้อย่างไรก็ไม่ทราบ

นั่นเป็นเหตุผลที่ The Beatles ที่กำลังเอียนในความเป็น The Beatles เต็มทน ต้องสร้างอวตารของพวกเขาขึ้นมา ณ นาทีนั้น พวกเขาไม่ใช่ The Beatles อีกต่อไป แต่นี่คือวง Lonely Hearts Club Band ของจ่า Pepper ผู้สอนให้พวกเขาเล่นดนตรีกันมาตั้งแต่ ๒๐ ปีที่แล้ว นั่นหมายความว่าในปีนี้ มันก็ It was 70 years ago today!

ใช่, ใครๆก็รู้ว่าไอ้วงของ Sgt. Pepper นี้ก็คือ The Beatles นั่นแหละ แต่มันก็ให้อิสรภาพในการแสดงออกของพวกเขาได้อย่างน่าประหลาด พวกเขาแต่งเนื้อแต่งตัวย้อนยุค โพสต์ท่าถ่ายภาพปกร่วมกับ cut outs และหุ่นขี้ผึ้งของเหล่าคนดังที่พวกเขาชื่นชอบ ในบรรยากาศรื่นรมย์บนหลุมศพ (ความจริงคือห้วงเวลาหลังการแสดงจบ) และสร้างอัลบั้มที่เสมือนหนึ่งบันทึกการแสดงฉลองครบรอบ ๒๐ ปีของวงของจ่าพริกไทยนี้

มันเริ่มต้นด้วยการแนะนำวงดนตรีและความเป็นมา ก่อนส่งต่อให้นักร้องนำเสียงเสน่ห์ "บิลลี่ เชียร์ส" (หรือที่เรารู้จักกันในนามริงโก้ สตาร์) หลังจากนั้นวงของจ่า ก็พาผู้ฟังไปกับแนวดนตรีที่ going in and out of styles ไปตามแต่ความปรารถนาของความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาจะนำ และยถากรรม (ในแง่บวก) ของคนฟังผู้โชคดีทุกคน หลุดไปในโลกของวันเดอร์แลนด์ใน Lucy In The Sky With Diamonds ย้อนเวลาไปในงานวัดฝรั่งใน Being For The Benefit of Mr. Kite! ลงลึกไปในหัวใจของตนเองกับดนตรีภารตะใน Within You Without You....etc. ก่อนที่วงของจ่าจะย้ำเตือนผู้ชมอีกครั้งว่ากำลังดูคอนเสิร์ตของวงนี้อยู่นะ ในเพลง Sgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band (reprise)

A Day In The Life อาจมองว่าเป็น encore ของการแสดงนี้ของวงจ่า หรือเป็นการกลับสู่โลกแห่งความจริงของความเป็น The Beatles นี่คือเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เล่าเรื่องราวธรรมดาๆของชีวิตในวันหนึ่ง ความไร้สาระที่เป็นสาระแห่งความเป็นมนุษย์ และความฟินที่เรียกกันว่า turn on ผ่านดนตรีร็อคที่เล่นกับวงออเคสตร้าในแบบที่ไม่เคยมีใครทำกันมาก่อน จบด้วยเสียงเปียโน 10 หลังกระหน่ำพร้อมกัน oh boy!

มันยากที่จะรับมือกับงานที่มีชื่อเสียงก้องจักรวาลระดับนี้ เมื่อคุณมาฟังมันหลังจากห้วงเวลาที่มันออกสู่โลกมาหลายปี ความคาดหวังอันสูงส่ง ความแปลกแยกจากยุคสมัย ที่อาจทำให้มันล้าไปไม่มากก็น้อย และผมก็ยังโชคร้ายที่ดันมาเริ่มกับเทป EMI สมัยนั้น ที่มีการสลับเพลงจากชุดอื่นมาใส่ เพราะปัญหาด้านเนื้อเพลงล่อแหลม คิดดูสิครับ Pepper ที่ไม่มี Lucy และ A Day In The Life อย่าออกมาเลยดีกว่าถ้าจะแบนแบบนี้

แต่คู่กันแล้วไม่แคล้วกัน หลังจากได้ฟังอัลบั้มในแบบถูกต้องตามหลักอนามัยในเวลาต่อมา ผมก็เริ่มหูสว่าง และยิ่งปรับใจให้รับได้กับยุคสมัยที่แท้จริง เมื่อผนวกกับศึกษาเบื้องหลังอลังการงานสร้างของมัน ผมก็ยิ่งขนลุกขนพองไปกับความมหากาฬของ Sgt. Pepper จากอัลบั้มที่เคยรู้สึกงั้นๆ และไม่เข้าใจว่าทำไมยกย่องกันนักหนา มันค่อยๆไต่อันดับในหัวใจขึ้นมาเรื่อยๆ และแทบไม่รู้ตัวว่าผมฟังมันบ่อยเหลือเกิน
และเมื่อผมคิดว่าไม่มีอะไรจะไปต่อแล้วสำหรับการเสพอัลบั้มนี้ วันหนึ่ง mono version ของ Pepper ก็เดินทางเข้าสู่โสตประสาท (ก่อนหน้านี้ฟัง stereo มาตลอด)
It's getting better!
ผมเคยนึกว่านั่นคือคำตอบสุดท้ายแล้ว สำหรับอัลบั้มนี้ จนกระทั่งปีนี้.....

Sgt. Pepper, มันคืออัลบั้มที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล (greatest album of all time) หรือไม่? สำหรับตำแหน่งนี้ อันเป็นทั้งปัจเจกนิยมและนามธรรม มันจึงไม่มีทางฟันธงลงไปได้ว่า Sgt. Pepper เป็น “สิ่งนั้น” หรือไม่ หรืออัลบั้มไหนในโลกกันแน่ที่คู่ควรกับตำแหน่งอันทรงเกียรติที่สุดนี้ แต่ถ้าเราจะตัดสินด้วยเสียงข้างมาก เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า ถ้าวัดกันจากโพลต่างๆตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา Pepper น่าจะเป็นอัลบั้มที่ยึดหัวหาด ได้คะแนนรวมสูงสุด อันที่จริง ในช่วงยี่สิบปีแรกหลังจากมันออกวางตลาด ถ้ามีการจัดโพลด้วยคำถามนี้ Pepper มักจะเป็นอันดับหนึ่งเสมอ จนเมือเวลาผ่านไป ความโด่งดังของมันก็อาจจะเริ่มทำร้ายตัวมันเอง (ความเอียนและเลี่ยนของเหล่านักฟังและนักวิจารณ์) หรืออาจจะเป็นเพราะความหลุดพ้นจากยุคสมัยไปทีละน้อย (เชย)ของดนตรีในอัลบั้ม Pepper จึงเริ่มถดถอยลงมาจากอันดับต้นๆเมื่อผู้คนจะคิดถึงอัลบั้มที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ปล่อยให้ Revolver, White Album, Abbey Road ขึ้นมาเป็นตัวแทนของผลงานสุดยอดของสี่เต่าทองแทน

ถ้าคุณลองนำอัลบั้มนี้ไปให้เด็กรุ่นใหม่หรือใครที่ไม่เคยสดับในสุ้มเสียงของมันมาก่อน เป็นไปได้ไม่น้อยที่เขาหรือเธอจะแอบเบ้ปากและกลอกตาวนๆ พวกเขาอาจจะไม่รู้สึกรู้สา หรือเข้าใจว่ามันเลิศเลอตรงไหน ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะความเชยในการมิกซ์และซาวด์ของมันที่ฟังดูเป็นยุค 60’s เกินไปหน่อย (ก็มัน 60’s นี่) แต่เหตุการณ์แบบนั้น น่าจะเปลี่ยนผลลัพธ์ของมันไป ถ้าคุณหยิบยื่นเวอร์ชั่นรีมิกซ์ของมาร์ตินผู้ลูกนี้ให้พวกเขาฟัง

The Beatles อาจเป็นผู้นำมาตลอดในยุคที่พวกเขายังไม่แตกแยกวงกันไป เริ่มตั้งแต่การนำขบวนศิลปินที่แต่งเพลงด้วยตัวเองมาตั้งแต่อัลบั้มแรกๆ, ความกล้าที่จะทดลองอะไรหลายอย่างในการบันทึกเสียงที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน, ไม่ใส่ชื่อศิลปินลงบนปก, เลิกตระเวนแสดงดนตรีแต่กลายมาเป็นวงดนตรีที่มีแต่ผลงานในห้องอัดอย่างเดียว ฯลฯ แต่ในยุคของการ reissue สี่เต่าทองมักจะล้าหลัง และเป็นศิลปินกลุ่มท้ายๆเสมอในการตามขบวน การรีมาสเตอร์ครั้งใหญ่ก็แทบจะทำเป็นวงสุดท้าย เมื่อปี 2009 และการทำงาน “ฉบับพิเศษ” ของแต่ละอัลบั้มก็แทบไม่เคยเกิดขึ้น จะมีก็แต่การฉลองแบบเบาๆในวาระครบรอบ 20 ปีของ Sgt. Pepper นี้เองในปี 1987 และแผ่น 30 ปีของ The Beatles (White Album) ในปี 1998 ซึ่งก็ไม่ถือว่ามีอะไรน่าฮือฮานัก

นี่จึงถือเป็นการ “จัดเต็ม” ครั้งแรกของพวกเขา ในการนำเสนออัลบั้มในตำนาน ซึ่งจะว่าไปก็แทบจะหมายถึงทุกชุดของพวกเขา แต่คงไม่มีงานไหนจะเหมาะสมและคู่ควรมากไปกว่า Sgt. Pepper อีกแล้ว ในฉบับที่วางขายในบ้านเราเป็นแบบ 2 CD อันประกอบไปด้วยแผ่นแรกที่เป็น original album ฉบับรีมิกซ์โดย Giles Martin และอีกแผ่นเป็น alternate versions ของทุกเพลงในอัลบั้ม รวมทั้งเพลงแถมอีกจำนวนหนึ่ง

แต่เมื่อจะฉลองกันทั้งที แนะนำให้ท่านไปกันให้สุดทางกับ Super Deluxe Edition ที่ทุกอย่างบรรจุอยู่ในกล่องขนาดพอๆกับแผ่นเสียง หน้าปกเป็นภาพสามมิติที่ดูจะถูกกาลเทศะและคู่ควรดีกับภาพปกนี้ของ Pepper ด้านในบรรจุด้วยออดิโอซีดีสี่แผ่น, บลูเรย์ 1 แผ่น, ดีวีดี 1 แผ่น หนังสือขนาดใหญ่ 1 เล่ม, โปสเตอร์ 3 แผ่น (ภาพ The Beatles ในชุด Sgt. Pepper, Sgt. Pepper cutouts (เผื่อใครอยากตัดหนวดของจ่าเป๊บเปอร์ไปใส่เล่น), และโปสเตอร์ที่มาของเพลง Being For The Benefit of Mr. Kite!)

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1967 สเตอริโอยังจัดว่าเป็นของใหม่ ที่แฟนเพลงทั่วไปยังไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะเล่นมัน โมโนยังถือเป็นมาตรฐานของระบบ The Beatles เองก็โฟกัสไปที่โมโนมิกซ์มากกว่า อันที่จริงสเตอริโอมิกซ์ของอัลบั้มนี้นั้น, ทำกันขึ้นอย่างรวดเร็วโดยทีมโปรดิวเซอร์และวิศวกรเสียง โดยที่ตัวสี่เต่าทองเองไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวเลยด้วยซ้ำ นั่นอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่มีอะไรที่ดูจะไม่เข้าที่เข้าทางนักใน original stereo mix ของ Sgt. Pepper และอีกเหตุผลหนึ่งคือเทคโนโลยีในยุคนั้นที่เป็นข้อจำกัด แต่ในปี 2016-7 Giles Martin บุตรชายของ Sir George Martin ผู้โปรดิวซ์อัลบั้มนี้ในเบื้องแรก มีทั้งเวลาและเทคโนโลยี่ในมือในการที่จะมิกซ์มันให้ออกมาได้ดีที่สุด แต่ The Beatles ก็คงไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องตรงนี้โดยตรงอีกเหมือนเดิม (และถึงอยากมาก็มาไม่ได้, พวกเขาเหลือกันแค่ครึ่งเดียว)

เอาล่ะ, แล้วมิกซ์ใหม่ของไจลส์นี่เป็นอย่างไรบ้าง? มันมีความแตกต่างจาก 1967 mix อย่างฟังได้ไม่ต้องเงี่ยหู มีความเป็น modern ที่ท่านจะนำไปให้เด็กรุ่นใหม่ฟังได้อย่างไม่ขวยเขิน การจัดวางชิ้นดนตรีและเสียงร้องเสียงประสานทำได้อย่างมีรสนิยมและดูถูกหลักอนามัยแห่งการเสพ (กล่าวคือ ไม่มีการวางเสียงร้องและเสียงกลองไว้คนละด้าน) ไดนามิกรุนแรงเข้มข้น (เกือบจะมากเกินไป) เสียงเครื่องดนตรีทุกชิ้นชัดเจนและคมกริบกว่าเดิม มัน “ร็อค” อย่างที่ไม่เคยมีใครได้ยินได้ฟัง อย่าแปลกใจถ้าคุณจะได้ยินเสียงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนในอัลบั้มที่คุณฟังมาเป็นร้อยๆครั้งนี้ ทั้งๆที่มันก็อยู่ตรงนั้นมาตลอด ไจลส์ตัดสินใจเลือกใช้ She’s Leaving Home ที่สปีดปกติในแบบ original mono version เพราะนั่นน่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องกว่า (แต่ไม่จำเป็นที่คุณจะต้องชอบกว่า) โดยทั่วไปถือว่ามิกซ์นี้สอบผ่าน เป็นประสบการณ์การฟังที่สนุก ผมจัดให้เป็นทางเลือก ที่ไม่ถึงกับชนะขาดจนต้องขายเวอร์ชั่นเดิมทิ้ง หรือไม่กลับไปฟังอีกเลย ถ้าจะมีจุดที่น่าหงุดหงิด ก็คือเสียงหัวเราะท้ายเพลง Within You Without  You ที่เร่งเสียงดังขึ้นมาอย่างน่าตกใจ ทำลายบรรยากาศแบบเดิมๆไปไม่น้อย (จุดเล็กๆแบบนี้ บางทีก็ทำลายภาพรวมอย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนกับเสียงคอร์ดแรกในเพลง A  Hard Day’s Night ของฉบับรีมาสเตอร์ 2009 ที่เบาบางขาดพลัง)

บางคนเชียร์ให้ใส่ Strawberry Fields Forever และ Penny Lane ลงไปในแผ่นแรกนี้ด้วย แต่ผมเห็นว่าไม่ใส่น่ะดีแล้วครับ แม้สองเพลงนี้จะดีเลิศแค่ไหน แต่ก็ไม่ควรไปรบกวนอะไรกับประวัติศาสตร์ของอัลบั้ม (สองเพลงนี้ เดิมเป็นซิงเกิ้ลที่ออกมาก่อนอัลบั้มประมาณ 4 เดือน และไม่ได้รวมอยู่ใน original album)

ซีดีออดิโอแผ่นที่สองและสาม คือ Sgt. Pepper Sessions เป็นโอกาสที่ท่านจะได้เห็นพัฒนาการของแต่ละแทร็คกว่าที่จะมาเป็น master สุดท้ายที่เราคุ้นเคย บางเพลงเราอาจจะเคยได้ยินมาก่อนแล้วจาก
Anthology 2 และ Bootleg แต่ส่วนมากจะเป็น unreleased สองแผ่นนี้ อาจจะเหมาะสำหรับ hardcore เท่านั้น การเรียงเพลงในสองแผ่นนี้ ไล่ตามวันเวลาที่บันทึกเสียง และ SFF/Penny Lane ฉบับสมบูรณ์ก็แทรกตัวอยู่ในแผ่นที่สองนี้ จะฟังสองแผ่นนี้ให้สนุก คงต้องอ่านบทความ “Songs and Recording Details”  โดย Kevin Howlett ในหนังสือเล่มใหญ่ที่มากับกล่องนี้ประกอบไปด้วยครับ

รวมเวลาในสองแผ่นนี้ก็ร่วมกว่า 100 นาที ที่คุณเหมือนจะได้เดินเข้าไปใน Abbey Road ในปี 1966-67 เพื่อแอบฟังพวกเขาสรรสร้างมาสเตอร์พีซนี้ ถามว่า นี่มันหมดสิ้นแล้วหรือยัง ต่อไปคงไม่มีอะไรจะขายอีกแล้วใช่ไหม คำตอบคือ ไม่ อย่างน้อยก็ยังไม่มีวี่แววของเพลง Carnival of Light เพลงอวองการ์ดในตำนานที่ใครๆก็อยากได้ยินได้ฟัง แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่ามันคงไม่ได้น่าฟังอะไรนักหนา และอาจทำให้ Revolution9 กลายเป็นเพลงไพเราะไปเลยก็ได้ อนึ่ง, ถ้าพูดถึง outtakes ทั้งหมด มันคงยังเหลืออะไรใน vaults อีกไม่น้อย เพราะพวกเขาใช้เวลาในการบันทึกเสียง Pepper กันถึง 400 ชั่วโมง ใครจะไปรู้ว่าซักวันหนึ่ง อาจจะมีการนำมันออกมาให้ฟังกันทั้งหมดก็ได้

ซีดีแผ่นที่ 4 คือ original 1967 mono mix ที่ฟังแล้วยังคลาสสิกตลอดกาล และเชื่อว่าแฟนๆส่วนใหญ่ยังคงยกให้มันเป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดอยู่ แผ่นนี้มีเพลงแถมคือ SFF และ Penny Lane ฉบับออริจินัลโมโน, Unreleased mono mix ของ A Day In The Life, Lucy In The Sky With Diamonds และ She’s Leaving Home, Penny Lane (Capitol Records U.S. Promo Single, mono mix) ที่จัดว่าหายากมาก (ก่อนหน้านี้)

Contents ใน Blu-Ray และ DVD เหมือนกัน ประกอบไปด้วย

1.สารคดี The Making of Sgt. Pepper จากปี 1992 ที่ทรงคุณค่าด้วยบทสัมภาษณ์จากหลายๆคนที่เกี่ยวข้อง นำโดย George Martin, Paul, George, Ringo แค่ได้เห็นได้ฟังมาร์ตินเลื่อน faders ขึ้นลงๆในแทร็คต่างๆของอัลบั้มก็คุ้มแล้ว ภาพคมชัดในระดับหนึ่ง
2.Promo Clips (Music Videos) ของเพลง SFF, Penny Lane และ A Day In The Life
3. 5.1 Surround Mix และ 96/24 high resolution audio ของ Sgt. Pepper’s album แถมด้วย SFF/Penny Lane มิกซ์โดย Giles Martin

ที่ประทับใจมาก คือหนังสือปกแข็งเล่มใหญ่ หนา 144 หน้า ภาพสวยงามหายากมากมาย เนื้อหาแบ่งเป็น 10 parts ที่เจาะลึกแทบทุกประเด็นที่พันเกี่ยวกับ Sgt. Pepper. แค่หนังสืออย่างเดียว ก็คุ้มไปครึ่งราคาของกล่องแล้ว และมันก็(ยัง)ไม่มีแยกขายเสียด้วยสิ

ไม่มีหรอกครับ คำว่าสมบูรณ์แบบหาที่ติไม่ได้ แม้แต่ตัวอัลบั้ม Sgt. Pepper เอง แต่ในการนำเสนอกล่อง Super Deluxe เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 50 ปีนี้ ผมถือว่าทำได้ยิ่งใหญ่ สมศักดิ์ศรี และทำให้เราตั้งหน้าตั้งตารอคอย กล่องสีขาวๆในปี 2018 ต่อไปโดยพลัน (ข่าวลือว่า Giles Martin เริ่มลงมือแล้ว)

The Beatles, ‘Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band: Super Deluxe’ Track Listing

CD 1: ‘Sgt. Pepper’ 2017 Stereo Mix

CD 2: Complete early takes from the sessions, sequenced in chronological order of their first recording dates

1. Strawberry Fields Forever [Take 1]
2. Strawberry Fields Forever [Take 4]
3. Strawberry Fields Forever [Take 7]
4. Strawberry Fields Forever [Take 26]
5. Strawberry Fields Forever [Stereo Mix – 2015]
6. When I’m Sixty-Four [Take 2]
7. Penny Lane [Take 6 – Instrumental]
8. Penny Lane [Vocal Overdubs And Speech]
9. Penny Lane [Stereo Mix – 2017]
10. A Day In The Life [Take 1]
11. A Day In The Life [Take 2]
12. A Day In The Life [Orchestra Overdub]
13. A Day In The Life (Hummed Last Chord) [Takes 8, 9, 10 and 11]
14. A Day In The Life (The Last Chord)
15. Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band [Take 1 – Instrumental]
16. Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band [Take 9 And Speech]
17. Good Morning Good Morning [Take 1 – Instrumental, Breakdown]
18. Good Morning Good Morning [Take 8]

CD 3: Complete early takes from the sessions, sequenced in chronological order of their first recording dates

1. Fixing A Hole [Take 1]
2. Fixing A Hole [Speech And Take 3]
3. Being For The Benefit Of Mr. Kite! [Speech From Before Take 1; Take 4 And Speech At End]
4. Being For The Benefit Of Mr. Kite! [Take 7]
5. Lovely Rita [Speech And Take 9]
6. Lucy In The Sky With Diamonds [Take 1 And Speech At The End]
7. Lucy In The Sky With Diamonds [Speech, False Start And Take 5]
8. Getting Better [Take 1 – Instrumental And Speech At The End]
9. Getting Better [Take 12]
10. Within You Without You [Take 1 – Indian Instruments Only]
11. Within You Without You [George Coaching The Musicians]
12. She’s Leaving Home [Take 1 – Instrumental]
13. She’s Leaving Home [Take 6 – Instrumental]
14. With A Little Help From My Friends [Take 1 – False Start And Take 2 – Instrumental]
15. Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band (Reprise) [Speech And Take 8]

CD 4: ‘Sgt. Pepper’ and bonus tracks in Mono

(Tracks 1-13: 2017 Direct Transfer of ‘Sgt. Pepper’ Original Mono Mix)

14. Strawberry Fields Forever [Original Mono Mix]
15. Penny Lane [Original Mono Mix]
16. A Day In The Life [Unreleased First Mono Mix]
17. Lucy In The Sky With Diamonds [Unreleased Mono Mix – No. 11]
18. She’s Leaving Home [Unreleased First Mono Mix]
19. Penny Lane [Capitol Records U.S. Promo Single – Mono Mix]

DISCS 5 & 6 (Blu-ray & DVD)

Audio Features (both discs):
– New 5.1 Surround Audio mixes of ‘Sgt. Pepper’ album and “Penny Lane,” plus 2015 5.1 Surround mix of “Strawberry Fields Forever” (Blu-ray: DTS HD Master Audio 5.1, Dolby True HD 5.1 / DVD: DTS Dolby Digital 5.1)
– High Resolution Audio versions of 2017 ‘Sgt. Pepper’ stereo mix and 2017 “Penny Lane” stereo mix, plus 2015 “Strawberry Fields Forever” hi res stereo mix (Blu-ray: LPCM Stereo 96KHz/24bit / DVD: LPCM Stereo)
Video Features (both discs):
– The Making of Sgt. Pepper [restored 1992 documentary film, previously unreleased]
– Promotional Films: “A Day In The Life;” “Strawberry Fields Forever;” “Penny Lane” [4K restored]







Thursday, 25 May 2017

ชีวิต ความรัก และ เลือดเนื้อ


Imelda May:: Life Love Flesh Blood ***
Released : April 2017
Producer: T-Bone Burnett
Genre: Pop Rock



ว่ากันว่าสตรียามผ่านช่วงเปลี่ยนแปลงในชีวิตรัก (หรือเรียกง่ายๆว่าอกหัก) สิ่งหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์ที่พวกเธอมักจะทำกันก็คือการเปลี่ยนทรงผม รวมถึงรูปลักษณ์อื่นๆ มันอาจจะไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่าช่วยให้เธอมีกำลังใจในการที่จะผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายนั้นไปให้ได้ การเปลี่ยนทรงผมปอมปาดูร์สีบลอนด์อันเป็นเอกลักษณ์มาตลอดของ Imelda May นักร้องสาว (ใหญ่)ชาวไอริช วัย 42 ปี มาเป็นทรงบ๊อบเรียบง่ายสีบรูเน็ตต์บนปกอัลบั้มใหม่นี้ก็น่าจะเข้าข่าย เพราะเธอเพิ่งเลิกราไปกับสามี Darrel Higham มาได้ไม่นาน เขาไม่ได้เป็นเพียงแค่สามีเท่านั้น แต่ดาเรลล์ยังมีส่วนในการทำเพลงให้เมย์มาตลอด รวมทั้งโปรดิวซ์และเล่นกีต้าร์ให้ด้วย การขาดเขาไปจึงส่งผลอย่างแรงต่อทั้งชีวิตส่วนตัวและชีวิตดนตรีของไอเมลด้า เมย์

Life Love Flesh Blood เป็นอัลบั้มชุดที่ห้าของเมย์ สี่อัลบั้มที่ผ่านมา เธอสร้างชื่อเสียงในฐานะนักร้องเสียงดี ในแนวร็อคอะบิลลี่ยุคใหม่ที่ผสมผสานความสนุกสนานแห่งยุค 50’s เข้ากับพลังแรงๆของนิวเวฟยุค 80’s และเมื่อจะร้องแจ๊สเธอก็ทำได้ดี จนมีสื่อเอาเธอไปเทียบเคียงกับบิลลี่ ฮอลิเดย์ นั่น (ผมไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่) แนวดนตรีจากสี่อัลบั้มแรกแทบจะไม่มีให้ได้ยินอีกใน Life Love Flesh Blood เหมือนเธออยากจะเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง ด้วยทุกอย่างที่ใหม่หมด ตั้งแต่ทรงผมจรดแนวดนตรี

ไอเมลด้า เมย์ จัดเป็นนักร้องคนโปรดที่ศิลปินต่างๆชอบดึงไปร่วมงานด้วยมากมาย ด้วยเสียงร้องและลีลาที่ไว้ใจได้เสมอ (ไม่ต่างจากจอสส์ สโตน) จึงไม่ต้องห่วงว่าเมื่อเธอไม่มีดาเรลล์แล้วจะไปไม่รอด งานนี้เมย์ดึงโปรดิวเซอร์ระดับเทพ T-Bone Burnett มาควบคุมการผลิตให้  และทีโบนก็ยกทีมวงดนตรีของเขามาบรรเลงให้ด้วยเสียเลย อันประกอบด้วยตัวเขาเองเล่นกีต้าร์ร่วมกับ Marc Ribot, Dennis Crouch เล่นเบส, Jay Bellerose กลอง และคีย์บอร์ดโดย Patrick Warren แน่นอนว่าฝีมือของวงดนตรีวงนี้อยู่ในระดับเชื่อมือได้ เมื่อเห็นว่าทีโบนมาโปรดิวซ์ผมค่อนข้างสบายใจว่าอัลบั้มนี้ต้องออกมาดีแน่ๆ แต่ก็กังวลเล็กน้อยกับซาวด์แบบแห้งๆที่แกชอบนักหนา สิ่งที่ผมสบายใจนั้นเป็นจริง คืองานออกมาดี และสิ่งที่กังวลนั้นก็ไม่เกิด เพราะทีโบน,ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ, กลับละทิ้งสุ้มเสียงแห้งๆนั้นไป สิ่งที่ได้ยินคืออัลบั้มที่มีคุณภาพเสียงอิ่มเอิบเปิดกว้าง ขัดกับแนวทางของแกอย่างยิ่ง (แต่ผมชอบ)

ด้วยรูปการณ์แห่งเรื่องราวในชีวิตของศิลปิน มันค่อนข้างจะมีเหตุผล ถ้าเราจะคาดเดาว่า นี่น่าจะเป็นอัลบั้มแห่งความปวดร้าว บทเพลงแห่งหัวใจแตกสลาย ถ้าท่านเดาอย่างนั้นก็ไม่ผิดหรอกครับ แต่มันก็ไม่ได้มีแต่เรื่องอย่างนั้นเท่านั้น ดั่งที่ชื่ออัลบั้มบอกเป็นนัยไว้ มันเป็นเรื่องราวแห่งชีวิตและความเป็นตัวตนของเธอในช่วงนี้  ทั้งความผิดหวังในรัก, ความหวังในรักใหม่, พฤติกรรมแย่ๆของตัวเธอเองแต่นำเสนออย่างสนุกๆ และเพลงที่มองย้อนไปในวัยเยาว์คู่ขนานไปกับการมองชีวิตลูกสาวตัวน้อย.....แต่ก็หนักไปที่เพลงอกหักนั่นแหละ  เธอมีส่วนร่วมในการแต่งเพลงทุกเพลงใน 11 เพลงของอัลบั้มนี้ (โดยที่ 6 เพลงเป็นเพลงที่เธอแต่งคนเดียว)

โทนของเพลงใน Life Love Flesh Blood คือป๊อบร็อคที่เล่นด้วยเครื่องดนตรีพื้นๆ มีความเป็นบลูส์ในแบบที่ Etta James เคยคร่ำครวญเอาไว้ได้อย่างสุดยอด มีท่วงทำนองหวานซึ้งในลีลาของ Roy Orbison ในยุค 60’s ความสนุกสนานของโมทาวน์โซล และบางขณะ คุณอาจจะได้ยิน “กำแพงเสียง” ในแบบของ Phil Spector ต้องชมทีโบนที่คุมโทนของดนตรีทั้งหมดได้อยู่หมัด ไม่ได้หนักไปทางใดทางหนึ่ง และคุณบอกได้ทันทีว่านี่มันต่างจากร็อคอะบิลลี่ และ นิวเวฟที่เธอเคยทำไว้ทั้งหมด มันดูจริงจังขึ้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้งานผ่านๆมาของเธอเหมือนเป็นแค่เพลงสนุกๆที่ฟังผ่านๆไปเท่านั้น Life Love Flesh Blood มีสัดส่วนของเพลงบัลลาดโซลหวานเศร้ากับเพลงป๊อบร็อคสนุกๆในอัตราพอๆกัน

แต่ที่โดดเด่นที่สุดก็ย่อมต้องเป็นเสียงร้องของเธอ เมย์เป็นคนที่ร้องเพลงตรงไปตรงมา ชัดถ้อยชัดคำมีพลังในทุกท่วงทำนอง และบทเธอจะกรีดร้องเมื่อถึงเวลาเธอก็ทำได้อย่างน่าสะพรึงกลัวไม่แพ้ใคร ความหวานและกังวานในแก้วเสียงของเธอ ถ้าต้องรสนิยมของใคร รับรองว่าฟังได้ไม่มีเบื่อหน่าย

อย่างที่บอกว่าเธอเป็นคนมีมิตรสหายเยอะ งานนี้ก็มีรุ่นใหญ่มาช่วยด้วยสองท่าน Jeff Beck ฝากฝีมือสไลด์กีต้าร์เวิ้งว้างไว้ใน Black Tears และ Jools Holland เล่นเปียโนในเพลงกึ่งกอสเพล When It’s My Time

ไม่ขอลงรายละเอียดในแต่ละเพลง แต่บอกได้เลยว่ามีมาตรฐานและคุณค่าในการฟังทุกแทร็ค เนื้อเพลงไม่ยากนัก ใช้คำง่ายๆที่เข้าใจได้ถึงอารมณ์เพลงทันที ถ้าจะมีข้อติติงบ้างก็คงเป็นความ “คาดเดาง่ายเกินไป” ของทำนองเพลงของเธอ ที่แน่นอนว่าติดหูง่าย แต่บางทีมันก็ท้าทายคนฟังน้อยไปหน่อย

อัลบั้มชุดนี้บันทึกเสียงกันแค่ 7 วัน โดยมีแขกรับเชิญอีกท่านที่คอยแนะนำและให้กำลังใจตลอด แม้จะไม่ได้มาแต่งเพลงหรือร้องด้วย เขาคือเพื่อนบ้านชาวไอริช โบโน แห่งยูทู (ที่ตัวเองก็ไม่เคยมีงานเดี่ยวกับเขาเสียที)

ถ้าคุณเคยฟังเพลงของเธอมาก่อน หรือเป็นแฟนเก่าของเธอ ผมคิดว่าคุณจะยังชอบอัลบั้มชุดนี้อยู่ แม้จะเปลี่ยนแนวทางไป แต่ตัวตนของเมย์ก็ยังอยู่ในบทเพลงของเธออยู่ไม่ไปไหน ส่วนใครถ้าคิดจะเริ่มต้นฟังไอเมลด้า เมย์ หรืออยากฟังป๊อบร็อคย้อนยุคซักเล็กน้อย ดนตรีเล่นกันด้วยฝีมือเนื้อๆ หรืออยากฟังเพลงอกหักเปี่ยมอารมณ์ที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงและคลาสส์ คุณจะไม่ผิดหวังครับกับ Life Love Flesh Blood

Tracklist:

1
Call Me
3:28
2
Black Tears
Featuring – Jeff Beck
4:04
3
Should’ve Been You
3:38
4
Sixth Sense
4:15
5
Human
3:40
6
How Bad Can a Good Girl Be
3:27
7
Bad Habit
4:42
8
Levitate
3:34
9
When It's My Time
Featuring – Jools Holland
5:17
10
Leave Me Lonely
4:01
11
The Girl I Used To Be


ใน deluxe edition จะมีเพลงแถมอีก 4 เพลง คือ The Longing, Flesh and Blood, Game Changer และ Love And Fear. ที่ดีพอจะอยู่ใน standard edition ทุกเพลง (แล้วจะตัดออกมาทำไม?)

Wednesday, 26 April 2017

Triplicate

THE VOICES

Bob Dylan :: Triplicate ****

Released : April 2016
Producer: Jack Frost (Bob Dylan)
Genre: Vocal, Standard



มีข้อตกลงบางประการ ก่อนที่คุณคิดจะฟัง “Triplicate”

1.) คุณต้อง”รับ”เสียงร้องของ Bob Dylan ได้
2.) คุณต้องชอบฟังเพลงแสตนดาร์ดเก่าๆจากผลงานของนักแต่งเพลงอเมริกันยุคก่อน 50’s
3.) คุณต้อง”รับ”เสียงร้องของ Bob Dylan เมื่อมาขับกล่อมเพลงแสตนดาร์ดในข้อ 2. ได้ (ซึ่งหนักหนากว่าฟังแกร้องเพลงของแกเอง)

ถ้าโอเค หรือคิดว่าไหวในข้อตกลงทั้งสาม ยินดีต้อนรับสู่ผลงานล่าสุดของเจ้ารองรางวัลโนเบลคนแรกและคนเดียว ที่เคยปรากฏตัวในโฆษณาของวิคตอเรีย ซีเคร็ท..... Bob Dylan

Bob Dylan ส่งคำเตือนมาให้พวกเราครั้งแรกตั้งแต่ปี 2009 ด้วยอัลบั้ม Christmas In The Heart ในอัลบั้มนั้นมีสารว่า ป๋าบ๊อบ, ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไรกับเสียงของเขา, พร้อมแล้วที่จะเป็น crooner คนล่าสุดของโลก มันเป็นงานที่ได้รับการตอบรับแบบก้ำกึ่ง บางคนก็ว่ารับไม่ได้กับเพลงเทศกาลอันควรจะสดชื่นแต่ต้องมาเจอกับเสียงร้องอันแหบแห้งแล้งของป๋า แต่บางคนก็ว่า มันได้อารมณ์และมุมมองที่แตกต่างไปอีกแบบ ถ้าใครจะคิดว่าดีแลนจะหยุดแค่นั้น คงเริ่มหวาดผวา เมื่อบ๊อบออกอัลบั้ม Shadows In The Night ในอีก 6 ปีต่อมา (2015) มันเป็นการตีความเพลงแสตนดาร์ดอันมืดหม่น 10 เพลงในอัลบั้มนั้น ครั้งหนึ่ง Frank Sinatra เคยนำมันมาขับร้อง ตามมาติดๆด้วย Fallen Angels (2016) ที่เหมือนภาคต่อของ Shadows In The Night ดีแลนร้องเพลงที่สินาตร้าเคยบันทึกเสียงไว้อีกครั้ง ความแตกต่างคือ ครั้งนี้เขาร้องไว้ 12 เพลง และมันเป็นในแนวสดใส โลกสวยงาม คอนทราสต์กับความหมองมัวของอัลบั้มก่อนหน้า ดีแลนเองจะวางแผนไว้แค่ไหนก็ไม่มีใครทราบ แต่เขาเองออกมาบอกว่า หลังจากนั้น เขาก็มองออกว่าสองชุดแรกนั้น เป็นเพียงบางส่วนของภาพรวมที่ยิ่งใหญ่ มันยังมีเพลงดีๆของสินาตร้าอีกหลายเพลงที่เขาควรจะนำมาร้องอีก และในภาค 3 นี้ แทนที่เขาจะทำมันแบบธรรมดา ป๋าบ๊อบกลับเล่นใหญ่รัขดา ด้วยการออกมันเป็นแบบ 3 ซีดี ชุดใหญ่ไปเลย

 คำว่า Triplicate จึงแทนได้ทั้งสองความหมาย
 ก.)งานชุดที่สามของไตรภาค (จากบริบททั้งหมด ผมคิดว่าป๋าน่าจะปิดโปรเจ็คแล้วล่ะ)
และ
ข.)งานยิ่งใหญ่ 3 แผ่นในชุดเดียว
แถมอีกนัยหนึ่งด้วย
 ค.) การอ้างอิงถึงงานของสินาตร้าในปี 1980  Trilogy: Past, Present & Future ที่เป็นชุดใหญ่ 3 แผ่นเช่นเดียวกัน

 (แต่ป๋าดีแลน ก็ไม่ได้ยอมรับตรงๆว่านี่เป็นโครงการทริบิวต์ให้สินาตร้าแต่อย่างใด เขาบอกว่า คนอื่นๆก็เอาเพลงพวกนี้มาร้องเหมือนกัน เพียงแต่ว่าเวอร์ชั่นของสินาตร้านั้น มันดีที่สุดเท่านั้นเอง)

Triplicate ประกอบไปด้วย 30 เพลง แบ่งเป็น 3 ซีดี ที่แต่ละซีดีจะมี theme ของมันเอง ‘Til The Sun Goes Down, Devil Dolls และ Comin’ Home Late แต่ละซีดีจะมีปริมาณ 10 เพลง รวมความยาวได้ 95 นาที ถ้าจัดเรียงเพลงดีๆจะสามารถบรรจุไว้ได้ในสองซีดี แต่ดีแลนเลือกที่จะนำเสนอแบบนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่า เลข 10 เป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์แบบ, ของความเบาสบาย และด้วยเหตุผลของคุณภาพเสียงของแผ่นเสียงที่จะออกมาดีที่สุดในเวลาประมาณ 15 นาทีต่อหน้าลองเพลย์ การตั้งชื่อธีมในแต่ละแผ่นนั้น ก็สอดคล้องกับแนวทางการนำเสนออัลบั้มในยุค Capitol ของสินาตร้าอีกด้วย ใน 30 เพลงนี้ มีทั้งเพลงยอดนิยมที่ใครๆก็คุ้นเคยอย่าง Sentimental Journey, As Time Goes By, Stardust หรือ How Deep Is The Ocean และเพลงที่ค่อนข้างจะแปลกหู ขุดมาจากก้นกรุ อย่าง There’s A Flaw In My Flue หรือ It’s Funny To Everyone But Me

ดูเหมือน Frank Sinatra จะมีความหมายกับ Bob Dylan มากมายในการทำงานซีรีส์นี้ ทั้งสองเคยเจอกันไม่กี่ครั้ง แต่ก็เข้ากันได้ดี ครั้งหนึ่ง สินาตร้าเคยพาดีแลนไปชมท้องฟ้ายามค่ำคืน แล้วชี้ไปที่เบื้องบน และบอกกับดีแลนว่า นั่นคือที่ๆเขาทั้งสองมาจาก เพราะเรามีตาสีฟ้าเหมือนกัน! อย่างไรก็ตาม ทุกคนรู้กันดีว่าสินาตร้าเป็นยอดนักร้องที่มีเนื้อเสียง การควบคุมการร้องในทุกมิติ ในระดับหาใครเปรียบยาก และดีแลนก็ขึ้นชื่อว่าเป็นยอดนักแต่งเพลง ที่ใครๆก็สามารถนำเพลงของเขาไปร้องและทำได้ดีกว่าเขาร้องเองทุกคน พูดง่ายๆคือ วงการรู้กัน ว่าเสียงของดีแลนนั้นน่าฟังน้อยแค่ไหน

ยิ่งกับเพลง Standard ของบรมครูเพลงอเมริกันเหล่านี้ ที่ต้องการความเลอเลิศและละเมียดละไมของนักร้อง ถึงจะมาขับขานมันได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ก็ยิ่งน่าเป็นห่วงว่าดีแลนจะทำได้ไหม แต่ในสองอัลบั้มที่ผ่านมาเขาก็พิสูจน์แล้วว่า ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร เขาก็ทำได้และได้ทำออกมาแล้ว ด้วยเสียงแบบนั้นของเขา และดนตรีในแบบของเขา แน่นอน มันห่างไกลหลายปีแสงจากเวอร์ชั่นอมตะของสินาตร้า หรืออาจรวมถึงคนอื่นๆทุกคนที่เคยนำเพลงพวกนี้มาร้องมาก่อน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ดีแลนมี ที่คนอื่นอาจจะไม่มี นั่นคือ character ในเสียงและการร้องของเขา และต้องบอกไว้ก่อนเลย ว่า งานทั้ง 3 ชุดนี้ ไม่ใช่เพลง easy listening เหมือนกับ Great American Songbook ของ Rod Stewart ตรงกันข้าม ดีแลนดำดิ่งลงไปที่ก้นบึ้งของความหมายของดนตรีและเนื้อเพลง ไม่ว่าจะเป็นความแหลกสลายของหัวใจ หรือความสดใสของชีวิต แน่ล่ะ, เขาอาจจะทำในแบบแรกได้ดีกว่าแบบหลัง เพราะเสียงอย่างป๋า คงไม่เหมาะกับความสดใสสักเท่าไหร่

แต่ถ้าเราจะแยกออกจากกัน ระหว่าง”น้ำเสียง” และ “การร้อง” ก็จะพบว่า ดีแลนร้องเพลงเหล่านี้ได้อย่างประณีตและยอดเยี่ยมเหลือเชื่อ อักขระ อารมณ์ การเฟรสซิ่ง ทำได้เกือบไม่มีที่ติ จะเว้นแต่ก็บางเพลงที่เสียงแกแตกๆบ้างในบางคำ

กลับมาที่สินาตร้าอีกครั้ง ดีแลนกล่าวไว้ว่าในการร้องเพลงเหล่านี้ เขาจำเป็นต้องลืมว่าเคยมีผู้ชายคนนี้ในโลก สินาตร้าเป็นเพียงผู้นำทางมาที่ประตู จากนี้ไป เขาต้องก้าวไปเอง ในแบบของเขา

ความแตกต่างที่พอเห็นได้จากสองชุดก่อนของ Triplicate ก็คือ การมีทีมเครื่องเป่าเข้ามาช่วยในหลายๆเพลง มันเป็นการเติมเต็มที่ทำให้ความเกือบสมบูรณ์กลายเป็นความสมบูรณ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าทีมหลักของดีแลนจะเล่นได้ไม่ดี พวกเขาทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะมือสตีลกีต้าร์ Donnie Herron ที่ทำหน้าที่แทนเครื่องสายได้อย่างน่าอัศจรรย์

เพลงน่าฟัง : I Guess I’ll Have To Change My Plans (Schwartz - Dietz)  น่าจะเป็นเพลงที่สนุกที่สุดในสามแผ่น เครื่องเป่ามาในอัตรากำลังดี และคุณรู้สึกได้เลยว่า Dylan กำลัง having fun

These Foolish Things (Maschwitz - Strachey) เพลงที่คนร้องประทับใจในเนื้อเพลงมากมาย (เขากล่าวไว้ในการให้สัมภาษณ์หลายครั้ง) และดีแลนก็ร้องชัดถ้อยชัดคำ เน้นความรู้สึกเรียบง่ายและซาบซึ้ง

Bragggin’ (Schril, Marko & Manners) เพลงของ Duke Ellington และเป็นเพลงเดียวในเซ็ตนี้ทีสินาตร้าไม่เคยบันทึกเสียง  การเรียบเรียงเปิดช่องให้ลูกวงของดีแลนได้มีโอกาสโชว์ความสามารถมากกว่าเพลงอื่นๆ

The Best Is Yet To Come (Coleman- Leigh)  เพลงที่เต็มไปด้วยหลุมพรางที่พร้อมจะดักนักร้องที่ไม่เขี้ยวพอ แต่ดีแลนก็เอาตัวรอดมาได้สบายๆ

My One And Only Love (Wood-Menlin) มันทำให้ผมนึกเปรียบเทียบกับ Make You Feel My Love ของป๋าเอง

That Old Feeling (Fain-Brown) หวานเศร้าตราตรึง ร้องได้อารมณ์ถึงการตัดไม่ขาดและถวิลหายิ่งนัก

มีคนถามดีแลนว่า เขาไม่กลัวหรือว่าออกแต่เพลงแสตนดาร์ดเป็นชุดๆอย่างนี้ แฟนๆบ๊อบ ดีแลน จะไม่ชอบใจเอา เขาตอบว่า “เพลงเหล่านี้เป็นเพลงเพื่อคนธรรมดาๆทั่วไปบนท้องถนน เป็นเพลงเพื่อคนทุกชนชั้น ผมไม่แน่ใจว่าแฟนๆของบ๊อบ ดีแลน จะเป็นคนเหล่านั้นไหม”

การบันทึกเสียงที่ Capitol Studios (สถานที่เดียวกับที่สินาตร้าเคยบันทึกเสียงหลายเพลงในชุดนี้) ในแบบสดๆเทคเดียวไม่มีการโอเวอร์ดับ และซาวด์เอ็นจิเนียร์ในตำนานที่ชื่อ Al Schmitt ทั้งหมดทำให้นี่เป็นงานที่มีคุณภาพเสียงยอดเยี่ยมเป็นธรรมชาติ เหนือระดับกว่างานร่วมสมัยทั่วไป

ไหนๆก็พูดถึงFrank Sinatra กันมาตลอด คุณอาจอยากฟังเวอร์ชั่นที่เขาร้องเอาไว้ ใน 29 เพลงนี้ ขอเชิญที่ http://bit.do/triplicate  ครับ.... และหวังว่าฟังของแฟรงค์จบแล้วคงจะยังกลับมาฟัง Dylan นะ...อิอิ